Blog

  • “น้ำ” ตัวแปรชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย | เดลินิวส์

    “น้ำ” ตัวแปรชี้ชะตาเศรษฐกิจไทย | เดลินิวส์

     ศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเวที Water Resilience Forum 2/2026 ภายใต้หัวข้อ “Water Economy: พลิกน้ำ สร้างชาติชี้ไทยเผชิญทั้งภัยแล้งและน้ำท่วมจากอากาศแปรปรวน (Climate Change) สร้างความสูญเสียซ้ำซาก กด GDP ลดลงต่อเนื่อง ชวนเปลี่ยนมุมมองใหม่ น้ำไม่ใช่แค่ภัยพิบัติ แต่เป็น “โจทย์เศรษฐกิจของประเทศ” เปลี่ยนความเสี่ยงน้ำเป็นโอกาสเศรษฐกิจ พลิกจากรอดสู่รวย ด้วย 3 ข้อเสนอ

    1. ยกระดับการแก้ไขปัญหาวิกฤตน้ำเป็น “วาระแห่งชาติ”: ปรับโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร จัดการน้ำให้เป็นเอกภาพและบูรณาการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    2. สร้าง “Water Smart Community”: สนับสนุนชุมชนและภาคประชาสังคมให้มีองค์ความรู้และบริหาร จัดการน้ำได้เอง

    3. ลงทุนระบบข้อมูลน้ำแห่งชาติ (National Water Data Platform): ใช้ Real-time Data เพื่อคาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุก

    เปลี่ยนน้ำจากความเสี่ยงเป็นสินทรัพย์

    ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญ “สภาพอากาศสุดขั้ว” ทั้งน้ำท่วมและภัยแล้ง ซึ่งส่งผลกระทบกับเศรษฐกิจทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว และค่าครองชีพของประชาชน ความเสียหายจากมหาอุทกภัยปี 2554 สูงถึง 1.43 ล้านล้านบาท หลังจากนั้น ในปี 2555 – 2556 เป็น 2 ปีติดต่อกันที่ประเทศไทยประสบภัยแล้ง เสียหายประมาณ 30,000 ล้านบาท “ประเทศไทยสูญเสียให้กับน้ำทุกปี ไม่ว่าจะแล้งหรือท่วม หากยังแก้แบบเดิม เราจะสูญเสียซ้ำไปเรื่อย ๆ       จึงผลักดันแนวคิด Water Economy เพื่อเปลี่ยนน้ำจากความเสี่ยง เป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจ ด้วยความร่วมมือของศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับพันธมิตรระดับโลก และภาคเอกชนหลายแห่ง พร้อมประสานความร่วมมือทุกภาคส่วน เน้นการบริหารจัดการเชิงรุกด้วยข้อมูล วิทยาศาสตร์ และนวัตกรรม เพื่อพลิกวิกฤตน้ำให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ”

    น้ำขับเคลื่อนเศรษฐกิจมูลค่า 17 ล้านล้านบาท

    รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา วัณณสุโภประสิทธิ์ คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และประธานคณะกรรมการศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ทรัพยากรน้ำไม่ใช่เพียงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ ไม่ต่างจากพลังงาน ดิจิทัล หรือระบบโลจิสติกส์ โดยปัจจุบันทรัพยากรน้ำเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อนโครงสร้างเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 17 ล้านล้านบาทของประเทศไทย ทั้งนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจากความผันผวนของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น ทั้ง ปรากฏการณ์เอลนีโญ ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และอุทกภัยรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจ สังคม และความ เชื่อมั่นในการลงทุน โดยบทเรียนจากมหาอุทกภัยปี 2554 แสดงให้เห็นว่าความเสียหายสามารถส่งผลให้ GDP ของ ประเทศลดลงได้ถึงร้อยละ 2.5 ขณะที่ความเสี่ยงในอนาคตมีแนวโน้มรุนแรงและถี่ขึ้นจาก Climate Extremes

    รองศาสตราจารย์ ดร.วิทยา กล่าวว่า ขอเชิญชวนทุกท่านเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับน้ำจากภัยพิบัติสู่ “สินทรัพย์ทาง เศรษฐกิจ” ตามแนวคิด Water Economy ที่มองน้ำเป็น “เหรียญสองด้าน” ของระบบเศรษฐกิจ ในด้านหนึ่ง น้ำคือ “ตัวคูณทางเศรษฐกิจ” (Economic Generator) ที่สนับสนุนภาคเกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว สุขภาพ และ คุณภาพชีวิต แต่ในอีกด้านหนึ่ง หากขาดการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ น้ำจะกลายเป็น “ตัวฉุดรั้งเศรษฐกิจ” (Economic Disruptor) ที่สร้างความเสียหายต่อธุรกิจ การผลิต และกลุ่มเปราะบางในสังคม

    ยกระดับเศรษฐกิจให้ยืดหยุ่น

    “โจทย์สำคัญของประเทศไทยจึงไม่ใช่เพียงการรับมือภัยแล้งหรือน้ำท่วมเฉพาะหน้า แต่คือการยกระดับระบบ เศรษฐกิจให้มีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ (Climate Resilience Economy) ผ่านการลงทุนที่ถูกที่ ถูกเวลา และขับเคลื่อนด้วยข้อมูล วิทยาศาสตร์ และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ศูนย์ “กันก่อนท่วม” (Water Resilience Center) เป็นแพลตฟอร์มกลางทางวิชาการที่เป็นมิตรและเป็นกลาง ทำหน้าที่สังเคราะห์ข้อมูล พัฒนาองค์ ความรู้ และสื่อสารความเสี่ยงด้านน้ำเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงนโยบาย โดยร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลก อาทิ เนเธอร์แลนด์ญี่ปุ่น และภาคเอกชน เพื่อผลักดันแนวคิด Water Economy และเปลี่ยน “ความเสี่ยงด้านน้ำ” ให้เป็น “โอกาสทางเศรษฐกิจ” ของประเทศในระยะยาว” ประธานศูนย์กันก่อนท่วม กล่าว

    วิกฤตน้ำ”คือวาระแห่งชาติ

    นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) กล่าวในหัวข้อ “พลิกนโยบายน้ำ สร้าง เศรษฐกิจ”ว่า ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง และน้ำเสีย เป็นปัญหาซ้ำซากที่กระทบต่อวิถีชีวิตประชาชนและเศรษฐกิจ สทนช. ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้เป็นเจ้าภาพบูรณาการหน่วยงานด้านน้ำเพื่อป้องกันภัยพิบัติ เพื่อยกระดับการขับเคลื่อนแก้ วิกฤตน้ำให้เป็น “วาระแห่งชาติ”อย่างมีเอกภาพ ลดความซ้ำซ้อน รวดเร็ว มีประสิทธิภาพ สามารถรองรับการแก้ไขปัญหา น้ำได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการพยากรณ์อากาศให้มีความแม่นยำและการแจ้งเตือนภัยที่รวดเร็ว ซึ่งจะช่วยให้ ประชาชนรอดพ้นจากวิกฤตได้ทันท่วงที ทั้งนี้ สทนช. ได้เสนอมาตรการรับมือฤดูฝน แก้ภัยแล้ง และควบคุมคุณภาพน้ำ ขณะเดียวกันได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยงขาดแคลนน้ำอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะพื้นที่ นอกเขตชลประทาน เพื่อเตรียมจัดหาน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตรช่วยเหลือไม่ให้เกิดผลกระทบ ล่าสุด ครม.มีมติ เห็นชอบการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทรัพยากรน้ำจังหวัดครบทั้ง 76 จังหวัด

    น้ำคือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ

    นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส ที่ปรึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์ และรองประธานคณะกรรมการศูนย์ “กันก่อนท่วม” จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในช่วงสรุป “Water Economy: พลิกน้ำ เปลี่ยนชะตาประเทศไทย” ว่า ประเทศไทย กำลังเข้าสู่ยุคที่ ‘น้ำ’ ไม่ใช่เรื่องฤดูกาล แต่คือความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยชี้ว่า ภายใต้ภาวะเอลนีโญ และ Climate Change ประเทศไทยต้องเผชิญทั้งภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และน้ำแปรปรวนรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ ภาคเกษตร อุตสาหกรรม และค่าครองชีพของประชาชน ขณะที่รัฐยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมากในการเยียวยาซ้ำซาก ทุกปีแต่ยังไม่ได้ลงทุนเพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

    พลิกน้ำเป็นโอกาส

    การขับเคลื่อนแนวคิด Water Economy สู่การปฏิบัติให้ประสบความสำเร็จนั้น ประเทศไทยมีต้นแบบที่พิสูจน์ แล้วว่าสามารถ “พลิกน้ำเป็นโอกาส” ลดความสูญเสียและสร้างเศรษฐกิจได้จริงในระดับพื้นที่ เช่น จังหวัดกาญจนบุรีที่ใช้ การบริหารจัดการเขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ ร่วมกับระบบกระจายน้ำแบบ “ก้างปลา” และ “แก้มลิง ธรรมชาติ” เพื่อลดแรงมวลน้ำก่อนเข้าสู่พื้นที่เศรษฐกิจ ขณะที่ในระดับโลก โครงการขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนสามผา (Three Gorges Dam) ของจีน แสดงให้เห็นว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำสามารถปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจขนาดใหญ่ และ สร้างเสถียรภาพให้กับประเทศในระยะยาว อย่างไรก็ตาม จุดท้าทายสำคัญของไทยคือ “การขาดการเชื่อมต่อจากโมเดล พื้นที่สู่ระดับประเทศ” ทำให้ศักยภาพที่มีอยู่ยังไม่ถูกขยายผลอย่างเต็มที่

    นายรุ่งโรจน์กล่าวว่า ศูนย์ “กันก่อนท่วม” และภาคเอกชน พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อน Water Economy ผ่าน 3 แนวทางสำคัญ ได้แก่

    1. ยกระดับ ‘วิกฤตน้ำ’ เป็นวาระแห่งชาติอย่างแท้จริง

    ปรับโครงสร้างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำให้เป็นเอกภาพและบูรณาการร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    2. สร้าง “Water Smart Community”

    สนับสนุนชุมชนและภาคประชาสังคมให้มีองค์ความรู้และบริหารจัดการน้ำเองได้

    3. ลงทุนระบบข้อมูลน้ำแห่งชาติ (National Water Data Platform)

    ใช้ Real-time Data เพื่อคาดการณ์ เตือนภัย และวางแผนเชิงรุก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5845464/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HIVx988qAsVZtSPp0gBW2

  • ผ่าเบื้องลึก ‘เอกนิติ’ ร่ายมนต์กล่อมมูดี้ส์ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทย

    ผ่าเบื้องลึก ‘เอกนิติ’ ร่ายมนต์กล่อมมูดี้ส์ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทย

    ผ่าเบื้องลึก ‘เอกนิติ’ ร่ายมนต์กล่อมมูดี้ส์ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทย

    ผ่าเบื้องลึก ‘เอกนิติ’ ร่ายมนต์กล่อมมูดี้ส์ ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทย

    การปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยของสถาบันจัดอับดับเครดิตเรตติ้งระดับโลกของ “มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส” (Moody’s Investors Service) จากเชิงลบ (Negative) เป็น “มีเสถียรภาพ” (Stable) เมื่อไม่นานมานี้ ยกให้ไทยเป็น 1 ใน 5 ตลาดเกิดใหม่ที่รับมือแรงกระแทกเศรษฐกิจโลกได้ดีที่สุด ด้วยจุดแข็งด้านทุนสำรองที่แข็งแกร่ง และการปฏิรูปนโยบายถือเป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนสัญญาณอะไรบางอย่างที่สำคัญต่อการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล 

    การปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยของมูดี้ส์รอบนี้ หลายคนมองว่า “เหนือความคาดหมาย” แต่เบื้องลึก-เบื้องหลังของเรื่องส่วนหนึ่งเกิดจากการชี้แจงและการให้ข้อมูลของทีมเศรษฐกิจรัฐบาลในระหว่างร่วมประชุม “IMF-World Bank Spring Meetings 2026” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 13-18 เม.ย.69 ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา 

    เบื้องลึกการชี้แจงข้อมูลต่อ ‘มูดี้ส์’

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เล่าให้ฟังว่า ในระหว่างการเข้าร่วมประชุม IMF-World Bank Spring Meetings 2026 ได้มีโอกาสเข้าพบ และชี้แจงกับตัวแทนของมูดี้ส์ก่อนที่จะมีการออกรายงานสถานะเศรษฐกิจของประเทศไทย ซึ่งก็ถือว่าเป็นข่าวดีที่เกิดขึ้น

    ทั้งนี้ยอมรับว่า สิ่งที่มูดี้ส์มีความกังวลไม่ใช่ประเด็นเรื่องการที่รัฐบาลไทยจะกู้เงินเพิ่มเพื่อรับมือวิกฤตเศรษฐกิจ หรือตัวเลขหนี้สาธารณะที่จะเพิ่มสูงขึ้น แต่สิ่งที่เขากังวลคือประเทศไทยจะไม่มีอนาคตในการเติบโต

    ดังนั้นจึงได้ชี้แจงอย่างตรงไปตรงมาถึงสิ่งที่รัฐบาลได้ทำตั้งแต่ช่วง 4 เดือนสุดท้ายปลายปี 2568 ผ่านกลไกหลัก คือ การผลักดันการลงทุน ไม่ใช่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นอย่างโครงการคนละครึ่ง ทำให้ไตรมาสที่ 4 ปี 2568 เศรษฐกิจขยายตัวจาก 0.3% เป็น 2.5% สิ่งนี้ทำให้เห็นแล้วว่าทำจากจุดที่กำลังจะแย่ให้ดีขึ้นมาได้

    “มูดี้ส์ไม่ได้ห่วงเรื่องกู้เงิน เพราะตอนนี้ทุกประเทศก็มีข่าวว่าจะกู้เพิ่ม หรือขยายเพดานหนี้ ขณะที่หนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ 66% ต่อจีดีพี ต่างจากหลายประเทศที่มีระดับหนี้สูงกว่า 100% หากไม่ทำอะไรถ้าไม่ทำอะไรเลยหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะเพิ่มขึ้น เพราะจีดีพีลดลง จึงต้องเร่งการลงทุนเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสทำให้เห็นว่าประเทศมีโมเมนตัมที่ดีขึ้น จึงได้บอกความจริงของเศรษฐกิจไทยกับมูดี้ส์อย่างตรงไปตรงมา เพราะเป็นจุดยืนของผมในฐานะเทคโนแครต ที่ผ่านประสบการณ์ทั้งจากกระทรวงการคลังและภาคเอกชนมาก่อน” นายเอกนิติ ยอมรับ

    ให้ความสำคัญกับเรื่องวินัยการคลัง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ได้ย้ำกับมูดี้ส์ว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องวินัยการคลังของประเทศเห็นได้จากเรื่องแผนการคลังระยะปานกลาง ฉบับใหม่ โดยเริ่มจากการคืนหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. ก่อน อีกทั้งยังเล่าให้มูดีส์ฟังถึงแผนที่ทำมาก่อนหน้านี้ และอีก 4 ปี ว่าจะทำอะไรที่ให้ประเทศไทยดีขึ้น โดยเฉพาะการลงทุน ส่วนเรื่องวินัยทางการคลัง รัฐบาลก็มีความตั้งใจว่าจะรักษาไว้ให้ดี

    สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ผ่านมา เป็นผลมาจากการการลงทุนที่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากตัวเลขการขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่ขยายตัว โดยเฉพาะการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการขับเคลื่อนการลงทุนให้เกิดขึ้นจริงผ่านมาตรการ Thailand Fast Pass โดยการลงทุนภาคเอกชนเติบโต 8% ถือเป็นสถิติที่สูงที่สุดในรอบ 10 ปี ควบคู่กับตัวเลขการลงทุนภาครัฐที่ขยายตัวเพิ่มถึง 13% 

    แจ้งนายกฯ รับทราบ ทำใจล่วงหน้า

    นายเอกนิติ ยอมรับว่า การปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยของมูดีส์ครั้งนี้ เหนือความคาดหมาย เพราะก่อนหน้าที่จะมีการประกาศผล ส่วนตัวได้ประเมินสถานการณ์บนความเสี่ยงสูงสุด และได้รายงานต่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี รับทราบว่าให้เตรียมความพร้อมกับผลที่อาจออกมาว่าประเทศไทยถูกปรับลดมุมมองลง แต่ท้ายที่สุดก็ได้รับข่าวดีว่ามูดีส์ปรับมุมมองเศรษฐกิจไทยดีขึ้น

    “ได้โทรศัพท์รายงานต่อ นายกรัฐมนตรี ล่วงหน้าว่าอาจต้องเตรียมใจรับสถานการณ์ โดยบอกนายกฯ ว่า ท่านต้องทำใจไว้นะ เพราะไทยอาจจะโดนดาวน์เกรด แต่ส่วนตัวก็เชื่อว่าถ้าถูกดาวน์เกรดจริงก็ไม่กระทบ เพราะเรากู้เงินในประเทศเป็นหลัก ท้ายที่สุดเมื่อผลออกมาพบว่า มูดี้ส์มีความเชื่อมั่นและประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ได้ในที่สุด ก็ดีใจแม้ว่าจะมีอาการ Jet lag หลังเดินทางกลับมาจากสหรัฐฯ ก็ตาม” นายเอกนิติ ยอมรับ

    นายกฯ หวังสร้างความมั่นใจนักลงทุนทั่วโลก

    ด้าน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงประเด็นนี้ภายหลังว่า เรื่องนี้เป็นข่าวดีต่อเนื่องหลังจากที่มูดี้ส์ได้ปรับมุมมองต่อเศรษฐกิจไทยจากเชิงลบเป็นมีเสถียรภาพ และน่าลงทุน ถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนทั่วโลก โดยมูดี้ส์ไม่ได้มองแค่ในเรื่องเศรษฐกิจเท่านั้นแต่มองทุกมิติทั้งในเรื่องของการอำนวยความสะดวก เรื่องความโปร่งใส เรื่องการทำงานที่รวดเร็ว และเรื่องโครงสร้างของประเทศ

    “ต้องขอบคุณประชาชนทุกคน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่คนไทยทุกคนต้องช่วยกันเชียร์ประเทศไทย เพราะบริษัทที่เป็นบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกจัดอันดับให้ประเทศไทยได้ดีแบบนี้ ซึ่งเรื่องนี้ไม่มีใครไปวิ่งเต้นได้ ทุกอย่างต้องตรงไปตรงมาโปร่งใส คนที่ว่ากล่าวประเทศไทย ไม่อยากให้ประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้า เห็นแบบนี้ก็จะเห็นว่าสิ่งที่คนเหล่านี้พูดมาไม่มีความน่าเชื่อถือ เพราะพูดในสิ่งไม่ดีและกระทบประเทศไทย” นายกฯ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/658535&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a9ilQyse1cs9nam1dE54m

  • จากคอนเสิร์ตสู่การทูต เมื่อ BTS ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเม็กซิโก

    จากคอนเสิร์ตสู่การทูต เมื่อ BTS ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเม็กซิโก

    เมื่อ “ประตูสีม่วง” ถูกเปิดออก ณ ใจกลางทำเนียบรัฐบาลเม็กซิโก โลกก็ได้เห็นว่าอิทธิพลของ BTS ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่บนเวทีคอนเสิร์ตอีกต่อไป การมาเยือนเม็กซิโกซิตี้ในปีนี้ ของ 7 หนุ่มบังทันโซนยอนดัน ไม่ใช่เพียงแค่จุดหยุดพักของ “Arirang World Tour” แต่คือการจารึกประวัติศาสตร์การทูตวัฒนธรรมที่เปลี่ยนความรักของแฟนคลับให้กลายเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับหมื่นล้าน

    นี่คือยุคสมัยที่ “เศรษฐกิจสีม่วง” (Purple Economy) เติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์และภาษีระหว่างประเทศ

    เมื่อศิลปินคือ “แขกผู้ทรงเกียรติ” ของรัฐ

    เหตุการณ์ในบ่ายวันที่ 6 พ.ค.2569 ณ จัตุรัสโซคาโล (Zócalo) ใจกลางเม็กซิโกซิตี้ กลายเป็นภาพสะท้อนของ ซอฟต์ พาวเวอร์ ได้ชัดเจนที่สุด สมาชิกทั้ง 7 คนของ BTS ปรากฏตัวบนระเบียงทำเนียบรัฐบาลเคียงข้าง ประธานาธิบดี คลาวเดีย เชนบอม ท่ามกลางเสียงเชียร์ของเหล่าอาร์มี กว่า 50,000 คน ที่รวมตัวกันอย่างมืดฟ้ามัวดิน ตามการรายงานของ Maeil Business สื่อเศรษฐกิจอันดับ 1 ของเกาหลีใต้

    การต้อนรับครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการทักทายทั่วไป แต่ ประธานาธิบดีเชนบอม ได้มอบแผ่นป้ายเกียรติยศ “Visitantes Distinguidos” หรือแขกผู้ทรงเกียรติ เพื่อยกย่องว่าดนตรีของ BTS ได้สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนเม็กซิกัน และส่งเสริมค่านิยมเรื่องความเคารพ ความหลากหลาย และสันติภาพ

    ผู้นำเม็กซิโกกล่าวผ่านโซเชียลมีเดียว่า ดนตรีและคุณค่าที่ BTS ถ่ายทอดนั้นเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างเม็กซิโกและเกาหลีเข้าด้วยกันอย่างแน่นแฟ้น ความสัมพันธ์นี้ลึกซึ้งถึงขั้นมีการแลกเปลี่ยนจดหมายทางการทูตระหว่าง ประธานาธิบดีเม็กซิโก และประธานาธิบดีเกาหลีใต้ เพื่อขอเพิ่มรอบการแสดงให้เพียงพอต่อความต้องการของแฟนคลับในประเทศ

    จากคอนเสิร์ตสู่การทูต เมื่อ BTS ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเม็กซิโก

    จากคอนเสิร์ตสู่การทูต เมื่อ BTS ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเม็กซิโก

    ผ่าโครงสร้าง “เศรษฐกิจสีม่วง” (Purple Economy)

    ตามรายงานของ Respawn คอนเสิร์ตของ BTS ในเม็กซิโกจัดขึ้นต่อเนื่อง 3 วัน และสร้างรายได้มหาศาลให้กับเมือง จากการประเมินของหอการค้าเม็กซิโกซิตี้ รายได้รวมสูงถึง 107.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทย 3,400-3,500 ล้านบาท โดยรายได้หลักมาจากยอดจำหน่ายบัตรกว่า 88 ล้านดอลลาร์ ขณะที่อีกส่วนไหลเข้าสู่ธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร การเดินทาง การค้าปลีก และบริการต่าง ๆ

    โรงแรมในพื้นที่ใกล้สถานที่จัดงานมีอัตราการเข้าพักสูงเกือบเต็ม ร้านอาหาร คาเฟ่ ร้านขายของที่ระลึก รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยได้รับอานิสงส์เต็มที่ หลายธุรกิจเพิ่มยอดขายได้อย่างก้าวกระโดดเพราะแฟนคลับเดินทางมาจากทั่วประเทศ รวมถึงต่างชาติที่บินมาชมคอนเสิร์ตโดยเฉพาะ

    สิ่งนี้คือแก่นของคำว่า “Purple Economy” หรือเศรษฐกิจสีม่วง ซึ่งอธิบายถึงการที่วัฒนธรรมและความนิยมของศิลปินสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง ไม่ใช่แค่ยอดขายเพลงหรือสินค้าที่เกี่ยวข้องเท่านั้น แต่รวมถึงผลกระทบเชิงระบบทั้งห่วงโซ่ Purple Economy ของ BTS ทำให้เกิดการจ้างงานจำนวนมาก ทั้งเจ้าหน้าที่อีเวนต์ ทีมรักษาความปลอดภัย พนักงานชั่วคราว คนขับรถ ผู้จัดการระบบขนส่ง รวมถึงแรงงานเบื้องหลังอีกมหาศาล

    “เม็กซิโก” ศูนย์กลางสตรีมมิง ยุทธศาสตร์ K-Pop ในละตินอเมริกา

    ข้อมูลจาก Spotify ระบุว่า เม็กซิโกคือตลาด K-Pop ที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของโลก และ “เม็กซิโกซิตี้” เป็นเมืองที่มียอดผู้ฟังเพลงของ BTS ต่อเดือนสูงที่สุดในโลก (714,212 คนในเดือนมี.ค.2569) แซงหน้ากรุงโซลและจาการ์ตา อัตราการเติบโตของ K-Pop ในประเทศนี้พุ่งสูงขึ้นกว่าร้อยละ 500 ตั้งแต่ปี 2563 โดยมีเพลง “Dynamite” เป็นหัวหอกสำคัญในการเจาะตลาดกระแสหลักในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19

    วัฒนธรรม Hallyu ในเม็กซิโกหยั่งรากลึกมานานกว่า 20 ปี เริ่มจากการนำเข้าซีรีส์เกาหลีในปี 2545 จนปัจจุบันเกิดย่าน “Little Seoul” หรือ Zona Rosa ในเม็กซิโกซิตี้ที่เป็นศูนย์รวมของแฟนคลับ พลังสตรีมมิงที่เข้มข้นของ Gen Z เม็กซิกัน ซึ่งบางกลุ่มฟังเพลงเกาหลีเฉลี่ยถึง 11-15 ชม./วัน คือตัวขับเคลื่อนสำคัญที่ทำให้เม็กซิโกเป็นเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ที่ศิลปิน K-Pop ข้ามไม่ได้

    จากคอนเสิร์ตสู่การทูต เมื่อ BTS ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเม็กซิโก

    จากคอนเสิร์ตสู่การทูต เมื่อ BTS ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเม็กซิโก

    จิตวิทยาแฟนคลับ-การสร้างชุมชนดิจิทัล

    ในมิติทางจิตวิทยา พลังของอาร์มีเม็กซิกัน ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความคลั่งไคล้ในตัวบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ในชีวิตจริงผ่านโครงข่ายดิจิทัลที่ไร้ศูนย์กลาง แฟนคลับในเม็กซิโกซิตี้และหัวเมืองใหญ่ไม่ได้มองว่าตนเองเป็นเพียงผู้บริโภคที่รอคอยความบันเทิง แต่พวกเขาคือ “ตัวแทนทางวัฒนธรรม” ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในซีกโลกละตินอเมริกา

    พวกเขาเปลี่ยนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียให้กลายเป็นระบบนิเวศแห่งการเยียวยา โดยเฉพาะการรับมือกับสภาวะ Post-Concert Depression (PCD) หรือความว่างเปล่าที่เกิดขึ้นหลังแสงไฟบนเวทีคอนเสิร์ตดับลง ข้อมูลจากการศึกษาเรื่อง “I had post-concert depression”: A study of Lucy fans after the Jakarta concert โดย Dimas Ramadhiansyah จากมหาวิทยาลัยแอร์ลังกา เป็นมหาวิทยาลัยรัฐที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่เป็นอันดับ 2 ของประเทศอินโดนีเซีย ระบุว่า ชุมชนอาร์มีได้ใช้ความทรงจำร่วมและข้อความในเนื้อเพลงมาเป็นเครื่องมือในการ “เยียวยาหมู่” ผ่านการแลกเปลี่ยนวิดีโอและบทวิเคราะห์ความหมายของเพลงที่สะท้อนถึงการโอบกอดบาดแผลในจิตใจ

    สิ่งนี้เองที่เปลี่ยนจากการเป็นแค่แฟนดอมไปสู่การเป็น “ครอบครัวดิจิทัล” ที่แน่นแฟ้น ซึ่งสมาชิกจะคอยซัปพอร์ตกันตั้งแต่เรื่องส่วนตัวไปจนถึงการรวมตัวกันทำกิจกรรมสาธารณกุศลในนามของ 7 หนุ่ม เพื่อพิสูจน์ว่าคำว่า “Love Yourself” ไม่ได้เป็นเพียงสโลแกนการตลาด แต่เป็นเข็มทิศในการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนทัศนคติคนรุ่นใหม่ในเม็กซิโก

    จากคอนเสิร์ตสู่การทูต เมื่อ BTS ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเม็กซิโก

    จากคอนเสิร์ตสู่การทูต เมื่อ BTS ขับเคลื่อนเศรษฐกิจเม็กซิโก

    ท่ามกลางความฟีเวอร์ที่สั่นสะเทือนไปทั้งละตินอเมริกา ประเด็นที่แหลมคมที่สุดในเชิงภูมิรัฐศาสตร์คือการที่ BTS กลายเป็นหมากตัวสำคัญในการทะลาย “กำแพงภาษี” ที่ขวางกั้นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐมาอย่างยาวนาน ปัจจุบันเม็กซิโกมีนโยบายปกป้องทางการค้าที่เข้มงวด และเกาหลีใต้ยังไม่มีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยตรง ทำให้สินค้าส่งออกและอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ต้องเผชิญกับภาษีที่สูงลิ่ว ตามข้อมูลจาก The Asia Business Daily

    การมาเยือนของ BTS ในฐานะทูตพิเศษของประเทศ จึงไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงดนตรี แต่เป็นการทำหน้าที่การทูตซอฟต์ พาวเวอร์ ที่นุ่มนวลแต่ทรงพลังที่สุดในการสร้างบรรยากาศแห่งมิตรภาพระดับรัฐ เพื่อเปิดทางให้กระทรวงการค้าของทั้ง 2 ประเทศเปิดโต๊ะเจรจา FTA โดยมีพลังมวลชนชาวเม็กซิกัน เป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้รัฐบาลท้องถิ่นเห็นถึงประโยชน์มหาศาลจาก “เศรษฐกิจสีม่วง” (Purple Economy) ที่สร้างรายได้มหาศาลให้แก่ธุรกิจในประเทศชั่วข้ามคืน

    การมาเยือนครั้งนี้ยังทำให้เม็กซิโก ประกาศความพร้อมที่จะรองรับอีเวนต์ระดับโลกในอนาคต ทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย ระบบขนส่ง และมาตรฐานการจัดงาน เพื่อดึงดูดการท่องเที่ยวเชิงอีเวนต์มากขึ้น รัฐบาลเม็กซิโกมองเห็นแล้วว่าอีเวนต์บันเทิงระดับโลกไม่ใช่ค่าใช้จ่าย แต่เป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนสูง ทั้งรายได้โดยตรงและภาพลักษณ์ประเทศ

    สำหรับ BTS นี่คือหลักฐานอีกครั้งว่าพวกเขาได้ก้าวข้ามสถานะ “วงบอยแบนด์” ไปไกลมากแล้ว

    BTS กลายเป็นสัญลักษณ์ของยุคใหม่ที่วัฒนธรรมสามารถสร้างอำนาจต่อรองในระดับโลก พวกเขาไม่เพียงขายเพลงหรือบัตรคอนเสิร์ต แต่ขายคุณค่า และขายความรู้สึกเป็นเจ้าของให้กับผู้คนหลายล้านคนทั่วโลก

    สุดท้าย สิ่งที่ BTS ทิ้งไว้ในเม็กซิโกไม่ใช่เพียงเวทีคอนเสิร์ตหรือยอดขายที่หมดภายในเวลาไม่ถึงชั่วโมง แต่คือ “รอยเท้าทางวัฒนธรรม” ที่เปลี่ยนดนตรีให้กลายเป็นทุนทางเศรษฐกิจ สังคม และการทูตอย่างสมบูรณ์แบบ โลกยุคนี้อาจไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันหรืออาวุธเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่อาจขับเคลื่อนด้วยเพลง วัฒนธรรม และชุมชนแฟนคลับที่แข็งแกร่งไม่แพ้กัน

    แหล่งที่มาข้อมูล : 자주색 경제, koreajoongangdaily, abs-cbn, mexicobusiness

    อ่านข่าวอื่น :

    “ทรัมป์” ยืนยันข้อตกลงหยุดยิงยังมีผล แม้ “อิหร่าน-สหรัฐฯ” ปะทะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

    เครื่องนุ่งห่มไทย จับมือ กสร. ต่อยอด GLP+หวังยกระดับแรงงานไทย

    “ภราดร” แจง ครม.ไม่ยืนยันร่าง รธน.เดิมเสี่ยงถูกตีตก ให้สภาฯ ชุดใหม่เสนอ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/505661&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TMAJM8WvOofuFwzYQ89X8

  • ทส. ผนึกภาคเอกชน-พันธมิตรกว่า 20 องค์กร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งจัดการพลาสติกอย่างยั่งยืน

    ทส. ผนึกภาคเอกชน-พันธมิตรกว่า 20 องค์กร ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน มุ่งจัดการพลาสติกอย่างยั่งยืน

    วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานสักขีพยานในพิธีประกาศเจตนารมณ์และลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โครงการ “รวมพลัง ขับเคลื่อนไทยสู่ความยั่งยืน : AXTRA Circular Impacts” ระหว่าง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ ร่วมกับ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ผู้ดำเนินธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก “แม็คโคร–โลตัส” และองค์กรพันธมิตรกว่า 20 แห่ง จากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ณ ห้องประชุมศักดิ์สิทธิ์ ตรีเดช ชั้น 2 กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

    การลงนามครั้งนี้ ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมด้วย ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) นายสุรินทร์ วรกิจธำรง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ ตลอดจนผู้บริหารจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการขยะ ร่วมประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนการจัดการพลาสติกอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “Circular Retail” เพื่อผลักดันภาคค้าปลีกไทยสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) อย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งลดการใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็น ส่งเสริมการเก็บกลับคืน คัดแยก และรีไซเคิลบรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างเป็นระบบ รวมถึงพัฒนานวัตกรรมและบรรจุภัณฑ์เพื่อความยั่งยืน ตลอดจนสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ภายใต้แนวคิด 5R ได้แก่ Re-educate, Reduce, Recycle, Replace และ Reinvent เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

    โอกาสนี้ นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญความท้าทายทั้งด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม และข้อจำกัดด้านทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งทุกภาคส่วนต้องร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมให้เติบโตควบคู่กันอย่างสมดุลและยั่งยืน โดยการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันต้องคำนึงถึง “3 ประโยชน์” ได้แก่ ประเทศชาติต้องมั่นคง ประชาชนต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี และองค์กรต้องสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนถือเป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนของเสียให้กลับมาเป็นทรัพยากร ลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติใหม่ และลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปกำจัด พร้อมเน้นย้ำว่า การสร้างความยั่งยืนไม่สามารถเกิดขึ้นได้จากองค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง แต่ต้องอาศัย “พลังแห่งความร่วมมือ” จากภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม และประชาชนทุกคน เพื่อร่วมกันผลักดันประเทศไทยสู่สังคมคาร์บอนต่ำและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าในอนาคต

    ด้าน ดร.รวีวรรณ ปลัดกระทรวงฯ เน้นย้ำถึงความร่วมมือในครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญของภาคค้าปลีกไทย ซึ่งมีบทบาทเชื่อมโยงความร่วมมือไปยังทุกภาคส่วน และเป็นต้นแบบของการบริหารจัดการขยะอย่างครบวงจร ช่วยยกระดับระบบจัดการขยะของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น พร้อมสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศในระยะยาว

    ขณะที่นางศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทฯ ดำเนินมาตรการจัดการพลาสติกอย่างต่อเนื่อง โดยแม็คโครและโลตัสมีนโยบายงดให้บริการถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว และยุติการจำหน่ายบรรจุภัณฑ์โฟม พร้อมส่งเสริมการใช้บรรจุภัณฑ์ทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้ตลอดระยะเวลากว่า 37 ปีที่ผ่านมา สามารถช่วยหลีกเลี่ยงการทิ้งพลาสติกลงสู่สิ่งแวดล้อมได้มากกว่า 350,000 ตัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/public-relations-news/992904/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1I_ArHGWiPQhJAq4EX_0TR

  • QTC ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลก! รายได้โต 65% แม้ขาดทุน ลุ้น Q2/69 ฟื้น งานในมือแน่น 1,700 ล้านบาท

    QTC ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลก! รายได้โต 65% แม้ขาดทุน ลุ้น Q2/69 ฟื้น งานในมือแน่น 1,700 ล้านบาท

    QTC ฝ่ามรสุมเศรษฐกิจโลก! รายได้โต 65% แม้ขาดทุน ลุ้น Q2/69 ฟื้น งานในมือแน่น 1,700 ล้านบาท

    นายพูลพิพัฒน์ ตันธนสิน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการ บริษัท คิวทีซี เอนเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ QTC ผู้ผลิตและจำหน่ายหม้อแปลงไฟฟ้า แบบ Made to Order พร้อมให้บริการงานซ่อมและบำรุงรักษาหม้อแปลงไฟฟ้า เปิดเผยว่า ท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจโลกและความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ในช่วงต้นปี 2569 แต่บริษัทยังคงรักษาระดับการเติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง 

    โดยมีรายได้รวม 454 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 65% จากปีก่อน แบ่งเป็นการรับรู้รายได้จากธุรกิจหม้อแปลงไฟฟ้า 260 ล้านบาท รายได้จากธุรกิจโซลาร์ 154  ล้านบาท และรายได้จากธุรกิจอื่นๆ

    แต่บริษัทมีผลขาดทุนสุทธิ 9.64 ล้านบาท จากแรงกดดันด้านต้นทุนและห่วงโซ่อุปทาน แต่ด้วยการบริหารจัดการอย่างรอบคอบ บริษัทเชื่อมั่นว่าจะสามารถผ่านพ้นสถานการณ์ดังกล่าวไปได้

    บริษัทยอมรับว่าไตรมาสแรกได้รับแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ราคาน้ำมันผันผวน ภาวะขาดแคลน และปัญหาการขนส่ง ส่งผลให้ยอดขายต่างประเทศชะลอตัว ขณะที่ราคาทองแดง วัตถุดิบสำคัญ และความผันผวนของค่าเงินบาทยังคงกดดันต้นทุนและการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน 

    อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลายจะทำให้สามารถทยอยส่งมอบสินค้าได้ครบถ้วน และกลับมาสร้างผลกำไร แนวโน้มในไตรมาส 2/2569 บริษัทมีความเชื่อมั่นว่าจะสามารถฟื้นตัวได้อย่างชัดเจน และสามารถบริหารจัดการเพื่อผ่านพ้นสถานการณ์ดังกล่าวไปได้ด้วยดี

    ก่อนหน้านี้ QTC คว้างานประมูลการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ล็อตใหญ่เป็นงานหม้อแปลงไฟฟ้า Super Low Loss Transformer ที่ QTC ผลิตได้เป็นแห่งแรกในประเทศไทย มูลค่ารวมกว่า 700 ล้านบาท และงานภาคเอกชน อีก 200 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทมีมูลค่างานในมือ (Backlog) ที่รอรับรู้รายได้แตะระดับ 1,700 ล้านบาท เตรียมส่งมอบทั้งหมดภายในปี 2569 นี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/742057&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ueqTxO_lADSCjZvXq0KhD

  • ‘ธปท.’ ส่งสัญญาณเงินเฟ้อไทย ‘จ่อแตะ5%’ ปีหน้าลุ้นกลับเข้ากรอบ-กระตุ้นรัฐดันจีดีพีแตะ2.1%

    ‘ธปท.’ ส่งสัญญาณเงินเฟ้อไทย ‘จ่อแตะ5%’ ปีหน้าลุ้นกลับเข้ากรอบ-กระตุ้นรัฐดันจีดีพีแตะ2.1%

    ‘ธปท.’ ประเมินเงินเฟ้อไทยหลายเดือนจากนี้อาจพุ่งแตะระดับ4-5% ยืนยันเศรษฐกิจยังไม่เข้าเกณฑ์ Stagflation จากประเมินเงินเฟ้อไม่อยู่ในระดับสูงยาวนาน แต่จะทยอยปรับลงอยู่ในกรอบเป้าหมายที่1-3%ในไตรมาส 2 ปี 2570 อีกด้านยังได้แรงหนุนนโยบายภาครัฐหนุนจีดีพีปี 2569 เพิ่มขึ้น 0.6% จากประมาณการเดิมที่ 1.5% เป็น 2.1%

    สถานการณ์ “เศรษฐกิจไทย” ปี 2569 กำลังเผชิญโจทย์ท้าทายรอบใหม่ หลังแรงกดดัน “ด้านเงินเฟ้อ” เริ่มกลับมาเร่งตัวสูงในเดือนเม.ย. และยังสูงขึ้นต่อในระยะข้างหน้า ขณะที่ ภาครัฐเดินหน้ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงินขนาดใหญ่ ที่คาดว่าอาจเป็นปัจจัยเร่งให้เงินเฟ้อยิ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นอีก 

    “วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน “MONEY EXPO มหกรรมการเงินกรุงเทพ ครั้งที่ 26” ว่า เงินเฟ้อไทยระยะข้างหน้ามีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง และบางเดือนอาจแตะระดับ 4-5% หลังตัวเลขเงินเฟ้อเดือนเม.ย. ออกมาสูงสุดในรอบ 38 เดือน หรือขยายตัวที่ 2.89% ซึ่งเป็นไปตามที่ธปท. ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ 

    แต่เชื่อว่า แรงกดดันดังกล่าวจะเป็นเพียงช่วงชั่วคราว โดยเงินเฟ้อจะเริ่มทยอยลดลงช่วงไตรมาส 2 ปี 2570 ก่อนกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายที่ 1-3% อีกครั้ง

    ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ โดยเฉพาะ พ.ร.ก. เงินกู้ ซึ่งเบื้องต้นประเมินวงเงินผลกระทบไว้ราว 300,000 ล้านบาท แต่ล่าสุดปรับเพิ่มเป็น 400,000 ล้านบาท สะท้อนการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในวงกว้างมากยิ่งขึ้น

    ในส่วนเม็ดเงินกระตุ้นการบริโภค 200,000 ล้านบาทแรก ธปท. คาดว่าจะเริ่มเห็นผลชัดเจนไตรมาส 3 ปีนี้ หรือระหว่างเดือน เม.ย.-ก.ย. 2569 ช่วงที่ประชาชนเริ่มใช้จ่ายเงินตามมาตรการคนละครึ่งพลัส 4,000 บาท ทำให้เงินเฟ้อบางช่วงอาจเร่งตัวขึ้นได้

    ดังนั้น อาจเห็นเงินเฟ้อบางเดือนขึ้นไปแตะระดับ 4-5% ส่งผลให้เงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี จะเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย จากเดิมที่คาดไว้ 2.9% มาอยู่ที่ประมาณ 3-3.1% ขณะที่ในปี 2570 เงินเฟ้อเฉลี่ยจะกลับลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.4% ซึ่งถือว่าเข้าสู่ภาวะปกติ และกลับมาอยู่ในกรอบเป้าหมายอีกครั้ง

    “ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เงินเฟ้อทยอยลดลงปีหน้า คือ ฐานราคาที่สูงมากในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ ทำให้เมื่อเทียบกับปีถัดไประดับราคามีแนวโน้มดีขึ้น ส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อชะลอลงตามกลไกของฐานเปรียบเทียบ”

    และท่ามกลางแรงกังวลเกี่ยวกับ “ความเสี่ยงที่เศรษฐกิจไทย” อาจเข้าสู่ภาวะ “Stagflation” หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวพร้อมกับภาวะเงินเฟ้อสูง ธปท. ยืนยันว่าขณะนี้ประเทศไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะดังกล่าว

    เพราะการเกิด Stagflation ได้ เศรษฐกิจต้องชะลอตัว หรือตกต่ำอย่างรุนแรง ขณะเดียวกัน เงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงต่อเนื่องเป็นเวลานาน แต่กรณี “ประเทศไทย” แม้เงินเฟ้อจะปรับสูงขึ้นปีนี้ แต่ธปท. มองว่า เป็นแรงกดดันชั่วคราวเท่านั้น ไม่ได้สูงระยะยาว

    อีกทั้งเงินเฟ้อของไทยยังต่ำกว่ากรอบล่างของกรอบเป้าหมาย หากเทียบประเทศอื่น ที่เงินเฟ้อปรับตัวสูงเกินกรอบบนไปแล้ว ดังนั้น ภาวะเงินเฟ้อที่ไทยเผชิญถือว่าไม่รุนแรงหากเทียบกับประเทศทั่วโลก

    'ธปท.' ส่งสัญญาณเงินเฟ้อไทย 'จ่อแตะ5%' ปีหน้าลุ้นกลับเข้ากรอบ-กระตุ้นรัฐดันจีดีพีแตะ2.1%

    ด้านการเติบโตเศรษฐกิจประเมินว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งโครงการไทยช่วยไทยพลัส บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และมาตรการภายใต้ พ.ร.ก. จะช่วยหนุนเศรษฐกิจไทยปีนี้ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.6% ส่งผลให้ประมาณการจีดีพีปี 2569 อาจปรับเพิ่มจากเดิมที่คาดไว้ 1.5% มาอยู่ที่ประมาณ 2.1%

    ขณะที่ปี 2570 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวอยู่ที่ประมาณ 1.6% ผลจากฐานเศรษฐกิจที่สูงขึ้นปีนี้หากไม่มีปัจจัยใหม่เพิ่มเติมเข้ามากระตุ้น

    แม้แนวโน้มเศรษฐกิจปีหน้าจะชะลอลง แต่ธปท. ยังมองว่ามีปัจจัยบวกบางส่วนประคองเศรษฐกิจไทยได้ โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อปรับปรุงการใช้พลังงานในประเทศ และกระแสเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ที่ยังไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการลงทุนจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น อาจเป็นแรงพยุงสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความผันผวนสูง

    สถานการณ์ปัจจุบันเหมาะกับการใช้มาตรการการคลังแบบเฉพาะจุดมากกว่าการใช้นโยบายการเงิน เนื่องจากมาตรการการเงินเป็นเครื่องมือกว้างที่ส่งผลต่อทั้งระบบ ขณะที่ปัญหาเศรษฐกิจรอบนี้กระจุกตัวบางกลุ่ม โดยเฉพาะเอสเอ็มอีและกลุ่มเปราะบาง สิ่งที่ธปท.ทำได้ คือ ปรับปรุงมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะมาตรการ SME Credit Boost ซึ่งเป็นโครงการค้ำประกันสินเชื่อที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ต้นปี ก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงมาตรการต่างๆเพิ่มเติมหากสถานการณ์หนี้มีความน่าห่วงหรือความเสี่ยงมากขึ้น”

    ในส่วนของมาตรการที่ธปท. และภาครัฐกำลังผลักดัน มองว่าจะทยอยเข้ามามีผลบวกต่อระบบเศรษฐกิจ เพราะหลายมาตรการไม่ใช่การ “กดปุ่มแล้วสินเชื่อโตทันที” เพราะการฟื้นตัวของสินเชื่อยังขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม และความเชื่อมั่นของธนาคารพาณิชย์ (แบงก์) ในการปล่อยกู้ด้วย

    หากดูด้านภาพรวมสินเชื่อในระบบธนาคารพาณิชย์ ปัจจุบันยังไม่ฟื้นตัวมากนัก และยังเคลื่อนไหวสอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ท่ามกลางความเสี่ยงเศรษฐกิจที่ยังสูง

    อีกด้านที่ต้องติดตาม คือ เสถียรภาพระบบการเงินโดยเฉพาะหนี้เสียที่ธปท.ติดตามใกล้ชิด หากจำเป็นอาจพิจารณาผ่อนปรนเพิ่มเติม หรืออาจนำมาตรการ “ฟ้า-ส้ม” กลับมาใช้อีกครั้ง ซึ่งเป็นมาตรการปรับโครงสร้างหนี้ที่มุ่งแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน เช่นเดียวกับการลดภาระหนี้ครัวเรือน ผ่านมาตรการผ่อนขั้นต่ำบัตรเครดิต ที่ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพิจารณาต่ออายุ หลังปรับลดลงชั่วคราวมาอยู่ที่ 8% จนถึงสิ้นปีนี้

    ส่วนเรื่อง การปรับลดค่าธรรมเนียมธนาคารพาณิชย์ ขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบขั้นสุดท้าย หรือเฮียริง โดยมาตรการดังกล่าวจะไม่ใช่เพียงมาตรการชั่วคราว แต่มีเป้าหมายช่วยลดต้นทุนให้ธุรกิจเอสเอ็มอีในระยะยาว ที่คาดว่าบางส่วนอาจเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนก.ค.แม้ระบบบางด้านอาจต้องใช้เวลาปรับตัวอีก 2-3 เดือนก็ตาม

    สิ้นปีลุ้นเห็น‘เวอร์ชวลแบงก์’เริ่มดำเนินธุรกิจได้ ‘2 ราย’

    อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจคือ ความคืบหน้าของ Virtual Bank หรือธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา ซึ่งปัจจุบันมีผู้ได้รับใบอนุญาตแล้วทั้งหมด 3 รายคือ รายที่ 1 กลุ่มบริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (ACM Holding Co., Ltd.) ประกอบด้วย “กลุ่มเครือเจริญโภคภัณฑ์” (CP) รายที่ 2 กลุ่มธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ร่วมมือกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) (ADVANC) และบริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR และรายที่ 3 กลุ่มการบริษัท เอสซีบี เอกซ์ ที่ผนึกกับ KakaoBank และ WeBank 

    ซึ่งแต่ละรายล้วนอยู่ภายใต้กรอบเวลาที่ชัดเจนในการดำเนินการเตรียมความพร้อม โดยหลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ทั้งในด้านการจัดทำระบบงาน โครงสร้างองค์กร ตลอดจนการปรับปรุงคุณสมบัติให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ การดำเนินการในขั้นตอนนี้ถือเป็นช่วงสำคัญที่ผู้สมัครต้องแสดงให้เห็นถึงความพร้อมอย่างแท้จริงก่อนที่จะสามารถเปิดดำเนินกิจการได้

    ทั้งนี้ ที่ปัจจุบันยังเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด โดยผู้ได้รับใบอนุญาตต้องจัดตั้งธนาคารให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี และสามารถขอขยายเวลาได้อีกไม่เกิน 1 ปี หรือไม่เกินเดือนมิ.ย. 2570 เนื่องจากการจัดตั้งธนาคารมีความซับซ้อนสูง ทั้งด้านระบบไอที การบริหารความเสี่ยง และโครงสร้างองค์กร

    ธปท. คาดว่าภายในปีนี้จะมี Virtual Bank อย่างน้อย 2 แห่งที่สามารถจัดตั้งได้สำเร็จ ขณะที่ อีกรายอยู่ในกระบวนการขออนุมัติและความเห็นจากผู้ถือหุ้นในการแยกบริษัทต่าง ๆ เพื่อเข้ามาดำเนินธุรกิจ Virtual Bank

    อย่างไรก็ตาม ธปท. ยังเชื่อว่า หาก Virtual Bank เกิดขึ้นได้จริง จะช่วยเพิ่มการเข้าถึงสินเชื่อของกลุ่มฐานราก กลุ่มเอสเอ็มอี พ่อค้าแม่ค้า และธุรกิจรายย่อยได้มากขึ้น ซึ่งถือเป็นเป้าหมายสำคัญของการเปิดใบอนุญาตในครั้งนี้

    โดยปัจจุบันมีผู้สมัครที่อยู่ในกระบวนการพิจารณาทั้งสิ้น 3 ราย ที่ผ่านเกณฑ์การอนุมัติจากธปท. เพื่อนำไปสู่การให้ใบอนุญาตหรือไลเซนส์ในการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นทางการ

    “ตอนให้ใบอนุญาต 3 รายไป คือ ต้องเปิดภายใน 1 ปี แต่สามารถขยายได้อีก 1 ปี เพราะต้องจัดระบบภายใน ทั้ง IT การบริหารความเสี่ยง ผู้บริหาร โครงสร้างองค์กร ว่าทำได้ตามเกณฑ์ไหม”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1232965&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eHcGsLQ6G5RH4plhGQ09l

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 08 พฤษภาคม 2569 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 08 พฤษภาคม 2569 – InterGold

    วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.35 น.

    กลยุทธ์ : Hold
    แนวรับ : $4,500 หรือ 70,000
    แนวต้าน : $4,850 หรือ 73,300

    .
    ท่ามกลางแรงกดดันจากสงครามตะวันออกกลาง ค่าเงินเยนที่ผันผวน และเศรษฐกิจยุโรปที่ยังเปราะบาง ราคาทองคำจะเลือกทางขึ้นต่อ หรือยังเป็นจังหวะที่ควรถือรอในกรอบ?

    .

    ราคาทองคำยังได้รับแรงหนุนจากความไม่แน่นอนรอบด้าน โดยเฉพาะสถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซที่กลับมาตึงเครียด หลังสหรัฐฯ และอิหร่านมีการปะทะกัน จนตลาดเริ่มกังวลว่าความขัดแย้งอาจลุกลามเป็นวงกว้าง ส่งผลให้แรงซื้อทองคำในฐานะ Safe Haven กลับมาเด่นอีกครั้ง ขณะเดียวกัน ความตึงเครียดในเลบานอนก็เพิ่มน้ำหนักความเสี่ยง หลังอิสราเอลโจมตีชานเมืองเบรุตและสังหารแกนนำระดับสูงของเฮซบอลลาห์ ซึ่งยิ่งทำให้นักลงทุนเริ่มลดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงและหันมาถือทองคำมากขึ้น

    อีกปัจจัยที่ต้องจับตาคือฝั่งตลาดค่าเงิน หลังมีรายงานว่าญี่ปุ่นอาจใช้งบสูงถึง 10 ล้านล้านเยน เพื่อแทรกแซงตลาดและพยุงค่าเงินเยน หากเงินเยนแข็งค่าขึ้นจริง อาจกดดันดัชนีดอลลาร์สหรัฐฯ ให้อ่อนตัวลง ซึ่งโดยปกติจะเป็นแรงหนุนต่อราคาทองคำ นอกจากนี้ฝั่งยุโรปเองยังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้าง หลัง ECB เตือนเรื่องตลาดทุนที่แยกส่วนและความเชื่อมั่นการลงทุนข้ามพรมแดนที่ลดลง ทำให้ทองคำยังถูกมองเป็นสินทรัพย์ทางเลือกในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความไม่แน่นอนสูง

    ในเชิงเทคนิค ราคาทองคำยังเคลื่อนไหวในกรอบกว้าง โดยมีแนวต้านสำคัญที่ $4,850 หรือประมาณ 73,300 บาท และมีแนวรับที่ $4,675 หรือประมาณ 71,750 บาท ถัดไปคือ $4,500 หรือประมาณ 70,000 บาท ภาพรวมจึงยังเหมาะกับกลยุทธ์ Hold มากกว่าการไล่ซื้อ หากราคาย่อลงมาใกล้โซนแนวรับ อาจเป็นจังหวะทยอยสะสม ส่วนผู้ที่มีสถานะอยู่แล้วสามารถถือลุ้นต่อได้ ตราบใดที่ราคายังไม่หลุดกรอบล่างอย่างชัดเจน

    .

    กลยุทธ์หลักยังคงเป็น Hold เพราะราคาทองคำยังมีแรงหนุนจากความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ ค่าเงิน และความเปราะบางของเศรษฐกิจโลก แต่ในทางเทคนิคยังไม่ได้เลือกทางชัดเจน จึงควรรอซื้อเมื่อย่อใกล้แนวรับ และหลีกเลี่ยงการไล่ราคาในโซนบน จนกว่าทองคำจะทะลุ $4,850 หรือยืนเหนือ 73,300 บาทได้อย่างแข็งแรง

    .

    บทวิเคราะห์โดย : นักวิเคราะห์ InterGOLD

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-08-may-2026/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gBaEF3znYZelVFJEP5yCx

  • CKPower ประสบความสำเร็จในการเสนอขาย Green Bond ยอดจองเกินวงเงินมากกว่า 2 เท่า สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่อธุรกิจที่มั่นคงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน

    CKPower ประสบความสำเร็จในการเสนอขาย Green Bond ยอดจองเกินวงเงินมากกว่า 2 เท่า สะท้อนความเชื่อมั่นนักลงทุนต่อธุรกิจที่มั่นคงท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกผันผวน

    กรุงเทพฯ 8 พ.ค. 2569 – นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower (ชื่อย่อหลักทรัพย์: CKP) หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพรินต์ที่ต่ำที่สุดรายหนึ่ง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 27 – 29 เมษายนที่ผ่านมา CKPower ประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Debentures) ประเภทไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีประกัน และมีผู้แทนผู้ถือหุ้นกู้ จำนวน 3 ชุด มูลค่ารวม 5,000 ล้านบาท โดยมียอดจองเกินวงเงินที่เสนอขายมากกว่า 2 เท่า ซึ่งสะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพการดำเนินธุรกิจและทิศทางการเติบโตของบริษัท ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก

    “CKPower ขอขอบคุณนักลงทุนทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจและเชื่อมั่นในหุ้นกู้และการดำเนินงานของบริษัท รวมถึงผู้จัดการการจัดจำหน่ายหุ้นกู้ซึ่งประกอบด้วย ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) และบริษัทหลักทรัพย์เกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) ที่มีส่วนสำคัญในการสนับสนุนให้การออกหุ้นกู้ในครั้งนี้ประสบความสำเร็จและได้รับความสนใจจากนักลงทุนเป็นอย่างมาก สะท้อนความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งของบริษัท และแนวทางการดำเนินธุรกิจพลังงานหมุนเวียนที่มุ่งสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กับการเติบโตอย่างยั่งยืน” นายธนวัฒน์กล่าว

    สำหรับหุ้นกู้ของ CKPower ในครั้งนี้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือโดยทริสเรทติ้งที่ “A-” แนวโน้มคงที่ ซึ่งเท่ากับอันดับเครดิตองค์กร และได้รับการจัดประเภทเป็น “หุ้นกู้เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Green Debentures)” ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐาน Green Bond Principles 2021, Green Loan Principles 2025 และ Thailand Taxonomy 2023 และได้ผ่านการสอบทานโดยองค์กรรับรองมาตรฐานชั้นนำของโลก DNV ในฐานะผู้สอบทานอิสระ (Independent External Reviewer) สะท้อนถึงมาตรฐานการระดมทุนที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสอดคล้องกับแนวปฏิบัติในระดับสากล โดยหุ้นกู้มีจำนวน 3 ชุด ประกอบด้วย
    • หุ้นกู้อายุ 4 ปี จำนวน 2,500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 2.89 ต่อปี
    • หุ้นกู้อายุ 7 ปี จำนวน 1,000 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3.46 ต่อปี โดยผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันครบกำหนด และ
    • หุ้นกู้อายุ 10 ปี จำนวน 1,500 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ยร้อยละ 3.75 ต่อปี โดยผู้ออกหุ้นกู้มีสิทธิไถ่ถอนหุ้นกู้ก่อนวันครบกำหนด

    เงินที่ได้รับจากการเสนอขายหุ้นกู้ครั้งนี้จะนำไปใช้ในการลงทุนในโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้าง เพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพทางพลังงานของประเทศไทย และรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียนที่สอดคล้องกับทิศทางพลังงานของโลก ความสำเร็จในการเสนอขายครั้งนี้ยังตอกย้ำบทบาทของ CKPower ในฐานะผู้ออก Green Bond ที่เชื่อมโยงการระดมทุนเข้ากับการพัฒนาโครงการพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม

    นายธนวัฒน์กล่าวว่า สำหรับแผนงาน 5 ปี (2569-2573) CKPower ตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตจากโครงการไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ทั้งในรูปแบบ Private PPA และการยื่นประมูลโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากภาครัฐ ควบคู่ไปกับการขายใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (RECs) ขณะที่โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง มีความคืบหน้าการก่อสร้าง ณ สิ้นปี 2568 ที่ร้อยละ 65 และคาดว่าจะสามารถจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ตามแผนในปี 2573 ทั้งนี้ CKPower พร้อมสนับสนุนและผลักดันให้เกิดการคิดค้นและพัฒนานวัตกรรมการลดการใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้า และสร้างความตระหนักรู้ด้านการอนุรักษ์พลังงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตของธุรกิจบนสมดุลของความมั่นคงทางพลังงาน การสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสม และการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน รวมทั้งสนับสนุนทิศทางการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593

    เกี่ยวกับ “บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower”
    บริษัทประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่าง ๆ 3 ประเภท จำนวน 18 แห่ง รวมขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 3,640 เมกะวัตต์ ประกอบด้วย (1) โรงไฟฟ้าพลังน้ำ 3 แห่ง คือ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ น้ำงึม 2 ภายใต้ บริษัท ไฟฟ้าน้ำงึม 2 จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 46% (ถือผ่าน บริษัท เซาท์อีสท์ เอเชีย เอนเนอร์จี จำกัด) ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 615 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ไซยะบุรี ภายใต้ บริษัท ไซยะบุรี พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 42.5% ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1,285 เมกะวัตต์ และ โครงการไฟฟ้าพลังน้ำ หลวงพระบาง ภายใต้ บริษัท หลวงพระบาง พาวเวอร์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 50% ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 1,460 เมกะวัตต์ (2) โรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 2 แห่ง ภายใต้ บริษัท บางปะอิน โคเจนเนอเรชั่น จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 65% ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 238 เมกะวัตต์ และ (3) โรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ 13 แห่ง ภายใต้ บริษัท บางเขนชัย จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 100% จำนวน 11 แห่ง ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 28 เมกะวัตต์ ภายใต้บริษัท นครราชสีมา โซล่าร์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 30% จำนวน 1 แห่ง ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 6 เมกะวัตต์ และภายใต้บริษัท เชียงราย โซล่าร์ จำกัด ซึ่งบริษัทถือหุ้น 30% จำนวน 1 แห่ง ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 8 เมกะวัตต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1017722&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QlmPps4V1mKtYu-kXJSfV

  • รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับคณะผู้บริหารหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับคณะผู้บริหารหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย – กระทรวงการต่างประเทศ

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับคณะผู้บริหารหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย

    รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือกับคณะผู้บริหารหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 8 พ.ค. 2569

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 8 พ.ค. 2569

    | 62 view

    เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พบหารือกับนาง Vibeke Lyssand Leirvåg ประธานหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (Joint Foreign Chambers of Commerce in Thailand: JFCCT) และคณะผู้บริหารหอการค้าต่างประเทศในประเทศไทยที่เป็นสมาชิก 25 แห่ง

    ทั้งสองฝ่ายหารือแนวทางการส่งเสริมสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่เอื้อต่อการค้าและการลงทุนในไทย การบูรณาการอาเซียน กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย และนโยบายการตรวจลงตรา โดยรองนายกรัฐมนตรีฯ เน้นย้ำการขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกของรัฐบาลท่ามกลางความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งมุ่งเน้นการยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย และการส่งเสริมความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อเร่งรัดการพัฒนา การแก้ไขปัญหา และการสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจไทย

    ฝ่าย JFCCT แสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพทางเศรษฐกิจและบทบาทสำคัญของไทยในภูมิภาค ทั้งยังหยิบยกข้อเสนอในการส่งเสริมขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย ซึ่งรวมถึงรัฐบาลดิจิทัล การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์สำหรับอนาคต การเสริมสร้างศักยภาพของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม การส่งเสริมความยั่งยืนแบบองค์รวมและบูรณาการ และการปฏิรูปกฎระเบียบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/dpmfm-meets-jfcct-execs-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683b&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3JPhrObN8_amERwiaBRte-

  • แลนด์บริดจ์: มองรอบด้าน จีน หรือ ไทย ใครได้ประโยชน์กว่ากัน ? – BBC News ไทย

    แลนด์บริดจ์: มองรอบด้าน จีน หรือ ไทย ใครได้ประโยชน์กว่ากัน ? – BBC News ไทย

    “จีนมีอะไรได้ จีนก็เอา” มองโครงการแลนด์บริดจ์ จีน-ไทย ใครได้ประโยชน์กว่ากัน

    Getty Images

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, “ทุกประเทศให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่สำหรับจีน พรรคคอมมิวนิสต์เขาอยู่ได้ [เพราะเศรษฐกิจ] เป็นแหล่งที่มาของความชอบธรรมของเขามาก ๆ” ฐิตา แสงหลี นักวิจัยประจำโครงการประเทศไทยศึกษา แห่งสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค ประเทศสิงคโปร์ กล่าว
      • Author, นงนภัส พัฒน์แช่ม และ ปณิศา เอมโอชา
      • Role, บีบีซีไทย
    • เวลาอ่าน: 13 นาที

    แนวคิดการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมฝั่งอ่าวไทย-ทะเลอันดามันให้เป็นเส้นทางการขนส่งแห่งใหม่ หรือที่เรียกว่า “แลนด์บริดจ์” ที่มีความพยายามผลักดันมาหลายสมัยรัฐบาลถูกกลับมาพูดถึงอีกครั้งในยุคของรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทย (ภท.)

    โดยความเคลื่อนไหวสำคัญคือคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทางขับเคลื่อนโครงการนี้ ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง​ เป็นประธานกรรมการ ซึ่งสื่อไทยหลายสำนักรายงานว่ามีการตั้งกรอบระยะเวลาการศึกษาไว้ที่ 90 วัน ​

    นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาศึกษาแนวทางจัดทำโครงการนี้ ที่ผ่านมาเคยมีผลการศึกษาเกี่ยวกับโครงการนี้อย่างน้อยสามฉบับ และบางฉบับก็มีเนื้อหาที่ขัดแย้งกัน

    ท่ามกลางความพยายามจะเดินหน้าผลักดันโครงการนี้ต่อภายใต้รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล บีบีซีไทยสรุปผลการศึกษาที่เคยมีผู้ศึกษาไว้เกี่ยวกับโครงการแลนด์บริดจ์ รวมถึงตอบคำถามที่สำคัญขึ้นเรื่อย ๆ ว่า มหาอำนาจอย่างจีน จะได้ประโยชน์อะไรจากเมกะโปรเจกต์นี้หรือไม่

    การศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ 3 ฉบับ

    แนวคิดการจะเชื่อมต่อทะเลระหว่างอ่าวไทยและอันดามันมีมาอย่างยาวนานหลายทศวรรษ แต่รูปแบบของ “แลนด์บริดจ์” ที่กำหนดพื้นที่เป้าหมายคือ จ.ชุมพร และ จ.ระนอง นั้น เริ่มต้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ภายใต้การผลักดันของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ในขณะนั้น จากนั้นก็ถูกสานต่อในสมัยรัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น รมว.คมนาคม และสานต่อมาเรื่อย ๆ จนมาถึงรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่มีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็น รมว.คมนาคม

    ก่อนที่ต่อมาจะมีรายงานอีกฉบับที่มักถูกนำมาอ้างอิงร่วมด้วย คือรายงานการศึกษาโดยสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ภายใต้กระทรวงคมนาคม ที่บีบีซีไทยไม่พบผลการศึกษาฉบับสมบูรณ์ มีเพียง “รายงานความก้าวหน้า ฉบับที่ 2” ที่ตีพิมพ์ในเดือน มี.ค. 2566 และรายงานศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ที่ตีพิมพ์ในเดือน พ.ค. 2567 โดยเนื้อหาในรายงานของ สนข. นี้ ส่วนใหญ่เน้นที่โครงการแลนบริดจ์เป็นหลัก โดยมีการเปรียบเทียบกับการขุดคลองเชื่อมทะเลทั้งสองฟาก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งแนวทางที่มีการศึกษาในรายงานของ สศช.-จุฬาฯ

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • گروهبان اندرو گرت در حال تماشای «کی-داگ»، دلفین بینی‌بطری عضو واحد عملیاتی ۵۵.۴.۳، که در جریان تمرین‌های نظامی در نزدیکی ناو «گانستون هال» در خلیج فارس از آب به بیرون می‌پرد. این واحد چندملیتی متشکل از نیروهای آمریکا، بریتانیا و استرالیا، مسئولیت پاکسازی مین‌های دریایی را برای بازگشایی مسیرهای کشتی‌رانی و ارسال کمک‌های بشردوستانه در جنگ عراق بر عهده داشت. (۲۷ اسفند ۱۳۸۱)

    • A designed image showing a generic hotel room, black wheelie suitcase, a standard lamp, a double bed with a white bedspread and blue, gold and black and white checked pillow, and the words REC with a red recording dot emblazoned over the top.

    • An icy expanse of sea runs through a narrow passage between mountains. Much of the steep sides of the mountains are stripped of green vegetation revealing grey scarred rock. The tops of the mountains are scattered with snow and ice glitters in the fjord below.

    • A person in protective clothing walks next to an ambulance during an evacuation operation of suspected hantavirus patients, following an outbreak on the cruise ship MV Hondius, in Praia, Cape Verde, May 6, 2026

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    รายละเอียดในรายงานทั้งสามฉบับอาจสรุปความเหมือนและความต่างที่พอจะแยกเป็นประเด็นที่สำคัญต่าง ๆ ได้ อาทิ

    • รายละเอียดโครงการแลนด์บริดจ์

    รายงานของ สศช.-จุฬาฯ ระบุรายละเอียดแนวทางการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์เป็น “การพัฒนาสะพานเศรษฐกิจทางบกเส้นทางใหม่ด้วยการพัฒนาระบบขนส่งทางรางเชื่อมโยงระหว่างฝั่งอ่าวไทยกับฝั่งอันดามัน (Rail Land Bridge)” โดยมีการระบุไว้ตั้งแต่ในรายงานฉบับนี้ถึงแผนการสร้างท่าเรือน้ำลึกที่ จ.ระนอง และ จ.ชุมพร โดยจะสร้างทางพิเศษ หรือ มอเตอร์เวย์ และระบบรถไฟรางคู่เชื่อมโยงท่าเรือทั้งสองแห่งเข้าด้วยกัน โดยมีจุดต้นทางอยู่ที่แหลมริ่ว ต.บางน้ำจืด อ.หลังสวน จ. ชุมพร และปลายทางอยู่ที่บริเวณแหลมอ่าวอ่าง ต.ราชกรูด อ.เมือง จ.ระนอง

    ที่มาของการคัดเลือกแหลมริ่วและแหลมอ่าวอ่างเป็นจุดต้นทางและปลายทางของโครงการแลนด์บริดจ์ ถูกระบุเอาไว้อย่างชัดเจนในรายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ว่ามีการคัดเลือกจากทางเลือกท่าเรือที่เป็นไปได้หลายแห่งใน จ.ชุมพร และ จ.ระนอง โดยพิจารณาผลกระทบในหลายมิติ รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อมแล้วพบว่าเป็นพื้นที่ที่มีความเหมาะสมที่สุดในการก่อสร้างโครงการ

    รายงานของ สนข. ระบุถึงแผนการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ไว้อย่างชัดเจนในหลายประเด็น ทั้งรูปแบบการพัฒนาโครงการที่จะเป็นการร่วมทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน (PPP) ใช้เวลาก่อสร้างท่าเรือ 5 ปี โดยเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2569 และจะเริ่มเปิดใช้งานได้ในปลายปี 2573 แต่ยังมีแผนก่อสร้างขยายพื้นที่เพื่อเพิ่มปริมาณการรองรับตู้คอนเทนเนอร์เป็นระยะ ๆ

    โดย สนข. ตั้งเป้าหมายเบื้องต้นให้ท่าเรือแต่ละแห่งสามารถรองรับปริมาณสินค้าได้ 20 ล้าน TEUs (หน่วยนับสินค้าที่บรรจุในตู้คอนเทนเนอร์ซึ่งมีขนาดความยาว 20 ฟุต) ภายในปี พ.ศ. 2607 แต่หากมีปริมาณสินค้าเพิ่มเกินจากนี้ก็ยังสามารถขยายได้อีกในอนาคตจนถึง 40 ล้าน TEUs

    .

    ที่มาของภาพ, สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม

    คำบรรยายภาพ, แบบจำลองการพัฒนาท่าเรือระยะที่ P1/3 ของท่าเรือฝั่งระนอง (ดำเนินการปี พ.ศ. 2584 – 2623) เพื่อรองรับปริมาณสินค้า 20 ล้าน TEUs

    .

    ที่มาของภาพ, สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร กระทรวงคมนาคม

    คำบรรยายภาพ, แบบจำลองการพัฒนาท่าเรือระยะที่ P1/4 ของท่าเรือฝั่งชุมพร (ดำเนินการปี พ.ศ. 2595 – 2623) เพื่อรองรับปริมาณสินค้า 20 ล้าน TEUs

    รายงานของ สศช.-จุฬาฯ ซึ่งวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างการที่ไม่มีโครงการใด ๆ เลย กับการมีโครงการแลนด์บริดจ์, โครงการคลองไทย (ขุดคลองเชื่อมระหว่างทะเลอันดามัน-อ่าวไทย) และโครงการทวาย (ก่อสร้างทางหลวงพิเศษเชื่อมต่อกับท่าเรือของเมียนมา) พบว่าทางเลือกที่มีความเหมาะสมที่สุดคือการที่ไม่มีโครงการใหม่ใด ๆ เลย แต่ดำเนินการจากสิ่งที่มีอยู่เดิมหรือใช้ของเดิมเป็นฐาน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่การผลิตและการค้าตามแนวชายฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ภายใต้แผนปฏิบัติการการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้ หรือ SEC (Southern Economic Corridor)

    ส่วนโครงการแลนด์บริดจ์ รายงานฉบับนี้สรุปว่า “ไม่มีความเป็นไปได้ทางด้านเศรษฐศาสตร์” โดยให้คะแนนความเหมาะสมอยู่ในอันดับสามจากสี่ทางเลือก นำเพียงโครงการคลองไทยที่ผลการศึกษาประเมินว่าใช้งบประมาณเยอะกว่า ส่งผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมากกว่า และอาจให้ประโยชน์กับต่างชาติมากกว่าจะเป็นการยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของสินค้าไทย

    รายงานของ สศช.-จุฬาฯ ยังประเมินด้วยว่าเรือกลุ่มเป้าหมายที่อาจจะหันมาใช้ช่องทางแลนด์บริดจ์ของไทยแทนที่ช่องแคบมะละกา มีเพียงประเภทเดียวคือ “เรือบรรทุกสินค้าตู้” ที่โดยปกติจะมีการถ่ายลำระหว่างเส้นทางเดินเรืออยู่แล้ว ส่วนเรือที่แล่นผ่านช่องแคบมะละกาโดยไม่มีการแวะเทียบท่าใด ๆ อยู่แล้วจะไม่เข้ามาใช้บริการแลนด์บริดจ์ เพราะจะทำให้เกิดการขนถ่ายซ้ำซ้อน (double handling) จากการที่ต้องนำสินค้าทั้งหมดบนเรือถ่ายลงจากเรือที่ท่าเรือฝั่งหนึ่ง แล้วขนส่งทางบกข้ามไปถ่ายขึ้นเรือที่ท่าเรืออีกฝั่งหนึ่ง

    ขณะที่รายงานของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ระบุว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะช่วยย่นระยะเวลาและลดค่าใช้จ่ายสำหรับเรือขนส่งสินค้าที่มีการถ่ายลำ (transshipment) ในหลายเส้นทาง อาทิ เส้นทางระหว่างกลุ่มประเทศตะวันออกไกลและกลุ่มประเทศ BIMSTEC ไปจนถึงเส้นทางระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียนและกลุ่มประเทศยุโรป หรือ BIMSTEC แต่สำหรับเรือขนส่งสินค้าที่ไม่มีการถ่ายลำ เส้นทางนี้ก็ไม่ได้ช่วยลดทั้งระยะเวลาและค่าใช้จ่าย

    รายงานของ สนข. มีการเปรียบเทียบโครงการนี้กับโครงการคลองไทย ระบุว่าโครงการแลนด์บริดจ์จะสร้างประโยชน์ได้มากกว่า เพราะจะมีปฏิสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับผู้คนในท้องถิ่นมากกว่าและเกิดขึ้นในหลายระดับ สามารถตอบสนองการพัฒนาพื้นที่ได้มากกว่าการขุดคลองไทยที่จำกัดเฉพาะพื้นที่ตามแนวเส้นทางขนส่งทางน้ำตามแนวคลอง

    ส่วนรายงานของ กมธ.แลนด์บริดจ์ มีข้อสรุปถึงประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากโครงการนี้หลายประการ โดยคาดว่าโครงการจะทำให้เกิดการจ้างงานในพื้นที่ 280,000 ตำแหน่ง, เป็นส่วนช่วยให้ GDP ของประเทศเติบโต 5.5% ต่อปี โดยโครงการมีระยะเวลาคืนทุนในปีที่ 24

    รายงานทั้งสามฉบับระบุตรงกันว่าการก่อสร้างโครงสร้างต่าง ๆ ตามโครงการแลนด์บริดจ์ไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อมได้

    โดยรายงานของ สศช.-จุฬาฯ วิเคราะห์ว่า “ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นบางส่วนอาจไม่สามารถประเมินค่าได้” โดยจำเป็นต้องมีการตรวจสอบพื้นที่ที่จะทำการพัฒนา ว่าเป็นพื้นที่มรดกโลก พื้นที่อุทยาน หรือพื้นที่ป่าสงวนมากน้อยเพียงใด

    ขณะที่รายงานของ สนข. มีการวิเคราะห์ลงรายละเอียดพื้นที่แหลมอ่าวอ่าง จ.ระนอง พบว่าพื้นที่ศึกษาโครงการรัศมีไม่เกิน 1 กม. อยู่ในเขตพื้นที่คุ้มครองทางทะเลและชายฝั่ง คือพื้นที่ชุ่มน้ำปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ (Ramsar site) อยู่ในพื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามัน ซึ่งอยู่ในบัญชีรายชื่อเบื้องต้นที่เสนอขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก นอกจากนี้ยังอยู่ในเขตพื้นที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง และอุทยานแห่งชาติแหลมสน และยังพบพื้นที่ป่าชายเลนในระยะห่างประมาณ 540 เมตร

    ส่วนพื้นที่ศึกษาโครงการบริเวณแหลมริ่ว จ.ชุมพร นั้น รายงานของ สนข. ระบุว่าไม่ได้อยู่ในพื้นที่คุ้มครองและพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมายหรือเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญด้านนิเวศวิทยา แต่พบว่ามีชุมชนอาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งเบาบาง โดยโครงการมีระยะห่างจากชุมชน/พื้นที่อ่อนไหวที่ใกล้ที่สุด ประมาณ 2.23 กม. และในรัศมี 5 กม. จากโครงการมีสถานที่ท่องเที่ยว 5 แห่ง อาทิ สุสานหอยล้านปี ศาลเสด็จในกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ เป็นต้น

    .

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, รายงานของ สนข. ระบุว่าพื้นที่ศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์บริเวณแหลมอ่าวอ่างในรัศมีไม่เกิน 1 กม. อยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน

    รายงานของ กมธ.แลนด์บริดจ์ เน้นย้ำในประเด็นผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเช่นกัน โดยรายงานที่ออกมาฉบับหลังสุดนี้มีการระบุรายละเอียดเพิ่มเติมว่าพื้นที่โครงการท่าเรือน้ำลึกด้านอ่าวไทย บริเวณ จ.ชุมพร นั้น อยู่ห่างจากพื้นที่ชุ่มน้ำอ่าวทุ่งคา-อ่าวสวี (อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะชุมพร) ซึ่งเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระดับนานาชาติ ในระยะ 2 กม.

    ในขณะที่ท่าเรือน้ำลึกด้านทะเลอันดามัน จ.ระนอง “อยู่ติด” พื้นที่ชุ่มน้ำอุทยานแห่งชาติแหลมสน-ปากแม่น้ำกระบุรี-ปากคลองกะเปอร์ นอกจากนี้ แนวเส้นทางขนส่งระหว่างชุมพร-ระนอง ก็มีบางส่วนที่อยู่ในพื้นที่ชุ่มน้ำด้วย

    รายงานของ กมธ.แลนด์บริดจ์ สรุปประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมว่าเป็นเรื่องที่คณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องพิจารณาให้รอบคอบเพื่อให้กระทบกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้น้อยที่สุด รวมถึงจะต้องวางแผนป้องกันและฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้กลับมาเหมือนเดิม ให้สามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวและแหล่งอนุรักษ์ได้ในอนาคต

    จีนจะได้อะไรจากแลนด์บริดจ์ของไทย

    “จีนมีอะไรได้จีนก็เอา… จีนเสียอะไร จีนไม่เสีย จีนเสียตังค์ ซึ่งจีนมีตังค์” ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงและภูมิรัฐศาสตร์ ให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย หลังงานเสวนาวิชาการ เรื่อง แลนด์บริดจ์: มุมมองรอบด้าน เพื่ออนาคตการขนส่งและโลจิสติกส์ไทย ซึ่งจัดโดย สถาบันการขนส่ง จุฬาฯ

    ความคิดเห็นดังกล่าวยังสอดคล้องกับมุมมองของผู้เชี่ยวชาญอีกสองคนที่บีบีซีไทยได้สนทนาด้วย ได้แก่ รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาฯ และ ฐิตา แสงหลี นักวิจัยประจำโครงการประเทศไทยศึกษา แห่งสถาบันเอเชียอาคเนย์ศึกษา ยูซุฟ อิสฮัค ประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านพลวัตเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างจีน–สหรัฐอเมริกา–ไทย

    จากบทสัมภาษณ์กับผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 คน บีบีซีไทยพบว่า ผลประโยชน์ที่จีนอาจจะได้จากการมาลงทุนในโครงการแลนด์บริดจ์ของประเทศไทย แบ่งได้เป็น 3 หัวข้อ ดังนี้:

    ฐิตาเริ่มอธิบายว่าปัญหาช่องแคบมะละกาเริ่มต้นขึ้นและกลายเป็นที่สนใจในสมัยที่อดีตประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ของจีน ยังดำรงตำแหน่งทางการเมืองอยู่

    ในเดือน พ.ย. 2003 เขาได้อธิบายสถานการณ์ของจีนว่าเป็น “ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในช่องแคบมะละกา” (Malacca Dilemma) หรือหมายถึงการขาดทางเลือกและความเปราะบางต่อการถูกสกัดกั้นทางทะเล โดยชี้ว่า “มหาอำนาจบางประเทศได้รุกล้ำและพยายามควบคุมการเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกามาโดยตลอด”

    ผู้เชี่ยวชาญด้านยุทธศาสตร์ระหว่างจีน สหรัฐฯ และไทย รายนี้ชี้ต่อว่า เป็นที่รู้กันดีว่ามหาอำนาจในน่านน้ำนี้หมายถึงสหรัฐอเมริกา และที่ผ่านมาจีนเองก็นำเข้าน้ำมันดิบผ่านเส้นทางนี้มากถึง 80% ของปริมาณน้ำมันที่นำเข้าทั้งหมด “แต่จีนเหมือนไม่มีอิทธิพลตรงพื้นที่นี้… เขารู้มาตั้งนานแล้วว่าตรงนี้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นตายอย่างเดียว”

    เธอเสริมว่าจีนกังวลเรื่องการปิดล้อม (blockade) จากสหรัฐฯ เนื่องจากเมื่อมองไปมี่สิงคโปร์ ก็มีการรองรับกองทัพเรือสหรัฐฯ หากเกิดสงครามแล้วมีการตัดเส้นทางการขนส่งพลังงานไปยังจีน จะเกิดปัญหาใหญ่ตามมา หรือแม้ในกรณีที่สถานการณ์ไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น แต่เป็นปัญหาเรื่องโจรสลัดหรือการก่อการร้ายทางทะเล ก็จะส่งผลกระทบต่อจีนอย่างมหาศาลแล้ว ด้วยเหตุนี้ เธอจึงมองว่าโครงการอย่างแลนด์บริดจ์สามารถมอบ “ทางเลือก” ให้กับจีนได้จริง

    อย่างไรก็ดี นักวิจัยประจำสถาบันวิจัยในสิงคโปร์ย้ำว่า แลนด์บริดจ์ไม่ใช่ตัวเลือกที่ “จีนตื่นเต้นขนาดนั้น”

    OPSHOT - China's President Hu Jintao and US President George W. Bush(R) shake hands during a bi-lateral meeting 19 October 2003 prior to the start of the Asian Pacific Economic Cooperation(APEC) in Bangkok, Thailand. AFP Photo/Paul J. RICHARDS (Photo by PAUL J. RICHARDS / AFP) (Photo by PAUL J. RICHARDS/AFP via Getty Images)

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีหู จิ่นเทา แสดงความกังวลต่อความเปราะบางของเส้นทางเดินเรือผ่านช่องแคบมะละกา ในเดือน พ.ย. 2003 โดยชี้ว่าสหรัฐฯ มีความพยายามจะรุกล้ำและควบคุมน่านน้ำนี้

    มิตินี้สอดคล้องกับการวิเคราะห์ของ ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ที่ชี้ว่าโครการระดับเกือบ 1 ล้านล้านบาทนี้ ไม่อาจถูกมองว่าจะขึ้นมาเป็นตัวแทนของช่องแคบมะละกาได้ เนื่องจาก “ช่องแคบคือช่องแคบ ไม่มีอะไรทดแทนช่องแคบได้” พร้อมยกตัวอย่างในกรณีช่องแคบฮอร์มุซว่า แม้หลายประเทศผู้ส่งออกน้ำมันจะพยายามหันไปหาทางเลือกผ่านท่อส่งน้ำมันต่าง ๆ แต่ช่องแคบฮอร์มุซเองก็ยังมีความสำคัญในหลักที่ไม่อาจถูกแทนที่ได้อยู่ดี

    นอกจากนี้ หากเกิดการปิดช่องแคบขึ้นมาจริง ๆ ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิรัฐศาสตร์ผู้นี้ชี้ว่า จีนยังมีตัวเลือกอย่างช่องแคบซุนดา (Sunda Strait) ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างเกาะชวากับเกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย

    “จีนคิดเยอะกว่าเรา วันนี้จีนเนี่ยทำท่อส่งน้ำมันจากปากีสถานเข้าจีน จีนทำท่อส่งน้ำมันจากท่าเรือเจ้าผิว (ในเมียนมา) เข้าไปในมณฑลยูนนาน ผมคิดว่าตัวท่อน้ำมันพวกนี้มันตอบคำถามในระดับหนึ่ง แต่แน่นอนสินค้าจีนที่ต้องผ่านมะละกา สมมติถ้ามะละกามันปิดหมด มันก็มีซุนดา… แล้วจริง ๆ สมมติถ้าเขาอ้อม มันก็ไม่ได้อยู่ในวิสัยที่เกินเลย… เพราะฉะนั้นในมุมอย่างนี้ แลนด์บริดจ์ยังไงก็ไม่ทดแทน” ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ ย้ำ

    • การเป็นมุกอีกเม็ดบน “เส้นสายไข่มุก”

    ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ อธิบายว่า ประวัติศาสตร์การขยายอำนาจและอิทธิพลของจีนตั้งแต่สมัยโบราณนั้นยืนอยู่บนกลยุทธ์ทางบกเป็นหลัก อย่างไรก็ดี ในยุคหลังมานี้จีนเริ่มหันมาพัฒนากลยุทธ์ทางทะเลของตัวเอง ซึ่งต่อมารู้จักกันในชื่อ “String of Pearls” หรือที่ อาจารย์ด้านภูมิรัฐศาสตร์รายนี้แปลเป็นไทยไว้ว่าคือ “เส้นสายไข่มุก”

    หากย้อนกลับไปดูในประวัติศาสตร์ คำว่า ‘String of Pearls’ ถูกใช้ครั้งแรกเพื่ออธิบายยุทธศาสตร์ทางทะเลรูปแบบใหม่ที่จีนกำลังพัฒนาอยู่ ในรายงานที่ชื่อว่า Energy Futures in Asia (อาจแปลว่า “อนาคตพลังงานในเอเชีย”) ซึ่งจัดทำโดยบริษัทที่ปรึกษาด้านกลาโหม บูซ อัลเลน แฮมิลตัน (Booz Allen Hamilton) ตามการว่าจ้างของสำนักงานประเมินยุทธศาสตร์สุทธิ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เมื่อปี 2005

    โดยใจความสำคัญแล้ว กลยุทธ์นี้หมายถึงโครงข่ายฐานทัพและสิ่งอำนวยความสะดวกทางทหารและการค้าของจีน รวมถึงเส้นทางคมนาคมทางทะเลที่พาดยาวจากจีนแผ่นดินใหญ่ไปจนถึงตอนใต้ของเมืองพอร์ตซูดาน (Port Sudan) ประเทศซูดาน โดยแต่ละ “ปม” ตามเส้นทางนั้นเปรียบเสมือน “ไข่มุก” หนึ่งเม็ดที่ช่วยเพิ่มอำนาจโดยรวมให้แก่รัฐแม่

    บทความวิชาการชิ้นนี้ที่เผยแพร่เมื่อเดือน ก.ย. 2020 ระบุว่า ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ความพยายามของจีนในการสร้าง “จุดยุทธศาสตร์” ที่ทรงอำนาจในภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียเริ่มชัดเจนมากขึ้น โดยจีนพยายามอย่างหนักในการปกป้องเส้นทางลำเลียงทรัพยากรสำคัญของตนในมหาสมุทรอินเดีย เช่น ผ่านการสร้างท่อส่งพลังงานทางบก ดังนั้น การเข้าไปมีบทบาททางทะเลของจีนในมหาสมุทรอินเดียจึงถูกมองว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการธำรงและขยายผลประโยชน์ของจีนเอง ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าจีนจะผลักดันสิ่งนี้ผ่านยุทธศาสตร์เส้นสายไข่มุก

    This photo taken on August 1, 2017 shows Chinese People's Liberation Army personnel attending the opening ceremony of China's new military base in Djibouti. China has deployed troops to its first overseas naval base in Djibouti, a major step forward for the country's expansion of its military presence abroad. / AFP PHOTO / STR / China OUT (Photo credit should read STR/AFP via Getty Images)

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ‘String of Pearls’ ถูกใช้ครั้งแรกเพื่ออธิบายยุทธศาสตร์ทางทะเลรูปแบบใหม่ที่จีนกำลังพัฒนาอยู่ ในรายงานที่สำนักงานประเมินยุทธศาสตร์สุทธิ กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ เป็นผู้ว่าจ้าง เมื่อปี 2005

    อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า “ไข่มุก” แต่ละเม็ดเพียงลำพังสามารถชี้ให้เห็นอย่างตรงไปตรงมาว่าจีนตั้งใจใช้เป็นฐานกำลังทางทหารเต็มรูปแบบหรือไม่ ทว่า “ไข่มุก” แต่ละจุดก็ยังมีศักยภาพเฉพาะตัวที่จะถูกใช้ในเชิงทหารของจีน

    “วันนี้จีนลงในกัมพูชาที่เรียม จีนลงที่เจ้าผิว จีนลงที่ปากีสถาน จีนลงที่ศรีลังกา จีนลงที่ซีเรีย และจีนมีฐานทัพเรือใหญ่อยู่ที่จิบูตี ในทัศนะของนักความมั่นคงตะวันตก… นักวิชาการอเมริกันใช้คำว่าจีนกำลังร้อยสร้อยแห่งไข่มุก” ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติ กล่าว

    สำหรับ ฐิตา เธอมองว่าจีนสนใจโครงการระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้มานานแล้วตั้งแต่ก่อนจะกลายมาเป็นแลนด์บริดจ์ เพราะช่วยให้สามารถตัดผ่านไทยไปยังมหาสมุทรอินเดียได้ง่ายขึ้น แต่เพราะสุดท้ายแลนด์บริดจ์เองไม่ได้สามารถผ่านไปได้ตรง ๆ จนทำให้จีนอาจยังสงวนท่าทีประมาณนึง

    เธอสริมว่า “ถ้าเป็นคลอง จีนน่าจะตื่นเต้นกว่านี้เพราะเรือมันผ่านได้เลย”

    • ประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่จีนจะได้จากแลนด์บริดจ์

    หากว่ากันตามจุดประสงค์และรูปแบบของโครงการแลนด์บริดจ์ตามงานศึกษาของ สนข. นั้น รศ.ดร.สมพงษ์ ศิริโสภณศิลป์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันการขนส่ง จุฬาฯ อธิบายว่า 78% ของปริมาณสินค้าทั้งหมดที่จะเข้ามาใช้บริการนั้นจะมาจากต่างประเทศประเภทการถ่ายลำ/ผ่านแดน ขณะที่อีก 18% จะเป็นสินค้านำเข้า-ส่งออกจากไทย และอีกเพียง 4% ที่จะเป็นสินค้าจากประเทศจีนตอนใต้กลุ่มประเทศ GMS ซึ่งเป็นความร่วมมือของ 6 ประเทศ คือ ไทย พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม และจีน (ยูนนาน) ซึ่งเมื่อมองโดยผิวเผินอย่างนี้อาจดูว่าจีนได้ประโยชน์น้อยจากแลนด์บริดจ์

    อย่างไรก็ดี รศ.ดร.สมพงษ์ ชี้ว่า กลยุทธ์ของจีนคือ “เขาอยากได้ทางออกทุกอย่างให้เขาเลือก มีทางเลือกให้เขามากที่สุด”

    รองศาสตราจารย์ผู้นี้เสริมว่า หากมองในภาพใหญ่ให้เกินไปจากระบบขนส่งและโลจิสติกส์ หากจีนมาลงทุนในแลนด์บริดจ์จริง “แต่ผมคิดว่าเขาไม่มา” อย่างน้อยที่สุดก็จะเป็นการลดต้นทุนการส่งสินค้าของจีนไปทวีปยุโรป และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าจีนให้มากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่มาจากทางตอนใต้ของจีน ซึ่งเป็นสินค้าที่แข่งขันกับประเทศไทยโดยตรง

    หากลงมาดูกันในรายละเอียด ภูมิภาคทางตอนใต้ของจีนส่วนหนึ่งประกอบไปด้วย กวางตุ้ง และไห่หนาน ซึ่งเมืองฝอซาน (Foshan) ในกวางตุ้งนั้น ขึ้นชื่อว่าเป็น “เมืองหลวงเครื่องใช้ไฟฟ้าของจีน” โดยในครึ่งแรกของปี 2025 เฉพาะเขตซุ่นเต๋อของเมืองฝอซาน มีตู้คอนเทนเนอร์บรรทุกสินค้าเหล่านี้ราว 600 ตู้ ออกเดินทางจากเขตนี้ในแต่ละวัน

    ในช่วงครึ่งแรกของปี 2025 ศุลกากรกว่างโจว ซึ่งเป็นเมืองหลวงของมลฑลกวางตุ้ง ได้กำกับดูแลขบวนรถไฟขนส่งจีน–ยุโรปจำนวน 175 ขบวน รวมถึงขบวนพิเศษสำหรับสินค้ารถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า โดยมีการขนส่งตู้คอนเทนเนอร์รวม 16,000 TEUs น้ำหนักรวม 88,000 ตัน คิดเป็นมูลค่า 4.13 พันล้านหยวน (ราว 1.9 หมื่นล้านบาท)

    หากเปรียบเทียบสินค้าที่ใกล้เคียงกัน ตามสถิติพบว่า ในปี 2025 อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าไทยมีมูลค่าการส่งออก 3.05 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9.85 แสนล้านบาท)

    “สินค้าของจีนมีพลังสูงมาก ไม่มีใครแข่งได้ อำนาจคือสินค้าเขาขายได้ ของไทยเรามีเส้นทางแต่เราไม่มีสินค้าไปขาย… คุณมีเส้นทางแต่ถ้าคุณไม่มีของ คุณเข้าไปขายในตลาดก็ไม่ได้ เส้นทางไม่มีประโยชน์” รศ.ดร.สมพงษ์ ชี้

    CHUMPHON, THAILAND - 31 MARCH 2020: The Kra Isthmus in Thailand is the narrowest part of the Malay Peninsula and also the proposed location of the Chumphon-Ranong land bridge project in Southern Thailand. (Photo by Gallo Images/Orbital Horizon/Copernicus Sentinel Data 2021)

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    ขณะที่ฐิตา เสริมว่า สุดท้ายแล้วตั้งแต่ปัญหาช่องแคบมะละกามาจนถึงกลยุทธ์เส้นสายไข่มุก เธอมองว่าจีนทำทั้งหมดเพื่อความมั่งคงของเศรษฐกิจประเทศ

    “ทุกประเทศให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่สำหรับจีน พรรคคอมมิวนิสต์เขาอยู่ได้ [เพราะเศรษฐกิจ] เป็นแหล่งที่มาของความชอบธรรมของเขามาก ๆ” ฐิตา กล่าว

    ต่อประเด็นเรื่องการทหารและความมั่นคง เธอมองว่ามิตินี้มีไว้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพราะเมื่อจีนสามารถขนส่งทุกอย่างได้ไม่มีปัญหา น้ำมันมาตรงเวลา รัฐบาลก็สามารถเอาสิ่งเหล่านี้ไปพัฒนาเศรษฐกิจในประเทศได้

    ด้าน รศ.ดร.สมพงษ์ ทิ้งท้ายว่า เมื่อวันที่จีนเข้ามา ประโยชน์อีกอย่างที่จีนจะได้คืออำนาจในการต่อรอง โดยเขาตั้งคำถามว่า “คุณจะเอาเขาเข้ามา คุณกำกับเขาได้ไหม สมมติเขาทำอะไรเกินเลย คุณมีอำนาจไปกำกับเขาไหม จะกล้าไปบอกเขาว่าคุณไม่ควรทำ… ผมถามง่าย ๆ เลย สมมติทำท่าเรือ เขาเอาเรือรบเข้ามา รัฐบาลไทยมีอำนาจไปห้ามเขาไหม คุณต้องถามตัวเองก่อน คุณจะดึงเขาเข้ามาเพราะเขามีอำนาจเยอะกว่าเรา”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c2324ldm2reo&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw066f2wqM-QpxQC8QQ1Kf6D