Blog

  • พ่อแม่ต้องสร้างนิเวศการเรียนรู้ รัฐต้องลบความเหลื่อมล้ำ: ถอดรหัสการศึกษาที่ ‘ใช่’ ในวันที่โลกเปลี่ยน

    พ่อแม่ต้องสร้างนิเวศการเรียนรู้ รัฐต้องลบความเหลื่อมล้ำ: ถอดรหัสการศึกษาที่ ‘ใช่’ ในวันที่โลกเปลี่ยน

    วันนี้ (8 พฤษภาคม) ในงาน Alpha Skills Summit & Expo 2026 วงเสวนาหัวข้อ Future-Ready Education Navigating the Unknown การศึกษาที่ ‘ใช่’ ในวันที่โลกเปลี่ยน โดยมี ดร. สันติธาร เสถียรไทย ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจแห่งอนาคต สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI), ดร. การดี เลียวไพโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญอนาคตศาสตร์ และ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมสนทนา ดำเนินการเสวนาโดย นครินทร์ วนกิจไพบูลย์

    วางแผนการศึกษาแบบไหน ‘ใช่’ กับลูกที่สุด

    ผู้ร่วมเสวนาทั้ง 3 ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ของตนเองในแง่มุมการศึกษา และมุมมองด้านการวางแผนการเรียนให้กับบุตร โดย ดร. การดีมองว่า การเรียนโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย มีข้อดีสำคัญคือเรื่องภาษาต่างประเทศที่จะเรียนรู้ได้เร็ว และจะได้รับมุมมองของการเป็น Global Citizen ซึ่งไม่ใช่เพียงคาดหวังจากโรงเรียน แต่ต้องเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ผู้ปกครองถ่ายทอดให้ด้วย

    ขณะที่ ดร. สันติธารมองในมุมกลับว่า โจทย์ของตนเองคือทำให้ลูกมีรากของความเป็นไทย เนื่องจากเกิดและเติบโตที่ต่างประเทศมาตลอด จึงได้ย้ายกลับมาประเทศไทยเพื่อให้โอกาสลูกสัมผัสสภาพแวดล้อม พร้อมย้ำว่า การเรียนรู้คือระบบนิเวศที่มี 3 ส่วนประกอบกัน คือ โรงเรียน บ้าน และเพื่อน ซึ่งต้องรักษาสมดุลให้ดี

    ด้านพริษฐ์มองว่า ตราบใดที่คำถามว่า ‘ยังต้องส่งลูกไปเรียนโรงเรียนนานาชาติหรือไม่’ ถือเป็นความปวดใจ เพราะเป้าหมายของตนเองในทางการเมืองคือ ทำอย่างไรให้ทุกคนสะดวกใจส่งลูกไปเรียนโรงเรียนรัฐ เพราะจะสะท้อนว่าคุณภาพการศึกษาที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายมีคุณภาพดีกว่าที่เป็นอยู่ พร้อมเสนอแนวทางเฉพาะหน้า อย่างการส่งเสริมเทคโนโลยีการเรียนรู้ในโรงเรียนรัฐ และรัฐต้องช่วยผู้ปกครองให้มีสภาพที่เอื้อในการดูแลลูกอย่างเต็มที่

    Future Ready Skill ที่ต้องมีวันนี้คืออะไร

    ดร. สันติธารเปรียบเทียบความรู้ในยุคใหม่เสมือน 3 เครื่องดื่ม ประกอบด้วย ‘นม’ คือความรู้ ซึ่งหาง่ายและมีทั่วไป แต่หากอยู่นอกตู้เย็นจะบูดเร็ว เหมือนความรู้ที่ต้องอัพเดตให้ใหม่อยู่เสมอ ต่อมาคือ ‘วิสกี้’ สุราที่ต้องบ่มนาน เหมือน Human-Centered Skills เช่น Critical Thinking, Empathy ที่ต้องฝึกซ้อม ทำแล้วทำอีกเป็นเวลานาน และ ‘น้ำเปล่า’ คือการสะท้อนตนเองว่าเป็นคนแบบไหน ชอบหรือไม่ชอบอะไร

    ในปัจจุบันสิ่งที่มีประโยชน์คือวิสกี้และน้ำเปล่า เช่น หากลูกจะทำกิจกรรมเสริมอะไร มักจะตั้งคำถามก่อนว่า กิจกรรมนี้ได้วิสกี้หรือน้ำเปล่าอะไร ยกตัวอย่างหากเล่นบาสเก็ตบอล เล่นเก่งหรือไม่อาจไม่สำคัญเท่า เขารู้จักแพ้ชนะหรือเปล่า เขาล้มแล้วลุกขึ้นยืนเป็นหรือไม่ เขารู้จักทีมเวิร์คหรือไม่

    จากนั้น ดร. การดียอมรับว่า แม้จะมีความลำบากใจในฐานะของคุณแม่ที่ยังคงต้องทำงานในภาคเอกชน แต่ในอีกมุมหนึ่ง นักจิตวิทยาเด็กยกข้อดีว่า การพึ่งพาตนเองได้ในทุกเรื่องของคุณแม่จะส่งผลที่ดีต่อลูก โดยสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับลูกคือ ต้องทำให้ลูกรักการเรียน หน้าที่ของผู้ใหญ่ต้องเปิดประตูให้กับลูกให้เยอะที่สุด

    การเปิดโอกาสให้ลูกได้ลองให้เยอะที่สุด เพื่อให้รู้ว่าสิ่งไหนชอบหรือไม่ชอบ ดีกว่าที่เขาไม่มีโอกาสได้ลองมากพอ และจะเกี่ยวข้องกับเมื่อโตขึ้น เพื่อให้ไม่ประสบปัญหาว่า เลือกวิชาเรียนโดยไม่รู้ว่าเรียนไปเพราะอะไร หรือเลือกผิด พ่อแม่ผู้ปกครองควรทำความเข้าใจว่าลูกชอบอะไร นั่นคือต้องให้ได้ลองมากที่สุด และต้องเคารพในความชอบที่แตกต่างของลูก

    ตามด้วยพริษฐ์ที่ให้แง่คิดเรื่องการเรียนเสริมหรือกวดวิชา โดยชี้ว่ามีเหตุผลหลักจากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา และอีกสาเหตุคือข้อสอบที่ออกไม่ตรงกับเนื้อหาที่เรียน จึงกลับไปที่การแก้ไขคุณภาพการศึกษาทั้งประเทศ อีกทั้งรัฐควรสนับสนุนให้เด็กได้มีเวลาและโอกาสเรียนรู้ตัวเองว่า ชอบหรืออยากทำอาชีพอะไร

    หากมีโอกาสเช่นนั้น ก็จะช่วยให้เด็กมีไฟหรือความอยากที่จะเรียนรู้มากขึ้น แต่ทุกวันนี้หากไปถามเด็กจะเห็นว่า ตารางชีวิตแทบไม่มีอะไรที่เลือกเองได้เลย เพราะในโรงเรียนก็ต้องเรียนตามวิชาที่กำหนดไว้ และยังต้องไปเรียนกวดวิชาเพิ่มอีก เพื่อให้สามารถเข้ามหาวิทยาลัยได้


    💜 ยังซื้อบัตรเข้างานทัน!
    ยกครอบครัวมา “เล่น เรียนรู้ และเติบโต” 🌱
    ไปด้วยกันที่ Alpha Skills Summit & Expo 2026

    🎟 Regular Ticket ราคา 2,500.- (1 ใบ)
    📌 ดู Highlight Agenda และซื้อบัตรได้ที่
    👉 https://bit.ly/4wj3OzA

    ✨ เข้าร่วมพื้นที่หลักฟรี ตลอด 3 วันเต็ม (ไม่จำกัดอายุ)
    Talent Stage | Exhibition | Play Space

    🎤 Main Stage
    สำหรับผู้เข้าร่วมอายุ 18 ปีขึ้นไป
    รวม Speaker และผู้เชี่ยวชาญกว่า 30 ท่าน

    🧠 Workshop
    เปิดให้ลงทะเบียนล่วงหน้า
    👉 1 บัตร เข้าร่วม Workshop ได้สูงสุด 4 ครั้ง
    👶 เด็กสามารถใช้สิทธิ์จากบัตรผู้ปกครองได้

    หมายเหตุ: การลงทะเบียนล่วงหน้า Workshop เต็มทุกคลาสแล้ว! แต่ท่านยังสามารถลง
    Waiting List ที่จุดหน้าห้อง Workshop ได้ โดยหากมีที่ว่าง ทีมงานจะโทรติดต่อ เรียกตาม
    ลำดับการลงทะเบียน (First come, First served)

    ABOUT THE PHOTOGRAPHER
    ศวิตา พูลเสถียร

    ช่างภาพข่าว ประจำสำนักข่าว THE STANDARD

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/education-future-learning-parents-government/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00lTTqol0NHQFZ5mCi_ORQ

  • รมว.ศธ.ระดมความเห็น นร.-ครู-ทุกภาคส่วนดัน “พ.ร.บ.การศึกษาฯ”

    รมว.ศธ.ระดมความเห็น นร.-ครู-ทุกภาคส่วนดัน “พ.ร.บ.การศึกษาฯ”

    ในที่ประชุมฯ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ได้นำเสนอแนวทางการเสนอร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ออกเป็น 3 เส้นทางหลัก เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณา ได้แก่:

    ยืนยันการเสนอร่างฯ ฉบับเดิม (660/2564)

    : ข้อดีคือรวดเร็ว ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาร่างใหม่ตั้งแต่ต้น แต่มีข้อสังเกตคือตัวกฎหมายมีเนื้อหาจำนวนหลายมาตรา

    แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. ปี 2542

    : นำข้อมูลประเมินผลสัมฤทธิ์มาอุดช่องโหว่และเสริมจุดอ่อนของร่างเดิมให้สอดคล้องกับปัจจุบัน แต่ต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาใหม่ตั้งแต่ต้น

    จัดทำร่างกฎหมายฉบับใหม่ทั้งฉบับ

    : เพื่อให้กระชับและสอดคล้องกับบริบทโลกปัจจุบันมากที่สุด แต่แลกมาด้วยการต้องเริ่มกระบวนการพิจารณาใหม่ทั้งหมด (ใช้เวลาพิจารณาโดยรัฐสภาประมาณ 1 ปี)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/social/378977141&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lXpHx7CkTfEUA3n1a8q8m

  • จีนอัดฉีดงบ 4.58 หมื่นล้านหยวน หนุนการศึกษาปฐมวัยทั่วประเทศ : อินโฟเควสท์

    จีนอัดฉีดงบ 4.58 หมื่นล้านหยวน หนุนการศึกษาปฐมวัยทั่วประเทศ : อินโฟเควสท์

    กระทรวงการคลังจีนได้จัดสรรเม็ดเงิน 4.58 หมื่นล้านหยวน (ประมาณ 6.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) ให้กับกองทุนต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการพัฒนาการศึกษาปฐมวัยในปี 2569 ซึ่งเพิ่มขึ้นถึง 1.256 หมื่นล้านหยวน หรือ 38% จากปีก่อนหน้า

    เงินทุนส่วนใหญ่จะถูกใช้เพื่อสนับสนุนรัฐบาลท้องถิ่นในการบังคับใช้แผนงานยกเว้นค่าธรรมเนียมการดูแลและค่าเล่าเรียนสำหรับเด็กก่อนวัยเรียน การขยายโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรทางการศึกษาอย่างรอบด้าน การพัฒนาคุณภาพการศึกษา ตลอดจนการเสริมสร้างระบบความช่วยเหลือทางการเงินแก่เด็กจากครอบครัวที่มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางอื่น ๆ

    กระทรวงฯ ระบุว่า รัฐบาลกลางของจีนได้จัดสรรงบประมาณรวมทั้งสิ้น 1.262 แสนล้านหยวน ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 (ปี 2564-2568) เพื่อสนับสนุนการจัดการศึกษาปฐมวัย

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า นับตั้งแต่ช่วงเปิดเทอมฤดูใบไม้ร่วงปี 2568 จีนยกเว้นค่าธรรมเนียมการดูแลและค่าเล่าเรียนสำหรับเด็กชั้นปีสุดท้ายในโรงเรียนอนุบาลของรัฐ พร้อมทั้งมอบเงินอุดหนุนแก่เด็กที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ในสถาบันการศึกษาเอกชน

    กระทรวงฯ ระบุว่า นโยบายดังกล่าวเป็นผลดีแก่เด็กกว่า 14 ล้านคน และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของภาคครัวเรือนได้กว่า 2 หมื่นล้านหยวน พร้อมให้คำมั่นว่าจะประสานความร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อกำกับดูแลหน่วยงานท้องถิ่นในการเพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานระดับมณฑล ตรวจสอบการจัดสรรงบประมาณอุดหนุนจากทั้งส่วนกลางและท้องถิ่นให้เป็นไปอย่างถูกต้อง เพื่อรับรองการดำเนินงานตามปกติของโรงเรียนอนุบาล

    นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังยืนยันว่า ทางการจะยังคงเดินหน้าขยายโอกาสการเข้าถึงการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพ แก้ไขข้อบกพร่องที่ยังมีอยู่ และยกระดับมาตรฐานการบริการด้านการศึกษาปฐมวัยโดยรวมอย่างมั่นคงต่อไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/591098&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1TewRnKEsaOFYD9p2OkwGy

  • “ประเสริฐ” รมว.ศธ. จับมือ ทูตรัสเซีย ยกระดับอาชีวะ-วิทย์ฯ เตรียมฉลอง 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต

    “ประเสริฐ” รมว.ศธ. จับมือ ทูตรัสเซีย ยกระดับอาชีวะ-วิทย์ฯ เตรียมฉลอง 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต

    “ประเสริฐ” รมว.ศธ. จับมือ ทูตรัสเซีย ยกระดับอาชีวะ-วิทย์ฯ เตรียมฉลอง 130 ปีความสัมพันธ์ทางการทูต


    8/05/2569 | 63 |

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ นายเยฟเกนี โตมีฮิน (H.E. Mr. Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย ที่มาเข้าเยี่ยมคารวะและหารือการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทยกับสหพันธรัฐรัสเซีย

    เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้การต้อนรับ นายเยฟเกนี โตมีฮิน (H.E. Mr. Evgeny Tomikhin) เอกอัครราชทูตสหพันธรัฐรัสเซียประจำประเทศไทย ที่มาเข้าเยี่ยมคารวะและหารือการส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างไทยกับสหพันธรัฐรัสเซีย ณ ห้องดำรงราชานุภาพ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

    รมว.ศธ. กล่าวต้อนรับเอกอัครราชทูตฯ พร้อมแสดงความขอบคุณต่อรัฐบาลสหพันธรัฐรัสเซีย ที่ให้การสนับสนุนความร่วมมือด้านการศึกษากับประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง ศธ.ไทยเอง ก็ยกให้การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เป็นหัวใจสำคัญของอนาคต และการศึกษาไม่เพียงเป็นการถ่ายทอดองค์ความรู้ แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมสู่อนาคตของเยาวชนและสังคม โดย ศธ.ไทย มีนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ ได้แก่ “คืนเวลาให้ครู เพื่อคืนอนาคตให้เด็ก” และ “ยกระดับการเรียนรู้ สู่โลกแห่งความจริง” โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม นวัตกรรม และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเตรียมความพร้อมให้เยาวชนสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ทั้งนี้ ไทยยินดีที่จะขยายความร่วมมือกับรัสเซียในหลาย ๆ ด้าน เช่น ภาษารัสเซีย การประชุมโต๊ะกลมด้านการศึกษาไทย – รัสเซีย ทุนการศึกษา การแลกเปลี่ยนนักเรียนและนักศึกษา สะเต็มศึกษา ความร่วมมือของกลุ่มโรงเรียนวิทยาศาสตร์ฯ ตลอดจนความร่วมมือด้านอาชีวศึกษาและการพัฒนาทักษะวิชาชีพ

    เอกอัครราชทูตฯ ได้กล่าวถึงรากฐานความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างทั้งสองประเทศ พร้อมชื่นชมบทบาทไทยในการส่งเสริมความร่วมมือกับรัสเซียในหลายมิติ รวมทั้งได้กล่าวถึงกิจกรรมความร่วมมือที่สองประเทศดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง เช่น การจัดนิทรรศการและกิจกรรมด้านคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์สำหรับนักเรียนไทย การพัฒนาครู การส่งเสริมการเรียนการสอนภาษารัสเซียในประเทศไทย ตลอดจนการมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียนและนักศึกษาไทย ซึ่งในปีที่ผ่านมา สหพันธรัฐรัสเซียได้มอบทุนการศึกษา จำนวน 50 ทุน ให้แก่เยาวชนไทย

    ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายเชื่อมั่นว่า ในโอกาสครบรอบ 130 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตในปี พ.ศ. 2570 จะเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดกิจกรรมความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างกัน เพื่อประโยชน์ของเยาวชนทั้งสองประเทศต่อไป

    กลุ่มประชาสัมพันธ์ สำนักงานรัฐมนตรี ศธ. : รายงาน
    8/5/69

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/163836


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/501299&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KpbVULjeK11e8ciTbQh24

  • ร.29 มอบ 97 ทุนการศึกษา ดูแลลูกหลานกำลังพล สร้างขวัญกำลังใจดุจครอบครัวเดียวกัน

    ร.29 มอบ 97 ทุนการศึกษา ดูแลลูกหลานกำลังพล สร้างขวัญกำลังใจดุจครอบครัวเดียวกัน

    ภูมิภาค

    ร.29 มอบ 97 ทุนการศึกษา ดูแลลูกหลานกำลังพล สร้างขวัญกำลังใจดุจครอบครัวเดียวกัน

    วันศุกร์ ที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ที่อาคารเกรียงไกร กรมทหารราบที่ 29 กองพลทหารราบที่ 9 ตำบลลาดหญ้า อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี พันเอก พรรณศักย์ เพรียวพานิช ผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 29 เป็นประธานในพิธีมอบทุนการศึกษาให้แก่บุตรของกำลังพล กรมทหารราบที่ 29 ประจำปี 2569 จำนวน 97 ทุนการศึกษา เพื่อเป็นการดูแลเอาใจใส่สวัสดิการ และขวัญกำลังใจของกำลังพลในการปฏิบัติหน้าที่ ตลอดจนเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย และพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับครอบครัวกำลังพลทุกนาย ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของ ผู้บัญชาการทหารบก, แม่ทัพภาคที่ 1 และ ผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 9 ให้ความสำคัญต่อการดูแลเอาใจใส่สวัสดิการของกำลังพลและครอบครัวเป็นอย่างยิ่ง

    สำหรับ กรมทหารราบที่ 29 ได้รับมอบหมายให้จัดกำลังเข้าปฏิบัติภารกิจสำคัญ เช่น ภารกิจป้องกันชายแดน ในนาม หน่วยเฉพาะกิจทัพพระยาเสือ กองกำลังสุรสีห์ ซึ่งรับผิดชอบแนวชายแดนจังหวัดราชบุรี และจังหวัดเพชรบุรี ภายใต้การปฏิบัติตามพันธกิจ 5 ประการ ของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพบก เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชน.
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/475398&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rgKNrA3GAxVPr5aW-rS0B

  • ประเสริฐ นั่งหัวโต๊ะ ประชุมทุกภาคส่วน ระดมความคิดเห็นเร่งคลอด พรบ.การศึกษาแห่งชาติ

    ประเสริฐ นั่งหัวโต๊ะ ประชุมทุกภาคส่วน ระดมความคิดเห็นเร่งคลอด พรบ.การศึกษาแห่งชาติ

    ประเสริฐ นั่งหัวโต๊ะ ประชุมทุกภาคส่วน ระดมความคิดเห็นเร่งคลอด พรบ.การศึกษาแห่งชาติ

    วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.56 น.

    “ประเสริฐ” นั่งหัวโต๊ะ ประชุมทุกภาคส่วน -วุฒิสภา-สส.ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน -ภาคเอกชน ระดมความคิดเห็นเร่งคลอด พรบ.การศึกษาแห่งชาติ 

    วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อขับเคลื่อนร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. …. โดยมี นายสุเทพ  แก่งสันเทียะ ปลัด ศธ., นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา , นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน , นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, และมีผู้วแทนจากทุกภาคส่วนเข้าร่วม อาทิ สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จาก พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลผู้ เข้าร่วมประชุม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ

     นายประเสริฐกล่าวว่า วันนี้ได้เชิญผู้แทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง มาร่วมเวิร์กช็อปและหารือร่วมกัน มีทั้งผู้บริหาร ศธ. ผู้แทนจาก วุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  ตัวแทนพรรคการเมืองทุกพรรค ทั้งฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายค้าน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง เช่น การศึกษาเอกชน  การศึกษาพิเศษ และนักวิชาการ และได้มีการประชุมผ่านระบบออนไลน์ด้วย ทั้งนี้เพื่อรับฟังความคิดเห็น และเปิดโอกาสให้คนที่มาประชุมไม่ทันวันนี้ สามารถนำเสนอข้อความที่เป็นเอกสารเข้ามาได้ในช่วงเวลาที่กำหนด

    นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า  เดิมได้กำหนดกรอบไว้ 3 ทาง   ทางเลือกที่ 1 เป็นการยืนยันร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…… ซึ่งเคยเข้าครม. ไปแล้ว แต่มีเหตุ ต้องหยุดการพิจารณา เนื่องจากยุบสภา  ทางเลือกที่ 2 คือเอาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ  2542 เข้ามาแก้ไขปรับปรุงใหม่   ทางเลือกที่ 3 ยกร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ขึ้นมาใหม่  ซึ่งแต่ละทางมีข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้เปิดโอกาสให้มีการเสนอทางเลือกอื่นๆได้อีก ถ้าเห็นว่าดีกว่า

    “วันนี้เป็นการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน โดยทุกภาคส่วนได้แสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ หลายท่านในที่ประชุมได้เสนอให้มีการตั้งกรรมการชุดพิเศษขึ้นมา เพื่อเร่งขับเคลื่อน พรบ.การศึกษาแห่งชาติ เนื่องจากเป็นความตั้งใจของหลายภาคส่วน ที่มองว่าร่าง พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ได้มีการดำเนินการมานานหลายปีแล้ว ดังนั้น ทุกคนจึงอยากเห็น พรบ. การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่  ที่เป็น พรบ. การศึกษาแห่งชาติที่มีความพร้อม ภายใต้เวลาที่หวังไว้ว่ารัฐบาลนี้ จะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จ  และทุกฝ่ายได้เห็นพ้องต้องกันว่าจะต้องเร่งดำเนินการ แต่ต้องได้สาระสำคัญที่ออกมาตรงกับความต้องการของผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด”

    รมว.ศธ. กล่าวต่อว่า ข้อคิดเห็นในวันนี้คณะทำงานจะเร่งสรุป และรอข้อคิดเห็นบางส่วนที่ยังมาไม่ถึงด้วย ก็รอดูว่าจะมีข้อเสนอทางเลือกที่ 4 เพิ่มหรือไม่ 

    อย่างไรก็ตาม ภายในเดือน พ.ค.นี้ จะได้ข้อสรุปว่า พรบ.การศึกษาแห่งชาติจะหน้าตาเป็นอย่างไร  ซึ่งวันนี้ที่ประชุมก็เห็นพ้องตรงกันว่าอยากเห็น พรบ.การศึกษานี้คลอดออกมาเร็วที่สุด และภายใต้คุณภาพที่ดีที่สุดด้วย โดยวันนี้ที่ประชุมไม่ได้มีข้อเสนอที่แตกต่างกันมาก แต่มองว่าควรมีหลักการที่ชัดเจนไม่ต้องลงรายละเอียดลึกในตัวร่าง พรบ. ฉบับใหม่นี้ เพราะจะทำให้ปฏิบัติยาก  ตัวรายละเอียดลึกๆขอให้ไปอยู่ในกฎหมายประกอบ ซึ่งตรงนี้ส่วนใหญ่ก็เห็นไปในทิศทางเดียวกัน 

    รมว.ศธ.กล่าวด้วยว่า วันนี้ตนได้เสนอในที่ประชุมว่า กฏหมายฉบับนี้ ถ้าเข้าสภา ขอให้มีการทำงานคู่ขนานกันในการที่จะพิจารณาทั้งในรูปแบบของกรรมาธิการฯ และกรรมการพิเศษ จะต้องมีการหารือกันในประเด็นที่มีความสำคัญในวงเล็กก่อน  เพื่อให้การทำงานในวงใหญ่ง่ายขึ้น และที่ประชุมก็ยังไม่ได้กำหนดว่าจะใช้ร่าง พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ ของใคร 
     

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/963205&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1elbR5NGz36lHxO3i4Iznd

  • ‘ประเสริฐ’ ตั้งทีมพิเศษ ดัน ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ลั่นต้องคลอดทันรัฐบาลนี้ | เดลินิวส์

    ‘ประเสริฐ’ ตั้งทีมพิเศษ ดัน ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ลั่นต้องคลอดทันรัฐบาลนี้ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 8 พ.ค.นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.. ว่า  การประชุมดังกล่าวเป็นการจัดทำเวิร์กช็อปร่วมกัน โดยกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เชิญผู้เกี่ยวข้องทุกจากภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นผู้แทนจากสภาผู้แทนราษฎรจาก วุฒิสภา ตัวแทนพรรคการเมือง และองค์กรที่เกี่ยวข้องต่างๆ เช่น การศึกษาเอกชน การศึกษาพิเศษ และนักวิชาการ  รวมถึงได้เปิดแสดงความคิดเห็นเรื่องนี้ผ่านช่องทางออนไลน์ด้วย โดยที่ประชุมได้มีมติแต่งตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นหนึ่งชุด เพื่อทำหน้าที่เร่งการขับเคลื่อนการจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.. เนื่องจากที่ประชุมมองว่า ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ มีการดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นความตั้งใจของทุกภาคส่วนที่อยากให้กฎหมายการศึกษาเกิดขึ้นเป็นฉบับสมบูรณ์และพร้อมภายใต้รัฐบาลชุดนี้

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า  สำหรับการหารือถึงการจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ..นั้นที่ประชุมไม่ได้มีการลงเนื้อหารายละเอียดในตัวกฎหมายฉบับนี้ แต่เป็นการยืนยันทางเลือกของการจัดทำร่างพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวที่เปิดให้มี 3 ทางเลือก คือ 1. การใช้ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฯ ฉบับเดิมที่เคยผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว แต่กลับมีเหตุให้หยุดชะงัก เนื่องจากมีเหตุการณ์ยุบสภา 2.การนำร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาปรับปรุงแก้ไขใหม่ และ3.ยกร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ หรือเปิดให้มีการนำเสนอทางเลือกอื่นเพิ่มเติมได้อีก  ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าแต่ละทางเลือกมีทั้งข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน

    “วันนี้เป็นการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนอย่างเต็มที่ โดยผู้เข้าร่วมประชุมต่างได้แสดงความคิดเห็นและเสนอข้อเสนอแนะอย่างหลากหลาย   ทุกฝ่ายต้องการเห็น พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ เป็นกฎหมายที่มีความพร้อมและสามารถประกาศใช้ได้ภายในอายุของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ดังนั้น กระทรวงศึกษาธิการจะต้องรวบรวมสาระสำคัญและข้อเสนอที่ตรงกับความต้องการของทุกฝ่ายมากที่สุด โดยหลังจากนี้คณะทำงานจะนำข้อคิดเห็นทั้งหมดไปสรุป เพราะมีข้อเสนอทางเลือกหลายรูปแบบ โดยบางฝ่ายเห็นว่าร่างกฎหมายควรวางเฉพาะหลักการสำคัญ ไม่จำเป็นต้องลงรายละเอียดเชิงลึกมากนัก และให้รายละเอียดในเชิงปฏิบัติไปกำหนดไว้ในกฎหมายลำดับรองหรือกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องแทน เพื่อให้กฎหมายหลักมีความคล่องตัวมากขึ้นรวมถึงข้อเสนอเพิ่มเติมที่ยังทยอยส่งเข้ามา เพื่อให้ได้ข้อยุติภายในเดือนพ.ค.“ รมว.ศธ.กล่าว

    ต่อข้อถามว่า กังวลหรือไม่ว่าการจัดทำร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ..จะหยุดชะงักอีกเหมือนที่ผ่านมา นายประเสริฐ กล่าวว่า  ตนคิดว่าไม่น่ากังวล เพราะการจัดทำร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้ได้วางแนวทางการทำงานคู่ขนานระหว่างคณะกรรมาธิการและคณะกรรมการพิเศษ เพื่อร่วมกันพิจารณาประเด็นสำคัญที่ยังมีความเห็นแตกต่างกันอยู่บ้าง โดยมองว่าหากสามารถพูดคุยทำความเข้าใจกันในวงย่อยก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในสภา จะช่วยให้การทำงานในภาพรวมเป็นไปได้ง่ายและมีประสิทธิภาพมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5844530/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XFLSxyPIIEjBVV0ym5mjA

  • กสม. ส่งหนังสือด่วนถึงนายกฯ ขอเร่งแก้ปัญหาผู้เรียนโรงเรียนสังกัด สพฐ. ค้างจ่ายเงินจนหลุดจากระบบการศึกษา

    กสม. ส่งหนังสือด่วนถึงนายกฯ ขอเร่งแก้ปัญหาผู้เรียนโรงเรียนสังกัด สพฐ. ค้างจ่ายเงินจนหลุดจากระบบการศึกษา

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/national-politics/146244&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EXKa-_63qs-NdwDgnEaEj

  • กรมท่องเที่ยว ลุยจับกองถ่ายจีน ลักลอบถ่ายหนังไม่ขออนุญาต

    กรมท่องเที่ยว ลุยจับกองถ่ายจีน ลักลอบถ่ายหนังไม่ขออนุญาต

    จาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว ได้รับรายงานจากนายทะเบียนธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ สาขาภาคเหนือ กรณีได้รับแจ้งเบาะแสการลักลอบถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต

    เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 7 พฤษภาคม 2569 โดยร่วมกับตำรวจท่องเที่ยวเชียงใหม่ งานสืบสวน กก.2 บก.ทท.2 เดินทางไปตรวจสอบที่ร้านแกลเลอรี่แห่งหนึ่งในอำเภอหางดง พบกลุ่มบุคคลชาวจีนขณะกำลังถ่ายทำภาพยนตร์ เจ้าหน้าที่จึงได้แสดงตัวและขอตรวจสอบเอกสารการได้รับอนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทย ปรากฏว่าไม่สามารถนำมาแสดงได้ จึงรวบรวมพยานหลักฐานในที่เกิดเหตุ และนำกลุ่มบุคคลดังกล่าวมาสอบปากคำเพิ่มเติมที่สถานีตำรวจภูธรหางดง

    economic-business-thai-filming-permit-hina-SPACEBAR-Photo02.jpg

    economic-business-thai-filming-permit-hina-SPACEBAR-Photo01.jpg

    จากการสอบปากคำทราบว่า กลุ่มชาวจีนดังกล่าวได้มีการยื่นขออนุญาตถ่ายทำภาพยนตร์ในชื่อเรื่อง The Puppet ในนามบริษัท InfluXCo.Ltd. ซึ่งสำนักงานตั้งอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่น และมี Ms. RONGGUI WEI สัญชาติจีน ทำหน้าที่เป็นโปรดิวเซอร์ โดยมีผู้ประสานงานการถ่ายทำ คือ บริษัท บี.วี.พี.แมกนัสกรุ๊ป จำกัด เมื่อตรวจสอบเบื้องต้นพบว่าภาพยนตร์เรื่อง The Puppet ยังไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำในประเทศไทย จึงเข้าข่ายการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ พ.ศ. 2551 มาตรา 20 ประกอบมาตรา 75 มีโทษปรับตั้งแต่หนึ่งแสนบาทถึงหนึ่งล้านบาท ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจจะทำหนังสือส่งมายังกรมการท่องเที่ยว เพื่อพิจารณาดำเนินการปรับตามกฎหมายต่อไป รวมถึงการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมกรณีเป็นบุคคลต่างด้าวทำงานโดยไม่มีใบอนุญาต

    economic-business-thai-filming-permit-hina-SPACEBAR-Photo03.jpg

    economic-business-thai-filming-permit-hina-SPACEBAR-Photo04.jpg

    “การดำเนินคดีดังกล่าวแสดงถึงความจริงจังในการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างถูกต้อง และรักษาภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะแหล่งถ่ายทำภาพยนตร์ที่มีมาตรฐานระดับโลก และขอขอบคุณประชาชนที่ให้ข้อมูลจนนำไปสู่การจับกุมในครั้งนี้ หากพบการเข้ามาถ่ายทำภาพยนตร์ต่างประเทศในประเทศไทยโดยไม่ได้รับอนุญาต สามารถแจ้งเบาะแสไปยังกองกิจการภาพยนตร์และวีดิทัศน์ต่างประเทศ กรมการท่องเที่ยว ผ่านทางอีเมล [email protected] หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0 2141 3114 เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายอย่างทันท่วงที”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/economic-business-thai-filming-permit-china&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2VMKzl23PoYSkJECjHuZ5I

  • พาณิชย์ลุยกวาดล้างนอมินีต่างชาติบนสมุย-พะงัน พบเป็นบริษัทร่วมทุนต่างชาติถึง 67%

    พาณิชย์ลุยกวาดล้างนอมินีต่างชาติบนสมุย-พะงัน พบเป็นบริษัทร่วมทุนต่างชาติถึง 67%

    พาณิชย์ลุยกวาดล้างนอมินีต่างชาติบนสมุย-พะงัน พบเป็นบริษัทร่วมทุนต่างชาติถึง 67%

    กรมพัฒนาธุรกิจฯ เปิดปฏิบัติการสแกนนิติบุคคลเกาะสมุย-พะงัน หลังต่างชาติลงทุนกว่า 67% เร่งปราบนอมินี ล้างภาพทุนต่างชาติยึดพื้นที่ท่องเที่ยว ส่ง DSI สอบเชิงลึก หลังพบคนไทยรายเดียวถือหุ้น 87 บริษัท

    กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดปฏิบัติการเชิงรุกตรวจสอบนิติบุคคลในพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยเฉพาะ เกาะพะงัน และ เกาะสมุย หลังพบสัดส่วนบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนสูงถึง 67.97% ของบริษัททั้งหมดในพื้นที่ พร้อมประกาศยกระดับมาตรการปราบปรามการใช้คนไทยเป็น “นอมินี” ถือหุ้นแทนต่างชาติ เพื่อสกัดการครอบงำธุรกิจผิดกฎหมายและฟื้นความเชื่อมั่นต่อระบบเศรษฐกิจไทย

    นาย พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ ได้เร่งตรวจสอบโครงสร้างการถือหุ้นของบริษัทในแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า “ต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุย” โดยจากการสำรวจพบว่า ทั้ง 2 เกาะมีบริษัทจดทะเบียนรวม 16,811 ราย และในจำนวนนี้เป็นบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนถึง 11,426 ราย หรือเกือบ 68%

    อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยอมรับว่า ในอดีตภาครัฐให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน หรือ Ease of Doing Business มากกว่าการตรวจสอบเชิงลึก ส่งผลให้เกิดช่องโหว่ที่นักลงทุนบางกลุ่มใช้คนไทยถือหุ้นแทนเพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว

    อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 เป็นต้นไป กรมฯ ได้เพิ่มความเข้มงวดในการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน หากเป็นการลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมาย รัฐพร้อมสนับสนุนเต็มที่ แต่หากเข้ามาในลักษณะใช้ “นอมินี” เพื่อแสวงหาประโยชน์โดยฝ่าฝืนกฎหมาย จะถูกดำเนินคดีในฐานะอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ

    ข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่า จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีบริษัทจำกัดรวม 21,717 ราย โดยเป็นบริษัทที่มีต่างชาติร่วมลงทุน 11,649 ราย หรือคิดเป็น 53.6% ของทั้งหมด ขณะที่เกาะพะงันมีบริษัทต่างชาติร่วมลงทุน 3,213 ราย จากทั้งหมด 4,761 ราย ส่วนเกาะสมุยมี 8,213 ราย จากทั้งหมด 12,050 ราย

    สำหรับสัญชาติที่เข้ามาลงทุนมากที่สุดบนเกาะพะงัน ได้แก่ อิสราเอล ฝรั่งเศส อังกฤษ และรัสเซีย ส่วนเกาะสมุย นักลงทุนหลักมาจากฝรั่งเศส อังกฤษ รัสเซีย จีน และอิสราเอล สะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของทุนต่างชาติในภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์อย่างต่อเนื่อง

    หนึ่งในกรณีที่ถูกตรวจสอบ คือสำนักงานบัญชีแห่งหนึ่งบนเกาะพะงัน ซึ่งพบว่าเจ้าของมีชื่อถือหุ้นในบริษัทถึง 66 แห่ง และมีความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลรวมกว่า 89 บริษัท โดยบางแห่งไม่พบการประกอบธุรกิจจริง เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์เพื่อตรวจสอบเส้นทางการถือหุ้นและการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง

    อีกกรณีคือโครงการวิลล่าหรูริมทะเลบนเกาะพะงัน ซึ่งเปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเช่าพักคืนละ 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบธุรกิจโรงแรม พร้อมพบข้อสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินมูลค่ากว่า 152 ล้านบาท ผ่านบริษัทไทยที่มีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอลในสัดส่วนสูง จนอาจเข้าข่ายหลีกเลี่ยงภาษีและการถือหุ้นอำพราง

    ขณะที่บนเกาะสมุย พบผู้ถือหุ้นชาวไทยบางรายมีชื่อถือหุ้นร่วมกับต่างชาติในหลายบริษัท เพื่อทำให้บริษัทมีสถานะเป็น “บริษัทไทย” ตามกฎหมาย โดยมีรายหนึ่งถือหุ้นมากถึง 87 บริษัท กรมฯ ได้ส่งข้อมูลให้ กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ตรวจสอบเชิงลึกเพิ่มเติม

    นอกจากนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้ายังส่งข้อมูลบริษัทขนาดใหญ่ในจังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 34 ราย ให้ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน หลังพบว่าแต่ละบริษัทมีสินทรัพย์เกิน 100 ล้านบาท และประกอบธุรกิจที่เข้าข่ายต้องห้ามตามกฎหมายการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว โดยส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับภาคอสังหาริมทรัพย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/742072&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2SpYyUlHOJ_cF_N-n-nLW6