Blog

  • ปักหมุดทะเลไทยสากล “อ่าวเกือก” สิมิลัน คว้าอันดับ 10 ชายหาดที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2026

    ปักหมุดทะเลไทยสากล “อ่าวเกือก” สิมิลัน คว้าอันดับ 10 ชายหาดที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2026

    ทะเลไทยสร้างความภาคภูมิใจในระดับสากลอีกครั้ง ล่าสุดเว็บไซต์ World’s 50 Best Beaches ได้ประกาศผลการจัดอันดับชายหาดที่ดีที่สุดในโลก ประจำปี 2026 ซึ่งรวบรวมข้อมูลและผลโหวตจากการลงพื้นที่สำรวจจริงของกลุ่ม Beach Ambassadors และผู้เชี่ยวชาญด้านการเดินทางกว่า 1,000 คนทั่วโลก โดยในปีนี้ “อ่าวเกือก” (Donald Duck Bay) แห่งอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน จังหวัดพังงา สามารถผงาดคว้าอันดับ 10 ของโลกมาครองได้อย่างเต็มภาคภูมิ

    ถอดรหัสความงาม ทำไม “อ่าวเกือก” ถึงมัดใจชาวโลก

    อ่าวเกือก ตั้งอยู่บนเกาะหมายเลข 8 ซึ่งเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดและเปรียบเสมือนศูนย์กลางการท่องเที่ยวของหมู่เกาะสิมิลัน โดยทาง World’s 50 Best Beaches ได้นิยามความโดดเด่นของชายหาดแห่งนี้ไว้ 3 ประการหลัก ได้แก่

    เอกลักษณ์ที่ไม่มีใครเหมือน โดยที่นี่มีภูมิทัศน์โดยรอบมีความงดงามแปลกตา โดดเด่นด้วยโขดหินแกรนิตขนาดใหญ่ที่เรียงตัวกันตามธรรมชาติ โดยมีแลนด์มาร์กสำคัญคือ “หินเรือใบ” อันเป็นสัญลักษณ์ประจำหมู่เกาะ

    พร้อมทำเลที่ตั้งที่ห่างไกลจากความวุ่นวาย ทำให้ชายหาดแห่งนี้ยังมีสภาพแวดล้อมที่บริสุทธิ์และเป็นธรรมชาติสูงมาก พร้อมหาดทรายขาวละเอียดราวกับแป้งที่ทอดยาวขนานไปกับชายฝั่ง และน้ำทะเลที่อ่าวเกือกมักจะมีความสงบนิ่งและมีสีฟ้าเทอร์ควอยซ์ใสกระจ่าง เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการลงเล่นน้ำ พักผ่อนหย่อนใจ และการดำน้ำตื้นเพื่อชมความงามใต้ท้องทะเล

    สุดท้าย คือ “การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน” เบื้องหลังความอุดมสมบูรณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะความโชคดีทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นผลสำเร็จจากการบริหารจัดการอย่างเข้มงวดของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน อ่าวเกือกอนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าชมได้เฉพาะช่วงฤดูกาลเปิดเกาะ และจะปิดเกาะในช่วงฤดูมรสุม

    การจำกัดเวลาและควบคุมปริมาณนักท่องเที่ยวนี้ คือกุญแจสำคัญที่ช่วยให้ธรรมชาติได้หยุดพักและฟื้นฟูตัวเอง ส่งผลให้สภาพแวดล้อมเงียบสงบ ไม่แออัด และรักษาระบบนิเวศทางทะเลไว้ได้อย่างยั่งยืนเมื่อเทียบกับเกาะอื่นๆ

    3 ชายหาดไทย ผงาดบนเวที World’s 50 Best Beaches

    นอกจากอ่าวเกือกแล้ว ความสวยงามแบบไม่ต้องพึ่งฟิลเตอร์ของทะเลไทย ยังส่งให้ชายหาดอีก 2 แห่งติดอันดับโลกในปีนี้ ได้แก่

    อันดับที่ 23 คือ เกาะกระดาน (Paradise Beach) จังหวัดตรัง และอันดับที่ 27 อย่าง หาดฟรีดอม (Freedom Beach) จังหวัดภูเก็ต

    การติดอันดับโลกของทั้ง 3 ชายหาด เป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าทะเลไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางในฝันของนักเดินทางทั่วโลก และเป็นเครื่องเตือนใจให้พวกเราทุกคนร่วมกันท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และไม่ทิ้งร่องรอยใดๆ ไว้ นอกจากรอยเท้า เพื่อให้มนต์เสน่ห์ของทะเลไทยคงความงดงามระดับโลกนี้ไว้ตลอดไป

    ข้อมูล : worlds50beaches

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2931438&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0i4XhgdW4PlgWIuBvdo5lF

  • ดร.ธีระศักดิ์ (สว.) ลุยดอยตุง ศึกษาต้นแบบพัฒนาท่องเที่ยวระดับโลก หวังดันเชียงรายสู่เวทีสากล | TOPNEWS

    ดร.ธีระศักดิ์ (สว.) ลุยดอยตุง ศึกษาต้นแบบพัฒนาท่องเที่ยวระดับโลก หวังดันเชียงรายสู่เวทีสากล | TOPNEWS

    ดร.ธีระศักดิ์ (สว.) ลุยดอยตุง ศึกษาต้นแบบพัฒนาท่องเที่ยวระดับโลก หวังดันเชียงรายสู่เวทีสากล

    • เผยแพร่ : 08/05/2026 12:23

    ปก web ยกระดับปราบค้ามนุษย์

    SOCAIL 16-9

    “โทน บางแค” ควงทนาย เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน สอบปากคำเพิ่ม

    เปิดร่าง “พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ฯ” พรรคภูมิใจไทย เสนอสภาฯปี 66 ชี้ชัดแนวคิด “แลนด์บริดจ์” ไม่มีผุดแทรกกาสิโน

    “กรมพัฒนาธุรกิจ” ลุย “เกาะพะงัน-สมุย” ปราบนอมินีธุรกิจต่างด้าว เจอต่างชาติลงทุนกว่า 1.6 หมื่นราย อึ้งพบ 1 คนไทยถือหุ้น 87 บริษัท

    ฉะเชิงเทรา กองทัพให้ความสำคัญทหารใหม่ ตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีน

    สส.บุรีรัมย์ เขต 7 เปิดงาน “บุญบั้งไฟ 2569” หนองกี่ จุดบั้งไฟแสนบูชาพญาแถน สืบสานวัฒนธรรมอีสานคึกคัก

    รองผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา เปิดเวทีสรุปผลศึกษา “มอเตอร์เวย์ M61” ชลบุรี–หนองคาย ยกระดับโลจิสติกส์ เชื่อมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1568793&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WlUa0l2TPd_hmts47sY1g

  • ผู้ว่า สตง.ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าโครงการคลองชองเกชอนเมืองโคราช โยธาฯ ระบุโครงการล่าช้าเพราะปัญหาโควิด ด้านนายกเล็กเมืองโคราชพร้อมรับมอบพื้นที่ไปบริหารจัดการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ | TOPNEWS

    ผู้ว่า สตง.ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าโครงการคลองชองเกชอนเมืองโคราช โยธาฯ ระบุโครงการล่าช้าเพราะปัญหาโควิด ด้านนายกเล็กเมืองโคราชพร้อมรับมอบพื้นที่ไปบริหารจัดการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ | TOPNEWS

    ผู้ว่า สตง.ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าโครงการคลองชองเกชอนเมืองโคราช โยธาฯ ระบุโครงการล่าช้าเพราะปัญหาโควิด ด้านนายกเล็กเมืองโคราชพร้อมรับมอบพื้นที่ไปบริหารจัดการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่

    • เผยแพร่ : 08/05/2026 11:48

    ผู้ว่า สตง.ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าโครงการคลองชองเกชอนเมืองโคราช โยธาฯ ระบุโครงการล่าช้าเพราะปัญหาโควิด ด้านนายกเล็กเมืองโคราชพร้อมรับมอบพื้นที่ไปบริหารจัดการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่

    วันนี้ 7 พฤษภาคม 2569 เวลา 16.00 น. นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน พร้อมคณะ ได้ลงพื้นที่ตรวจความคืบหน้าของโครงการพัฒนา และปรับปรุงภูมิทัศน์ลำตะคอง ตามผังเมืองรวมเมืองนครราชสีมา (คลองชองเกชอน) ที่บริเวณด้านข้างวัดสุสาน ตำบลในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยมี นายไพรัตน์ ทรงเย็น โยธาธิการ และผังเมืองจังหวัดนครราชสีมา พร้อมด้วยนายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา วิศวกร และนายช่างโยธา สำนักงานโยธาธิการ และผังเมืองจังหวัดนครราชสีมา ให้การต้อนรับ และให้ข้อมูลรายละเอียด

    นายไพรัตน์ ทรงเย็น โยธาธิการ และผังเมืองจังหวัดนครราชสีมา ได้รายงานความคืบหน้าของโครงการว่า รัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาในเขตผังเมืองรวมเมืองนครราชสีมา ได้มอบหมายให้กรมโยธาธิการ และผังเมือง ศึกษาเพื่อพัฒนาพื้นที่ในเขตผังเมืองรวมเมืองนครราชสีมาให้เกิดการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางภาพให้เป็นมาตรฐาน มีความเป็นระเบียบสวยงาม ปลอดภัย และเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีสภาพแวดล้อมที่ดี กรมโยธาธิการ และผังเมือง จึงได้วางแผนจัดทำโครงการปรับปรุงภูมิทัศน์ และสาธารณูปโภคพื้นฐาน เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวพื้นที่ลำตะคอง ส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัดนครราชสีมา โดยโครงการนี้มีจุดเริ่มต้นจากการนำโมเดล “คลองชองเกซอง” ของเกาหลีใต้ มาเป็นต้นแบบ โดยปรับโฉมให้เข้ากับเอกลักษณ์ “เมืองเครื่องปั้นดินเผา” ของนครราชสีมา ภายใต้งบประมาณรวม 238 ล้านบาท ระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร แบ่งการดำเนินงานโครงการออกเป็น 2 ระยะ ดังนี้

    ระยะที่ 1 มีการจัดสรรงบประมาณกว่า  118  ล้านบาท เพื่อพัฒนาคลองช่วงสะพานโรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา ถึงบริเวณวัดสุสาน  ระยะทางประมาณ 725  เมตร เริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปีงบประมาณ 2564  และกำหนดก่อสร้างแล้วเสร็จในปีงบประมาณ 2567 แต่การก่อสร้างล่าช้าเนื่องจากสถานการณ์ระบาดของโควิด-19  และมีการขยายระยะเวลาสัญญาให้กับผู้รับจ้าง จนได้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จเป็นไปตามสัญญา และคณะกรรมการตรวจรับพัสดุได้ตรวจรับงานในระยะที่ 1 ไปแล้ว ช่วงปลายปี 2568 แต่ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างในระยะที่ 2 ต่อได้ทันที เนื่องจากต้องรอการอนุมัติงบประมาณปี 2569 ทำให้โครงการภายหลังก่อสร้างในระยะที่ 1 แล้วเสร็จ ไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลรักษาความสะอาดพื้นที่ ทำให้โครงการมีสภาพเหมือนก่อสร้างไม่เสร็จ และถูกทิ้งร้างระหว่างรอกระบวนการจัดหาผู้รับจ้างรายใหม่มาดำเนินการ

    ล่าสุดการก่อสร้างในระยะที่ 2 ได้รับการจัดสรรงบประมาณจากรัฐบาลแล้วจำนวน 120  ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นการดำเนินการก่อสร้างสะพาน งานสถาปัตยกรรม และการตกแต่งภูมิทัศน์ ซึ่งจะสามารถดำเนินการก่อสร้างได้ในปีงบประมาณ 2569 และจะสิ้นสุดสัญญาในปี 2571 จากนั้นก็จะส่งมอบให้กับทางเทศบาลนครนครราชสีมาเป็นผู้ดูแลบริหารจัดการต่อไป

    นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน กล่าวว่า จากการรับฟังรายงาน และตรวจความคืบหน้าของโครงการฯ ทราบว่าโครงการระยะที่ 1 ได้รับงบประมาณไม่ต่อเนื่อง และล่าช้า เพราะติดปัญหาการระบาดของโควิด-19 และปัญหาการร้องเรียนในระหว่างก่อสร้าง และปัจจุบันได้รับงบประมาณในระยะที่ 2 มาแล้วและกำลังจะเริ่มก่อสร้างในระยะที่ 2 ซึ่งกรมโยธาธิการ และผังเมืองจะรับผิดชอบเฉพาะเรื่องของโครงสร้าง และปรับปรุงภูมิทัศน์ เมื่อการก่อสร้างเสร็จสิ้นก็จะส่งมอบพื้นที่ให้กับทางเทศบาลนครนครราชสีมาไปดูแลบริหารจัดการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของโครงการต่อไป

    นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล นายกเทศมนตรีนครนครราชสีมา กล่าวว่า ทางเทศบาลฯ ยินดีพร้อมที่รับมอบพื้นที่โครงการฯ ซึ่งคาดว่าจะได้รับมอบในปี 2571 หลังสิ้นสุดสัญญาก่อสร้าง โดยทางเทศบาลนครนครราชสีมาได้เตรียมแผนรองรับไว้แล้วว่าจะดำเนินการต่อในส่วนใดบ้าง เพื่อให้โครงการนี้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เป็นสถานที่พักผ่อนออกกำลังกายของคนเมืองได้ พร้อมกันนี้ก็มีแผนงานที่จะตกแต่งภูมิทัศน์ มีแสง สี เสียงที่สวยงาม มีการจำหน่ายสินค้าจากชุมชน  เพื่อให้เป็นแลนมาร์คแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ของจังหวัดนครราชสีมาต่อไป

    ภาพ/ข่าว ศรัณย์ วงศ์สารสิน / ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.นครราชสีมา

    ปก web ยกระดับปราบค้ามนุษย์

    SOCAIL 16-9

    “โทน บางแค” ควงทนาย เข้าพบพนักงานสอบสวน สน.พหลโยธิน สอบปากคำเพิ่ม

    เปิดร่าง “พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจภาคใต้ฯ” พรรคภูมิใจไทย เสนอสภาฯปี 66 ชี้ชัดแนวคิด “แลนด์บริดจ์” ไม่มีผุดแทรกกาสิโน

    “กรมพัฒนาธุรกิจ” ลุย “เกาะพะงัน-สมุย” ปราบนอมินีธุรกิจต่างด้าว เจอต่างชาติลงทุนกว่า 1.6 หมื่นราย อึ้งพบ 1 คนไทยถือหุ้น 87 บริษัท

    ฉะเชิงเทรา กองทัพให้ความสำคัญทหารใหม่ ตรวจสุขภาพ ฉีดวัคซีน

    สส.บุรีรัมย์ เขต 7 เปิดงาน “บุญบั้งไฟ 2569” หนองกี่ จุดบั้งไฟแสนบูชาพญาแถน สืบสานวัฒนธรรมอีสานคึกคัก

    รองผู้ว่าฯ ฉะเชิงเทรา เปิดเวทีสรุปผลศึกษา “มอเตอร์เวย์ M61” ชลบุรี–หนองคาย ยกระดับโลจิสติกส์ เชื่อมเศรษฐกิจไทยสู่อนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1568723&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0wg6XVMUFNVqdbjEfgZ4pP

  • ถังแตก-สิ้นคิด ! “เก็บภาษีท่องเที่ยว” ซ้ำเติมคนชั้นกลาง “อ.เจษฎ์” แนะ เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศแทน

    ถังแตก-สิ้นคิด ! “เก็บภาษีท่องเที่ยว” ซ้ำเติมคนชั้นกลาง “อ.เจษฎ์” แนะ เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศแทน

    ถังแตก-สิ้นคิด !

    ถังแตก-สิ้นคิด ! “เก็บภาษีท่องเที่ยว” ซ้ำเติมคนชั้นกลาง “อ.เจษฎ์” แนะ เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศแทน

    นายเจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนโยบายรัฐบาลเตรียมเก็บเงินคนไทยเดินทางไปต่างประเทศและนักท่องเที่ยว ว่า เป็นภาพสะท้อนของรัฐบาลที่อยู่ในภาวะ “ถังแตก” และ “สิ้นคิด” พร้อมเตือนนโยบายดังกล่าวสร้างภาระให้ชนชั้นกลาง ขณะที่กลุ่มคนรวยไม่สะเทือน แนะควรหันไปโฟกัสการดึงดูดเม็ดเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศแทน

    ทั้งนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน นอกจากเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะที่ไม่สู้ดีแล้ว การกระทำของผู้ที่เข้ามาบริหารประเทศยังสะท้อนให้เห็นถึงภาวะถังแตกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกระแสข่าวเรื่องการเตรียมเก็บเงินคนไทยที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งในอดีตเคยมีความพยายามจัดเก็บเงินในลักษณะนี้มาแล้ว แต่ท้ายสุดก็ต้องยกเลิกไป เนื่องจากพิจารณาแล้วว่าไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ

    ถังแตก-สิ้นคิด !

    “รู้สึกเหมือนเราถังแตกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินด้วยการอาสามา กำลังทำให้เราเห็นว่าเราถังแตกมาก ตอนนี้ถ้าคนไทยจะไปเที่ยวต่างประเทศ จะต้องถูกเก็บเงิน แต่เดิมเคยมีการเก็บเงินแบบนี้ แล้วก็ได้มีการพิจารณากันว่าท้ายสุดมันไม่ได้มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ ใช้วิธีการอื่นดีกว่า”

    ถังแตก-สิ้นคิด !

    นายเจษฎ์ ได้เสนอไปยังรัฐบาล ด้วยว่า หากรัฐบาลต้องการรักษาสภาพคล่องและดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ควรใช้วิธีการเชิงบวกในการจูงใจมากกว่าการบังคับเก็บเงิน ได้แก่ การส่งเสริมให้คนไทยท่องเที่ยวและใช้สินค้าภายในประเทศให้มากขึ้น ไปจนถึงการสร้างแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยากเดินทางเข้ามาในประเทศไทย และหาแนวทางกระตุ้นให้พวกเขาเกิดการจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนและตกอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง

    “ทำยังไงให้คนต่างชาติอยากมาประเทศไทยเพิ่มขึ้น พอเขาเข้ามาประเทศไทย เขาก็จะมาใช้จ่ายเงิน เราก็ต้องพาให้เขาใช้เงินนั้นใช้เงินนี้ และทำให้เม็ดเงินมันตกอยู่ในประเทศ ส่วนการเก็บเงินแบบนี้ มันแสดงชัดเจนเลยว่าท่านถังแตก แล้วก็สิ้นคิดด้วย คิดอะไรอย่างอื่นไม่ได้”

    นายเจษฎ์ ยังได้เปรียบเทียบนโยบายดังกล่าวกับการกำหนดอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันได ที่มองว่าเป็นการดึงเงินจากกระเป๋าคนชั้นกลางไปชดเชยให้คนรายได้น้อย ในขณะที่กลุ่มผู้มีรายได้สูงกลับไม่ได้รับผลกระทบใดๆ พร้อมระบุว่า ไปเที่ยวแบบนี้ คนมีรายได้มากก็จ่ายได้สบายมาก ไม่ได้เดือดร้อนอะไร คนมีรายได้กลางๆ  จ่ายกันตายเลย แม้จะเพิ่มแค่เป็นพันก็ตาม ขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจทบทวนและยุติแนวคิดดังกล่าว แล้วหาวิธีอื่นในการสร้างเม็ดเงินแทน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/economic/616878&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0XQhsT9VZn3GTQ7u-GyMeJ

  • ‘อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน’ ททท. เปิดฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก 2569 กระตุ้นท่องเที่ยว

    ‘อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน’ ททท. เปิดฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก 2569 กระตุ้นท่องเที่ยว

    วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.46 น.

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ภูมิภาคภาคตะวันออก จัดงานแถลงข่าวเปิดฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” ในพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ระยอง ตราด และจันทบุรี ณ สวนเคพี การ์เด้น ตำบลท่าหลวง อำเภอมะขาม จังหวัดจันทบุรี พร้อมเชิญสื่อมวลชนและอินฟลูเอนเซอร์ร่วมกิจกรรม Media Fam Trip ระหว่างวันที่ 7 – 8 พฤษภาคม 2569 สัมผัสเสน่ห์การท่องเที่ยว วิถีชุมชน อาหารท้องถิ่น และผลไม้คุณภาพ บนเส้นทางจังหวัดระยองและจันทบุรี ถ่ายทอดประสบการณ์ท่องเที่ยวในฤดูกาลแห่งความอร่อยของภาคตะวันออกสู่สาธารณชน

    นางกนกกิตติกา กฤตย์วุฒิกร ผู้อำนวยการภูมิภาคภาคตะวันออก การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในปี 2569 ททท. ยังคงเดินหน้าส่งเสริมภาพลักษณ์ “สวรรค์นักกิน…ถิ่นตะวันออก” ผ่านการนำเสนอเสน่ห์ของฤดูกาลผลไม้ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของการท่องเที่ยวภาคตะวันออก โดยนักท่องเที่ยวจะได้สัมผัสประสบการณ์ “กินถึงแหล่ง” ชิมผลไม้สดจากสวน เรียนรู้วิถีชุมชน และเดินทางท่องเที่ยวได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งธรรมชาติ คาเฟ่ วัฒนธรรม และอาหารท้องถิ่น ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่ โดยเฉพาะกลุ่ม Gen Y ที่มองหาประสบการณ์การเดินทางที่มีเอกลักษณ์และสามารถแบ่งปันต่อบนสื่อสังคมออนไลน์ได้ นอกจากนี้ ภาคตะวันออกยังเป็นจุดหมายปลายทางที่เดินทางสะดวก อยู่ไม่ไกลมากนัก เหมาะสำหรับการวางแผนท่องเที่ยวแบบ Road Trip รวมถึงรองรับการเดินทางด้วยรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ กิจกรรมเปิดฤดูกาลผลไม้ภาคตะวันออก ประจำปี 2569 “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” จัดขึ้น เพื่อประชาสัมพันธ์และกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคตะวันออกตลอดช่วงฤดูกาลผลไม้ ระหว่าง เดือนเมษายน ไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2569 ภายใต้แนวคิด “สวรรค์นักกิน…ถิ่นตะวันออก” ที่มุ่งนำเสนอจุดเด่นด้านอาหาร วัตถุดิบท้องถิ่น และผลไม้คุณภาพ อาทิ ทุเรียน มังคุด และเงาะ ควบคู่กับการส่งเสริมเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เพื่อสร้างสีสันทางการท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    นายวัชรพล สารสอน ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานนครนายก กล่าวว่า จังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี   และสระแก้ว เป็นเส้นทางท่องเที่ยวธรรมชาติที่มีศักยภาพ และสามารถเชื่อมโยงการเดินทางสู่ภาคตะวันออก     ได้อย่างลงตัว เหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติและสัมผัสเสน่ห์วิถีท้องถิ่น โดยมีแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ อาทิ อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ฝั่งจังหวัดปราจีนบุรี เขื่อนขุนด่านปราการชล จังหวัดนครนายก และอุทยานแห่งชาติปางสีดา จังหวัดสระแก้ว ซึ่งล้วนมีความโดดเด่นด้านทรัพยากรธรรมชาติ นอกจากนี้ จังหวัดปราจีนบุรียังมีชื่อเสียงด้าน “ทุเรียน GI” ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องรสชาติและคุณภาพอันเป็นเอกลักษณ์ ด้วยเนื้อสัมผัสที่เนียนละเอียด กลิ่นหอมละมุน และรสชาติกลมกล่อมเฉพาะถิ่น สะท้อน อัตลักษณ์ของพื้นที่ และภูมิปัญญาการปลูกทุเรียนที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน เติมเต็มประสบการณ์การเดินทางของภาคตะวันออกให้ครบทั้งธรรมชาติ อาหาร และเสน่ห์ของผลไม้คุณภาพไทย

    นางวันดี เผื่อนอุดม ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานระยอง กล่าวว่า จังหวัดระยอง ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญด้านการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และถือเป็นหนึ่งในแหล่งผลไม้คุณภาพของประเทศไทย โดยเฉพาะทุเรียน ด้วยความโดดเด่นของพื้นที่เพาะปลูกที่เอื้อต่อการให้ผลผลิตคุณภาพดี ส่งผลให้ทุเรียนมีรสชาติเป็นเอกลักษณ์ เนื้อเนียนละเอียด กลิ่นหอม รสชาติเข้มข้น และมีความหลากหลายของสายพันธุ์มากกว่า 100 สายพันธุ์ สำหรับสายพันธุ์ขึ้นชื่อที่ได้รับความนิยมชมชอบจากทั้งนักท่องเที่ยวและผู้บริโภค ต้องยกให้ “หมอนทอง” ที่โดดเด่นด้วยเนื้อหนานุ่ม รสชาติหวานมัน “ก้านยาว” ที่มีกลิ่นหอมละมุน เนื้อละเอียด รสชาติ กลมกล่อม หรือ “ชะนี” ที่มีเอกลักษณ์ด้านรสชาติเข้มข้นและกลิ่นหอมชัดเจน ล้วนสะท้อนถึงภูมิปัญญาและความอุดมสมบูรณ์ ของแหล่งปลูกผลไม้ภาคตะวันออก โดยในปีนี้ยังมีสวนผลไม้คุณภาพและแหล่งท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาสัมผัสมากยิ่งขึ้น ผ่านกิจกรรม “เรียนรู้ ดู ชิม” ผลไม้สดจากสวนอย่างใกล้ชิด

    ว่าที่ร้อยตรี กรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานตราด กล่าวว่า จังหวัดตราด มีจุดเด่นทั้งด้านแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์ ไม่ว่าจะเป็นหมู่เกาะและชายหาดที่มีความสวยงาม วิถีชุมชนริมทะเล อาหารท้องถิ่น และผลไม้ อย่าง “ทุเรียนชะนีเกาะช้าง” ที่มีชื่อเสียงด้านเนื้อเหนียวนุ่ม รสชาติเข้มข้น หวานมัน กลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์ ถือเป็นหนึ่งผลไม้คุณภาพของภาคตะวันออกที่มีรสชาติอร่อยไม่แพ้พื้นที่ใดของประเทศ อีกทั้งยังมีเส้นทางท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่เหมาะสำหรับการพักผ่อนและท่องเที่ยวแบบสโลว์ไลฟ์อย่างแท้จริง ตลอดจนมีการจัดทำโปรโมชั่นและสิทธิพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวแบบพักค้างคืนและกระตุ้นการใช้จ่ายในพื้นที่มากยิ่งขึ้น

    นายศักดิ์สกุล ศุภกฤตอนันต์ ผู้อำนวยการ ททท. สำนักงานจันทบุรี กล่าวว่า จังหวัดจันทบุรี ถือเป็นหนึ่งในแหล่งผลไม้คุณภาพสำคัญของประเทศ โดย “ทุเรียนสายแร่อัญมณี” นับเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของ ชาวจันทบุรี ที่สะท้อนภูมิปัญญาและวิถีการเพาะปลูกอันพิถีพิถันในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะกระบวนการดูแลผลผลิตให้แขวนครบจำนวนวัน เพื่อให้ได้ทุเรียนที่แก่จัดอย่างเหมาะสมก่อนการเก็บเกี่ยว ส่งผลให้ทุเรียนมีรสชาติหวานมันเข้มข้น เนื้อเนียนนุ่ม และมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว อีกทั้งยังมีเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงได้ทั้งธรรมชาติ ชุมชนริมน้ำ คาเฟ่ สวนผลไม้ ร้านอาหารท้องถิ่น ตลาดเก่า รวมถึงแหล่งเรียนรู้ด้านวัฒนธรรม และวิถีชีวิต ช่วยเติมเต็มประสบการณ์การเดินทางให้ครบทั้งกิน เที่ยว และพักผ่อนในทริปเดียว

    ททท. ขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมออกเดินทางสัมผัสเสน่ห์ของภาคตะวันออกในช่วงฤดูกาลผลไม้ ปี 2569 พร้อมเปิดประสบการณ์ “อร่อยทุกไร่ ชิมไปทุกสวน” ท่ามกลางบรรยากาศสวนผลไม้เขียวชอุ่ม และวิถีชุมชนอันอบอุ่นของภาคตะวันออก ให้นักท่องเที่ยวได้ใกล้ชิดกับธรรมชาติ พร้อมลิ้มรสผลไม้สดจากต้นที่คัดสรรคุณภาพจากชาวสวน ไม่ว่าจะเป็นทุเรียนหลากหลายสายพันธุ์ มังคุด เงาะ สละ และผลไม้ขึ้นชื่ออีกมากมาย โดยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือน “สวนผลไม้ที่เข้าร่วมโครงการ” ใน 4 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ปราจีนบุรี ระยอง ตราด และจันทบุรี จะได้รับส่วนลดพิเศษ ตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงเดือนกรกฎาคม 2569 นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถตรวจสอบรายชื่อสวนผลไม้ รวมถึงเงื่อนไขการรับสิทธิพิเศษเพิ่มเติมได้ ดังนี้

    1. สวนผลไม้จังหวัดปราจีนบุรี : Facebook ททท. สำนักงานนครนายก – นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว :

    https://www.facebook.com/share/p/18P63oiBVA/

    2. สวนผลไม้จังหวัดระยอง : Facebook ททท.สำนักงานระยอง

    https://www.facebook.com/share/p/1L1WAdgMA6/

    3. สวนผลไม้จังหวัดจันทบุรี : Facebook ททท.สำนักงานจันทบุรี

    https://www.facebook.com/share/p/1DovyDWap2/

    4. สวนผลไม้จังหวัดตราด : Facebook ท่องเที่ยวตราด Trat Tourism (ททท.สำนักงานตราด)

    https://www.facebook.com/profile.php?id=61572908781973

    ททท. เชื่อมั่นว่ากิจกรรมดังกล่าว จะช่วยกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยว กระจายรายได้สู่ชุมชนและผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ของภาคตะวันออกให้เติบโตอย่างยั่งยืนต่อไป ติดตามข่าวสารท่องเที่ยวภาคตะวันออกได้ทาง Facebook : เที่ยวภาคตะวันออก https://www.facebook.com/traveleastthailand

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/963189&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2DK9PR-xTUrIQqvKoJ46c7

  • เจษฎ์ เผย รัฐบาล เก็บภาษีท่องเที่ยว ถังแตก-สิ้นคิด ซ้ำเติมคนชั้นกลาง

    เจษฎ์ เผย รัฐบาล เก็บภาษีท่องเที่ยว ถังแตก-สิ้นคิด ซ้ำเติมคนชั้นกลาง

    เจษฎ์ เผย รัฐบาล เก็บภาษีท่องเที่ยว ถังแตก-สิ้นคิด ซ้ำเติมคนชั้นกลาง

    วันศุกร์ ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.58 น.

    ‘เจษฎ์’ เผย รัฐบาล เก็บภาษีท่องเที่ยว “ถังแตก-สิ้นคิด” ซ้ำเติมคนชั้นกลาง แนะเน้นกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศแทน

    วันที่ 8 พฤษภาคม 2569 นายเจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนโยบายรัฐบาล ซึ่งเตรียมเก็บเงินคนไทยเดินทางไปต่างประเทศและนักท่องเที่ยว เป็นภาพสะท้อนของรัฐบาลที่อยู่ในภาวะ “ถังแตก” และ “สิ้นคิด” พร้อมเตือนนโยบายดังกล่าวสร้างภาระให้ชนชั้นกลาง ขณะที่กลุ่มคนรวยไม่สะเทือน แนะควรหันไปโฟกัสการดึงดูดเม็ดเงินและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศแทน

    นายเจษฎ์ กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจของประเทศไทยในปัจจุบัน นอกจากเศรษฐกิจจะอยู่ในภาวะที่ไม่สู้ดีแล้ว การกระทำของผู้ที่เข้ามาบริหารประเทศยังสะท้อนให้เห็นถึงภาวะถังแตกอย่างชัดเจน โดยเฉพาะกระแสข่าวเรื่องการเตรียมเก็บเงินคนไทยที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวต่างประเทศ ซึ่งในอดีตเคยมีความพยายามจัดเก็บเงินในลักษณะนี้มาแล้ว แต่ท้ายที่สุดก็ต้องยกเลิกไปเนื่องจากพิจารณาแล้วว่าไม่มีประโยชน์ในทางปฏิบัติ

    นายเจษฎ์  กล่าวว่า ขอเสนอไปยังรัฐบาลว่า หากต้องการรักษาสภาพคล่องและดึงเม็ดเงินเข้าประเทศ ควรใช้วิธีการเชิงบวกในการจูงใจมากกว่าการบังคับเก็บเงิน ได้แก่ การส่งเสริมให้คนไทยท่องเที่ยวและใช้สินค้าภายในประเทศให้มากขึ้น ไปจนถึงการสร้างแรงดึงดูดให้นักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอยากเดินทางเข้ามาในประเทศไทย และหาแนวทางกระตุ้นให้พวกเขาเกิดการจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนและตกอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง ทำยังไงให้คนต่างชาติอยากมาประเทศไทยเพิ่มขึ้น พอเข้ามาประเทศไทย เขาก็จะมาใช้จ่ายเงิน เราก็ต้องพาให้เขาใช้เงินนั้นใช้เงินนี้ และทำให้เม็ดเงินมันตกอยู่ในประเทศ ส่วนการเก็บเงินแบบนี้ มันแสดงชัดเจนเลยว่ารัฐบาลถังแตก แล้วก็สิ้นคิดด้วย คิดอะไรอย่างอื่นไม่ได้

    ดังนั้น ขอเรียกร้องให้ผู้มีอำนาจทบทวนและยุติแนวคิดดังกล่าว ให้เปลี่ยนแนวคิด แล้วหาวิธีอื่นในการที่จะสร้างเม็ดเงิน อย่าใช้วิธีนี้

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/963176&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EiETvmXq7R459SGGNI-FF

  • สมุทรสงคราม ปั้นเมืองสุขภาวะ ดัน “เวลเนส-สายมู-วัฒนธรรม” สู่แลนด์มาร์กท่องเที่ยวใหม่ | เดลินิวส์

    สมุทรสงคราม ปั้นเมืองสุขภาวะ ดัน “เวลเนส-สายมู-วัฒนธรรม” สู่แลนด์มาร์กท่องเที่ยวใหม่ | เดลินิวส์

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ธรรมชาติ รีสอร์ท ริเวอร์ไซด์ ตำบลลาดใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม นายนิทรารัตน์ แพทย์วงศ์ ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานประชุมคณะกรรมการและที่ปรึกษา เพื่อกำหนดแนวทางขับเคลื่อนการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยมีแพทย์หญิงสิริมา เหมพรรณไพเราะ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งได้รับแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษา เข้าร่วมประชุมพร้อมเจ้าหน้าที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด

    ที่ประชุมได้หารือแนวทางพัฒนาด้านสาธารณสุขควบคู่กับการส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวปลอดภัย โดยแพทย์หญิงสิริมา กล่าวว่า จังหวัดสมุทรสงครามมีศักยภาพในการพัฒนา “เมืองแห่งสุขภาวะ” เนื่องจากมีจุดเด่นทั้งทรัพยากรธรรมชาติ วิถีชีวิตชุมชน ภูมิปัญญาท้องถิ่น และอาหารพื้นถิ่น อีกทั้งยังสามารถรองรับสังคมผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต

    นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Wellness Tourism ผ่านการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ การพักผ่อน และธุรกิจสุขภาพ เช่น การนวดแผนไทย รวมถึงบริการสำหรับผู้สูงอายุวัยเกษียณ ซึ่งถือเป็นแนวโน้มการท่องเที่ยวที่กำลังได้รับความนิยม

    ด้านคณะกรรมการและที่ปรึกษาหลายราย อาทิ ร้อยโทพัชโรดม อุนสุวรรณ นายสัมพันธ์ พงษ์พรรณนากูล และนางธนพรรณ ศรีสุทธี เห็นตรงกันว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยเฉพาะการนวดแผนไทย กำลังเป็นกระแสสำคัญ ขณะที่จังหวัดสมุทรสงครามมีบุคลากรและทรัพยากรพร้อม แต่ยังขาดการบริหารจัดการแบบบูรณาการ จึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    ที่ประชุมยังมีแนวคิดเชื่อมโยงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยวสายมูเตลู โดยใช้จุดเด่นของวัดสำคัญๆ สวนผลไม้ และแหล่งแปรรูปสินค้าท้องถิ่น มาพัฒนาเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์ เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านการท่องเที่ยวของจังหวัด

    จากแนวทางดังกล่าว ที่ประชุมมีมติเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการ 3 ชุด ได้แก่ 1.คณะอนุกรรมการด้าน Wellness หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ 2. คณะอนุกรรมการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวสายมูและประวัติศาสตร์ และ3. คณะอนุกรรมการจัดทำแพ็กเกจท่องเที่ยวจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อร่วมกันผลักดันแนวทางดังกล่าวให้เกิดเป็นรูปธรรม และจัดทำ Road Map ด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดในอนาคต

    นอกจากนี้ ยังมีแนวทางประสานความร่วมมือกับ อบต.ลาดใหญ่ อบต.คลองเขิน และเทศบาลตำบลบ้านปรก เพื่อพัฒนาพื้นที่บริเวณเขื่อนปากลัด ซึ่งเป็นพื้นที่รอยต่อ 3 ตำบล ให้เป็น “ตลาดน้ำ 3 ตำบล ตลาดนวดแผนไทย” เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ควบคู่กับการพัฒนาให้เป็นแลนด์มาร์กด้านสุขภาพแห่งใหม่ของจังหวัดสมุทรสงคราม ทั้งในรูปแบบตลาดน้ำเพื่อสุขภาพ พื้นที่พักผ่อน และศูนย์ดูแลสุขภาพสำหรับประชาชนทุกวัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5844278/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OZlYhV1KiTXupMgVaRBpp

  • อำนาจเจริญ จัดท่องเที่ยว – กีฬาพาออกกำลังกาย สร้างสุขภาพดี

    อำนาจเจริญ จัดท่องเที่ยว – กีฬาพาออกกำลังกาย สร้างสุขภาพดี

    ภูมิภาค

    อำนาจเจริญ จัดท่องเที่ยว – กีฬาพาออกกำลังกาย สร้างสุขภาพดี

    วันศุกร์ ที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.50 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    จังหวัดอำนาจเจริญ จัดโครงการ “ท่องเที่ยวและกีฬาพาออกกำลังกาย” ณ สนามฟุตบอลโรงเรียนเสนางคนิคม ตำบลเสนางคนิคม อำเภอเสนางคนิคม จังหวัดอำนาจเจริญ เพื่อส่งเสริมการออกกำลังกาย ควบคู่กับการยกระดับการกระตุ้นท่องเทียวในพื้นที่ โดยจัดให้มีการแข่งขันกีฬาหลายประเภท อาทิ การแข่งขันฟุตบอล 7 คน รุ่นอายุ 35 ปีขึ้นไป ระหว่างทีม วี ไอ พี มหาอำนาจ พบ ทีม วี ไอ พี ไทเสนาง ซึ่งผลการแข่งขันปรากฏว่า ฟุตบอล 7 คน ทีม วี ไอ พี มหาอำนาจ ชนะ ทีม วี ไอ อี ไทเสนาง ด้วยกอร์ 6 ประตูต่อ 2 ขณะที่การแข่งขัน แชร์บอลหญิง ทีม วี ไอ พี ไทเสนาง ชนะ ที วี ไอ พี มหาอำนาจ ด้วยคะแนน 6 ต่อ 5 คะแนน

    นอกจากนี้ สำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดอำนาจเจริญ และสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอเสนางคนิคม ยังได้นำผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ร่วมแสดงและจำหน่ายสินค้า เพื่อเป็นการส่งเสริมช่องทางการตลาด เพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภค และ พัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ผ่านการสนับสนุนผู้ผลิต ผู้ประกอบการสินค้าชุมชนและผลิตภัณฑ์ OTOP อีกด้วย…

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/475343&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xT1s2CTvEdb9y-LuhKJgr

  • รมว.ท่องเที่ยวฯ ลุยอยุธยา ปักหมุดยุทธศาสตร์

    รมว.ท่องเที่ยวฯ ลุยอยุธยา ปักหมุดยุทธศาสตร์

    รมว.ท่องเที่ยวฯ ลุยอยุธยา ปักหมุดยุทธศาสตร์ “High Value & Sustainable” ชูโมเดลแก้ปม One-Day Trip ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพค้างคืน


    8/05/2569 | 59 |

    วันที่ 6 พฤษภาคม 2569 เวลา 13.30 น. ณ ห้องการะเกด โรงแรมกรุงศรีริเวอร์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในการประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อขับเคลื่อนสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกที่มีมูลค่าสูงและยั่งยืน (High Value & Sustainable) โดยมุ่งเน้นการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและกระจายรายได้สู่ชุมชน

    โดยมี นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และ นายศิริปกรณ์ เชี่ยวสมุทร ผู้อำนวยการองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (อพท.) ร่วมประชุมหารือรับฟังความคิดเห็น ร่วมกับภาคเอกชนและกลุ่มผู้ประกอบการในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อการพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาให้ตอบโจทย์กับนักท่องเที่ยวยุคใหม่

    ในที่ประชุม นายสุรศักดิ์ เปิดเผยว่าอยุธยาคือจังหวัดแรกในการเริ่มต้นเดินสายรับฟังความคิดเห็นทั่วทุกภูมิภาค เนื่องจากเป็นเมืองที่มีศักยภาพหลากหลายและเป็นต้นแบบที่สำคัญ โดยรัฐมนตรีได้เน้นย้ำถึง “นโยบายการปรับโครงสร้างกระทรวงครั้งใหญ่ที่จะควบรวมมิติการท่องเที่ยวเข้ากับกระทรวงวัฒนธรรม” เพื่อขายอัตลักษณ์และซอฟต์พาวเวอร์ของชาติอย่างเต็มรูปแบบ นอกจากนี้ยังเตรียมผลักดัน”กองทุนส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย” ที่จะจัดเก็บค่าธรรมเนียมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ 300-500 บาท เพื่อนำมาจัดทำประกันภัยและยกระดับแหล่งท่องเที่ยวชุมชนให้เข้มแข็ง โดยไม่เป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดินเพียงอย่างเดียว

    ด้านตัวแทนหน่วยงานและภาคเอกชนได้สะท้อนปัญหาสำคัญของอยุธยาที่แม้จะติด 1 ใน 10 เมืองท่องเที่ยวของประเทศ แต่ยังมีลักษณะเป็น “One-Day Trip” หรือการท่องเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับสูงถึงร้อยละ 90 ทำให้นักท่องเที่ยวใช้จ่ายต่อหัวเพียงประมาณ 1,800-2,000 บาท ซึ่งถือว่ายังต่ำเมื่อเทียบกับศักยภาพเมืองมรดกโลก

    ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดฯ และสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ ได้นำเสนอกรอบยุทธศาสตร์ 5 แกน และโครงการเร่งด่วน (Quick Win) เพื่อดึงดูดการค้างคืน อาทิ

    – River Night Lighting : โครงการติดตั้งไฟโซลาร์เซลล์ประดับโบราณสถานริมน้ำ 12 แห่ง เพื่อสร้างบรรยากาศการล่องเรือยามค่ำคืน
    – Global Muay Thai Branding : ยกระดับงานไหว้ครูมวยไทยโลกให้เป็น World Event เพื่อดึงดูดนักมวยและนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
    – Smart Tourism & Data Center : จัดตั้งศูนย์ข้อมูลกลางเพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวอย่างแม่นยำ
    – Tourism for All : พัฒนา Infrastructure และ Universal Design เพื่อรองรับกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการที่มีกำลังซื้อสูง
    – Walking Street & Night Market : สร้างถนนคนเดินถาวรที่บริหารจัดการโดยชุมชน เพื่อเพิ่มกิจกรรมยามค่ำคืน

    นายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ขานรับนโยบายโดยเตรียมตั้งคณะทำงานร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อจัดทำ “แผนแม่บท (Master Plan) และ Action Plan” ที่ชัดเจน เพื่อให้การพัฒนาเป็นไปในทิศทางเดียวกันไม่ว่าใครจะมาดำรงตำแหน่ง โดยจะเน้นการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวจากเกาะเมืองไปยัง 16 อำเภอรอบนอกด้วยระบบขนส่ง EV และการพัฒนาท่าเทียบเรือที่มีอัตลักษณ์สวยงาม

    นายสุรศักดิ์ กล่าวปิดท้ายว่า “ทุกสิ่งที่เสนอมาสามารถทำได้จริงด้วยเทคโนโลยีปัจจุบันและความสามัคคีของทุกภาคส่วน ตนมั่นใจว่ากลไกนี้จะเปลี่ยนอยุธยาให้เป็นเมืองที่นักท่องเที่ยวอยู่นานขึ้น จ่ายมากขึ้น และอยากกลับมาอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน”

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/163819


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/501187&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yUQkqOEK_wNbfjyyHQpUW

  • กรมพัฒนาธุรกิจฯ สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ล้างภาพต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุย พร้อมขอความร่วมมือทุกหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจริงจัง..สกัดกั้นทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็น ‘นอมินี’

    กรมพัฒนาธุรกิจฯ สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ล้างภาพต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุย พร้อมขอความร่วมมือทุกหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจริงจัง..สกัดกั้นทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็น ‘นอมินี’

    วันศุกร์ ที่ 08 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.09 น.

               กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินเกมส์รุก..สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง จ.สุราษฎร์ธานี สกัดกั้นทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็น ‘นอมินี’ ล้างภาพต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุย เปิดตัวเลขบริษัทต่างชาติลงทุนประกอบธุรกิจ 2 เกาะ 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดของทั้ง 2 เกาะ จากตัวเลขที่ปรากฎไม่แปลกที่จะได้ยินว่า ‘ต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว’ ซึ่งมีทั้งผู้ประกอบการที่ดีและขี้โกง

               กรมพัฒนาธุรกิจฯ รับที่ผ่านมาในอดีตอนุญาตให้ต่างชาติจดทะเบียนตั้งบริษัทได้ง่ายเกินไป โดยคำนึงถึงการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนเป็นสำคัญ (Ease of Doing Business) ซึ่งนับตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 กรมฯ เพิ่มมาตรการกำกับดูแลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนอย่างรัดกุมและเข้มงวด หากเข้ามาประกอบธุรกิจโดยดำเนินการตามกฎหมายก็พร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่ เพราะถือว่ามาร่วมสร้างความเจริญให้ประเทศ แต่หากเข้ามาในรูปแบบใช้คนไทยเป็น ‘นอมินี’ ตักตวงผลประโยชน์เข้าตนเองโดยไม่เกรงกลัวกฎหมาย ก็พร้อมลงดาบปราบปรามอย่างหนักเพราะถือเป็นอาชญากรทางเศรษฐกิจที่เข้ามาบ่อนทำลายประเทศ พร้อมขอความร่วมมือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างจริงจัง เพื่อปราบปรามและกำจัดบริษัทนอมินีให้สิ้นซาก  

              เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569   นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดปฏิบัติการสแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง ‘เกาะพะงันและเกาะสมุย’ จ.สุราษฎร์ธานี สกัดกั้นทุนต่างชาติใช้คนไทยเป็น ‘นอมินี’ หลังเกิดกระแสปากต่อปาก ‘ต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว’ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากจำนวนบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนประกอบกิจการบนเกาะพะงันและเกาะสมุย พบว่า มีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดบน 2 เกาะ (16,811 ราย) ซึ่งบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุนดังกล่าวมีทั้งที่ประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมายและที่หลีกเลี่ยงโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งกรมฯ ได้หยิบยกขึ้นเป็นวาระเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการปราบปรามอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งมีการทำงานเชิงรุกร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรที่ได้ร่วมกันลงนาม MOU ป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (Nominee) ภายใต้แนวคิด ‘ลบรอยร้าวเศรษฐกิจ ร่วมพิชิตนอมินี’ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา เพื่อนำตัวผู้กระทำความผิดในลักษณะนอมินีมาลงโทษให้สิ้นซาก

              อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้คำนึงถึงการอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นสำคัญ มากกว่าการควบคุมการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจ อีกทั้ง มองถึงเจตนาดีในการเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติ ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจ้างงานในประเทศและสร้างความเจริญเติบโตแก่ระบบเศรษฐกิจ แต่ด้วยความเห็นแก่ได้ของนักลงทุนชาวต่างชาติบางรายที่ใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง (นอมินี) ประกอบธุรกิจโดยมิได้รับอนุญาต รวมทั้ง คนไทยบางกลุ่มที่เห็นแก่ผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ ยอมร่วมกระทำความผิดให้ความช่วยเหลือชาวต่างชาติ จึงทำให้การประกอบธุรกิจเกิดการบิดเบี้ยวและทำลายระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ นับแต่นี้เป็นต้นไป กรมฯ พร้อมกำกับดูแลการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจที่มีชาวต่างชาติลงทุนอย่างรัดกุมและเข้มงวด หากเข้ามาประกอบธุรกิจโดยถูกต้องตามกฎหมายก็พร้อมให้การสนับสนุนเต็มที่เพราะถือว่ามาร่วมสร้างความเจริญให้ประเทศ แต่หากเข้ามาในรูปแบบสีเทาใช้คนไทยเป็น ‘นอมินี’ ตักตวงผลประโยชน์เข้าตนเองโดยฝ่าฝืนกฎหมาย ก็พร้อมปราบปรามอย่างหนักเพราะถือเป็นอาชญากรทางเศรษฐกิจที่เข้ามาบ่อนทำลายประเทศ

        จากข้อมูลที่กรมฯ ได้สแกนนิติบุคคลแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง จ.สุราษฎร์ธานี เกาะพะงันและเกาะสมุยซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมระดับโลก ที่มีโอกาสจะมีการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินีสูง พบว่า

        จ.สุราษฎร์ธานี มีบริษัทจำกัดจำนวน 21,717 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 11,649 ราย (53.6%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1) ฝรั่งเศส 2,365 ราย (20%) 2) อังกฤษ 1,446 ราย (12%) 3) รัสเซีย 1,205 ราย (10%) 4) อิสราเอล 1,147 ราย (10%) 5) เยอรมัน 608 ราย (5%) 6) จีน 569 ราย (5%) 7) อเมริกัน 444 ราย (4%) 8) ออสเตรเลียน 335 ราย (3%) 9) อิตาเลียน 258 ราย (2%) และ 10) เบลเยียน 222 ราย (2%)

         เกาะพะงัน มีบริษัทจำกัดจำนวน 4,761 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน 3,213 ราย (67.48%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1) อิสราเอล 720 ราย (22%) 2) ฝรั่งเศส 426 ราย (13%) 3) อังกฤษ 359 ราย (11%) 4) รัสเซีย 306 ราย (10%) 5) เยอรมัน 194 ราย (6%) 6) อเมริกัน 144 ราย (4%) 7) อิตาเลียน 89 ราย (3%) 8) ยูเครน 69 ราย (2%) 9) ออสเตรเลียน 58 ราย (2%) และ 10) เบลเยียน 56 ราย (2%)

          เกาะสมุย มีบริษัทจำกัดจำนวน 12,050 ราย โดยบริษัทที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุน 8,213 ราย (68.16%) สัญชาติที่ร่วมลงทุนสูงสุด 10 อันดับแรก ได้แก่ 1) ฝรั่งเศส 1,937 ราย (24%) 2) อังกฤษ 1,077 ราย (13%) 3) รัสเซีย 885 ราย (11%) 4) จีน 478 ราย (6%) 5) อิสราเอล 419 ราย (5%) 6) เยอรมัน 406 ราย (5%) 7) อเมริกัน 291 ราย (4%) 8) ออสเตรเลียน 273 ราย (3%) 9) สวิส 173 ราย (2%) และ 10) อิตาเลียน 169 ราย (2%)

          จากข้อมูลตัวเลขบริษัทที่มีชาวต่างชาติลงทุน ณ เกาะพะงันและเกาะสมุยมีจำนวนถึง 11,426 ราย คิดเป็น 67.97% ของบริษัททั้งหมดของทั้ง 2 เกาะ (16,811 ราย) โดยพบว่าชาวต่างชาติที่เข้ามาร่วมลงทุนบน 2 เกาะ เป็นนักลงทุนจากกลุ่มประเทศเดียวกัน ดังนั้น จึงไม่แปลกใจที่จะได้ยินว่า ‘ต่างชาติยึดเกาะพะงัน-เกาะสมุยไปเรียบร้อยแล้ว’

          ทั้งนี้ ที่ผ่านมา กรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันตรวจสอบธุรกิจบนเกาะพะงันไปบ้างแล้ว พบธุรกิจที่มีลักษณะต้องสงสัยเกี่ยวกับการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ (นอมินี) ใน 2 กลุ่มธุรกิจ คือ 1) สำนักงานบัญชี ภายใต้ชื่อสำนักงานเฟิร์สคอนซัลแทนส์ ยูนิเวอร์แซล เซอร์วิส (บริษัท เฟิร์ส คอนซัลแทนส์ 47 จำกัด) โดยเจ้าของสำนักงานแห่งนี้มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นอยู่ใน 66 บริษัท โดยได้ลงพื้นที่มีความเชื่อมโยงกับเจ้าของสำนักงานบัญชีดังกล่าว (อาคารพาณิชย์ 2 แห่ง และบ้านพัก) พบว่า อาคารพาณิชย์ที่ลงตรวจเป็นที่ตั้งของนิติบุคคลรวมกันถึง 89 แห่ง โดยไม่ปรากฏการประกอบธุรกิจจริงในบางห้อง เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงได้ตรวจยึดเอกสารและคอมพิวเตอร์เพื่อนำไปตรวจสอบว่ามีการใช้คนไทยเป็นนอมินีในการประกอบธุรกิจแทนชาวต่างชาติหรือไม่ และใช้เป็นหลักฐานในการดำเนินทางคดี

          2) ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ (โครงการก่อสร้างอาคารวิลล่าโครงการศิธายา บีช ฟร้อนท์ วิลล่า) พบเป็นวิลล่าหรู 8 หลัง เปิดให้นักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่าคืนละ 13,000 บาท โดยไม่มีใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง จึงได้เชิญผู้ดูแลโครงการและนักท่องเที่ยวต่างชาติ 6 ราย ไปสอบสวนเพิ่มเติม โดยพบข้อมูลที่น่าสงสัยเกี่ยวกับการถือครองที่ดินของโครงการวิลล่าดังกล่าวมูลค่ากว่า 152 ล้านบาท โดยมีบริษัทนิติบุคคลสัญชาติไทย 2 แห่งถือครอง แต่มีผู้ถือหุ้นชาวอิสราเอล ในสัดส่วนร้อยละ 49 และต่อมามีการเพิ่มบริษัทที่เป็นชาวอิสราเอลเข้ามาซื้อหุ้นเพิ่มอีก 1 บริษัท อาจเข้าข่ายเป็นการซื้อขายเพื่อหลบเลี่ยงการเสียภาษี และการถือหุ้นอำพรางเข้าข่ายเป็นนอมินี

          ขณะที่เกาะสมุย ตรวจพบนิติบุคคลที่อาจเข้าข่ายการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 เป็นพนักงานของสำนักงานรับจดทะเบียน/รับทำบัญชี โดยให้ข้อมูลว่ามีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในบริษัทร่วมกับคนต่างชาติ เพื่อให้สัดส่วนเป็นบริษัทไทย และอีก 1 ราย มีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นรวม 87 บริษัท กรมฯ ได้นำส่งข้อมูลให้กรมสอบสวนคดีพิเศษเพื่อตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินการเอาผิดต่อไป

         นอกจากนี้ กรมฯ ยังได้นำส่งข้อมูลบริษัทขนาดใหญ่เข้าข่ายกลุ่มเสี่ยงนอมินีในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 34 ราย ให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ตรวจสอบความเคลื่อนไหวทางการเงินหรือธุรกรรมทางการเงิน (เส้นทางการเงิน) โดยทั้ง 34 ราย แต่ละรายมีสินทรัพย์รวมเกินกว่า 100 ล้านบาท และประกอบธุรกิจตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจเกี่ยวข้องกับอสังหาริมทรัพย์

         ผู้กระทำผิดจะต้องได้รับโทษ คือ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของบุคคลต่างด้าว พ.ศ.2542 ตามมาตรา 36 กรณีคนไทยที่ให้ความช่วยเหลือสนับสนุนคนต่างด้าวให้กระทำความผิด และมาตรา 37 กรณีคนต่างด้าวที่ประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต โทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือ ปรับตั้งแต่ 100,000-1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ โดยหากฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามคำสั่งศาลต้องระวางโทษปรับรายวัน วันละ 10,000-50,000 บาท จนกว่าจะเลิกฝ่าฝืน

         ทั้งนี้ กรมฯ กำลังดำเนินการสแกนนิติบุคคลกลุ่มจังหวัดท่องเที่ยวอื่นๆ เช่น จ.ชลบุรี จ.เชียงใหม่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ จ.ภูเก็ต จ.กระบี่ จ.พังงา ฯลฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเสี่ยงและโอกาสที่จะเข้าข่ายการประกอบธุรกิจในลักษณะนอมินี โดยเฉพาะธุรกิจที่มีชาวต่างชาติร่วมลงทุนทั้ง 1) ต่างชาติถือหุ้นตั้งแต่ 50% ขึ้นไป และ 2) ต่างชาติถือหุ้น 0.01 – 49.99% ซึ่งกรมฯ และหน่วยงานพันธมิตรจะเร่งเดินหน้าเชิงรุกเพื่อปราบปรามนอมินีทั้งชาวต่างชาติและชาวไทยให้หมดสิ้นไปในทุกๆ พื้นที่ และทุกประเภทธุรกิจ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการไทย และลดความเหลื่อมล้ำในการประกอบธุรกิจ โดยขอความร่วมมือหน่วยงานพันธมิตรที่เกี่ยวข้องที่ได้ร่วมลงนาม MOU ที่ผ่านมา ขอให้จับมือกันอย่างเหนียวแน่นเพื่อร่วมกันเปิดปฏิบัติการทลายนอมินีบน ‘เกาะพะงันและเกาะสมุย’ โดยร่วมแรงร่วมใจใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายของแต่ละหน่วยงานมาบังคับใช้อย่างเข้มงวดและจริงจัง เพื่อร่วมกันเปลี่ยน ‘การค้าการลงทุนที่ไม่ถูกต้อง ให้เป็นสิ่งที่ถูกต้อง’ และเปลี่ยนจาก ‘การอำพราง’ ให้กลายเป็น ‘ความโปร่งใส’ ” อธิบดีพูนพงษ์ฯ  กล่าวทิ้งท้าย

    #SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์
     
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/475335&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Lc8gl8H8HUMBHWbbgqUFV