Blog

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 5 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 5 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    เกาะติดประเด็นร้อน 5 ก.ย. 2569: เปิดตัว “คุยกับ ครม. อนุทิน” เคลียร์ปฏิรูปรัฐ-กกร. ขยับเป้า GDP รับส่งออกฟื้น ท่ามกลางกระแสโซเชียลถกปม “เสาร์ 5”

    เริ่มต้นเช้าวันเสาร์ที่ 5 กันยายน 2569 ด้วยประเด็นข่าวรอบด้านที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง ตั้งแต่การปรับตัวครั้งสำคัญในช่องทางการสื่อสารของรัฐบาลเพื่อชี้แจงนโยบายตรงถึงประชาชน ทิศทางเศรษฐกิจไทยและเวทีลงทุนครั้งใหญ่ส่งท้ายปี ไปจนถึงกระแสสังคม วิถีสายมู และเหตุการณ์สำคัญระดับนานาชาติที่เกิดขึ้นในวันนี้

    ดีเดย์เปิดตัว “คุยกับ ครม. อนุทิน” นัดแรกปูพรมปฏิรูประบบราชการ

    เปิดตัวรายการสื่อสารนโยบายตรงสู่ประชาชน: รัฐบาลเปิดตัวรายการใหม่ “คุยกับ ครม. อนุทิน” ประเดิมออกอากาศเทปแรกในวันเสาร์ที่ 5 กันยายนนี้ เวลา 09.05 น. โดยมี นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย มาร่วมชี้แจงประเด็น “การปฏิรูประบบราชการ” เน้นย้ำการปรับลดขั้นตอนซับซ้อน เพิ่มความคล่องตัว และยกระดับบริการประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม รับชมได้ทางโทรทัศน์ NBT, MCOT HD, ททบ.5, ช่องทางออนไลน์ NBT Connext และเพจไทยคู่ฟ้า

    ปมกฎหมายทูลเกล้าฯ ประธาน กสทช. ยังฉลุย: ฝ่ายกฎหมายเกาะติดกรณีคำสั่งศาลปกครองสูงสุดเกี่ยวกับการเสนอทูลเกล้าฯ ให้ประธาน กสทช. พ้นจากตำแหน่ง โดยนายปกรณ์ยืนยันว่าขั้นตอนทุกอย่างยังเป็นไปตามกรอบกฎหมายและไม่ได้รับผลกระทบ

    รัฐมนตรีลงพื้นที่-ฝ่ายค้านเกาะติดเข้ม: แกนนำพรรคร่วมรัฐบาลและรัฐมนตรีอาศัยวันหยุดลงพื้นที่ภูมิภาคเพื่อรับฟังปัญหาประชาชน ขณะที่ฝ่ายค้านและองค์กรอิสระยังคงเดินหน้าตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตามวาระปกติ

    กกร. อัปเป้า GDP รับส่งออกโต-ตลาดทุนเปิดสัมมนาใหญ่สแกนพอร์ต

    กกร. ปรับคาดการณ์ GDP ปี 2569 ขึ้น: คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ไทยปี 2569 ขึ้นมาอยู่ที่ 2.1 – 2.5% โดยได้รับปัจจัยหนุนสำคัญจากการฟื้นตัวของภาคการส่งออก อย่างไรก็ตาม ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กดดันให้ราคาน้ำมันดิบโลกแตะ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนพลังงานในประเทศ

    สัมมนาใหญ่ตลาดหลักทรัพย์ฯ รับมือความผันผวน: ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จัดงานสัมมนาใหญ่ GLOBLEX Wealth & Investment Forum 2026 ภายใต้ธีม “เปิดเกมลงทุนครึ่งปีหลัง” ณ ห้องประชุม B603 เพื่อวางกลยุทธ์และวิเคราะห์ตลาดหุ้นไทย

    จับตาสัญญาณดอกเบี้ยเฟด (FED): ตลาดการเงินโลกเฝ้ารอดูตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ทั้งดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิต และตัวเลขตำแหน่งงานว่างเปิดใหม่ (JOLTS) เพื่อคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ

    ถกปม “เสาร์ 5” และวันสำคัญสากล
    ไขข้อข้องใจ ไม่ใช่ “เสาร์ 5” ของจริง: เกิดกระแสแชร์ข้อมูลทางโซเชียลมีเดียว่า วันเสาร์ที่ 5 ก.ย. 69 เป็นวันแรงหรือ “เสาร์ 5” ล่าสุดนักโหราศาสตร์ชี้แจงแก้ไขความเข้าใจผิดว่า แม้จะเป็นวันเสาร์ที่ 5 แต่ทางจันทรคติตรงกับ แรม 8 ค่ำ เดือน 9 จึงไม่เข้าเกณฑ์ “เสาร์ 5” (ซึ่งตามเกณฑ์ต้องเป็นขึ้น/แรม 5 ค่ำ เดือน 5 เท่านั้น)

    ร่วมรำลึก “วันการกุศลสากล”: วันที่ 5 กันยายน ถือเป็น วันการกุศลสากล (International Day of Charity 2026) ของสหประชาชาติ เพื่อระลึกถึงวันครบรอบการเสียชีวิตของแม่ชีเทเรซา นอกจากนี้ยังตรงกับวันเปิดภาคเรียนแห่งชาติของเวียดนาม และวันครูแห่งชาติของอินเดียอีกด้วย

    เชียร์สด “แสตมป์ แฟร์เท็กซ์” – เตือนดับไฟชั่วคราว

    ONE Fight Night 47 คึกคัก: แฟนกีฬาสปอร์ตโซเชียลร่วมลุ้นไปกับการคืนสังเวียนมวยไทยของ “แสตมป์ แฟร์เท็กซ์” ในศึกมวยระดับโลก ONE Fight Night 47 สดจากเวทีลุมพินี ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป

    กฟน. แจ้งดับกระแสไฟฟ้าชั่วคราว 17 จุด: การไฟฟ้านครหลวงแจ้งดับไฟเพื่อปรับปรุงระบบจ่ายไฟฟ้าในกรุงเทพฯ นนทบุรี และสมุทรปราการ เช่น บริเวณถนนลาดพร้าว, ซอยอรุณอัมรินทร์ 4, ย่านบางรักน้อย และถนนปทุมธานี-บางเลน จึงขอให้ประชาชนเตรียมความพร้อมรับมือ

    นับเป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ที่เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวรอบด้าน ประชาชนควรเกาะติดข่าวสารการปฏิรูประบบราชการเพื่อสิทธิประโยชน์ของตนเอง วางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบท่ามกลางความผันผวนของต้นทุนพลังงานโลก และเตรียมรับมือกับแผนงานปรับปรุงระบบสาธารณูปโภคในพื้นที่ของท่านอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/319486&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17GAg6j_gYoEXUs3FfmfjE

  • หมดเกลี้ยง “พันธบัตรออมพลัส” ครั้งที่ 2 “คลัง” เผย เตรียมเปิดจองอีกรอบ 7-9 ก.ย. นี้

    หมดเกลี้ยง “พันธบัตรออมพลัส” ครั้งที่ 2 “คลัง” เผย เตรียมเปิดจองอีกรอบ 7-9 ก.ย. นี้

    วันนี้ (4 ก.ย.2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า การจำหน่าย พันธบัตรออมพลัส ครั้งที่ 2 ในวันแรก (4 ก.ย.2569) ผ่านวอลเล็ต สบม. บนแอปพลิเคชัน เป๋าตัง ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชน

    โดยในครั้งนี้กระทรวงการคลัง ปรับลดเงื่อนไขการจองซื้อขั้นสูงต่อครั้งเป็นไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อครั้ง จากเดิม 3 ล้านบาทต่อครั้ง เพื่อกระจายการถือครองพันธบัตรให้กับผู้ลงทุน ส่งผลให้มีผู้ซื้อรวมทั้งสิ้น 3,157 คน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการจำหน่ายครั้งก่อนที่มีผู้ซื้อทั้งหมด 1,590 คน โดยสามารถจำหน่ายครบเต็มวงเงิน 2,000 ล้านบาท แบ่งเป็น

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง

    • พันธบัตรออมพลัส รุ่นอายุ 3 ปี: ผู้ซื้อ 540 คน มูลค่ารวม 250,953,200 บาท

    • พันธบัตรออมพลัส รุ่นอายุ 10 ปี: ผู้ซื้อ 2,617 คน มูลค่ารวม 1,749,046,800 บาท

    สำหรับผู้ที่ซื้อผ่านแอปเป๋าตังไม่ทัน สามารถจองซื้อผ่านช่องทาง Bond Connect วงเงินจำหน่าย 2,000 ล้านบาท โดยสามารถจองซื้อได้ผ่านธนาคารพาณิชย์ และบริษัทหลักทรัพย์ที่เข้าร่วมทั้ง 24 แห่ง และผ่านแอปพลิเคชัน Streaming เริ่มต้นจองซื้อขั้นต่ำเพียง 1,000 บาท โดยจะใช้วิธีการจัดสรรแบบ Small Lot Firstคือ การทยอยจัดสรรให้ผู้จองซื้อทุกรายครั้งละ 1,000 บาท จนกว่าจะครบวงเงินจำหน่าย กล่าวคือ ผู้ที่จองซื้อทุกรายจะได้เป็นเจ้าของพันธบัตรออมพลัสอย่างแน่นอน

    โดยกระทรวงคลัง จะเปิดจองซื้อได้ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ของวันจันทร์ที่ 7 ก.ย.2569 จนถึงเวลา 15.00 น. ของวันพุธที่ 9 ก.ย.2569 และประกาศผลการจัดสรรในวันพฤหัสบดีที่ 10 ก.ย.2569 และคืนเงินส่วนที่ไม่ได้รับการจัดสรร (กรณีได้รับไม่ครบตามที่จองซื้อ) ในวันเดียวกัน

    อ่านข่าว:

    เงินบาทสัปดาห์นี้ 32.80-33.35 กรุงศรีฯเผยตลาดจับตาตัวเลขจ้างงานสหรัฐฯ

    หุ้นโลกพักฐาน รับยีลด์–น้ำมันพุ่ง แนะทยอยสะสมเทคฯ-ทองคำ

    “เงินบาท” แข็งค่าสุดรอบ 2 เดือน ซื้อขายในกรอบ 32.40-33.00

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/557461&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw13tzsdMxnSuMfWTB9ADFKD

  • วิกฤตดาต้าเซ็นเตอร์กลางกรุง เมื่อเทคโนโลยีแลกกับคุณภาพชีวิต

    วิกฤตดาต้าเซ็นเตอร์กลางกรุง เมื่อเทคโนโลยีแลกกับคุณภาพชีวิต

    ⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 20 นาที

    เมื่อการขยายตัวของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนตึกแถวและอาคารพาณิชย์ให้กลายเป็นโรงงานประมวลผลข้อมูล ทว่าการกักตุนเชื้อเพลิงมหาศาลและผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมที่ไร้การควบคุม กำลังสะท้อนความขัดแย้งเชิงโครงสร้างที่ภาครัฐต้องเลือกระหว่างการเปิดรับเม็ดเงินลงทุนกับการคุ้มครองคุณภาพชีวิตของประชาชน

    ชนวนเหตุพระรามเก้าและสัญญาณเตือนภัยใต้พรม

    กลิ่นฉุนรุนแรงของน้ำมันดีเซลที่ลอยคละคลุ้งผสมผสานกับเสียงกระหึ่มความถี่ต่ำยามค่ำคืน ได้สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ประชาชนในย่านพระรามเก้าและห้วยขวางจนนำไปสู่การร้องเรียนระลอกใหญ่ ปัญหาดังกล่าวมีจุดเริ่มต้นมาจากการทดสอบเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินหรือเครื่องเจเนอเรเตอร์ของอาคารศูนย์ข้อมูลที่ตั้งประชิดรั้วบ้านเรือน เหตุการณ์นี้ไม่ได้เป็นเพียงปัญหากระทบกระทั่งระหว่างเพื่อนบ้าน แต่ได้กลายเป็นคดีความทางกฎหมายเมื่อหน่วยงานรัฐเข้าตรวจสอบพื้นที่อย่างละเอียด

    เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานประสานความร่วมมือกับสำนักงานเขตห้วยขวางและกรมธุรกิจพลังงาน ปูพรมตรวจค้นอาคารดังกล่าวจนพบการลักลอบกักเก็บน้ำมันดีเซลสำรองสูงถึงกว่า 200,000 ลิตร เชื้อเพลิงปริมาณมหาศาลนี้ถูกกักเก็บไว้โดยไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 ตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2542 เจ้าหน้าที่จึงดำเนินการแจ้งความดำเนินคดีทันที ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ท่ามกลางกระแสความหวาดผวาของชุมชนต่อความเสี่ยงด้านอัคคีภัย

    ความกังวลยิ่งทวีความตึงเครียดเมื่อเกิดข้อสังเกตและข้อร้องเรียนในโครงการก่อสร้างย่านรามคำแหง 28 ที่อาจมีการจัดเตรียมพื้นที่เพื่อสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงสูงถึง 400,000 ลิตรกลางแหล่งชุมชนหนาแน่น วิกฤตการณ์ที่ปะทุขึ้นต่อเนื่องบีบให้กรุงเทพมหานครต้องขยับตัวอย่างรวดเร็ว โดยนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกคำสั่งด่วนให้ชะลอการออกใบอนุญาตก่อสร้างศูนย์ข้อมูลรายใหม่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครทันที พร้อมทั้งสั่งการร่วมกับกรมธุรกิจพลังงานเข้าตรวจสอบสถานประกอบการที่มีการกักเก็บน้ำมันสำรองไว้ใช้เองทั่วเมืองหลวงจำนวนทั้งสิ้น 56 แห่ง เพื่อสกัดกั้นภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น

    ความจำเป็นทางเทคโนโลยีที่ต้องปักหมุดใจกลางเมือง

    การตั้งคำถามว่าเหตุใดโครงการดาต้าเซ็นเตอร์จึงไม่ย้ายออกไปตั้งอยู่นอกเมืองทั้งหมด จำเป็นต้องมองผ่านโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลยุคใหม่ ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์กำลังเปลี่ยนผ่านจากการฝึกฝนโมเดลขนาดใหญ่ไปสู่การประมวลผลคำสั่งปลายทางหรือเอไออินเฟอเรนซ์ ความต้องการด้านเวลาแฝงต่ำระดับเสี้ยววินาทีกลายเป็นหัวใจสำคัญอย่างยิ่งยวด ระบบธุรกรรมทางการเงิน การตรวจจับทุจริตแบบเรียลไทม์ การแพทย์ทางไกล และระบบควบคุมสัญญาณไฟจราจรอัจฉริยะ ล้วนต้องการความหน่วงในระดับต่ำกว่า 5 ถึง 10 มิลลิวินาที ซึ่งทำให้ศูนย์ข้อมูลปลายทางต้องตั้งอยู่ใกล้กับฐานผู้ใช้งานจริงมากที่สุด

    พื้นที่ใจกลางกรุงเทพมหานครเป็นจุดบรรจบของโครงข่ายท่อร้อยสายเคเบิลใยแก้วนำแสงหลักและเป็นที่ตั้งของจุดแลกเปลี่ยนข้อมูลอินเทอร์เน็ตแห่งชาติอย่าง บีเคเอ็นไอเอ็กซ์ (BKNIX) การตั้งสถานีประมวลผลในย่านเศรษฐกิจช่วยเพิ่มเสถียรภาพและลดอัตราความเสี่ยงจากการขุดเจาะถนนตัดสายสัญญาณระหว่างเมือง อีกทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการประหยัดต้นทุนค่าเช่าโครงข่ายส่งสัญญาณความเร็วสูงได้อย่างมหาศาล

    นอกจากนี้ ปัจจัยด้านการบริหารจัดการวิศวกรรมยังเป็นอีกหนึ่งเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผู้ให้บริการต้องการพื้นที่เขตเมือง เมื่อระบบเซิร์ฟเวอร์หลักเกิดปัญหาขัดข้อง บุคลากรและวิศวกรผู้เชี่ยวชาญสามารถเดินทางเข้าถึงพื้นที่เพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดหรือสับเปลี่ยนชิ้นส่วนฮาร์ดแวร์ได้ภายในเวลาอันสั้น ความได้เปรียบเชิงทำเลที่ตั้งเหล่านี้ทำให้อาคารพาณิชย์และอาคารสำนักงานเก่าในย่านใจกลางเมืองถูกปรับปรุงให้กลายเป็นศูนย์ข้อมูลขนาดกลางอย่างต่อเนื่อง

    ข้อเท็จจริงผลกระทบสิ่งแวดล้อมและภาพลวงตาทางสังคม

    กระแสความตื่นตระหนกของสังคมต่อการแย่งใช้กระแสไฟฟ้าและน้ำประปาได้รับการคลี่คลายผ่านข้อมูลข้อเท็จจริงจากการไฟฟ้านครหลวงและการประปานครหลวง โดยการไฟฟ้านครหลวงชี้แจงว่าศูนย์ข้อมูลในเขตเมืองมีขนาดโหลดไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 8 ถึง 20 เมกะวัตต์ แตกต่างจากโครงการขนาดใหญ่ระดับไฮเปอร์สเกลในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่ใช้ไฟฟ้า 50 ถึง 100 เมกะวัตต์ขึ้นไป ที่สำคัญ กฟน. ใช้ระบบสายส่งเฉพาะหรือเดดิเคตเต็ดฟีดเดอร์ที่ดึงไฟฟ้าแรงสูงตรงจากสถานีย่อย จึงไม่ได้เป็นการแชร์สายเมนร่วมกับบ้านเรือนประชาชน

    ด้านการใช้น้ำเพื่อระบายความร้อน การประปานครหลวงยืนยันว่าศูนย์ข้อมูลในกรุงเทพมหานครส่วนใหญ่เป็นระบบปิดที่มีการใช้น้ำเฉลี่ยเพียง 7,800 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ซึ่งคิดเป็นปริมาณที่น้อยกว่าห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำถึง 30,000 ถึง 40,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน หรือโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ใช้น้ำราว 20,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือนเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ความเชื่อที่ว่าเซิร์ฟเวอร์จะแย่งน้ำกินน้ำใช้ของคนเมืองจึงไม่ตรงกับหลักวิศวกรรมของอาคารประเภทนี้

    อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงทางสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจริงและสัมผัสได้คือมลพิษทางเสียง ความร้อนสะสม และความปลอดภัยจากเชื้อเพลิง คลื่นเสียงความถี่ต่ำจากพัดลมระบายความร้อนและหอหล่อเย็นที่ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงสามารถทะลุผ่านผนังบ้านสร้างความรำคาญเรื้อรังแก่ผู้อยู่อาศัย ขณะที่น้ำมันดีเซลปริมาณหลายแสนลิตรแม้จะมีจุดวาบไฟสูงกว่าน้ำมันเบนซิน แต่หากเกิดเหตุไฟฟ้าลัดวงจร ปริมาณน้ำมันดังกล่าวจะกลายเป็นเชื้อเพลิงวินาศภัยที่ระงับเพลิงได้ยากในตรอกซอยที่คับแคบของเมืองหลวง

    ช่องโหว่กฎหมายและสุญญากาศการกำกับดูแล

    ปัญหาการแทรกตัวของอาคารเซิร์ฟเวอร์เข้าไปประชิดแหล่งชุมชนมีรากเหง้ามาจากสุญญากาศทางกฎหมายสิ่งแวดล้อม พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติยังไม่ได้บรรจุชื่อของโครงการศูนย์ข้อมูลไว้ในบัญชีประเภทโครงการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือรายงานอีไอเอ ช่องโหว่นี้ทำให้โครงการไม่ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบมลพิษทางวิศวกรรมรอบด้าน และตัดสิทธิชุมชนในการมีส่วนร่วมผ่านเวทีรับฟังความคิดเห็นสาธารณะโดยสิ้นเชิง

    ผู้ประกอบการจึงเลี่ยงบาลีด้วยการยื่นขออนุญาตก่อสร้างตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคารในฐานะอาคารพาณิชย์ สำนักงาน หรือคลังสินค้า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นของสำนักงานเขตจึงมีอำนาจตรวจดูได้เพียงโครงสร้าง ความสูง ระยะร่น และจำนวนที่จอดรถตามแบบพิมพ์เขียว แต่ไม่มีอำนาจทางกฎหมายที่จะเข้าไปประเมินผลกระทบเรื่องการแผ่รังสีความร้อน ระดับเสียงรบกวน หรือพฤติกรรมการใช้พลังงานเทียบเท่าโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่

    นอกจากนี้ ผังเมืองรวมกรุงเทพมหานครฉบับปัจจุบันยังขาดการนิยามและกำหนดโซนนิ่งสำหรับศูนย์ข้อมูล ส่งผลให้อาคารที่มีการใช้ไฟฟ้ามหาศาลสามารถแทรกตัวไปอยู่ในพื้นที่สีส้มซึ่งเป็นเขตที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลางได้อย่างเสรี ยิ่งไปกว่านั้น ยังพบรูปแบบการขออนุญาตแบบตัดตอน โดยยื่นขอก่อสร้างโครงสร้างอาคารผ่านไปก่อน แล้วจึงลักลอบขุดเจาะฝังถังน้ำมันขนาดใหญ่ใต้ดินในภายหลังโดยไม่ผ่านการอนุมัติจากกรมธุรกิจพลังงาน

    ถอดบทเรียนสากลและการจัดระเบียบโครงสร้างพื้นฐาน

    เมื่อพิจารณาในระดับสากล ปัจจุบันทั่วโลกมีศูนย์ข้อมูลเปิดให้บริการกว่า 11,000 ถึง 12,000 แห่ง โดยสหรัฐอเมริกามีจำนวนมากที่สุดเกือบครึ่งหนึ่งของโลก ตามมาด้วยเยอรมนี สหราชอาณาจักร และจีน มหานครเทคโนโลยีทั่วโลกต่างเคยเผชิญหน้ากับความขัดแย้งระหว่างศูนย์ข้อมูลและชุมชนเมืองมาแล้วทั้งสิ้น จนนำไปสู่การกำหนดกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดเพื่อสร้างสมดุล ประเทศไทยซึ่งมีดาต้าเซ็นเตอร์เชิงพาณิชย์ราว 50 ถึง 65 แห่ง และกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ ชั้นในถึงกว่า 40 แห่ง จำเป็นต้องเรียนรู้โมเดลเหล่านี้อย่างเร่งด่วน

    สิงคโปร์เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการสั่งระงับการออกใบอนุญาตสร้างศูนย์ข้อมูลใหม่ชั่วคราวนานถึง 3 ปี เพื่อประเมินทรัพยากร ก่อนจะปลดล็อกด้วยการออกโครงการคัดเลือกผู้ประกอบการและบังคับใช้มาตรฐานประสิทธิภาพพลังงานที่เข้มงวด ขณะที่นครแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมนี ได้ออกกฎหมายบังคับให้อาคารเซิร์ฟเวอร์ต้องต่อท่อน้ำร้อนเหลือทิ้งเข้ากับระบบทำความร้อนของเมืองเพื่อส่งน้ำอุ่นไปให้บ้านเรือนชุมชน ด้านเทศมณฑลในรัฐเวอร์จิเนียของสหรัฐฯ ได้กำหนดระยะกันชนห่างจากรั้วบ้านพักอาศัยอย่างน้อย 100 ถึง 150 ฟุต และบังคับตรวจวัดเสียงรบกวนความถี่ต่ำยามค่ำคืนอย่างเคร่งครัด

    แนวโน้มการบริหารจัดการระดับโลกได้ทำการแยกบทบาทโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลออกจากกันอย่างชัดเจน ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่สำหรับการประมวลผลและการเรียนรู้ของโมเดลปัญญาประดิษฐ์จะถูกผลักดันออกไปอยู่นอกเมืองหรือในนิคมอุตสาหกรรมที่มีสายส่งไฟฟ้าแรงสูงรองรับ ส่วนศูนย์ข้อมูลที่จำเป็นต้องอยู่ในเขตเมืองจะต้องถูกจำกัดขนาดการใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 10 ถึง 15 เมกะวัตต์ พร้อมทั้งเปลี่ยนผ่านจากการใช้น้ำมันดีเซลไปสู่ระบบแบตเตอรี่สำรองเพื่อความปลอดภัยสูงสุดของชุมชน

    ทางออกเชิงนโยบายเพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

    สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำเป็นต้องเร่งผลักดันประกาศกำหนดให้ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นโครงการที่ต้องจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้นหรือรายงานอีไอเอเป็นการด่วน โดยใช้เกณฑ์ชี้วัดจากขนาดกำลังไฟฟ้าติดตั้งและปริมาณการกักเก็บสารเคมีหรือเชื้อเพลิงไวไฟ เพื่ออุดช่องว่างทางกฎหมายที่ปล่อยให้อาคารเหล่านี้สวมสิทธิ์เป็นคลังสินค้า การมีกลไกรับฟังความคิดเห็นของประชาชนรอบข้างก่อนออกใบอนุญาตจะช่วยลดความขัดแย้งในสังคมได้อย่างแท้จริง

    ด้านการควบคุมอาคารและผังเมือง กรมโยธาธิการและผังเมืองร่วมกับกรุงเทพมหานครต้องบัญญัตินิยามเฉพาะของศูนย์ข้อมูลลงในกฎหมายผังเมืองฉบับใหม่ มีการกำหนดแนวกันชนที่ปลอดภัยและห้ามการก่อสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในย่านพักอาศัย สถาปัตยกรรมอาคารจะต้องถูกบังคับให้ติดตั้งแผงซับเสียงรอบหอระบายความร้อนและมีระบบจัดการน้ำทิ้งที่ไม่ส่งผลกระทบต่ออุณหภูมิของแหล่งน้ำสาธารณะรอบข้าง

    ในมิติด้านพลังงาน กรมธุรกิจพลังงานและคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานต้องปรับเปลี่ยนระเบียบการสำรองเชื้อเพลิงในเขตเมือง โดยกำหนดให้สำรองน้ำมันฉุกเฉินได้เพียง 8 ถึง 12 ชั่วโมง ควบคู่กับการทำสัญญาขนส่งน้ำมันด่วน แทนการสร้างคลังน้ำมันย่อยหลายแสนลิตรไว้ใต้จมูกคนเมือง พร้อมสนับสนุนให้ผู้ประกอบการหันมาลงทุนในระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่และระบบระบายความร้อนด้วยของเหลว เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศเดินหน้าไปพร้อมกับความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตที่มั่นคงของประชาชน

    #DataCenterกลางเมือง #สิ่งแวดล้อมเมือง #เศรษฐกิจดิจิทัล #ผังเมืองรวม #พลังงานสะอาด #TheReporterAsia

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thereporter.asia/2026/09/data-center-crisis-bangkok/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mUDqheFszYEFPA89p9zdD

  • ITD เปิด 4 งานวิจัย ชี้ ไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ รับมือการค้าโลก

    ITD เปิด 4 งานวิจัย ชี้ ไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ รับมือการค้าโลก

    สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD)  เปิด 4 ผลงานวิจัยประจำปี 2569 ” ระบบโลจิสติกส์ เกษตรยั่งยืน เศรษฐกิจดิจิทัล และระเบียบเศรษฐกิจพิเศษ” ชี้ ไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เชื่อมข้อมูล โครงสร้างพื้นฐาน และกติกาการค้า เพิ่มขีดแข่งขันรับโลกเปลี่ยน

    นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการสถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD เปิดเผยภายหลังการเปิดงาน  “ ITD Research Forum 2026 “Connectivity X Sustainability” ที่โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท ว่า การจัดงานในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเผยแพร่ 4 ผลงานวิจัยประจำปี 2569 ภายใต้ชื่อ “ITD Research Forum 2026” ซึ่งประกอบด้วย

     1.การบูรณาการระบบรางของไทยสู่ระบบโลจิสติกส์เอเชียเพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค

    2.การพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าสินค้าเกษตรไทยเพื่อรองรับแนวโน้มการบริโภคอย่างยั่งยืนในตลาดโลกผ่านระบบ Traceability

    3.แนวทางการปรับตัวของไทยและอาเซียนในกระแสเศรษฐกิจดิจิทัลและสีเขียว โดยเฉพาะการจัดตั้ง Sustainable Data Center

    4.การใช้ประโยชน์ความตกลงระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (SEZ) ของไทย เพื่อให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน สามารถนำไปใช้ประโยชน์จริงในการกำหนดทิศทาง ขับเคลื่อน และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงทางภูมิเศรษฐศาสตร์โลก (Geopolitics) ที่ผันผวน กฎระเบียบการค้ายุคใหม่ที่มุ่งเน้นความยั่งยืน และการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างก้าวกระโดด ทำให้ไทยกำลังเผชิญกับโจทย์ใหญ่ในการเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในเวทีสากล ITD จึงได้ทำการศึกษาวิจัยโครงการระดับชาติ 4 โครงการ เพื่อผลักดันให้ไทยเปลี่ยน “ความได้เปรียบ” ให้เป็น “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” และเชื่อมโยงองค์ประกอบต่าง ๆ ของระบบเศรษฐกิจให้เกิดประโยชน์อย่างทั่วถึงและยั่งยืน รวมทั้งเปลี่ยนจากการเป็นเพียงผู้ขายไปสู่การเป็น “Trusted Partner” หรือพันธมิตรที่ไว้วางใจได้ ซึ่งสามารถร่วมสร้างและเพิ่มมูลค่ากับคู่ค้าได้

    ITD เปิด 4 งานวิจัย ชี้ ไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ รับมือการค้าโลก

    นายสุภกิจ กล่าวว่า งานวิจัยทั้ง 4 เรื่องร่วมกัน จะเห็นว่าไทยจำเป็นต้องสร้างการเชื่อมโยงในหลายมิติ ทั้งพื้นที่ โครงสร้างพื้นฐาน ข้อมูล ผู้ประกอบการ และกติกาการค้า เพื่อเปลี่ยนศักยภาพที่มีอยู่ให้เป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการเปลี่ยนข้อได้เปรียบด้านที่ตั้งให้เป็นข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจ ผ่านการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ ข้อมูล และเครือข่ายโลจิสติกส์ทั้งทางกายภาพ สถาบัน และดิจิทัล

    โดยผลงานวิจัยทั้ง 4 โครงการจัดทำขึ้นเพื่อสนับสนุนหน่วยงานรัฐในการกำหนดนโยบาย และเป็นข้อมูลให้ภาคเอกชนปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก การค้า เทคโนโลยี และโลจิสติกส์ ต่อยอดสู่ประโยชน์ต่อประเทศ ผู้ประกอบการ และประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

    นายวิมล ปั้นคง รองผู้อำนวยการ (วิชาการ) สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) เปิดเผยว่า ผลงานวิจัย 4 เรื่องสะท้อนโจทย์สำคัญที่ไทยต้องเร่งปรับตัวให้ทันบริบทการค้าและเศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง โดยชี้ทั้งโอกาส ข้อจำกัด และแนวทางที่สามารถนำไปใช้ได้จริง ตั้งแต่การพัฒนา Data Center อย่างยั่งยืน การสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าเกษตร การเชื่อมโยงระบบรางกับโลจิสติกส์ภูมิภาค ไปจนถึงการใช้ประโยชน์จาก FTA เพื่อยกระดับ SMEs และกิจกรรมเศรษฐกิจในระเบียงเศรษฐกิจ

    ITD เปิด 4 งานวิจัย ชี้ ไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ รับมือการค้าโลก

    สำหรับงานวิจัยเรื่อง “แนวทางการจัดตั้งและพัฒนา Sustainable Data Center ในไทยและอาเซียน” โดย Data Center เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ จากการขยายตัวของ AI และบริการดิจิทัล โดย IEA ระบุว่า กำลังติดตั้ง Data Center ทั่วโลกอยู่ที่ 114 กิกะวัตต์ในปี 2568 และคาดเพิ่มเป็น 226 กิกะวัตต์ในปี 2573 และ 277 กิกะวัตต์ในปี 2578 ขณะที่ Data Center ใช้พลังงานและทรัพยากรสูง จึงจำเป็นต้องพัฒนาบนหลักความยั่งยืน

    งานวิจัยเสนอให้ไทยพิจารณาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในประเทศควบคู่กับการลงทุน ทั้งการมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการไทย การจ้างงาน การใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ และการกำกับดูแลที่โปร่งใส พร้อมยกระดับข้อกำหนดด้านความยั่งยืนและจัดทำฐานข้อมูล Data Center ที่เปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและตรวจสอบได้

    ส่วนงานวิจัย “Traceability ยกระดับสินค้าเกษตรไทยอย่างยั่งยืน” พบว่า ตลาดโลกให้ความสำคัญกับความปลอดภัย คุณภาพ ความโปร่งใส และความยั่งยืนมากขึ้น ทำให้หลายประเทศนำระบบตรวจสอบย้อนกลับมาเป็นเงื่อนไขการเข้าสู่ตลาด ซึ่งช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ ป้องกันการปลอมแปลง และเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรไทย

    อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีข้อจำกัดจากระบบ Traceability ที่แยกส่วน ข้อมูลระหว่างหน่วยงานไม่สามารถเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนได้เต็มที่ โดยเฉพาะกรณีทุเรียนที่ยังมีปัญหาการเชื่อมข้อมูลกลับไปยังแหล่งผลิต จากการรวบรวมผลผลิตหลายแปลง เอกสารรับรอง และข้อจำกัดด้านทักษะดิจิทัล งานวิจัยจึงเสนอให้จัดทำมาตรฐานข้อมูลกลาง บูรณาการฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน และวางกรอบกฎหมายและกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าไทยในตลาดโลก

    ขณะที่งานวิจัย “การบูรณาการระบบรางของไทยสู่ระบบโลจิสติกส์เอเชีย เพื่อยกระดับความสามารถการแข่งขันในห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค” ระบุว่า ไทยมีข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ในฐานะจุดเชื่อมอาเซียน จีน อินเดีย และเอเชียใต้ แต่จะเปลี่ยนข้อได้เปรียบดังกล่าวเป็นประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้ ต้องเชื่อมโยงระบบราง ถนน ท่าเรือ ศุลกากร และกฎระเบียบข้ามแดนให้ต่อเนื่อง พร้อมลดต้นทุนขนส่งและพัฒนาระบบนิเวศโลจิสติกส์แบบบูรณาการ

    นอกจากนี้ ควรส่งเสริม Inclusive Growth เพื่อกระจายรายได้จากการค้าและการลงทุนสู่ท้องถิ่นตามแนวเส้นทางรถไฟ ยกระดับเศรษฐกิจไทยและสร้างการเติบโตร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างยั่งยืน

    งานวิจัยด้านการใช้ประโยชน์จากความตกลงระหว่างประเทศเพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษของไทย พบว่า SMEs ยังใช้ประโยชน์จาก FTA ได้ไม่เต็มที่ โดยมีข้อจำกัดทั้งกฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้าและมาตรฐานของประเทศคู่ค้า ขณะที่กิจกรรมเศรษฐกิจจำนวนมากยังอยู่ในขั้นกลางน้ำซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มต่ำ

    ข้อเสนอสำคัญคือ ปรับบทบาทระเบียงเศรษฐกิจจากฐานการผลิตและประกอบ ไปสู่การเป็นเจ้าของมูลค่าเพิ่มมากขึ้น ทั้งกิจกรรมต้นน้ำ เช่น วิจัยและพัฒนา การออกแบบ และกิจกรรมปลายน้ำ เช่น การสร้างแบรนด์และการตลาด พร้อมใช้เครื่องมือเชิงพื้นที่ เช่น FTA Clinic ช่วยผู้ประกอบการใช้สิทธิประโยชน์จาก FTA ได้จริง รวมถึงส่งเสริมการจับคู่ธุรกิจระหว่างรายใหญ่กับ SMEs และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1250489&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Dqck6TDFSvJkSOd5I6AWa

  • ต่างชาติลงทุน ‘ไทย’ 90% คือ ดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วน ‘เวียดนาม’ ต่างชาติเน้นลงทุนภาคการผลิต จ้างคนเยอะ-ซื้อของในประเทศ

    ต่างชาติลงทุน ‘ไทย’ 90% คือ ดาต้าเซ็นเตอร์ ส่วน ‘เวียดนาม’ ต่างชาติเน้นลงทุนภาคการผลิต จ้างคนเยอะ-ซื้อของในประเทศ

    เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ หรือ ‘FDI’ อาจดูเหมือนเป็นตัวชี้วัดว่า ใครสามารถดึงเงินเข้าประเทศได้มากกว่า

    แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เงินลงทุนเหล่านั้นเข้าไปอยู่ในภาคธุรกิจใด เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในประเทศอย่างไร และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มต่อได้มากแค่ไหน

    เมื่อมองไปที่ ‘ไทย’ และ ‘เวียดนาม’ จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

    ‘เวียดนาม’ นับเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการดึงดูด FDI ในภูมิภาคอาเซียน โดยมูลค่า FDI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์ฯ หรือเกือบ 2.6 แสนล้านบาทในปี 2553 มาอยู่ที่ราว 7.14 แสนล้านบาทในปี 2568

    ขณะที่ ‘ไทย’ มีมูลค่า FDI สูงเกือบ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ หรือเกือบ 6.17 แสนล้านบาทในปี 2568 แต่การเติบโตมีความผันผวนมากกว่า โดยเฉพาะในปี 2563 ที่โควิด-19 ระบาด ไทยเจอกับการไหลออกของเงินทุนจากการขายกิจการในภาคค้าปลีก

    เวียดนามใช้ FDI สร้างฐานการผลิต

    ในไตรมาสที่ 1/2569 เวียดนามมี FDI ในรูปทุนจดทะเบียนอยู่ที่ประมาณ 4.93 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกว่า 60% ของเงินลงทุนดังกล่าวอยู่ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าเทคโนโลยี

    โครงสร้างการลงทุนดังกล่าวมีส่วนช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจเวียดนามในระยะยาว ทั้งผ่านการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาซัพพลายเชนภายในประเทศ

    นอกจากนี้ เวียดนามยังเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกของบริษัทข้ามชาติ ทำให้ธุรกิจในประเทศมีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ บรรจุภัณฑ์ ส่วนประกอบและวัตถุดิบพลาสติก อาหารและเครื่องดื่ม คลังสินค้า และโลจิสติกส์

    จุดแข็งของเวียดนามจึงไม่ได้อยู่แค่การมีโรงงานหรือเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา แต่ยังอยู่ที่การเชื่อมโยงเงินลงทุนเหล่านั้นเข้ากับกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ด้วย

    ไทยกำลังโตแรงจาก ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’

    ขณะที่ FDI ของไทยในช่วงที่ผ่านมาเติบโตขึ้นจากธุรกิจดิจิทัลเป็นหลัก ในไตรมาสที่ 1/2569 ไทยมีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติสูงถึง 9.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 273% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

    แต่เมื่อดูรายละเอียดจะพบว่า กว่า 90% ของมูลค่าการลงทุนที่ขอรับการส่งเสริมดังกล่าวกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สะท้อนศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค ท่ามกลางความต้องการลงทุนด้าน AI การประมวลผลแบบคลาวด์ และบริการดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก

    การลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์จึงเป็นโอกาสสำคัญของไทย เพราะช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต แต่เม็ดเงินลงทุนจำนวนมากก็ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในประเทศได้มากในสัดส่วนเดียวกัน

    ‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ มองว่า แม้ดาต้าเซ็นเตอร์จะสร้างเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก แต่ผลทางตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจำกัดกว่าภาคการผลิต เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์จากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ขณะที่การจ้างงานทางตรงมีค่อนข้างจำกัด และเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในประเทศน้อยกว่าภาคการผลิต

    ประเด็นคือ ไทยจะทำอย่างไรให้เงินลงทุนก้อนใหญ่ที่กำลังเข้ามา สามารถสร้างผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้างได้มากขึ้น

    นอกจากเป็นฐานผลิต ทำไมเวียดนามถึงน่าสนใจ?

    นอกจากโครงสร้าง FDI แล้ว ‘เวียดนาม’ ยังมีปัจจัยอีกด้านที่ดึงดูดธุรกิจ นั่นคือขนาดตลาดและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ข้อมูลจาก ‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ ระบุว่า เวียดนามมีประชากรราว 102 ล้านคน มากกว่าไทยที่มีประมาณ 66 ล้านคน ขณะที่การเติบโตของ GDP เฉลี่ยในช่วงปี 2567-2568 อยู่ที่ 7.5% เทียบกับไทยที่ 2.7%

    ตัวเลขดังกล่าวทำให้เวียดนามมีศักยภาพในฐานะตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพและความงาม รวมถึงบริการที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และสังคมเมือง

    แต่ขนาดตลาดที่ใหญ่กว่าไม่ได้หมายความว่าโอกาสจะเหมือนกันทุกกลุ่ม เพราะ GDP ต่อหัวของเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 14,000 บาทต่อเดือน เทียบกับไทยที่ประมาณ 22,000 บาทต่อเดือน หรือต่ำกว่าราว 40%

    ผู้บริโภคเวียดนามจึงให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า และพฤติกรรมการบริโภคก็แตกต่างกันระหว่างพื้นที่อย่างฮานอย โฮจิมินห์ และเมืองอื่นๆ สินค้าไทยอาจมีแต้มต่อด้านคุณภาพและภาพลักษณ์ แต่การเข้าไปทำตลาดก็ต้องปรับราคา ขนาดบรรจุภัณฑ์ และช่องทางจำหน่ายให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม

    พูดอีกอย่างคือ เวียดนามยังเป็นตลาดผู้บริโภคที่ธุรกิจไทยสามารถเข้าไปหาโอกาสใหม่ได้ เพียงแต่ต้องเข้าใจว่าตลาดนี้มีโครงสร้างและกำลังซื้อแตกต่างจากไทย

    ‘เครือข่ายความตกลงการค้าเสรี’ อีกแต้มต่อของเวียดนาม

    อีกปัจจัยที่ทำให้เวียดนามน่าสนใจในฐานะฐานการผลิตคือ เครือข่ายความตกลงการค้าเสรี หรือ ‘FTA’ 

    โดย ‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ ระบุว่า เวียดนามมี FTA รวม 17 ฉบับ ครอบคลุมมากกว่า 50 ประเทศและตลาดทั่วโลก โดยมีทั้ง CPTPP ความตกลงกับสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร รวมถึง RCEP และความตกลงภายใต้กรอบอาเซียน

    เครือข่าย FTA เหล่านี้ทำให้เวียดนามไม่ได้เป็นเพียงตลาดปลายทางสำหรับบริษัทต่างชาติ แต่ยังสามารถเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดอื่นๆ ที่ไทยยังไม่มี FTA โดยตรงได้

    สำหรับบริษัทไทย นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่การเข้าไปลงทุนในเวียดนามอาจไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อขายสินค้าให้คนเวียดนามเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้เวียดนามเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนเพื่อส่งออกไปยังตลาดโลกได้ด้วย

    แต่การมี FTA ไม่ได้หมายความว่าสินค้าที่ผลิตในเวียดนามจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยอัตโนมัติ เพราะยังต้องเป็นไปตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าและมาตรฐานของแต่ละตลาด 

    ดังนั้น หากบริษัทต้องการใช้เวียดนามเป็นฐานส่งออก การออกแบบแหล่งวัตถุดิบและกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับเงื่อนไขเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดตั้งแต่ต้น

    โจทย์ของไทยคือ ทำอย่างไรให้ FDI สร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น

    เมื่อกลับมามองประเทศไทย ความท้าทายไม่ใช่การพยายามทำให้ FDI ของไทยมีโครงสร้างเหมือนเวียดนามทั้งหมด เพราะไทยเองก็มีโอกาสจากการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่

    ‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ มองว่า ความท้าทายของไทยคือ การทำให้การลงทุนดังกล่าวเชื่อมต่อไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นได้มากขึ้น โดยเฉพาะภาคการผลิต

    หนึ่งในตัวอย่างคือ การนำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไปสนับสนุนโรงงานอัจฉริยะ หรือ ‘Smart Factory’ ระบบอัตโนมัติ และการใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพ สร้างความต้องการแรงงานทักษะสูง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    หากทำได้ การลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ก็จะไม่ได้จบอยู่ที่การสร้างศูนย์ประมวลผลข้อมูล และการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ แต่สามารถกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ธุรกิจไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ Digital Transformation และเปิดทางให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น

    ท้ายที่สุดแล้ว โจทย์ของไทยคือการต่อยอดจุดแข็งของตัวเอง เปลี่ยนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้เชื่อมต่อกับภาคการผลิต เทคโนโลยี และธุรกิจอื่นๆ เพื่อให้ FDI ไม่ได้วัดกันแค่ ‘เงินที่เข้าประเทศ’ แต่รวมถึง ‘มูลค่า’ ที่ประเทศ ‘สร้าง’ ต่อจากเงินก้อนนั้นด้วย

    หมายเหตุ: ตัวเลขของไทยและเวียดนามในไตรมาสที่ 1/2569 เป็นข้อมูลคนละฐานกัน โดยฝั่งไทยเป็นมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติที่ยื่นต่อ BOI ส่วนฝั่งเวียดนามเป็นมูลค่า FDI ในรูปทุนจดทะเบียน จึงควรใช้เพื่อดูแนวโน้มและโครงสร้างการลงทุน มากกว่านำตัวเลขมาเปรียบเทียบกันโดยตรง

    ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, Ministry of Planning and Investment (Vietnam), BOI (Thailand) โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ = 32.458 บาท

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/thailand-and-vietnam-diverge-on-foreign-direct-investment-paths/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F5zKxNfmnVsLF0AyYSpKB

  • เปิดจองเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 60 ปีธ.ก.ส.  จำนวน 2.5 แสนเหรียญ แลกซื้อ 1 พ.ย.69

    เปิดจองเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 60 ปีธ.ก.ส. จำนวน 2.5 แสนเหรียญ แลกซื้อ 1 พ.ย.69

    วันนี้ ( 4 ก.ย.2569) นายฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า การจัดทำเหรียญกษาปณ์ที่ระลึกครบ 60 ปี ธ.ก.ส. ในวันที่ 1 พ.ย. 2569 เพื่อน้อมรำลึกและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนารถบพิตร ที่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าให้มีการจัดตั้งธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร

    เปิดจองเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 60 ปีธ.ก.ส.  จำนวน 2.5 แสนเหรียญ แลกซื้อ 1 พ.ย.69

    เปิดจองเหรียญกษาปณ์ที่ระลึก 60 ปีธ.ก.ส. จำนวน 2.5 แสนเหรียญ แลกซื้อ 1 พ.ย.69

    เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่เกษตรกร กลุ่มเกษตรกรหรือสหกรณ์การเกษตรและการพัฒนาภาคการเกษตรสู่ความยั่งยืน เมื่อ พ.ศ.2509 และพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ทรงสานต่อการส่งเสริมพัฒนาด้านการเกษตรอันเป็นรากฐานที่สำคัญของประเทศ และเพื่อเผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณของทั้ง 2 พระองค์ให้เป็นที่ประจักษ์

    ทั้งนี้ เหรียญกษาปณ์ดังกล่าว เป็นโลหะสีขาวคิวโปรนิกเกิล ลักษณะเป็นรูปกลม ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3.2 เซนติเมตร ประเภทธรรมดา ด้านหน้าเป็นพระรูปพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนารถบพิตร และพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านหลังเป็นข้อความ “60 ปี ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร”และโลโก้ ธ.ก.ส. ราคาหน้าเหรียญ 20 บาท จำนวนที่จัดทำ 250,000 เหรียญ

    ในส่วนของ ธ.ก.ส. ได้สิทธิ์ขอจ่ายแลกจำนวน 100,000 เหรียญ เพื่อส่งมอบเป็นที่ระลึกในโอกาสครบรอบ 60 ปี ธ.ก.ส. ให้แก่ บุคลากรของธนาคารทั่วประเทศ หัวหน้ากลุ่มเกษตรกร รวมถึงผู้มีอุปการคุณในการสนับสนุนการดำเนินงานและกิจกรรมต่าง ๆ ของธนาคาร โดยเหรียญอีกส่วนหนึ่งกรมธนารักษ์จะเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปแลกซื้อหรือสั่งจองในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป

    อ่านข่าว:

    ธนารักษ์เปิดแลกเหรียญที่ระลึก 100 ปี วันสวรรคต รัชกาลที่ 6 เริ่ม 31 ส.ค.นี้

    เปิดตัว “Treasury Coin Market” ระบบประมูลเหรียญกษาปณ์ออนไลน์ครั้งแรกของไทย

    กรมธนารักษ์เปิดประมูล เหรียญกษาปณ์หายาก เริ่ม 24 ส.ค.69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/557462&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01Y-9mD5eM3tV7S12hf0NL

  • เจาะลึก BRN เปลี่ยนเกม! ยุทธวิธีใหม่ป่วนชายแดนใต้ ทุบเศรษฐกิจ | SEE TRUE EXCLUESIVE

    เจาะลึก BRN เปลี่ยนเกม! ยุทธวิธีใหม่ป่วนชายแดนใต้ ทุบเศรษฐกิจ | SEE TRUE EXCLUESIVE

    5 ก.ย. 2569 01:11 น.

    ตอบทุกคำถาม วิเคราะห์ทุกเหตุการณ์ “ไฟใต้” แบบเจาะลึก “ขุน” วรวรรธน์ ขุนทอง บรรณาธิการข่าวสืบสวนสอบสวน See True บินด่วนลงพื้นที่ สัมภาษณ์พิเศษ พล.ร.ต.สมเกียรติ ผลประยูร อดีตเลขาธิการ ศอ.บต. ถอดรหัสเบื้องหลังสถานการณ์ชายแดนใต้ที่กลับมาปะทุ พร้อมชี้ 3 ปัจจัยเร่งด่วนที่ภาครัฐต้องเร่งแก้ไข จากมุมมองของอดีตผู้ปฏิบัติงานซึ่งมีประสบการณ์ตรงในพื้นที่ เจาะจุดอ่อนด้านการข่าว เปรียบเทียบยุทธวิธีของกลุ่ม BRN ในอดีตกับปัจจุบัน วิเคราะห์สาเหตุที่ภาครัฐกำลังสูญเสียมวลชน และประเมินความเสี่ยงที่สถานการณ์อาจทวีความรุนแรงขึ้น ท่ามกลางข้อเรียกร้องเรื่องการปกครองตนเอง เหตุใดไฟใต้จึงกลับมาร้อนแรง? รัฐพลาดตรงไหน? และทางออกที่ต้องเร่งทำก่อนสถานการณ์บานปลายคืออะไร ติดตามคำตอบได้ในบทสัมภาษณ์พิเศษนี้ #ไฟใต้ #ชายแดนใต้ #BRN #สถานการณ์ภาคใต้ #SEETRUE #SEETRUEEXCLUESIVE #ข่าวไทยรัฐ —————————————————– 🔔 กด Subscribe ติดตาม & กดกระดิ่งได้ที่ : https://bit.ly/3J2YF7v 💚 สมัครสมาชิกเเฟนข่าวไทยรัฐ : https://bit.ly/4jhFaZ6 . ยินดีต้อนรับแฟนข่าวสู่ Thairath News – ข่าวไทยรัฐ สำนักข่าวอันดับ 1 ของไทย ช่องทางสำหรับแฟนข่าวเพื่อรับชมข่าวแบบสด ๆ เกาะติดสถานการณ์ปัจจุบันและติดตามประเด็นข่าวย้อนหลังได้ตลอด 24 ชม. รับชมสดและย้อนหลังได้ทุกที่ ทุกเวลา ทาง YouTube และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของเรา #ไทยรัฐ #ข่าวไทยรัฐ #ไทยรัฐทีวี #Thairath #Thairathnews #THAIRATHTV

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/video/video/1189296&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mtH41Flcgu6dOmxOfSUME

  • สรุปราคาทองคำ 4 ก.ย.2569 ปิดตลาด +500 ผันผวน 19 ครั้ง

    สรุปราคาทองคำ 4 ก.ย.2569 ปิดตลาด +500 ผันผวน 19 ครั้ง

    วันนี้ (4 ก.ย.2569) “ฮั่วเซ่งเฮง” เผยทองโลกปรับตัวขึ้น จากดัชนีเงินดอลลาร์ ทรงตัว บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 และ 30 ปี มีแนวโน้มย่อตัวลงพร้อมกัน หลังจาก นายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า สนับสนุนให้เฟดคงอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากภาษีนำเข้าและราคาพลังงานที่สูงขึ้น ยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาคส่วนอื่น ๆ ของเศรษฐกิจมากนัก ซึ่งปัจจัยดังกล่าวได้หนุนให้ FedWatch Tool ของ CME Group ปรับตัวลงต่อเนื่อง เกือบจะ 50/50 แล้วว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย หรือคงดอกเบี้ย จากเดิมที่เคยคาดว่าจะขึ้นดอกเบี้ยเกิน 60%

    อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงจับตาตัวเลขการจ้างงาน นอกภาคการเกษตรคืนนี้ที่มีโอกาสทรงตัว / มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ หากอ้างอิงจากการประชุม FOMC เมื่อวันที่ 28 ก.ค. ที่เผยว่า การจ้างงานยังคงมีเสถียรภาพ และความกังวลเรื่อง AI จะทำให้เกิดการเลิกจ้างเป็นวงกว้าง

    ยังไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน แต่กลับมีความต้องการแรงงานทักษะสูงในสายที่เกี่ยวข้องกับ AI เพิ่มขึ้น เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างเครื่องกล และวิศวกร ส่งผลให้ค่าจ้างกลุ่มนี้ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่น ส่วนแรงงานที่ถูก AI เข้ามาแทนที่กลับมีเพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งปัจจัยนี้อาจกดดันให้ทองลงได้ หากตัวเลขประกาศออกมาแข็งแกร่งจริง

    ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตามวันนี้เวลา 19.30 น. สหรัฐอเมริกา เผยค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมง เทียบรายเดือน / รายปี เดือน ส.ค. การจ้างงานนอกภาคเกษตร เดือน ส.ค. และอัตราการว่างงาน เดือน ส.ค.วิเคราะห์ราคาทองโลกปรับตัวลงหลังทดสอบแนวต้านที่ 4,510 ดอลลาร์ แต่ทว่ายังสามารถยืนเหนือแนวรับที่ 4,415 ดอลลาร์ จึงประเมินว่า ทองโลกยังคงรักษาระดับราคาตามแนวรับ / ต้านดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หากทองโลกหลุดแนวรับถัดไปที่ 4,370 ดอลลาร์ ทองโลกอาจปรับฐานลงต่อเนื่องอีกครั้ง

    สรุปราคาทองคำ วันที่ 4 ก.ย.2569

    ครั้งที่ 19 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 69,450 บาท

    ขายออก บาทละ 69,650 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 68,068.4 บาท

    ขายออก บาทละ 70,450 บาท

    ครั้งที่ 18 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 69,500 บาท

    ขายออก บาทละ 69,700 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 68,113.88 บาท

    ขายออก บาทละ 70,500 บาท

    ครั้งที่ 17 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 69,550 บาท

    ขายออก บาทละ 69,750 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 68,159.36 บาท

    ขายออก บาทละ 70,550 บาท

    ครั้งที่ 16 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 69,600 บาท

    ขายออก บาทละ 69,800 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 68,204.84 บาท

    ขายออก บาทละ 70,600 บาท

    ครั้งที่ 15 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 69,650 บาท

    ขายออก บาทละ 69,850 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 68,250.32 บาท

    ขายออก บาทละ 70,650 บาท

    ครั้งที่ 14 บวก 100 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 69,700 บาท

    ขายออก บาทละ 69,900 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 68,310.96 บาท

    ขายออก บาทละ 70,700 บาท

    ครั้งที่ 13 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 69,600 บาท

    ขายออก บาทละ 69,800 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 68,204.84 บาท

    ขายออก บาทละ 70,600 บาท

    ครั้งที่ 12 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 69,550 บาท

    ขายออก บาทละ 69,750 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 68,159.36 บาท

    ขายออก บาทละ 70,550 บาท

    ครั้งที่ 11 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 69,500 บาท

    ขายออก บาทละ 69,700 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 68,113.88 บาท

    ขายออก บาทละ 70,500 บาท

    ครั้งที่ 10 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 69,450 บาท

    ขายออก บาทละ 69,650 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 68,068.4 บาท

    ขายออก บาทละ 70,450 บาท

    ครั้งที่ 9 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 69,500 บาท

    ขายออก บาทละ 69,700 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 68,113.88 บาท

    ขายออก บาทละ 70,500 บาท

    ครั้งที่ 8 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 69,550 บาท

    ขายออก บาทละ 69,750 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 68,159.36 บาท

    ขายออก บาทละ 70,550 บาท

    ครั้งที่ 7 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 69,500 บาท

    ขายออก บาทละ 69,700 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 68,113.88 บาท

    ขายออก บาทละ 70,500 บาท

    ครั้งที่ 6 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 69,550 บาท

    ขายออก บาทละ 69,750 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 68,159.36 บาท

    ขายออก บาทละ 70,550 บาท

    ครั้งที่ 5 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 69,600 บาท

    ขายออก บาทละ 69,800 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 68,204.84 บาท

    ขายออก บาทละ 70,600 บาท

    ครั้งที่ 4 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 69,550 บาท

    ขายออก บาทละ 69,750 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 68,159.36 บาท

    ขายออก บาทละ 70,550 บาท

    ครั้งที่ 3 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 69,500 บาท

    ขายออก บาทละ 69,700 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 68,113.88 บาท

    ขายออก บาทละ 70,500 บาท

    ครั้งที่ 2 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 69,550 บาท

    ขายออก บาทละ 69,750 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 68,159.36 บาท

    ขายออก บาทละ 70,550 บาท

    ครั้งที่ 1 บวก 650 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 69,600 บาท

    ขายออก บาทละ 69,800 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 68,204.84 บาท

    ขายออก บาทละ 70,600 บาท

    อ่านข่าว:

    สรุปราคาทองคำ 3ก.ย.2569 ปิดตลาด +1,150 ผันผวน 27 ครั้ง

    ราคา “ทองคำ” เช้านี้ +1,150 บาท “รูปพรรณ” ขายออก 70,000 บาท

    สรุปราคาทองคำ 2 ก.ย.2569 ปิดตลาด -1,000 ผันผวน 32 ครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/557456&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07XKlWr51vV3lSw2Ovoo9E

  • มจพ. ลงนาม MOU กับ บ.คาร์บอน อีโค โซลูชั่น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ มุ่งพัฒนา ESG อย่างยั่งยืน | เดลินิวส์

    มจพ. ลงนาม MOU กับ บ.คาร์บอน อีโค โซลูชั่น ขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ มุ่งพัฒนา ESG อย่างยั่งยืน | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ อาคารนวมินทรราชินี มจพ. มีพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ระหว่าง รองศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรชาญ ทองจับ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาเทคโนโลยีเพื่ออุตสาหกรรม มจพ. และ ว่าที่ร้อยตรี ดร.สานนท์ บุญมี ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกรรมการ บริษัท คาร์บอน อีโค โซลูชั่น จำกัด โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ธีรวุฒิ บุณยโสภณ นายกสภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวต้อนรับ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารจากทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยาน

    ข้อตกลงความร่วมมือฉบับนี้มีระยะเวลาดำเนินการ 3 ปี โดยมีผลบังคับใช้ทันทีนับตั้งแต่วันลงนาม มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้เชิงปฏิบัติ การวิจัยและพัฒนา การจัดอบรมหลักสูตรวิชาชีพ และการพัฒนาฐานข้อมูลสารสนเทศ เพื่อยกระดับสมรรถนะบุคลากรทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนทั่วไป ให้สามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    รองศาสตราจารย์ ดร.ฉัตรชาญ ทองจับ เปิดเผยว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการดึงจุดแข็งด้านนวัตกรรมและวิชาการของ มจพ. มาผสานกับประสบการณ์จริงในภาคธุรกิจของบริษัท คาร์บอน อีโค โซลูชั่น จำกัด เพื่อสร้างผลสัมฤทธิ์ที่ลงมือทำได้จริง (Actionable Results) ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย และขับเคลื่อนประเทศสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ (Low-Carbon Economy) ตามแนวทาง ESG อย่างยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6161880/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1RwlhtPcm-h_hBhMAPjpV0

  • ZoomIn: “1% ขึ้นก็ยาก ลงก็ยาก” แช่แข็งดอกเบี้ย ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทยหรือไม่? : อินโฟเควสท์

    ZoomIn: “1% ขึ้นก็ยาก ลงก็ยาก” แช่แข็งดอกเบี้ย ตอบโจทย์เศรษฐกิจไทยหรือไม่? : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกรุงศรี (BAY) เชื่อ กนง.ตรึงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ตลอดทั้งปี 2569 มองโอกาสขึ้น-ลงยากเหตุพื้นที่ทำนโยบายมีจำกัด พร้อมชี้การใช้นโยบายดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวไม่ช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง แนะใช้มาตรการแก้ปัญหาเฉพาะจุด ควบคู่ดึง FDI ยกระดับการแข่งขัน พาเศรษฐกิจไทยพ้นหล่ม”โตต่ำ-โตไม่ทั่วถึง” เก็งเงินบาทช่วงปลายปีแนวโน้มแข็งค่า มองกรอบ 32.25-33.75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

    น.ส.รุ่ง สงวนเรือง ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวางแผนโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY) ประเมินทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยในช่วงที่เหลือของปี 2569 โดยเชื่อว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังตัดสินใจคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดียวกับปัจจุบันที่ 1% ไปตลอดทั้งปีนี้ ซึ่งแม้จะถือว่าอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำหากเทียบกับประเทศอื่น แต่เมื่อมองในบริบทแวดล้อมทางเศรษฐกิจของไทยเองแล้ว ถือว่ามีความเหมาะสม

    “ต้องบอกว่าระดับ 1% จะขึ้นก็อาจจะยาก จะลงจากระดับนี้ ก็ยากเช่นเดียวกัน พื้นที่ในการทำนโยบายค่อนข้างจำกัด แล้วเราก็มองว่าจริง ๆ แล้ว ความท้าทายด้านนโยบายของไทยในระยะถัดจากนี้ อาจจะไม่ได้อยู่ที่ว่าระดับดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่เท่าไร แต่จะอยู่ที่ประสิทธิผลของมาตรการ และนโยบายโครงการต่าง ๆ ที่จะช่วยประคองเศรษฐกิจมากกว่า” น.ส.รุ่ง ระบุ

    อย่างไรก็ดี การประชุม กนง.ในแต่ละครั้ง การตัดสินใจปรับอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นกับทิศทางของเศรษฐกิจ เงินเฟ้อในขณะนั้นว่ามีสัญญาณจะไปในทิศทางใด ซึ่งในระยะหลังนี้ต้องยอมรับว่ามีปัจจัยที่มีความผันผวนค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตลาดพลังงาน และตลาดพันธบัตร นอกจากนี้ ยังมีความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเพิ่มเติม รวมทั้งปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศเศรษฐกิจหลัก ทั้งฝั่งสหรัฐฯ และญี่ปุ่น ซึ่งความผันผวนของปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ ย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะสร้างแรงกระเพื่อมมายังตลาดอัตราแลกเปลี่ยนด้วย

    “เชื่อว่าแบงก์ชาติก็มองว่าระดับดอกเบี้ยที่ 1% ก็ค่อนข้างผ่อนคลายมากแล้ว และปัญหาเชิงโครงสร้าง ไม่สามารถที่จะแก้ไขได้โดยเครื่องมือดอกเบี้ยนโยบาย ก็คือไม่ตอบโจทย์นั่นเอง การลดดอกเบี้ย หรือว่าขึ้นดอกเบี้ยก็ตาม ไม่ได้ทำให้ของถูกลง หรือว่าไม่ได้ทำให้ทักษะแรงงานของไทยพัฒนาขึ้น” น.ส.รุ่ง กล่าว

    พร้อมมองว่า การเลือกใช้มาตรการแก้ปัญหาเฉพาะจุด ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.ได้ออกมาหลายมาตรการแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องแก้หนี้ให้กลุ่มเปราะบาง, การเสริมสภาพคล่องให้กลุ่ม SMEs การเพิ่มผลิตภาพต่าง ๆ เหล่านี้ ถือว่ามีความเหมาะสมมากกว่าการใช้เครื่องมือดอกเบี้ยนโยบายเป็นหลักที่เปรียบเหมือนเป็นการเหวี่ยงแห เพราะไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุดเท่าที่ควร นอกจากนี้ การมีมาตรการทางด้านการคลังเข้ามาช่วยเสริม เช่น โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ที่ช่วยกระตุ้นการบริโภคในประเทศก็เป็นเรื่องดี เพียงแต่เป็นการกระตุ้นระยะสั้นเท่านั้น

    * การยกระดับขีดความสามารถแข่งขัน ช่วยดึงศก.พ้นหล่ม “โตต่ำ โตไม่ทั่วถึง”

    สิ่งที่ประเทศต้องการเห็น คือเรื่องการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ในระยะกลางถึงระยะยาว ดังนั้น มองว่าเรื่องของเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ก็มีส่วนช่วยเสริมได้ เช่น การส่งผ่านความรู้ การพัฒนาทักษะความสามารถต่าง ๆ ของประเทศ เหล่านี้จะทำให้เศรษฐกิจไทยมีโอกาสที่จะหลุดพ้นจากหล่มที่ว่า “โตต่ำ และโตไม่ทั่วถึง” ได้

    น.ส.รุ่ง ยังให้ความเห็นด้วยว่า การเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ไม่ทั่วถึง มี 2 มิติหลัก กล่าวคือ มิติแรก จะเห็นว่า GDP ของไทยที่ประกาศออกมาโดยสภาพัฒน์ ในช่วงครึ่งปีแรกที่เติบโตได้ 2.4% ซึ่งดูเหมือนจะค่อนข้างดีนั้น แต่หากเข้าไปดูองค์ประกอบจะเห็นว่าภาคการลงทุน และภาคส่งออก มีความแข็งแรงมาก เมื่อเทียบกับการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งเผชิญความท้าทายจากต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้น

    ส่วนมิติที่ 2 คือเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อที่ยังมีความเหลื่อมล้ำ กล่าวคือ ถ้าเป็นกลุ่มเปราะบาง, ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) รวมถึงภาคครัวเรือนที่มีรายได้ไม่มากนัก การเข้าถึงสินเชื่อจะทำได้ยากกว่ากลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ หรือกลุ่มครัวเรือนที่มีรายได้สูง

    ดังจะเห็นได้จากข้อมูลสินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ ล่าสุดไตรมาส 2 ปี 2569 ที่ขยายตัวได้ 2.0% ซึ่งเป็นผลจากการขยายตัวของสินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ที่ขยายตัว 6.6% เป็นสำคัญ ในขณะที่สินเชื่อ SMEs และสินเชื่ออุปโภคบริโภค ยังหดตัวต่อเนื่อง โดยในส่วนของสินเชื่อ SMEs หดตัว -4.6% ติดลบต่อเนื่องมาถึง 16 ไตรมาส หรือ 4 ปี ตามความเสี่ยงด้านเครดิตที่ยังอยู่ในระดับสูง

    ส่วนสถานการณ์ภัยแล้ง ซึ่งกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร ที่เป็นสินค้าในหมวดอาหารสด และมีน้ำหนักสำคัญต่อการคำนวณอัตราเงินเฟ้อให้เร่งตัวสูงขึ้นได้ แม้จะเป็นสถานการณ์ชั่วคราวก็ตาม จะทำให้ กนง.ยังสามารถมองข้าม (Look through) เงินเฟ้อที่สูงขึ้นชั่วคราวนี้ไปได้จนถึงระดับไหน ก่อนที่จะตัดสินใจปรับดอกเบี้ยนโยบายนั้น น.ส.รุ่ง ชี้ว่า ความอดทนต่อเงินเฟ้อของผู้ดำเนินนโยบายการเงินก็แตกต่างกันไปตามสถานการณ์ของแต่ละประเทศ ซึ่งของไทยจะมีประเด็นหลัก คือเศรษฐกิจยังคงเติบโตในอัตราต่ำกว่าศักยภาพ อีกทั้งยังเติบโตอย่างไม่ทั่วถึงด้วย ดังนั้น เรื่องของการมองข้ามเงินเฟ้อ เชื่อว่า กนง. น่าจะดูหลายส่วนประกอบกัน และคงจะไม่ได้มีตัวเลขอยู่ในใจว่าเงินเฟ้อต้องสูงถึงเท่าไร หรือเศรษฐกิจไทยขยายตัวไปถึงระดับเท่าใด จึงจะพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย

    “หากย้อนกลับไปดูในรอบหลายปีที่ผ่านมา ศักยภาพการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยลดต่ำลงเรื่อยมา จนในที่สุด แบงก์ชาติบอกว่าอาจจะอยู่ที่ประมาณ 2.7% แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าถ้า 2.7% ปุ๊บ เขาจะต้องขึ้นดอกเบี้ยได้เลยเพื่อที่จะคุมเงินเฟ้อ อาจจะต้องดูหลายอย่างพร้อมกัน ว่า GDP 2.7% สามารถที่จะขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง รวมถึงมีการส่งผ่านเงินเฟ้อไปยังราคาสินค้าและบริการ มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วของค่าจ้างต่าง ๆ เหล่านี้ นี่ยังไม่นับรวมถึงภาวะทางการเงิน ซึ่งภาคธุรกิจขนาดใหญ่เราเห็นได้ว่าสินเชื่อเขาเติบโต แต่กลุ่มเปราะบางสินเชื่อหดตัว ซึ่งหมายความว่าภาวะทางการเงินยังคงตึงตัวอยู่ในบางภาคธุรกิจ หรือแม้แต่เรื่องค่าเงิน เช่น กรณีของอินโดนีเซีย ที่ช่วงหนึ่งเงินรูเปียห์อ่อนค่าเร็วมาก แล้วมีกระแสเงินทุนไหลออก จนทำให้ขาดเสถียรภาพ แบงก์ชาติอินโดนีเซียต้องตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยเพื่อพยุงค่าเงิน แต่ในกรณีของเงินบาท เรายังไม่เห็นภาพนั้น และคิดว่าเป็นคนละกรณีกันด้วย” น.ส.รุ่ง ระบุ

    *คาดกรอบบาทสิ้นปี 32.25-33.75 บาท/ดอลลาร์ จับตาหลายปัจจัยชี้นำ

    สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทนั้น น.ส.รุ่ง กล่าวว่า ก่อนสิ้นปีนี้ เงินบาทก็มีโอกาสที่จะแข็งค่าได้เล็กน้อยเมื่อเทียบกับระดับปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยเรื่องของดอกเบี้ยเฟดเป็นสำคัญ ซึ่งหากการจ้างงานของสหรัฐฯ เสียแรงส่งเชิงบวกอย่างต่อเนื่อง ก็มีความเป็นไปได้ว่าตลาดก็จะปรับมุมมองจากที่เคยคิดว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งก่อนสิ้นปีนี้ ก็อาจจะกลายเป็นคงดอกเบี้ยไว้ตามเดิมได้ โดยในส่วนของเงินบาทนั้น ในช่วงที่เหลือของปีนี้ กรุงศรีให้กรอบไว้ที่ 32.25 – 33.75 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

    ทั้งนี้ มีหลายปัจจัยที่เข้ามาชี้นำ ได้แก่ 1.มุมมองที่ตลาดมีต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ก็มีการกลับไปกลับมา ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญที่จะประกาศออกมา 2. เรื่องของ Sentiment ค่าเงินดอลลาร์ ไม่ว่าจะเป็นความไม่แน่นอนของนโยบายการค้า นโยบายการคลังในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย.ของสหรัฐฯ 3.เรื่องดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ในช่วง 6 เดือนแรกของปีนี้ที่ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 16,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เพราะมีแรงกดดันจากต้นทุนนำเข้าน้ำมันที่สูงขึ้นมากในเดือนเม.ย. จากปัญหาสงครามตะวันออกกลาง

    4.ภาคส่งออกที่เติบโตสูง ซึ่งได้รับอานิสงส์กับห่วงโซ่อุปทานของ AI และวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีของโลก 5.กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย ซึ่งในปีนี้นักลงทุนต่างชาติ ซื้อสุทธิในตราสารสกุลเงินบาท ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้น รวมถึงตลาดพันธบัตรไทย รวมกันประมาณ 70,000 ล้านบาท และเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เป็นสัญญาณบวกมาก โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มียอดขอรับสิทธิประโยชน์ด้านการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติ ที่เติบโตถึง 80% แตะระดับ 1.3 ล้านล้านบาท

    *เก็งปีนี้ เฟด ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้ง

    ส่วนสถานการณ์อัตราดอกเบี้ยโลกตอนนี้ น.ส.รุ่ง มองว่า ในปี 2569 ตลาดพันธบัตรโลกมีความผันผวนสูง เนื่องจากมุมมองของตลาดที่มีต่ออัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก หรือแม้แต่ธนาคารกลางในภูมิภาคนี้ ปรับตัวอย่างผันผวน โดยหลังจากที่เกิดความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลทำให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงต้นทุนพลังงานต่าง ๆ เกิดภาวะเงินเฟ้อขึ้นทั่วโลก ซึ่งในช่วงต้นปี นักลงทุนมองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด (Fed) อาจจะลดดอกเบี้ยได้ 2 ครั้ง

    แต่หลังจากต้นทุนพลังงานเพิ่มสูงขึ้นเป็นเงินเฟ้อ แม้ว่าจะมาจากทางด้านต้นทุนก็ตาม แต่ภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐฯ เองที่ยังพอไปได้ จึงทำให้ตลาดปรับมุมมองกลายเป็นว่า ปีนี้เฟดมีโอกาสจะขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้ง

    “สำหรับกรุงศรี ยังคงมองว่าเฟด น่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิม แต่ว่าคงขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญที่จะประกาศออกมา ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตลาดแรงงาน รวมถึงเงินเฟ้อ” น.ส.รุ่ง กล่าวในท้ายสุด

    โดย กษมาพร กิตติสัมพันธ์/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/642432&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V0i4Cz26zEmeJCivAVlFK