เม็ดเงินลงทุนจากต่างชาติ หรือ ‘FDI’ อาจดูเหมือนเป็นตัวชี้วัดว่า ใครสามารถดึงเงินเข้าประเทศได้มากกว่า

แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ เงินลงทุนเหล่านั้นเข้าไปอยู่ในภาคธุรกิจใด เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจในประเทศอย่างไร และสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มต่อได้มากแค่ไหน
เมื่อมองไปที่ ‘ไทย’ และ ‘เวียดนาม’ จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน
‘เวียดนาม’ นับเป็นหนึ่งในประเทศที่ประสบความสำเร็จในการดึงดูด FDI ในภูมิภาคอาเซียน โดยมูลค่า FDI เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากประมาณ 8 พันล้านดอลลาร์ฯ หรือเกือบ 2.6 แสนล้านบาทในปี 2553 มาอยู่ที่ราว 7.14 แสนล้านบาทในปี 2568
ขณะที่ ‘ไทย’ มีมูลค่า FDI สูงเกือบ 1.9 หมื่นล้านดอลลาร์ฯ หรือเกือบ 6.17 แสนล้านบาทในปี 2568 แต่การเติบโตมีความผันผวนมากกว่า โดยเฉพาะในปี 2563 ที่โควิด-19 ระบาด ไทยเจอกับการไหลออกของเงินทุนจากการขายกิจการในภาคค้าปลีก
เวียดนามใช้ FDI สร้างฐานการผลิต
ในไตรมาสที่ 1/2569 เวียดนามมี FDI ในรูปทุนจดทะเบียนอยู่ที่ประมาณ 4.93 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 38.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และกว่า 60% ของเงินลงทุนดังกล่าวอยู่ในภาคอุตสาหกรรมการผลิต โดยเฉพาะอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และสินค้าเทคโนโลยี
โครงสร้างการลงทุนดังกล่าวมีส่วนช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจเวียดนามในระยะยาว ทั้งผ่านการจ้างงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี และการพัฒนาซัพพลายเชนภายในประเทศ
นอกจากนี้ เวียดนามยังเป็นฐานการผลิตเพื่อการส่งออกของบริษัทข้ามชาติ ทำให้ธุรกิจในประเทศมีโอกาสเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนมากขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับอิเล็กทรอนิกส์ บรรจุภัณฑ์ ส่วนประกอบและวัตถุดิบพลาสติก อาหารและเครื่องดื่ม คลังสินค้า และโลจิสติกส์
จุดแข็งของเวียดนามจึงไม่ได้อยู่แค่การมีโรงงานหรือเงินลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา แต่ยังอยู่ที่การเชื่อมโยงเงินลงทุนเหล่านั้นเข้ากับกิจกรรมทางเศรษฐกิจอื่นๆ ด้วย
ไทยกำลังโตแรงจาก ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’
ขณะที่ FDI ของไทยในช่วงที่ผ่านมาเติบโตขึ้นจากธุรกิจดิจิทัลเป็นหลัก ในไตรมาสที่ 1/2569 ไทยมีมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติสูงถึง 9.7 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 273% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
แต่เมื่อดูรายละเอียดจะพบว่า กว่า 90% ของมูลค่าการลงทุนที่ขอรับการส่งเสริมดังกล่าวกระจุกตัวอยู่ในธุรกิจ ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล สะท้อนศักยภาพของไทยในการเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค ท่ามกลางความต้องการลงทุนด้าน AI การประมวลผลแบบคลาวด์ และบริการดิจิทัลที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
การลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์จึงเป็นโอกาสสำคัญของไทย เพราะช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับเศรษฐกิจดิจิทัลในอนาคต แต่เม็ดเงินลงทุนจำนวนมากก็ไม่ได้หมายความว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจในประเทศได้มากในสัดส่วนเดียวกัน
‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ มองว่า แม้ดาต้าเซ็นเตอร์จะสร้างเม็ดเงินลงทุนจำนวนมาก แต่ผลทางตรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจำกัดกว่าภาคการผลิต เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าเครื่องจักรและอุปกรณ์จากต่างประเทศในสัดส่วนสูง ขณะที่การจ้างงานทางตรงมีค่อนข้างจำกัด และเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการในประเทศน้อยกว่าภาคการผลิต
ประเด็นคือ ไทยจะทำอย่างไรให้เงินลงทุนก้อนใหญ่ที่กำลังเข้ามา สามารถสร้างผลต่อเศรษฐกิจในวงกว้างได้มากขึ้น

นอกจากเป็นฐานผลิต ทำไมเวียดนามถึงน่าสนใจ?
นอกจากโครงสร้าง FDI แล้ว ‘เวียดนาม’ ยังมีปัจจัยอีกด้านที่ดึงดูดธุรกิจ นั่นคือขนาดตลาดและอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ข้อมูลจาก ‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ ระบุว่า เวียดนามมีประชากรราว 102 ล้านคน มากกว่าไทยที่มีประมาณ 66 ล้านคน ขณะที่การเติบโตของ GDP เฉลี่ยในช่วงปี 2567-2568 อยู่ที่ 7.5% เทียบกับไทยที่ 2.7%
ตัวเลขดังกล่าวทำให้เวียดนามมีศักยภาพในฐานะตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อาหารและเครื่องดื่ม สุขภาพและความงาม รวมถึงบริการที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่และสังคมเมือง
แต่ขนาดตลาดที่ใหญ่กว่าไม่ได้หมายความว่าโอกาสจะเหมือนกันทุกกลุ่ม เพราะ GDP ต่อหัวของเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 14,000 บาทต่อเดือน เทียบกับไทยที่ประมาณ 22,000 บาทต่อเดือน หรือต่ำกว่าราว 40%
ผู้บริโภคเวียดนามจึงให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า และพฤติกรรมการบริโภคก็แตกต่างกันระหว่างพื้นที่อย่างฮานอย โฮจิมินห์ และเมืองอื่นๆ สินค้าไทยอาจมีแต้มต่อด้านคุณภาพและภาพลักษณ์ แต่การเข้าไปทำตลาดก็ต้องปรับราคา ขนาดบรรจุภัณฑ์ และช่องทางจำหน่ายให้เหมาะกับลูกค้าแต่ละกลุ่ม
พูดอีกอย่างคือ เวียดนามยังเป็นตลาดผู้บริโภคที่ธุรกิจไทยสามารถเข้าไปหาโอกาสใหม่ได้ เพียงแต่ต้องเข้าใจว่าตลาดนี้มีโครงสร้างและกำลังซื้อแตกต่างจากไทย
‘เครือข่ายความตกลงการค้าเสรี’ อีกแต้มต่อของเวียดนาม
อีกปัจจัยที่ทำให้เวียดนามน่าสนใจในฐานะฐานการผลิตคือ เครือข่ายความตกลงการค้าเสรี หรือ ‘FTA’
โดย ‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ ระบุว่า เวียดนามมี FTA รวม 17 ฉบับ ครอบคลุมมากกว่า 50 ประเทศและตลาดทั่วโลก โดยมีทั้ง CPTPP ความตกลงกับสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักร รวมถึง RCEP และความตกลงภายใต้กรอบอาเซียน
เครือข่าย FTA เหล่านี้ทำให้เวียดนามไม่ได้เป็นเพียงตลาดปลายทางสำหรับบริษัทต่างชาติ แต่ยังสามารถเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกไปยังตลาดอื่นๆ ที่ไทยยังไม่มี FTA โดยตรงได้
สำหรับบริษัทไทย นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่การเข้าไปลงทุนในเวียดนามอาจไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อขายสินค้าให้คนเวียดนามเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้เวียดนามเป็นส่วนหนึ่งของซัพพลายเชนเพื่อส่งออกไปยังตลาดโลกได้ด้วย
แต่การมี FTA ไม่ได้หมายความว่าสินค้าที่ผลิตในเวียดนามจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยอัตโนมัติ เพราะยังต้องเป็นไปตามกฎถิ่นกำเนิดสินค้าและมาตรฐานของแต่ละตลาด
ดังนั้น หากบริษัทต้องการใช้เวียดนามเป็นฐานส่งออก การออกแบบแหล่งวัตถุดิบและกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับเงื่อนไขเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดตั้งแต่ต้น

โจทย์ของไทยคือ ทำอย่างไรให้ FDI สร้างมูลค่าเพิ่มมากขึ้น
เมื่อกลับมามองประเทศไทย ความท้าทายไม่ใช่การพยายามทำให้ FDI ของไทยมีโครงสร้างเหมือนเวียดนามทั้งหมด เพราะไทยเองก็มีโอกาสจากการลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่
‘ศูนย์วิจัยกสิกรไทย’ มองว่า ความท้าทายของไทยคือ การทำให้การลงทุนดังกล่าวเชื่อมต่อไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นได้มากขึ้น โดยเฉพาะภาคการผลิต
หนึ่งในตัวอย่างคือ การนำโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลไปสนับสนุนโรงงานอัจฉริยะ หรือ ‘Smart Factory’ ระบบอัตโนมัติ และการใช้ AI ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยเพิ่มผลิตภาพ สร้างความต้องการแรงงานทักษะสูง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
หากทำได้ การลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ก็จะไม่ได้จบอยู่ที่การสร้างศูนย์ประมวลผลข้อมูล และการนำเข้าเครื่องจักรจากต่างประเทศ แต่สามารถกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้ธุรกิจไทยเปลี่ยนผ่านไปสู่ Digital Transformation และเปิดทางให้เกิดการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น
ท้ายที่สุดแล้ว โจทย์ของไทยคือการต่อยอดจุดแข็งของตัวเอง เปลี่ยนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้เชื่อมต่อกับภาคการผลิต เทคโนโลยี และธุรกิจอื่นๆ เพื่อให้ FDI ไม่ได้วัดกันแค่ ‘เงินที่เข้าประเทศ’ แต่รวมถึง ‘มูลค่า’ ที่ประเทศ ‘สร้าง’ ต่อจากเงินก้อนนั้นด้วย
หมายเหตุ: ตัวเลขของไทยและเวียดนามในไตรมาสที่ 1/2569 เป็นข้อมูลคนละฐานกัน โดยฝั่งไทยเป็นมูลค่าคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติที่ยื่นต่อ BOI ส่วนฝั่งเวียดนามเป็นมูลค่า FDI ในรูปทุนจดทะเบียน จึงควรใช้เพื่อดูแนวโน้มและโครงสร้างการลงทุน มากกว่านำตัวเลขมาเปรียบเทียบกันโดยตรง
- ‘รองนายกฯ สีหศักดิ์’ ย้ำ เวียดนามโตแรง แต่ไทยไม่ควรกังวล เพราะยิ่งเพื่อนบ้านโต ยิ่งเป็นผลดีกับเรา
- สรุปดราม่า ‘ดาต้าเซ็นเตอร์กลางเมือง’ กฎหมายมีรูรั่วจน กทม. สั่งชะลอ
ที่มา: ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, Ministry of Planning and Investment (Vietnam), BOI (Thailand) โดยใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐฯ = 32.458 บาท
ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/thailand-and-vietnam-diverge-on-foreign-direct-investment-paths/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F5zKxNfmnVsLF0AyYSpKB
