Blog

  • “อนุทิน” เปิดงาน 60 ปี ชมรม 9 สมาคมจีน ชูไทย-จีน ครอบครัวเดียวกัน จับมือสร้างอนาคตเศรษฐกิจยุคใหม่

    “อนุทิน” เปิดงาน 60 ปี ชมรม 9 สมาคมจีน ชูไทย-จีน ครอบครัวเดียวกัน จับมือสร้างอนาคตเศรษฐกิจยุคใหม่

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 60 ปี แห่งการสถาปนาชมรม 9 สมาคมจีนในประเทศไทย ที่หอประชุมจือขึงตึง สมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทย เขตสาทร โดยมี นาย อู๋ จื้ออู่ อุปทูตรักษาการแทนเอกอัครราชทูตจีนประจําประเทศไทย คณะกรรมการหอการค้าไทย – จีน นายกสมาคมจีน 9 สมาคม พี่น้องชาวไทยเชื้อสายจีน เข้าร่วมงาน

    นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมลงนามภาษาไทยและภาษาจีน ในสมุดเยี่ยม ก่อนร่วมถ่ายภาพกับสมาชิก 9 สมาคมจีน และกล่าวเปิดงาน โดยแสดงความยินดีกับชมรม 9 สมาคมจีน ว่า ตลอดช่วง 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยเชื้อสายจีนเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างประเทศไทย เป็นเครือข่ายทางธุรกิจ สร้างงาน ช่วยเหลือสังคม และเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศมาโดยตลอด การที่คนไทยเชื้อสายจีนสามารถรักษาภาษา วัฒนธรรม และสายสัมพันธ์กับจีนไว้ได้อย่างแน่นแฟ้น ควบคู่กับความเป็นคนเชื้อสายจีนได้อย่างเต็มภาคภูมิ ถือเป็นจุดแข็งที่มีค่ายิ่งของประเทศไทย

    นายกรัฐมนตรี ยังได้กล่าวถึงการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งที่นครเซี่ยงไฮ้ เฉิงตู และปักกิ่ง ซึ่งได้มีโอกาสหารือกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และ นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ผู้นำระดับมลฑล ภาคเอกชน โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เน้นย้ำสายสัมพันธ์ด้วยคำว่า “ไทย-จีน ครอบครัวเดียวกัน” และยกให้จีนเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจและพึ่งพาได้ของไทย และท่านพูดอีกคำว่าขอให้คิดว่าจีนคือเพื่อนสนิทที่ใกล้ชิดที่อาจจะมีความสัมพันธ์มากกว่าญาติ

    นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวอีกว่า การเยือนดังกล่าวได้นำไปสู่การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันถึง 15 ฉบับ รวมถึงการเปิดสำนักงาน BOI แห่งใหม่ที่นครเฉิงตู เพื่อใช้เป็นฐานเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีนตะวันตก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ ยานยนต์พลังงานใหม่ และพลังงานสะอาด

    นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ความร่วมมือนี้เป็นการเปิดประตูแบบสองด้าน โดยฝั่งหนึ่งคือการดึงดูดบริษัทจีนที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาลงทุนในไทยเพื่อยกระดับอุตสาหกรรม และอีกฝั่งคือการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปทำธุรกิจ หาพันธมิตรและโอกาสในตลาดจีน เพราะไทยไม่ได้ต้องการเป็นเพียงตลาดหรือฐานการผลิต แต่ต้องการเติบโตไปพร้อมกันในฐานะหุ้นส่วน

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ฝากชมรม 9 สมาคมจีน ในอีก 60 ปีข้างหน้า ว่าต้องการให้เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์นี้ขยายไปสู่คนรุ่นใหม่ เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ๆ เพื่อให้เยาวชนไทยมองจีนเป็นพื้นที่แห่งโอกาสของโลก ไม่ใช่แค่พื้นที่ของบรรพบุรุษ

    ขณะเดียวกันก็อยากให้คนจีนรุ่นใหม่มองไทยเป็นประเทศที่สามารถเข้ามาลงทุนและสร้างนวัตกรรมร่วมกันได้ รัฐบาลฝากคนรุ่นปัจจุบันทำให้สะพานแห่งนี่ก้าวกว่าเดิม และเพิ่มความหมายจากคำว่า จีน-ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนที่กำลังสร้างอนาคตร่วมกัน โดยอาศัยเชื้อชาติที่มาจากต้นกำเนิดเดียวกัน

    ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความยินดีในวาระครบรอบ 60 ปี ของชมรม 9 สมาคมจีน พร้อมกล่าวอย่างเป็นกันเอง ว่า ปีนี้ตนเองก็จะอายุครบ 60 ปี สัปดาห์หน้าก็แซยิดเช่นเดียวกัน ถ้า 60 ปี บอกว่าแก่จะไม่คิดอะไรต่อ แต่สำหรับตนเพิ่งเริ่มต้น ต้องคิดเผื่อลูกหลาน ก่อนจะอวยพรให้สมาคม สมาชิก และครอบครัวประสบแต่ความสุขความเจริญ และขอให้มิตรภาพไทย-จีน มั่นคงและเจริญรุ่งเรืองร่วมกันตลอดไป

    ด้าน นาย อู๋ จื้ออู่ กล่าวย้ำความสัมพันธ์ไทย-จีน ว่า เหมือนที่ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กล่าวว่าจีน-ไทย ครอบครัวเดียวกัน ทั้งชาวไทยและชาวจีนได้ร่วมกันด้วยความสามัคคี และร่วมกันสร้างความเจริญก้าวหน้าไปด้วยกัน ซึ่งความสัมพันธ์ของไทยและจีนได้ถูกพัฒนาอย่างมั่นคง ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วนี้ จีนและไทยควรจับมือกันให้แน่นยิ่งขึ้น เพื่อสร้างเสถียรภาพ และจีนพร้อมให้ความร่วมมือกับไทยบนพื้นฐานของการเคารพซึ่งกันและกัน ความจริงใจและผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทุกด้านให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และความผาสุกของพี่น้องทั้งสองประเทศ

    โดยในช่วงท้าย นาย อู๋ จื้ออู่ ได้กล่าวอวยพรนายกรัฐมนตรี ให้มีสุขภาพแข็งแรง มีความสุข และประสบความสําเร็จในภารกิจเพื่อประเทศชาติและประชาชนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/political/morning/470175&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05vAtJ6iCCefkirUB0WYSY

  • จัดงาน “เมดอินสุพรรณบุรี” ส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน | เดลินิวส์

    จัดงาน “เมดอินสุพรรณบุรี” ส่งเสริมการท่องเที่ยว กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน | เดลินิวส์

    ที่บริเวณถนนรักท่าระหัด อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี นายณัฐพงษ์ สงวนจิตร ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นประธานเปิดงาน “เมดอินสุพรรณบุรี” โดยมี นายสุรพงษ์ พนากิจกุล นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวจ.สุพรรณบุรี พร้อมด้วย นายเสน่ห์ บุญสุข รองนายก อบจ.สุพรรณบุรี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สมาชิกสภา หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ และพนักงาน องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ร่วมพิธีคึกคัก

    โดยการจัดงานในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวผ่านการจัดแสดงและจำหน่ายสินค้าของดีจังหวัดสุพรรณบุรี เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจร้านค้าให้แก่ชุมชน ซึ่งผู้ประกอบการร้านค้ามาออกร้านจำหน่ายสินค้ากว่า 100 ร้านค้า มีทั้งของกิน ของอร่อย ร้านเด็ด ร้านดัง ของดีในชุมชน นอกจากนี้ยังมีวงดนตรีศิลปินชื่อดัง มาทำการแสดง และเป็นเวทีเปิดโอกาสให้นักร้อง วงดนตรี เยาวชน , Cover dance , การแสดงเพลงอีแซวร่วมสมัย จากเยาวชนสุพรรณบุรี ได้มีโอกาสมาแสดงความสามารถบนเวทีทุกค่ำคืน

    งานจัดขึ้นระหว่างวันที่ 4 – 6 กันยายน 2569 ณ ถนนรักท่าระหัด (ข้างเทศบาลตำบลท่าระหัด) อำเภอเมือง​สุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณ จากองค์การบริหาร​ส่วน​จังหวัด​สุพรรณบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6165599/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20hOJhvycOAll0gQlc2bu7

  • เบื้องหลังอนุทิน เปิดทำเนียบฯพบ 76 ทูต ดันการทูตเศรษฐกิจ-พาไทยกลับเรดาร์โลก

    เบื้องหลังอนุทิน เปิดทำเนียบฯพบ 76 ทูต ดันการทูตเศรษฐกิจ-พาไทยกลับเรดาร์โลก

    เปิดหลังฉากพบ 76 ทูต 9 ภูมิภาค “รัฐบาลอนุทิน” จัดทัพการทูตเศรษฐกิจ ดันไทยคืนเวทีอาเซียน–เอเชีย เร่ง FTA เปิดตลาดใหม่ ดึงลงทุนคุณภาพกลับเข้าเรดาร์โลก

    • เบื้องลึกนายกฯ อนุทินเปิดทำเนียบฯพบปะคณะทูต 76 ประเทศ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายการทูตเชิงเศรษฐกิจ โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อนำประเทศไทยกลับสู่เวทีโลกในฐานะจุดเชื่อมโยงของอาเซียน
    • รัฐบาลใช้การเร่งรัดเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับคู่ค้าสำคัญ และการเปิดตลาดใหม่ เป็นเครื่องมือดึงดูดการลงทุนและเสริมสร้างศักยภาพให้ไทยเป็นฐานการผลิตในภูมิภาค
    • มีการกำหนดยุทธศาสตร์ความร่วมมือที่แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค เช่น เป็นหุ้นส่วนความมั่นคงทางอาหารกับตะวันออกกลาง และเน้นความร่วมมือด้านเทคโนโลยีกับเอเชียตะวันออก

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การพบคณะเอกอัครราชทูต กงสุลต่างประเทศ และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทย รวม 76 คน ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 4 ก.ย. 2569 ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงพิธีการรับรองทางการทูตตามวาระ  แต่เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการทูตเชิงรุกที่รัฐบาลประกาศไปก่อนหน้านี้ และการจัดแผนที่การทูตเศรษฐกิจใหม่ของไทย

    โดยนายอนุทิน ให้ความสำคัญกับการใช้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือเปิดประตูเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ตลาด และการลงทุน นำไปสู่การแบ่งโจทย์หารือกับคณะทูตเป็น 9 กลุ่มภูมิภาค เพื่อให้แต่ละความสัมพันธ์ต่อยอดเป็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้

    “แกนหลักสำคัญของรัฐบาลคือการพาไทยกลับมายืนในสายตาโลกอีกครั้ง ในฐานะประเทศเปิดกว้าง เชื่อถือได้ และเป็นจุดเชื่อมอาเซียน ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน วิกฤตพลังงาน อาหาร และการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่” แหล่งข่าว กล่าว 

    แหล่งข่าว กล่าวว่า อาเซียนเป็นภูมิภาคแรกที่ไทยต้องกลับมามีบทบาทให้ได้  โดยที่ผ่านมานายอนุทินเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการแล้ว 5 ประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งหลังจากนี้เตรียมเดินทางต่อไปยังฟิลิปปินส์ บรูไน และติมอร์-เลสเต

    เบื้องหลังอนุทิน เปิดทำเนียบฯพบ 76 ทูต ดันการทูตเศรษฐกิจ-พาไทยกลับเรดาร์โลก

    โดยตอนนี้ รัฐบาลมองว่าวิกฤตตะวันออกกลางเป็นสัญญาณเตือนให้อาเซียนต้องเร่งบูรณาการเศรษฐกิจ พลังงาน อาหาร และซัพพลายเชน ขณะเดียวกันไทยต้องประสานสิงคโปร์อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความต่อเนื่อง วาระประธานอาเซียนช่วงปี 2570-2571 ด้วย 

    แหล่งข่าว กล่าวว่า รัฐบาลของนายอนุทิน กำลังใช้ FTA เป็นเครื่องมือดึงไทยกลับเข้าสู่เรดาร์นักลงทุน เร่งรัดความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ไทย-แคนาดา ไทย-เกาหลีใต้ ผลักดันไทย-เอฟตาที่บรรลุผลแล้ว รวมถึงเปิดทางตลาดใหม่ผ่านเปรู ศรีลังกา บิมสเทค และอาเซียน-แคนาดา  ซึ่งการเร่ง FTA ไม่ใช่เพียงการเพิ่มตลาดส่งออก แต่เป็นการเพิ่มแต้มต่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตและฐานธุรกิจในภูมิภาค นักลงทุนที่เข้ามาไทยจะไม่ได้มองแค่ตลาดในประเทศ แต่เห็นประตูเชื่อมอาเซียน เอเชีย และตลาดพัฒนาแล้ว

    ขณะเดียวกัน ต้องเร่งกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแอฟริกา ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา เอเชียใต้ และเอเชียกลาง โดยใช้จุดแข็งของไทยด้านอาหาร เกษตรแปรรูป ฮาลาล พลังงานสะอาด การแพทย์ เวลเนส และโลจิสติกส์ เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือด้วย 

    ในกลุ่มตะวันออกกลาง ไทยพยายามจะวางบทบาทเป็นหุ้นส่วนความมั่นคงอาหารระยะยาว พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงาน การท่องเที่ยว การแพทย์ และแรงงานไทย ส่วนแอฟริกาจะเดินกรอบ Thailand-Africa Initiative (TAI) เชื่อมการเมือง เศรษฐกิจ การพัฒนา และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ

    สำหรับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศเอเชียตะวันออก จะเน้นความร่วมมือยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม AI อุตสาหกรรมใหม่ และการปราบอาชญากรรมออนไลน์  โดยให้ความสำคัญกับประเด็นการลงทุนที่ไทยต้องการคือต้องเป็นการลงทุนคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และไม่ทิ้งปัญหาทุนผิดกฎหมายไว้ในประเทศ

    แหล่งข่าว กล่าวว่า สำหรับการผลักดันบทบาทไทยในเวทีโลกในช่วงต่อไป จะมีอีกหลายเวทีทั้งสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ การประชุม Pre-COP การเดินทางเยือนฟิจิ การเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank ที่กรุงเทพฯ และการประชุมสุดยอดอาเซียน ซึ่งจะเป็นจังหวะสำคัญที่รัฐบาลใช้สื่อสารศักยภาพของไทยต่อนานาประเทศ

    เบื้องหลังอนุทิน เปิดทำเนียบฯพบ 76 ทูต ดันการทูตเศรษฐกิจ-พาไทยกลับเรดาร์โลก  

    “รัฐบาลนายกฯอนุทิน ไม่ได้ต้องการแค่ความสัมพันธ์ที่ดีกับนานาประเทศ แต่ต้องแปลงความสัมพันธ์นั้นเป็นตลาดใหม่ เงินลงทุนใหม่ เทคโนโลยีใหม่ และบทบาทใหม่ของไทยในอาเซียนด้วย” แหล่งข่าวกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1250621&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0j2RxbcFVLSHa01VO9ojvx

  • “อนุทิน” ย้ำไทย-จีนครอบครัวเดียวกัน เปิดงาน 60 ปี ชมรม 9 สมาคมจีน ชูหุ้นส่วนเศรษฐกิจใหม่

    “อนุทิน” ย้ำไทย-จีนครอบครัวเดียวกัน เปิดงาน 60 ปี ชมรม 9 สมาคมจีน ชูหุ้นส่วนเศรษฐกิจใหม่

    นายกรัฐมนตรีได้ร่วมลงนามภาษาไทยและภาษาจีนในสมุดเยี่ยม ก่อนร่วมถ่ายภาพกับสมาชิก 9 สมาคมจีนและกล่าวเปิดงานโดยแสดงความยินดีกับชมรม 9 สมาคมจีน ว่า ตลอดช่วง 6 ทศวรรษที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยเชื้อสายจีนเท่านั้น แต่ยังมีส่วนสำคัญในการสร้างประเทศไทย เป็นเครือข่ายทางธุรกิจ สร้างงาน ช่วยเหลือสังคม และเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศมาโดยตลอด การที่คนไทยเชื้อสายจีนสามารถรักษาภาษา วัฒนธรรม และสายสัมพันธ์กับจีนไว้ได้อย่างแน่นแฟ้น ควบคู่กับความเป็นคนเชื้อสายจีนได้อย่างเต็มภาคภูมิ ถือเป็นจุดแข็งที่มีค่ายิ่งของประเทศไทย

    นายกรัฐมนตรียังได้กล่าวถึงการเดินทางเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ทั้งที่นครเซี่ยงไฮ้ เฉิงตู และปักกิ่ง ซึ่งได้มีโอกาสหารือกับ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และ นายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง ผู้นำระดับมณฑล ภาคเอกชน โดยประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้เน้นย้ำสายสัมพันธ์ด้วยคำว่า “ไทย-จีน ครอบครัวเดียวกัน” และยกให้จีนเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ที่ไว้วางใจและพึ่งพาได้ของไทย และท่านพูดอีกคำว่าขอให้คิดว่าจีนคือเพื่อนสนิทที่ใกล้ชิดที่อาจจะมีความสัมพันธ์มากกว่าญาติ 

    นายกรัฐมนตรียังกล่าวอีกว่า การเยือนดังกล่าวได้นำไปสู่การลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกันถึง 15 ฉบับ รวมถึงการเปิดสำนักงาน BOI แห่งใหม่ที่นครเฉิงตู เพื่อใช้เป็นฐานเชื่อมโยงความร่วมมือทางเศรษฐกิจกับจีนตะวันตก โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หุ่นยนต์ ยานยนต์พลังงานใหม่ และพลังงานสะอาด

    นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ความร่วมมือนี้เป็นการเปิดประตูแบบสองด้าน โดยฝั่งหนึ่งคือการดึงดูดบริษัทจีนที่มีนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาลงทุนในไทยเพื่อยกระดับอุตสาหกรรม และอีกฝั่งคือการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าไปทำธุรกิจ หาพันธมิตรและโอกาสในตลาดจีน เพราะไทยไม่ได้ต้องการเป็นเพียงตลาดหรือฐานการผลิต แต่ต้องการเติบโตไปพร้อมกันในฐานะหุ้นส่วน

    นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี ยังได้ฝากชมรม 9 สมาคมจีนในอีก 60 ปีข้างหน้า ว่าต้องการให้เป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์นี้ขยายไปสู่คนรุ่นใหม่ เทคโนโลยี และโอกาสใหม่ๆ เพื่อให้เยาวชนไทยมองจีนเป็นพื้นที่แห่งโอกาสของโลก ไม่ใช่แค่พื้นที่ของบรรพบุรุษ

    ขณะเดียวกันก็อยากให้คนจีนรุ่นใหม่มองไทยเป็นประเทศที่สามารถเข้ามาลงทุนและสร้างนวัตกรรมร่วมกันได้ รัฐบาลฝากคนรุ่นปัจจุบันทำให้สะพานแห่งนี้ก้าวกว่าเดิม และเพิ่มความหมายจากคำว่า จีน-ไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน ไปสู่การเป็นหุ้นส่วนที่กำลังสร้างอนาคตร่วมกัน โดยอาศัยเชื้อชาติที่มาจากต้นกำเนิดเดียวกัน

    ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความยินดีในวาระครบรอบ 60 ปีของชมรม 9 สมาคมจีน พร้อมกล่าวอย่างเป็นกันเองว่าปีนี้ตนเองก็จะอายุครบ 60 ปี สัปดาห์หน้าก็แซยิดเช่นเดียวกัน ถ้า 60 ปีบอกว่าแก่จะไม่คิดอะไรต่อ แต่สำหรับตนเพิ่งเริ่มต้น ต้องคิดเผื่อลูกหลาน ก่อนจะอวยพรให้สมาคม สมาชิก และครอบครัวประสบแต่ความสุขความเจริญ และขอให้มิตรภาพไทย-จีน มั่นคงและเจริญรุ่งเรืองร่วมกันตลอดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/politics/378982855&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07B6weSOnPMlNkj8_rwSzN

  • ‘เศรษฐกิจสายสุขภาพ  ‘ขุมทรัพย์ใหม่แสนล้าน’ เครื่องยนต์ใหม่บูมไทย

    ‘เศรษฐกิจสายสุขภาพ ‘ขุมทรัพย์ใหม่แสนล้าน’ เครื่องยนต์ใหม่บูมไทย

    สนค. เผย ตลาดสมุนไพรไทยติดท็อป 11 โลก ชง 4 กลยุทธ์พลิกเกษตรไทยสู่ “เศรษฐกิจสายสุขภาพ” ชิงเค้กตลาดสุขภาพโลก 6.7 ล้านล้านดอลลาร์ ก่อนเสียโอกาสให้คู่แข่ง

    • กระแสการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Wellness and Longevity) กำลังกลายเป็นตลาดเศรษฐกิจโลกขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นโอกาสของไทยในการสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่
    • เศรษฐกิจ Wellness ของไทยในปี 2567 มีมูลค่าราว 1.4 ล้านล้านบาท และมีอัตราการเติบโตสูงเป็นอันดับ 7 ของโลก
    • พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจากการรอเจ็บป่วยแล้วรักษา มาเป็นการลงทุนดูแลสุขภาพล่วงหน้า และยอมจ่ายเพิ่มให้สินค้าที่มีผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์
    • สนค. เสนอแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรและสมุนไพรไทยสู่สินค้ามูลค่าสูง เช่น การพัฒนาสารสกัดสู่มาตรฐานการแพทย์ และการเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ

    เมื่อเส้นแบ่งระหว่าง “อาหาร-ความงาม-การแพทย์” เริ่มเลือนหาย กระแสการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันและการมีอายุยืน หรือ “Wellness and Longevity” กำลังกลายเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์เศรษฐกิจสำคัญของโลก ผู้บริโภคหันมาให้ความสำคัญกับการลงทุนเพื่อสุขภาพในระยะยาว ส่งผลให้สินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพเติบโตอย่างรวดเร็ว ขณะที่ไทยมีโอกาสต่อยอดจุดแข็งด้านเกษตร สมุนไพร การแพทย์ และการท่องเที่ยวสุขภาพ เข้าสู่ตลาดมูลค่าสูงนี้

    นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยผลการติดตามเทรนด์สุขภาพโลก ว่า กระแส Wellness and Longevity หรือการดูแลสุขภาพและชะลอวัย กำลังกลายเป็นขุมทรัพย์ใหม่ของเศรษฐกิจโลก โดยคาดว่า ผู้บริโภคทั่วโลกจะใช้จ่ายในกลุ่มสินค้าและบริการทางการแพทย์สูงถึง 6.7 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2583 เพิ่มขึ้นกว่า 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วง 15 ปีก่อน

    การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่เปลี่ยนจากการรอให้เจ็บป่วยแล้วจึงรักษา มาเป็นการลงทุนล่วงหน้าเพื่อดูแลสุขภาพและป้องกันโรคในระยะยาว โดยผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสินค้าที่มีผลลัพธ์พิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์ ส่งผลให้เส้นแบ่งระหว่างอาหาร ความงาม เทคโนโลยี และการแพทย์ ค่อยๆ หลอมรวมเข้าด้วยกัน

    ข้อมูลของ สนค. ระบุว่า ปี 2568 ไทยมีมูลค่าค้าปลีกในกลุ่มสมุนไพร 1,357.5 ล้านดอลลาร์ ครองอันดับ 11 ของโลก ขยายตัว 5.2% จากปีก่อน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแตะ 1,836.4 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2573

    ‘เศรษฐกิจสายสุขภาพ  'ขุมทรัพย์ใหม่แสนล้าน' เครื่องยนต์ใหม่บูมไทย

    ขณะที่ข้อมูลจาก Global Wellness Summit 2026 ระบุว่า เศรษฐกิจ Wellness ของไทยในปี 2567 มีมูลค่าประมาณ 4.3 หมื่นล้านดอลลาร์ หรือราว 1.4 ล้านล้านบาท อยู่ในอันดับ 24 ของโลก และมีอัตราการเติบโตประมาณ 10% ต่อปี ส่งผลให้ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เศรษฐกิจ Wellness เติบโตเร็ว โดยอยู่ในอันดับ 7 ของโลก

    สำหรับภาพรวมภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกก็มีแนวโน้มเติบโตอย่างโดดเด่นเช่นกัน โดยตลาด Wellness ในปี 2567 มีมูลค่ามากกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 74% จากปี 2562 และเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการเติบโตสูงที่สุดในโลก สะท้อนโอกาสของไทยในการเชื่อมโยงจุดแข็งด้านสินค้าเกษตร สุขภาพ การแพทย์ และการท่องเที่ยว เข้ากับตลาด Wellness ที่กำลังขยายตัว

    ขณะเดียวกัน รายงาน “Business of Wellness and Longevity: Key Expansion and Growth Levers” ของ Euromonitor International ระบุว่า ตลาดผลิตภัณฑ์ที่ชูจุดขายด้านสุขภาพยังเติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2568 สินค้าอุปโภคบริโภค (FMCG) ที่จำหน่ายผ่านช่องทางออนไลน์มากกว่า 50% จะเน้นจุดขายด้านสุขภาพ และผู้บริโภคพร้อมจ่ายเพิ่มอย่างน้อย 20% หากสินค้านั้นมีผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์รองรับประสิทธิผล

    จากแนวโน้มดังกล่าว สนค. เสนอ 4 แนวทางเร่งด่วนในการยกระดับอุตสาหกรรมเกษตรนวัตกรรมและสมุนไพรไทย เพื่อเปลี่ยนจากการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง ได้แก่

    1. ยกระดับสารสกัดสู่มาตรฐานการแพทย์ (Medical-Grade Extraction)

    ผู้บริโภคต้องการสินค้าที่ให้ผลลัพธ์และมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ ไทยจึงควรลงทุนด้านการวิจัยและการทดสอบทางคลินิก เพื่อยกระดับสารสำคัญจากสมุนไพรไทย เช่น ใบบัวบก ซึ่งมีคุณสมบัติด้านการสมานผิวและต้านริ้วรอย ขมิ้นชันที่มีคุณสมบัติต้านการอักเสบ และกระชายดำที่เกี่ยวข้องกับการเผาผลาญ รวมถึงสมุนไพรในกลุ่มลดความเครียด ช่วยการนอนหลับ และบำรุงสมอง

    ตัวอย่างที่สะท้อนศักยภาพของตลาดคือ “บากูชิออล” ซึ่งมียอดเติบโตในตลาดออนไลน์ 19.1% ในช่วงปี 2564–2568 โดยไทยสามารถต่อยอดวัตถุดิบสมุนไพรให้เป็นสารสกัดมาตรฐานสูงและสร้างมาตรฐานระดับสากลได้

    2. แทรกซึมสินค้าในชีวิตประจำวันและโภชนาการเฉพาะบุคคล

    ไทยควรพัฒนาสารสกัดและวัตถุดิบเกษตรให้เป็นส่วนประกอบของอาหารและเครื่องดื่มในชีวิตประจำวัน เช่น โปรตีนจากพืช หรือเปปไทด์จากข้าว นำไปพัฒนาเป็นอาหารและเครื่องดื่มฟังก์ชัน รวมถึงเจาะตลาดกลุ่มผู้ใช้ยาลดน้ำหนักประเภท GLP-1 ซึ่งมีความต้องการโปรตีนและสารอาหารในระดับสูง เพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับโภชนาการเฉพาะบุคคลมากขึ้น

    3. ผสานเทคโนโลยีสู่การดูแลสุขภาพเฉพาะบุคคล

    การเติบโตของเทคโนโลยีทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงข้อมูลสุขภาพและเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับตนเองมากขึ้น โดยผู้บริโภคดิจิทัล 52% ใช้ Generative AI เพื่อค้นหาข้อมูลด้านสุขภาพ ขณะเดียวกันมีการนำเทคโนโลยี เช่น Smart Mirror มาใช้วิเคราะห์ใบหน้าและแนะนำชุดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

    ผู้ประกอบการไทยจึงควรเชื่อมโยงสินค้าเข้ากับระบบวิเคราะห์สุขภาพและเทคโนโลยีดังกล่าว เพื่อเพิ่มความแม่นยำ ความน่าเชื่อถือ และสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ผู้บริโภคเฉพาะบุคคล

    4. เชื่อมโยงสินค้าเข้ากับบริการและ Wellness Tourism

    ตลาดสินค้าและบริการ Luxury เชิงประสบการณ์คาดว่าจะเติบโต 52% ในช่วงปี 2568–2573 เป็นโอกาสให้ไทยนำสินค้าเกษตรมูลค่าสูง สมุนไพร และผลิตภัณฑ์สุขภาพ เชื่อมเข้ากับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สปา การแพทย์ และคลินิก Longevity เพื่อสร้างประสบการณ์แบบครบวงจรและเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าไทย

    นายนันทพงษ์ กล่าวว่า การเติบโตของ Wellness and Longevity เป็นโอกาสสำคัญที่ภาคเกษตรไทยต้องเร่งเปลี่ยนผ่านจากการผลิตแบบดั้งเดิมที่แข่งขันด้วยราคา ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสมัยใหม่

    ทิศทางนโยบายจากนี้จึงควรมุ่งขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “Agri-Wellness Synergy ผสานนวัตกรรมเกษตรฟังก์ชัน สู่ขุมทรัพย์สุขภาพโลก” เพื่อเปลี่ยนบทบาทภาคเกษตรจากการเป็นเพียงแหล่งผลิตอาหาร ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของ “เศรษฐกิจสายสุขภาพ” (Health Economy)

    การผลักดันสารสกัดจากภาคเกษตรให้ได้มาตรฐานระดับการแพทย์ ควบคู่กับการเชื่อมโยงเทคโนโลยีและบริการสุขภาพ จะช่วยให้ไทยสามารถสร้างสินค้าและบริการมูลค่าเพิ่มสูง ตอบรับความต้องการของตลาดโลก และพัฒนาเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1250496&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1OIQCzjzgS-aRwaaPz5Cm5

  • แกลเลอรีรูปภาพ “สจล.” รุกเศรษฐกิจอายุยืน เปิดเวที “Longevity Forum 2026” สู่ขุมทรัพย์สามล้านล้าน

    แกลเลอรีรูปภาพ “สจล.” รุกเศรษฐกิจอายุยืน เปิดเวที “Longevity Forum 2026” สู่ขุมทรัพย์สามล้านล้าน

    “สจล.” รุกเศรษฐกิจอายุยืน เปิดเวที “Longevity Forum 2026” สู่ขุมทรัพย์สามล้านล้าน

    “ประเทศไทย” เดินหน้าสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอายุยืนเต็มรูปแบบ โดย “สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.)” ร่วมมือกับภาคเอกชนและกระทรวง “AYUSH” รัฐบาล “อินเดีย” จัดเวที “LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026” มุ่งผสานศาสตร์การแพทย์แผนไทยและอายุรเวท หวังพลิกวิกฤตสังคมสูงวัยสู่ขุมทรัพย์เศรษฐกิจมูลค่ากว่า 3 ล้านล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9906066/gallery/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uYByqJFeBHvsRzLBPUS9H

  • “สจล.” รุกเศรษฐกิจอายุยืน เปิดเวที “Longevity Forum 2026” สู่ขุมทรัพย์สามล้านล้าน

    “สจล.” รุกเศรษฐกิจอายุยืน เปิดเวที “Longevity Forum 2026” สู่ขุมทรัพย์สามล้านล้าน

    กรุงเทพฯ –  ท่ามกลางวิกฤตระบบสาธารณสุขทั่วโลกที่ต้องแบกรับภาระจากโครงสร้างสังคมสูงวัย ประเทศไทยก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ ล่าสุด สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ บริษัท ทีวา คอร์ปอเรชั่น จำกัด และ บริษัท แมนดาล่า โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเวที “LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026” พร้อมร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับ รัฐบาลอินเดีย โดยกระทรวงอายุรเวท โยคะ และการแพทย์ทางเลือก (AYUSH) มุ่งผสานศาสตร์อายุรเวทและภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ เพื่อผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจอายุยืน (Longevity Economy) อย่างเต็มรูปแบบ ครอบคลุมตั้งแต่ระบบเกษตรอาหารปลอดภัย ไปจนถึงเทคโนโลยี Wellness เตรียมพลิกวิกฤตเป็นโอกาส สร้าง New S-Curve สู่ระบบเศรษฐกิจใหม่

     

    พลิกวิกฤต Sick Care สู่ขุมทรัพย์ 3 ล้านล้านบาท

    นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ (FKII) และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ “Asian Wisdom: Thailand’s New S-Curve” โดยชี้ให้เห็นถึงวิกฤตงบประมาณด้านสุขภาพระดับโลกที่เกิดจากการพึ่งพา “การรักษาเมื่อป่วย” (Sick Care) ทางออกที่ยั่งยืนคือการมุ่งสู่การแพทย์เพื่อการมีอายุยืน

    “ตลาด Wellness โลกมีมูลค่าสูงถึง 12 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยอยู่ในอันดับที่ 25 ด้วยมูลค่าราว 1.4 ล้านล้านบาท เรามีศักยภาพที่จะก้าวสู่ Top 10 ของโลกได้ไม่ยากด้วยทุนทางวัฒนธรรม ทั้งสมุนไพรไทย นวดแผนไทย และการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หากภาครัฐเร่งยกระดับหน่วยงานด้านการแพทย์แผนดั้งเดิมให้เทียบเท่าระดับกระทรวงควบคู่กับการจับมือกับประเทศแกนนำในเอเชีย จะสามารถสร้างโอกาสใหม่ที่กระจายรายได้ และดันมูลค่าเศรษฐกิจไทยให้แตะ 3 ล้านล้านบาท ซึ่งเทียบเท่ากับงบประมาณแผ่นดินได้” นายอลงกรณ์ เน้นย้ำ

    สานสัมพันธ์รัฐบาลอินเดีย ผสานศาสตร์แห่งภูมิปัญญา

    ด้าน นาย Prataprao Jadhav รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอายุรเวท โยคะ และการแพทย์ทางเลือก (กระทรวง AYUSH) รัฐบาลอินเดีย ระบุว่า อินเดียและไทยมีสายสัมพันธ์ทางอารยธรรมที่ลึกซึ้งซึ่งสืบทอดผ่านภูมิปัญญาด้านการบำบัดรักษามาหลายศตวรรษ ความร่วมมือระหว่างศาสตร์อายุรเวทของการแพทย์แผนอินเดียและการแพทย์แผนไทย นับเป็นโอกาสสำคัญในการผสานภูมิปัญญาที่ผ่านการพิสูจน์มาอย่างยาวนานเข้ากับวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อส่งเสริมการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน การสูงวัยอย่างมีสุขภาวะ และยกระดับความเป็นอยู่ที่ดีให้แก่มวลมนุษยชาติ

    สจล. ชูวิทยาศาสตร์รับรองภูมิปัญญา

    รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวเสริมว่า การนำภูมิปัญญาที่มีอยู่ตามชุมชนและวัดต่างๆ มาบูรณาการร่วมกับศาสตร์ของอินเดีย และใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์จากสถาบันการศึกษาเข้าไปรับรอง จะช่วยสร้างความมั่นใจในการดูแลสุขภาพทางเลือก

    “เราไม่ต้องการให้ผู้สูงวัยมีอายุที่ยืนยาวแต่ไร้คุณภาพชีวิต หรือต้องพึ่งพายาเคมีราคาแพง หากเรานำองค์ความรู้เหล่านี้มาพัฒนาร่วมกัน จะช่วยลดภาระงบประมาณสาธารณสุข และเป็นต้นแบบในการดูแลประชากรสูงวัยได้อย่างยั่งยืน”

    รุกยุทธศาสตร์ Thai Food Good Health

    ด้าน นายแพทย์เทวัญ ธานีรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เผยว่า กรมฯ ได้ผลักดันแคมเปญ Thai Food Good Health เพื่อเปลี่ยนอาหารไทยให้เป็นยา โดยเตรียมจัดประกวดมาตรฐานร้านอาหารสุขภาพสไตล์ “มิชลินสตาร์” รวมถึงเดินหน้าโครงการ Wellness Community ยกระดับสถานประกอบการและชุมชนท่องเที่ยวเชิงสุขภาพกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ

     ” Longevity ” ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน

    ในมิติของการขับเคลื่อนทางธุรกิจ และในฐานะผู้ขับเคลื่อนเชื่อมโยงให้เกิดเวที“LONGEVITY ECONOMIC FORUM 2026”  นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธาน บริษัท ทีวา คอร์ปอเรชั่น จำกัด ขยายภาพความพร้อมของเอกชนว่า ประเทศไทยมีศักยภาพและต้นทุนทางธรรมชาติที่สูงมากในการก้าวเป็น “Blue Zone” ของโลก การบูรณาการศาสตร์การแพทย์ดั้งเดิมเข้ากับการแพทย์สมัยใหม่ จะเป็นตัวเร่งสำคัญที่เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค ครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ ตั้งแต่การผลิตอาหารที่ปลอดภัยในภาคการเกษตร การแปรรูป ไปจนถึงงานบริการสุขภาพ การท่องเที่ยวเชิง Wellness และการสร้างสถานที่บำบัดฟื้นฟูระดับโลกที่จะดึงดูดผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก” ซึ่งขณะนี้ได้ดำเนินการโครงการ  GROW LONGEVITY ECOVILLAGE ในพื้นที่เขาใหญ่ เพื่อให้เป็นทางเลือกใหม่ของสังคม ซึ่งพบว่า ในพื้นที่ที่อากาศดี อารมณ์ดี อาหารดี น้ำดี ชุมชนดี คนก็จะมีความสุขและมีชีวิตที่ยืนยาว อย่างแท้จริง ซึ่งประเทศไทยมีความได้เปรียบในเรื่องนี้  LONGEVITY จึงเป็นอนาคตของเศรษฐกิจไทย นายชยดิฐ กล่าว

    เจาะรากฐานเศรษฐกิจใหม่ด้วย “อาหารเป็นยา” จากต้นน้ำ

    สอดคล้องกับ นางภัททดา สามัคคี กรรมการ บริษัท แมนดาล่า โฮลดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานระดับ ‘ต้นน้ำ’ ว่า ความสำเร็จของ Longevity Economy จะมองเพียงปลายทางของการมีอายุยืนยาวไม่ได้ แต่ต้องเจาะลึกไปถึงรากฐานสำคัญคือ ระบบเกษตรกรรมและอาหารที่ปลอดภัย

    “เราต้องการถอดรหัสการมีสุขภาพดีตั้งแต่จุดเริ่มต้น หากต้นน้ำของเราคืออาหารที่ปราศจากสารเคมี เป็นผลผลิตที่เติบโตจากวิถีเกษตรที่ยั่งยืน และทำหน้าที่เป็น ‘อาหารเป็นยา’ ได้อย่างแท้จริง เมื่อผู้คนบริโภคของดี มีสุขภาพที่แข็งแรงและพึ่งพาตัวเองได้ ก็จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลของประเทศลงได้อย่างมหาศาล นี่คือหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจอายุยืน”

     

    นางภัททดากล่าวเสริมว่า ประเทศไทยมีความได้เปรียบจากฐานการผลิตอาหารที่แข็งแกร่งและวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพที่ฝังรากลึก หากเรานำสิ่งเหล่านี้มาบูรณาการและต่อยอดอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่ฟาร์มเกษตรกรไปจนถึงอุตสาหกรรม Wellness เราจะสามารถสร้าง “เศรษฐกิจใหม่” (New Economy) ที่เติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมกับสุขภาวะที่ดีของคนไทย

    เจาะลึก 6 เวที นวัตกรรมสุขภาพและธุรกิจ

    ภายในงานยังมีการจัดแสดงนิทรรศการ “Thailand–India Wisdom for Healthy Longevity” พร้อม 6 เวทีเสวนาเจาะลึกโอกาสทางธุรกิจ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่นวัตกรรมระดับปฐมภูมิ อาหารปลอดภัย ไปจนถึงโอกาสทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ โดยฟอรัมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของประเทศไทย ในการสร้างระบบนิเวศทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงภาคการเกษตร สาธารณสุข และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9906066/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3F9qtRFHAyIpNUn3yA8YBq

  • เมื่อทิศทาง ‘ทุนสีเขียว’ พลิกขั้ว โอกาสทองและเดิมพันใหม่ของเศรษฐกิจเกิดใหม่

    เมื่อทิศทาง ‘ทุนสีเขียว’ พลิกขั้ว โอกาสทองและเดิมพันใหม่ของเศรษฐกิจเกิดใหม่

    ทิศทางการลงทุนสีเขียวเปลี่ยนขั้ว จากเดิมที่ไหลจากประเทศพัฒนาแล้วสู่ประเทศกำลังพัฒนา เป็นการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ด้วยกันเอง (South-South)

    • ทิศทางการลงทุนสีเขียวเปลี่ยนขั้ว จากเดิมที่ไหลจากประเทศพัฒนาแล้วสู่ประเทศกำลังพัฒนา เป็นการลงทุนและถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ด้วยกันเอง (South-South)
    • ปัจจัยความสำเร็จคือ “นวัตกรรมราคาประหยัด” (Frugal Innovation) ซึ่งเป็นโมเดลธุรกิจต้นทุนต่ำ ยืดหยุ่น และพิสูจน์แล้วในตลาดที่มีบริบทคล้ายกัน ทำให้มีความเสี่ยงต่ำและปรับตัวได้ดีกว่า
    • ความสำเร็จไม่ได้มาจากการขายผลิตภัณฑ์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการส่งออกและบูรณาการทั้งระบบนิเวศ เช่น สถานีสลับแบตเตอรี่สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า หรือการผนวกรวมพลังงานสะอาดเข้ากับโครงสร้างพื้นฐาน
    • ประเทศไทยกำลังใช้โอกาสนี้ในการปรับตัวเป็นฐานการลงทุนสีเขียวในภูมิภาค โดยภาคเอกชนได้เริ่มขยายธุรกิจพลังงานสะอาดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน (CLMV) แล้ว

    หากย้อนดูเส้นทางที่ผ่านมา ภูมิภาคอุตสาหกรรมในประเทศพัฒนาแล้วมักเป็นผู้ริเริ่มคิดค้นเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำแล้วนำมาถ่ายทอดหรือขายต่อให้ประเทศในกลุ่ม Global South แต่ในทางปฏิบัติจริง เทคโนโลยีระดับสูงเหล่านั้นมักติดล็อกข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ยังไม่รองรับ กำลังซื้อของผู้บริโภคที่มีจำกัด ตลอดจนความซับซ้อนของห่วงโซ่โลจิสติกส์ในท้องถิ่น ทำให้เกิดช่องว่างระหว่าง “เงินทุน” กับ “ความคุ้มค่าในการนำไปใช้จริง”

    นวัตกรรมราคาประหยัดและความยืดหยุ่นคือหัวใจ 

    จุดเปลี่ยนสำคัญในปัจจุบันเกิดขึ้นจากแนวคิดเรื่อง “นวัตกรรมราคาประหยัด” (Frugal Innovation) ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพที่เติบโตขึ้นท่ามกลางข้อจำกัดของโครงสร้างพื้นฐานในซีกโลกใต้ มักมีความได้เปรียบในการออกแบบโมเดลธุรกิจที่ยืดหยุ่น ต้นทุนต่ำ และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปราะบางได้ดีกว่า

    ตัวอย่างเช่น ผู้ให้บริการเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์กระจายศูนย์จากประเทศอินเดียที่ขยายตลาดเข้าสู่ภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก หรือแพลตฟอร์มยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่รุกคืบเข้าไปทำตลาดในรวันดา การขยายตัวลักษณะนี้มีความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีต่ำกว่ามาก เนื่องจากตัวนวัตกรรมได้รับการพิสูจน์และทดสอบความคุ้มค่าในตลาดที่มีบริบทใกล้เคียงกันมาแล้ว ช่วยร่นระยะเวลาในการสร้างรายได้ ลดต้นทุนการพัฒนา และเพิ่มความสามารถในการคาดการณ์อัตราการยอมรับของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำ

    การผสานระบบนิเวศ ไม่ใช่แค่ขายเทคโนโลยี 

    ความสำเร็จของการลงทุนในรูปแบบ South–South ไม่ได้อาศัยเพียงแค่ตัวผลิตภัณฑ์โดดเดี่ยว แต่เป็นการบูรณาการโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งเงินทุน และระบบปฏิบัติการเข้าด้วยกันเป็นแพลตฟอร์มเดียว

    ในมิติของอุตสาหกรรมการขนส่งอัจฉริยะ (Electric Mobility) ตัวอย่างเช่น ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้พัฒนาโมเดลยานยนต์ไฟฟ้าประเภทสองล้อและสามล้อที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง เมื่อนำไปขยายผลในประเทศที่มีโครงสร้างประชากรและปัญหาการจราจรใกล้เคียงกัน โอกาสจึงไม่ใช่แค่การส่งออกตัวรถ แต่คือการยกเครื่องระบบนิเวศทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสถานีสลับแบตเตอรี่ (Battery Swapping) ระบบการเงินสำหรับลูกค้ารายย่อย การบริหารจัดการกองยานพาหนะ และโครงข่ายพลังงานหมุนเวียนรองรับ

    นอกจากนี้ การผนวกรวมระบบพลังงานสะอาดเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานยังช่วยปลดล็อกความเสี่ยงด้านความผันผวนของราคาพลังงานและข้อจำกัดของระบบสายส่งไฟฟ้าในท้องถิ่น

    นักลงทุนที่ชาญฉลาดจึงมักควบรวมการลงทุนด้านเทคโนโลยีเข้ากับระบบกักเก็บพลังงานและการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดเล็ก ซึ่งไม่เพียงช่วยเสถียรภาพในการดำเนินธุรกิจ แต่ยังสร้างเครือข่ายเชิงระบบที่เกื้อหนุนเศรษฐกิจฐานราก เช่น การเพิ่มโอกาสเข้าถึงตลาดของเกษตรกรรายย่อย หรือการใช้พลังงานจากแบตเตอรี่เพื่อขับเคลื่อนห้องเย็นเกษตรชุมชน ลดปัญหาอาหารเน่าเสียและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตรกร

    มุมมองและการปรับตัวของประเทศไทย 

    สำหรับประเทศไทย การขับเคลื่อนภายใต้กระแสการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานนี้มีความเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ระดับประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงานเชิงพื้นที่ (สนพ.) และ กระทรวงพลังงาน ระบุว่า ประเทศไทยกำลังเร่งยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะและการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับระเบียงเศรษฐกิจพิเศษ (EEC) ให้เป็นฐานการลงทุนสีเขียวชั้นนำของภูมิภาค

    ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนไทยหลายรายได้เริ่มใช้ความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และประสบการณ์เชิงประจักษ์ เข้าไปลงทุนพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน โซลาร์รูฟท็อป และระบบโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมในประเทศเพื่อนบ้านกลุ่ม CLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม) การรุกคืบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้มองนโยบายลดก๊าซเรือนกระจกเป็นเพียงข้อจำกัดทางการค้าโลก แต่กำลังใช้ความเชี่ยวชาญภายในประเทศผลักดันให้เกิดการถ่ายทอดโมเดลธุรกิจพลังงานสะอาดออกสู่ตลาดภูมิภาคอาเซียน เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

    โอกาสการลงทุนที่ไร้กรอบความช่วยเหลือ ในท้ายที่สุด การลงทุนด้านภูมิอากาศระหว่างประเทศกำลังพัฒนาด้วยกันเอง ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามันไม่ใช่ “เงินช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา” (Aid) หรือโครงการการกุศลที่ต้องรอเงินบริจาค แต่คือกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วยผลกำไรและความยืดหยุ่นของโครงสร้างเศรษฐกิจ

    นักลงทุนหรือกองทุนที่ยังคงมองตลาดในซีกโลกใต้ผ่านเลนส์ความเสี่ยงแบบเดิม หรือจำกัดกรอบการลงทุนไว้เฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว อาจพลาดโอกาสครั้งประวัติศาสตร์ในการคว้าส่วนแบ่งจากตลาดโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกยุคเปลี่ยนผ่านพลังงานนี้

    ที่มา : World Economic Forum

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/sustainability/1250436&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GHLSiYwHsWJDPXvQ6XHRW

  • ‘กรงกตัญญู’ เมื่อรัฐและทุน กดหัวคนรุ่นพ่อแม่ ส่งต่อภาระให้รุ่นลูก ในประเทศที่คนธรรมดายากที่จะร่ำรวย

    ‘กรงกตัญญู’ เมื่อรัฐและทุน กดหัวคนรุ่นพ่อแม่ ส่งต่อภาระให้รุ่นลูก ในประเทศที่คนธรรมดายากที่จะร่ำรวย

    ท่ามกลางชีวิตล้มลุกคลุกคลานและความรู้สึกผิดของลูกๆ รุ่น ‘เดอะแบกหลังหัก’ ในปัจจุบัน ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์คนสำคัญของไทย นิยามสภาวะที่ Gen Y และ Gen Z วัยทำงานกำลังเผชิญว่าเป็น ‘กรงกตัญญู’ บุญคุณทับใจลูกหลายคนจนหนักอึ้ง รักพ่อแม่ก็รัก แต่ก็เหนื่อยกับสภาพเศรษฐกิจที่ดิ่งลงเหว ทุกคนทำงานพร้อมกับเสียงในหัวที่บอกให้กอดงานไว้แน่นๆ จะชอบไม่ชอบก็ต้องกอดไว้ก่อน ไม่งั้นจะเอาอะไรกิน และไหนจะพ่อแม่ที่อยู่บนบ่า ต้องส่งเงินให้ทุกเดือนกันอีก การตกงานหนึ่งคนอาจอดตายท้องหิวได้หลายคน เป็นกรงกตัญญูที่เดอะแบกจะหนีก็รู้สึกผิด อยู่ต่อไปก็เหมือนชีวิตพวกเขาค่อยๆ หายไป

    หลายครั้งที่คอนเทนต์เดอะแบกถูกโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย เสียงของคนที่มาคอมเมนต์มักแตกเป็น 2 ฝ่าย ระหว่างลูกที่มองว่าการดูแลพ่อแม่คือความรับผิดชอบและเป็นสิ่งที่ควรทำตอบแทนบุญคุณ กับลูกอีกฝ่ายที่ตั้งคำถามว่า เหตุใดลูกๆ ต้องแบกรับภาระชีวิตที่เกินมือพวกเขาด้วย เพราะเงินก้อนที่พ่อแม่เรียกร้องมันใหญ่เกินกว่าเงินเดือนพวกเขาจะจ่ายได้ และตัวเองก็ยังดิ้นรนเอาตัวรอดในระบบเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อให้คนรุ่นนี้มีชีวิตที่มั่นคงได้เหมือนกัน ความเห็นที่ขัดแย้งกันจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่อง ‘กตัญญูหรือไม่กตัญญู’ แต่สะท้อนความจริงของคนต่างรุ่นที่เติบโตมาในเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมที่ไม่เหมือนกัน

    The Momentum ชวน อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) มาทำความเข้าใจชีวิตลูกเดอะแบกหลังหักรุ่นนี้ไปด้วยกัน เพื่อมองให้เห็นรัฐและทุนที่เป็นตัวการสำคัญของการกระทำให้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าไม่มีวันเติบโต ยกสถานะครอบครัวไปแตะความร่ำรวยได้

    สภาพเศรษฐกิจในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาหรือมากกว่านั้น อาจารย์คิดว่ามันทำให้ระบบความกตัญญูของสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง 

    ผมคิดว่ามีความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างมาก ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากๆ คือความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ เศรษฐกิจเริ่มใช้ทักษะส่วนตัวในการประกอบอาชีพมากขึ้น ทำให้คนทั้งหมดจำเป็นต้องแสวงหาความสามารถส่วนตัวหรือช่องทางส่วนตัวหรืออื่นๆ มากกว่าเดิม ทุนเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นหลังพิงให้ชีวิตตัวเองและครอบครัว เช่น ทำการผลิตการเกษตรร่วมกัน ทำธุรกิจร่วมกัน หรือสืบทอดอาชีพของบรรพบุรุษ สิ่งเหล่านี้หายไปโดยสิ้นเชิง ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเช่นนี้ทำให้ทุกคนเริ่มรู้สึกว่าเป็นปัจเจกชน หรือตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน

    ระบบความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจแบบนี้เอง ส่งผลกระทบสำคัญต่อครอบครัว โดยครอบครัวไทยช่วงทศวรรษ 2500 เกิดการขยายตัวของครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น และครอบครัวเดี่ยวเองก็เริ่มมีลูกน้อยลงจากครอบครัวแบบเดิมที่เคยมีลูกกันเกือบ 10 คน ลดเหลือ 3 คน หรือ 2 คน จนกระทั่งตอนนี้อาจจะมีลูกคนเดียว 

    ซึ่งระบบเศรษฐกิจและระบบครอบครัวที่เปลี่ยนทำให้ความสัมพันธ์ทั้งหมดในสังคมเปลี่ยนไป จากที่เมื่อก่อนความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมจะผูกพันอยู่กับระบบอาวุโส ระบบทางสังคมที่มีลำดับชั้น (Hierarchy) ก็เปลี่ยนแปลงไป คนเริ่มสำนึกถึงความเท่าเทียมกันมากขึ้น ทั้งหมดจึงเปลี่ยนฐานของจริยธรรมไปอย่างรุนแรง

    ฐานจริยธรรมเดิมคือ ฐานจริยธรรมที่สัมพันธ์อยู่กับระบบอาวุโส ระบบครอบครัวแบบรวมศูนย์การผลิต เช่น ถ้าพ่อเป็นช่างปั้น ลูกก็เป็นช่างปั้นสืบต่อกัน เริ่มพังหายลงไป และเริ่มลามเข้าไปในความสัมพันธ์ของครอบครัวด้วย จริยธรรมความกตัญญูที่ครั้งหนึ่งลูกจะถูกสั่งสอนว่าต้องดูแลพ่อแม่ ลูกจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ หรือทำอะไรให้พ่อแม่เพื่อตอบแทนบุญคุณ เริ่มเป็นภาวะอิหลักอิเหลื่อมากขึ้น ลูกจำนวนมากเริ่มรู้สึกว่าไม่ง่าย 

    การเข้าไปตอบสนองต่อความกตัญญูตรงนี้นำมาสู่ความอึดอัด ความเจ็บช้ำบางด้านของจิตใจที่ลูกตอบสนองต่อบุญคุณพ่อแม่ได้ไม่มากอย่างที่ถูกคาดหวัง ในขณะเดียวกัน ถ้าลูกๆ ตอบสนองมากเกินไป ชีวิตของลูกที่จะต้องอยู่ภายใต้ความกตัญญูก็จะลำบากมากขึ้น

    อาจารย์คิดว่า คนเป็นพ่อแม่ยังคาดหวังที่จะฝากชีวิตไว้กับลูกๆ ได้อยู่ไหม

    “ผมคิดคำขึ้นมา 2 คำสำหรับสถานการณ์นี้คือ ‘สภาวะที่บุญคุณทับใจ’ บุญคุณกดทับในหัวใจของลูกเดอะแบก ก่อให้เกิดความอึดอัดและความเจ็บปวดบางด้าน หากพวกเขาตอบสนองได้ไม่เพียงพอหรือไม่สอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของพ่อแม่ ตัวพ่อแม่ก็อาจจะแสดงอะไรบางอย่างออกมาเช่นกัน ทำให้บุญคุณกดทับอยู่ที่หัวใจ 

    “อีกคำหนึ่งคือ ‘กรงกตัญญู’ การไม่สามารถจะหนีรอดออกจากกรอบคิดเรื่องความกตัญญูได้จริงๆ ผมคิดว่ากรงกตัญญูขังคนไว้เยอะ ความรู้สึกถึงบุญคุณที่กดทับในหัวใจ กรงที่กักขังไว้ด้วยเหล็กของความกตัญญู ทั้งหมดทำให้ผู้คนต้องทนหรือเจ็บปวดบางด้าน จะตอบสนองเต็มที่ก็ไม่ได้ ไม่ตอบสนองก็ไม่ได้ เป็นภาวะที่กดทับคนเป็นลูกค่อนข้างมาก ภาวะแบบนี้เองคือภาวะที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง”

    อย่างไรก็ตาม สภาวะบุญคุณกดทับหัวใจหรือกรงขังกตัญญูเกิดขึ้นกับคนบางชนชั้นในสังคม เช่น คนจนข้ามรุ่น หรือคนเกือบจน (Near Poor) ชนชั้นกลางเองในภาวะนี้ก็มี ถ้าเป็นชนชั้นกลางระดับบนที่มีฐานะกรงขังก็ไม่แข็งแรงนัก เดินออกไปได้เป็นระยะๆ แต่สำหรับคนจำนวนมากที่เกือบจน เพิ่งหลุดพ้นจากความจนมาได้ ยังไม่แข็งแรงมากนัก การทำงานหนักเกือบตายเพื่อส่งเงินให้พ่อแม่ และพ่อแม่ก็ยังเรียกร้องอีก ผมคิดว่ามีมากขึ้น คนเหล่านี้คือคนที่ยังดิ้นไม่พ้นจากบุญคุณกดทับในหัวใจ

    มันจึงรู้สึกว่ารักก็รัก เหนื่อยก็เหนื่อย หนีก็รู้สึกผิด อยู่ต่อก็เหมือนชีวิตหายไป ผมคิดว่าประโยคนี้คือประโยคที่คาอยู่ในใจผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางล่าง และชนชั้นกลางกลาง

    สภาวะที่เกิดขึ้นในสังคมไทยจึงเป็นความขัดแย้งกับสิ่งที่ผมพูดถึงตอนต้นว่า จริยธรรมเรื่องความกตัญญูและความสัมพันธ์ มันเริ่มถูกแทรกหรือถูกทำให้เปลี่ยนไปด้วยความรู้สึกของความเสมอภาคความเท่าเทียมกัน ซึ่งก็จะสะท้อนกลับไปถึงการเลี้ยงดูด้วยซ้ำ เช่น ลูกๆ จำนวนหนึ่งที่ต้องเลี้ยงดูครอบครัวก็จะรู้สึกว่าทำไมตอนฉันเด็กๆ พ่อแม่ก็ไม่ได้ดูแลฉันมากเท่าไร นี่คือคำอธิบายเพื่อตอบกับตัวเองเมื่อตอบสนองได้ไม่เท่าที่พ่อแม่ต้องการ 

    ภาวะแบบนี้จะตกทอดไปอีก สมมติว่ากลุ่มคนที่ผมว่ารักก็รัก เหนื่อยก็เหนื่อย หนีก็รู้สึกผิด ถ้าไม่หนีก็สูญเสียตัวตน คนกลุ่มนี้ถ้าพ่อแม่สิ้นไป พวกเขาก็จะรู้สึกผิดกับตัวเองอีกว่า สมัยพ่อแม่อยู่ ทำไมไม่ได้ดูแลพวกท่านให้เต็มที่ กลายเป็นภาวะอิหลักอิเหลื่อเจ็บปวดที่ดูแลพ่อแม่ได้แค่ระดับหนึ่ง ก็จะซ้ำเติมลูกไปอีก ลูกลักษณะนี้อาจจะเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมไทยขณะนี้ก็ว่าได้

    เดอะแบกสมัยอาจารย์ต้องเจอสภาวะกรงขังกตัญญูที่เข้มข้นรุนแรงเท่าตอนนี้ไหม

    ผมคิดว่าสภาพเศรษฐกิจทำให้เดอะแบกที่ต้องแบกรับครอบครัวตรงนี้ในสมัยผมเบากว่า เนื่องจากระบบเศรษฐกิจสมัยผมไม่บีบรัด ยังเปิดช่องทางต่างๆ ให้ผู้คนดำรงชีวิต มีเงินออมส่วนหนึ่ง สะสมส่วนเกินที่จะเลี้ยงดูพ่อแม่ได้ดี ชีวิตในตอนนั้นใช้เงินน้อยกว่าในปัจจุบัน ดังนั้นคนที่แบกรับครอบครัวในสมัยก่อน ผมคิดว่าแน่นอนเขาก็หนัก แต่ว่าเขาก็ไปต่อได้ พ่อแม่เองก็อยู่ได้ด้วยเงินจำนวนไม่มากนัก

    ตัวอย่างชัดๆ ของการขยายตัวของคนรับใช้ในบ้านที่เติบโตมาพร้อมกับชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ตอนนั้น หญิงรับใช้ในบ้านช่วงแรกมาจากผู้หญิงเหนือ หลังจากนั้นผู้หญิงเหนือที่เริ่มดูแลพ่อแม่ไม่ได้ก็กลายไปสู่ Sex Worker รายได้ทั้งหมดก็ส่งกลับบ้านแล้วสะสมทุนก็นำไปสู่การขยับฐานะได้ แต่ถามว่าในวันนี้ การออกไปดิ้นรนในโลกภายนอกของคนรุ่นนี้และส่งเงินกลับไปเพื่อยกฐานะของครอบครัวเป็นไปได้ยากมากขึ้น เงินเดือน 2-3 หมื่นบาทสมัยนี้ยากมากที่จะคิดเรื่องสะสมทุนซื้อนู่นซื้อนี่หรือส่งเงินกลับบ้าน 

    นอกจากหนักทางเศรษฐกิจแล้วเดอะแบกสมัยนี้ ยังอยากจะมีชีวิตส่วนตัวมากขึ้น เมื่อพวกเขาอยากจะมีชีวิตส่วนตัว เขาก็เริ่มรู้สึกว่าภาระที่เขาแบกอยู่มันหนักอึ้งจนกระทั่งเขาเกือบจะไม่มีชีวิตส่วนตัวเหลืออยู่แล้ว ภาวะความขัดแย้งนี้ยิ่งหนักหน่วงมากขึ้นในจิตใจของเดอะแบกรุ่นนี้

    ก่อนหน้านี้อาจจะเป็นสภาวะคนจนข้ามรุ่น แต่ตอนนี้มันกลายเป็นคนจนพร้อมกันทั้งรุ่นพ่อรุ่นแม่และรุ่นลูก คุณจะอธิบายสภาวะนี้อย่างไรดี

    ปัญหาตรงนี้นอกจากจริยธรรมที่แตกต่างกันระหว่างคน 2 รุ่นแล้ว สิ่งสำคัญก็คือ สภาวะของสังคมที่มีคนจนข้ามรุ่น สภาวะแบบนี้ชี้ให้เห็นว่า ‘รัฐล้มเหลว’ โดยสิ้นเชิง ในการดูแลพลเมืองในสังคม คนจนรุ่นหลังสุดก็จะรับบทหนักขึ้นไปเรื่อยๆ ปู่ก็จน พ่อก็จน ลูกก็จน แล้วลูกก็ต้องเป็นคนที่ต้องดูแลพ่อแม่ และดูแลปู่ย่า ตายาย 

    สภาวะแบบนี้ยิ่งทำให้การขับเคลื่อนคนทั้งหมดในครอบครัวให้หลุดพ้นจากความจนข้ามรุ่น ‘เป็นไปไม่ได้เลย’ และ ‘รัฐเองก็ไร้น้ำยา’ รัฐมุ่งแต่จะจรรโลงโครงสร้างความเหลื่อมล้ำตรงนี้ให้ดำเนินต่อไป 

    ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ภาวะที่เกิดความเจ็บปวดทางจริยธรรมเช่นนี้ลึกลงไปรุ่นแล้วรุ่นเล่าเกิดเพราะความล้มเหลวของรัฐ ลูกหลานที่ต้องเป็นผู้รับภาระส่วนใหญ่ของพ่อแม่และปู่ย่าในความยากจนข้ามรุ่นจึงเจ็บปวดหนักมาก และถามว่าพวกเขามองเห็นอนาคตของตัวเองไหม ผมคิดว่าลูกหลานเดอะแบกที่ต้องดูแลคนอย่างน้อย 2 รุ่น หรือ 1 รุ่น สิ่งที่เขาทำได้คือเลี้ยงชีวิตไปวันๆ เหลือเงินแค่พอยังชีวิตตัวเองไปวันๆ เท่านั้นเอง เขาจะไม่สามารถสร้างความฝัน ความหวัง ที่เป็นจริงของตัวเองได้ 

    ไม่เหมือนคนรุ่นผมหรือคนอีสานสมัยก่อน ที่เมื่อเข้ามาทำงานขับแท็กซี่ในกรุงเทพฯ แล้ว จะสามารถเก็บเงินก้อนกลับไปซื้อที่อีสาน ทำให้ปู่ย่าก็มีช่องทางทำมาหากินต่อ และตัวเขาเองกลับไปตั้งหลักใหม่ที่บ้านเกิดได้ถ้าหากเลิกขับแท็กซี่ แต่ในวันนี้คนรุ่นใหม่เกือบจะไม่มีทางแล้ว 

    “รัฐที่ล้มเหลวในการสร้างความเสมอภาค คือรัฐที่ไม่ประสงค์ในการสร้างชีวิตให้ผู้คนดีขึ้นกว่าเดิมได้ ทำเพียงการจรรโลงความเหลื่อมล้ำให้เดินต่อไป และเหลื่อมล้ำมากขึ้น ทำร้ายชีวิตผู้คนจำนวนมากในสังคมไทย” 

    อาจารย์ช่วยขยายความการจรรโลงสภาวะนี้ของรัฐไทยให้ลึกซึ้งกว่านี้สักนิดได้ไหม 

    รัฐไทยถูกสร้างขึ้นมาบนฐานของรัฐชาติบนระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และรัฐไทยก็กลายเป็นทุนนิยมที่เราอาจจะเรียกว่า ‘ทุนนิยมเลือกฝ่าย’ ทันทีที่เกิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติตั้งแต่ฉบับแรกเรื่อยมา สิ่งที่รัฐคิดเสมอ คนของรัฐคิดเสมอ ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์โบร่ำโบราณคือ ถ้าหากเลือกคนบางกลุ่มให้ร่ำรวย แล้วพัฒนาเศรษฐกิจทุ่มเงินไปให้คนพวกนี้ แล้วความร่ำรวยเหล่านั้นก็จะกระจายเผื่อแผ่ไปสู่คนข้างล่างเป็น Trickle-down Effect รายได้และความมั่งคั่งของคนรวยบางกลุ่มจะไหลลงมาถึงชนชั้นกลางและคนจน คล้ายกับคุณเอาน้ำแข็งไปวางไว้บนหลังคาบ้าน แล้วน้ำแข็งก็ค่อยๆ ละลายจากหลังคา ค่อยๆ เย็น และหวังว่าความเย็นนั้นจะมาสู่คนข้างล่างด้วย 

    ตัวอย่างนี้เห็นได้ชัดจากการเน้นไปที่ Private Property การเน้นทุนใหญ่หรือเปิดโอกาสให้ทุนใหญ่ได้โอกาสมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการถือครองที่ดิน โดยที่ดินกลายเป็นสมบัติของปัจเจกชนที่ครอบครองเท่าไรก็ได้ บางตระกูลจึงมีที่ดินเท่ากับจังหวัด 1 จังหวัด ขณะที่คนไร้ที่ดินในประเทศไทยมี 30-40 ล้านคน หรือในการส่งเสริมการลงทุนเงินทุนของรัฐก็อุดหนุนผลประโยชน์เอื้อให้แก่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ โดยที่ไม่แยแสคนกลุ่มอื่นๆ ก็ยิ่งทำให้ทรัพย์ส่วนที่เป็นภาษีของประชาชนส่วนที่ประชาชนควรจะได้รับถูกผลักไปให้กลุ่มทุนใหญ่ 

    ทุนใหญ่ก็จะมีความสุขตลอดเวลากับโอกาสในการได้รับการค้ำชูจากรัฐ นโยบายเหล่านี้ดำเนินมาตลอด ไม่ใช่แค่ที่ดินหรือการส่งเสริมการลงทุน เหล้าสุราเมื่อก่อนถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนใหญ่ ชาวบ้านจะต้มเหล้ากินก็จะต้องหนีสรรพสามิตที่มาไล่จับ กลุ่มทุนสุราที่ผูกขาดการผลิตสุราและขายสุราภายในประเทศก็ร่ำรวยเอา อันนี้เป็นแค่ตัวอย่างหยาบๆ ง่ายๆ ความลำเอียงจากนโยบายรัฐยังมีให้เห็นอีกมากจนนับไม่ไหว เกิดขึ้นทุกรัฐบาล ภายใต้การครอบงำของรัฐไทยที่จรรโลงทุนนิยมแบบเลือกฝ่ายตลอดเวลา

    แต่รัฐอาจอ้างว่า ก็ช่วยประชาชนแล้วผ่านนโยบายเบี้ยผู้สูงอายุเพื่อที่คนแก่จะได้ไม่ต้องไปพึ่งพิงลูกหลานมากนัก 

    ประเด็นที่รัฐจะเถียงว่าพยายามสร้างเบี้ยผู้สูงอายุ และสร้าง 30 บาทรักษาทุกโรคให้แล้ว สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นหลังช่วงปี 2540 หลังจากที่ประชาชนเดือดร้อนทุกข์ยากมานาน รัฐไทยก็ ‘หยอดน้ำข้าวต้ม’ ให้แก่คนไทยผู้ยากไร้ให้พอมีแรงที่จะมีชีวิตอยู่ทำงานต่อไปได้ เบี้ยผู้สูงอายุเกิดมาจากการเรียกร้อง รัฐถึงยอมให้และงอแงมาโดยตลอด เบี้ยคนชรา 3,000 บาท ถ้ารัฐจัดสรรงบประมาณให้ดี รัฐก็จ่ายได้ 

    ส่วน 30 บาทรักษาทุกโรค ก่อนหน้านี้สาธารณสุขไทยทั้งหมดตอบสนองต่อคนที่มีเงิน ถ้าคุณไม่มีเงิน คุณก็จะไม่ได้รักษา คนเหนือถึงขั้นมีคำพูดที่ว่า ถ้าป่วยไข้เมื่อไรก็แปลว่าได้ขายนาขายควายไปรักษา บางทีก็ขายลูกสาวเพื่อเอาเงินมารักษาพ่อ ภาวะแบบนี้มันลำบากจนคนรู้สึกว่าแย่มาก แล้วก็มีการผลักดันของหมอสงวน (นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์) เรื่องการรักษาพยาบาลเรื่อยมาจนถึงสมัย ทักษิณ ชินวัตร ดังนั้นนโยบายทั้งหลาย รวมทั้งคนละครึ่งพลัสด้วย เหล่านี้คือนโยบายที่หยอดน้ำข้าวต้มให้คนไข้ที่เจ็บป่วยหนัก ไม่มีแรงได้ลุกขึ้นมาทำงาน รักษาความเหลื่อมล้ำต่อไปได้อีกสักนิด พอเริ่มหมดแรงอีก ก็หยอดน้ำข้าวต้มกันใหม่อีกครั้งก็แค่นั้นเอง

    ตอนนี้เริ่มเห็นปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่ ไม่มีลูก ไม่มีบ้าน ไม่มีเงินเก็บ ไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย อาจารย์คิดว่าตรงนี้สะท้อนปัญหาทางเศรษฐกิจของสังคมไทยอย่างไรบ้าง

    ถามว่ามันส่งผลหนักไหม หนักมาก การที่คนรุ่นใหม่ตัดสินใจไม่มีลูก เพราะเขารับรู้อยู่ว่าแค่เฉพาะตัวเขากับภรรยาเองชีวิตก็ลำบากแล้ว และยังต้องดูแลพ่อแม่ปู่ย่า ถ้าจะต้องมีลูกอีกเขาก็ยิ่งหนักหน่วงมากขึ้น 

    สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ประชากรเกิดน้อยลง และคนพวกนี้ก็ต้องแบกรับการเสียภาษี เพื่อที่จะแบกรับภาวะคนแก่ที่มากขึ้น ถ้ามีช่องทางไปต่างประเทศเขาก็ไป ย้ายประเทศกัน หรือไม่ก็มีชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆ แบบนี้ สถานการณ์แบบนี้ยิ่งส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม ไม่ใช่แค่เรื่องแรงงาน แต่ยังรวมไปถึงแรงจูงใจหรือพลังที่จะผลักดันให้คนรุ่นใหม่ทำงานเพื่อขยับชนชั้นก็น้อยลง เพราะพวกเขาคิดหรือมองเห็นแล้วว่าหนทางข้างหน้ามันตัน ก็อยู่กันแบบนี้ไป 

    “นี่คือสภาวะทางเศรษฐกิจไทยที่ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจตกต่ำ แต่เป็นสภาวะทางเศรษฐกิจที่คนขาดแรงจูงใจ อันเนื่องมาจากรัฐจำกัดหนทางเดินของชีวิตทางเศรษฐกิจของพวกเขา”

    ในอนาคตจะยิ่งลำบาก โดยเฉพาะรัฐบาลนี้ซึ่งควรจะเป็นรัฐบาลที่มองเห็นปัญหาเร็วที่สุดและแก้ไขให้เร็วที่สุด รัฐบาลนี้กลับทำอะไรไม่เป็นเลย เรากำลังจะไปถึงจุดที่ไม่อาจย้อนกลับ “ทั้งหมดนี้ สรุปคือชนชั้นนำที่ครองอำนาจมาเนิ่นนาน ล้วนเป็นกลุ่มคนที่ใจดำ เห็นแก่ตัว อำมหิต สูบเลือดสูบเนื้อจากสังคมไทย เพื่อความสำเริงสำราญของครอบครัวไม่กี่ร้อยตระกูล โดยที่ไม่แยแสพี่น้องร่วมชาติ แม้ว่าปากของคนพวกนี้จะเรียกตัวเองว่าเป็นคนรักชาติก็ตาม” 

    อาจารย์ว่าการที่คนรุ่นนี้ไม่มีเงิน แล้วสถานะทางครอบครัวกับพ่อแม่พวกเขาจะแบกอย่างไรต่อ

    “ผมคิดว่าชีวิตเขาจะทุกข์ยากมากขึ้นในอนาคต ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องใคร่ครวญก็คือว่า ‘แบกเท่าที่คุณแบกได้’ และจำเป็นต้องต่อสู้กับความรู้สึกผิดของตัวเอง ยอมรับว่าเราทำได้แค่นี้ แต่ต้องตระหนักไว้ด้วยว่า การที่คุณแบก ทำได้แค่นี้ ไม่ใช่เพราะคุณไม่ลงแรงเต็มที่แล้ว แต่คุณทำได้แค่นี้ แบกได้แค่นี้ เพราะโครงสร้างของรัฐมันทำให้คุณมีทางเดินชีวิตที่แคบลง เดอะแบกจำเป็นต้องอธิบายความรู้สึกผิดของตัวเองให้พ้นไปจากตัวเองมากที่สุด เพื่อที่จะได้เจ็บปวดกับความรู้สึกผิดน้อยลง”

    ในขณะเดียวกัน ผมคิดว่าสังคมจะต้องเรียกร้องให้รัฐมาช่วยแบกรับภาระของครอบครัวด้วย กลุ่มทุนต่างๆ ก็ควรจะต้องตระหนักว่า วันเวลาที่ผ่านมา พวกคุณสำราญเริงร่าอยู่กับเลือดเนื้อของคนอื่นมานานมากแล้ว คุณต้องมาช่วยรัฐรับเป็นเดอะแบก เพื่อลดความกดดันให้คนที่ต้องแบกรับในตอนนี้ด้วย 

    นอกจากต้องต่อสู้ทางเศรษฐกิจแล้ว ผมคิดว่าเดอะแบกทั้งหมดจะต้องต่อสู้กับระบอบอารมณ์ความรู้สึกที่จะซ้ำเติมภายในใจพวกเขาเองด้วย วิธีคิดของสังคมไทยมักคิดว่าความยากจนเป็นเรื่องของปัจเจกชน เป็นชะตากรรมของปัจเจกชน แต่ในความเป็นจริง รัฐต้องเข้ามามีบทบาทตรงนี้มากขึ้น และมากกว่าการสงเคราะห์แบบหยอดน้ำข้าวต้มด้วย

    ทุกวันนี้เดอะแบกบางคนบ่นว่าอิจฉาลูกกำพร้าที่ไม่ต้องมาแบกรับเรื่องความกตัญญู อาจารย์คิดว่าคำบ่นลักษณะนี้กระทบต่อวิธีคิดเรื่องความกตัญญูอย่างรุนแรงหรือไม่ 

    เอาเข้าจริงๆ คนที่บ่นแบบนี้ได้อาจเป็นเพราะในด้านหนึ่งเขาแบกรับมาจนหลังจะหักแล้ว ความขัดแย้งบนรากฐานจริยธรรมทำร้ายผู้คนอย่างมากมาย ทำร้ายทั้งฝั่งลูกและพ่อแม่ ทางฝั่งพ่อแม่ที่เรียกร้องเยอะจนลูกตอบสนองให้ไม่ได้ก็เจ็บปวด ร่ำร้องว่าเลี้ยงมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย ทางลูกที่ถูกเรียกร้องแบบนี้ก็เจ็บปวดอีกเพราะให้พ่อแม่ไม่ได้ รัฐไทยทำให้ผู้คนเจ็บปวดบนฐานวิธีคิดคุณธรรมความกตัญญูจริยธรรมแบบนี้มากขึ้นๆ รัฐต้องเข้ามาดูแล รัฐจำเป็นต้องคิดถึงโครงการต่างๆ ที่จะเอื้อชีวิตแก่ผู้คน ให้ได้ทางเดินมากขึ้น เพื่อให้พวกเขามีพลังจรรโลงจริยธรรมความกตัญญูที่รัฐคิดว่าดี ถ้ารัฐไม่หาทางจรรโลงช่วยไว้ เป็นไปไม่ได้เลยที่ระบบความกตัญญูจะอยู่รอด และสร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้คนมากขึ้นๆ  

    พูดได้เลยไหมว่า ระบบความกตัญญูของสังคมไทยกำลังจะพังลงไม่เป็นท่าแล้ว 

    ระบบเศรษฐกิจของสังคมไทยไม่ได้เอื้อต่อจริยธรรมความกตัญญูแบบเดิม จึงทำให้ระบบความกตัญญูนี้ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างที่เคยคาดฝัน การละทิ้งความช่วยเหลือต่อพ่อแม่ก็เกิดมากขึ้น เพราะลูกแบกรับไม่ไหว ระบบแบบนี้เองที่กัดเซาะบ่อนทำลายจริยธรรมเดิมของสังคมไทย แต่ถ้าระบบเศรษฐกิจดี จริยธรรมความกตัญญูก็ยังหาทางไปต่อได้ เช่น รัฐให้หลักประกันได้ว่า คนจบปริญญาตรีจะมีเงินเดือน 2 หมื่นบาทขึ้นไป มีการจ้างงานทุกระดับ ถ้ารัฐไทยทำแบบนี้ได้ จริยธรรมความกตัญญูก็จะเดินหน้าต่อไป และจริยธรรมความกตัญญูนี้ก็จะเป็นรากฐานของการผลิตทางเศรษฐกิจต่อไปได้ด้วย 

    รัฐต้องกลับไปคิดทั้งระบบของสังคมไทย และจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน จัดสรรรายได้ เพื่อทำให้ระบบเศรษฐกิจเอื้ออำนวยให้ระบบความกตัญญูยังเดินต่อ มีปฏิบัติการต่อไปได้ จริยธรรมความกตัญญูจะได้ไม่เสื่อมหายไป 

    “ผมฝากถึงคนจำนวนมากในสังคมไทยที่อยู่ในภาวะบุญคุณทับใจและตกอยู่ในกรงกตัญญู ทุกคนที่รู้สึกถึงความเจ็บปวดตรงนี้ อยากจะให้ทุกคนเข้าใจว่า สิ่งที่พวกคุณกำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่ความผิดของคุณ หรือความผิดของพ่อแม่ปู่ย่าตายายคุณ หากแต่เป็นโครงสร้างที่กระทำต่อเราทั้งหมด ถ้าคุณจะรู้สึกผิดก็จงรู้สึกผิด แต่รับรู้ไว้ด้วยว่า ความรู้สึกผิดของคุณเกิดขึ้นจากรัฐและชนชั้นนำกระทำต่อเราทั้งหมด 

    “ทำให้เราไม่สามารถรักษาจริยธรรมที่เราอยากจะรักษาไว้ได้ และจงแบกรับเท่าที่คุณแบกรับได้ วันใดวันหนึ่งที่คุณแบกรับได้น้อยลง หรือไม่สามารถแบกรับได้อีกต่อไปแล้ว จงรับรู้ว่านั่นไม่ใช่ความผิดของคุณ โครงสร้างที่อยุติธรรมต่างหากที่ทำให้เราไม่สามารถกตัญญูได้ตามจริยธรรม อย่าปล่อยให้กรงขังความกตัญญูขังคุณไว้อย่างเดียว”

    Tags: , , , , , , , , , , , , , , , , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/feature-generation-that-carries/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fvRJlgT2xBZ3hcoJh_cs0

  • รัฐบาลจัดทัพการทูตเศรษฐกิจ ผ่าหลังฉากพบ 76 ทูต ดันไทยคืนเวทีโลก

    รัฐบาลจัดทัพการทูตเศรษฐกิจ ผ่าหลังฉากพบ 76 ทูต ดันไทยคืนเวทีโลก

    เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 ที่ผ่านมา คณะเอกอัครราชทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย และหัวหน้าองค์การระหว่างประเทศในประเทศไทย รวม 76 คน ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อพบปะคณะทูตและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ พร้อมรับฟังวิสัยทัศน์และทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลไทย 

    คณะทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 4 กันยายน 2569

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า การหารือดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกที่รัฐบาลประกาศไปก่อนหน้านี้ และการจัดแผนที่การทูตเศรษฐกิจใหม่ของไทย โดยรัฐบาลให้ความสำคัญกับการใช้การต่างประเทศเป็นเครื่องมือเปิดประตูเศรษฐกิจ เทคโนโลยี ตลาด และการลงทุน โดยมีการรแบ่งโจทย์หารือกับคณะทูตเป็น 9 กลุ่มภูมิภาค เพื่อให้แต่ละความสัมพันธ์ต่อยอดเป็นผลประโยชน์ที่จับต้องได้ในด้านต่าง ๆ  

    เริ่มจากอาเซียนเป็นภูมิภาคแรกที่ไทยต้องกลับมามีบทบาทให้ได้ ที่ผ่านมานายอนุทินเดินทางเยือนอย่างเป็นทางการแล้ว 5 ประเทศ ได้แก่ สปป.ลาว สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งหลังจากนี้เตรียมเดินทางต่อไปยังฟิลิปปินส์ บรูไน และติมอร์-เลสเต

    ล่าสุด รัฐบาลมองว่าวิกฤตตะวันออกกลางเป็นสัญญาณเตือนให้อาเซียนต้องเร่งบูรณาการเศรษฐกิจ พลังงาน อาหาร และซัพพลายเชน ขณะเดียวกันไทยต้องประสานสิงคโปร์อย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความต่อเนื่องวาระประธานอาเซียนช่วงปี 2570-2571 ด้วย

    แหล่งข่าว กล่าวว่า รัฐบาลกำลังใช้ FTA เป็นเครื่องมือดึงไทยกลับเข้าสู่เรดาร์นักลงทุน เร่งรัดความตกลงการค้าเสรีไทย-สหภาพยุโรป ไทย-แคนาดา ไทย-เกาหลีใต้ ผลักดันไทย-เอฟตาที่บรรลุผลแล้ว รวมถึงเปิดทางตลาดใหม่ผ่านเปรู ศรีลังกา บิมสเทค และอาเซียน-แคนาดา 

    การเร่ง FTA ไม่ใช่เพียงการเพิ่มตลาดส่งออก แต่เป็นการเพิ่มแต้มต่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตและฐานธุรกิจในภูมิภาค นักลงทุนที่เข้ามาไทยจะไม่ได้มองแค่ตลาดในประเทศ แต่เห็นประตูเชื่อมอาเซียน เอเชีย และตลาดพัฒนาแล้ว

    คณะทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 4 กันยายน 2569

    ขณะเดียวกัน ต้องเร่งกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นแอฟริกา ตะวันออกกลาง ลาตินอเมริกา เอเชียใต้ และเอเชียกลาง โดยใช้จุดแข็งของไทยด้านอาหาร เกษตรแปรรูป ฮาลาล พลังงานสะอาด การแพทย์ เวลเนส และโลจิสติกส์ เป็นสะพานเชื่อมความร่วมมือด้วย 

    ในกลุ่มตะวันออกกลาง ไทยพยายามจะวางบทบาทเป็นหุ้นส่วนความมั่นคงอาหารระยะยาว พร้อมต่อยอดความร่วมมือด้านพลังงาน การท่องเที่ยว การแพทย์ และแรงงานไทย ส่วนแอฟริกาจะเดินกรอบ Thailand-Africa Initiative (TAI) เชื่อมการเมือง เศรษฐกิจ การพัฒนา และความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ

    สำหรับจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศเอเชียตะวันออก จะเน้นความร่วมมือยุทธศาสตร์ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม AI อุตสาหกรรมใหม่ และการปราบอาชญากรรมออนไลน์  โดยให้ความสำคัญกับประเด็นการลงทุนที่ไทยต้องการคือต้องเป็นการลงทุนคุณภาพ สร้างมูลค่าเพิ่ม และไม่ทิ้งปัญหาทุนผิดกฎหมายไว้ในประเทศ

    สำหรับการผลักดันบทบาทไทยในเวทีโลกในช่วงต่อไป แหล่งข่าว กล่าวว่า จะมีอีกหลายเวทีทั้งสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ การประชุม Pre-COP การเดินทางเยือนฟิจิ การเป็นเจ้าภาพ IMF–World Bank ที่กรุงเทพฯ และการประชุมสุดยอดอาเซียน ซึ่งจะเป็นจังหวะสำคัญที่รัฐบาลใช้สื่อสารศักยภาพของไทยต่อนานาประเทศ 

    “แกนหลักสำคัญของรัฐบาลคือการพาไทยกลับมายืนในสายตาโลกอีกครั้ง ในฐานะประเทศเปิดกว้าง เชื่อถือได้ และเป็นจุดเชื่อมอาเซียน ท่ามกลางภูมิรัฐศาสตร์ผันผวน วิกฤตพลังงาน อาหาร และการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่” แหล่งข่าว กล่าว

    คณะทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 4 กันยายน 2569

    ก่อนหน้านี้ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า ในเวทีการหารือ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวต้อนรับคณะทูตและผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเอกอัครราชทูตที่เพิ่งเข้ารับตำแหน่ง พร้อมกล่าวถึงความสำคัญของการพบปะครั้งนี้ ซึ่งเป็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนมุมมอง สร้างความรู้จัก และเชื่อมโยงการทำงานระหว่างคณะทูตกับรัฐบาลไทย เพื่อร่วมกันต่อยอดความสัมพันธ์ไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

    นายกรัฐมนตรีได้แสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับทิศทางของประเทศไทยว่า ไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการเปลี่ยนแปลง รัฐบาลจึงเดินหน้าปฏิรูปภาครัฐควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต เทคโนโลยีใหม่ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าสูง 

    พร้อมเตรียมความพร้อมสู่การเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เพื่อยกระดับมาตรฐาน กฎระเบียบ และสถาบันของประเทศให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล และสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยในระยะยาว

    นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า นโยบายต่างประเทศต้องมีส่วนเปิดโอกาสใหม่ให้แก่ประเทศและประชาชน โดยรัฐบาลมองความสัมพันธ์กับมิตรประเทศไม่เพียงในมิติทางการทูต แต่เป็น “ประตูสู่โอกาส” ทั้งด้านการลงทุน เทคโนโลยี องค์ความรู้ ตลาด และการพัฒนาทุนมนุษย์ 

    คณะทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 4 กันยายน 2569

    ดังนั้นไทยจึงต้องการก้าวจากความสัมพันธ์ที่มุ่งเน้นเพียงการซื้อขายสินค้าและบริการ ไปสู่การร่วมคิด ร่วมลงทุน และสร้างสิ่งใหม่ไปด้วยกัน โดยเฉพาะในสาขาที่จะกำหนดอนาคตของเศรษฐกิจโลก อาทิ เศรษฐกิจดิจิทัล พลังงานสะอาด อุตสาหกรรมขั้นสูง อาหาร และสุขภาพ

    อีกทั้งท่ามกลางความไม่แน่นอนและความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์โลก นายกรัฐมนตรียืนยันว่า ประเทศไทยยังคงเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพ เปิดกว้าง และพร้อมทำงานร่วมกับทุกประเทศ โดยให้ความสำคัญกับมิตรภาพ ความไว้วางใจ และความเป็นหุ้นส่วน 

    พร้อมเชิญชวนคณะทูตใช้โอกาสในการพบปะกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ สมาชิกคณะรัฐมนตรี และผู้แทนการค้าไทย เพื่อแลกเปลี่ยนข้อเสนอและค้นหาโอกาสใหม่ ๆ ที่สามารถนำไปสู่ความร่วมมือระหว่างไทยกับแต่ละประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม

    นายกรัฐมนตรีกล่าวปิดท้ายว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์กับทุกประเทศ และพร้อมทำงานร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศเพื่อ “เติบโตไปด้วยกัน” พร้อมเสริมสร้างความยืดหยุ่น ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    การพบปะครั้งนี้สะท้อนทิศทางการต่างประเทศของรัฐบาลที่มุ่งรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกประเทศ ควบคู่กับการใช้ความร่วมมือระหว่างประเทศสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการพัฒนาประเทศ พร้อมแสดงบทบาทของไทยในฐานะหุ้นส่วนที่พร้อมร่วมรับมือกับความท้าทายและเติบโตไปกับประชาคมระหว่างประเทศต่อไป

    คณะทูต กงสุลต่างประเทศประจำประเทศไทย เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 4 กันยายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/668260&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3V41b217MU-OxA0AcmrhVl