ท่ามกลางชีวิตล้มลุกคลุกคลานและความรู้สึกผิดของลูกๆ รุ่น ‘เดอะแบกหลังหัก’ ในปัจจุบัน ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์คนสำคัญของไทย นิยามสภาวะที่ Gen Y และ Gen Z วัยทำงานกำลังเผชิญว่าเป็น ‘กรงกตัญญู’ บุญคุณทับใจลูกหลายคนจนหนักอึ้ง รักพ่อแม่ก็รัก แต่ก็เหนื่อยกับสภาพเศรษฐกิจที่ดิ่งลงเหว ทุกคนทำงานพร้อมกับเสียงในหัวที่บอกให้กอดงานไว้แน่นๆ จะชอบไม่ชอบก็ต้องกอดไว้ก่อน ไม่งั้นจะเอาอะไรกิน และไหนจะพ่อแม่ที่อยู่บนบ่า ต้องส่งเงินให้ทุกเดือนกันอีก การตกงานหนึ่งคนอาจอดตายท้องหิวได้หลายคน เป็นกรงกตัญญูที่เดอะแบกจะหนีก็รู้สึกผิด อยู่ต่อไปก็เหมือนชีวิตพวกเขาค่อยๆ หายไป
หลายครั้งที่คอนเทนต์เดอะแบกถูกโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย เสียงของคนที่มาคอมเมนต์มักแตกเป็น 2 ฝ่าย ระหว่างลูกที่มองว่าการดูแลพ่อแม่คือความรับผิดชอบและเป็นสิ่งที่ควรทำตอบแทนบุญคุณ กับลูกอีกฝ่ายที่ตั้งคำถามว่า เหตุใดลูกๆ ต้องแบกรับภาระชีวิตที่เกินมือพวกเขาด้วย เพราะเงินก้อนที่พ่อแม่เรียกร้องมันใหญ่เกินกว่าเงินเดือนพวกเขาจะจ่ายได้ และตัวเองก็ยังดิ้นรนเอาตัวรอดในระบบเศรษฐกิจที่ไม่เอื้อให้คนรุ่นนี้มีชีวิตที่มั่นคงได้เหมือนกัน ความเห็นที่ขัดแย้งกันจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่อง ‘กตัญญูหรือไม่กตัญญู’ แต่สะท้อนความจริงของคนต่างรุ่นที่เติบโตมาในเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคมที่ไม่เหมือนกัน
The Momentum ชวน อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) มาทำความเข้าใจชีวิตลูกเดอะแบกหลังหักรุ่นนี้ไปด้วยกัน เพื่อมองให้เห็นรัฐและทุนที่เป็นตัวการสำคัญของการกระทำให้คนรุ่นแล้วรุ่นเล่าไม่มีวันเติบโต ยกสถานะครอบครัวไปแตะความร่ำรวยได้
สภาพเศรษฐกิจในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาหรือมากกว่านั้น อาจารย์คิดว่ามันทำให้ระบบความกตัญญูของสังคมไทยเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง
ผมคิดว่ามีความเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างมาก ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญมากๆ คือความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจ เศรษฐกิจเริ่มใช้ทักษะส่วนตัวในการประกอบอาชีพมากขึ้น ทำให้คนทั้งหมดจำเป็นต้องแสวงหาความสามารถส่วนตัวหรือช่องทางส่วนตัวหรืออื่นๆ มากกว่าเดิม ทุนเดิมที่ครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นหลังพิงให้ชีวิตตัวเองและครอบครัว เช่น ทำการผลิตการเกษตรร่วมกัน ทำธุรกิจร่วมกัน หรือสืบทอดอาชีพของบรรพบุรุษ สิ่งเหล่านี้หายไปโดยสิ้นเชิง ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจเช่นนี้ทำให้ทุกคนเริ่มรู้สึกว่าเป็นปัจเจกชน หรือตนต้องเป็นที่พึ่งแห่งตน
ระบบความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจแบบนี้เอง ส่งผลกระทบสำคัญต่อครอบครัว โดยครอบครัวไทยช่วงทศวรรษ 2500 เกิดการขยายตัวของครอบครัวเดี่ยวมากขึ้น และครอบครัวเดี่ยวเองก็เริ่มมีลูกน้อยลงจากครอบครัวแบบเดิมที่เคยมีลูกกันเกือบ 10 คน ลดเหลือ 3 คน หรือ 2 คน จนกระทั่งตอนนี้อาจจะมีลูกคนเดียว
ซึ่งระบบเศรษฐกิจและระบบครอบครัวที่เปลี่ยนทำให้ความสัมพันธ์ทั้งหมดในสังคมเปลี่ยนไป จากที่เมื่อก่อนความสัมพันธ์ของผู้คนในสังคมจะผูกพันอยู่กับระบบอาวุโส ระบบทางสังคมที่มีลำดับชั้น (Hierarchy) ก็เปลี่ยนแปลงไป คนเริ่มสำนึกถึงความเท่าเทียมกันมากขึ้น ทั้งหมดจึงเปลี่ยนฐานของจริยธรรมไปอย่างรุนแรง
ฐานจริยธรรมเดิมคือ ฐานจริยธรรมที่สัมพันธ์อยู่กับระบบอาวุโส ระบบครอบครัวแบบรวมศูนย์การผลิต เช่น ถ้าพ่อเป็นช่างปั้น ลูกก็เป็นช่างปั้นสืบต่อกัน เริ่มพังหายลงไป และเริ่มลามเข้าไปในความสัมพันธ์ของครอบครัวด้วย จริยธรรมความกตัญญูที่ครั้งหนึ่งลูกจะถูกสั่งสอนว่าต้องดูแลพ่อแม่ ลูกจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ หรือทำอะไรให้พ่อแม่เพื่อตอบแทนบุญคุณ เริ่มเป็นภาวะอิหลักอิเหลื่อมากขึ้น ลูกจำนวนมากเริ่มรู้สึกว่าไม่ง่าย
การเข้าไปตอบสนองต่อความกตัญญูตรงนี้นำมาสู่ความอึดอัด ความเจ็บช้ำบางด้านของจิตใจที่ลูกตอบสนองต่อบุญคุณพ่อแม่ได้ไม่มากอย่างที่ถูกคาดหวัง ในขณะเดียวกัน ถ้าลูกๆ ตอบสนองมากเกินไป ชีวิตของลูกที่จะต้องอยู่ภายใต้ความกตัญญูก็จะลำบากมากขึ้น
อาจารย์คิดว่า คนเป็นพ่อแม่ยังคาดหวังที่จะฝากชีวิตไว้กับลูกๆ ได้อยู่ไหม
“ผมคิดคำขึ้นมา 2 คำสำหรับสถานการณ์นี้คือ ‘สภาวะที่บุญคุณทับใจ’ บุญคุณกดทับในหัวใจของลูกเดอะแบก ก่อให้เกิดความอึดอัดและความเจ็บปวดบางด้าน หากพวกเขาตอบสนองได้ไม่เพียงพอหรือไม่สอดคล้องกับอารมณ์ความรู้สึกของพ่อแม่ ตัวพ่อแม่ก็อาจจะแสดงอะไรบางอย่างออกมาเช่นกัน ทำให้บุญคุณกดทับอยู่ที่หัวใจ
“อีกคำหนึ่งคือ ‘กรงกตัญญู’ การไม่สามารถจะหนีรอดออกจากกรอบคิดเรื่องความกตัญญูได้จริงๆ ผมคิดว่ากรงกตัญญูขังคนไว้เยอะ ความรู้สึกถึงบุญคุณที่กดทับในหัวใจ กรงที่กักขังไว้ด้วยเหล็กของความกตัญญู ทั้งหมดทำให้ผู้คนต้องทนหรือเจ็บปวดบางด้าน จะตอบสนองเต็มที่ก็ไม่ได้ ไม่ตอบสนองก็ไม่ได้ เป็นภาวะที่กดทับคนเป็นลูกค่อนข้างมาก ภาวะแบบนี้เองคือภาวะที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง”
อย่างไรก็ตาม สภาวะบุญคุณกดทับหัวใจหรือกรงขังกตัญญูเกิดขึ้นกับคนบางชนชั้นในสังคม เช่น คนจนข้ามรุ่น หรือคนเกือบจน (Near Poor) ชนชั้นกลางเองในภาวะนี้ก็มี ถ้าเป็นชนชั้นกลางระดับบนที่มีฐานะกรงขังก็ไม่แข็งแรงนัก เดินออกไปได้เป็นระยะๆ แต่สำหรับคนจำนวนมากที่เกือบจน เพิ่งหลุดพ้นจากความจนมาได้ ยังไม่แข็งแรงมากนัก การทำงานหนักเกือบตายเพื่อส่งเงินให้พ่อแม่ และพ่อแม่ก็ยังเรียกร้องอีก ผมคิดว่ามีมากขึ้น คนเหล่านี้คือคนที่ยังดิ้นไม่พ้นจากบุญคุณกดทับในหัวใจ
มันจึงรู้สึกว่ารักก็รัก เหนื่อยก็เหนื่อย หนีก็รู้สึกผิด อยู่ต่อก็เหมือนชีวิตหายไป ผมคิดว่าประโยคนี้คือประโยคที่คาอยู่ในใจผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นกลางล่าง และชนชั้นกลางกลาง
สภาวะที่เกิดขึ้นในสังคมไทยจึงเป็นความขัดแย้งกับสิ่งที่ผมพูดถึงตอนต้นว่า จริยธรรมเรื่องความกตัญญูและความสัมพันธ์ มันเริ่มถูกแทรกหรือถูกทำให้เปลี่ยนไปด้วยความรู้สึกของความเสมอภาคความเท่าเทียมกัน ซึ่งก็จะสะท้อนกลับไปถึงการเลี้ยงดูด้วยซ้ำ เช่น ลูกๆ จำนวนหนึ่งที่ต้องเลี้ยงดูครอบครัวก็จะรู้สึกว่าทำไมตอนฉันเด็กๆ พ่อแม่ก็ไม่ได้ดูแลฉันมากเท่าไร นี่คือคำอธิบายเพื่อตอบกับตัวเองเมื่อตอบสนองได้ไม่เท่าที่พ่อแม่ต้องการ
ภาวะแบบนี้จะตกทอดไปอีก สมมติว่ากลุ่มคนที่ผมว่ารักก็รัก เหนื่อยก็เหนื่อย หนีก็รู้สึกผิด ถ้าไม่หนีก็สูญเสียตัวตน คนกลุ่มนี้ถ้าพ่อแม่สิ้นไป พวกเขาก็จะรู้สึกผิดกับตัวเองอีกว่า สมัยพ่อแม่อยู่ ทำไมไม่ได้ดูแลพวกท่านให้เต็มที่ กลายเป็นภาวะอิหลักอิเหลื่อเจ็บปวดที่ดูแลพ่อแม่ได้แค่ระดับหนึ่ง ก็จะซ้ำเติมลูกไปอีก ลูกลักษณะนี้อาจจะเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมไทยขณะนี้ก็ว่าได้
เดอะแบกสมัยอาจารย์ต้องเจอสภาวะกรงขังกตัญญูที่เข้มข้นรุนแรงเท่าตอนนี้ไหม
ผมคิดว่าสภาพเศรษฐกิจทำให้เดอะแบกที่ต้องแบกรับครอบครัวตรงนี้ในสมัยผมเบากว่า เนื่องจากระบบเศรษฐกิจสมัยผมไม่บีบรัด ยังเปิดช่องทางต่างๆ ให้ผู้คนดำรงชีวิต มีเงินออมส่วนหนึ่ง สะสมส่วนเกินที่จะเลี้ยงดูพ่อแม่ได้ดี ชีวิตในตอนนั้นใช้เงินน้อยกว่าในปัจจุบัน ดังนั้นคนที่แบกรับครอบครัวในสมัยก่อน ผมคิดว่าแน่นอนเขาก็หนัก แต่ว่าเขาก็ไปต่อได้ พ่อแม่เองก็อยู่ได้ด้วยเงินจำนวนไม่มากนัก
ตัวอย่างชัดๆ ของการขยายตัวของคนรับใช้ในบ้านที่เติบโตมาพร้อมกับชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ตอนนั้น หญิงรับใช้ในบ้านช่วงแรกมาจากผู้หญิงเหนือ หลังจากนั้นผู้หญิงเหนือที่เริ่มดูแลพ่อแม่ไม่ได้ก็กลายไปสู่ Sex Worker รายได้ทั้งหมดก็ส่งกลับบ้านแล้วสะสมทุนก็นำไปสู่การขยับฐานะได้ แต่ถามว่าในวันนี้ การออกไปดิ้นรนในโลกภายนอกของคนรุ่นนี้และส่งเงินกลับไปเพื่อยกฐานะของครอบครัวเป็นไปได้ยากมากขึ้น เงินเดือน 2-3 หมื่นบาทสมัยนี้ยากมากที่จะคิดเรื่องสะสมทุนซื้อนู่นซื้อนี่หรือส่งเงินกลับบ้าน
นอกจากหนักทางเศรษฐกิจแล้วเดอะแบกสมัยนี้ ยังอยากจะมีชีวิตส่วนตัวมากขึ้น เมื่อพวกเขาอยากจะมีชีวิตส่วนตัว เขาก็เริ่มรู้สึกว่าภาระที่เขาแบกอยู่มันหนักอึ้งจนกระทั่งเขาเกือบจะไม่มีชีวิตส่วนตัวเหลืออยู่แล้ว ภาวะความขัดแย้งนี้ยิ่งหนักหน่วงมากขึ้นในจิตใจของเดอะแบกรุ่นนี้
ก่อนหน้านี้อาจจะเป็นสภาวะคนจนข้ามรุ่น แต่ตอนนี้มันกลายเป็นคนจนพร้อมกันทั้งรุ่นพ่อรุ่นแม่และรุ่นลูก คุณจะอธิบายสภาวะนี้อย่างไรดี
ปัญหาตรงนี้นอกจากจริยธรรมที่แตกต่างกันระหว่างคน 2 รุ่นแล้ว สิ่งสำคัญก็คือ สภาวะของสังคมที่มีคนจนข้ามรุ่น สภาวะแบบนี้ชี้ให้เห็นว่า ‘รัฐล้มเหลว’ โดยสิ้นเชิง ในการดูแลพลเมืองในสังคม คนจนรุ่นหลังสุดก็จะรับบทหนักขึ้นไปเรื่อยๆ ปู่ก็จน พ่อก็จน ลูกก็จน แล้วลูกก็ต้องเป็นคนที่ต้องดูแลพ่อแม่ และดูแลปู่ย่า ตายาย
สภาวะแบบนี้ยิ่งทำให้การขับเคลื่อนคนทั้งหมดในครอบครัวให้หลุดพ้นจากความจนข้ามรุ่น ‘เป็นไปไม่ได้เลย’ และ ‘รัฐเองก็ไร้น้ำยา’ รัฐมุ่งแต่จะจรรโลงโครงสร้างความเหลื่อมล้ำตรงนี้ให้ดำเนินต่อไป
ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ภาวะที่เกิดความเจ็บปวดทางจริยธรรมเช่นนี้ลึกลงไปรุ่นแล้วรุ่นเล่าเกิดเพราะความล้มเหลวของรัฐ ลูกหลานที่ต้องเป็นผู้รับภาระส่วนใหญ่ของพ่อแม่และปู่ย่าในความยากจนข้ามรุ่นจึงเจ็บปวดหนักมาก และถามว่าพวกเขามองเห็นอนาคตของตัวเองไหม ผมคิดว่าลูกหลานเดอะแบกที่ต้องดูแลคนอย่างน้อย 2 รุ่น หรือ 1 รุ่น สิ่งที่เขาทำได้คือเลี้ยงชีวิตไปวันๆ เหลือเงินแค่พอยังชีวิตตัวเองไปวันๆ เท่านั้นเอง เขาจะไม่สามารถสร้างความฝัน ความหวัง ที่เป็นจริงของตัวเองได้
ไม่เหมือนคนรุ่นผมหรือคนอีสานสมัยก่อน ที่เมื่อเข้ามาทำงานขับแท็กซี่ในกรุงเทพฯ แล้ว จะสามารถเก็บเงินก้อนกลับไปซื้อที่อีสาน ทำให้ปู่ย่าก็มีช่องทางทำมาหากินต่อ และตัวเขาเองกลับไปตั้งหลักใหม่ที่บ้านเกิดได้ถ้าหากเลิกขับแท็กซี่ แต่ในวันนี้คนรุ่นใหม่เกือบจะไม่มีทางแล้ว
“รัฐที่ล้มเหลวในการสร้างความเสมอภาค คือรัฐที่ไม่ประสงค์ในการสร้างชีวิตให้ผู้คนดีขึ้นกว่าเดิมได้ ทำเพียงการจรรโลงความเหลื่อมล้ำให้เดินต่อไป และเหลื่อมล้ำมากขึ้น ทำร้ายชีวิตผู้คนจำนวนมากในสังคมไทย”
อาจารย์ช่วยขยายความการจรรโลงสภาวะนี้ของรัฐไทยให้ลึกซึ้งกว่านี้สักนิดได้ไหม
รัฐไทยถูกสร้างขึ้นมาบนฐานของรัฐชาติบนระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม และรัฐไทยก็กลายเป็นทุนนิยมที่เราอาจจะเรียกว่า ‘ทุนนิยมเลือกฝ่าย’ ทันทีที่เกิดแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติตั้งแต่ฉบับแรกเรื่อยมา สิ่งที่รัฐคิดเสมอ คนของรัฐคิดเสมอ ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์โบร่ำโบราณคือ ถ้าหากเลือกคนบางกลุ่มให้ร่ำรวย แล้วพัฒนาเศรษฐกิจทุ่มเงินไปให้คนพวกนี้ แล้วความร่ำรวยเหล่านั้นก็จะกระจายเผื่อแผ่ไปสู่คนข้างล่างเป็น Trickle-down Effect รายได้และความมั่งคั่งของคนรวยบางกลุ่มจะไหลลงมาถึงชนชั้นกลางและคนจน คล้ายกับคุณเอาน้ำแข็งไปวางไว้บนหลังคาบ้าน แล้วน้ำแข็งก็ค่อยๆ ละลายจากหลังคา ค่อยๆ เย็น และหวังว่าความเย็นนั้นจะมาสู่คนข้างล่างด้วย
ตัวอย่างนี้เห็นได้ชัดจากการเน้นไปที่ Private Property การเน้นทุนใหญ่หรือเปิดโอกาสให้ทุนใหญ่ได้โอกาสมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องการถือครองที่ดิน โดยที่ดินกลายเป็นสมบัติของปัจเจกชนที่ครอบครองเท่าไรก็ได้ บางตระกูลจึงมีที่ดินเท่ากับจังหวัด 1 จังหวัด ขณะที่คนไร้ที่ดินในประเทศไทยมี 30-40 ล้านคน หรือในการส่งเสริมการลงทุนเงินทุนของรัฐก็อุดหนุนผลประโยชน์เอื้อให้แก่กลุ่มทุนขนาดใหญ่ โดยที่ไม่แยแสคนกลุ่มอื่นๆ ก็ยิ่งทำให้ทรัพย์ส่วนที่เป็นภาษีของประชาชนส่วนที่ประชาชนควรจะได้รับถูกผลักไปให้กลุ่มทุนใหญ่
ทุนใหญ่ก็จะมีความสุขตลอดเวลากับโอกาสในการได้รับการค้ำชูจากรัฐ นโยบายเหล่านี้ดำเนินมาตลอด ไม่ใช่แค่ที่ดินหรือการส่งเสริมการลงทุน เหล้าสุราเมื่อก่อนถูกผูกขาดโดยกลุ่มทุนใหญ่ ชาวบ้านจะต้มเหล้ากินก็จะต้องหนีสรรพสามิตที่มาไล่จับ กลุ่มทุนสุราที่ผูกขาดการผลิตสุราและขายสุราภายในประเทศก็ร่ำรวยเอา อันนี้เป็นแค่ตัวอย่างหยาบๆ ง่ายๆ ความลำเอียงจากนโยบายรัฐยังมีให้เห็นอีกมากจนนับไม่ไหว เกิดขึ้นทุกรัฐบาล ภายใต้การครอบงำของรัฐไทยที่จรรโลงทุนนิยมแบบเลือกฝ่ายตลอดเวลา
แต่รัฐอาจอ้างว่า ก็ช่วยประชาชนแล้วผ่านนโยบายเบี้ยผู้สูงอายุเพื่อที่คนแก่จะได้ไม่ต้องไปพึ่งพิงลูกหลานมากนัก
ประเด็นที่รัฐจะเถียงว่าพยายามสร้างเบี้ยผู้สูงอายุ และสร้าง 30 บาทรักษาทุกโรคให้แล้ว สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นหลังช่วงปี 2540 หลังจากที่ประชาชนเดือดร้อนทุกข์ยากมานาน รัฐไทยก็ ‘หยอดน้ำข้าวต้ม’ ให้แก่คนไทยผู้ยากไร้ให้พอมีแรงที่จะมีชีวิตอยู่ทำงานต่อไปได้ เบี้ยผู้สูงอายุเกิดมาจากการเรียกร้อง รัฐถึงยอมให้และงอแงมาโดยตลอด เบี้ยคนชรา 3,000 บาท ถ้ารัฐจัดสรรงบประมาณให้ดี รัฐก็จ่ายได้
ส่วน 30 บาทรักษาทุกโรค ก่อนหน้านี้สาธารณสุขไทยทั้งหมดตอบสนองต่อคนที่มีเงิน ถ้าคุณไม่มีเงิน คุณก็จะไม่ได้รักษา คนเหนือถึงขั้นมีคำพูดที่ว่า ถ้าป่วยไข้เมื่อไรก็แปลว่าได้ขายนาขายควายไปรักษา บางทีก็ขายลูกสาวเพื่อเอาเงินมารักษาพ่อ ภาวะแบบนี้มันลำบากจนคนรู้สึกว่าแย่มาก แล้วก็มีการผลักดันของหมอสงวน (นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์) เรื่องการรักษาพยาบาลเรื่อยมาจนถึงสมัย ทักษิณ ชินวัตร ดังนั้นนโยบายทั้งหลาย รวมทั้งคนละครึ่งพลัสด้วย เหล่านี้คือนโยบายที่หยอดน้ำข้าวต้มให้คนไข้ที่เจ็บป่วยหนัก ไม่มีแรงได้ลุกขึ้นมาทำงาน รักษาความเหลื่อมล้ำต่อไปได้อีกสักนิด พอเริ่มหมดแรงอีก ก็หยอดน้ำข้าวต้มกันใหม่อีกครั้งก็แค่นั้นเอง
ตอนนี้เริ่มเห็นปรากฏการณ์ที่คนรุ่นใหม่ ไม่มีลูก ไม่มีบ้าน ไม่มีเงินเก็บ ไม่มีทรัพย์สินอะไรเลย อาจารย์คิดว่าตรงนี้สะท้อนปัญหาทางเศรษฐกิจของสังคมไทยอย่างไรบ้าง
ถามว่ามันส่งผลหนักไหม หนักมาก การที่คนรุ่นใหม่ตัดสินใจไม่มีลูก เพราะเขารับรู้อยู่ว่าแค่เฉพาะตัวเขากับภรรยาเองชีวิตก็ลำบากแล้ว และยังต้องดูแลพ่อแม่ปู่ย่า ถ้าจะต้องมีลูกอีกเขาก็ยิ่งหนักหน่วงมากขึ้น
สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ประชากรเกิดน้อยลง และคนพวกนี้ก็ต้องแบกรับการเสียภาษี เพื่อที่จะแบกรับภาวะคนแก่ที่มากขึ้น ถ้ามีช่องทางไปต่างประเทศเขาก็ไป ย้ายประเทศกัน หรือไม่ก็มีชีวิตอยู่ไปเรื่อยๆ แบบนี้ สถานการณ์แบบนี้ยิ่งส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวม ไม่ใช่แค่เรื่องแรงงาน แต่ยังรวมไปถึงแรงจูงใจหรือพลังที่จะผลักดันให้คนรุ่นใหม่ทำงานเพื่อขยับชนชั้นก็น้อยลง เพราะพวกเขาคิดหรือมองเห็นแล้วว่าหนทางข้างหน้ามันตัน ก็อยู่กันแบบนี้ไป
“นี่คือสภาวะทางเศรษฐกิจไทยที่ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจตกต่ำ แต่เป็นสภาวะทางเศรษฐกิจที่คนขาดแรงจูงใจ อันเนื่องมาจากรัฐจำกัดหนทางเดินของชีวิตทางเศรษฐกิจของพวกเขา”
ในอนาคตจะยิ่งลำบาก โดยเฉพาะรัฐบาลนี้ซึ่งควรจะเป็นรัฐบาลที่มองเห็นปัญหาเร็วที่สุดและแก้ไขให้เร็วที่สุด รัฐบาลนี้กลับทำอะไรไม่เป็นเลย เรากำลังจะไปถึงจุดที่ไม่อาจย้อนกลับ “ทั้งหมดนี้ สรุปคือชนชั้นนำที่ครองอำนาจมาเนิ่นนาน ล้วนเป็นกลุ่มคนที่ใจดำ เห็นแก่ตัว อำมหิต สูบเลือดสูบเนื้อจากสังคมไทย เพื่อความสำเริงสำราญของครอบครัวไม่กี่ร้อยตระกูล โดยที่ไม่แยแสพี่น้องร่วมชาติ แม้ว่าปากของคนพวกนี้จะเรียกตัวเองว่าเป็นคนรักชาติก็ตาม”
อาจารย์ว่าการที่คนรุ่นนี้ไม่มีเงิน แล้วสถานะทางครอบครัวกับพ่อแม่พวกเขาจะแบกอย่างไรต่อ
“ผมคิดว่าชีวิตเขาจะทุกข์ยากมากขึ้นในอนาคต ดังนั้นสิ่งที่เขาต้องใคร่ครวญก็คือว่า ‘แบกเท่าที่คุณแบกได้’ และจำเป็นต้องต่อสู้กับความรู้สึกผิดของตัวเอง ยอมรับว่าเราทำได้แค่นี้ แต่ต้องตระหนักไว้ด้วยว่า การที่คุณแบก ทำได้แค่นี้ ไม่ใช่เพราะคุณไม่ลงแรงเต็มที่แล้ว แต่คุณทำได้แค่นี้ แบกได้แค่นี้ เพราะโครงสร้างของรัฐมันทำให้คุณมีทางเดินชีวิตที่แคบลง เดอะแบกจำเป็นต้องอธิบายความรู้สึกผิดของตัวเองให้พ้นไปจากตัวเองมากที่สุด เพื่อที่จะได้เจ็บปวดกับความรู้สึกผิดน้อยลง”
ในขณะเดียวกัน ผมคิดว่าสังคมจะต้องเรียกร้องให้รัฐมาช่วยแบกรับภาระของครอบครัวด้วย กลุ่มทุนต่างๆ ก็ควรจะต้องตระหนักว่า วันเวลาที่ผ่านมา พวกคุณสำราญเริงร่าอยู่กับเลือดเนื้อของคนอื่นมานานมากแล้ว คุณต้องมาช่วยรัฐรับเป็นเดอะแบก เพื่อลดความกดดันให้คนที่ต้องแบกรับในตอนนี้ด้วย
นอกจากต้องต่อสู้ทางเศรษฐกิจแล้ว ผมคิดว่าเดอะแบกทั้งหมดจะต้องต่อสู้กับระบอบอารมณ์ความรู้สึกที่จะซ้ำเติมภายในใจพวกเขาเองด้วย วิธีคิดของสังคมไทยมักคิดว่าความยากจนเป็นเรื่องของปัจเจกชน เป็นชะตากรรมของปัจเจกชน แต่ในความเป็นจริง รัฐต้องเข้ามามีบทบาทตรงนี้มากขึ้น และมากกว่าการสงเคราะห์แบบหยอดน้ำข้าวต้มด้วย
ทุกวันนี้เดอะแบกบางคนบ่นว่าอิจฉาลูกกำพร้าที่ไม่ต้องมาแบกรับเรื่องความกตัญญู อาจารย์คิดว่าคำบ่นลักษณะนี้กระทบต่อวิธีคิดเรื่องความกตัญญูอย่างรุนแรงหรือไม่
เอาเข้าจริงๆ คนที่บ่นแบบนี้ได้อาจเป็นเพราะในด้านหนึ่งเขาแบกรับมาจนหลังจะหักแล้ว ความขัดแย้งบนรากฐานจริยธรรมทำร้ายผู้คนอย่างมากมาย ทำร้ายทั้งฝั่งลูกและพ่อแม่ ทางฝั่งพ่อแม่ที่เรียกร้องเยอะจนลูกตอบสนองให้ไม่ได้ก็เจ็บปวด ร่ำร้องว่าเลี้ยงมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย ทางลูกที่ถูกเรียกร้องแบบนี้ก็เจ็บปวดอีกเพราะให้พ่อแม่ไม่ได้ รัฐไทยทำให้ผู้คนเจ็บปวดบนฐานวิธีคิดคุณธรรมความกตัญญูจริยธรรมแบบนี้มากขึ้นๆ รัฐต้องเข้ามาดูแล รัฐจำเป็นต้องคิดถึงโครงการต่างๆ ที่จะเอื้อชีวิตแก่ผู้คน ให้ได้ทางเดินมากขึ้น เพื่อให้พวกเขามีพลังจรรโลงจริยธรรมความกตัญญูที่รัฐคิดว่าดี ถ้ารัฐไม่หาทางจรรโลงช่วยไว้ เป็นไปไม่ได้เลยที่ระบบความกตัญญูจะอยู่รอด และสร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้คนมากขึ้นๆ
พูดได้เลยไหมว่า ระบบความกตัญญูของสังคมไทยกำลังจะพังลงไม่เป็นท่าแล้ว
ระบบเศรษฐกิจของสังคมไทยไม่ได้เอื้อต่อจริยธรรมความกตัญญูแบบเดิม จึงทำให้ระบบความกตัญญูนี้ไม่สามารถทำหน้าที่ได้อย่างที่เคยคาดฝัน การละทิ้งความช่วยเหลือต่อพ่อแม่ก็เกิดมากขึ้น เพราะลูกแบกรับไม่ไหว ระบบแบบนี้เองที่กัดเซาะบ่อนทำลายจริยธรรมเดิมของสังคมไทย แต่ถ้าระบบเศรษฐกิจดี จริยธรรมความกตัญญูก็ยังหาทางไปต่อได้ เช่น รัฐให้หลักประกันได้ว่า คนจบปริญญาตรีจะมีเงินเดือน 2 หมื่นบาทขึ้นไป มีการจ้างงานทุกระดับ ถ้ารัฐไทยทำแบบนี้ได้ จริยธรรมความกตัญญูก็จะเดินหน้าต่อไป และจริยธรรมความกตัญญูนี้ก็จะเป็นรากฐานของการผลิตทางเศรษฐกิจต่อไปได้ด้วย
รัฐต้องกลับไปคิดทั้งระบบของสังคมไทย และจัดสรรงบประมาณแผ่นดิน จัดสรรรายได้ เพื่อทำให้ระบบเศรษฐกิจเอื้ออำนวยให้ระบบความกตัญญูยังเดินต่อ มีปฏิบัติการต่อไปได้ จริยธรรมความกตัญญูจะได้ไม่เสื่อมหายไป
“ผมฝากถึงคนจำนวนมากในสังคมไทยที่อยู่ในภาวะบุญคุณทับใจและตกอยู่ในกรงกตัญญู ทุกคนที่รู้สึกถึงความเจ็บปวดตรงนี้ อยากจะให้ทุกคนเข้าใจว่า สิ่งที่พวกคุณกำลังเผชิญอยู่ไม่ใช่ความผิดของคุณ หรือความผิดของพ่อแม่ปู่ย่าตายายคุณ หากแต่เป็นโครงสร้างที่กระทำต่อเราทั้งหมด ถ้าคุณจะรู้สึกผิดก็จงรู้สึกผิด แต่รับรู้ไว้ด้วยว่า ความรู้สึกผิดของคุณเกิดขึ้นจากรัฐและชนชั้นนำกระทำต่อเราทั้งหมด
“ทำให้เราไม่สามารถรักษาจริยธรรมที่เราอยากจะรักษาไว้ได้ และจงแบกรับเท่าที่คุณแบกรับได้ วันใดวันหนึ่งที่คุณแบกรับได้น้อยลง หรือไม่สามารถแบกรับได้อีกต่อไปแล้ว จงรับรู้ว่านั่นไม่ใช่ความผิดของคุณ โครงสร้างที่อยุติธรรมต่างหากที่ทำให้เราไม่สามารถกตัญญูได้ตามจริยธรรม อย่าปล่อยให้กรงขังความกตัญญูขังคุณไว้อย่างเดียว”
Tags: รัฐไทย, ความกตัญญู, Gen Y, เจเนอเรชัน, generation, เจน Z, รัฐ, พ่อแม่, ไทย, เดอะแบก, ครอบครัว, กตัญญู, ทุนนิยม, เลี้ยงดูพ่อแม่, มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, อรรถจักร์, อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์, ชีวิตลูกเดอะแบก, ทุนนิยมเลือกฝ่าย
———————————-
News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/feature-generation-that-carries/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fvRJlgT2xBZ3hcoJh_cs0
