Blog

  • อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่เยี่ยมชมและติดตามการจัดงาน “เนรมิตอัมพวา” ชูเสน่ห์วิถีไทย อาหารพื้นถิ่น และผลิตภัณฑ์ OTOP กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก จังหวัดสมุทรสงคราม

    อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่เยี่ยมชมและติดตามการจัดงาน “เนรมิตอัมพวา” ชูเสน่ห์วิถีไทย อาหารพื้นถิ่น และผลิตภัณฑ์ OTOP กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก จังหวัดสมุทรสงคราม

    อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่เยี่ยมชมและติดตามการจัดงาน “เนรมิตอัมพวา” ชูเสน่ห์วิถีไทย อาหารพื้นถิ่น และผลิตภัณฑ์ OTOP กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก จังหวัดสมุทรสงคราม


    14/09/2569 | 62 | |

    อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ลงพื้นที่เยี่ยมชมและติดตามการจัดงาน “เนรมิตอัมพวา” ชูเสน่ห์วิถีไทย อาหารพื้นถิ่น และผลิตภัณฑ์ OTOP กระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก จังหวัดสมุทรสงคราม

    วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ตลาดน้ำอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม นายสยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้เดินทางลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมและติดตามการจัดกิจกรรม “เนรมิตอัมพวา” ภายใต้แนวคิด “เมืองสามน้ำ ร้อยสายใยแห่งชีวิต” ซึ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดขึ้นร่วมกับจังหวัดสมุทรสงคราม กรมการพัฒนาชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ระหว่างวันที่ 11–20 กันยายน 2569 โดยมีนายชยชัย แสงอินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม พัฒนาการจังหวัด หัวหน้าส่วนระดับจังหวัด เจ้าหน้าที่ และหน่วยงานในพื้นที่ร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    การลงพื้นที่ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากผ่านการนำเสนออัตลักษณ์ ศิลปวัฒนธรรม อาหารพื้นถิ่น และภูมิปัญญาชุมชน โดยเฉพาะการสนับสนุนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และสินค้าภูมิปัญญาไทยในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามและใกล้เคียง ให้มีช่องทางในการสร้างรายได้และกระจายรายได้สู่ประชาชนอย่างยั่งยืน

    บรรยากาศภายในงานเต็มไปด้วยความคึกคัก โดยตลาดน้ำอัมพวาและพื้นที่โดยรอบได้รับการเนรมิตด้วยแสงไฟหลากสีสันตามจุดไฮไลต์สำคัญ ทั้งเส้นทางสู่อุทยาน ร.2 สะพานข้ามคลอง พื้นที่ริมระเบียงอัมพวา และอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์ ซึ่งอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนได้เยี่ยมชมนิทรรศการ การแสดงทางวัฒนธรรม ตลอดจนร้านค้าและผลิตภัณฑ์ OTOP กว่า 60 ร้าน ที่มาร่วมออกร้านจัดแสดงและจำหน่ายอาหารพื้นเมือง รวมถึงผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาอันทรงคุณค่า

    สำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยวที่สนใจ สามารถร่วมสัมผัสสีสันและมนต์เสน่ห์ของ “อัมพวายามค่ำคืนในมุมใหม่” ได้ในกิจกรรม “เนรมิตอัมพวา” ซึ่งจัดขึ้นจนถึงวันที่ 20 กันยายน 2569 ณ ตลาดน้ำอัมพวาและพื้นที่โดยรอบ จังหวัดสมุทรสงคราม โดยเปิดให้เข้าชมฟรีตลอดงาน

    #กระทรวงมหาดไทย

    #กรมการพัฒนาชุมชน


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www3.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/420114&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qC3PtucisUmP7ibLQemTK

  • อนาคตของนักสู้แก่ ๆ (ที่กำลังหมดไฟและหมดแรง)

    อนาคตของนักสู้แก่ ๆ (ที่กำลังหมดไฟและหมดแรง)

    นักเศรษฐศาสตร์ชี้ไทยกำลังติดกับดักโตต่ำ-สูงวัย เปรียบเหมือน “นักสู้แก่หมดไฟ” แนะเปลี่ยนจากการสู้ทุกสนามมาเป็น “นักเลือก” เจาะธุรกิจที่ไทยได้เปรียบ พร้อมเปิดรับต่างชาติคุณภาพดี เติมคนและพลังใหม่ให้เศรษฐกิจ

    • ผู้เขียนเปรียบเทียบเศรษฐกิจไทยที่กำลังติดหล่มการเติบโตต่ำและเข้าสู่สังคมสูงวัย ว่ามีสภาพเหมือน “นักสู้แก่ที่กำลังหมดไฟและหมดแรง” ซึ่งสะท้อนจากประสบการณ์ส่วนตัวของผู้เขียนในช่วงวิกฤตวัยกลางคน
    • แนวทางการปฏิรูปประเทศแบบเดิมๆ 5 ข้อถูกมองว่าทำได้ยากและไม่เห็นผล สำหรับ “นักสู้แก่” ที่ปรับตัวได้ช้า เช่นเดียวกับที่ผู้เขียนพบว่าเป็นการยากที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองในวัย 44 ปี
    • ทางออกที่ได้ผลสำหรับผู้เขียนคือการเปลี่ยนบทบาทจาก “นักสู้” (ลูกจ้าง) มาเป็น “นักเลือก” (นักลงทุนเต็มตัว) โดยเลือกทำในสิ่งที่ตนเองมีความได้เปรียบและถนัด
    • ข้อเสนอสำหรับประเทศไทยคือให้เลิกสู้ในทุกสมรภูมิ โดยเฉพาะด้านไฮเทคที่อาจไม่สามารถแข่งขันได้ แต่ให้ “เลือก” เป็นแชมเปียนในธุรกิจที่ไทยมีความได้เปรียบ เช่น การเป็นศูนย์กลางบริการด้าน “Longevity” หรือการใช้ชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุข
    • อีกหนึ่งกลยุทธ์คือการเพิ่มจำนวนคนและลดอายุเฉลี่ยของประชากร โดยการเปิดรับชาวต่างชาติที่มีคุณสมบัติดีเข้ามาอาศัยในประเทศอย่างถาวร เพื่อสร้างพลังขับเคลื่อนใหม่ให้กับเศรษฐกิจ

    ประเด็นทางเศรษฐกิจที่กำลังเริ่มพูดกันมากขึ้นในประเทศไทยก็คือ การที่เศรษฐกิจไทยติดหล่มเติบโตต่ำเรื้อรัง ในขณะที่เงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยต่ำติดดินเป็นเวลานาน เกิดภาวะเงินฝืดคนไม่จับจ่ายใช้สอย เหตุเกิดจากปัญหาโครงสร้างประชากรแก่ตัวลงเป็นสังคมสูงวัยและมีหนี้สูง ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับประเทศญี่ปุ่นยาวนานมาหลายทศวรรษแล้ว และนักวิชาการเรียกอาการของเศรษฐกิจแบบนี้ว่า “Japanification”

    ถ้าประเทศไทยไม่ทำอะไรหรือก็ทำเหมือนเดิมอย่างที่ทำมาหลายสิบปี เราก็คงติดอยู่กับ “Middle Income Trap” หรือติดหล่มอยู่ในกลุ่มประเทศ “ชนชั้นกลาง” ไปอีกหลายทศวรรษอย่างที่เราเป็นมาแล้วหลายทศวรรษ เราคงไม่มีโอกาสที่จะเป็นประเทศ “รายได้สูง” ตลอดกาล เพราะเศรษฐกิจของเราคงจะโตต่ำมากต่อไป หรืออาจจะลดลงด้วยซ้ำเมื่อเราแก่ตัวลง ประสิทธิภาพในการทำงานลดลงไปเรื่อย ๆ

    แต่ถ้าเราเริ่มทำอะไรบางอย่างที่เป็นการ “ปฏิรูป” หรือปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศให้สามารถ “แข่งขันได้” กับคนอื่นทั่วโลก ภายในเวลา 10-20 ปี เราอาจจะสามารถก้าวขึ้นเป็น “ประเทศรายได้สูง” เพราะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอาจจะสามารถปรับตัวขึ้นจากประมาณไม่เกิน 2% ต่อปี เป็น 4-5% ต่อปี คล้าย ๆ ประเทศอย่างมาเลเซียหรืออินโดนีเซียที่ยังสามารถเติบโตได้ในระดับนี้

    วิธีการที่ “นักคิด” ทั้งหลายเสนอ หลัก ๆ ก็คือ 1) พัฒนาหรือปรับปรุงเรื่องการศึกษาและทักษะของคนไทยให้เก่งขึ้นโดยเฉพาะให้เรียนวิชาด้านวิทยาศาสตร์มากขึ้น

    2) เพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจโดยการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนนหนทาง ไฟฟ้า ระบบข้อมูลข่าวสาร AI และที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือการปรับปรุงระบบการทำงานของราชการรวมถึงกฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของภาคธุรกิจ

    3) ดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศโดยเฉพาะที่ก่อให้เกิดมูลค่าเพิ่มสูง เช่น รถยนต์ไฟฟ้า เซมิคอนดักเตอร์ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ทั้งหลายรวมถึงศูนย์ข้อมูลทางธุรกิจที่จะมารองรับการทำงานของธุรกิจสมัยใหม่

    4) ต้องปฏิรูประบบภาษีและการใช้จ่ายเงินของรัฐบาลเพื่อเตรียมการสำหรับอนาคตที่ค่าใช้จ่ายทางด้านสวัสดิการประชาชนจะมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะคนแก่ตัวลงและเลิกทำงานมากขึ้น ในขณะที่คนเกิดใหม่ที่จะทำงานและจ่ายภาษีน้อยลง

    5) ต้องเพิ่มจำนวนคนโดยการส่งเสริมให้คนมีลูกมากขึ้น

    ทั้งหมดนั้น ผมพิจารณาดูแล้วก็รู้สึกว่า “ไม่มีอะไรใหม่” ว่าที่จริงถ้าไปถามคนที่มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบการบริหารเศรษฐกิจของประเทศโดยเฉพาะข้าราชการและนักการเมืองที่อยู่ในตำแหน่ง พวกเขาจะบอกว่า ทำอยู่แล้ว ทำมานานแล้ว และจะทำต่อไปอย่างเข้มข้นมากขึ้น

    แต่ข้อเท็จจริงก็คือ สิ่งที่ทำนั้นอาจจะน้อยจนมองแทบไม่เห็น หรือถึงจะมากก็ไม่ได้เกิดผลอย่างที่ต้องการหรือเพียงพอ เอาง่าย ๆ อย่างเรื่องของการศึกษานั้น นักเรียนระดับประถมศึกษาและส่วนใหญ่ของมัธยมศึกษาของรัฐ ผมเชื่อว่ายังไปโรงเรียนและได้รับการศึกษาหรือการสอนในหลักสูตรแบบเดิม วิธีการแบบเดิม มีความคิดแบบเดิม เช่น ความคิดที่ว่า “ครูคือแม่พิมพ์ของชาติ” นักเรียนไม่ต้องถามหรือคิดเอง เป็นต้น หรือภาษาอังกฤษที่สำคัญมากในยุคสมัยนี้ เราก็ยังสอนแบบเดิมและโดยครูคนเดิมที่ทำให้ภาษาอังกฤษของคนไทยอ่อนมากเทียบกับประเทศคู่แข่งอื่น ๆ

    สิ่งที่ต้องทำอีก 4 ข้อนั้น ผมดูแล้วก็คล้าย ๆ กันนั่นก็คือ เราก็จะบอกว่าทำแล้ว เช่น ปรับปรุงกฎหมายที่ “ล้าสมัย” และเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจในโลกยุคใหม่ แต่ผลล่ะ ลดไปกี่ฉบับแล้ว? ประเด็นก็คือ เรามีแต่หลักการกว้าง ๆ แต่ไม่มีเป้าหมายที่วัดได้ เช่น เราจะลดจำนวนโรงเรียนของรัฐลง แต่ไม่บอกว่าจะลดกี่โรงในเวลากี่ปีและจะแก้ปัญหาให้นักเรียนของโรงเรียนที่จะต้องถูกปิดอย่างไร เป็นต้น

    โครงสร้างการปกครองบางอย่างที่เป็นอุปสรรคแต่อาจจะแก้ไม่ได้หรือแก้แล้วก็กระทบกับคนโดยเฉพาะที่มีอำนาจหรือมีปากเสียงดังก็จะถูกละเลย ตัวอย่างเช่น การลดคนในระบบราชการลงหรือลดจำนวนจังหวัด กระทรวงทบวงกรมที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพนั้น ผมยังไม่เห็นว่าจะทำได้เลย จริง ๆ แล้วเรายังเพิ่มหน่วยงานเหล่านั้นด้วยซ้ำพร้อม ๆ กับกำลังคนที่ต้องเพิ่มตาม ทั้ง ๆ ที่มีการศึกษาว่าข้าราชการและพนักงานที่จ้างโดยรัฐนั้น มีมากเกินไป

    เรื่องของการใช้จ่ายเงินและการเก็บภาษีของรัฐบาลก็เช่นกัน เราก็มักจะมองว่าจะหาเงินเพิ่มจากภาษีได้อย่างไรมากน้อยแค่ไหน แต่เราแทบไม่สนใจว่าจะลดรายจ่ายได้อย่างไร โดยเฉพาะที่ทำแล้วลดได้มากมาย เช่น ลดคนงานของรัฐโดยการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการทำงานโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เป็นต้น

    ดังนั้น สำหรับผมแล้ว การที่จะปฏิรูปประเทศเพื่อให้ไทยก้าวหน้าต่อไปจนเป็นประเทศพัฒนาแล้วคิดจากรายได้ต่อหัว เราต้องคิดใหม่ และคิดอย่างมีเป้าหมายที่วัดได้ชัดเจน และต้องมี “คนทำ” ที่รับผิดชอบทำให้ได้ ตาม “สัญญาประชาคม” ที่ให้ไว้กับสาธารณชน มิฉะนั้น เราก็จะมีแต่ “แผน” ที่อยู่ในกระดาษเอาไว้ประชาสัมพันธ์ไปเรื่อย ๆ และไทยจะไม่สามารถออกจากหล่มทางเศรษฐกิจที่กำลังติดอยู่มานานแล้ว

    พูดถึงเรื่องนี้ ผมเองก็กลับมาย้อนดูตัวเอง ในฐานะที่เชื่อในความคิดที่ว่า “ประเทศก็เหมือนคน” เพียงแต่เป็นคนจำนวนมากมารวมกัน ความสามารถ นิสัย ความมั่งคั่ง ความสำเร็จ ของประเทศ ก็คือ “ค่าเฉลี่ย” ของคนทั้งประเทศที่เราจะนำมาใช้เปรียบเทียบได้กับคนอื่นและประเทศอื่นได้ ตัวอย่างเช่น เรื่องของการศึกษาที่เน้นว่าเราต้องปรับปรุงให้นักเรียนเก่งทางด้านวิทยาศาสตร์เพื่อที่จะสามารถแข่งขันทางด้านเทคโนโลยีและการคิดสร้างสรรค์กับประเทศอื่น ผมเองก็สงสัยเหมือนกันว่าคนไทยหรือเด็กไทย สามารถถูกสอนให้ทำเรื่องเหล่านี้ได้เท่ากับจีนหรือเวียดนามเหรอ?

    ประสบการณ์ส่วนตัวผมเองนั้น ผมเคยเป็นเหมือนประเทศไทยในวันนี้ พูดสั้น ๆ ตั้งแต่วันที่ผมเริ่มทำงานอายุ 22 ปี เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างรวดเร็วต่อเนื่องมาจนถึงปี 2536-37 และช่วงเวลาเดียวกันนั้นผมก็เติบโตขึ้นเรื่อยในแง่เม็ดเงินเก็บและรายได้รวมถึงตำแหน่งหน้าที่การงาน ผมใช้วิชาความรู้ที่เรียนมาทำมาหากินและก็พยายามพัฒนาปรับปรุงมาเรื่อย ๆ แต่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายหรือใหญ่โต ทุกอย่าง OK และผมมีความสุขตามอัตภาพ คือ คนชั้น “กลาง ๆ ค่อนข้างดี” เทียบกับคนอื่น ซึ่งนี่ก็คือประเทศไทยเทียบกับโลก เรากลายเป็นประเทศรายได้ “ชั้นกลางค่อนไปทางสูง”

    จากปี 2537 ไปถึง 2540 ทุกอย่างก็แย่ลง ธุรกิจของบริษัทแย่ลงตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทย รายได้และงานของผมเริ่มตกต่ำลงและหนักที่สุดตอนปี 2540 ซึ่งเป็นปีวิกฤติประเทศไทย ผมเริ่มเข้าสู่สถานการณ์ “วิกฤติวัยกลางคน” หน้าที่การงานไม่ก้าวหน้า ความรู้ไม่ทันคนรุ่นใหม่ รายได้ค่อนข้างแน่นิ่ง จะศึกษาและปรับตัวเองอย่างไรก็ทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำ อานิสงส์ส่วนหนึ่งจากอายุที่ขึ้นมาถึง 44 ปีแล้ว และด้วยศักยภาพบางอย่างที่ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก เช่น ภาษาอังกฤษที่แย่มาก ผมไม่รู้จะทำอย่างไรที่จะออกจากหล่มนี้

    เช่นเดียวกับประเทศไทยเมื่อประมาณกว่า 10 ปีมาแล้วที่เริ่มเข้าสู่ “Middle Income Trap” การเติบโตทางเศรษฐกิจช้าลงอย่างรวดเร็ว ความก้าวหน้าของประเทศหยุดนิ่ง ตามไม่ทันกับคู่แข่งรุ่นใหม่อย่างเวียดนาม และอีกหลายประเทศที่เริ่มเข้ามาแข่งขัน ในยามนั้นจะปรับตัวอย่างไรก็ดูเหมือนจะทำไม่ได้หรือไม่ได้ทำอานิสงส์จากระบบการเมืองที่ไม่เอื้อให้ทำอะไรได้มาก และส่วนหนึ่งจากโครงสร้างประชากรที่แก่ตัวลงอย่างรวดเร็ว นับถึงวันนี้ที่อายุเฉลี่ยของคนไทยก็ 42 ปีเข้าไปแล้ว เราจะทำอย่างไรที่จะหลุดจากหล่มนี้?

    ในส่วนตัวผมเองนั้น ในวันที่อายุ 44 ปีและกำลังเผชิญกับอาการ “หมดไฟและหมดแรง” เนื่องจากวิกฤติต้มยำกุ้ง และมีรายได้และความมั่งคั่งระดับ “ชนชั้นกลางระดับสูง” ที่กำลัง “ติดหล่ม” ผมก็เริ่ม “หาทางออก” แต่ผมเองแทบจะไม่ได้คิดถึง การศึกษาหรือ “โครงสร้างพื้นฐาน” ของตัวเองที่จะต้องแก้ไขแบบ “ปฏิรูป” ผมรู้ว่าด้วยอายุ 44 ปี และจิตวิทยาที่ถูกอบรมสั่งสอนมาตั้งแต่เด็ก ผมคงเปลี่ยนไม่ได้ ดังนั้น ผมจึงเปลี่ยนจาก “นักสู้” เป็น “นักเลือก” เลิกทำแบบเดิมที่เป็นลูกจ้าง มาเป็น “นักลงทุนเต็มตัว” จนถึงวันนี้ ผมกลายเป็นคน “รายได้สูง” ไปแล้ว เพราะผมเลือกถูก การลงทุนเป็นสิ่งที่ผมได้เปรียบโดยเฉพาะในช่วงนั้น

    สำหรับประเทศไทย ความคิดก็คือ การจะออกจากหล่มที่ติดอยู่นั้น ถ้าจะเน้นทำแต่ 5 ข้อที่กล่าวถึงนั้น คงไม่ใช่เรื่องง่าย อานิสงส์ส่วนหนึ่งก็คือ คนไทยแก่ตัวลงมาก การปรับตัวระดับปฏิรูปที่พูดถึงนั้นคงทำยากมากและผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจก็อาจจะไม่เพียงพอ

    ข้อเสนอของผมก็คือ ประเทศไทยคงต้องหาธุรกิจ “แชมเปียน” ใหม่ที่มีขนาดใหญ่พอและคนไทยมีความสามารถและความได้เปรียบที่จะเอาชนะคู่แข่งได้ แล้วทำมันอย่างทุ่มเทเต็มร้อยเหมือนอย่างที่ผมเลือกที่จะเปลี่ยนตัวเองเป็น VI เต็มตัวในปี 2540 และหนึ่งในนั้นก็คือ การเป็นศูนย์กลางซึ่งรวมถึงเป็นที่อยู่ของการที่จะให้บริการทุกอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่า “Longevity” หรือการมีและใช้ชีวิตที่ยืนยาวและมีความสุขของคนทั้งโลก

    แน่นอนว่าสิ่งอื่น ๆ ที่กล่าวถึงใน 5 ข้อนั้นก็อาจจะต้องเปลี่ยนไปบ้างเช่นเรื่องของกฎหมายหรือกฎระเบียบต่าง ๆ ที่จะต้อนรับคนที่จะเข้ามาอยู่ยาวหรือเกษียณ เป็นต้น

    เราอาจจะยังมีผลิตภัณฑ์หรือบริการแชมเปียนอื่น ๆ ไทยจะเข้าไปทำขายแข่งกับคนอื่นทั่วโลกด้วย แต่นั่นอาจจะไม่รวมถึงการทำธุรกิจ ไฮเทคที่เราอาจจะไม่สามารถแข่งขันได้แม้เราจะพยายามเต็มที่ และนี่ก็คือสิ่งที่เราจะต้องเลือก อย่าสู้ไปทุกอย่าง เราจะไม่ชนะซักอย่างเลย

    อีกอย่างหนึ่งที่เราอาจจะพอทำได้ก็คือ การเพิ่มคนและอาจจะช่วยลดอายุคนโดยการเปิดรับชาวต่างชาติที่มีคุณสมบัติดีเข้ามาอยู่ในประเทศไทยแบบถาวร เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่ “น่าอยู่” เทียบกับคู่แข่ง ว่าที่จริง ช่วงที่ประเทศไทยเริ่มเติบโตเร็วมากก็คือช่วงที่คนจีนจำนวนมากอพยพเข้ามาอยู่เมืองไทยหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และนี่ก็คือกลยุทธ์ที่สหรัฐใช้มานานและสิงคโปร์เริ่มใช้ที่ไทยเราก็น่าจะทำได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/opinion/editorial/1251865&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0w5TVeAp_VlFCuMvAPDZBJ

  • มูดีส์ชี้เศรษฐกิจอาเซียนแกร่ง บูมเอไอหนุนโต แม้เสี่ยงภาษีสหรัฐ | เดลินิวส์

    มูดีส์ชี้เศรษฐกิจอาเซียนแกร่ง บูมเอไอหนุนโต แม้เสี่ยงภาษีสหรัฐ | เดลินิวส์

    สำนักข่าวต่างประเทศรายงานจากประเทศสิงคโปร์ เมื่อวันที่ 15 ก.ย. ว่า มูดีส์ อะนาไลติกส์ รายงานว่า เศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีความยืดหยุ่นมากกว่าที่คาดในปีนี้ โดยได้แรงหนุนจากการส่งออกและการลงทุนที่ขยายตัวตามกระแสปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ)

    การขยายตัวจากเอไอส่งผลต่อแต่ละประเทศแตกต่างกัน โดยเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีโลกอย่างใกล้ชิดได้รับประโยชน์มากกว่า ปัจจัยดังกล่าวช่วยชดเชยความเสี่ยงจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น นโยบายภาษีศุลกากรของสหรัฐที่เปลี่ยนแปลง และอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ

    สำหรับเศรษฐกิจเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มูดีส์คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัว 4.8% ในปีนี้ และ 4.6% ในปี 2570 ลดลงเล็กน้อยจาก 4.9% ในปี 2568

    The AI boom is lifting the region unevenly, favoring economies that are more closely integrated into the global technology supply chain, the agency said in a note.https://t.co/GFzTErgzDf

    — The Star (@staronline) September 11, 2026

    แม้การเร่งสั่งซื้อสินค้าล่วงหน้าที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้วจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ แต่กระแสเอไอยังคงช่วยสนับสนุนการเติบโต โดยเฉพาะการลงทุนในศูนย์ข้อมูลและการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์

    ทั้งนี้ เศรษฐกิจส่วนใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแนวโน้มดีกว่าที่มูดีส์คาดการณ์ไว้ เมื่อเดือน ม.ค. โดยการขยายตัวของเอไอเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มีการปรับเพิ่มประมาณการ

    อย่างไรก็ตาม แนวโน้มเศรษฐกิจยังเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้นจากมาตรการภาษีของสหรัฐ ซึ่งมูดีส์คาดว่าจะยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องถึงปี 2571 และมีความเป็นไปได้ที่จะยกระดับมาตรการเพิ่มเติม

    รายงานของมูดีส์ระบุด้วยว่า ข้อยกเว้นด้านภาษีสำหรับชิปเซมิคอนดักเตอร์ช่วยปกป้องผู้ส่งออกสินค้าเทคโนโลยีรายใหญ่ของภูมิภาค เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม จากภาษีที่สูงขึ้น แต่ข้อยกเว้นดังกล่าวอาจถูกนำมาทบทวนในอนาคต.

    เรียบเรียงโดย : ทีมข่าวต่างประเทศ

    เครดิตภาพ : REUTERS

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6190410/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pdfdEvk6X37zXAlSXbXSh

  • “ฮั่งเส็ง” เปิดบวก 16 จุด! ลุ้นข้อมูลเศรษฐกิจจีน จับตาผลประชุมเฟด – สยามรัฐ

    “ฮั่งเส็ง” เปิดบวก 16 จุด! ลุ้นข้อมูลเศรษฐกิจจีน จับตาผลประชุมเฟด – สยามรัฐ

    ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้นในวันนี้ (15 ก.ย. 2569) โดยเคลื่อนไหวในแดนบวกต่อเนื่องจากวันก่อนหน้า ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของจีนในช่วงเช้าวันนี้ รวมถึงผลการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งมีกำหนดแถลงผลการประชุมในวันพุธ (16 ก.ย.) ตามเวลาสหรัฐฯ

    ดัชนีฮั่งเส็ง [HSI.X] เปิดตลาดที่ระดับ 24,934.06 จุด เพิ่มขึ้น 16.46 จุด หรือ 0.07% จากระดับปิดก่อนหน้า สอดคล้องกับการปรับตัวขึ้นของดัชนีในวันก่อนหน้า ซึ่งปิดที่ระดับ 24,917.60 จุด เพิ่มขึ้น 111.97 จุด หรือ 0.45%

    ตลาดหุ้นฮ่องกงยังคงให้น้ำหนักกับข้อมูลเศรษฐกิจจีนที่จะเปิดเผยในวันนี้ โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติจีนมีกำหนดรายงานตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญหลายรายการ ได้แก่ ราคาบ้านเดือน ส.ค. การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ส.ค. ยอดค้าปลีกเดือน ส.ค. การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเดือน ส.ค. และอัตราว่างงานเดือน ส.ค.

    ข้อมูลดังกล่าวถือเป็นปัจจัยสำคัญที่นักลงทุนใช้ประเมินทิศทางเศรษฐกิจจีน รวมถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อภายในประเทศ ขณะที่ตลาดยังจับตาท่าทีของเฟดอย่างใกล้ชิด เนื่องจากผลการประชุมและแนวทางการดำเนินนโยบายการเงินของสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อทิศทางตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นฮ่องกงในระยะต่อไป

    #ฮั่งเส็ง #ฮั่งเส็งวันนี้ #หุ้นฮ่องกง #ตลาดหุ้นฮ่องกง #HangSeng #HSI #หุ้นเอเชีย #ตลาดหุ้นเอเชีย #หุ้นจีน #เศรษฐกิจจีน #ข้อมูลเศรษฐกิจจีน #เฟด #ประชุมเฟด #ดอกเบี้ยเฟด #ตลาดหุ้นโลก #หุ้นต่างประเทศ #ข่าวหุ้น #ข่าวเศรษฐกิจ #เศรษฐกิจโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/international/321597&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zMGMzZocuonb0CzX9MDXb

  • ภาวะตลาดหุ้นจีน: เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดลบเล็กน้อย ก่อนจีนเผยข้อมูลเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ภาวะตลาดหุ้นจีน: เซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดลบเล็กน้อย ก่อนจีนเผยข้อมูลเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดขยับลงเล็กน้อยในวันนี้ (15 ก.ย.) ก่อนที่ทางการจีนจะเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจในช่วงเช้าวันนี้

    ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต [SSE.X] เปิดที่ระดับ 3,879.73 จุด ลดลง 5.60 จุด หรือ -0.14%

    สำนักงานสถิติแห่งชาติจีนมีกำหนดเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญในช่วงเช้านี้ ซึ่งรวมถึงราคาบ้านเดือนส.ค. การผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือนส.ค., ยอดค้าปลีกเดือนส.ค., การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรเดือนส.ค. และอัตราว่างงานเดือนส.ค.

    โดย รัตนา พงศ์ทวิช/กนิษฐ์นุช สิริสุทธิ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/648449&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31qoPlITF9s1Sr3AY8XfWM

  • อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ WTIพุ่ง 101.39 ดอลลาร์ ดาวโจนส์ร่วง 152.09 จุด เช็กราคาน้ำมันไทย 15/09/69 – สยามรัฐ

    อัปเดตดัชนีเศรษฐกิจสำคัญ WTIพุ่ง 101.39 ดอลลาร์ ดาวโจนส์ร่วง 152.09 จุด เช็กราคาน้ำมันไทย 15/09/69 – สยามรัฐ

    ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งขึ้นแตะระดับ 101.39 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังซาอุดีอาระเบียประกาศปิดท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ที่ได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยโดรน ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กถูกกดดันจากหุ้นกลุ่มชิปร่วงและความกังวลเกี่ยวกับการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ รวมถึงทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ขณะที่ราคาน้ำมันในไทยประจำวันที่ 15 กันยายน 2569 ยังมีการอัปเดตจาก 4 ผู้ให้บริการรายใหญ่

    สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส หรือ WTI ตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 โดยสัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนตุลาคม เพิ่มขึ้น 1.34 ดอลลาร์ หรือ 1.34% ปิดที่ 101.39 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนพฤศจิกายน เพิ่มขึ้น 1.07 ดอลลาร์ หรือ 1.02% ปิดที่ 105.68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล

    แรงหนุนสำคัญมาจากความกังวลเกี่ยวกับภาวะอุปทานน้ำมันในตลาดโลก หลังซาอุดีอาระเบียประกาศระงับการใช้งานท่อส่งน้ำมัน East-West Pipeline ซึ่งได้รับความเสียหายจากการโจมตีด้วยโดรน โดยทางการซาอุดีอาระเบียระบุว่าโดรนที่ใช้โจมตีมีต้นทางจากอิรัก ซึ่งเป็นพื้นที่ปฏิบัติการของกองกำลังติดอาวุธที่ได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน

    แหล่งข่าวในแวดวงอุตสาหกรรมเปิดเผยว่า การหยุดใช้งาน East-West Pipeline ส่งผลให้ท่าเรือยันบูบริเวณทะเลแดงต้องนำปริมาณน้ำมันจากคลังสำรองออกมาใช้เพื่อรองรับการดำเนินงาน โดยคาดว่าน้ำมันสำรองดังกล่าวจะเพียงพอสำหรับการส่งออกประมาณ 5-7 วันเท่านั้น

    East-West Pipeline ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานที่มีความสำคัญต่อการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบีย มีความยาวประมาณ 1,200 กิโลเมตร และช่วยให้ซาอุดีอาระเบียสามารถลำเลียงน้ำมันดิบไปยังชายฝั่งทะเลแดงได้โดยไม่จำเป็นต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

    ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ท่อส่งน้ำมันแห่งนี้สามารถลำเลียงน้ำมันดิบได้ประมาณ 4-5 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็นราว 4-5% ของอุปทานน้ำมันทั่วโลก ทำให้ตลาดกังวลว่าหากการหยุดชะงักยืดเยื้อ อาจทำให้ตลาดน้ำมันเผชิญภาวะอุปทานตึงตัวและผลักดันราคาน้ำมันให้สูงขึ้นอีกในระยะสั้น

    นอกจากนี้ สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังเพิ่มแรงกดดันต่อตลาดพลังงาน หลังกลุ่มกบฏฮูตีซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน เปิดฉากโจมตีซาอุดีอาระเบียระลอกใหม่ ด้วยการยิงขีปนาวุธพิสัยไกลและส่งโดรนนับสิบลำเข้าโจมตีฐานทัพอากาศทางตะวันตกเฉียงใต้ของซาอุดีอาระเบีย นักลงทุนจึงจับตาความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและเส้นทางขนส่งน้ำมันในภูมิภาคอย่างใกล้ชิด

    ขณะที่ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันเดียวกัน โดยดัชนีดาวโจนส์ปิดที่ 52,421.20 จุด ลดลง 152.09 จุด หรือ 0.29% ดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดที่ 7,619.98 จุด ลดลง 37.00 จุด หรือ 0.48% และดัชนีแนสแด็กปิดที่ 26,186.41 จุด ลดลง 146.62 จุด หรือ 0.56%

    ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ถูกกดดันจากการร่วงลงของหุ้นกลุ่มบริษัทผลิตชิป หลังผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI หลายรายออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย และเรียกร้องให้ชะลอความเร็วในการพัฒนาขีดความสามารถของ AI

    หุ้น 8 จาก 11 กลุ่มในดัชนีเอสแอนด์พี 500 ปิดในแดนลบ โดยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีลดลงมากที่สุด 1.67% ตามด้วยกลุ่มอุตสาหกรรมลดลง 1.44% ขณะที่หุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารเพิ่มขึ้น 2.80% และกลุ่มเฮลธ์แคร์เพิ่มขึ้น 1.35%

    หุ้นที่เกี่ยวข้องกับ AI ปรับตัวลง หลังดาริโอ อาโมเดอี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัทแอนโทรพิก เรียกร้องให้บริษัทต่าง ๆ ชะลอการพัฒนาขีดความสามารถของ AI เนื่องจากมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัย ขณะที่ผู้บริหารของบริษัทโอเพนเอไอและเอ็กซ์เอไอ ต่างออกมาเตือนถึงความเสี่ยงจากการพัฒนา AI อย่างรวดเร็วเช่นกัน

    อีกปัจจัยที่ตลาดจับตาคือการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟดในสัปดาห์นี้ โดยนักลงทุนรอดูสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ปรับตัวสูงขึ้น ยังคงเป็นแรงกดดันต่อตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีซึ่งมีความอ่อนไหวต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ย

    สำหรับราคาน้ำมันในประเทศไทยประจำวันที่ 15 กันยายน 2569 มีการอัปเดตข้อมูลราคาขายปลีกจาก 4 ผู้ให้บริการ ได้แก่ ปตท. บางจาก พีที และเชลล์ ณ เวลา 05.00 น. โดยราคาน้ำมันแต่ละประเภทมีดังนี้

    ปั๊มปตท. แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 40.69 บาทต่อลิตร และเบนซิน ราคา 48.93 บาทต่อลิตร

    ปั๊มบางจาก แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E85 ราคา 30.88 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาทต่อลิตร ดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ราคา 40.69 บาทต่อลิตร และดีเซลพรีเมียม ราคา 49.25 บาทต่อลิตร

    ปั๊มพีที ดีเซล ราคา 40.69 บาทต่อลิตร ดีเซล B20 ราคา 35.69 บาทต่อลิตร เบนซิน ราคา 49.43 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 39.94 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 39.57 บาทต่อลิตร และแก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 34.94 บาทต่อลิตร

    ส่วนปั๊มเชลล์ เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ E20 ราคา 35.14 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 91 ราคา 40.07 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 40.44 บาทต่อลิตร เชลล์ วี-เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ราคา 51.84 บาทต่อลิตร เชลล์ ฟิวเซฟ ดีเซล ราคา 40.69 บาทต่อลิตร เชลล์ ดีเซล B20 ราคา 35.69 บาทต่อลิตร และเชลล์ วี-เพาเวอร์ ดีเซล ราคา 51.84 บาทต่อลิตร

    ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดังกล่าวอ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน หรือ สนพ. ซึ่งมีการอัปเดตราคาน้ำมันทุกครั้งที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลงราคาในเวลา 05.00 น. ของวันที่มีการประกาศเปลี่ยนแปลง

    ราคาที่แสดงเป็นราคาขายปลีกน้ำมันในกรุงเทพมหานคร ซึ่งยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นกรุงเทพมหานคร ผู้บริโภคควรตรวจสอบราคาหน้าสถานีบริการน้ำมันอีกครั้งก่อนเติมน้ำมัน

    สถานการณ์ราคาน้ำมันดิบโลกที่พุ่งขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จึงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะหากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังคงยืดเยื้อและกระทบต่อโครงสร้างพื้นฐานหรือเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ อาจเพิ่มแรงกดดันต่อราคาพลังงานในตลาดโลก ขณะเดียวกันยังต้องจับตาผลกระทบต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนภาคธุรกิจ และทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/321584&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0SIVGzV7-DMP7NpyI_drLa

  • “เทือกเขาหิมาลัย” ละลายเร็วขึ้น 65% เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจอินเดีย 20% ของ GDP

    “เทือกเขาหิมาลัย” ละลายเร็วขึ้น 65% เสี่ยงกระทบเศรษฐกิจอินเดีย 20% ของ GDP

    งานวิจัยเตือนธารน้ำแข็งหิมาลัยสูญเสียมวลเร็วขึ้น 65% จากเมื่อ 10 ปีก่อน ขณะที่แหล่งน้ำจากเทือกเขาหิมาลัยหล่อเลี้ยงกิจกรรมเศรษฐกิจราว 20% ของ GDP อินเดีย

    วันที่ 14 กันยายน 2569 เวลา 05.25 น. สำนักข่าว BBC รายงานว่า เทือกเขาหิมาลัยกำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนที่อันตราย หลังธารน้ำแข็งละลายเร็วขึ้น ทะเลสาบธารน้ำแข็งมีความไม่มั่นคงมากขึ้น ขณะที่การติดตามตรวจสอบพื้นที่ยังมีช่องว่างขนาดใหญ่ เพิ่มความเสี่ยงต่อชีวิต ความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจของประชาชนหลายร้อยล้านคนในเอเชียใต้

    รายงานฉบับใหม่ของบริษัทที่ปรึกษาระดับโลก Systemiq ซึ่งจัดทำร่วมกับ Integrated Mountain Initiative และได้รับข้อมูลทางเทคนิคจาก International Centre for Integrated Mountain Development (ICIMOD) และ GB Pant National Institute of Himalayan Environment ระบุว่า ปัจจุบันธารน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัยกำลังสูญเสียมวลเร็วขึ้นถึง 65% เมื่อเทียบกับเมื่อ 10 ปีก่อน

    อย่างไรก็ตาม จากธารน้ำแข็งประมาณ 40,000 แห่ง ทั่วภูมิภาคหิมาลัย-คาราโครัม มีเพียงประมาณ 21 แห่ง ที่ได้รับการติดตามอย่างละเอียดและต่อเนื่อง สะท้อนช่องว่างด้านข้อมูลในช่วงที่ภูมิประเทศกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    เมื่อธารน้ำแข็งถอยร่น อาจก่อให้เกิดทะเลสาบที่ขยายตัวและถูกกั้นไว้ด้วยชั้นหินและน้ำแข็งที่ไม่มั่นคง ขณะเดียวกัน อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังทำให้ชั้นดินเยือกแข็งถาวร หรือ Permafrost ละลาย และทำให้พื้นที่ลาดชันบนภูเขาสูงมีความไม่มั่นคงมากขึ้น เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดภัยพิบัติต่อเนื่องหลายรูปแบบ

    ความเสี่ยงดังกล่าวเห็นได้ชัดในอินเดีย แม้พื้นที่หิมาลัยจะคิดเป็นประมาณ 18% ของพื้นที่ประเทศ แต่กลับมีสัดส่วนภัยพิบัติราว 35% ของทั้งหมด

    รัฐบาลอินเดียแจ้งต่อรัฐสภาเมื่อเดือนกรกฎาคมว่า มีทะเลสาบธารน้ำแข็ง 56 แห่ง ถูกจัดอยู่ในระดับความเสี่ยงสูงมาก หลังการประเมินทางวิทยาศาสตร์ในปี 2568 ซึ่งครอบคลุมทะเลสาบความเสี่ยงสูง 189 แห่งในพื้นที่หิมาลัยของอินเดีย ขณะที่ Central Water Commission กำลังติดตามทะเลสาบธารน้ำแข็งขนาดมากกว่า 10 เฮกตาร์จำนวน 2,485 แห่ง ในลุ่มน้ำหิมาลัยของประเทศ

    อินเดียเคยเผชิญผลกระทบรุนแรงจากการแตกของทะเลสาบธารน้ำแข็งมาแล้ว โดยในปี 2566 เหตุทะเลสาบธารน้ำแข็งแตกในรัฐสิกขิมก่อให้เกิดน้ำท่วมฉับพลัน คร่าชีวิตประชาชนอย่างน้อย 70 คน และสร้างความเสียหายอย่างกว้างขวางต่อถนน สะพาน และโครงการไฟฟ้าพลังน้ำ ส่วนในปี 2564 ภัยพิบัติลักษณะคล้ายกันในรัฐอุตตราขัณฑ์ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากกว่า 200 คน

    ความเสี่ยงจากธารน้ำแข็งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภัยพิบัติฉับพลัน เนื่องจากเทือกเขาหิมาลัยทำหน้าที่เสมือนระบบกักเก็บและจ่ายน้ำธรรมชาติขนาดใหญ่ ซึ่งหล่อเลี้ยงแม่น้ำที่ประชาชนหลายร้อยล้านคนทั่วเอเชียใต้พึ่งพา

    ICIMOD คาดว่า ลุ่มน้ำส่วนใหญ่ในภูมิภาคฮินดูกูช-หิมาลัยจะเข้าสู่ภาวะ Peak Water ราวกลางศตวรรษนี้ ซึ่งหมายถึงช่วงที่ปริมาณน้ำจากการละลายของธารน้ำแข็งเพิ่มขึ้นถึงระดับสูงสุด ก่อนจะเริ่มลดลงเมื่อมวลของธารน้ำแข็งหดตัวลงเรื่อย ๆ

    รายงานประเมินว่าน้ำจากเทือกเขาหิมาลัยมีส่วนสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจคิดเป็นประมาณ 20% ของ GDP อินเดีย ผ่านภาคส่วนสำคัญตั้งแต่การปลูกข้าวสาลี ข้าว และชา ไปจนถึงไฟฟ้าพลังน้ำและเศรษฐกิจจากการแสวงบุญ แต่รัฐต่าง ๆ ในพื้นที่ภูเขากลับได้รับมูลค่าทางเศรษฐกิจดังกล่าวเพียงประมาณ 5%

    Lord Nicholas Stern ประธาน Grantham Research Institute on Climate Change and the Environment แห่ง London School of Economics กล่าวว่า เทือกเขาหิมาลัยเปรียบเสมือนขั้วโลกที่สาม (Third Pole) แต่แตกต่างจากอาร์กติกและแอนตาร์กติกาตรงที่มีประชาชนหลายร้อยล้านคนอาศัยอยู่ด้านล่าง พร้อมเตือนว่าระบบนิเวศที่รองรับประชากรและเศรษฐกิจเหล่านี้กำลังเข้าใกล้จุดเปลี่ยนสำคัญ

    ขณะเดียวกัน ปัจจัยบางส่วนที่เร่งการละลายของธารน้ำแข็งยังสามารถแก้ไขได้ในระดับภูมิภาค โดย Systemiq ประเมินว่า ประมาณ 1 ใน 3 ของการละลายของธารน้ำแข็งหิมาลัยเกิดจาก Black Carbon หรืออนุภาคเขม่าดำ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากเตาเผาอิฐในพื้นที่ราบ เมื่อเขม่าตกลงบนหิมะและน้ำแข็งจะดูดซับแสงอาทิตย์มากขึ้นและเร่งการละลาย

    รายงานจึงเสนอแนวทางเร่งด่วน 10 ด้าน ตั้งแต่การลดการปล่อย Black Carbon การเพิ่มระบบติดตามธารน้ำแข็ง การยกระดับระบบเตือนภัยล่วงหน้า ไปจนถึงการปรับรูปแบบการท่องเที่ยวในพื้นที่ภูเขา

    หนึ่งในข้อเสนอสำคัญคือการเพิ่มความพร้อมรับมือภัยพิบัติ โดยรัฐบาลควรกำหนดมาตรการล่วงหน้าว่าจะดำเนินการอย่างไรเมื่อพบความเสี่ยง ตั้งแต่การอพยพประชาชนไปจนถึงการปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่มีความเปราะบาง

    นอกจากนี้ยังเสนอให้ทบทวนแนวทางการท่องเที่ยวในพื้นที่หิมาลัยของอินเดีย ซึ่งปัจจุบันรองรับนักท่องเที่ยวประมาณ 400 ล้านครั้งต่อปี โดยควรเปลี่ยนจากการมุ่งเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว ไปสู่การสร้างมูลค่าที่สามารถรักษาและนำกลับมาลงทุนในชุมชนท้องถิ่นได้มากขึ้น

    Pema Gyamtsho ผู้อำนวยการใหญ่ ICIMOD ระบุว่า ความเสี่ยงกำลังซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากการถอยร่นของธารน้ำแข็ง ความไม่มั่นคงของ Permafrost และพื้นที่ลาดชันบนภูเขาสูง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อชุมชนและโครงสร้างพื้นฐานบริเวณปลายน้ำ

    ภัยเหล่านี้ยังไม่หยุดอยู่ที่พรมแดนของประเทศ จึงจำเป็นต้องเร่งสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน ทั้งการติดตามสถานการณ์ การแบ่งปันข้อมูลความเสี่ยง ระบบเตือนภัยล่วงหน้า และการลงทุนร่วมกันเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือ ไม่เพียงเพื่อรักษาชีวิตประชาชน แต่ยังเพื่อปกป้องความเป็นอยู่และเศรษฐกิจของประชากรหลายร้อยล้านคนที่พึ่งพาเทือกเขาหิมาลัย

    อ้างอิง : www.bbc.com

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://moneyandbanking.co.th/2026/269923/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1XXSruhLxqKJ0rzQhagWSK

  • นายกฯ หารือโทนี่ แบลร์ ดึง TBI ปั้นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    นายกฯ หารือโทนี่ แบลร์ ดึง TBI ปั้นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    นายกฯ หารือโทนี่ แบลร์ ดึง TBI ปั้นเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่

    วันที่ 14 กันยายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือกับ เซอร์ โทนี่ แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร 3 สมัย และประธานบริหาร Tony Blair Institute for Global Change (TBI)

    เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางยกระดับเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย โดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (AI)
     

    โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญว่า นายกรัฐมนตรีมองว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ

    และจำเป็นต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” รองรับการแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

    รัฐบาลจึงให้ความสำคัญกับการผลักดันอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าสูงและมีศักยภาพเติบโตในอนาคต ทั้งเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI อุตสาหกรรมขั้นสูง และพลังงานสะอาด

    พร้อมกับการปฏิรูปภาครัฐให้มีประสิทธิภาพ คล่องตัว และสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วขึ้น

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประสบการณ์ของโทนี่ แบลร์ จากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร 3 สมัย รวมถึงการทำงานของ TBI ที่ให้คำปรึกษาแก่รัฐบาลหลายประเทศ สามารถนำมาปรับใช้กับประเทศไทยได้

    โดยเฉพาะการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเข้ากับเทคโนโลยี การลงทุน และการเพิ่มประสิทธิภาพภาครัฐ เพื่อสร้างการเติบโตและขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

    สำหรับ TBI เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไรที่ทำหน้าที่เป็นพันธมิตรให้คำปรึกษาเชิงปฏิบัติแก่รัฐบาลและผู้นำประเทศ

    ครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดยุทธศาสตร์ การจัดทำนโยบาย ไปจนถึงการผลักดันนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติ

    ประเด็นที่สอดคล้องกับไทยในขณะนี้คือการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการบริหารประเทศในยุค AI

    ในวงหารือ นายกรัฐมนตรีขอรับฟังมุมมองจากโทนี่ แบลร์ว่า ไทยควรเร่งดำเนินการด้านใดเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และควรใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจยุคใหม่อย่างไร รวมถึงแนวทางที่ TBI จะเข้ามาทำงานร่วมกับไทยในทางปฏิบัติ
     

    ประเด็นสำคัญอยู่ที่การดึงดูดการลงทุนใน AI เซมิคอนดักเตอร์ และอุตสาหกรรมขั้นสูง การนำ AI มาเพิ่มผลิตภาพและสร้างทักษะ

    รวมถึงโอกาสสร้างรายได้ใหม่ให้ประชาชน ตลอดจนการยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐผ่านรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Government) และการกำกับดูแล AI (AI Governance)

    อีกวาระสำคัญคือการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งรัฐบาลไทยกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ และตั้งเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิกเต็มรูปแบบภายในปี 2571

    เพื่อยกระดับมาตรฐานประเทศและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

    นายกรัฐมนตรีเสนอให้มีการหารือระดับเจ้าหน้าที่ระหว่างผู้ประสานงานการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยกับทีมงาน TBI เพื่อกำหนดประเด็นความร่วมมือที่สามารถช่วยเร่งกระบวนการดังกล่าว โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านสีเขียว รวมถึงการเปลี่ยนผ่านด้าน AI และดิจิทัล

    ด้าน AI นายกรัฐมนตรีระบุว่า เทคโนโลยีมีความก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้ภาครัฐต้องเร่งเตรียมความพร้อมทั้งด้านกฎระเบียบ โครงสร้างพื้นฐาน ทักษะแรงงาน และการนำเทคโนโลยีไปใช้สร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน ไทยอยู่ระหว่างทบทวนกฎระเบียบและหลักเกณฑ์การลงทุน Data Center เพื่อให้การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจแก่ประเทศได้สูงสุด ควบคู่กับการบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม

    โทนี่ แบลร์ มองว่าไทยควรให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของข้อมูล และนำข้อมูลที่มีมาต่อยอดพัฒนาแอปพลิเคชันที่ตอบโจทย์บริบทของประเทศได้แม่นยำขึ้น

    ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสให้สตาร์ทอัพไทยสามารถพัฒนาธุรกิจและแข่งขันได้มากขึ้น

    นายกรัฐมนตรีได้ยกตัวอย่างจากการเยือนออสเตรเลียและการพบกับบริษัท Canva ซึ่งมีบุคลากรชาวไทยทำงานอยู่จำนวนมาก

    สะท้อนศักยภาพของคนไทยในการทำงานด้านเทคโนโลยี ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นตรงกันว่า เทคโนโลยีและศักยภาพบุคลากรไทยเป็นต้นทุนสำคัญที่สามารถต่อยอดได้อีกมาก

    ส่วนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน โทนี่ แบลร์ เห็นด้วยกับแนวทางที่ไทยกำลังดำเนินการ รวมถึงการติดตั้ง Solar Roof

    มองว่าเทคโนโลยีพลังงานไม่ได้ตอบโจทย์เพียงความมั่นคงด้านพลังงานเท่านั้น แต่ยังสามารถกลายเป็นปัจจัยต่อรองทางการค้าระหว่างประเทศได้

    โทนี่ แบลร์ ยังมองว่า ท่ามกลางความขัดแย้งและความไม่แน่นอนของโลก ไทยสามารถวางบทบาทของประเทศในฐานะมิตรประเทศและเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจะเป็นอีกปัจจัยสำคัญต่อการสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะต่อไป

    ท้ายการหารือ นายกรัฐมนตรีระบุว่า ไทยต้องการต่อยอดจากการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นไปสู่ความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

    โดยครอบคลุมการยกระดับเศรษฐกิจและขีดความสามารถในการแข่งขัน การพัฒนา AI และดิจิทัล การเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศและพลังงาน รวมถึงการสนับสนุนกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD

    รัฐบาลไทยจึงเตรียมกำหนดผู้ประสานงานระดับเจ้าหน้าที่เพื่อหารือรายละเอียดและติดตามผลร่วมกับ TBI ขณะที่โทนี่ แบลร์แสดงความพร้อมให้ข้อมูลและคำปรึกษาแก่รัฐบาลไทย เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนความร่วมมือในประเด็นดังกล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/748647&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Y9gm0N4TyBAT0ZmbIm4q6

  • ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 15 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ โลกออนไลน์ วันที่ 15 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    จับตา 15 ก.ย. 69! สภากทม.โหวตงบ 9.3 หมื่นล้าน ปมฮั้ว สว. จ่อขยับมาตรการฟรีวีซ่า

    วันที่ 15 กันยายน 2569 มีหลายประเด็นร้อนที่ต้องจับตา ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ ต่างประเทศ และกระแสสังคม โดยเฉพาะการลงมติงบประมาณ กทม. กว่า 9.3 หมื่นล้านบาท ความคืบหน้าคดีฮั้วเลือก สว. ทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐฯ และมาตรการ Free Visa ที่เตรียมเพิ่มความเข้มงวด

    สภากทม. โหวตงบปี 2570 กว่า 9.3 หมื่นล้าน

    สภากรุงเทพมหานครนัดประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ในวาระที่ 2 และ 3 วงเงินรวมกว่า 93,000 ล้านบาท โดยสมาชิกสภากรุงเทพมหานครเตรียมอภิปรายและตรวจสอบการจัดสรรงบในโครงการสำคัญ โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการโยธาและการระบายน้ำ

    ประเด็นที่ต้องจับตาคือความคุ้มค่าและประสิทธิภาพของการใช้งบประมาณ ก่อนเข้าสู่การลงมติในวาระสุดท้าย

    ปม “ฮั้วเลือก สว.” ยังร้อน จับตาผลสืบเนื่องจาก กกต.

    คดีฮั้วเลือก สว. ยังคงเป็นอีกหนึ่งประเด็นการเมืองที่ต้องติดตาม หลัง กกต. พิจารณาข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการทุจริตและการบล็อกโหวตในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา

    จากนี้ต้องจับตากระบวนการทางกฎหมายและผลสืบเนื่องจากมติ กกต. โดยเฉพาะประเด็นการส่งเรื่องต่อศาลฎีกา ซึ่งอาจมีผลต่อผู้เกี่ยวข้องและบรรยากาศทางการเมืองภายในวุฒิสภา

    จับตา Fed ชี้ทิศทางดอกเบี้ยโลก หุ้นไทยรอรับแรงกระเพื่อม

    ด้านเศรษฐกิจ ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed เริ่มการประชุมนโยบายการเงินวันที่ 15–16 กันยายน นักลงทุนทั่วโลกจับตาสัญญาณเกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ยและแนวโน้มเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง ท่ามกลางการรอผลประชุม Fed และสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบโลก ซึ่งอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนการขนส่ง และราคาสินค้าในประเทศ

    ไทยขยับมาตรการ Free Visa คุมการพำนักต่างชาติ

    อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือการปรับมาตรการ Free Visa สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยมีแนวทางลดระยะเวลาพำนักจากเดิมสูงสุด 60 วัน เหลือประมาณ 15–30 วันตามเงื่อนไข

    มาตรการดังกล่าวมุ่งเพิ่มความเข้มงวดในการคัดกรองและควบคุมการพำนักของชาวต่างชาติ รวมถึงรับมือปัญหาด้านความมั่นคง อาชญากรรมข้ามชาติ และกลุ่มทุนสีเทา

    ไทย-กัมพูชา จับตาเปิดเวทีเจรจาเขตแดนทางทะเล

    ด้านต่างประเทศ อีกหนึ่งวาระสำคัญคือการประชุมภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS ที่ประเทศสิงคโปร์ โดยจะมีการถ่ายทอดสดแถลงการณ์เปิดของฝ่ายไทยและกัมพูชา

    ประเด็นดังกล่าวเกี่ยวข้องทั้งความมั่นคง การทูต และผลประโยชน์ทางทะเลของสองประเทศ จึงเป็นอีกความเคลื่อนไหวที่สังคมไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    วันที่ 15 กันยายน 2569 จึงเป็นอีกวันที่มีหลายประเด็นสำคัญ ตั้งแต่การเมืองท้องถิ่น คดีฮั้วเลือก สว. ทิศทางดอกเบี้ยโลก มาตรการ Free Visa ไปจนถึงการเจรจาเขตแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งล้วนมีโอกาสส่งผลต่อทิศทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงของไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/politics/321573&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-BV7TK-yn6NcjzokB6hwL

  • ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 15 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    ประเด็นร้อนข่าวเศรษฐกิจ วันที่ 15 กันยายน 2569 – สยามรัฐ

    จับตา! 3 ประเด็นร้อนเศรษฐกิจ 15 ก.ย. 69 Fed ถกนโยบายดอกเบี้ย–จับตาทิศทางหุ้นไทย–มาตรการลดค่าครองชีพ

    การเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจและการเงินทั้งในประเทศและต่างประเทศในวันพรุ่งนี้ 15 กันยายน 2569 ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดจากนักลงทุนและประชาชน โดยมีปัจจัยสำคัญทั้งการประชุมนโยบายการเงินระดับโลก และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ดังนี้

    1. จับตา Fed เริ่มประชุมนโยบายการเงิน นัดสำคัญของเศรษฐกิจโลก

    ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed มีกำหนดเริ่มการประชุมนโยบายการเงิน FOMC เป็นวันแรกในวันที่ 15–16 กันยายน โดยนักลงทุนทั่วโลกต่างจับตาท่าทีของ Fed ว่าจะตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50–3.75% หรือปรับขึ้นเพื่อรับมือกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้น

    นอกจากนี้ ยังต้องติดตามรายงานการจ้างงาน ADP และดัชนีภาคการผลิต Empire State ที่จะประกาศในช่วงค่ำของวันเดียวกัน ซึ่งอาจเป็นข้อมูลสำคัญต่อมุมมองของตลาดเกี่ยวกับทิศทางเศรษฐกิจและนโยบายการเงินสหรัฐฯ

    2. ตลาดหุ้นไทยเคลื่อนไหวระมัดระวัง หุ้นเพิ่มทุน BC พร้อมเทรดวันแรก

    แนวโน้มตลาดหุ้นไทย หรือ SET Index มีโอกาสเคลื่อนไหวในกรอบระมัดระวัง หรือ Risk-off เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ยังรอดูผลการประชุม Fed รวมถึงสัญญาณเงินเฟ้อในหมวดพลังงาน

    ขณะที่ความเคลื่อนไหวรายตัวที่น่าสนใจ คือ หุ้นเพิ่มทุนของ บริษัท บูติค คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BC จะเริ่มทำการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นวันแรก

    3. รัฐบาลลุยประเมินมาตรการ “ไทยช่วยไทย” บรรเทาค่าครองชีพ

    ในส่วนของเศรษฐกิจภายในประเทศ รัฐบาลเตรียมเดินหน้าประเมินและขับเคลื่อนกิจกรรม “ไทยช่วยไทย ลดภาระ ลดค่าครองชีพ” หลังจากการจัดงานอย่างต่อเนื่องช่วยบรรเทาภาระประชาชนและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ

    ขณะเดียวกัน ยังต้องเฝ้าระวังสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบโลกอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนค่าขนส่ง และราคาสินค้าอุปโภคบริโภคภายในประเทศ

    การประชุม Fed ในรอบนี้จึงนับเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่จะส่งสัญญาณทิศทางดอกเบี้ยโลก และอาจนำไปสู่ความผันผวนของตลาดการเงินไทยในระยะสั้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/economy/321561&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3rW68zt07DriiZPxQ0bIHy