Blog

  • วิกฤตเศรษฐกิจไทย 2569 เมื่อประชาชนกังวลมากกว่าแค่ ‘น้ำมันแพง’ | เดลินิวส์

    วิกฤตเศรษฐกิจไทย 2569 เมื่อประชาชนกังวลมากกว่าแค่ ‘น้ำมันแพง’ | เดลินิวส์

    เศรษฐกิจในประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาที่ตึงเครียด โดยโซเชียลมีเดียได้กลายเป็นพื้นที่หลักที่สะท้อนความเดือดร้อนและเสียงเรียกร้องของประชาชนต่อภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น ในสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังถูกจับตามองอย่างต่อเนื่อง เรามาดูว่าประเด็นไหนที่กำลังสร้างกระแสและถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางบนโลกออนไลน์อยู่บ้าง

    บริษัท ไวซ์ไซท์ (ประเทศไทย) ได้ทำการเก็บข้อมูลที่เกี่ยวข้องผ่านเครื่องมือ Zocial Eye ระหว่างวันที่ 1 เมษายน – 10 พฤษภาคม 2569 พบว่ามีการพูดถึงประเด็นวิกฤตเศรษฐกิจบนโซเชียลมีเดียสูงถึง 18.3 ล้านเอนเกจเมนต์ จาก 254,800 โพสต์ โดยแบ่งเป็น:

    ประเด็นราคาน้ำมัน: 163,000 โพสต์ (15.7 ล้าน เอนเกจเมนต์)
    ประเด็นค่าครองชีพ/ของแพง: 49,700 โพสต์ (4 ล้าน เอนเกจเมนต์)
    ประเด็นการตกงาน/เลิกจ้าง: 42,100 โพสต์ (893,067 เอนเกจเมนต์)

    การเพิ่มขึ้นของการพูดถึงอย่างต่อเนื่องนี้ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าความกังวลกำลังแผ่ขยายทั่วสังคมไทย โดยเฉพาะหลังช่วงสงกรานต์ที่การพูดถึงทุกประเด็นพุ่งสูงขึ้นพร้อมกันถึง 33-36%
    Facebook ยังคงเป็นแพลตฟอร์มหลักในการรับรู้และแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์เศรษฐกิจ ด้วยจำนวนข้อความสูงถึง 35,006 ข้อความ (55.2%) สะท้อนให้เห็นว่า Facebook ยังคงเป็นพื้นที่หลักของสื่อมวลชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการเผยแพร่ข่าวสารและแสดงความคิดเห็น

    Instagram ตามมาเป็นอันดับสอง ด้วยจำนวนข้อความราว 14,416 ข้อความ (22.7%) โดยส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาที่ผสมผสานระหว่างการแชร์ประสบการณ์
    YouTube อยู่ในอันดับสาม ด้วยจำนวนข้อความ 5,508 ข้อความ (8.7%) โดยส่วนใหญ่เป็นเนื้อหาในรูปแบบวิดีโอวิเคราะห์สถานการณ์และรายงานข่าวเชิงลึก
    TikTok มีจำนวน 3,107 ข้อความ (4.9%) แต่มักสร้างการมีส่วนร่วมที่สูงเมื่อเทียบกับจำนวนโพสต์ ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า TikTok เป็นแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพสูงในการขยายกระแสความสนใจเกี่ยวกับวิกฤตเศรษฐกิจ

    3 ประเด็นหลักที่ประชาชนให้ความสนใจ

    ประเด็นที่ 1: ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นโดยรวม — ความกังวลที่กว้างที่สุด
    ด้วยเอนเกจเมนต์กว่า 4 ล้านครั้ง และ Sentiment เชิงลบสูงกว่า 65% สะท้อนความกังวลของประชาชนต่อราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นทุกเมนูแต่ปริมาณและคุณภาพลดลง รวมถึงค่าไฟที่มีการปรับขึ้นราคารอบใหม่ และค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันที่สูงขึ้นทุกด้านในขณะที่รายได้ยังคงเท่าเดิม ความรู้สึกติดกับดักและไร้ทางออกสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนในโพสต์ที่กลายเป็นไวรัลบนโซเชียลมีเดีย ประเด็นนี้จึงไม่ใช่แค่ความไม่พอใจชั่วคราว แต่เป็นปัญหาโครงสร้างที่กดทับประชาชนสะสมมาทุกวัน

    ประเด็นที่ 2: ความกังวลเรื่องการถูก Layoff/ตกงาน — วิกฤตเงียบที่กำลังมา
    ประเด็นนี้มีเอนเกจเมนต์รวมกว่า 893,067 ครั้ง โดยมี Sentiment เชิงลบสูงถึง 72% ผ่านแฮชแท็ก #ตกงาน #เลิกจ้าง และ #วิกฤตเศรษฐกิจ

    เนื้อหาที่ถูกพูดถึงครอบคลุมหลายมิติ ทั้งการเปิดโปงพฤติกรรมนายจ้างที่บีบให้พนักงานลาออกเองแทนการเลิกจ้างเพื่อตัดสิทธิ์รับค่าชดเชย ไปจนถึงความกังวลส่วนตัวของผู้คนที่เริ่มตั้งคำถามว่าตัวเองจะเป็นรายต่อไปหรือไม่ โดยหลายคนยอมรับว่ามีเงินสำรองเพียงพอแค่ 1–2 เดือนหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

    ขณะเดียวกัน โซเชียลมีเดียก็เริ่มเต็มไปด้วยคอนเทนต์ด้านการเงินส่วนบุคคล ไม่ว่าจะเป็นวิธีเก็บเงิน การฝากเงิน หรือการลงทุนเพื่อเกษียณ สะท้อนให้เห็นความต้องการหาทางออกในภาวะที่ตลาดแรงงานหดตัวและการหางานใหม่ทำได้ยากขึ้น แม้แต่อาชีพอิสระอย่างไรเดอร์และงานขนส่งก็ไม่รอดพ้น เมื่อต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นในขณะที่รายได้กลับลดลง

    ประเด็นที่ 3: ปัญหาราคาที่อยู่อาศัย/บ้านแพง — ความฝันที่ห่างไกล
    การมีบ้านเป็นของตัวเองกลายเป็นเรื่องยากขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะในกลุ่มคนรุ่นใหม่อายุ 25–40 ปี ที่กำลังอยู่ในช่วงสร้างฐานะ ประเด็นนี้มี Sentiment เชิงลบอยู่ที่ 58% สะท้อนความกังวลที่สะสมมาจากหลายทิศทาง

    อุปสรรคแรกคือเรื่องการเข้าถึงสินเชื่อ หลายคนมีเงินดาวน์ไม่เพียงพอหรือรายได้ไม่ผ่านเกณฑ์ที่ธนาคารกำหนด และแม้จะกู้ได้ ภาระผ่อนชำระก็หนักขึ้นตามดอกเบี้ยที่ปรับตัวสูง ในขณะที่รายได้ยังคงที่

    ฝั่งของผู้เช่าเองก็ไม่ได้ง่ายกว่ากัน เมื่อค่าเช่าปรับขึ้นต่อเนื่องจนแทบไม่มีเงินเหลือเก็บ หลายคนต้องยอมย้ายไปอยู่ในที่พักที่เล็กลงและอยู่ห่างจากที่ทำงานมากขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตโดยตรง
    ผลลัพธ์ที่เห็นชัดในโซเชียลคือความรู้สึกสิ้นหวัง คนรุ่นใหม่จำนวนมากเริ่มมองไม่เห็นเส้นทางที่จะพาตัวเองไปถึงการมีบ้านเป็นของตัวเองได้จริง

    มุมมองของแต่ละ Generation ต่อวิกฤตครั้งนี้
    Wisesight ไม่ได้หยุดอยู่แค่การวัดว่าวันนี้คนพูดถึงอะไร แต่ยังฉายภาพไปข้างหน้าผ่านเทคโนโลยี Virtual Persona (Synthetic Research) ที่สร้างจากกลุ่มตัวอย่าง 90 คน แบ่งเป็น Gen X, Gen Y และ Gen Z รุ่นละ 30 คน บอกเล่าว่าวิกฤตครั้งนี้จะหล่อหลอมพฤติกรรมและทัศนคติของแต่ละ Generation อย่างไรในอนาคต

    Gen X (อายุ 46–61 ปี): จาก “สร้าง” สู่ “ปกป้อง”
    80% ของกลุ่ม Gen X ระบุว่ากังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่พวกเขากังวลจริง ๆ ไม่ใช่การอยู่รอดรายวัน หากแต่เป็นความมั่นคงระยะยาวที่อุตส่าห์สร้างมาทั้งชีวิตอาจสั่นคลอน โดยเฉพาะแผนเกษียณที่ต้องเลื่อนออกไป บวกกับภาระของ “Sandwich Generation” ที่ต้องแบกรับทั้งค่าเทอมลูกและค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่สูงวัยไปพร้อมกัน

    เมื่อถูกถามว่า “ถ้าต้องลดภาระ จะเลือกลดอะไรก่อน?” คำตอบเกือบเป็นเอกฉันท์คือ “ค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาสถานะทางสังคม” เช่น การชะลอเปลี่ยนรถยนต์คันใหม่, งดซื้อสินค้าแบรนด์เนม, ลดทริปท่องเที่ยวหรูหราต่างประเทศ”

    3 อย่างที่จะไม่ยอมลดเด็ดขาด ได้แก่ ประกันสุขภาพพรีเมียมของพ่อแม่และตัวเอง ค่าเทอมและการศึกษาของลูก และเครือข่ายคอนเนคชันทางสังคมและธุรกิจที่มองว่าเป็น “เครื่องมือเดียวที่ทำให้ยังกุมอำนาจต่อรองได้” นอกจากนี้ยังมีแผนการเงินเชิงรุก เช่น รีไฟแนนซ์หนี้ก้อนใหญ่ เคลียร์พอร์ตการลงทุนที่เสี่ยงสูง สะท้อนการเปลี่ยนโหมดจาก “การเติบโต” สู่ “การปกป้องสินทรัพย์” อย่างเป็นระบบ ขณะที่อีก 20% ที่ “ไม่กังวล” โดยมองวิกฤตเป็น “โอกาสทอง” มากกว่าภัยคุกคาม กลุ่มนี้ใช้คำว่า “ช่องโหว่” และ “เกมที่ต้องเล่นให้ชนะ” สะท้อนทัศนคติเชิงรุกและมั่นใจในประสบการณ์ที่ผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง รวมถึงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 พวกเขามองว่า “ความเปราะบางของระบบคือโอกาสในการเข้าถึงสินทรัพย์ราคาถูก” และ “วิกฤตเศรษฐกิจเป็นเพียงเครื่องมือคัดกรองคนที่ไร้ประสิทธิภาพออกไป” สะท้อนความแตกต่างภายในเจเนอเรชันเดียวกันระหว่างกลุ่มที่มุ่ง “ป้องกันความเสี่ยง” กับกลุ่มที่มุ่ง “สร้างโอกาส” อย่างชัดเจน

    Gen Y (อายุ 30–34 ปี): ระหว่าง “สร้างอนาคต” กับ “รอดในระบบที่เอียง”
    Gen Y ไม่ได้กังวลเรื่องการอยู่รอดรายวัน แต่กังวลถึงความสามารถในการสร้างอนาคตในระบบที่รู้สึกว่าเอื้อประโยชน์ให้คนรุ่นก่อนมากกว่า วิธีลดภาระทางการเงินที่พบบ่อยในกลุ่มนี้ ได้แก่ การใช้แอปติดตามค่าใช้จ่ายแบบเรียลไทม์ ใช้ AI วิเคราะห์รูปแบบการใช้จ่าย เปรียบเทียบราคาออนไลน์ก่อนตัดสินใจซื้อ ยกเลิก Subscription ที่ไม่ได้ใช้จริง และหารายได้เสริมผ่านงานฟรีแลนซ์หรือธุรกิจออนไลน์

    เมื่อถูกถามว่าหากต้องลดภาระจะเลือกลดอะไรก่อน คำตอบที่ถูกกล่าวถึงบ่อยที่สุดคือ “ค่าใช้จ่ายเพื่อรักษาสถานะทางสังคม” หรือที่พวกเขาเรียกว่า “ภาระเปลือกนอก” รายการแรกที่พร้อมตัดทิ้งคือค่าใช้จ่ายเพื่อสร้างคอนเทนต์โซเชียล เช่น งดเที่ยวเพื่อถ่ายรูป ลดการไปร้านอาหารแพงเพื่อ check-in รองลงมาคือ Subscription ที่ไม่ได้ใช้จริง ตามด้วยการชะลอซื้อ Gadget และลดความถี่เดินทางต่างประเทศ การตัดสินใจเหล่านี้สะท้อน Mindset ที่เปลี่ยนจาก “ดูดี” มาเป็น “มั่นคง” โดยมองว่าความมั่งคั่งที่แท้จริงคือความคล่องตัวทางการเงิน ไม่ใช่การแสดงออกบนโซเชียลมีเดีย

    อย่างไรก็ตาม Gen Y มี “เส้นที่ห้ามแตะ” ไม่ว่าสถานการณ์จะยากเพียงใด อันดับแรกคือการศึกษาและพัฒนาตนเอง รองลงมาคือประกันสุขภาพและ Wellness เพราะค่ารักษาพยาบาลสูงมากและการป้องกันดีกว่าการรักษา ประการที่สามคือการสร้างเครือข่ายอาชีพผ่าน LinkedIn และ Community และสุดท้ายคือเงินออมและการลงทุนระยะยาว อีกทั้งยังมองว่ากองทุนฉุกเฉิน 3–6 เดือนคือสิ่งจำเป็น

    ที่น่าสนใจคือ Gen Y บางส่วนกลับ “ไม่กังวล” และมองว่าความเปราะบางของระบบคือโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ กลุ่มนี้เชื่อว่าคนที่มีทักษะดิจิทัลและ AI จะได้เปรียบในตลาด และใช้ความสามารถในการปรับตัวเป็นอาวุธหลักในการรับมือกับทุกความท้าทาย สะท้อนความแตกต่างภายในเจเนอเรชันเดียวกันระหว่างกลุ่มที่มุ่ง “ป้องกันความเสี่ยง” กับกลุ่มที่มุ่ง “สร้างโอกาส” อย่างชัดเจน

    Gen Z (อายุ 14–29 ปี): เมื่อความไม่แน่นอนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่
    Gen Z เผชิญกับความท้าทายที่ต่างจากรุ่นก่อน หลายคนใช้ชีวิตแบบ “เดือนต่อเดือน” ต้องพึ่งพาครอบครัว และมองว่าการมีบ้านหรือสร้างครอบครัวเป็นความฝันที่ห่างไกลออกไปทุกที โดย 57% ระบุว่า “กังวล” กับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

    ความกังวลหลักเริ่มจากความไม่มั่นคงทางการเงิน ต้นทุนการดำรงชีพที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ทั้งค่าเช่าบ้าน ค่าอาหาร และค่าพาหนะ ไม่ได้เพิ่มขึ้นตามสัดส่วนกับรายได้ที่ได้รับ ทำให้หลายคนต้องพึ่งพาครอบครัวหรือทำงานหลายอย่างพร้อมกันเพื่อให้รอด บวกกับตลาดแรงงานที่ท้าทายกว่าที่เคย การหางานมั่นคงที่ให้สวัสดิการชัดเจนกลายเป็นเรื่องยาก บางคนเรียนจบมาแล้วยังหางานไม่ได้หรือต้องทำงานที่ไม่ตรงสาขา ความกดดันเหล่านี้ทำให้การวางแผนซื้อบ้าน เกษียณ หรือแม้แต่การออมเงินประจำเดือนดูเหมือนอยู่ไกลเกินเอื้อม และทำให้การมีครอบครัวหรือลงทุนในอนาคตกลายเป็นความฝันที่แทบจับต้องไม่ได้

    อย่างไรก็ตาม Gen Z ไม่ได้นั่งเฉยรอให้ระบบแก้ปัญหาให้ หากต้องลดค่าใช้จ่าย สิ่งแรกที่พวกเขาเลือกตัดคือภาระหนี้ระยะยาวอย่างการผ่อนรถหรือคอนโด ที่มองว่าเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดอิสรภาพทางการเงิน และเน้นรักษาเงินสดและสภาพคล่องไว้ให้มากที่สุดเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน แทนที่จะผูกตัวเองกับภาระผูกพันที่ยืดเยื้อ ทัศนคตินี้สะท้อนให้เห็นว่า Gen Z ให้คุณค่ากับ “อิสรภาพ” มากกว่า “การครอบครอง” ซึ่งต่างจากรุ่นพ่อแม่ที่มองว่าการมีบ้านหรือรถคือเป้าหมายชีวิต

    ขณะที่อีก 43% ที่ “ไม่กังวล” กลับมองวิกฤตครั้งนี้เป็นช่องทางในการสร้างโอกาสมากกว่าภัยคุกคาม กลุ่มนี้เลือกพัฒนาทักษะการวิเคราะห์ข้อมูลและใช้แพลตฟอร์มออนไลน์เป็นเครื่องมือสร้างรายได้ที่คนทั่วไปมองข้าม พวกเขาเชื่อว่าในโลกที่ข้อมูลคือทรัพยากรและความสนใจของคนคือสินค้า คนที่เข้าใจกระแสและปรับตัวได้เร็วจะได้เปรียบเสมอ สะท้อนความแตกต่างภายในเจเนอเรชันเดียวกันอย่างชัดเจน ระหว่างกลุ่มที่รู้สึกว่าถูกระบบกดทับ กับกลุ่มที่มองเห็นช่องว่างและพร้อมปั่นกระแสให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง

    วิกฤตเศรษฐกิจปี 2569 ไม่ใช่แค่เรื่องน้ำมันแพง แต่เป็นปัญหาที่ซ้อนทับกันในหลายมิติ ทั้งค่าครองชีพ ความมั่นคงในการทำงาน และความฝันที่ดูเหมือนถอยห่างออกไปทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น Gen ไหน ทุกคนต่างกำลังหาจุดสมดุลของตัวเองในพายุที่ยังไม่มีท่าทีจะสงบ ตัวเลข 18.3 ล้านเอนเกจเมนต์ที่กำลังส่งสัญญาณว่าวิกฤตครั้งนี้กำลังคัดกรองและเปลี่ยนรูปแบบสังคม ข้อมูลจาก Zocial Eye บอกเราว่าเสียงของประชาชนดังมากและดังเร็วขึ้นเรื่อย ๆ ส่วน Virtual Persona บอกเราว่าเสียงเหล่านั้นกำลังจะแปรเปลี่ยนเป็นพฤติกรรมจริงในอนาคตอันใกล้ไปอย่างไร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5860686/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V6XtIw-K0vc_OTegnGiQI

  • “ธปท.” ย้ำไม่เร่งขึ้น ‘ดอกเบี้ย‘  ห่วงเอสเอ็มอี-บ้าน ’ค้างหนี้พุ่ง

    “ธปท.” ย้ำไม่เร่งขึ้น ‘ดอกเบี้ย‘ ห่วงเอสเอ็มอี-บ้าน ’ค้างหนี้พุ่ง

    ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเวที Monetary Policy Forum ครั้งที่ 1 ปี 2569 เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมนักวิเคราะห์ นักเศรษฐศาสตร์ หลังพิจารณานโยบายการเงิน ครั้งที่ 2 ของปีนี้

    ดร.ดอน นาครทรรพ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า หลัง 28 ก.พ.2569 ที่เกิดสงครามอิหร่านและสหรัฐยืดเยื้อถึงปัจจุบัน สิ่งที่เกิดขึ้นกระทบต่อเศรษฐกิจไทย 2 มิติ ทั้งการขยายตัวเศรษฐกิจได้ดีมีโอกาสถึง 2.3% แต่หลังจากเกิดสงครามเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มชะลอชัดเจนหลังได้รับผลกระทบจากอุปสงค์ในประเทศและภาคการท่องเที่ยวจนนำมาสู่การปรับจีดีพีลงมาอยู่ที่ 1.5% ดังนั้น สงครามมีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย

    มิติที่ 2 เงินเฟ้อจากติดลบ โดยเฉพาะ 2 เดือนแรกของปีนี้ ขณะที่ล่าสุดเงินเฟ้อเกือบ 3% และมีแนวโน้มสูงขึ้นช่วงที่เหลือปีนี้ โดย ธปท.มองอัตราเงินเฟ้อระดับ 4-5% เป็นไปได้สูง ซึ่งภายใต้เงินเฟ้อสูงขึ้นใน เม.ย.2569 เป็นจุดเริ่มต้นและคงเห็นเงินเฟ้อเพิ่มอีก แต่เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงชั่วคราวและจะลดลงในปี 2570

    ทั้งนี้ ย้ำกว่ายังไม่เห็น Stagflation ขณะนี้หรือแม้แต่กรณีเลวร้ายที่ ธปท.ประเมินหากสถานการณ์สงครามยืดเยื้อถึงสิ้นปี ทำให้เงินเฟ้อปีนี้สูงเกิน 5% กรณีนี้เงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงได้ภายใต้สถานการณ์เลวร้าย

    แต่หากเงินเฟ้อควบคุมไม่ได้สิ่งที่ธนาคารกลางทั่วโลกต้องทำเป็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แม้ต้องแลกกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย

    ยกตัวอย่างสหรัฐในช่วงทศวรรษ 1980 ที่ต้องขึ้นดอกเบี้ยเกือบ 20% เพื่อสกัดเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารทั่วโลกเมื่อเผชิญกับสถานการณ์เงินเฟ้อสูง

    แต่อย่างไรก็ตาม ธปท.ย้ำว่าสถานการณ์ของไทยยังอยู่ห่างไกลจากจุดดังกล่าวมาก ของไทยต้องระวังมากกว่าว่าหลังช็อกพลังงานหมดไปแล้ว ที่เงินเฟ้อจะกลับมาอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ

    ย้ำไทยยังไม่ถึงจุดที่ต้องรีบขึ้นดอกเบี้ย

    ส่วนทิศทางดอกเบี้ยนโยบาย หรือ next move ของ กนง.และ ธปท.ขึ้นกับข้อมูลเศรษฐกิจระยะข้างหน้า แต่โดยรวมกรรมการมองว่าดอกเบี้ยนโยบาย 1% ที่ปรับลดลงเมื่อต้นปีถือว่าเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน แม้กรรมการจะให้น้ำหนักความเสี่ยงเงินเฟ้อ

    “ระยะข้างหน้ามีโอกาสสูงที่จะไม่เห็นดอกเบี้ยเปลี่ยนแปลงมากนัก หากเทียบกับธนาคารกลางอื่นทั่วโลก ไทยอยู่ระดับเอื้อไม่ให้รีบขึ้นดอกเบี้ย เพราะมาจากจุดที่ต่ำ อัตราเงินเฟ้อมาจากจุดต่ำกว่าระดับเป้าหมาย ขณะที่ธนาคารกลางทั่วโลกอัตราเงินเฟ้อสูงกว่ากรอบเป้าหมายทั้งนั้น แม้ธนาคารกลางทั่วโลกจะมีทิศทางปรับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น แต่สำหรับไทยรอได้นานกว่าคนอื่นค่อนข้างมาก”

    ทั้งนี้ หากพูดถึงจัดจำกัดของนโยบายการเงินปัจจุบันที่ดอกเบี้ยอยู่ระดับต่ำที่ 1% ถือว่าต่ำมากและอาจถึงจุดใกล้ขีดจำกัดของนโยบายการเงิน และโอกาสเห็นดอกเบี้ยต่ำกว่า 1% คงไม่มาก แต่หากมองแง่เศรษฐกิจที่ดอกเบี้ย 1% ยังมี Room ดูแลเศรษฐกิจระยะสั้น 

    ขณะที่ศักยภาพการเติบโตระยะยาวพบว่านโยบายการเงินมีข้อจำกัด และแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจไทยไม่ได้ลำพัง ดังนั้น การยกระดับเศรษฐกิจไทยระยะต่อไปต้องอาศัยทั้งนโยบายการคลังและการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจควบคู่กัน “เงินกู้” ต้องใช้ให้มีประสิทธิภาพ

    สำหรับออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ยอมรับว่า คณะกรรมการหารือเรื่องนี้มาก เพราะจะทำให้หนี้สาธารณะใกล้เพดาน 70% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ส่งผลให้พื้นที่ทางการคลังน้อยลง

    ดังนั้นเม็ดเงินที่เหลือควรถูกใช้ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการกระตุ้นเศรษฐกิจควรตรงจุดและควรเก็บพื้นที่การคลังไว้รองรับความเสี่ยงในอนาคต

    ทั้งนี้ ธปท.และภาครัฐตระหนักถึงความเสี่ยงดังกล่าวและมีแผนลดการขาดดุลการคลังจาก 3.9% เหลือ 1.5% ในช่วงท้ายของแผนการคลังระยะปานกลาง ซึ่งเป็นสิ่งที่สถาบันจัดอันดับเครดิตให้ความสำคัญ

    เอสเอ็มอี-สินเชื่อบ้านค้างหนี้พุ่ง

    นายสุรัช แทนบุญ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายการเงิน ธปท.กล่าวว่า ภาวะการเงินและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ในประเทศลดลงจากการลดดอกเบี้ยช่วงที่ผ่านมา แต่สิ่งที่ กนง.ติดตาม คือ ปริมาณสินเชื่อมีแนวโน้มขยายตัวต่ำ สถาบันการเงินระมัดระวังปล่อยสินเชื่อ และอยู่ระหว่างประเมินผลกระทบสงคราม รวมถึงความสามารถในการชำระหนี้และความสามารถการทำกำไรของครัวเรือนและธุรกิจ

    “ยังไม่เห็นสัญญาณผิดนัดชำระหนี้ชัดเจน แต่ต้องติดตามความเสี่ยงจากกลุ่มเปราะบางและรายย่อย เอสเอ็มอี โดยเฉพาะรายย่อยในสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่เห็นสัญญาณผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งเดือน ก.พ.เอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นเป็น 10% สินเชื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มมาที่ 4.5% ซึ่ง ธปท.พยายามป้องกันไม่ให้เกิดความเสี่ยงมากขึ้น ผ่านมาตรการเชิงรุกช่วยเหลือลูกหนี้”
     

    ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องรายงาน กนง.ไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ระบุหากดูข้อมูลสินเชื่อถึงเดือน ก.พ.2569 พบสินเชื่อธุรกิจหดตัวเล็กน้อยจากความต้องการสินเชื่อของธุรกิจขนาดใหญ่ที่ลดลงตามการชะลอการลงทุนภายใต้เศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ขณะที่สถาบันการเงินยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อให้กับธุรกิจเอสเอ็มอี ที่มีความเสี่ยงด้านเครดิต

    ห่วงลูกหนี้แบงก์รัฐผิดนัดชำระหนี้เพิ่ม

    ทั้งนี้ หากดูคุณภาพสินเชื่อแม้อยู่ระดับทรงตัว แต่ต้องติดตามความสามารถการชำระหนี้เอสเอ็มอีที่ยังมีสัดส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL ratio) เพิ่มต่อเนื่องล่าสุดขึ้นมาอยู่ที่ 10.8% และกลุ่มที่มีฐานะการเงินเปราะบางที่ถูกกดดันจากการแข่งขันรุนแรงขึ้น และต้นทุนการผลิตสูงขึ้น และลูกหนี้ในภาคการเกษตรของธนาคารแห่งรัฐ (SFI) ที่ผิดนัดชำระหนี้เพิ่มขึ้น

    ด้านคุณภาพสินเชื่อรายย่อยทรงตัว แต่ต้องติดตามสินเชื่อที่อยู่อาศัยที่มีเอ็นพีแอลเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.5% โดยเฉพาะจากการค้างชำระหนี้ของลูกหนี้แบงก์รัฐในกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 3 หมื่นบาทต่อเดือน

    นายสุรัช กล่าวว่า เครื่องชี้เงินเฟ้อที่ใช้ประกอบการตัดสินใจดอกเบี้ยนโยบาย คือ เงินเฟ้อคาดการณ์ล่วงหน้า 1 ปี ไม่ใช่เงินเฟ้อปัจจุบัน แต่แม้เงินเฟ้อคาดการณ์ระยะกลางอยู่ในกรอบ แต่ ธปท.ไม่นิ่งนอนใจต้องติดตามทั้งเงินเฟ้อระยะปานกลางและระยะสั้นของครัวเรือนและธุรกิจช่วง 1 ปี

    ทั้งนี้ ประเมินมีความเสี่ยงจำกัดที่จะเกิด Second-round effect หรือการที่ราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากการคาดการณ์เงินเฟ้อที่หลุดกรอบยังมีจำกัดในเศรษฐกิจไทย

    นางปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธปท.กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางค่อนข้างมากเพราะพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง โดยหากดูผลกระทบราคาพลังงานต่อภาคธุรกิจแตกต่างกันตามระดับการใช้พลังงาน 

    สำหรับกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมาก ได้แก่ ประมง ขนส่ง โรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ ขณะที่ภาคเกษตรได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยเพิ่มขึ้น และจากการสำรวจภาคธุรกิจพบว่า 80% ของธุรกิจได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทันที ขณะที่ 40% เผชิญปัญหาวัตถุดิบตึงตัวหรือขาดแคลน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/1233840&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2p88Y_gxf3oouoc8nRqi_H

  • เศรษฐกิจ UK ขยายตัวเกินคาด 0.6% ใน Q1/69 อานิสงส์ภาคบริการโตแกร่ง : อินโฟเควสท์

    เศรษฐกิจ UK ขยายตัวเกินคาด 0.6% ใน Q1/69 อานิสงส์ภาคบริการโตแกร่ง : อินโฟเควสท์

    สำนักงานสถิติแห่งชาติอังกฤษ (ONS) เปิดเผยข้อมูลเบื้องต้นในวันนี้ (14 พ.ค.) ระบุว่า เศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรขยายตัว 0.6% ในไตรมาส 1/2569 ซึ่งแข็งแกร่งกว่าในไตรมาส 4/2568 ที่ขยายตัว 0.2% และดีกว่าที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 0.5%

    ลิซ แมคคีโอน ผู้อำนวยการฝ่ายสถิติเศรษฐกิจของ ONS กล่าวว่า ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้ดีในไตรมาสแรกนั้น มาจากภาคบริการที่ขยายตัวเป็นวงกว้าง ขณะที่ภาคการผลิตมีการเติบโตเล็กน้อย ส่วนภาคการก่อสร้างกลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง ซึ่งส่งสัญญาณฟื้นตัวบางส่วน หลังเผชิญกับความซบเซาในช่วงปลายปีที่แล้ว

    ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า BoE จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในปีนี้ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ BoE ระบุว่า ผลกระทบของสงครามตะวันออกกลางที่มีต่อเศรษฐกิจของ UK จะมีความรุนแรงในระดับใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าสงครามจะยืดเยื้อนานเพียงใด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 พ.ค. 69)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/592949&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ygz2Z-kxUe1SDQZcyTdro

  • รัฐบาลเดินหน้า “ODOS” ปลุกพลังเยาวชนไทย 2,445 คน ปั้นกำลังคนสาย STEM รับเศรษฐกิจอนาคต ผนึก อว.-ศธ.-เครือข่ายการศึกษา ยกระดับทุนมนุษย์ประเทศ

    รัฐบาลเดินหน้า “ODOS” ปลุกพลังเยาวชนไทย 2,445 คน ปั้นกำลังคนสาย STEM รับเศรษฐกิจอนาคต ผนึก อว.-ศธ.-เครือข่ายการศึกษา ยกระดับทุนมนุษย์ประเทศ

    รัฐบาลเดินหน้า “ODOS” ปลุกพลังเยาวชนไทย 2,445 คน ปั้นกำลังคนสาย STEM รับเศรษฐกิจอนาคต ผนึก อว.-ศธ.-เครือข่ายการศึกษา ยกระดับทุนมนุษย์ประเทศ


    14/05/2569 | 78 |

    วันนี้ (14 พฤษภาคม 2569) ร้อยเอกหญิง ดร. ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายพัฒนาทุนมนุษย์อย่างเป็นรูปธรรม ผ่านความร่วมมือระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ภายใต้โครงการทุนการศึกษา “ODOS” เพื่อสร้างโอกาสทางการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทยสู่กำลังสำคัญของประเทศในอนาคต โดยเฉพาะในสาขา STEM ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตของประเทศ

    โครงการดังกล่าวมีเยาวชนได้รับทุนรวม 2,445 คน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะการส่งเสริมบุคลากรสาย STEM ซึ่งเป็นสาขาที่มีความต้องการสูงในระดับโลก และมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล นวัตกรรม และเทคโนโลยีขั้นสูง

    ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านการศึกษาในครั้งนี้ สะท้อนแนวทางการทำงานเชิงบูรณาการของรัฐบาล ที่มุ่งเชื่อมโยงการศึกษาไทยตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพขั้นสูง เพื่อเตรียมคนรุ่นใหม่ให้พร้อมแข่งขันในเวทีโลก และกลับมาเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศในอนาคต

    ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการเตรียมความพร้อมด้านภาษา ทักษะวิชาการ เทคโนโลยี และการปรับตัวสู่สังคมนานาชาติ เพื่อให้ผู้ได้รับทุนสามารถใช้โอกาสทางการศึกษาได้อย่างเต็มศักยภาพ พร้อมสร้างเครือข่ายเยาวชนคุณภาพที่จะเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศไทยในระยะยาว

    รัฐบาลยืนยันเดินหน้าลงทุนด้านการศึกษาและการพัฒนาคนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “การพัฒนาคน คือ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดของประเทศ” เพื่อสร้างอนาคตใหม่ให้เยาวชนไทย และยกระดับขีดความสามารถของประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

    ข้อมูลจาก https://www.thaigov.go.th/th/news/164027


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/502763&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2p-jgGrtVmawbO-oIRKpgA

  • สี จิ้นผิง เรียกร้องให้จีนและสหรัฐฯ เป็น “หุ้นส่วน ไม่ใช่คู่แข่ง” ขณะที่การเจรจาครั้งสำคัญกับทรัมป์เริ่มต้นขึ้น – BBC News ไทย

    สี จิ้นผิง เรียกร้องให้จีนและสหรัฐฯ เป็น “หุ้นส่วน ไม่ใช่คู่แข่ง” ขณะที่การเจรจาครั้งสำคัญกับทรัมป์เริ่มต้นขึ้น – BBC News ไทย

    สี จิ้นผิง เรียกร้องให้จีนและสหรัฐฯ เป็น “หุ้นส่วน ไม่ใช่คู่แข่ง” ขณะที่การเจรจาครั้งสำคัญกับทรัมป์เริ่มต้นขึ้น

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, ภาพสำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งในเช้านี้ (14 พ.ค.) คือการจับมือระหว่าง 2 ผู้นำประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก

    Published

    เวลาอ่าน: 8 นาที

    ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน จับมือกันบนพรมแดง ก่อนเข้าร่วมพิธีต้อนรับที่มหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง ซึ่งถือเป็นภารกิจอย่างเป็นทางการภารกิจแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในการเยือนจีน

    สองผู้นำมหาอำนาจเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกร่วมเดินบนพรมแดง ตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ

    นี่ถือเป็นการเยือนจีนครั้งแรกทรัมป์ในรอบเกือบ 10 ปี นับตั้งแต่การเยือนครั้งก่อนของเขาขณะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยแรกเมื่อปี 2017

    ทรัมป์จะหารือกับประธานาธิบดีจีนเป็นเวลา 2 วัน ซึ่งเดิมกำหนดไว้ในเดือน มี.ค. แต่ถูกเลื่อนออกไปหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, 2 ประธานาธิบดีร่วมตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ในระหว่างพิธีต้อนรับผู้นำสหรัฐฯ ที่มหาศาลาประชาชน ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, เด็ก ๆ หลายสิบคนยืนเรียงแถวอยู่ริมพรมแดง และกระโดดโลดเต้น โบกธงขนาดเล็กและช่อดอกไม้ ขณะที่ผู้นำทั้ง 2 เดินผ่านจัตุรัส

    จะเกิดอะไรขึ้นระหว่างการเดินทาง ?

    ทรัมป์เดินทางถึงปักกิ่งด้วยเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันเมื่อเย็นวันพุธตามเวลาท้องถิ่น (13 พ.ค.) ก่อนที่การเยือนอย่างเป็นทางการจะเริ่มต้นในวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.) โดยมีรองประธานาธิบดีหาน เจิ้ง ของจีนไปรอให้การต้อนรับ ซึ่งถูกตีความว่าเป็นการแสดงความเคารพต่อประธานาธิบดีสหรัฐฯ จากมุมมองของปักกิ่ง โดยในปี 2017 พวกเขาส่งผู้นำระดับล่างกว่าคือ หยาง เจียฉี ที่ปรึกษาแห่งรัฐ ไปต้อนรับทรัมป์

    จากนั้นประธานาธิบดีสหรัฐฯ เข้าร่วมพิธีต้อนรับที่มหาศาลาประชาชน ในเวลา 10.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น (ตรงกับเวลา 09.00 น. ของไทย)

    ก่อนที่ผู้นำสหรัฐฯ และจีนจะหารือทวิภาคีกัน ณ มหาศาลาประชาชน ทั้งนี้สถานีโทรทัศน์กลางของจีน หรือซีซีทีวี (CCTV) ได้เปิดเผยรายชื่อบุคคลสำคัญของฝ่ายสหรัฐฯ ที่เข้าร่วมในระหว่างการหารือทวิภาคี ได้แก่ มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ, พีธ เฮกเซธ รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหม, สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยรายชื่อของฝ่ายจีน

    วงหารือทวิภาคีระหว่าง 2 ผู้นำสิ้นสุดลงในเวลาราว 2 ชม. ซึ่งนานกว่าระยะเวลาที่กำหนดเอาไว้เดิมถึง 2 เท่า

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    หลังจากนั้น ทรัมป์จะเดินทางไปชมหอบูชาฟ้าเทียนถาน (Temple of Heaven) โบราณสถานเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 ได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก

    “สถานที่เยี่ยมมาก เหลือเชื่อจริง ๆ” ทรัมป์กล่าวกับ สี จิ้นผิง ขณะที่ทั้งคู่กำลังถ่ายภาพร่วมกันที่วัดเทียนถาน

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, ประธานาธิบดีทรัมป์และประธานาธิบดีสียืนเคียงข้างกันขณะเยี่ยมชมวัดเทียนถาน ซึ่งตั้งอยู่ทางตะวันออกเฉียงใต้ของใจกลางกรุงปักกิ่ง

    ค่ำวันนี้ ผู้นำสหรัฐฯ จะเข้าร่วมพิธีเลี้ยงอาหารค่ำอย่างเป็นทางการเพื่อเป็นเกียรติ

    ส่วนในวันศุกร์ (15 พ.ค.) ทรัมป์จะเดินทางเยือนจงหนานไห่ สถานที่พักอาศัยและที่ทำงานอันหรูหราของคณะผู้นำจีน แล้วร่วมจิบชาและรับประทานอาหารกลางวันพร้อมหารือกับประธานาธิบดีสีอีกครั้ง

    จากนั้น ทรัมป์จะเดินทางไปยังสนามบินเพื่อเข้าร่วมพิธีส่งตัวกลับก่อนเดินทางกลับสหรัฐฯ

    สี จิ้นผิง เรียกร้องให้ทรัมป์ “ร่วมกันสร้างอนาคตที่สดใสกว่าเดิม”

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, การหารือทวิภาคีจัดขึ้นภายในมหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

    ในคำกล่าวเปิดการหารือทวิภาคี ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าวว่า “ทั่วโลกกำลังจับตามองการประชุมของเรา ในขณะนี้การเปลี่ยนแปลงที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบศตวรรษกำลังรุดหน้าอย่างรวดเร็วทั่วโลก และสถานการณ์ระหว่างประเทศมีความผันผวนและปั่นป่วน”

    “โลกมาถึงทางแยกใหม่แล้ว จีนและสหรัฐฯ จะสามารถก้าวข้ามกับดักของธูซิดิส (Thucydides trap) และสร้างแบบแผนความสัมพันธ์ใหม่ได้หรือไม่ เราจะสามารถเผชิญกับความท้าทายระดับโลกด้วยกันและสร้างเสถียรภาพให้กับโลกได้มากขึ้นหรือไม่ เพื่อผลประโยชน์ของโลก เพื่อประชาชนทั้งสองประเทศ และเพื่ออนาคตของมนุษยชาติ เราจะสามารถสร้างอนาคตที่สดใสกว่าสำหรับความสัมพันธ์ทวิภาคีของเราได้หรือไม่”

    “นี่คือคำถามที่สำคัญยิ่งต่อประวัติศาสตร์ ต่อโลก และต่อผู้คน เป็นคำถามแห่งยุคสมัยที่เราและคุณในฐานะผู้นำของประเทศมหาอำนาจจำเป็นต้องหาคำตอบ”

    นอกจากนี้ สี จิ้นผิง ยังแสดงความยินดีกับทรัมป์และสหรัฐฯ ในโอกาสครบรอบ 250 ปีแห่งการประกาศอิสรภาพด้วย

    “ผมเชื่อเสมอว่าสองประเทศของเรามีผลประโยชน์ร่วมกันมากกว่าความแตกต่าง ความสำเร็จในประเทศหนึ่งเป็นโอกาสสำหรับอีกประเทศหนึ่ง และความสัมพันธ์ทวิภาคีที่มั่นคงเป็นสิ่งที่ดีสำหรับโลก” เขากล่าวและว่า “ทั้งจีนและสหรัฐฯ ต่างได้ประโยชน์จากความร่วมมือและเสียประโยชน์จากการเผชิญหน้า”

    “เราควรเป็นหุ้นส่วน ไม่ใช่คู่แข่ง เราควรช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้ประสบความสำเร็จและเจริญรุ่งเรือง และหาหนทางที่เหมาะสมเพื่อให้ประเทศมหาอำนาจอยู่ร่วมกันอย่างสันติในยุคใหม่” ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง กล่าว

    ผู้นำจีนกล่าวว่า เขารอคอยที่จะได้หารือกับทรัมป์ และ “ร่วมมือกับท่านในการกำหนดทิศทางและนำพาความสัมพันธ์อันยิ่งใหญ่ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ไปสู่ความสำเร็จ เพื่อให้ปี 2026 เป็นปีแห่งประวัติศาสตร์ที่เปิดฉากบทใหม่”

    “เราเข้ากันได้ดี” ทรัมป์กล่าวกับสี

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, ทรัมป์และคณะฝ่ายสหรัฐฯ ในวงเจรจาทวิภาคี

    ด้านทรัมป์กล่าวเปิดว่า เป็น “เกียรติอย่างยิ่ง” ที่ได้พบกับสี จิ้นผิง ในวันนี้

    “เราเข้ากันได้ดี เมื่อมีปัญหาขัดแย้งเราก็แก้ไขกันได้ ผมโทรหาคุณและคุณก็โทรหาผม” ทรัมป์กล่าวและว่า “คนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าเมื่อใดก็ตามที่เรามีปัญหา เราก็แก้ไขกันได้อย่างรวดเร็ว”

    ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวอีกว่า “ผมบอกทุกคนเลยว่า คุณเป็นผู้นำที่ยอดเยี่ยม”

    ทรัมปกล่าวว่า เขาได้นำ “ผู้นำทางธุรกิจที่ดีที่สุดในโลก” ร่วมเดินทางมาในครั้งนี้ “มีแต่บุคคลระดับสูงเท่านั้นที่มาร่วมแสดงความเคารพต่อท่านในวันนี้”

    เขากล่าวเสริมว่า บางคนเรียกการประชุมครั้งนี้ว่า “การประชุมสุดยอดครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา” และเขาก็ตั้งตารออย่างมากที่จะได้หารือกัน

    เขากล่าวว่า “เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้อยู่กับท่าน เป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นเพื่อนมิตรกับท่าน” พร้อมเสริมว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ และจีนจะ “ดีขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา”

    จับตานักธุรกิจยักษ์ใหญ่ร่วมคณะ

    ในการเยือนจีนครั้งนี้ มีคณะผู้บริหารระดับสูงจากธุรกิจขนาดใหญ่และบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ร่วมคณะทรัมป์ด้วย ได้แก่ เจนเซน หวง จากเอ็นวีเดีย (Nvidia) ทิม คุก จากแอปเปิล (Apple), อีลอน มัสก์ จากเทสลา (Tesla) และสเปซเอกซ์ (SpaceX), แลร์รี ฟิงค์ จากแบล็กล็อค (BlackRock) รวมถึงผู้บริหารจากเมตา (Meta), วีซา (Visa), เจพี มอร์แกน (JP Morgan), โบอิง (Boeing), คาร์กิลล์ (Cargil) ฯลฯ

    หวงได้ร่วมคณะเป็นคนสุดท้าย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าจับตามอง เนื่องจากชิปปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) ขั้นสูงของเอ็นวิเดียเป็นจุดสนใจหลักของการแข่งขันระหว่างสหรัฐฯ กับจีน

    เขาไม่ได้อยู่ในรายชื่อที่แจ้งไว้แต่แรก แต่ได้รับเชิญเป็นการส่วนตัวจากทรัมป์ และมีคนพบเห็นเขากำลังขึ้นเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันระหว่างแวะพักที่อะแลสกา

    ทั้งอีลอน มัสก์ และเจนเซน หวง ซีอีโอของเอ็นวีเดีย ต่างอยู่ใกล้ชิดกับประธานาธิบดีทรัมป์ตลอดพิธีต้อนรับ

    ความหมายเชิงสัญลักษณ์นั้นชัดเจนมาก เพราะสองคนนี้เป็นตัวแทนของประเด็นร้อนแรงที่สุดในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ กับจีน ได้แก่ เรื่องรถยนต์ไฟฟ้า ปัญญาประดิษฐ์ และเซมิคอนดักเตอร์

    ทั้ง 2 บริษัทต่างก็มีผลประโยชน์ในประเทศจีนเช่นกัน เทสลาพึ่งพาโรงงานขนาดใหญ่ในเซี่ยงไฮ้และผู้บริโภคชาวจีน ในขณะที่ชิปของเอ็นวีเดียเป็นศูนย์กลางของการแข่งขันด้านเอไอระดับโลกและเป็นข้อพิพาทที่ทวีความรุนแรงขึ้นเกี่ยวกับการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ขั้นสูงไปยังประเทศจีน

    ต่อมาสถานีโทรทัศน์ CCTV ของรัฐบาลจีนได้เผยแพร่คลิปวิดีโอที่แสดงให้เห็นผู้นำธุรกิจชั้นนำของสหรัฐฯ บางส่วนที่เดินทางมากับทรัมป์ เข้าไปในห้องที่ประธานาธิบดีทั้ง 2 กำลังพบปะกัน

    ในขณะที่พวกเขากำลังเดินออกจากสถานที่จัดประชุม บรรดาผู้สื่อข่าวได้สอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ดังกล่าว

    หวงกล่าวว่า เขาหวังว่าทรัมป์ และสี จิ้นผิง จะสานต่อ “ความสัมพันธ์อันดีเยี่ยม” ของทั้ง 2 ประเทศ เพื่อปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ

    เขากล่าวเสริมว่า เขาหวังว่าการประชุมครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, มีรายงานว่า เจนเซน หวง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของเอ็นวีเดียหวังว่าทรัมป์ และสี จิ้นผิง จะสานต่อ “ความสัมพันธ์อันดีเยี่ยม” ของทั้ง 2 ประเทศ

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า อีลอน มัสก์ ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวว่า เขาต้องการทำ “สิ่งดี ๆ มากมาย” ที่นี่

    ที่มาของภาพ, Reuters

    คำบรรยายภาพ, ทิม คุก บอสค่ายแอปเปิล ไม่ได้ตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ว่าผลการประชุมเป็นอย่างไร โดยทำท่ายกนิ้วโป้งซึ่งน่าจะสื่อได้ว่า “เยี่ยม”

    สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับภาษีศุลกากรเป็นอย่างไรบ้าง ?

    ปัญหาดังกล่าวคลี่คลายลงบ้างนับตั้งแต่ปี 2025 ซึ่งตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่ จีนและสหรัฐฯ ดูเหมือนจะอยู่ในภาวะใกล้จะเกิดสงครามการค้า

    แต่ทั้ง 2 ฝ่ายยังคงมีเรื่องให้พูดคุยกันอีกมาก เนื่องจากยังไม่สามารถหาทางออกที่ถาวรได้

    คาดว่าทรัมป์จะผลักดันให้จีนซื้อสินค้าจากอุตสาหกรรมสำคัญของสหรัฐฯ มากขึ้น ซึ่งรวมถึงถั่วเหลืองและชิ้นส่วนเครื่องบิน

    ปักกิ่งอยู่ในสถานะที่ได้เปรียบ โดยมีระดับการส่งออกสูงเป็นประวัติการณ์ แต่ก็ยังต้องการตลาดผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาอยู่ดี

    นอกจากนี้ สี จิ้นผิง จะกดดันสหรัฐฯ ให้ยกเลิกการสอบสวนทางการค้าที่เพิ่งประกาศไปเมื่อเร็ว ๆ นี้ เกี่ยวกับแนวทางการดำเนินธุรกิจที่ไม่เป็นธรรม

    “สันติภาพในช่องแคบไต้หวันคือ จุดร่วมที่สำคัญที่สุดระหว่างจีน-สหรัฐฯ”

    ไม่นานหลังจากเริ่มการเจรจา สื่อของรัฐบาลจีนได้เผยแพร่ความเห็นของ สี จิ้นผิงที่เตือนถึง “ความขัดแย้ง” ที่อาจเกิดขึ้นกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับไต้หวัน

    ไต้หวันเป็นหนึ่งในหลายประเด็นที่อ่อนไหวซึ่งอยู่ในวาระการประชุม นอกเหนือจากภาษี การแข่งขันด้านเทคโนโลยี และสงครามกับอิหร่าน

    สื่อของรัฐบาลจีนรายงานคำกล่าวของประธานาธิบดีสีว่า “หากจัดการได้ดี ความสัมพันธ์ทวิภาคีโดยทั่วไปก็จะคงความมั่นคง แต่หากจัดการไม่ดี 2 ประเทศอาจปะทะกันหรือถึงขั้นเกิดความขัดแย้ง ซึ่งจะผลักดันความสัมพันธ์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ ไปสู่สถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง”

    เขากล่าวเสริมว่า การประกาศเอกราชของไต้หวันนั้น “เข้ากันไม่ได้โดยพื้นฐาน” กับสันติภาพในช่องแคบไต้หวัน และสันติภาพในช่องแคบไต้หวันคือ “จุดร่วมที่สำคัญที่สุดระหว่างจีนและสหรัฐฯ”

    เพื่อให้เข้าใจบริบทมากขึ้น: ไต้หวันเป็นเกาะที่ปกครองตนเองซึ่งปักกิ่งอ้างว่าเป็นดินแดนของจีนและไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่จะยึดครองโดยใช้กำลัง ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปักกิ่งได้เพิ่มการซ้อมรบทางทหาร รวมถึงการจำลองการปิดล้อมรอบเกาะ ซึ่งสร้างความไม่สบายใจให้กับทางการไต้หวันและพันธมิตรของเกาะ ปีที่แล้ว รัฐบาลทรัมป์ประกาศขายอาวุธมูลค่า 11 พันล้านดอลลาร์ให้กับไต้หวัน ซึ่งปักกิ่งประณามในขณะนั้นและเตือนถึงอันตรายก่อนการประชุมในวันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/cm2pv0n8yrro.amp&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IueYz4O-c8Ks80FyHya4L

  • กนง.ไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย คาดเงินเฟ้อสูง 4 ไตรมาส ก่อนลงเร็วในปี 70

    กนง.ไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย คาดเงินเฟ้อสูง 4 ไตรมาส ก่อนลงเร็วในปี 70

    Loading…

    กนง.ไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย คาดเงินเฟ้อสูง 4 ไตรมาส ก่อนลงเร็วในปี 70

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/finance-103&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1x07YaB9gpSRmTI4OfOEsx

  • อนุทินเปิดทำเนียบฯ 15 พ.ค.เชิญ CEO ยักษ์ใหญ่ ระดมสมองยกระดับขีดแข่งขันประเทศไทย

    อนุทินเปิดทำเนียบฯ 15 พ.ค.เชิญ CEO ยักษ์ใหญ่ ระดมสมองยกระดับขีดแข่งขันประเทศไทย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 เวลา 17.00 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะเป็นประธานเปิดเวทีหารือร่วมระหว่างรัฐบาลและภาคเอกชน ภายใต้หัวข้อ “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล เพื่อเปิดพื้นที่รับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะเชิงลึกจากภาคเอกชน ในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศ

    โดยมีผู้บริหารระดับสูงจากภาคเอกชนเข้าร่วมเสนอความคิดเห็นแบ่งเป็น 10 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มสถาบันหลัก (กกร.) กลุ่มการเงิน กลุ่มเกษตรและอาหาร กลุ่มยานยนต์ กลุ่มพลังงาน กลุ่มก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ กลุ่มสุขภาพ กลุ่มโรงแรมและท่องเที่ยว กลุ่มค้าปลีกและสินค้าอุปโภคบริโภค และกลุ่มเทคโนโลยี อาทิ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย

    และบริษัทเอกชนชั้นนำได้แก่ บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (ซีพี) บริษัท เบทาโกร จำกัด (มหาชน) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) และบริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด เป็นต้น

    สำหรับเวทีดังกล่าวจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 100 คน ประกอบด้วย คณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชน สื่อมวลชน และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของรัฐบาลของนายอนุทิน โดยมุ่งเน้นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ ผ่านรูปแบบการนำเสนออย่างกระชับภายใน 3 นาที พร้อมเปิดวงสนทนา Open Dialogue เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้แลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเสรี ในบรรยากาศที่เปิดกว้าง และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐกับภาคธุรกิจ

    ทั้งนี้ ภายในงานยังให้ความสำคัญกับหลัก Privacy และ Trust โดยเนื้อหาการหารือจะไม่เปิดเผยหรืออ้างอิงถึงบุคคล เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจและความเคารพซึ่งกันและกัน

    จากนั้น เวลา 19.00 น. นายกรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารค่ำ พร้อมกล่าวขอบคุณผู้บริหารระดับสูงภาคเอกชนที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในครั้งนี้ เพื่อร่วมกันผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมีศักยภาพและยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/economics/1233827&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Mb5GOxn7Atp4iO44uTMnz

  • SCB ปั้นเข็มทิศลงทุน รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    SCB ปั้นเข็มทิศลงทุน รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน

    นายศรชัย สุเนต์ตา (CFA) Deputy Head of High Net Worth and Affluent Banking ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCB เปิดเผยว่า SCB WEALTH เดินหน้าตอกย้ำแนวคิดการให้คำแนะนำด้านการลงทุนแบบเฉพาะบุคคล ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Where Your Wealth Finds its Path” ชูจุดเด่นการวางแผนการลงทุนที่เชื่อมโยงกับเป้าหมายชีวิตของลูกค้า ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังเต็มไปด้วยความผันผวน ทั้งเงินเฟ้อ ดอกเบี้ย และความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งส่งผลให้การตัดสินใจลงทุนมีความซับซ้อนมากขึ้น

    ปัจจุบันผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงข้อมูลการลงทุนได้ง่าย แต่ในอีกด้านกลับต้องเผชิญปัญหาการมีข้อมูลและตัวเลือกมากเกินไป จนทำให้ตัดสินใจได้ยากขึ้น SCB WEALTH จึงมองว่า “คุณภาพของคำแนะนำ” มีความสำคัญมากกว่าปริมาณข้อมูล โดยคำแนะนำที่ดีต้องเข้าใจง่าย มีโครงสร้างชัดเจน และสอดคล้องกับเป้าหมายชีวิตของลูกค้าแต่ละราย

    ทั้งนี้ แนวคิด “Where Your Wealth Finds its Path” ถูกออกแบบให้เปรียบเสมือนเข็มทิศทางการเงิน ที่ช่วยให้ผู้ลงทุนมองเห็นภาพรวมของพอร์ตการลงทุนได้ชัดเจนขึ้น ภายใต้ระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมกับตนเอง พร้อมสะท้อนแนวทาง Hyper-Personalization ของ SCB WEALTH ที่มุ่งตอบโจทย์ลูกค้าแบบเฉพาะบุคคลอย่างแท้จริง ผ่านการเปรียบเทียบการลงทุนกับ “การเดินทาง” ซึ่งแต่ละคนมีเป้าหมาย ระยะเวลา และระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน

    SCB WEALTH จึงแบ่งเส้นทางการลงทุนออกเป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ “Chill Trip” สำหรับผู้ลงทุนที่เน้นความสบายใจและรับความผันผวนได้จำกัด มุ่งสร้างผลตอบแทนมากกว่าการฝากเงิน “On the Road Trip” ที่เน้นความสมดุลระหว่างการเติบโตและการบริหารความเสี่ยง และ “Adventure Trip” สำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการโอกาสสร้างผลตอบแทนระยะยาว พร้อมรับความผันผวนที่สูงขึ้น ผ่านการลงทุนในหุ้นหรืออุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโตสูงในอนาคต

    นอกจากนี้ SCB WEALTH ยังนำเสนอกองทุนสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อทำหน้าที่เสมือน “Passport” ของพอร์ตการลงทุน ช่วยเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเข้าถึงตลาดโลก เพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดพอร์ต และกระจายความเสี่ยงด้านสกุลเงิน ขณะเดียวกันยังนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลและออกแบบคำแนะนำที่เหมาะสมกับเป้าหมายของลูกค้ามากขึ้น ควบคู่กับบทบาทของผู้จัดการความสัมพันธ์ลูกค้า (RM) ที่ช่วยดูแลการวางแผนความมั่งคั่งอย่างใกล้ชิด

    นายศรชัย กล่าวว่า ในยุคที่เป้าหมายด้านความมั่งคั่งของผู้คนมีความหลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการสร้างผลตอบแทน การบริหารสภาพคล่อง การวางแผนการศึกษาบุตร หรือการเตรียมเกษียณ การให้คำแนะนำด้านการลงทุนจึงต้องมองไกลกว่าผลตอบแทนเพียงอย่างเดียว พร้อมย้ำว่า เมื่อโลกการลงทุนไม่มีคำตอบเดียวที่เหมาะกับทุกคน สิ่งสำคัญคือการค้นหา “คำตอบที่เหมาะสมที่สุด” สำหรับแต่ละบุคคล เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถเดินหน้าไปสู่เป้าหมายทางการเงินได้อย่างมั่นใจและยั่งยืน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/finance/831401&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31Rjc-0FK6QqkeCe5bHf40

  • เตรียมเปิดทำเนียบฯ ถก CEO “แก้วิกฤตเศรษฐกิจ” | TOPNEWS

    เตรียมเปิดทำเนียบฯ ถก CEO “แก้วิกฤตเศรษฐกิจ” | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 14/05/2026 10:52

    ศุกร์นี้ !! นายกฯเปิดทำเนียบฯถก CEO ยักษ์ใหญ่ แลกเปลี่ยนมุมมองเศรษฐกิจไทยเชิงลึก ผ่านเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” หวังดึงเอกชนร่วมกำหนดทิศทางประเทศยกระดับขีดความสามารถแข่งขันเศรษฐกิจไทย

    อัปเดตคลิปข่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news-clip/1573795&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27-YCZJhUHgnn5eWeVk0sc

  • เวียดนามเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ ดันภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก พร้อมลดขั้นตอนภาครัฐและเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุน

    เวียดนามเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ ดันภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก พร้อมลดขั้นตอนภาครัฐและเสริมความเชื่อมั่นนักลงทุน

    เนื้อข่าว 

    ภายหลังจากที่กรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม (Politburo) ประกาศใช้มติหมายเลข 68-NQ/TW ว่าด้วยการพัฒนาภาคเศรษฐกิจเอกชน (Resolution No. 68-NQ/TW on Developing the Private Sector) มาเป็นระยะเวลากว่าหนึ่งปี รัฐบาลเวียดนามได้เร่งผลักดันการปฏิรูประบบสถาบัน (Institutional Reform) ควบคู่กับการปรับลดและทำให้ขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐมีความกระชับคล่องตัว รวมทั้งการลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ภาคธุรกิจและผู้ประกอบการมีความเชื่อมั่นต่อสภาพแวดล้อมทางธุรกิจเพิ่มมากขึ้น และเริ่มก่อให้เกิดพลวัตเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจเวียดนามในวงกว้าง 

    image.png

    ทั้งนี้ นาย Le Minh Hung นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ระบุว่า การปรับลดขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐและเงื่อนไขในการประกอบธุรกิจ ถือเป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่สามารถกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชนได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ พร้อมย้ำว่ากระบวนการปฏิรูปจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องและสอดคล้องกับสภาพการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ

    นาย Bui Van Thanh ผู้อำนวยการบริษัท New Sun Law Firm และรองประธานถาวรสมาคมการเงินนิคมอุตสาหกรรมเวียดนาม (Vietnam Industrial Park Finance Association: VIPFA) ประเมินว่า การที่ภาครัฐเวียดนามกำหนดให้ภาคเศรษฐกิจเอกชนเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนที่สำคัญที่สุดของเศรษฐกิจถือเป็นสัญญาณเชิงนโยบายที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง และส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านแนวคิดของภาคธุรกิจ จากเดิมที่มุ่งเน้นเพียงการอยู่รอด (Survival Mindset) ไปสู่แนวคิดที่มุ่งการเติบโตและความทะเยอทะยานทางธุรกิจ (Growth and Aspiration-Oriented Mindset) โดยผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุด คือ การฟื้นฟูความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ และการปรับเปลี่ยนแนวทางเชิงยุทธศาสตร์ในการลงทุนและการพัฒนาระยะยาวของผู้ประกอบการเอกชน ทั้งนี้ การเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจนของจำนวนวิสาหกิจที่จัดตั้งใหม่ รวมถึงกิจการที่กลับมาดำเนินธุรกิจอีกครั้งในช่วงครึ่งหลังของปีที่ผ่านมาและไตรมาสแรกของปี 2569 สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อการเข้าสู่ตลาดและการกลับเข้าสู่ตลาด อย่างไรก็ดี ความเชื่อมั่นดังกล่าวจะสามารถต่อยอดไปสู่ศักยภาพในการขยายกิจการ การเพิ่มการลงทุน การพัฒนาเทคโนโลยี และการเกิดขึ้นของบรรษัทเอกชนขนาดใหญ่ได้หรือไม่นั้น ยังจำเป็นต้องติดตามประเมินผ่านข้อมูลระยะกลางในช่วงปี 2569–2573 ต่อไป

    ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนเวียดนามเริ่มให้ความสำคัญต่อกระบวนการปฏิรูประบบสถาบันมากยิ่งขึ้น โดยติดตามความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการแก้ไขกฎหมาย การปฏิรูปขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐ นโยบายที่ดิน กฎระเบียบด้านหุ้นกู้ภาคเอกชน (Corporate Bond Regulations) การเข้าถึงแหล่งเงินทุน ระบบภาษี การลงทุนภาครัฐ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างใกล้ชิด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าภาคธุรกิจเริ่มมองระบบสถาบัน มิใช่ในฐานะอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจ หากแต่เป็นทรัพยากรเชิงสนับสนุนที่สามารถเอื้อต่อการเติบโตและเพิ่ม
    ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนได้ อย่างไรก็ตาม ความเชื่อมั่นและการเปลี่ยนแปลงเชิงทัศนคติเพียงอย่างเดียวอาจยังไม่เพียงพอที่จะสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง โดยปัจจัยสำคัญยังคงอยู่ที่ความรวดเร็วและประสิทธิผลของการปฏิรูประบบสถาบัน โดยเฉพาะการลดขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐและภาระต้นทุนที่เกิดจากการปฏิบัติตามกฎระเบียบของภาคธุรกิจ

    ด้านนาย Nguyen Bich Lam นักเศรษฐศาสตร์เวียดนาม เห็นว่า การปฏิรูประบบสถาบันจะไม่สามารถก่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่เป็นรูปธรรมได้ หากไม่มีการปฏิรูปกลไกการดำเนินงานและระบบบริหารราชการควบคู่กันไป โดยเสนอให้รัฐบาลเวียดนามกำหนดมาตรฐานขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐให้เป็นรูปแบบเดียวกันทั่วประเทศ เสริมสร้างวินัยและความรับผิดชอบของหน่วยงานภาครัฐ เพิ่มความโปร่งใสในกระบวนการดำเนินงานของภาครัฐ เร่งพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และลดโอกาสในการเกิดค่าใช้จ่ายนอกระบบ นอกจากนี้ ยังเสนอให้มีการเชื่อมโยงความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่และข้าราชการเข้ากับผลสัมฤทธิ์ของการปฏิบัติงาน ผ่านการกำหนดบทลงโทษที่เข้มงวดมากขึ้น รวมทั้งการประยุกต์ใช้ดัชนีชี้วัดผลการดำเนินงานหลัก (Key Performance Indicators: KPIs) และตัวชี้วัดความพึงพอใจของภาคธุรกิจ (Business Satisfaction Metrics) โดยเตือนว่า หากไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบการบังคับใช้ในทางปฏิบัติ การปฏิรูประบบสถาบันอาจไม่สามารถสร้างผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริงได้

    ในทำนองเดียวกัน นาย Phan Duc Hieu สมาชิกสภาแห่งชาติเวียดนาม (National Assembly) และกรรมาธิการคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและการเงินของสภาแห่งชาติ (Committee for Economic and Financial Affairs) ระบุว่า มติหมายเลข 68-NQ/TW ได้เรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปเชิงลึกและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการปรับเปลี่ยนแนวคิดในการจัดทำกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย การขจัดอุปสรรคทาง การดำเนินงานของภาครัฐ การลดระบบขอ–ให้ (Ask-Give Mechanism) ที่ฝังรากลึกในระบบราชการ ตลอดจนการลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบของภาคธุรกิจ นอกจากนี้ แนวนโยบายดังกล่าวยังให้ความสำคัญต่อการใช้มาตรการทางแพ่งและเศรษฐกิจ (Civil and Economic Measures) ในการบริหารจัดการความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการกำหนดกลไกพิเศษเพื่อแก้ไขโครงการที่ล่าช้าเป็นเวลานาน และการรับรองภาระผูกพันด้านการชำระเงินของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งนี้ ความท้าทายสำคัญในปัจจุบันมิได้อยู่ที่การกำหนดนโยบาย หากแต่อยู่ที่การผลักดันให้เกิดการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความโปร่งใส เปิดกว้าง และเอื้อต่อการพัฒนาของภาคเศรษฐกิจเอกชนอย่างแท้จริง

    ภายหลังการดำเนินงานครบหนึ่งปี มติหมายเลข 68-NQ/TW ไม่เพียงมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ภาคเอกชนเท่านั้น แต่ยังเริ่มปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างภาคเอกชนกับระบบสถาบันของรัฐเวียดนามในเชิงโครงสร้างอีกด้วย อย่างไรก็ตาม เวียดนามยังคงมีช่องว่างสำคัญสำหรับการปฏิรูปเพิ่มเติม โดยเฉพาะในด้านการบังคับใช้กฎหมายและการสร้างความสอดคล้องในการดำเนินงานของหน่วยงานทุกระดับ ทั้งนี้ ภายใต้การเดินหน้าปฏิรูปขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐ การพัฒนาระบบสถาบัน และการลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างต่อเนื่องของรัฐบาลเวียดนาม ความคาดหวังต่อการเกิดสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่มีความเปิดกว้าง โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น กำลังได้รับการเสริมสร้างอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในระดับสูงของเวียดนามในอนาคต

    (แหล่งที่มา https://vietnamnews.vn/ ฉบับวันที่ 8 พฤษภาคม 2569)

    วิเคราะห์ผลกระทบ

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก การแข่งขันทางการค้าระหว่างประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ตลอดจนการปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก เวียดนามกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลเวียดนามเร่งเดินหน้าการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง (Structural Reform) และการปฏิรูประบบสถาบัน (Institutional Reform) เพื่อสร้างแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ รองรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว ภายใต้บริบทดังกล่าว ภาคเศรษฐกิจเอกชนได้รับการยกระดับให้เป็นหนึ่งในเสาหลักสำคัญของยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ และถูกกำหนดให้เป็นกลไกหลักในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในยุคเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม โดยเฉพาะภายหลังการประกาศใช้มติหมายเลข 68-NQ/TW ว่าด้วยการพัฒนาภาคเศรษฐกิจเอกชน ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายครั้งสำคัญ จากเดิมที่มองภาคเอกชนเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของระบบเศรษฐกิจ ไปสู่การกำหนดให้ภาคเอกชนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่สุดของการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

    ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ภาคเอกชนเวียดนามเติบโตควบคู่ไปกับกระบวนการปฏิรูปประเทศตามแนวนโยบาย Đổi Mới และมีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน เวียดนามมีธุรกิจภาคเอกชนประมาณ 940,000 บริษัท คิดเป็นประมาณร้อยละ 98 ของจำนวนกิจการทั้งหมดทั่วประเทศ โดยภาคเอกชนมีส่วนสร้างรายได้ภาษีประมาณร้อยละ 30 ของรายได้งบประมาณแผ่นดิน สร้างมูลค่ามากกว่าร้อยละ 50 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และคิดเป็นกว่าร้อยละ 56 ของมูลค่าการลงทุนรวมทั้งประเทศ นอกจากนี้ ยังเป็นแหล่งจ้างงานสำคัญของประเทศ โดยรองรับแรงงานมากกว่าร้อยละ 82 ของกำลังแรงงานทั้งหมด รวมถึงมีผู้ประกอบการรายย่อยและธุรกิจครัวเรือนมากกว่า 5 ล้านราย สะท้อนให้เห็นว่าภาคเอกชนได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจเวียดนาม ทั้งในด้านการผลิต การลงทุน การจ้างงาน และการสร้างรายได้ภายในประเทศ ทั้งนี้ การขยายตัวของภาคเอกชนยังมีบทบาทสำคัญต่อการกระจายรายได้ การพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น และการเสริมสร้างเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศในระยะยาว

    แม้ว่าภาคเอกชนเวียดนามยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการ อาทิ การเข้าถึงแหล่งเงินทุน คุณภาพแรงงาน การพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศ และความไม่สอดคล้องของระบบกฎหมายและการบังคับใช้ในบางพื้นที่ แต่ภาคธุรกิจเวียดนามยังคงมีศักยภาพสูงในด้านความสามารถในการปรับตัว ความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ และการพัฒนานวัตกรรมใหม่ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมการผลิต เทคโนโลยีดิจิทัล อีคอมเมิร์ซ และบริการสมัยใหม่ ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว ประกอบกับกระแสโลกาภิวัตน์ การเปิดเสรีทางการค้า และความตกลงการค้าเสรี (FTAs) ที่เวียดนามเข้าร่วมจำนวนมาก ได้เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถเข้าถึงตลาดต่างประเทศและเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าโลกได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม การแข่งขันระหว่างประเทศที่รุนแรงขึ้นยังเพิ่มแรงกดดันให้ผู้ประกอบการเวียดนามจำเป็นต้องเร่งยกระดับมาตรฐานสินค้า เทคโนโลยีการผลิต ระบบบริหารจัดการ และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงาน เพื่อให้สามารถแข่งขันและตอบสนองต่อมาตรฐานสากลที่เข้มงวดมากขึ้นในตลาดสำคัญของโลก

    ขณะเดียวกัน การปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 และการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลกำลังสร้างทั้งโอกาสและแรงกดดันต่อภาคธุรกิจเวียดนาม เทคโนโลยีดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ ระบบอัตโนมัติ และแพลตฟอร์มดิจิทัล ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดต้นทุน และขยายตลาดทางธุรกิจ ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนจำเป็นต้องเร่งลงทุนด้านเทคโนโลยี การพัฒนาทักษะแรงงาน และการปรับตัวเข้าสู่รูปแบบธุรกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและนวัตกรรมมากขึ้น นอกจากนี้ ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ และโรคระบาดระดับโลก ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต การขนส่ง และเสถียรภาพของห่วงโซ่อุปทานในระยะยาว ซึ่งทำให้การเสริมสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจกลายเป็นประเด็นสำคัญของนโยบายเศรษฐกิจเวียดนามในปัจจุบัน

    ภายในประเทศ รัฐบาลเวียดนามยังเดินหน้าปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไปสู่รูปแบบที่เน้นมูลค่าเพิ่มสูง เทคโนโลยี และนวัตกรรม ตามยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมระยะปี 2564–2573 ซึ่งกำหนดเป้าหมายให้ภาคอุตสาหกรรมการผลิตมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 ของ GDP ภายในปี 2573 ขณะที่เศรษฐกิจดิจิทัลจะมีสัดส่วนประมาณร้อยละ 30 ของ GDP เช่นเดียวกัน ภายใต้เป้าหมายดังกล่าว รัฐบาลเวียดนามจึงเร่งผลักดันมาตรการปฏิรูปเชิงสถาบันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปรับปรุงกฎหมายด้านการลงทุน การลดและทำให้ขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐมีความกระชับคล่องตัว การลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ การพัฒนารัฐบาลดิจิทัล และการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและเอื้อต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรม มาตรการดังกล่าวถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยดึงดูดการลงทุนทั้งจากภายในและต่างประเทศ รวมถึงสนับสนุนให้ภาคเอกชนสามารถขยายการลงทุนในอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง เทคโนโลยีดิจิทัล พลังงานสะอาด โลจิสติกส์สมัยใหม่ และบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจจำนวนมากเห็นตรงกันว่า ความสำเร็จของเวียดนามในระยะต่อไปจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับศักยภาพของภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว หากแต่ขึ้นอยู่กับความสามารถของภาครัฐในการสร้างระบบสถาบันที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และมีความโปร่งใส ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายอย่างสม่ำเสมอและเป็นธรรมในทุกระดับ การลดอุปสรรคเชิงระบบ การขจัดต้นทุนแฝงและค่าใช้จ่ายนอกระบบ รวมถึงการพัฒนากลไกสนับสนุนด้านการเงิน เทคโนโลยี และนวัตกรรม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยปลดล็อกศักยภาพของภาคเอกชนเวียดนามได้อย่างเต็มรูปแบบ ในภาพรวม การเติบโตของภาคเอกชนเวียดนามในยุคดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงกลไกสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจในระยะสั้นเท่านั้น แต่กำลังก้าวขึ้นเป็นรากฐานสำคัญของยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศในระยะยาว และหากเวียดนามสามารถเดินหน้าปฏิรูประบบสถาบันได้อย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนใช้ศักยภาพด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และการลงทุนได้อย่างเต็มที่ ก็มีแนวโน้มที่จะช่วยผลักดันให้เวียดนามก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและการผลิตที่สำคัญของภูมิภาค รวมทั้งยกระดับบทบาทของประเทศในเวทีเศรษฐกิจโลกได้อย่างมีนัยสำคัญในอนาคต

    นำเสนอโอกาส/แนวทาง

    การเร่งปฏิรูประบบสถาบันและยกระดับบทบาทภาคเศรษฐกิจเอกชนของเวียดนามจะส่งผลให้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจของเวียดนามมีความเปิดกว้าง โปร่งใส และเอื้อต่อการลงทุนมากขึ้นในระยะต่อไป โดยเฉพาะการลดต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบ การปรับปรุงขั้นตอนการดำเนินงานของภาครัฐ และการพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ซึ่งมีแนวโน้มช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจและเสริมสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ภายใต้บริบทดังกล่าว ผู้ประกอบการไทยที่ดำเนินธุรกิจในเวียดนามจะได้รับประโยชน์จากต้นทุนการดำเนินงานที่มีแนวโน้มลดลง การเข้าถึงตลาดและระบบราชการที่สะดวกมากขึ้น รวมถึงโอกาสในการขยายการลงทุนในภาคการผลิต เทคโนโลยีดิจิทัล โลจิสติกส์ พลังงานสะอาด อีคอมเมิร์ซ และบริการสมัยใหม่ ซึ่งเป็นสาขาที่รัฐบาลเวียดนามให้ความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์

    ขณะเดียวกัน การที่เวียดนามผลักดันภาคเอกชนให้เป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจ จะส่งผลให้ภาคธุรกิจเวียดนามมีศักยภาพในการแข่งขันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านเทคโนโลยี มาตรฐานสินค้า ประสิทธิภาพการผลิต และความสามารถในการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่มูลค่าโลก ซึ่งอาจเพิ่มแรงกดดันต่อผู้ประกอบการไทยทั้งในตลาดเวียดนามและตลาดส่งออกสำคัญอื่น โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการผลิต อิเล็กทรอนิกส์ เกษตรแปรรูป อาหาร ดิจิทัล และธุรกิจบริการ ดังนั้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวผ่านการยกระดับมาตรฐานการผลิต การพัฒนานวัตกรรม การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการสร้างความแตกต่างของสินค้าและบริการ รวมถึงควรให้ความสำคัญต่อการติดตามกฎหมายและกฎระเบียบใหม่ของเวียดนามอย่างใกล้ชิดเนื่องจากเวียดนามกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านของการปฏิรูปเชิงกฎหมายและการกำกับดูแลทางเศรษฐกิจในหลายด้าน

                     การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายของเวียดนามอาจเอื้อต่อการขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุนระหว่างไทยกับเวียดนามมากขึ้น โดยเฉพาะในรูปแบบการร่วมทุน (Joint Venture) การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานระดับภูมิภาค การพัฒนาอุตสาหกรรมสนับสนุน และการลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สอดคล้องกับแนวทางเศรษฐกิจดิจิทัลและเศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ การที่เวียดนามยังคงเร่งดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จะเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยสามารถใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิต การกระจายสินค้า และศูนย์กลางเชื่อมโยงตลาดอาเซียนและตลาดโลกได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของโอกาสดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับความสามารถของผู้ประกอบการในการปรับตัวให้สอดคล้องกับทิศทางการปฏิรูปเศรษฐกิจ กฎระเบียบใหม่ และมาตรฐานการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นของเวียดนามในระยะต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/osu9aorlfb0v71h504oop9y0&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xbGjuK2HqmTuDbnHMwiL6