Blog

  • บูร์กินาฟาโซ: ผลิตทองคำได้ 26.7 ตัน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน

    บูร์กินาฟาโซ: ผลิตทองคำได้ 26.7 ตัน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน

    รายงานอย่างเป็นทางการระบุว่า การผลิตทองคำในภาคอุตสาหกรรมในประเทศบูร์กินาฟาโซยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 โดยแตะระดับ 26.7 ตัน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ซึ่งคิดเป็นการเพิ่มขึ้น 10.3% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า

    การผลิตทองคำในบูร์กินาฟาโซเร่งตัวขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในเดือนมิถุนายน โดยแตะระดับ 26.7 ตัน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน ซึ่งเป็นการยืนยันถึงการเติบโตด้านอุตสาหกรรมของภาคการผลิตเหมืองแร่ โดยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจฉบับที่ 160 ซึ่งเผยแพร่ในเดือนกรกฎาคม 2026 ของกรมเศรษฐกิจและการวางแผน (DGEP) ระบุว่า การผลิตทองคำในภาคอุตสาหกรรมแตะระดับ 4,477 ตันในเดือนมิถุนายน 2026 เพิ่มขึ้น 39.6% เมื่อเทียบกับเดือนมิถุนายน 2025 โดยอิงจากการคาดการณ์ประจำปีที่ปรับปรุงใหม่เป็น 52,938 ตันในเดือนมีนาคม 2026 ระดับที่บรรลุได้ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน คิดเป็นอัตราความสำเร็จ 50.5% อัตรานี้อยู่ที่ 47.1% ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2025 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงอัตราการผลิตที่เพิ่มขึ้น

    ทองคำเป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจบูร์กินาฟาโซและเป็นแหล่งรายได้ที่สำคัญของรัฐบาล ทั้งนี้ การเติบโตที่บันทึกไว้ในช่วงครึ่งแรกของปีเกิดขึ้นในขณะที่หน่วยงานภาครัฐบาลพยายามเสริมสร้างบทบาทของภาคเหมืองแร่ในการพัฒนาเศรษฐกิจและเพิ่มการแปรรูปทรัพยากรในประเทศ

    ข้อมูลเพิ่มเติมและความเห็นของสำนักงานฯ บูร์กินาฟาโซเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตทองคำรายใหญ่ในทวีปแอฟริกา โดยอุตสาหกรรมทองคำเติบโตอย่างรวดเร็วและกลายเป็นสินค้าส่งออกหลักของประเทศ 
    และมีความสำคัญทางเศรษฐกิจ เนื่องจากรายได้จากเหมืองทองคำคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 10% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และเป็นรายได้เข้าประเทศที่สำคัญ โดยบูร์กินาฟาโซได้เริ่มก่อสร้างโรงงานสกัดทองคำแห่งแรกของประเทศเมื่อปลายปี 2566 ภายใต้การนำของรัฐบาล อิบราฮิม ตราโอเร เพื่อเพิ่มมูลค่าแร่ทองคำในประเทศ แทนการส่งออกแร่ดิบทั้งหมด ปัจจุบันรัฐบาลพยายามเข้ามาควบคุมและปรับนโยบาย เช่น การสร้างโรงงานสกัดเอง และการดึงดูดการลงทุนใหม่ๆ เช่น จากกลุ่มทุนตะวันออกกลางและรัสเซีย และมีการจัดระเบียบและระงับการส่งออกทองคำจากเหมืองรายย่อยบางส่วน เพื่อนำมาเข้าสู่ระบบการตรวจสอบและการคลังของรัฐมากขึ้น 

    เครดิตภาพและที่มาข่าว https://fr.apanews.net/

    ประมวลโดย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงอาบูจา

    กันยายน 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/jnrr5xhqx22woievobpzs1ft&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2vNtgo2U_IBiCfXwgek1fW

  • ไทยช่วยไทย พลัส จ่อขยาย 2 เดือน เร่งหาแหล่งเงินอุ้มกำลังซื้อ

    ไทยช่วยไทย พลัส จ่อขยาย 2 เดือน เร่งหาแหล่งเงินอุ้มกำลังซื้อ

    ศุภจี ส่งสัญญาณต่อ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ 2 เดือน เร่งหาแหล่งเงินเพิ่ม

    ‘ศุภจี’ เผย นายกรัฐมนตรีสั่ง ‘เอกนิติ’ เร่งพิจารณาต่อโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ออกไปอีก 2 เดือน หลังเศรษฐกิจไทยยังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตพลังงานและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น พร้อมย้ำมาตรการช่วยประชาชนจะไม่ได้มีเพียงโครงการ 60:40 และเตรียมออกมาตรการรับมือโดยไม่รอถึงปลายปี

    ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ เฟส 2 ว่า ขณะนี้ประเทศไทยกลับมาเผชิญความเสี่ยงจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่เพิ่มขึ้น และราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อของประชาชน

    ศุภจี ระบุว่า นายกรัฐมนตรีเข้าใจสถานการณ์เศรษฐกิจภายในประเทศ จึงมอบหมายให้ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พิจารณาความเป็นไปได้ในการต่อโครงการ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ออกไปอีกระยะ

    เมื่อถูกถามว่า จะต่อโครงการออกไปกี่เดือน รองนายกฯศุภจี ชู 2 นิ้ว พร้อมระบุว่าเป็นแนวทางที่นายกรัฐมนตรีให้ไว้ เบื้องต้นจึงเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลเตรียมพิจารณาต่อโครงการอีก 2 เดือน เพื่อช่วยประคองกำลังซื้อในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดัน

    ส่วนวงเงินช่วยเหลือจะยังอยู่ที่ 1,000 บาทต่อเดือนหรือไม่ ศุภจีกล่าวว่า รายละเอียดต้องรอให้รองนายกฯเอกนิติเป็นผู้ชี้แจง โดยต้องพิจารณาแหล่งเงินและแนวทางดำเนินการในช่วง 2 เดือนดังกล่าว

    “ต้องมาดูว่าภายในสองเดือนจะแคะกระปุกช่วยได้อย่างไร”

    — ศุภจี กล่าว

    สำหรับแหล่งเงินที่จะนำมาใช้รองรับมาตรการดังกล่าว ศุภจีระบุว่า สามารถพิจารณาได้จากหลายแหล่ง ทั้ง พ.ร.ก.เงินกู้ หรืองบประมาณรายจ่ายประจำปี โดยรองนายกฯเอกนิติ จะเป็นผู้พิจารณาว่าจะใช้แหล่งเงินใดให้เหมาะสม

    เร่งมาตรการรับมือน้ำมันแพง ไม่รอปลายปี

    ด้านมาตรการรับมือราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมมาตรการดูแลผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจ

    ศุภจีกล่าวว่า ได้มีการเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์มาแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม จึงจะนำแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ได้หารือร่วมกับ 2 รองนายกฯ เอกนิติ, ปกรณ์ นิลประพันธ์ และกระทรวงพลังงาน ในวงหารือขนาดเล็ก เพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดแนวทางรับมือ

    หลังจากนี้จะมีการประกาศแผนและมาตรการให้ชัดเจน โดยยืนยันว่าจะเป็นมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที ไม่รอจนถึงช่วงปลายปี เนื่องจากแรงกดดันจากราคาพลังงานเริ่มส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจและประชาชนแล้ว

    ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ ไม่ใช่มาตรการเดียวที่รัฐเตรียมใช้

    ศุภจียังย้ำว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะต่อไปจะไม่ได้พึ่งพาเพียงโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” หรือมาตรการร่วมจ่าย 60:40 เท่านั้น แต่จะต้องมีมาตรการอื่นเข้ามาช่วยประคองเศรษฐกิจด้วย

    “วิกฤตครั้งนี้อาจจะรุนแรงกว่าเดิมด้วยซ้ำ เพราะเราช้ำจากรอบแรก และยังไม่ฟื้น ประกอบกับช่วงโควิด”

    — ศุภจี กล่าว

     พร้อมระบุว่า รัฐบาลจำเป็นต้องมองสถานการณ์ในภาพรวมและดูแลเศรษฐกิจทั้งระบบ

    การส่งสัญญาณต่อ ‘ไทยช่วยไทย พลัส’ จึงเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันด้านค่าครองชีพและต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รัฐบาลอยู่ระหว่างประเมินทั้งมาตรการด้านกำลังซื้อและมาตรการช่วยเหลือภาคเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานขยายวงกว้างมากขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/thaihelp-plus-2months&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TBtZBf43CpvSkUnIffCqg

  • วิกฤตไฟฟ้าสะอาด! “วีระยุทธ” ชี้เปลี่ยนผ่าน “พลังงาน” ไม่ใช่แค่เพิ่ม “EV-โซลาร์” ต้องกล้าลด “พลังงานฟอสซิล”

    วิกฤตไฟฟ้าสะอาด! “วีระยุทธ” ชี้เปลี่ยนผ่าน “พลังงาน” ไม่ใช่แค่เพิ่ม “EV-โซลาร์” ต้องกล้าลด “พลังงานฟอสซิล”

    ประเด็นแรก วีระยุทธ กล่าวถึงความเข้าใจผิดที่สำคัญในการกำหนดนโยบายคือ การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้พลังงานไฟฟ้า หรือ Electrification นั้นต้องไม่ใช่แค่การเพิ่มรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์เข้าไปในระบบการผลิตพลังงานเท่านั้น แต่จะต้อง “แทนที่” พลังงานฟอสซิลด้วยพลังงานสะอาดให้ได้ โดยเฉพาะประเทศไทยที่ยังคงใช้พลังงานฟอสซิลถึงร้อยละ 80 ในการผลิตไฟฟ้า จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่นโยบายต้องคำนึงถึงการลดการพึ่งพาฟอสซิล เพราะหากมุ่งแต่เพิ่มไฟฟ้าสะอาดโดยไม่ลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างจริงจัง การเปลี่ยนผ่านนี้ก็จะไม่บรรลุวัตถุประสงค์ที่แท้จริง

    ประเด็นที่สอง วีระยุทธ ได้เน้นย้ำความจำเป็นในการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ว่าเป็นภารกิจที่สำคัญของคนรุ่นปัจจุบันต่อโลกใบนี้ อีกทั้งหากไม่เปลี่ยนผ่านพลังงาน ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยได้

    เนื่องจากปัจจุบัน “ไฟฟ้าสะอาด” กลายเป็นปัจจัยกำหนดความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยเป็นได้ทั้งปัจจัยสนับสนุนและกำแพงกีดกันทางการค้าภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะธุรกิจที่ส่งออกไปยังตลาดคุณภาพสูง เช่น ยุโรปและออสเตรเลีย ที่ต้องการไฟฟ้าสะอาดในการผลิตมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นเงื่อนไขที่ถูกกำหนดมาทั้งจากนโยบายของบริษัทแม่และมาตรการการค้าของประเทศผู้ซื้อ

    แต่ขณะนี้ ประเทศไทยกลับมีอัตราการผลิตไฟฟ้าสะอาดต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลก และหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป นักลงทุนดีๆ ที่คำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมและขายให้กับตลาดคุณภาพ ก็มีแต่จะย้ายฐานการผลิตไปที่อื่น

    ทั้งนี้ ผลสำรวจจากรายงาน “Tailor the Transition: ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยด้วยไฟฟ้าสะอาด” โดย กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับองค์กรความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมัน (GIZ) พบว่า “ช่องว่างไฟฟ้าสะอาด” ของไทยที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการของนักลงทุนจะขยายจาก 70% ในปี 2573 เป็น 80% ในปี 2578 และอาจทำให้บริษัทเหล่านี้ต้องย้ายฐานการผลิต หรือไม่ตัดสินใจลงทุนในไทยเพิ่ม แล้วหันไปลงทุนเฟสใหม่ในต่างประเทศ

    อย่างไรก็ดี ลำพังการเพิ่มปริมาณไฟฟ้าสะอาดอย่างเดียวยังไม่พอ วีระยุทธ กล่าวว่า เราต้องการนโยบายที่ “คราฟต์” คือออกแบบกลไกที่เหมาะกับความต้องการของแต่ละอุตสาหกรรมที่มีธรรมชาติแตกต่างกันด้วย เช่น ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ ควรมีการสนับสนุน SME ให้เปลี่ยนเครื่องจักรในการผลิต ส่วนผู้ผลิตอาหารและเครื่องดื่มควรเชื่อมโยงกับการใช้ชีวมวลและก๊าซชีวภาพ ในขณะที่ซัพพลายเชนปิโตรเคมีต้องการระบบดักจับและกักเก็บคาร์บอนที่มีประสิทธิภาพ

    “หากเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้ เราก็เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยไม่ได้เช่นกัน” วีระยุทธ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/business/economy/378983319&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2T9N460gQEdIooT-lp50j_

  • จากวิกฤตราคายางสู่การตั้งกลุ่มเกษตรกรทำสวนไม้เรียง หนุนสมาชิกยึดเศรษฐกิจพอเพียงเสริมรายได้ชาวสวนยาง

    จากวิกฤตราคายางสู่การตั้งกลุ่มเกษตรกรทำสวนไม้เรียง หนุนสมาชิกยึดเศรษฐกิจพอเพียงเสริมรายได้ชาวสวนยาง

    กลุ่มเกษตรกรทำสวนไม้เรียง ยึดสมาชิกเป็นศูนย์กลางการขับเคลื่อนงาน นำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสร้างอาชีพและรายได้ โดยไม่หวังพึ่งยางพาราเพียงอย่างเดียว

    วิกฤตปัญหาราคายางพาราตกต่ำเมื่อ 40 กว่าปีก่อน อันเป็นผลมาจากการกดราคาของพ่อค้าคนกลาง ส่งผลให้ชาวบ้านกลุ่มเล็ก ๆ ที่ประกอบอาชีพทำสวนยางใน ต.ไม้เรียง อ.ฉวาง จ.นครศรีฯ รวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มขึ้นมามีชื่อว่า “กลุ่มเกษตรกรทำสวนไม้เรียง” ภายใต้แกนนำคนสำคัญในขณะนั้น “ลุงประยงค์ รณรงค์” เพื่อสร้างพลังอำนาจต่อรองราคากับพ่อค้าคนกลาง

    “เมื่อก่อนยางไม่ได้คุณภาพ มาตรฐานไม่มี เพราะเป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ ทำให้พ่อค้าอ้างเหตุกดราคา แล้งยิ่งต่างคนต่างทำ ต่างคนต่างขาย ไม่ว่าจะทำยางดีมีคุณภาพแค่ไหนก็ไม่มีอำนาจต่อรอง จึงมีแนวคิดการรวมกลุ่มขึ้นมาเพื่อจะได้ทำยางมาตรฐานเดียวกัน แล้วก็มีพลังอำนาจต่อรองราคากับพ่อค้าได้” ลุงประยงค์ รณรงค์ ปราชญ์ของแผ่นดินวัย 89 ปี ย้อนอดีตในฐานะผู้ก่อตั้งกลุ่มเกษตรกรทำสวนไม้เรียง เมื่อปี 2527 หรือเมื่อ 40 กว่าปีก่อน

    กลุ่มเกษตรกรทำสวนไม้เรียง ถือเป็นกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางกลุ่มแรก ๆ ที่ก่อกำเนิดขึ้นมาเพื่อสร้างพลังต่อรองหลังจากต่อสู้เพื่อชาวสวนยางมานานหลายปี เจอทั้งดอกไม้และก้อนอิฐจากชาวบ้านและหน่วยราชการ จนได้รับรางวัลมากมายทั้งในประเทศและนานาชาติ อาทิ รางวัลแมกไซไซสาขาพัฒนาชุมชนปี 2547 รางวัลปราชญ์ของแผ่น ปี 2551 ก่อนจะวางมือเพื่อให้คนรุ่นใหม่ได้สานงานต่อ

    “ผมไม่ยึดติดกับตำแหน่ง เมื่อเราสร้างคนรุ่นใหม่มาได้ก็ปล่อยให้เขาทำงานไปแล้วเราคอยดูข้างหลัง แต่ก่อนกลุ่มนี้ผมเป็นผู้จัดการ แต่ผมสร้างผู้จัดการคนใหม่มาได้ผมก็ลาออก เขาให้เป็นประธานผมเป็นอยู่หลายวาระติดต่อกัน พอผมสร้างประธานคนใหม่ขึ้นมา ผมก็ลาออก วันนี้เขาก็ยังยกให้เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ก็ดูห่าง ๆ อยู่ข้างหลังให้คำปรึกษาบ้างเป็นบางครั้ง แต่ไม่มีอำนาจตัดสินใจ” ลุงยงค์ ระบุ

    นายสมศักดิ์ พุฒิวณิช ประธานกลุ่มเกษตรกรทำสวนไม้เรียง ซึ่งรับไม้ต่อจากนายประยงค์ รณรงค์ ในการบริหารจัดการกลุ่ม กล่าวว่า หลังได้รับเลือกเป็นประธานกลุ่มฯ ต่อลุงประยงค์ รณรงค์ ว่าได้สานต่อนโยบายการทำงานตามแนวทางของประธานคนเดิม ทั้งในเรื่องการทำยางคุณภาพ การส่งเสริมอาชีพแก่สมาชิกตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9 ส่งให้สมาชิกกว่า 800 ราย มีอาชีพเสริมมีรายได้ที่มั่นคงไม่หวังพึ่งพารายได้จากยางพาราเพียงอย่างเดียว ล่าสุดได้รับพระราชทานรางวัลสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ ปี 2569 ประเภทกลุ่มเกษตรกรทำสวน โดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ส่งเข้าประกวด

    “สมาชิกทุกคนมีความภูมิใจกับรางวัลที่ได้รับ แต่จะทำอย่างไรให้มีความยั่งยืนต่อไป ไม่ใช่ว่าปีนี้เราได้ดีเด่นระดับประเทศแล้ว ไม่ต้องสนใจอะไรแล้ว ความภูมิใจนี้เราต้องรักษาไว้ให้ได้ ได้มามันไม่ยาก แต่ทำอย่างไรให้ยั่งยืน” ประธานกลุ่มเกษตรกรทำสวนไม้เรียง กล่าว

    นายสมศักดิ์ กล่าวถึงขั้นตอนการทำยางแผ่นรมควัน โดยเริ่มจากรับน้ำยางสดจากสมาชิกที่จุดรับน้ำยาง จากนั้นจะชั่งน้ำหนักวัดเปอร์เซ็นต์น้ำยาง แล้วนำมาใส่ตะกงที่เตรียมไว้ จากนั้นใส่น้ำกรดลงไปรอให้ยางจับตัวเป็นก้อน แล้วแกะก้อนยางออกจากตะกง นำไปเข้าเครื่องรีดแผ่น ก่อนจะนำไปผึ่งแดดเพื่อให้น้ำในแผ่นยางลดลง เพื่อประหยัดเวลาการอบแห้ง ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 2 – 3 วัน ก่อนเข้าเครื่องอบ เสร็จแล้วมาคัดคุณภาพก่อนนำไปสำรองที่โกดังเก็บสินค้าเพื่อรอจำหน่ายต่อไป

    “ยางแผ่นทั้งหมดจะส่งไปที่ตลาดกลางยางพาราคลองจันดี ซึ่งเป็นตลาดกลางยางพาราตอนกลางของภาคใต้ ปริมาณยางสูงสุดที่ทางกลุ่มผลิตได้ประมาณ 10,000 – 15,000 กิโลฯ ต่อวัน” ประธานกลุ่มฯ คนเดิมเผย

    ไม่หวังเพียงรายได้จากยางพาราแต่กลุ่มฯ ยังส่งเสริมอาชีพเสริมรายได้แก่สมาชิกตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ไม่ว่าจะเป็นการรวมกลุ่มทำเครื่องแกงขายออนไลน์ เลี้ยงเป็ด เลี้ยงไก่ไข่ หรือขุดบ่อเลี้ยงปลาเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน

    นายเชาวฤทธิ์ บุญญานุกูลกิจ สมาชิกกลุ่มเกษตรกรทำสวนไม้เรียง นอกจากมีรายได้จากอาชีพทำสวนยางพาราแล้วยังมีอาชีพเสริม ได้แก่เลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงกบ และเลี้ยงปลาดุก ซึ่งผลผลิตที่ได้นอกจากบริโภคในครัวเรือนแล้ว ยังนำไปจำหน่ายที่ตลาดนัดในหมู่บ้านเพื่อเป็นรายได้เสริม

    “ผมเป็นสมาชิกของกลุ่ม ที่บ้านก็ยังเลี้ยงไก่ไข่ 10 ตัว มีไข่ให้ทานทุกวัน เหลือก็เอาไปขายที่ทำการกลุ่ม ทำแปลงปลูกผัก มีผักบุ้ง ถั่วฝักยาว แตงกวา พืชสมุนไพร พริก มะเขือ ข่า ตระไคร้ใบมะกรูดมีครบ แล้วก็เลี้ยงกบ เลี้ยงปลาดุก เราจะมีรายได้จากส่วนนี้เกือบทุกวัน เสริมรายได้จากทำสวนยาง” สมาชิกคนเดิม กล่าว

    ด้าน นายศิวกร ศรีภักดี สหกรณ์จังหวัด (สกจ.) นครศรีธรรมราช กล่าวถึงจุดเด่นกลุ่มเกษตรกรทำสวนไม้เรียงว่า เป็นกลุ่มที่สมาชิกมีความเข้มแข็งมาก ทำให้การขับเคลื่อนงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ทางกลุ่มเน้นให้สมาชิกยึดแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงในการประกอบอาชีพ ทำให้สมาชิกมีรายได้จากหลายทาง ไม่หวังพึ่งรายได้จากยางพาราเพียงอย่างเดียว

    “กลุ่มที่นี่มีผู้นำที่เข้มแข็งมาก สมาชิกให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี การขับเคลื่อนอะไรต่าง ๆ จึงเป็นไปได้ง่าย” สหกรณ์จังหวัด (สกจ.) นครศรีธรรมราช กล่าวทิ้งท้าย
    กลุ่มเกษตรกรทำสวนไม้เรียง นับเป็นต้นแบบในการขับเคลื่อนกลุ่มโดยสมาชิก ที่นำแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นธงนำ ไม่หวังพึ่งพารายได้จากยางพาราเพียงอย่างเดียวในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ สู่ความยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/1055503&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0K1R8ieco7vu0wNaFy3wbk

  • รมว.พาณิชย์ส่งสัญญาณต่อ ไทยช่วยไทยพลัสอีก 2 เดือน และมีมาตรการอื่นเสริมช่วยพยุงเศรษฐกิจ

    รมว.พาณิชย์ส่งสัญญาณต่อ ไทยช่วยไทยพลัสอีก 2 เดือน และมีมาตรการอื่นเสริมช่วยพยุงเศรษฐกิจ

    วันนี้, 18:22น.

               นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลมีแนวทางพิจารณาต่ออายุโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น จากสถานการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น

               ถามถึงระยะเวลาของโครงการ นางศุภจี ชู 2 นิ้ว พร้อมระบุว่า เป็นแนวทางที่นายกรัฐมนตรีให้ไว้ ส่วนวงเงินช่วยเหลือจะยังคงอยู่ที่ 1,000 บาทต่อเดือนหรือไม่ รวมถึงรายละเอียดรูปแบบการดำเนินงาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง จะเป็นผู้ชี้แจง ต้องมาดูว่าภายในสองเดือน จะแคะกระปุกช่วยได้อย่างไรนางศุภจี กล่าว

               สำหรับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นกระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการรับมืออย่างไร นางศุภจี กล่าวว่า วานนี้ (14 ก.ย.)ได้หารือกับนายเอกนิติ พร้อมนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และกระทรวงพลังงาน ในรูปแบบวงเล็ก หลังจากนี้จะมีแผนออกมาอธิบายให้ฟัง โดยเป็นมาตรการที่ดำเนินการเลย ไม่ต้องรอไปถึงช่วงปลายปี

               การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จะไม่ได้มีเพียงโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส แต่จะมีมาตรการอื่นเข้ามาเสริมด้วย เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจครั้งนี้อาจรุนแรงกว่าครั้งก่อน เพราะเศรษฐกิจไทยยังได้รับผลกระทบต่อเนื่องและฟื้นตัวไม่เต็มที่

    #ไทยช่วยไทยพลัสเฟส2

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/th/site/news/view/164457&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Ty2uCp568dGNYVHBEYHYP

  • ธุรกิจไทยเป็น ‘บริษัทซอมบี้’ ไปแล้วเกือบ 12% SCB EIC เตือนมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก ภัยเงียบฉุดผลิตภาพเศรษฐกิจ

    ธุรกิจไทยเป็น ‘บริษัทซอมบี้’ ไปแล้วเกือบ 12% SCB EIC เตือนมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก ภัยเงียบฉุดผลิตภาพเศรษฐกิจ

    ธุรกิจไทยมีแนวโน้มเป็นบริษัทผีดิบ (Zombie firm) สูงขึ้น โดยเฉพาะ SME ด้าน SCB EIC เตือนภาวะดังกล่าวอาจสร้างความเสียหาย เหตุจะทำให้ทรัพยากรประเทศ ทั้งเงินทุน และแรงงานไปจมอยู่ในกลุ่มธุรกิจที่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพ จนส่งผลให้ GDP ไทยเติบโตชะลอตัวลง คาดเศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.2% ในปี 2026 และ 2.1% ในปี 2027 ท่ามกลางการฟื้นตัวไม่ทั่วถึง มีลักษณะ K-shaped ที่ชัดเจนขึ้นในหลายมิติ

    วันนี้ (14 กันยายน) ดร. ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) กล่าวว่า ธุรกิจไทยมีแนวโน้มเป็นบริษัทผีดิบ (Zombie firm) หรือบริษัทที่ทำกำไรได้น้อยกว่าหนี้สิน ‘มากขึ้น’ โดยตามข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าแสดงให้เห็นว่า สัดส่วน Zombie firm ของธุรกิจไทยเร่งตัวขึ้นแตะ 11.6% ในปี 2025 จากสัดส่วน 11.4% ในปี 2024

    สัดส่วน Zombie Firm ใน SME สูงกว่าธุรกิจขนาดอื่นเกือบ 3 เท่า

    ขณะที่ SMEs มีสัดส่วนผีดิบสูงถึง 12.3% ในปี 2025 แต่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ (Large firm) กลับมีสัดส่วนเพียงประมาณ 5% เท่านั้น สะท้อนว่าความเปราะบางกระจุกตัวอยู่ที่ฝั่ง SME เป็นหลัก

    โดยสัดส่วนดังกล่าวยังนับว่าสูงกว่าช่วงก่อนโควิดที่ SME มีสัดส่วน Zombie firm อยู่ที่ 11.1% (ภาพรวมอยู่ที่ 10.4%) อย่างไรก็ตาม สัดส่วนดังกล่าวพุ่งขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 16.1% (ภาพรวมอยู่ที่ 15.1%) ในปี 2021 ก่อนจะลดลงมา ทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนโควิดในปี 2023–2025

    ภาพมือซอมบี้กำลังเอื้อมมือออกมาจากกระดาษขาด 1

    เปิด 3 อุตสาหกรรมมี Zombie Firm มากที่สุด

    ทั้งนี้ นิยามบริษัทผีดิบ (Zombie firm) ของ SCB EIC หมายถึงบริษัทที่มีความสามารถในการทำกำไรไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้ (Interest Coverage Ratio ต่ำกว่า 1) ติดต่อกัน 2 รอบบัญชี และเป็นบริษัทที่มีอายุดำเนินกิจการมากกว่า 3 ปี เพื่อไม่ให้สับสนกับธุรกิจสตาร์ตอัปหรือธุรกิจเปิดใหม่ที่อาจยังไม่มีกำไรในระยะแรก

    เมื่อแบ่งแยกเป็นรายอุตสาหกรรมพบว่า อสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัย ธุรกิจที่พักแรมและโรงแรม ธุรกิจบริการอาหารและเครื่องดื่ม คืออุตสาหกรรมมี Zombie firm มากที่สุด รองลงมาคือ ธุรกิจสุขภาพ (Healthcare) โทรคมนาคม (Telecommunication) และธุรกิจยางที่มี Zombie Firm ในสัดส่วนสูง

    Zombie Firm ยิ่งเยอะจ่อฉุดผลิตภาพเศรษฐกิจ

    ยรรยงกล่าวต่อว่า การปล่อยให้มีบริษัทซอมบี้ค้างอยู่ในระบบเศรษฐกิจจำนวนมากอาจสร้างความเสียหายได้ เนื่องจากจะทำให้ทรัพยากรสำคัญของประเทศทั้งเงินทุน แรงงาน และผู้ประกอบการ ไปจมอยู่ในกลุ่มธุรกิจที่ไม่ก่อให้เกิดผลิตภาพแทนที่จะถูกนำไปใช้ในภาคธุรกิจที่มีอนาคต ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญหนึ่งที่ทำให้ผลิตภาพ (Productivity) ของแรงงานและธุรกิจไทยลดลง จนส่งผลให้ GDP ไทยเติบโตชะลอตัวลงเรื่อยๆ

    พร้อมทั้งวิเคราะห์ต่อว่า สาเหตุที่ทำให้ไทยมีบริษัทซอมบี้สะสมอาจมาจากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจบางประการช่วยประคองให้บริษัทเหล่านี้ยังรอดอยู่ได้ในระยะสั้น แต่อาจสะสมปัญหาในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นดอกเบี้ยระดับต่ำ และมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐ ที่ช่วยยื้อให้บริษัทที่ไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาดจริงยังคงชำระดอกเบี้ยหรือเปิดกิจการต่อไปได้

    “ถ้าประเทศไหน เศรษฐกิจไหนที่มี Zombie Firm เยอะอาจจะสะท้อนว่า กลไกของเศรษฐกิจนั้นอาจจะประคบประหงมเศรษฐกิจส่วนที่อาจจะไม่ Productive มากเกินไปหรือเปล่า ดังนั้น ถ้า Zombie Firm อยู่ในระดับที่สูง หรือสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ต้องระมัดระวัง” ดร. ยรรยงกล่าว

    ฉะนั้น เพื่อแก้ปัญหาบริษัทซอมบี้ให้ตรงจุด ดร. ยรรยงกล่าวว่า ผู้กำหนดนโยบายต้องแยกให้ออกว่ากลุ่มไหนคือกลุ่มที่ ‘พอปรับตัวได้’ ก็ควรเข้าไปช่วย Upskill Reskill หรือ Transform และกลุ่มไหนที่ ‘ไม่สามารถแข่งขันได้แล้ว’ ก็ควรใช้กลไกการย้ายทรัพยากร (Reallocate Resources) ไปในธุรกิจใหม่เกิดขึ้นได้จริง

    SCB EIC มองเศรษฐกิจไทยเติบโตดีขึ้นจากการลงทุนรอบใหม่และการส่งออก

    สำหรับภาพรวมและการประมาณการเศรษฐกิจไทย (Economic Outlook) ดร. ยรรยงเปิดเผยว่า SCB EIC ตัดสินใจปรับขึ้นประมาณการ GDP เล็กน้อยอยู่ที่ขยายตัว 2.2% ในปี 2026 และ 2.1% ในปี 2027 โดยได้รับแรงขับเคลื่อนสำคัญจากวัฏจักรการลงทุน AI ของโลก ส่งผลบวกต่อการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และ การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ในกลุ่มดิจิทัล และ เทคโนโลยี

    ภาพมือซอมบี้กำลังเอื้อมมือออกมาจากกระดาษขาด 2

    การฟื้นตัวแบบ K-shaped ชัดเจนขึ้นในหลายมิติ

    อย่างไรก็ตาม แม้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ดีขึ้น แต่การฟื้นตัวมีลักษณะ K-shaped ชัดเจนขึ้นในหลายมิติ เนื่องจากการลงทุนและการส่งออกที่ขยายตัวดีมีการพึ่งพาการนำเข้าสูงและเชื่อมโยงสู่เศรษฐกิจในประเทศค่อนข้างจำกัด ทำให้ผลประโยชน์ด้านรายได้และการจ้างงานกระจุกตัวในอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เชื่อมโยงกับการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และการลงทุนจากต่างประเทศเป็นหลัก ขณะที่ครัวเรือนและ SMEs จำนวนมากยังเผชิญความเปราะบางด้านรายได้ หนี้สิน และการเข้าถึงสินเชื่อ

    • ประเภทธุรกิจและขนาดกิจการ การเติบโตในปัจจุบันกระจุกตัวอยู่ในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยีดิจิทัลที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับ AI โดยเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเงินทุน เทคโนโลยี และบุคลากร ขณะที่ SMEs ยังเผชิญข้อจำกัดจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า อัตรากำไรลดลง ปัญหาสภาพคล่อง การเข้าถึงสินเชื่อ ซึ่งสะท้อนการแข่งขันจากต่างประเทศที่รุนแรง และข้อจำกัดในการลงทุนและปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่
    • แรงงานและครัวเรือน รายได้ในกลุ่มแรงงานทักษะสูงและแรงงานในระบบฟื้นตัวได้ดีกว่าแรงงานนอกระบบ ขณะที่ครัวเรือนรายได้น้อยยังเผชิญแรงกดดันจากรายได้ที่ฟื้นตัวช้า ภาระหนี้สูง และมีความสามารถรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจจำกัด ทำให้ยังต้องพึ่งพามาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐมากกว่ากลุ่มอื่น

    SCB EIC มองว่าความแตกต่างของการฟื้นตัวนี้อาจกลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย หากแรงส่งจากการลงทุนและการส่งออกยังไม่สามารถเปลี่ยนเป็นการจ้างงาน รายได้ และกำลังซื้อในประเทศได้มากขึ้น ก็อาจทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจชะลอตัวลงได้อีกและเกิดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

    ภาพมือซอมบี้กำลังเอื้อมมือออกมาจากกระดาษขาด 3

    ดังนั้น SCB EIC จึงระบุว่า การเปลี่ยนจากการฟื้นตัวแบบ K-shaped ไปสู่การเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืนขึ้น (Broad-based recovery) จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กัน 3 ด้าน คือ

    • ยกระดับเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ของประเทศ โดยใช้โอกาสจากกระแสเงินลงทุนต่างชาติ (FDI) ในการเพิ่มมูลค่าเพิ่มภายในประเทศ ผ่านการดึงดูดกิจกรรมมูลค่าสูง การพัฒนาเทคโนโลยี และการยกระดับทักษะแรงงานให้สอดคล้องกับความต้องการของเศรษฐกิจยุคใหม่
    • เชื่อมผลประโยชน์สู่เศรษฐกิจวงกว้าง ผ่านการสร้างความเชื่อมโยงระหว่าง FDI และบริษัทขนาดใหญ่ กับ SMEs ไทย เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมในห่วงโซ่อุปทานใหม่ได้มากขึ้น
    • ช่วยเหลือกลุ่มที่ยังปรับตัวไม่ทันในช่วงเปลี่ยนผ่าน โดยยกระดับศักยภาพของกลุ่มที่ยังแข่งขันได้ และมีกลไกรองรับที่เหมาะสมกับกลุ่มเปราะบาง เพื่อให้สามารถปรับตัวได้อย่างราบรื่น

    ภาพ: leolintang / Shutterstock

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-zombie-firms-economy/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0c1YeI0qVD6j0LJI4m5JZD

  • สรุปราคาทองคำ 15 ก.ย.2569 ปิดตลาด -250 ผันผวน 19 ครั้ง

    สรุปราคาทองคำ 15 ก.ย.2569 ปิดตลาด -250 ผันผวน 19 ครั้ง

    วันนี้ (15 ก.ย.2569) “ฮั่วเซ่งเฮง” เผยทองโลกมีการฟื้นตัวขึ้น จากดัชนีเงินดอลลาร์แนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่องยืนเหนือ 99.0 หน่วย เช่นเดียวกับบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นยืนเหนือ 5.00% ได้สำเร็จ ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 19 ปี หรือตั้งแต่ช่วงปี 2007 ขณะที่ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ยังคงปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง หลังไม่มีการเปิดโต๊ะเจรจาใดๆ ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนให้เงินเฟ้อภาคพลังงาน และดอกเบี้ยเฟดมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นในอนาคต เป็นลบกับทองคำ

    อย่างไรก็ตาม สภาทองคำโลก เปิดเผยรายงานล่าสุดระบุว่า การเข้าซื้อทองคำของทางการจีน มีสัญญาณเร่งตัวขึ้นในเดือน ส.ค. ขณะที่กองทุนทองคำในจีน (Chinese Gold ETF) บันทึกยอดเงินทุนไหลเข้าสุทธิต่อเนื่องทุกวันทำการจนถึงต้นเดือน ก.ย. สะท้อนว่าความต้องการถือครองทองคำจากฝั่งเอเชียยังคงแข็งแกร่งและต่อเนื่อง

    ตัวเลขเศรษฐกิจที่ต้องติดตามคืนนี้เวลา 16.00 น. เผยดุลการค้ายุโรป เดือน ก.ค. และเวลา 19.30 น. สหรัฐอเมริกา ดัชนีการผลิตรัฐนิวยอร์กเดือน ก.ย. เทียบรายเดือน วิเคราะห์ราคาทองโลกมีแนวโน้มทรงตัวลงต่อมาจากช่วงเช้า หลังจากยังไม่ยอมทะลุแนวต้านที่ 4,295 ดอลลาร์ขึ้นไป จึงประเมินว่า ทองโลกอาจมีการปรับตัวลงทดสอบแนวรับที่ 4,225 ดอลลาร์ อย่างไรก็ตาม หากทองโลกหลุดแนวรับถัดไปที่ 4,185 ดอลลาร์ ทองโลกอาจยังปรับฐานลงต่อเช่นเดิม

    สรุปราคาทองคำ วันที่ 15 ก.ย.2569

    ครั้งที่ 19 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,150 บาท

    ขายออก บาทละ 67,350 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 65,809.56 บาท

    ขายออก บาทละ 68,150 บาท

    ครั้งที่ 18 ลบ 100 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,100 บาท

    ขายออก บาทละ 67,300 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 65,764.08 บาท

    ขายออก บาทละ 68,100 บาท

    ครั้งที่ 17 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,200 บาท

    ขายออก บาทละ 67,400 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 65,855.04 บาท

    ขายออก บาทละ 68,200 บาท

    ครั้งที่ 16 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,150 บาท

    ขายออก บาทละ 67,350 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 65,809.56 บาท

    ขายออก บาทละ 68,150 บาท

    ครั้งที่ 15 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,200 บาท

    ขายออก บาทละ 67,400 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 65,855.04 บาท

    ขายออก บาทละ 68,200 บาท

    ครั้งที่ 14 ลบ 100 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,250 บาท

    ขายออก บาทละ 67,450 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 65,900.52 บาท

    ขายออก บาทละ 68,250 บาท

    ครั้งที่ 13 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,350 บาท

    ขายออก บาทละ 67,550 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,006.64 บาท

    ขายออก บาทละ 68,350 บาท

    ครั้งที่ 12 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,400 บาท

    ขายออก บาทละ 67,600 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,052.12 บาท

    ขายออก บาทละ 68,400 บาท

    ครั้งที่ 11 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,450 บาท

    ขายออก บาทละ 67,650 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,097.6 บาท

    ขายออก บาทละ 68,450 บาท

    ครั้งที่ 10 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,500 บาท

    ขายออก บาทละ 67,700 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,143.08 บาท

    ขายออก บาทละ 68,500 บาท

    ครั้งที่ 9 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,450 บาท

    ขายออก บาทละ 67,650 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,097.6 บาท

    ขายออก บาทละ 68,450 บาท

    ครั้งที่ 8 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,500 บาท

    ขายออก บาทละ 67,700 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,143.08 บาท

    ขายออก บาทละ 68,500 บาท

    ครั้งที่ 7 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,550 บาท

    ขายออก บาทละ 67,750 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,203.72 บาท

    ขายออก บาทละ 68,550 บาท

    ครั้งที่ 6 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,600 บาท

    ขายออก บาทละ 67,800 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,249.2 บาท

    ขายออก บาทละ 68,600 บาท

    ครั้งที่ 5 ลบ 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,650 บาท

    ขายออก บาทละ 67,850 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,294.68 บาท

    ขายออก บาทละ 68,650 บาท

    ครั้งที่ 4 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,700 บาท

    ขายออก บาทละ 67,900 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,340.16 บาท

    ขายออก บาทละ 68,700 บาท

    ครั้งที่ 3 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,650 บาท

    ขายออก บาทละ 67,850 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,294.68 บาท

    ขายออก บาทละ 68,650 บาท

    ครั้งที่ 2 บวก 50 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,600 บาท

    ขายออก บาทละ 67,800 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,249.2 บาท

    ขายออก บาทละ 68,600 บาท

    ครั้งที่ 1 บวก 150 บาท

    • ทองแท่ง

    รับซื้อ บาทละ 67,550 บาท

    ขายออก บาทละ 67,750 บาท

    • ทองรูปพรรณ

    รับซื้อ บาทละ 66,203.72 บาท

    ขายออก บาทละ 68,550 บาท

    อ่านข่าว:

    ตลาดหุ้นโลกปรับตัวลง รับแรงบอนด์ยีลด์พุ่ง-น้ำมันทะลุ 100 ดอลลาร์

    จับตา 3 แบงก์กลางใหญ่ชี้ชะตาทองคำโลก ฮอร์มุซป่วน-เงินเฟ้อกดดันตลาด

    สรุปราคาทองคำ 14 ก.ย.2569 ปิดตลาด -650 ผันผวน 19 ครั้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/557980&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1yEXtrlx-a2BRlEC5-_7Bg

  • “ศุภจี ” ส่งสัญญาณต่อ “ไทยช่วยไทย พลัส” อีก 2 เดือน -จ่อคลอดมาตรการใหม่พยุงเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    “ศุภจี ” ส่งสัญญาณต่อ “ไทยช่วยไทย พลัส” อีก 2 เดือน -จ่อคลอดมาตรการใหม่พยุงเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า รัฐบาลมีแนวทางพิจารณาต่ออายุโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เฟส 2 เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ ท่ามกลางความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น จากสถานการณ์การปิดช่องแคบฮอร์มุซและราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น

    เมื่อถามถึงระยะเวลาของโครงการ นางศุภจี ชู 2 นิ้ว พร้อมระบุว่า เป็นแนวทางที่นายกรัฐมนตรีให้ไว้ ส่วนวงเงินช่วยเหลือจะยังคงอยู่ที่ 1,000 บาทต่อเดือนหรือไม่ รวมถึงรายละเอียดรูปแบบการดำเนินงาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง จะเป็นผู้ชี้แจง

    “ต้องมาดูว่าภายในสองเดือน จะแคะกระปุกช่วยได้อย่างไร”นางศุภจี กล่าว

    สำหรับราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นกระทรวงพาณิชย์จะมีมาตรการรับมืออย่างไร นางศุภจี กล่าวว่า วานนี้ (14 ก.ย.)ได้หารือกับนายเอกนิติ พร้อมนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี และกระทรวงพลังงาน ในรูปแบบวงเล็ก หลังจากนี้จะมีแผนออกมาอธิบายให้ฟัง โดยเป็นมาตรการที่ดำเนินการเลย ไม่ต้องรอไปถึงช่วงปลายปี 

    นางศุภจีย้ำว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล จะไม่ได้มีเพียงโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” แต่จะมีมาตรการอื่นเข้ามาเสริมด้วย เนื่องจากสถานการณ์เศรษฐกิจครั้งนี้อาจรุนแรงกว่าครั้งก่อน เพราะเศรษฐกิจไทยยังได้รับผลกระทบต่อเนื่องและฟื้นตัวไม่เต็มที่

    โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2026/648996&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3YjO45pXAohhWj19SQIAu6

  • กาง 9 ภารกิจเร่งด่วน พูนพงษ์ปลัดป้ายแดงพาณิชย์ ชูกู้วิกฤต-ฟื้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    กาง 9 ภารกิจเร่งด่วน พูนพงษ์ปลัดป้ายแดงพาณิชย์ ชูกู้วิกฤต-ฟื้นเศรษฐกิจ | เดลินิวส์

    นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยถึงทิศทางการขับเคลื่อนงานในโอกาสที่จะเข้ารับตำแหน่ง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ อย่างเป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยเตรียมเร่งเดินหน้า “9 ภารกิจเร่งด่วน” เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของกติกาการค้าโลก ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี สิ่งแวดล้อม และโครงสร้างประชากร เพื่อปลดล็อกพันธนาการและสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทย

    เจาะลึก 9 ภารกิจเร่งด่วน กระทรวงพาณิชย์

    1. ดูแลค่าครองชีพอย่างเหมาะสม

    • กำกับดูแลราคาสินค้า: ติดตามราคาสินค้าและบริการที่จำเป็นไม่ให้สูงเกินสมควร
    • จัดโครงการเชิงรุก: ดำเนินโครงการลดราคาสินค้า เช่น ‘ไทยช่วยไทย ลดภาระลดค่าครองชีพ’
    • หนุนช่องทางขาย: อุดหนุนและเพิ่มช่องทางการค้าออนไลน์ให้แก่ผู้ประกอบการ

    2. สร้างความเป็นธรรมทางการค้า

    • สกัดทุนใหญ่ล้ำเส้น: ป้องกันการใช้อำนาจเหนือตลาดเพื่อกดดันหรือกีดกัน SME
    • พยุงราคาสินค้าเกษตร: ดูแลไม่ให้มีการกดราคารับซื้อจากเกษตรกรจนขาดทุน
    • คุ้มครองผู้บริโภค: สร้างระบบการค้าที่โปร่งใสและไม่เอารัดเอาเปรียบ

    3. เสริมศักยภาพ SME (สปริงบอร์ดสู่ตลาดโลก)

    ปัจจุบันไทยมี SME 3.28 ล้านราย (99.5% ของธุรกิจทั้งหมด) จ้างงาน 13 ล้านคน และสร้าง GDP 34.8% แต่มีสัดส่วนส่งออกเพียง 14.2% ของมูลค่ารวม พาณิชย์จึงวาง 4 กลยุทธ์ดัน SME ไทยเติบโต:

    • Digital & e-Commerce: ดันขายออนไลน์ Live สด และใช้วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า
    • Expanding Channels: ขยายพื้นที่ขายผ่านแพลตฟอร์มระดับประเทศและระดับโลก
    • Modernize Management: ปรับปรุงการบริหารและการเงิน ยกระดับโชห่วยสู่ร้านค้าปลีกสมัยใหม่
    • SME Pro-active: พาร่วมงานแสดงสินค้าและเจรจาการค้าในต่างประเทศโดยมีพาณิชย์เป็นพี่เลี้ยง

    4. เพิ่มมูลค่าการส่งออกสินค้าและบริการ

    • เปลี่ยนยุทธศาสตร์: ใช้ข้อมูลตลาดต่างประเทศชี้นำการผลิต (Market-led Production)
    • แปรรูปสินค้านวัตกรรม: ยกระดับสินค้าเกษตรสู่ Future Food, Functional Food และสารสกัดทางการแพทย์
    • ดันภาคบริการมูลค่าสูง: ส่งเสริม Soft Power (ภาพยนตร์, ซีรีส์, เกม) และบริการทางการแพทย์/สุขภาพ

    5. เร่งรัดการเจรจาการค้า (FTA)

    • เร่งผลักดันการเจรจา FTA สำคัญ โดยเฉพาะ ไทย-สหภาพยุโรป (EU) เพื่อสร้างความได้เปรียบทางการค้า (ปัจจุบันไทยมี FTA 17 ฉบับ กับ 24 ประเทศ)

    6. ปราบปรามธุรกิจและสินค้าผิดกฎหมาย

    • กวาดล้างนอมินี: ตรวจสอบการจดทะเบียนนิติบุคคลเข้มงวด ป้องกันทุนสีเทาและนอมินีต่างชาติ
    • สกัดสินค้าไม่ได้มาตรฐาน: ปราบปรามการนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้ประกอบการไทย ผ่านกลไกคณะกรรมการบริหารจัดการปัญหาสินค้าและธุรกิจต่างชาติที่ฝ่าฝืนกฎหมาย

    7. ยกระดับบริการสู่ดิจิทัล (Digital Ministry)

    • ปรับลดขั้นตอน ระยะเวลา และต้นทุนในการติดต่อราชการ เปลี่ยนผ่านงานเอกสารสู่ระบบออนไลน์ทั้งหมด เพื่อลดการเผชิญหน้าและป้องกันการทุจริตคอร์รัปชัน

    8. สแกนและแก้ไขกฎระเบียบที่ล้าสมัย

    • ยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างความเชื่อมั่นในสายตาประชาคมโลก

    9. ดูแลและพัฒนาบุคลากร

    • บริหารจัดการคนให้เหมาะกับงาน (Put the right man on the right job)
    • สนับสนุนเครื่องมือเทคโนโลยีให้ข้าราชการ พาณิชย์จังหวัด และทูตพาณิชย์ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ปลอดภัย และเติบโตด้วยระบบคุณธรรม

    “กระทรวงพาณิชย์มีบุคลากรจำกัดและงบประมาณน้อยเมื่อเทียบกับภารกิจ การทำงานอย่างมียุทธวิธีจึงสำคัญที่สุด 9 ภารกิจนี้จะช่วยสร้างเศรษฐกิจไทยให้เข้มแข็ง มีมูลค่าสูง กระจายโอกาสอย่างทั่วถึง และพร้อมแข่งบนกติกาการค้าโลกใหม่”  พูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ว่าที่ปลัดกระทรวงพาณิชย์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6192369/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZGfjWF6dxN2pX5T0ArrQK

  • รัฐบาลชั่งใจต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” รอลุ้นตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ส.ค.

    รัฐบาลชั่งใจต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” รอลุ้นตัวเลขเศรษฐกิจเดือน ส.ค.

    วันนี้ (15 ก.ย.2569) แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยถึงการดำเนินโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 2 หลังจากที่เฟสแรก สิ้นสุดในวันที่ 30 ก.ย.นี้ ว่า ขณะนี้หน่วยงานด้านเศรษฐกิจอยู่ระหว่างการประเมินตัวเลขเศรษฐกิจในช่วงเดือน ส.ค.นี้ ว่า มีแนวโน้มเป็นอย่างไร เพื่อใช้เป็นฐานในการประเมินการต่ออายุโครงการดังกล่าวหรือไม่ โดยคาดว่าภายในเดือน ก.ย.นี้ จะได้ข้อสรุปและนำไปสู่การพิจารณา

    ตอนนี้หน่วยงานเศรษฐกิจทั้งหมด กำลังรวบรวมตัวเลขโดยจะเน้นตัวเลขเศรษฐกิจในเดือน ส.ค.เป็นหลัก จะดูทั้งตัวเลขเรื่องการบริโภค การใช้จ่ายของประชาชนว่าเป็นอย่างไรบ้าง หากตัวเลขออกมาพบว่า มีตัวเลขเพิ่มขึ้นพอสมควร ก็อาจจะไม่ต่อมาตรการดังกล่าว แต่ถ้าเกิดตัวเลขออกมา ยังมีปัญหาและกระทบกับค่าครองชีพอยู่ ก็อาจจะพิจารณาต่ออายุ แต่ทั้งหมดก็ต้องรอฝ่ายนโยบายพิจารณาอีกครั้ง

    แหล่งข่าวระบุอีกว่า การพิจารณารายละเอียดทั้งหมดนั้น จะต้องพิจารณาถึงความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เนื่องจากมาตรการไทยช่วยไทยพลัสที่ผ่านมา เป็นหนึ่งในมาตรการที่ช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ หากต่อไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีฐานข้อมูลรองรับ จะทำให้ประชาชนเสพติดนโยบาย ซึ่งไม่ใช่เป้าหมายหลักของการดำเนินนโยบายของรัฐบาล เพราะจะกระทบต่อภาระงบประมาณค่อนข้างสูง

    อ่านข่าว :

    คลังเตรียมถกบอร์ดกลั่นกรองเงินกู้ต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2”

    “ภราดร” เผยนายกฯ ไฟเขียวลุย “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2” ในหลักการ

    งบยังเหลือ! “อนุทิน” สั่ง “เอกนิติ” ขยาย “ไทยช่วยไทยพลัส” อีก 1-2 เดือน

    กรุงไทยจับมือบสย. ดันสินเชื่อ AI “นกกระซิบ” วงเงิน 5,500 ล้าน เสริมแกร่ง Micro SME

    “เอกนิติ” แย้มต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส” รอรวบรวมข้อมูล ชัดเจนสิ้น ก.ย.

    ซูเปอร์โพลเผย ปชช.พอใจ “ไทยช่วยไทยพลัส” 60% ลดค่าครองชีพ-หนุนเศรษฐกิจ

    “เอกนิติ” วาง 3 ยุทธศาสตร์กู้เศรษฐกิจ “ซ่อม-สร้าง-ช่วย” ดัน AI–พลังงานสะอาด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/557970&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FQfJWybPDuky8pvaL7FrA