วันที่ 14 พฤษภาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เปิดเผยว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) เป็นหน่วยงานรับผิดชอบการเข้าร่วมประชุมเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ ประจำปี 2569 (2026 APEC Women and the Economy Forum : WEF) ภายใต้หัวข้อ “การเสริมพลังสตรีในทางเศรษฐกิจ เพื่อความเจริญรุ่งเรืองร่วมกันในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก (Promoting Women’s Economic Empowerment to Prosper Together in the Asia-Pacific)” ระหว่างวันที่ 15 – 16 พ.ค. 2569 ณ ศูนย์การประชุม Shanghai Expo Center นครเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยวันพรุ่งนี้ (15 พ.ค. 69) ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย เข้าร่วมการประชุมเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ ประจำปี 2569 ซึ่งประเทศไทยมีความพร้อมในการส่งเสริมบทบาทของสตรีในฐานะกลไกสำคัญและผู้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ เพื่อการพัฒนาภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกอย่างยั่งยืน
นายนิกร กล่าวเพิ่มเติมว่า การประชุมเอเปคด้านสตรีและเศรษฐกิจ ประจำปี 2569 (2026 APEC Women and the Economy Forum : WEF) เป็นกลไกการทำงานสำคัญของเอเปค (Asia-Pacific Economic Cooperation: APEC) ซึ่งเป็นความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยมีการประชุมที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 1) การประชุมหุ้นส่วนเชิงนโยบายด้านการเพิ่มการมีส่วนร่วมของสตรีในระบบเศรษฐกิจ (Policy Partnership on Women and the Economy : PPWE) เป็นการประชุมระดับคณะทำงานที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยประสานงานกลางเพื่อบูรณาการมิติเพศภาวะ (Gender Mainstreaming) และกำหนดการประชุมระดับสูง 2) การประชุมระหว่างภาครัฐและเอกชนด้านสตรีและเศรษฐกิจ (Public Private Dialogue on Women and the Economy : PPDWE) เป็นการประชุมเพื่อมาหารือและวางนโยบายร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของสตรี และ 3) การประชุมระดับสูงสำหรับผู้กำหนดนโยบายด้านสตรีและเศรษฐกิจ (High level Policy Dialogue on Women and the Economy: HLPDWE) เป็นการประชุมระดับรัฐมนตรีเพื่อหารือและกล่าวถ้อยแถลงเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินงานส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของสตรี ทั้งนี้ การประชุมทั้งหมด จัดโดยหุ้นส่วนเชิงนโยบายด้านการเพิ่มการมีส่วนร่วมของสตรีในระบบเศรษฐกิจ (Policy Partnership on Women and the Economy : PPWE)
มุมมองของแต่ละ Generation ต่อวิกฤตครั้งนี้ Wisesight ไม่ได้หยุดอยู่แค่การวัดว่าวันนี้คนพูดถึงอะไร แต่ยังฉายภาพไปข้างหน้าผ่านเทคโนโลยี Virtual Persona (Synthetic Research) ที่สร้างจากกลุ่มตัวอย่าง 90 คน แบ่งเป็น Gen X, Gen Y และ Gen Z รุ่นละ 30 คน บอกเล่าว่าวิกฤตครั้งนี้จะหล่อหลอมพฤติกรรมและทัศนคติของแต่ละ Generation อย่างไรในอนาคต
Gen X (อายุ 46–61 ปี): จาก “สร้าง” สู่ “ปกป้อง” 80% ของกลุ่ม Gen X ระบุว่ากังวลต่อสภาวะเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่พวกเขากังวลจริง ๆ ไม่ใช่การอยู่รอดรายวัน หากแต่เป็นความมั่นคงระยะยาวที่อุตส่าห์สร้างมาทั้งชีวิตอาจสั่นคลอน โดยเฉพาะแผนเกษียณที่ต้องเลื่อนออกไป บวกกับภาระของ “Sandwich Generation” ที่ต้องแบกรับทั้งค่าเทอมลูกและค่ารักษาพยาบาลพ่อแม่สูงวัยไปพร้อมกัน
Gen Y (อายุ 30–34 ปี): ระหว่าง “สร้างอนาคต” กับ “รอดในระบบที่เอียง” Gen Y ไม่ได้กังวลเรื่องการอยู่รอดรายวัน แต่กังวลถึงความสามารถในการสร้างอนาคตในระบบที่รู้สึกว่าเอื้อประโยชน์ให้คนรุ่นก่อนมากกว่า วิธีลดภาระทางการเงินที่พบบ่อยในกลุ่มนี้ ได้แก่ การใช้แอปติดตามค่าใช้จ่ายแบบเรียลไทม์ ใช้ AI วิเคราะห์รูปแบบการใช้จ่าย เปรียบเทียบราคาออนไลน์ก่อนตัดสินใจซื้อ ยกเลิก Subscription ที่ไม่ได้ใช้จริง และหารายได้เสริมผ่านงานฟรีแลนซ์หรือธุรกิจออนไลน์
อย่างไรก็ตาม Gen Y มี “เส้นที่ห้ามแตะ” ไม่ว่าสถานการณ์จะยากเพียงใด อันดับแรกคือการศึกษาและพัฒนาตนเอง รองลงมาคือประกันสุขภาพและ Wellness เพราะค่ารักษาพยาบาลสูงมากและการป้องกันดีกว่าการรักษา ประการที่สามคือการสร้างเครือข่ายอาชีพผ่าน LinkedIn และ Community และสุดท้ายคือเงินออมและการลงทุนระยะยาว อีกทั้งยังมองว่ากองทุนฉุกเฉิน 3–6 เดือนคือสิ่งจำเป็น
ที่น่าสนใจคือ Gen Y บางส่วนกลับ “ไม่กังวล” และมองว่าความเปราะบางของระบบคือโอกาสในการสร้างธุรกิจใหม่ กลุ่มนี้เชื่อว่าคนที่มีทักษะดิจิทัลและ AI จะได้เปรียบในตลาด และใช้ความสามารถในการปรับตัวเป็นอาวุธหลักในการรับมือกับทุกความท้าทาย สะท้อนความแตกต่างภายในเจเนอเรชันเดียวกันระหว่างกลุ่มที่มุ่ง “ป้องกันความเสี่ยง” กับกลุ่มที่มุ่ง “สร้างโอกาส” อย่างชัดเจน
Gen Z (อายุ 14–29 ปี): เมื่อความไม่แน่นอนกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ Gen Z เผชิญกับความท้าทายที่ต่างจากรุ่นก่อน หลายคนใช้ชีวิตแบบ “เดือนต่อเดือน” ต้องพึ่งพาครอบครัว และมองว่าการมีบ้านหรือสร้างครอบครัวเป็นความฝันที่ห่างไกลออกไปทุกที โดย 57% ระบุว่า “กังวล” กับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม Gen Z ไม่ได้นั่งเฉยรอให้ระบบแก้ปัญหาให้ หากต้องลดค่าใช้จ่าย สิ่งแรกที่พวกเขาเลือกตัดคือภาระหนี้ระยะยาวอย่างการผ่อนรถหรือคอนโด ที่มองว่าเป็นโซ่ตรวนที่ผูกมัดอิสรภาพทางการเงิน และเน้นรักษาเงินสดและสภาพคล่องไว้ให้มากที่สุดเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอน แทนที่จะผูกตัวเองกับภาระผูกพันที่ยืดเยื้อ ทัศนคตินี้สะท้อนให้เห็นว่า Gen Z ให้คุณค่ากับ “อิสรภาพ” มากกว่า “การครอบครอง” ซึ่งต่างจากรุ่นพ่อแม่ที่มองว่าการมีบ้านหรือรถคือเป้าหมายชีวิต