Blog

  • ธปท.เผย รายได้แรงงานไทยปี69 ชะลอตัวแรง อาชีพอิสระอาจติดลบ0.3%ขณะที่ลูกจ้างโตเพียง0.9%

    ธปท.เผย รายได้แรงงานไทยปี69 ชะลอตัวแรง อาชีพอิสระอาจติดลบ0.3%ขณะที่ลูกจ้างโตเพียง0.9%

              น.ส.ปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า รายได้แรงงานไทยในปี 2569 นี้มีแนวโน้มหดตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าที่ -0.3% YoY สะท้อนถึงการชะลอตัวอย่างชัดเจนจากค่าเฉลี่ยในอดีต (ปี 2558-2562) ที่เคยขยายตัวเฉลี่ยถึง 4.7%

               การลดลงดังกล่าวมีปัจจัยหลักมาจากการชะลอตัวของภาคการท่องเที่ยวที่ส่วนหนึ่งได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่จ่อกระทบรายได้ผู้ประกอบอาชีพอิสระและลูกจ้างในภาคบริการ รวมถึงรายได้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เอลนีโญ เมื่อสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลาย รายได้รวมจะกลับมาฟื้นตัวได้ในปีหน้า

               เมื่อแยกเป็นกลุ่มแรงงาน ได้แก่ ลูกจ้าง ผู้ประกอบอาชีพอิสระ และเกษตรกร พบว่า รายได้ของ ‘ลูกจ้าง’ (สัดส่วน 59% ของรายได้แรงงานทั้งหมด) แม้จะยังคงขยายตัวได้แต่ก็มีทิศทางที่ชะลอลงอย่างมาก จากอดีตในช่วงปี 2558-2562 ที่เคยเติบโต 4.1% คาดว่าจะลดลงเหลือ 3.2% ในปี 2568 และ 0.9% ในปี 2569 ก่อนจะปรับตัวขึ้นเป็น 2.3% ในปี 2570

                 รายได้ ‘ผู้ประกอบอาชีพอิสระ’ (สัดส่วน 31% ของรายได้แรงงานทั้งหมด) เป็นกลุ่มที่แนวโน้มรายได้ลดลง จากที่เคยขยายตัวสูงถึง 8.0% ในช่วงปี 2558-2562 คาดว่าจะเติบโตเพียง 1.3% ในปี 2568 และจะหดตัวติดลบที่ -0.3% ในปี 2569 ก่อนจะฟื้นตัวที่ 3.8% ในปี 2570

                ส่วนรายได้ ‘เกษตรกร’ (สัดส่วน 10% ของรายได้แรงงานทั้งหมด) เป็นกลุ่มที่เผชิญวิกฤตรายได้หนักที่สุด จากที่เคยเติบโตเล็กน้อย 0.3% ในอดีต คาดการณ์ว่ารายได้จะหดตัวอย่างรุนแรงถึง -6.6% ในปี 2568 และหดตัวลึกขึ้นเป็น -8.5% ในปี 2569 ก่อนจะกลับมาเป็นบวกได้เล็กน้อยที่ 1.5% ในปี 2570

               ภาวะรายได้จ่อหดตัวยังเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะที่ครัวเรือนไทยอาจเผชิญกับค่าครองชีพที่สูงขึ้น เนื่องจากประเทศไทยพึ่งพาพลังงานและวัตถุดิบต้นน้ำจากตะวันออกกลางในสัดส่วนที่ค่อนข้างสูง จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าครองชีพของภาคครัวเรือน รวมถึงต้นทุนของภาคธุรกิจด้วย

               ค่าครองชีพที่ปรับเพิ่มขึ้นและรายได้ที่มีแนวโน้มลดลง จะส่งผลกดดันต่อการบริโภคภาคเอกชน โดยบริโภคภาคเอกชนในปี 2569 นี้มีแนวโน้มชะลอตัวลงมาอยู่ 1.6% (จาก 2.7% ในปี 2568) อย่างไรก็ตาม คาดว่า ในปีหน้า หากสถานการณ์ต่างๆ คลี่คลายและนักท่องเที่ยวกลับมา จะส่งผลดีต่อรายได้รวมและช่วยให้การบริโภคภาคเอกชนกลับมาขยายตัวได้ที่ 1.9%

    #รายได้แรงงานไทยปี69

    #ธนาคารแห่งประเทศไทย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/161407&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-5PSZYDV8Sro0mC9Qv0gX

  • ​​พระยาแรกนาเสี่ยงทายได้ผ้านุ่ง 6 คืบ ทำนายน้ำจะน้อย ได้ผลไม่เต็มที่ ส่วนพระโคกินถั่ว-น้ำ-หญ้า-เหล้า ค้าขาย ตปท. ดีขึ้น เศรษฐกิจรุ่งเรือง

    ​​พระยาแรกนาเสี่ยงทายได้ผ้านุ่ง 6 คืบ ทำนายน้ำจะน้อย ได้ผลไม่เต็มที่ ส่วนพระโคกินถั่ว-น้ำ-หญ้า-เหล้า ค้าขาย ตปท. ดีขึ้น เศรษฐกิจรุ่งเรือง

    วันนี้ (13 พฤษภาคม) ที่มณฑลพิธีท้องสนามหลวง เวลา 08.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 โดยมี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต เฝ้ารับเสด็จและร่วมพระราชพิธี

    เมื่อเสด็จพระราชดำเนินถึงมณฑลพิธี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ซึ่งทำหน้าที่พระยาแรกนา ยาตราขบวน พร้อมด้วยเทพีคู่หาบทอง หาบเงิน ออกจากโรงพิธีพราหมณ์

    เมื่อถึงหน้าพระที่นั่ง พระยาแรกเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายบังคม แล้วออกไปประกอบพิธีแรกนา เจ้าหน้าที่จูงพระโคเทียมแอก พระยาแรกนาเจิมพระโคและคันไถ แล้วจึงไถดะไปโดยรี 3 รอบ โดยขวาง 3 รอบ หว่านธัญพืช โหรหลวงลั่นฆ้องชัย แล้วไถกลบอีก 3 รอบ เจ้าพนักงาน ปลดพระโคออกจากแอก พระยาแรกนาและเทพีกลับไปยังโรงพิธีพราหมณ์ พราหมณ์เชิญของกินเสี่ยงทาย 7 สิ่ง ตั้งเลี้ยงพระโค

    จากนั้น อภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กราบบังคมทูลถวายคำพยากรณ์การเสี่ยงทายผ้าของพระยาแรกนา สำหรับนุ่งไปประกอบพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ และการเสี่ยงทาย พระโคกินเลี้ยง

    การนี้ พระยาแรกนาหยิบเสี่ยงทายผ้านุ่ง 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่ ส่วนการเสี่ยงทายพระโคกินถั่ว น้ำ หญ้า และเหล้า พยากรณ์ว่า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหาร มังสาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี การคมนาคมสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง

    ต่อจากนั้น รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กราบบังคมทูลเบิกผู้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2569 ประกอบด้วย ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน จำนวน 3 สาขา เกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 16 สาขาอาชีพ ผู้แทนสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 13 กลุ่ม และผู้แทนสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ จำนวน 7 สหกรณ์

    จากนั้นพระยาแรกนา ยาตราขบวนพร้อมด้วยเทพี ออกจากโรงพิธีพราหมณ์ เมื่อถึงหน้าพระที่นั่ง พระยาแรกนา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายบังคม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับการถวายความเคารพของผู้มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท แล้วเสด็จออกจากพลับพลาพิธี ไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินไปยังแปลงนาสาธิต สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต ทอดพระเนตรพระยาแรกนาหว่านข้าวในแปลงนาสาธิต สำหรับปลูกไว้เก็บเมล็ดพันธุ์ เพื่อใช้ในการพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีต่อๆ ไป

    สำหรับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีการที่กระทำขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลและส่งเสริม บำรุงขวัญเกษตรกร ให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในเดือนหกของทุกปีอันถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นฤดูกาลแห่งการทำนา โดยการจัดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้ ฤกษ์การไถหว่านอยู่ระหว่างช่วงเวลา 08.09-08.39 น.

    ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชานุญาต ให้กรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำเมล็ดพันธุ์ข้าวเปลือกทรงปลูกในฤดูนาปี 2568 โครงการนาทดลองในโครงการส่วนพระองค์สวนจิตรลดา ประกอบด้วย พันธุ์ข้าวนาสวน จำนวน 5 สายพันธุ์ และพันธุ์ข้าวเหนียว จำนวน 2 สายพันธุ์ น้ำหนักรวมทั้งสิ้น 5,147 กิโลกรัม จัดเป็นพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทาน บรรจุในซองพลาสติกแจกจ่ายให้บรรดาพสกนิกร ประชาชนผู้สนใจ และชาวนาทั่วประเทศรับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคลในการประกอบอาชีพการเกษตร

    อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2509 เป็นต้นมา คณะรัฐมนตรีได้มีมติให้วันพระราชพิธีพืชมงคล เป็นวันเกษตรกรประจำปี เพื่อให้ผู้มีอาชีพทางการเกษตรพึงระลึกถึงความสำคัญของการเกษตร

    พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 1พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 2พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 3พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 4พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 5พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 6พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินในพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง 7

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/raek-na-khwan-economy-trade/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kayR1HQ54OmLFiEXNDtaA

  • เปิดคำทำนาย! “พระโค” กิน “ถั่ว-หญ้า-น้ำ-เหล้า” ชี้ เศรษฐกิจรุ่งเรือง อาหารสมบูรณ์

    เปิดคำทำนาย! “พระโค” กิน “ถั่ว-หญ้า-น้ำ-เหล้า” ชี้ เศรษฐกิจรุ่งเรือง อาหารสมบูรณ์

    ในหลวงเสด็จพระราชพิธีแรกนาขวัญ พระโคเสี่ยงทายกินถั่ว น้ำ หญ้า เหล้า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหารผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ การคมนาคมจะสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง ขณะที่ พระยาแรกนาเสี่ยงทายผ้านุ่งได้ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่ ด้านประชาชนจากทั่วสารทิศแห่เก็บเมล็ดพันธุ์ข้าวคึกคัก

    วันที่ 13 พ.ค. เวลา 08.36 น.พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วย พระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินี โดยรถยนต์พระที่นั่งมายังพลับพลาที่ประทับ ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง เพื่อเป็นองค์ประธานในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ปีพุทธศักราช 2569 โดยมี นายกรัฐมนตรี พร้อมคณะรัฐมนตรี คณะทูตานุทูต เฝ้ารับเสด็จและร่วมพระราชพิธี

    สำหรับพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ เป็นพิธีการที่กระทำขึ้นเพื่อความเป็นสิริมงคลและส่งเสริม บำรุงขวัญเกษตรกร ให้เกิดความมั่นใจในการเพาะปลูก ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในเดือนหกของทุกปีอันถือเป็นเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มต้นฤดูกาลแห่งการทำนา   โดย การจัดพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญในปีนี้ ฤกษ์การไถหว่านอยู่ระหว่างช่วงเวลา 08.09-08.39 น. ผู้ทำหน้าที่เป็นพระยาแรกนาปี 2569 คือ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนเทพีคู่หาบทอง ได้แก่ น.ส.ฉันทิสา อารีเสวต นายสัตวแพทย์ชำนาญการ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ และ น.ส.อภิชญา ฟูแสง นักวิชาการตรวจสอบบัญชีชำนาญการ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เทพีคู่หาบเงิน ได้แก่ น.ส.พรจิตรา จันทร์เจริญ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรชำนาญการ กรมส่งเสริมการเกษตร และ น.ส.ศรัญญา ทองคำ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรปฏิบัติการ กรมส่งเสริมการเกษตร ส่วนพระโคแรกนา ได้แก่ พระโคพอ และพระโคเพียง พระโคสำรอง ได้แก่ พระโคเพิ่ม และพระโคพูล ซึ่งเป็นโคพันธุ์ขาวลำพูน

    จากนั้น นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งทำหน้าที่พระยาแรกนา ได้ยาตราพร้อมด้วยเทพีออกจากโรงพิธีพราหมณ์ผ่านหน้าพลับพลาพระที่นั่ง พระยาแรกนาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายบังคมแล้วไปยังลานแรกนา เจ้าพนักงานจูงพระโคเทียมแอก พระยาแรกนาเจิมพระโคและคันไถ ก่อนที่จะไถดะไปโดยทักษิณาวรรต 3 รอบ ไถแปร 3 รอบ พร้อมกับหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวนาสวน 7 สายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 พันธุ์ข้าว กข 79 หรือชัยนาท 62 พันธุ์ข้าว กข 85 พันธุ์ข้าว กข 99 หรือหอมคลองหลวง 72 พันธุ์ข้าว กข 109 หรือหอมพัทลุง 72 พันธุ์ข้าวเหนียว กข 6 และพันธุ์ข้าวเหนียว กข 26 หรือเชียงราย 72 แล้วไถกลบอีก 3 รอบ เจ้าพนักงานปลดพระโคออกจากแอก พระยาแรกนาและเทพีกลับไปยังโรงพิธีพราหมณ์ พราหมณ์เสี่ยงของกิน 7 สิ่ง ตั้งเลี้ยงพระโค

    ต่อมา นายอภัย สุทธิสังข์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ทำหน้าที่ถวายรายงานการพยากรณ์ผลการเสี่ยงทายหยิบผ้านุ่งแต่งกาย พระยาแรกนาหยิบได้ผ้า 6 คืบ พยากรณ์ว่า น้ำจะน้อย นาในที่ลุ่มจะได้ผลบริบูรณ์ดี แต่นาในที่ดอนจะเสียหายบ้าง ได้ผลไม่เต็มที่ ส่วนผลเสี่ยงทายของกิน 7 สิ่งที่ตั้งเลี้ยงพระโค ปรากฏว่า พระโคกินถั่ว น้ำ หญ้า เหล้า พยากรณ์ว่า ผลาหาร ภักษาหาร จะอุดมสมบูรณ์ดี น้ำท่าจะบริบูรณ์พอสมควร ธัญญาหารผลาหาร ภักษาหาร มังสาหารจะอุดมสมบูรณ์ การคมนาคมจะสะดวกขึ้น การค้าขายกับต่างประเทศดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจรุ่งเรือง 

    เสร็จแล้ว พระยาแรกนาเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายบังคมแล้ว เข้าขบวนไปขึ้นรถยนต์หลวงไปยังแปลงนาสาธิตสวนจิตรลดา เพื่อทำการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว ณ บริเวณแปลงนาสาธิต สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิต เพื่อใช้เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับประกอบพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ประจำปี 2570 จากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จออกจากพลับพลาพิธี ไปประทับรถยนต์พระที่นั่ง เสด็จฯ กลับพระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://mono29.com/news/551195.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IL3fxsgmV2Tk9lS2BlpED

  • ประชดเศรษฐกิจ? บริษัทข้าวเกรียบดังญี่ปุ่น เปลี่ยนถุงขนม เป็นสี “ขาว-ดำ” ไว้ทุกข์ภาวะเงินเฟ้อ

    ประชดเศรษฐกิจ? บริษัทข้าวเกรียบดังญี่ปุ่น เปลี่ยนถุงขนม เป็นสี “ขาว-ดำ” ไว้ทุกข์ภาวะเงินเฟ้อ

    ประชดเศรษฐกิจ? บริษัทข้าวเกรียบดังญี่ปุ่น เปลี่ยนถุงขนม เป็นสี

    ประชดเศรษฐกิจ? บริษัทข้าวเกรียบดังญี่ปุ่น เปลี่ยนถุงขนม เป็นสี “ขาว-ดำ” ไว้ทุกข์ภาวะเงินเฟ้อ

    สำนักข่าว FNNプライムオンライン ของญี่ปุ่น รายงานข่าว บริษัทผลิตมันฝรั่งทอดและข้าวเกรียบกุ้งแบรนด์ดัง “คาลบี้” (Calbee) เตรียมเปลี่ยนแพ็กเกจมันฝรั่งทอดยอดฮิตอย่าง “รสเค็มน้อย” และ “รสยอดนิยม” จากถุงสีสดแบบเดิม 
    เป็นสีโมโนโทน ขาว-ดำ โดยเริ่มวางจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคมเป็นต้นไป ทำให้ถูกมองว่า เป็นการไว้ทุกข์ให้กับต้นทุนวัตถุดิบ และภาวะเงินเฟ้อ ที่ลุกลามไปถึงของขบเคี้ยวในชีวิตประจำวันของผู้คนไปแล้ว

    ประชดเศรษฐกิจ? บริษัทข้าวเกรียบดังญี่ปุ่น เปลี่ยนถุงขนม เป็นสี

    การเปลี่ยนแพ็คเกจสีสดใส เป็นขาว-ดำ เป็นผลมาจากวัตถุดิบปิโตรเคมีอย่าง แนฟทา (Naphtha) ราคาพุ่งสูง ส่งผลให้การจัดหา หมึกพิมพ์สี และวัสดุบรรจุภัณฑ์มีความไม่แน่นอน ทำให้ต้องลดการใช้สี เหลือแค่ ขาวกับดำ เพื่อลดต้นทุนและแก้ปัญหาซัพพลาย

    บริษัทยืนยันว่า เป็นการเปลี่ยนแค่แพ็คเกจ และหน้าตาซองบรรจุ แต่รสชาติ ไม่ได้เปลี่ยน มีรายงานด้วยว่า รสซาวร์ครีม ที่เดิมจะออกเดือนกรกฎาคม ถูกยกเลิกการวางจำหน่าย ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ กลายเป็นไวรัลในญี่ปุ่น เพราะหลายคนมองว่าเป็นสัญญาณชัดของผลกระทบจาก ต้นทุนวัตถุดิบและภาวะเงินเฟ้อ อันเป็นผลพวงจากสงครามอิหร่าน และการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือสินค้าและเรือน้ำมันผ่านไม่ได้ ทำให้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขาดแคลนอย่างหนักในปัจจุบัน

    ประชดเศรษฐกิจ? บริษัทข้าวเกรียบดังญี่ปุ่น เปลี่ยนถุงขนม เป็นสี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/foreign/617079&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ploRqwHaTngMjw1P2YibX

  • เคลียร์ชัดๆ ครม.สั่งปลดล็อก 9 ธุรกิจพ้นบัญชีต่างด้าว มีอะไรบ้าง กระทบคนไทยจริงหรือไม่ | เดลินิวส์

    เคลียร์ชัดๆ ครม.สั่งปลดล็อก 9 ธุรกิจพ้นบัญชีต่างด้าว มีอะไรบ้าง กระทบคนไทยจริงหรือไม่ | เดลินิวส์

    หลังจากเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 ที่ประชุม ครม. ได้มีมติครั้งสำคัญในการอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงและร่างพระราชกฤษฎีกา เพื่อยกเว้นธุรกิจ 9 ประเภทออกจากบัญชีแนบท้ายพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งสาระสำคัญคือการอนุญาตให้คนต่างด้าวเข้ามาประกอบธุรกิจเหล่านี้ได้โดย “ไม่ต้องขออนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว” อีกต่อไป

    ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจและเกิดความกังวลว่าจะเป็นการเปิดประตูให้ต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในไทยอย่างเสรีจนกระทบคนไทยหรือไม่?

    แต่ล่าสุด ทีมโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้ออกมาแจงรายละเอียดเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง รัฐบาลยันชัด “ไม่ใช่การเปิดเสรีไร้การกำกับ” แต่เป็นการโยกไปใช้กฎหมายเฉพาะที่เข้มงวดกว่าเดิม เพื่อลดความซ้ำซ้อนและเพิ่มความคล่องตัวทางธุรกิจ

    ทำไมต้องปลดล็อก? : ลดความซ้ำซ้อน ไม่ใช่เลิกคุม

    สาเหตุการปรับปรุงครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ “ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน” เนื่องจากธุรกิจทั้ง 9 ประเภทนี้ ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจที่มี “กฎหมายเฉพาะ” และมี “หน่วยงานของรัฐ” ดูแลโดยตรงอย่างเข้มงวดอยู่แล้ว

    ในอดีต นักลงทุนต่างชาติที่ต้องการทำธุรกิจเหล่านี้ต้องขออนุญาต 2 ต่อ คือขอตามกฎหมายเฉพาะของธุรกิจนั้นๆ และยังต้องมาขอใบอนุญาตจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้าตาม พ.ร.บ.ต่างด้าวอีก ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้าและเป็นอุปสรรคต่อการลงทุน การปรับปรุงครั้งนี้จึงเป็นการอำนวยความสะดวกให้สอดคล้องกับบริบทเศรษฐกิจยุคใหม่นั่นเอง

    เจาะลึก 9 ธุรกิจที่ถูกปลดล็อก : มีอะไรบ้างและใครคุม?

    เราสามารถแบ่งธุรกิจทั้ง 9 ประเภทออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ตามลักษณะการกำกับดูแล ดังนี้ครับ

    กลุ่มที่ 1: ธุรกิจที่มีกฎหมายและหน่วยงานเฉพาะกำกับดูแลอยู่แล้ว (5 ธุรกิจ)

    ธุรกิจกลุ่มนี้มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ จึงมีหน่วยงานเฉพาะที่คุมเข้มอยู่แล้ว การปลดล็อกออกจาก พ.รบ.ต่างด้าว จึงไม่กระทบต่อความมั่นคง

    1. ธุรกิจบริการโทรคมนาคม: (เฉพาะใบอนุญาตแบบที่หนึ่ง) – อยู่ภายใต้การกำกับของ กสทช.
    2. ธุรกิจศูนย์บริหารเงิน (Treasury Center): – อยู่ภายใต้เกณฑ์ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)
    3. ธุรกิจการให้กู้ยืมเงินโดยมีหลักทรัพย์เป็นหลักประกัน: (ตามกฎหมายหลักทรัพย์ฯ) – อยู่ภายใต้การกำกับของ สำนักงาน ก.ล.ต.
    4. ธุรกิจบริการเป็นตัวแทน ผู้ค้า ที่ปรึกษา หรือผู้จัดการเงินทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า: (ที่ไม่ได้อยู่ภายใต้ พรบ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า 2546) – อยู่ภายใต้การกำกับของ สำนักงาน ก.ล.ต.
    5. ธุรกิจซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าในศูนย์ซื้อขายฯ: (โดยมีการส่งมอบ/รับมอบสินค้าในคลังที่กำหนด) – ธุรกิจนี้จะต้องออกเป็น “ร่างพระราชกฤษฎีกา” แยกต่างหากเพื่อแก้ไขบัญชีท้าย พรบ.ต่างด้าว

    กลุ่มที่ 2: ธุรกิจที่ให้บริการเฉพาะบริษัทในเครือ/ในกลุ่ม (2 ธุรกิจ)

    เป็นการบริหารจัดการภายในองค์กรเพื่อความคล่องตัว ไม่ได้เป็นการแข่งขันกับผู้ประกอบการทั่วไป

    6. ธุรกิจบริการบริหารจัดการ: ด้านธุรการ, ทรัพยากรบุคคล (HR) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ให้แก่บริษัทในเครือ

    7. ธุรกิจบริการรับค้ำประกันหนี้: เฉพาะภายในประเทศให้แก่บริษัทในเครือ

    กลุ่มที่ 3: ธุรกิจอื่นๆ ที่มีเงื่อนไขเฉพาะ (2 ธุรกิจ)

    1. ธุรกิจบริการให้เช่าพื้นที่บางส่วนเพื่อติดตั้งตู้ ATM หรือตู้ขายสินค้าอัตโนมัติ: เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พนักงานบริษัท (ไม่ใช่การทำธุรกิจเช่าอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป)
    2. ธุรกิจบริการขุดเจาะปิโตรเลียม: – อยู่ภายใต้กฎหมายและการกำกับของ กระทรวงพลังงาน อย่างเคร่งครัด

    ข้อสังเกต: “ธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์” ยังไม่ปล่อย!

    มีประเด็นที่น่าสนใจคือ ในตอนแรกมีการเสนอให้ปลดล็อกธุรกิจพัฒนาซอฟต์แวร์ด้วย แต่ทางกระทรวงพาณิชย์ได้ตัดสินใจ “ตัดออก” จากร่างกฎกระทรวงฉบับนี้ เนื่องจากได้รับฟังข้อกังวลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการดิจิทัลไทย แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้ประกอบการในประเทศเป็นหลัก

    สรุปผลดีและก้าวต่อไปของเศรษฐกิจไทย

    การปรับปรุงกฎระเบียบครั้งนี้ไม่ใช่เพียงแค่การลดกระดาษหรือลดขั้นตอน แต่เป็นเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 5 ประการของรัฐบาล คือ:

    1. ลดภาระขั้นตอน: ที่ไม่จำเป็นของผู้ประกอบการ
    2. เพิ่มความโปร่งใส: และการแข่งขันที่เป็นธรรม
    3. ดึงดูด High-Tech: และผู้เชี่ยวชาญระดับสูงเข้ามาทำงานในไทย
    4. ดันไทยเป็น Hub: ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจและบริการระดับภูมิภาค
    5. กระตุ้นเศรษฐกิจ: ทั้งในด้านการลงทุนและการจ้างงานในภาพรวม

    ขั้นตอนหลังจากนี้:

    • ธุรกิจที่ 1 ถึง 8: จะถูกเสนอเป็น “ร่างกฎกระทรวง” เพื่อมีผลบังคับใช้
    • ธุรกิจที่ 9: (การซื้อขายสินค้าเกษตรล่วงหน้าฯ) จะถูกเสนอเป็น “ร่างพระราชกฤษฎีกา”

    ดังนั้น การเปลี่ยนแปลงนี้คือการ “เพิ่มประสิทธิภาพในการกำกับดูแล” โดยโยกภาระไปให้หน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านเป็นผู้ดูแลแทน เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนคุณภาพจากทั่วโลก โดยที่ผลประโยชน์ของประเทศยังได้รับการปกป้องอย่างครบถ้วน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5858216/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1LYr7onyx8z7icHcLphZx4

  • ราคาสินค้าโดยรวมสหรัฐฯ พุ่ง 6% สูงสุดรอบ 3 ปี จากวิกฤตพลังงานตะวันออกกลาง

    ราคาสินค้าโดยรวมสหรัฐฯ พุ่ง 6% สูงสุดรอบ 3 ปี จากวิกฤตพลังงานตะวันออกกลาง

    สำนักสถิติแรงงานสหรัฐอเมริกาเปิดเผยข้อมูลเมื่อวันพุธที่ผ่านมาว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 6% ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาจนถึงเดือนเมษายน 2024 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนธันวาคม 2022 จากแรงกดดันของต้นทุนพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรุนแรงจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

    ราคาน้ำมันเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก

    ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าราคาเพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบเดือนต่อเดือน สูงกว่าความคาดหมายอย่างมากและอยู่ในระดับสูงสุดตั้งแต่เดือนมีนาคม 2022 สำนักสถิติแรงงานระบุว่า “กว่า 40% ของการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าขั้นสุดท้ายในเดือนเมษายนมาจากดัชนีราคาน้ำมันเบนซินที่เพิ่มขึ้น 15.6%”

    ผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลาง

    สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านส่งผลให้ภูมิภาคตะวันออกกลางจมอยู่ในความรุนแรง เมื่อเตหะรานปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซเกือบสมบูรณ์ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญของโลกมากถึงหนึ่งในห้าส่วนของอุปทานพลังงานโลก ข้อมูลจากสมาคมยานยนต์อเมริกันแสดงว่าราคาน้ำมันดีเซลเฉลี่ยในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นประมาณ 50% นับตั้งแต่เริ่มสงคราม

    แรงกดดันเงินเฟ้อยังคงสูง

    Grace Zwemmer นักเศรษฐศาสตร์ของสหรัฐฯ จาก Oxford Economics เตือนว่ามีสัญญาณชัดเจนในข้อมูล PPI ที่แสดงให้เห็นว่าต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นเริ่มส่งผลกระทบไปยังสินค้าและบริการอื่นๆ โดยเฉพาะต้นทุนการขนส่งซึ่งจะทำให้เงินเฟ้อราคาผู้ผลิตยังคงอยู่ในระดับสูงในอีกหลายเดือนข้างหน้า

    ผลกระทบต่อนโยบายการเงิน

    Ben Ayers นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสจาก Nationwide มองว่าข้อมูล PPI ของเดือนเมษายนน่าจะเสริมความแรงให้กับการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ คงอัตราดอกเบิ้ยไว้ในระดับปัจจุบันต่อไป โดยคาดว่ากลุ่ม hawks ในคณะกรรมการนโยบายการเงินจะสนับสนุนการหยุดพักการปรับลดอัตราดอกเบิ้ยแม้ว่าประธานเฟดคนใหม่ Kevin Warsh อาจมีแนวโน้มต้องการลดอัตราดอกเบิ้ยในระยะยาว

    ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงขึ้นหลังสงครามอิหร่าน

    ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลในสหรัฐอเมริกาพุ่งสูงขึ้นหลังสงครามอิหร่าน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/business/us-wholesale-prices-surge-6-percent-highest-since-2022&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1T4WGnpXW7ZTGq2Zp-lXWo

  • ยาแรงหรือแค่ยาแก้ปวด?

    ยาแรงหรือแค่ยาแก้ปวด?

    เมื่อเครื่องยนต์หลักอย่าง SME ซึ่งเป็นเส้นเลือดฝอยสำคัญของประเทศเริ่มมีอาการไม่ค่อยสู้ดีนัก ส่งผลกระทบเป็นไปยังกำลังซื้อของประชาชนและค่าครองชีพที่ขยับตัวสูงขึ้นจนน่ากังวล รัฐบาลจึงตัดสินใจเดินหน้าสำคัญผ่านการเตรียมออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งเปรียบเสมือนการเดิมพันครั้งใหญ่บนกองหนี้สาธารณะที่ประชาชนทุกคนต้องแบกรับร่วมกัน การตัดสินใจครั้งนี้หลายคนมองว่าเป็น “ความจำเป็นเร่งด่วน” ที่รัฐบาลต้องใช้เพื่อยับยั้งความล้มละลายทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก

    โดยหวังจะใช้เม็ดเงินก้อนนี้เป็นสปริงบอร์ดในการพลิกฟื้นโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ไปจนถึงการยกระดับดิจิทัลนวัตกรรม เพื่อไม่ให้คำว่า “สายเกินไป” กลายเป็นบทสรุปของเศรษฐกิจไทยในยุคนี้ แต่อีกหลายคนก็ยังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ในวงเศรษฐกิจว่าตัวเลขมหาศาลที่กำลังจะกลายเป็น “หนี้สาธารณะที่ทุกคนมีส่วนร่วม” จะมีความคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด เม็ดเงินก้อนนี้จะถูกนำมาใช้เป็น “ยาแรง” เพื่อรักษาบาดแผลเรื้อรังของกลุ่ม SME หรือจะเป็นเพียง “ยาแก้ปวด” ที่หมดฤทธิ์ไปตามกาลเวลา

    นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานยุทธศาสตร์ สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย ได้สะท้อนภาพความเป็นจริงที่น่ากังวลว่า ท่ามกลางวิกฤตซ้ำซ้อน ทั้งพลังงาน ค่าครองชีพ และการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี SME ไทยกำลังยืนอยู่บนปากเหว ข้อมูลจาก สสว.ระบุชัดเจนว่า ผู้ประกอบการกว่า 44% กำลังแบกรับต้นทุนที่ถาโถม ทั้งค่าขนส่งและวัตถุดิบ ขณะที่อีก 42% พยายามดิ้นรนหาความรู้เพื่อปรับตัวเข้าสู่โลกดิจิทัลและพลังงานสะอาด เพื่อให้ธุรกิจยังคงไปต่อได้ในระยะสั้น

    ทำให้หัวใจสำคัญของการกู้เงินครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การมีเงินในมือ แต่คือการ “สื่อสารคุณค่าของเม็ดเงิน” ให้ประชาชนมั่นใจว่าทุกบาทที่กู้มาจะถูกใช้อย่างโปร่งใสเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างใน 5 มิติวิกฤตที่ SME ไทยกำลังเผชิญ เพื่อผ่อนคลาย ละลายความเจ็บปวดจากบาดแผลเรื้อรังที่สะสมมาอย่างยาวนาน แม้ไม่หมดสิ้น แต่ 5 วิกฤตนี้ต้องให้ความสำคัญคือ “วิกฤตพลังงาน” ซึ่งเป็นต้นทุนต้นน้ำที่กัดกินกำไรของ SME มายาวนาน รัฐบาลจำเป็นต้องใช้เงินกู้ก้อนนี้เป็นสะพานเชื่อมไปสู่การเป็นผู้นำพลังงานสะอาดในอาเซียน ไม่ใช่เพียงแค่อุดหนุนราคาชั่วคราว แต่ต้องปรับโครงสร้างราคาให้ยุติธรรม และส่งเสริมการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทดแทนที่ SME สามารถเข้าถึงได้จริง

    ต่อมาคือ “วิกฤตห่วงโซ่เศรษฐกิจ” ที่ร้อยเรียงกันเป็นลูกโซ่ เมื่อต้นทุนขนส่งพุ่งสูง ต้นทุนขนส่งโลจิสติกส์ ต้นทุนสินค้าและบริการก็สูงตามมา ส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าและบริการที่มีความจำเป็นต้องส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาขาย ลุกลามถึงค่าครองชีพประชาชนทุกภาคส่วน กำลังซื้อลดลง รวมถึง “วิกฤตหนี้” ที่ผู้ประกอบการเผชิญมรสุม “สภาพคล่องติดขัด” ตามด้วย “หนี้เสียติดหล่ม” และจบด้วย “หนี้นอกระบบติดกับดัก” ที่ท้ายสุดเป็นโจทย์ยากที่จะพลิกกลับมาดังเดิมได้ตามปกติ

    นอกจากนี้ยังมี “วิกฤตว่างงาน” กับการยกระดับทักษะกำลังคนอย่างเป็นระบบ ให้มุ่งเป้าสู่แรงงานทักษะสูงที่มีผลิตภาพสูง และ “วิกฤตระเบียบรัฐ” การบริหารจัดการแก้ไขปัญหากฎหมาย ระเบียบกติกาการค้าการลงทุนที่ต้องส่งเสริมสนับสนุน ขณะเดียวกันต้องสามารถปิดช่องว่าง จัดระบบเฝ้าระวังตรวจสอบย้อนกลับ ติดตาม ปราบปรามและป้องกันการลุกลามของเศรษฐกิจนอกระบบ ทุนเทาในและต่างประเทศ

    บทสรุปของ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทนี้ จึงเป็นเสมือนแบบทดสอบความจริงใจของรัฐบาลว่าจะสามารถ “พูดแล้วทำ” ได้จริง และจะมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใสพอหรือไม่.

    ณัฐวัฒน์ หาญกล้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/columnist-people/995936/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0cis-OHczHYoqkpdjQEl5m

  • อภิสิทธิ์ ซัดกู้ 4 แสนล้าน เพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจ แซะ อนุทิน แก้ตรงจุด จะได้ไม่ต้องขับ รถพุ่มพวง

    อภิสิทธิ์ ซัดกู้ 4 แสนล้าน เพิ่มความเสี่ยงเศรษฐกิจ แซะ อนุทิน แก้ตรงจุด จะได้ไม่ต้องขับ รถพุ่มพวง

    วันพุธ ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.44 น.

    ‘ปชป.’ ตั้งลำขวาง พ.ร.ก.กู้เงิน4แสนล้าน! ’อภิสิทธิ์‘ ชี้เพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ หวั่น ‘รัฐบาล’ ใช้เงินเอื้อประโยชน์การเมืองหมดภายใน 4 เดือน ซ้ำเติมวิกฤติ-ทำลายความมั่นคงทางเศรษฐกิจ แนะ 3 แนวทางแก้วิกฤติพลังงาน พ่วงลดราคาสินค้า แก้ปมเงินเฟ้อ พร้อม แซะ ‘อนุทิน’ สางปัญหาตรงจุด จะได้ไม่ต้องขับ ‘รถพุ่มพวง’ ด้าน ‘กรณ์’ กางผลกำไร บ.น้ำมันยักษ์ใหญ่ พุ่ง 456% สะท้อนวิกฤติ จี้เร่งพิจารณาเก็บ ‘ภาษีลาภลอย’

    13พ.ค.2569 เมื่อเวลา10.00น. ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลงถึงกรณีปัญหาที่รัฐบาลออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังงกู้เงิน เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 (พ.ร.ก.กู้เงิน) วงเงิน 4 แสนล้านบาท ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่เห็นด้วยกับการตราพ.ร.ก.กู้เงิน เพราะมองว่ามีวิธีอื่นที่ช่วยประชาชนได้ดีกว่า ทั้งนี้ที่บอกว่าสถานการณ์แบบนี้มีคนเคยกู้ วันนี้ทำเหมือนกัน แต่หากเปรียบเทียบเศรษฐกิจของไทยขณะนี้พบว่าเติบโตถึง 1.5%  ขณะที่ดัชนีภาคอุตสาหกรรม เดือนมี.ค. เพิ่ม 0.8% นอกจากนั้นแล้วบริษัทมูดี้ส์ที่จัดอันดับความน่าเชื่อถือได้ปรับมุมมองให้ดีขึ้นจากก่อนหน้านี้ ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เผยตัวเลขระบุว่าภาวะเศรษฐกิจหลังสงคราม 1 เดือน มีตรงไหนที่บอกว่าเศรษฐกิจไม่มั่นคง

    “คำพูดที่ว่าคนอื่นเคยทำ ต้องดูว่าสถานกาาณ์เหมือนกันหรือไม่ ฝนตก พายุหนักต้องใส่เสื้อ หรือใช้ร่มหรือไม่ อาจมีฝนตกปรอยๆ จะอ้างว่าต้องทำทุกอย่างเหมือนกันนั้นไม่ใช่ ทั้งนี้รองนายกฯ บอกว่าไม่มีสิทธิตีความเรื่องจำเป็นเร่งด่วน โดยรัฐธรรมนูญให้ดุลยพินิจกับรัฐบาล แต่ต้องใช้ดุลยพินิจนั้นโดยสุจริต และเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กรองวินัยกาเงินการคลัง ซึ่งรัฐบาลต้องเคารพ ถ้าละเมิดฝ่ายค้านพร้อมจะตรวจสอบใช้กลไกอื่นต่อไปตามรัฐธรรมนูญ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ประเด็นการกู้เงินและแผนที่รัฐบาลประกาศจะทำนั้นพรรคประชาธิปัตย์มองว่า นอกจากการตราพ.ร.ก.และการกู้เงินไม่เป็นไปตามความมั่นคงเศรษฐกิจ แล้วยังซ้ำเติมและทำให้เศรษฐกิจมีความเสี่ยงไม่มั่นคงเพิ่มมากขึ้น  เพราะกรณีที่จะใช้เงิน 2 แสนล้านบาท ในโครงการคนละครึ่ง ไทยช่วยไทย ภายใน 4 เดือน หากใช้หมดภายในเวลา แต่ยังมีวิกฤติซ้ำซ้อนเกิดขึ้น เพราะตัวเลขเงินเฟ้อสูงขึ้น จะทำให้ของแพงมากขึ้น ทำให้เศรษฐกิจไม่มั่นคง รัฐบาลจะทำอย่างไรเพราะใช้อาวุธหมดแล้ว เท่ากับว่ารัฐบาลซ้ำเติมปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพราะได้สร้างแรงกดดันทางด้านราคา ขณะนี้ตัวเลขหนี้สาธารณะใกล้เตะเพดานจากการใช้เงินรวดเร็ว หากหนี้ชนเพดานรัฐบาลจะทำอย่างไร

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า พรรคประชาธิปัตย์มองว่ามีวิธีอื่นที่แกัปัญหาได้ โดยไม่ต้องตรา พ.ร.ก.เงินกู้ ผ่านการลดภาษีหรือยกเว้นภาษีสรรพสามิต โดยมาตรการดังกล่าวดีเซล จะลดลงเหลือลิตรละ 33 บาท  ทั้งนี้การลดต้นทุนให้น้ำมันลดลงคือการช่วยที่ต้นตอของปัญหา ไม่ใช่แค่คนขับรถ แต่ช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการขนส่งที่เพิ่มสูงและขาดแคลน หากใช้วิธีดังกล่าวเพียง 4 เดือน จะทำให้ราคาน้ำมันลดลง โดยใช้เงินเพียง 1 ใน 3  ของรัฐบาลจะใช้ และทำให้ของจะถูกลง และใช้วิธีเก็บภาษีลาภลอยที่อาจทำให้ราคาน้ำมันนลดลงเหลือลิตรละ 30 บาท แต่จะทำให้รัฐมีรายได้มากขึ้น เศรษฐกิจมั่นคง 

    นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะที่โครงการด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่จะใช้ในส่วนสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) หรือ โซลารูป  เชื่อว่าจะสร้างมูลค่าเพิ่มในไทยน้อยมาก เพราะพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศหรือมีโอกาสสูงสนับสนุนนำเข้า หากรัฐบาลเปลี่ยนนผ่านและสร้างมูลค่าในประเทศ  ต้องเดินหน้าทำบี20และบี 50 เพิ่มสัดส่วนปาล์มน้ำมันในไบโอดีเซล ใช้เงินลงทุนกับผู้ประกอบการยานยนต์ปรับแต่งเครื่องยนต์ให้เหมาะสม ทำให้การพึ่งพาน้ำมันน้อยลงและยังได้สนับสนุนเกษตรกรสวนปาล์มเพิ่มมากขึ้น

    “ผมเห็นด้วยกับรัฐบาลคือ เติมเงินให้กับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่งบที่รรัฐบาลใช้ไม่ใช่ส่วนใหญ่ น้อยกว่าไทยช่วยไทย หรือคนละครึ่งซึ่งรัฐบาลสามารถใช้กฎหมายโอนงบประมาณได้ ทั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์เข้าใจว่าประชาชนเดือนร้อนแต่มั่นใจว่ามีวิธีการที่ถูก ที่ชอบด้วยรัฐธรรมนุญ ถูกกฎหมายและถูกตามหลักเศรษฐศาสตร์ที่ช่วยเหลือได้ โดยไม่กู้เงินขณะที่การกู้เงิน สร้างความเสี่ยง เพิ่มความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ เป็นการฉวยโอกาสทำโครงการเพื่อประโยชน์ และไม่ชอบ ส่อรั่วไหลหรือเพื่อประโยชน์ทางการเมืองหลีกเลี่ยงการตรวจสอบของสภา” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

    เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่าขณะนี้รัฐบาลไม่ได้สนใจที่จะฟังเสียงทัดทาน ในการออกพ.ร.ก.กู้เงิน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนว่าต้องเข้าใจว่า รัฐบาลอนุมัติไปแล้ว ประกาศไปแล้ว แล้วกฎหมายอนุมัติแล้ว การโต้แย้งจึงเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย  แต่สำหรับคิดว่าหากรัฐบาลฟังพวกเราในวันนี้แล้วเปลี่ยนใจว่า ถึงมีอำนาจในการกู้เงินเพราะมีกฎหมายนี้อยู่แต่ไม่กู้ แล้วไปทำการลดราคาน้ำมัน ลดราคาสินค้าให้กับประชาชนตอนนี้เลย และใช้เงินเท่าที่จำเป็นในการดูแลเรื่องบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และดีกว่านั้นคือไปทำเรื่องพ.ร.บ.โอนงบให้เรียบร้อยเสียก่อน ตนคิดว่าจะดีกับทุกคน ดีกับประชาชนที่เดือดร้อน เพราะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ไม่ต้องไปสร้างหนี้ให้ลูกหลานในอนาคต นายกฯ ไม่ต้องมาขับรถพุ่มพวง

    ด้านนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลประกอบการของบริษัทไทยออยล์ในไตรมาสแรกของปี 2569 ว่า บริษัทไทยออยล์เพิ่ง ประกาศผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2569 เห็นได้ชัดวว่าที่เราพูดมาโดยตลอดว่า จะมีกำไรลักษณะลาภรอยจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น คือมีการซื้อน้ำมันกักตุนเอาไว้ก่อนเกิดสงครามแล้วรัฐบาลเปิดโอกาสให้บริษัทน้ำมันสามารถขายให้กับประชาชนในราคาที่ปรับสูงขึ้นแล้วหลังสงครามได้ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นข้อผิดพลาดที่สำคัญของรัฐบาล ประเด็นที่ 2 คือค่าการกลั่นที่ปรับสูงขึ้นมาที่ 16- 17 บาทต่อลิตร และมีการถกเถียงตลอดว่าค่ากานกลั่นที่สูงขึ้นส่งผลต่อกำไรของโรงกลั่นหรือไม่ แต่วันนี้ชัดเจนแล้วไตรมาส 1 บริษัท ไทยออยล์มีกำไรถึง 19,000 ล้านบาท สูงมากกว่าช่วงเวลาเดียวกันหรือไตรมาส 1 ของปีที่แล้ว 4.5 เท่า หรือ 456% และสูงกว่ากำไรทั้งปีของปีที่แล้วบริษัทไทยออยล์ ประมาณ 30% นี่คือความชัดเจนว่า กำไรสูงกว่าปกติ เนื่องมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น และกำไรตรงนี้สะท้อนให้เห็นเหรียญอีกด้านหนึ่งคือความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องมีต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

    นายกรณ์ กล่าวต่อว่า การที่รัฐบาลออกพ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้โดยอ้าง สาเหตุสำคัญมาจากประเด็นปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเราพูดมาตลอดว่า นอกเหนือจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่สูงขึ้นแล้วอีก 2 สาเหตุที่ทำให้ต้นทุนพลังงานเกินจำเแน คือ ประเด็นที่ 1 รัฐบาลไม่ได้ไปกำกับดูแลในเรื่องของวิธีการกำหนดราคาน้ำมัน แต่กลับมาตั้งคณะกรรมการความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.)  โดยส่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ รมว.คลัง เป็นประธาน และไปศึกษาว่ามีแนววิธีการอื่นใดหรือไม่ที่จะกำหนดราคาน้ำมันที่เป็นธรรมกับประชาชนมากกว่าที่ใช้อยู่ แต่วันนี้ก็ยังใช้สูตรเดิม ยังคำนวนแบบเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย และนี่เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ต้นทุนราคาน้ำมันสูงเกินควร 

    นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า ประเด็นที่ 2 คือภาษีสรรพสามิต ซึ่งง่ายมากในการลดภาระต้นทุนพลังงานให้กับประชาชน หรือผู้ประกอบการทุกคน คือรัฐบาลลดการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตลง ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ต้นทุนน้ำมันสูง จนทำให้รัฐบาลยกมาเป็นข้ออ้างในการออกพระราชกำหนด เพราะรัฐบาลไม่ดำเนินการในสิ่งที่ควรทำปล่อยให้ราคาพลังงานสูงเกินควร แล้วใช้เป็นข้ออ้างในการกู้เพิ่มเติมเพื่อเยียวยาประชาชน ซึ่งจริงๆ อาจไม่จำเป็นต้องเยียวยาเลยตั้งแต่แรกหากได้ทำในสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์แนะนำมามาตลอด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/964257&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AT8vZ5TJVVihmecN4noQB

  • “อภิสิทธิ์” ฟาด พ.ร.ก. กู้ 4 แสนล้าน! อัดรัฐบาลฉวยโอกาสหาเสียง-เสี่ยงซ้่ำเติมเศรษฐกิจ

    “อภิสิทธิ์” ฟาด พ.ร.ก. กู้ 4 แสนล้าน! อัดรัฐบาลฉวยโอกาสหาเสียง-เสี่ยงซ้่ำเติมเศรษฐกิจ


    “อภิสิทธิ์” แถลงค้าน พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน  ชี้ตัวเลขเศรษฐกิจยังโตสวนทางคำอ้างวิกฤต เตือนเสี่ยงทำเงินเฟ้อพุ่ง-หนี้สาธารณะทะลุเพดาน แนะ 4 ทางออกแก้ปัญหา แทนฉวยโอกาสจากวิกฤต ออกมาตรการหาเสียง

    นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แถลง เตือนวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นหลังการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ว่า ปัญหาการออกพระราชกำหนด( พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ซึ่งในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมามีการวิพากษ์วิจารณ์และให้ข้อมูลที่แตกต่างกันจากหลายฝ่าย ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนแรกๆ นับตั้งแต่มีข่าวว่าจะมีการกู้เงินในลักษณะนี้ที่ได้ท้วงติงแนวคิดนี้ตั้งแต่ต้น และได้พยายามใช้กลไกของสภาผู้แทนราษฎรในการตั้งกระทู้ถาม จากนั้นเมื่อมีการตราพระราชกำหนดขึ้น ฝ่ายค้านก็ได้มีการตั้งกระทู้ถามเพิ่มเติม และได้ดำเนินการทางกฎหมายเพื่อยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการตามพระราชกำหนดชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งต้องการทำความเข้าใจกับประชาชนถึงภาวะเศรษฐกิจ แนวทางการแก้ไขปัญหาและแนวความคิดของพรรคฝ่ายค้านอย่างประชาธิปัตย์ ว่าเหตุใดจึงได้เห็นด้วยกับการตราพระราชกำหนดและเชื่อว่ามีวิธีที่ดีกว่านี้ในการคลี่คลายวิกฤตที่เกิดขึ้นกับประชาชน โดยที่ผ่านมาการชี้แจงของรัฐบาลมีความสับสนในตัวเองหลายเรื่อง หลายครั้งเป็นเพียงการใช้วาทกรรมง่ายๆ เพื่อชวนให้ประชาชนคล้อยตามในทำนองว่าคนอื่นก็เคยกู้ หรือคนที่ยื่นศาลก็เคยกู้ จึงอยากทำความเข้าใจใน 3 ประเด็นหลักคือ 1.การกู้ครั้งนี้ต่างจากครั้งก่อนอย่างไร 2.กู้แล้วเศรษฐกิจมั่นคงไหม และ 3.ถ้าไม่กู้ควรทำอะไร 

    ทั้งนี้ การเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นคนละประเด็นกับความมั่นคง บางครั้งเศรษฐกิจเติบโตดี แต่เป็นการเติบโตบนความไม่มั่นคง ยกตัวอย่างกรณีความมั่นคงทางเศรษฐกิจสมัยวิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ และสถานการณ์จากโควิด-19 ซึ่งการเติบโตทางเศรษฐกิจติดลบ ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบัน GDP เติบโต 1.5% ขณะที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจเดือน มีนาคม 2569 ภายหลังเกิดสงคราม 1 เดือน ตัวเลขภาคการส่งออกเดือนมีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 19.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน  ดัชนีการบริโภคภาคเอกชนเดือนมีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติเดือน มีนาคม 2569 เพิ่มขึ้น 7.2% การกู้เงินในครั้งนี้จึงต่างจาก ก่อนหน้านี้ที่ต้องการเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ

    ขณะเดียวกัน รัฐธรรมนูญระบุไว้อย่างชัดเจนว่า รัฐบาลต้องเคารพกฎหมายวินัยการเงินการคลัง อย่างเคร่งครัด ซึ่งหากรัฐบาลยังยืนยันที่จะใช้กลไกนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ก็จะทำการตรวจสอบต่อเนื่อง วันนี้ไม่อยากได้ยินอีกแล้วกับคำว่า “คนอื่นก็เคยทำ”

    ทั้งนี้ จากการชี้แจงของนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ต่อสภาผู้แทนราษฎร การกู้เงิน 400,000 ล้านบาท จะใช้วงเงิน 200,000 ล้านบาท ภายใน 4 เดือน จึงมีความเป็นห่วงว่า จะเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อภาวะเงินเฟ้อ ขณะที่หนี้สาธารณะใกล้แตะเพดาน ซึ่งหากวิกฤตยืดเยื้อรัฐบาลจะทำอย่างไร การใช้เงินหมดภายใน 4 เดือนถือว่ามีความเสี่ยง หากเกิดวิกฤต ซ้ำซ้อน ถือเป็นความเสี่ยงที่จะทำให้เศรษฐกิจมีความไม่มั่นคงเพิ่มขึ้น เป็นการเติบโตบนฟองสบู่

    ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์มีข้อเสนอเชิงนโยบายคือ ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน เก็บภาษีลาภลอยหรือลดค่าการกลั่น โอนงบประมาณค้างท่อ และสนับสนุนไบโอดีเซล บี 20 และบี 50 โดยรัฐบาลต้องทบทวนว่า มาตรการนี้เป็นการฉวยโอกาสจากวิกฤตเพื่อออกมาตรการหาเสียงหรือไม่
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/42721&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30mYfauVtcUYxz48oZo2eX

  • จีน-สหรัฐฯ หารือเศรษฐกิจ-การค้า-ความร่วมมือในเกาหลีใต้

    จีน-สหรัฐฯ หารือเศรษฐกิจ-การค้า-ความร่วมมือในเกาหลีใต้

    โซล, 13 พ.ค. (ซินหัว) — วันพุธ (13 พ.ค.) คณะผู้แทนของจีนและสหรัฐฯ ได้จัดการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับประเด็นเศรษฐกิจและการค้าที่วิตกกังวลร่วมกัน รวมถึงการขยายความร่วมมือเชิงปฏิบัติเพิ่มเติมอย่างตรงไปตรงมา ลึกซึ้ง และสร้างสรรค์ในเกาหลีใต้
    รายงานระบุว่าเหอลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน ซึ่งเป็นผู้นำคณะผู้แทนของจีนในด้านกิจการเศรษฐกิจและการค้าจีน-สหรัฐฯ ได้ปรึกษาหารือกับสก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้นำคณะผู้แทนของสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายยึดมั่นหลักการเคารพซึ่งกันและกัน การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และความร่วมมือที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ ภายใต้การชี้นำจากฉันทามติสำคัญที่บรรลุโดยผู้นำของสองประเทศ

    (แฟ้มภาพซินหัว : เหอลี่เฟิง รองนายกรัฐมนตรีจีน และกรรมการกรมการเมืองแห่งคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์จีน จับมือกับสก็อต เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ก่อนการปรึกษาหารือในเกาหลีใต้ วันที่ 13 พ.ค. 2026)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/news/3933284/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RxIhfOKvMUiJqsGjSgvux