Blog

  • YICC จัดเสวนา “คุณค่าแห่งศูนย์” แลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ไทย-จีน

    YICC จัดเสวนา “คุณค่าแห่งศูนย์” แลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ไทย-จีน

    ศูนย์การสื่อสารระหว่างประเทศเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งยูนนาน จัดเสวนา “คุณค่าแห่งศูนย์” แลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม

    วันที่ 13 กันยายน 2569 ที่โรงแรมอนันตรา สยาม กรุงเทพฯ ศูนย์การสื่อสารระหว่างประเทศเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งยูนนาน (YICC)  จัดเสวนา “คุณค่าแห่งศูนย์” เพื่อแลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม โดยทางศูนย์ YICC ได้ส่งเสริมความร่วมมือและการแลกเปลี่ยนระหว่างสื่อมวลชนกับสถาบันคลังสมองมาอย่างต่อเนื่อง โดยทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมโยงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจและส่งเสริมการหลอมรวมทางวัฒนธรรมระหว่างจีนกับไทย 

    ทั้งนี้ ภายในงานเสวนา ยังได้มีการแลกเปลี่ยนเรื่อง “กำแพงเป็นศูนย์” การพลิกกระบวนทัศน์ของความร่วมมือทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมทางเทคโนโลยี และเรื่อง “อุปสรรคเป็นศูนย์” การปรับเปลี่ยนคุณค่าของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมและบทบาทของสื่อ

    โดยมีนักวิชาการและผู้บริหารจากทั้งไทยและจีน แสดงนานาทัศนะเกี่ยวกับมุมมองของประเทศไทยและประเทศจีน เพื่อนำไปร่วมมือพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2959623&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2t-Op4RLDkAGSuSpeCLlU8

  • ตุรกีเป็นเจ้าภาพประชุม COP31 หวังปูทางสู่การลงมือทำ เพิ่มการลงทุน และกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ตุรกีเป็นเจ้าภาพประชุม COP31 หวังปูทางสู่การลงมือทำ เพิ่มการลงทุน และกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทำลายสถิติความร้อนทั่วภูมิภาคยุโรป เมดิเตอร์เรเนียน และตะวันออกกลาง ประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้ถูกมองว่าเป็นเพียงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นความจำเป็นเร่งด่วนทางเศรษฐกิจสำหรับทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และนักลงทุนทั่วโลก สำหรับประเทศตุรกีแล้ว การได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ครั้งที่ 31 (COP31) ที่จะมีผู้แทนระดับสูงจากประเทศภาคีเกือบ 200 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย เดินทางมาเข้าร่วม ณ เมืองอันทาเลีย ในเดือนพฤศจิกายน 2026 ที่จะถึงนี้ นับเป็นวาระสำคัญในการแสดงเจตจำนงที่จะก้าวข้ามจากการให้พันธสัญญาบนหน้ากระดาษ ไปสู่การลงมือปฏิบัติในโลกแห่งความเป็นจริงเสียที โดยมุ่งเน้นการแปลงเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศให้กลายเป็นโครงการที่สามารถวัดผลได้ สร้างโอกาสทางการลงทุน และส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน 

    ในมุมมองของผู้กำหนดนโยบาย ตุรกีมองว่า COP31 เป็นมากกว่าหมุดหมายทางการทูต แต่คือเวทีสำคัญในการนำเสนอความทะเยอทะยานด้านพลังงานหมุนเวียน กฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศ และข้อคิดริเริ่มด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนระหว่างประเทศว่า ตุรกีมีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางการลงทุน  สีเขียวชั้นนำในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม เหล่าผู้เชี่ยวชาญและนักลงทุนต่างมองว่า ดัชนีชี้วัดความสำเร็จของ COP31 จะไม่ได้อยู่ที่คำประกาศหรือแถลงการณ์ในงานประชุม แต่อยู่ที่ความสามารถในการปลดล็อกแหล่งเงินทุนระยะยาว และการทำให้กลไกการเงินเพื่อสภาพภูมิอากาศเริ่มทำงานและเกิดประโยชน์ต่อภาคธุรกิจและชุมชนได้อย่างแท้จริง การเชื่อมโยงความทะเยอทะยานของภาครัฐเข้ากับโครงการที่ธนาคารและนักลงทุนสามารถอนุมัติเงินทุนได้จริงจึงเป็นโจทย์หลักที่ต้องได้รับการแก้ไข

    เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว ตุรกีได้เริ่มดำเนินการเชิงรุกผ่านการเปิดเวทีหารือระดับสูงร่วมกับตัวแทนจากสถาบันการเงินและองค์กรชั้นนำระดับโลก อาทิ BlackRock, Goldman Sachs, World Bank, BBVA, Shell และผู้ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจในประเทศ โดยนำเสนอแผนการขยายกำลังการผลิตพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์จากประมาณ 42 กิกะวัตต์ ให้บรรลุ 120 กิกะวัตต์ภายในปี 2035 ซึ่งต้องใช้วงเงินลงทุนรวมกว่าหนึ่งแสนล้านเหรียญสหรัฐฯ แผนการนี้จำเป็นต้องมีการเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ปีละ 7.5 ถึง 8 กิกะวัตต์ ผ่านการจัดประมูลโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ และการเร่งรัดกระบวนการอนุมัติโครงการให้เหลือต่ำกว่าสองปี ซึ่งความเร่งด่วนนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากโครงสร้างพลังงานปัจจุบันของตุรกียังคงพึ่งพาถ่านหินและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนที่สูง ในขณะที่ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกยังคงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การเร่งผลิตพลังงานหมุนเวียนภายในประเทศและการเสริมความแข็งแกร่งให้แก่ระบบโครงข่ายไฟฟ้า จึงเป็นเสาหลักสำคัญที่จะช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และลดการพึ่งพานำเข้าเชื้อเพลิงจากต่างประเทศ

    แม้ศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนของตุรกีจะเป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง แต่นักลงทุนยังคงให้ความสำคัญกับปัจจัยทางปฏิบัติ เช่น ความแน่นอนด้านกฎระเบียบ กรอบระยะเวลาในการขออนุญาต ความจุของระบบส่งไฟฟ้า การกำหนดราคาคาร์บอน และเสถียรภาพทางนโยบายที่ยาวนานพอสำหรับการลงทุนระยะยาวอย่างน้อยสองทศวรรษ ล่าสุดรัฐบาลตุรกีจึงได้ผ่านร่างและบังคับใช้กฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศฉบับแรกของประเทศ เพื่อเปิดทางกรอบทางกฎหมายสำหรับการตั้งตลาดคาร์บอนและการค้าสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้  สอดรับกับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเป็นศูนย์ ซึ่งทางธนาคารโลกประมาณการว่า เส้นทางสู่อนุรักษ์สภาพภูมิอากาศของตุรกีจำเป็นต้องใช้วงเงินลงทุนเพิ่มเติมอีกหลายแสนล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยครึ่งหนึ่งคาดว่าจะมาจากภาคเอกชน แต่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อนโยบายถูกเปลี่ยนเป็นโครงการที่ลดความเสี่ยง มีสัญญาผูกพันชัดเจน และสามารถติดตามผลได้

    ความจำเป็นในการปรับตัวของตุรกีได้รับแรงกดดันจากผลกระทบทางเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นจริง สภาพอากาศที่ผันผวนอย่างรุนแรง ปริมาณฝนที่ลดลงต่ำสุดในรอบหลายทศวรรษ และคลื่นความร้อนสถิติใหม่ กำลังคุกคามภาคเกษตรกรรมและภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นสองเสาหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ อุณหภูมิที่สูงขึ้นและการขาดแคลนน้ำส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตรและเพิ่มความเสี่ยงต่อโครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวบริเวณชายฝั่งเมดิเตอร์เรเนียน ด้วยเหตุนี้ ความยืดหยุ่นและการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศจึงกลายเป็นปัจจัยสำคัญในการวิเคราะห์ทางการเงินและการประเมินมูลค่าสินทรัพย์ในระยะยาว ไม่ใช่เพียงเรื่องของการทำรายงานส่งเสริมภาพลักษณ์องค์กรอีกต่อไป

    นอกจากนี้ ตลาดการค้าระหว่างประเทศยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหภาพยุโรปซึ่งเป็นคู่ค้ารายสำคัญที่สุดของตุรกี การนำมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) มาใช้บังคับ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ส่งออกในกลุ่มอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ อะลูมิเนียม และเคมีภัณฑ์ สินค้าที่มีปริมาณการปล่อยคาร์บอนสูงจะเผชิญกับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่ผู้ผลิตที่สามารถลดการปล่อยมลพิษได้จะได้เปรียบในการแข่งขัน การลดคาร์บอนในภาคอุตสาหกรรมจึงกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญในการปกป้องการเข้าถึงตลาดและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    อีกหนึ่งมิติที่ตุรกีมุ่งเน้นคือการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยมีนวัตกรรมระดับชาติอย่างโครงการขยะเหลือศูนย์ (Zero Waste) และระบบจัดการการฝากคืนภาชนะบรรจุเครื่องดื่ม (Deposit Management System) ที่ช่วยยกระดับอัตราการรีไซเคิลของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ และมีการตั้งเป้าหมายการรีไซเคิลให้สูงขึ้นในอนาคต ความท้าทายในขั้นต่อไปคือการแปลงแรงขับเคลื่อนทางสังคมเหล่านี้ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่น่าลงทุน ผ่านการพัฒนาระบบแยกเก็บขยะ การใช้นวัตกรรมดิจิทัลในการติดตามวัสดุ และการสร้างแบบจำลองรายได้ที่มั่นคง เพื่อเปิดโอกาสให้ทุนภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งยุทธศาสตร์นี้มีศักยภาพในการสร้างรายได้ ประหยัดการนำเข้า และลดต้นทุนการจัดการขยะได้อย่างมหาศาล

    สำหรับในระดับภูมิภาค ตุรกีตั้งเป้าที่จะพัฒนาตนเองให้เป็นศูนย์กลางการผลิตและการลงทุนด้านพลังงานสะอาด โดยมุ่งเน้นการสร้างห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศสำหรับเทคโนโลยีสำคัญ เช่น แบตเตอรี่ อุปกรณ์โครงข่ายไฟฟ้า และส่วนประกอบพลังงานหมุนเวียน แม้จะต้องเผชิญการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอื่น  แต่ด้วยฐานอุตสาหกรรมที่เข้มแข็ง ความพร้อมของตลาดในประเทศ และทำเลที่ตั้งที่เชื่อมต่อกับยุโรป ตุรกีจึงมีศักยภาพสูงที่จะประสบความสำเร็จ หากสามารถจับคู่จุดแข็งเหล่านี้เข้ากับกฎระเบียบที่โปร่งใสและสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เอื้ออำนวย

    ท้ายที่สุด บทสรุปของ COP31 ณ เมืองอันทาเลีย จะไม่ได้วัดจากความสำเร็จของงานเจรจาในระยะเวลาสองสัปดาห์ แต่จะตัดสินหลังจากผู้แทนจากประเทศต่างๆ เดินทางกลับไปแล้วว่า จะมีโครงการพลังงานหมุนเวียนที่ได้รับการอนุมัติทางการเงินมากน้อยเพียงใด มีทุนภาคเอกชนถูกระดมมาใช้มากแค่ไหน และชุมชนต่างๆ ได้รับการเสริมสร้างความยืดหยุ่นต่อภัยภูมิอากาศอย่างแท้จริงหรือไม่ หากตุรกีสามารถเชื่อมโยงกฎเกณฑ์ที่น่าเชื่อถือเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานที่น่าลงทุนได้ COP31 จะไม่ใช่เพียงหมุดหมายทางการทูตชั่วคราว แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้มีความยืดหยุ่น ยั่งยืน และมีศักยภาพในการแข่งขันระดับโลกอย่างแท้จริง

    ข้อคิดเห็นจากสำนักงานฯ

    ปัญหาสิ่งแวดล้อมในปัจจุบันไม่ใช่เพียงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอีกต่อไปแล้ว ในทางกลับกัน มันได้กลายเป็นปัญหาและเป็นวาระสำคัญทางด้านเศรษฐกิจและการค้าอีกด้วย ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ภูมิอากาศ ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อ ภาคการเกษตร การท่องเที่ยว หรือแม้แต่เสถียรภาพทางการเงินและการลงทุนในภาคธุรกิจต่างๆ ตุรกีจึงหวังจะใช้เวทีการประชุม COP31 จะมาถึงนี้ ในการผลักดันนโยบายพลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้น โดยมองว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาที่ประเทศใดประเทศหนึ่งจะสามารถดำเนินการเพียงฝ่ายเดียวได้ แต่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างมากทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวมถึงสถาบันการเงินระดับโลก เพื่อสร้างความร่วมมือและการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว มากกว่าแค่การแสดงภาพความร่วมมือระหว่างกันเท่านั้น 

    ที่มา: https://www.trtworld.com/article/494a86e73601 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/so31a47o7dbfl1nz5vpx8aus&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cNB9qalTlWPeFVhXGqWca

  • ซันโทรี่ ผนึกพันธมิตร ยกระดับป่ากลางกรุง

    ซันโทรี่ ผนึกพันธมิตร ยกระดับป่ากลางกรุง

    ซันโทรี่ ผนึกพันธมิตร ยกระดับป่ากลางกรุง หนุนเศรษฐกิจสีเขียว

    ⏱️ ใช้เวลาอ่าน: ประมาณ 15 นาที

    การบูรณาการความยั่งยืนเข้ากับยุทธศาสตร์ทางธุรกิจกลายเป็นหัวใจหลักของการขับเคลื่อนองค์กรยุคใหม่ ท่ามกลางบริบทที่โครงสร้างพื้นฐานสีเขียวในเมืองหลวงกำลังแปรเปลี่ยนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและสุขภาวะของประชากร

    กลยุทธ์เชื่อมโยงทรัพยากรจากต้นน้ำสู่เมืองหลวง

    การขับเคลื่อนความยั่งยืนของภาคธุรกิจในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่พื้นที่ตั้งของกระบวนการผลิตเท่านั้น แต่กำลังแผ่ขยายเข้าสู่การจัดสรรทรัพยากรธรรมชาติและภูมิทัศน์ของเมืองใหญ่ บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ได้เดินหน้าสานต่อโครงการ “เพาะรักษ์น้ำ ฟื้นป่าคืนชีวิต” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการขยายขอบเขตภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม โดยตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา โครงการได้เน้นหนักไปที่การฟื้นฟูป่าชุมชนในจังหวัดชลบุรีอันเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์การผลิต เพื่อรักษาต้นน้ำและระบบนิเวศที่มีความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานโดยตรง

    เมื่อบริบทความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรง องค์กรจึงยกระดับแนวคิดการดูแลน้ำและป่าเข้าสู่โครงสร้างใจกลางมหานครอย่างเป็นรูปธรรม การปักหมุดโครงการ ณ สวนเบญจกิติ กรุงเทพมหานคร นับเป็นก้าวเชิงรุกในการทำให้ทุกภาคส่วนตระหนักว่า ธรรมชาติตัวแทนของระบบนิเวศและพื้นที่ชุ่มน้ำในเมืองหลวงมีบทบาทโดยตรงต่อการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ พื้นที่สีเขียวเหล่านี้ไม่ได้มีหน้าที่เพียงแค่การเพิ่มทัศนียภาพอันสวยงาม แต่เป็นกลไกทางธรรมชาติที่ช่วยหน่วงน้ำ ซับน้ำฝน และลดผลกระทบเชิงลบจากปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเขตเมืองใหญ่

    นายโอเมอร์ มาลิค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ประเทศไทยและอินโดไชน่า บริษัท ซันโทรี่ เบเวอเรจ แอนด์ ฟู้ด (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า โครงการเพาะรักษ์น้ำ ฟื้นป่าคืนชีวิต สะท้อนค่านิยมหลักของซันโทรี่ทั้ง Growing for Good หรือการเติบโตอย่างยั่งยืน และ Giving Back to Society หรือการตอบแทนกลับคืนสู่สังคม ซึ่งมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจด้วยความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชน

    โดย Growing for Good สะท้อนความเชื่อว่า การอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าและพื้นที่สีเขียวมีบทบาทสำคัญในการปกป้องแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของสิ่งมีชีวิตและการดำเนินธุรกิจ ขณะที่ Giving Back to Society มุ่งสนับสนุนให้พนักงานร่วมสร้างคุณค่าแก่สังคม ผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้และเสริมศักยภาพชุมชนในการดูแลทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้ต่อยอดการดำเนินโครงการจากการฟื้นฟูป่าชุมชนตลอด 2 ปีที่ผ่านมา สู่การฟื้นฟูพื้นที่สีเขียวในเมือง เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกในวงกว้างมากขึ้น และสะท้อนให้เห็นว่าการอนุรักษ์ป่า น้ำ และสิ่งแวดล้อม ต้องดำเนินควบคู่กันอย่างครอบคลุมทั้งระบบนิเวศ สำหรับซันโทรี่ ความสำเร็จที่แท้จริงไม่ใช่จำนวนต้นไม้ที่ปลูก แต่คือการสร้างความร่วมมือ แรงบันดาลใจ และการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในการดูแลป่า น้ำ และสิ่งแวดล้อมเพื่อคนรุ่นต่อไป

    ซันโทรี่ ผนึกพันธมิตร ยกระดับป่ากลางกรุง หนุนเศรษฐกิจสีเขียว
    ซันโทรี่ ผนึกพันธมิตร ยกระดับป่ากลางกรุง หนุนเศรษฐกิจสีเขียว

    ผสานพลังภาครัฐและเอกชนสร้างระบบนิเวศสมบูรณ์

    มิติการลงมือปฏิบัติการเพื่อสิ่งแวดล้อมในยุคปัจจุบันต้องการการมีส่วนร่วมอย่างบูรณาการระหว่างองค์กรธุรกิจ ภาครัฐ และชุมชนท้องถิ่น โครงการเพาะรักษ์น้ำ ฟื้นป่าคืนชีวิต ปีที่ 3 ได้รวบรวมอาสาสมัครกว่า 80 คน ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารและพนักงานจิตอาสาของซันโทรี่กว่า 60 คน ร่วมมือกับกรุงเทพมหานคร สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร และศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา หรือ EEC พร้อมด้วยคณะครูและนักเรียนจากชุมชนเขตคลองเตย การประสานพลังร่วมนี้แสดงให้เห็นว่าการฟื้นฟูธรรมชาติไม่ใช่ภาระหน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นวาระร่วมระดับโครงสร้างเมืองที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตโดยรวมของประชาชน

    ทางด้านหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลพื้นที่สาธารณะโดยตรง นางสาวศศิวรรณ วงศ์ศิริประเสริฐ ผู้อำนวยการส่วนรุกขกรรมและตกแต่งภูมิทัศน์เมือง สำนักงานบริหารจัดการพื้นที่สีเขียว สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของความร่วมมือนี้ว่า ในฐานะหน่วยงานภายใต้สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร เราให้ความสำคัญกับการพัฒนาและฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว ควบคู่กับการเสริมสร้างระบบนิเวศเมือง เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและเพิ่มความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กิจกรรมเพาะรักษ์น้ำ ฟื้นป่าคืนชีวิต ปีที่ 3 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน ในการร่วมกันดูแลและเพิ่มคุณค่าของพื้นที่สีเขียวในเมืองให้เกิดประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนในระยะยาว ทั้งนี้ เรายินดีสนับสนุนความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนการพัฒนาเมืองที่น่าอยู่และยั่งยืนสำหรับทุกคน

    มุมมองดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ความพยายามในการเพิ่มขีดความสามารถในการรับมือกับความผันผวนของสภาพอากาศจำเป็นต้องอาศัยกลไกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การที่หน่วยงานภาครัฐเปิดรับการสนับสนุนจากภาคเอกชนที่มีความพร้อม ช่วยเพิ่มพลวัตในการดูแลบำรุงรักษาต้นไม้ใหญ่และผืนน้ำในเขตเมืองอย่างเป็นระบบ รูปแบบความร่วมมือนี้ยังสอดรับกับนโยบายของกรุงเทพมหานครที่มุ่งหวังให้มหานครแห่งนี้มีความยืดหยุ่นทางสิ่งแวดล้อม และเป็นพื้นที่รองรับการใช้ชีวิตที่มีคุณภาพของประชาชนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม

    องค์ความรู้เชิงปฏิบัติการและคุณค่าสู่ชุมชน

    การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน ไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการฟังบรรยายในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว โครงการนี้จึงได้ร่วมมือกับศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา หรือ EEC ในการออกแบบกระบวนการถ่ายทอดความรู้ผ่านประสบการณ์ตรง ณ สวนเบญจกิติ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ฐานกิจกรรมหลัก ประกอบด้วย กิจกรรมเรียนรู้คุณค่าของน้ำเพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของแหล่งน้ำ กิจกรรมบำรุงดิน ดูแลต้นไม้เพื่อฟื้นฟูคุณภาพดินและสุขภาพต้นไม้ และกิจกรรมเพาะกล้า สร้างพื้นที่สีเขียวเพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ดินและเสริมความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ

    นายอเล็กซานเดอร์ ไซมอน เรนเดลล์ ประธานกรรมการบริหาร ศูนย์สิ่งแวดล้อมศึกษา หรือ EEC ได้เน้นย้ำถึงกระบวนการนี้ว่า การเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำ โดยกิจกรรมเพาะรักษ์น้ำ ฟื้นป่าคืนชีวิต ปีที่ 3 ได้ออกแบบการเรียนรู้ผ่าน 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ เรียนรู้คุณค่าของน้ำ เพื่อสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทของแหล่งน้ำและความสำคัญของทรัพยากรน้ำ บำรุงดิน ดูแลต้นไม้ เพื่อฟื้นฟูคุณภาพดินและสุขภาพต้นไม้ และเพาะกล้า สร้างพื้นที่สีเขียว เพื่อสนับสนุนการอนุรักษ์ดินและเสริมความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ กิจกรรมเหล่านี้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้ความเชื่อมโยงระหว่าง น้ำ ดิน ต้นไม้ และพื้นที่สีเขียว พร้อมปลูกฝังความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมผ่านประสบการณ์ตรง เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนและอาสาสมัครนำองค์ความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดในชีวิตประจำวัน องค์กร และขยายผลสู่สังคมในวงกว้างอย่างยั่งยืน

    นอกเหนือจากการสร้างองค์ความรู้และการฟื้นฟูทางกายภาพ บริษัทฯ ยังได้ขยายผลการดำเนินงานสู่การมอบคุณค่าที่เป็นรูปธรรมแก่ชุมชนโดยรอบ มีการส่งมอบเครื่องทำน้ำเย็นให้แก่โรงเรียนศูนย์รวมน้ำใจ สังกัดสำนักงานเขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร เพื่อแก้ปัญหาเชิงสุขอนามัยและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงน้ำดื่มสะอาดให้แก่นักเรียนและบุคลากรทางการศึกษา มาตรการดังกล่าวนอกจากจะเป็นการสนับสนุนด้านสาธารณสุขพื้นฐานแล้ว ยังสะท้อนถึงการมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการอนุรักษ์แหล่งน้ำกับการจัดสรรทรัพยากรน้ำบริโภคที่มีคุณภาพ เพื่อยกระดับมาตรฐานคุณภาพชีวิตของชุมชนเมืองในระยะยาวอย่างครบวงจร

    #เพาะรักษ์น้ำฟื้นป่าคืนชีวิต #ซันโทรี่เบเวอเรจแอนด์ฟู้ด #สวนเบญจกิติ #ความยั่งยืน #พื้นที่สีเขียวในเมือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thereporter.asia/2026/09/suntory-green-economy-bangkok/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eQ5YU5tgqmIPN_xmxpPX7

  • สตูลเปิดงาน “หลาดสุขใจ ไทยช่วยไทยพลัส” ยกทัพสินค้าชุมชนกว่า 30 ร้านค้า กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น | เดลินิวส์

    สตูลเปิดงาน “หลาดสุขใจ ไทยช่วยไทยพลัส” ยกทัพสินค้าชุมชนกว่า 30 ร้านค้า กระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น | เดลินิวส์

    จังหวัดสตูล ร่วมกับ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสตูล จัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้าภายใต้โครงการเสริมสร้างเศรษฐกิจท้องถิ่นสืบสานวัฒนธรรมเชื่อมโยงการท่องเที่ยวชุมชนจังหวัดสตูล ในชื่อกิจกรรม “หลาดสุขใจ ไทยช่วยไทยพลัส” ณ บริเวณหน้าอาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ศาลากลางจังหวัดสตูล เพื่อเปิดพื้นที่จำหน่ายสินค้า สร้างช่องทางการตลาด และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในระดับฐานราก

    ​การเปิดงานดังกล่าวได้รับเกียรติจาก นายคณิต คงช่วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล เป็นประธานในพิธีเปิด โดยมี นางสายช่อ อังศุภานิช พาณิชย์จังหวัดสตูล เป็นผู้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์และกรอบการดำเนินงาน ซึ่งมุ่งหวังเพิ่มรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ พร้อมเชื่อมโยงสินค้า อาหาร วัฒนธรรม และวิถีชีวิตของชาวจังหวัดสตูลเข้าด้วยกันอย่างลงตัว

    ​นายคณิต เปิดเผยว่า การจัดกิจกรรมในครั้งนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารของจังหวัด ช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดให้กับผู้ประกอบการชุมชนและสร้างการหมุนเวียนของเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจท้องถิ่น

    ​ด้าน นางสายช่อ อังศุภานิช พาณิชย์จังหวัดสตูล ระบุว่า ภายในงานมีการรวบรวมผู้ประกอบการกว่า 30 ร้านค้า มาจัดจำหน่ายอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าอัตลักษณ์ สินค้าชุมชน และสินค้า OTOP ของดีเมืองสตูล นอกจากนี้ยังมีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายด้วยการแจกคูปอง (Gift Voucher) ทุกวัน คาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างรายได้หมุนเวียนรวมไม่ต่ำกว่า 3 แสนบาท พร้อมกันนี้ยังมีการจำหน่ายสินค้าราคาประหยัด อาทิ ไข่ไก่ น้ำมันพืช และข้าวสาร เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในพื้นที่อีกทางหนึ่ง

    ​สำหรับงาน “หลาดสุขใจ ไทยช่วยไทยพลัส” กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14 – 15 กันยายน ตั้งแต่เวลา 07.30 – 13.00 น. ณ บริเวณหน้าอาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ศาลากลางจังหวัดสตูล ประชาชนที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและข่าวสารเพิ่มเติมได้ทางเว็บไซต์สำนักงานพาณิชย์จังหวัดสตูล (https://satun.moc.go.th/)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/6188896/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wKUBq6hDz9M_7TL8zgxvk

  • ไปรษณีย์ไทย ผนึก ดศ.-พม. ชูแคมเปญ ทอฝัน ส่งถึงฝัน หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล

    ไปรษณีย์ไทย ผนึก ดศ.-พม. ชูแคมเปญ ทอฝัน ส่งถึงฝัน หนุนเศรษฐกิจดิจิทัล

    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) ผนึกกำลังกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เดินหน้าความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ภายใต้แนวคิด “ทอฝัน ส่งถึงฝัน”

    บูรณาการศักยภาพด้านเทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนาทักษะอีคอมเมิร์ซ เครือข่ายการตลาด ตลอดจนระบบขนส่งและโลจิสติกส์ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ของบุคคลและกลุ่มอาชีพภายใต้การดูแลของ พม. ให้สามารถก้าวจาก “มีทักษะและมีสินค้า” สู่ “มีตลาด มีรายได้ และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน”

    โดยใช้ เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นพลังในการขยายตลาด และใช้ เครือข่ายไปรษณีย์ไทยเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการเชื่อมสินค้าและผู้ประกอบการไทยสู่ผู้บริโภค ช่วยลดข้อจำกัดด้านตลาดและการขนส่ง เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้เข้าถึงประชาชนในทุกพื้นที่

    นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า เทคโนโลยีดิจิทัลในวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการสื่อสาร แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะกลุ่มอาชีพและผู้ประกอบการรายย่อยที่มีศักยภาพและมีผลิตภัณฑ์ แต่ยังมีข้อจำกัดในการเข้าถึงตลาด

    ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการบูรณาการศักยภาพของหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจที่มีบทบาทแตกต่างกัน แต่สามารถนำมาเชื่อมต่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน ด้วยการนำองค์ความรู้ด้านอีคอมเมิร์ซและการตลาดดิจิทัลเข้ามาเติมเต็มศักยภาพของบุคคลและกลุ่มอาชีพในความดูแลของ พม. ตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ การสร้างช่องทางการขาย ไปจนถึงการเชื่อมต่อกับเครือข่ายของไปรษณีย์ไทย

    เพื่อให้สินค้าเดินทางไปถึงผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในประเทศและสามารถต่อยอดสู่ตลาดที่กว้างขึ้นในอนาคต ที่สำคัญเราต้องการให้เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างประโยชน์ที่เป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงเพิ่มช่องทางออนไลน์ แต่ต้องทำให้ประชาชนสามารถใช้ช่องทางเหล่านั้นเพื่อสร้างรายได้ ขยายตลาด และยกระดับความสามารถในการแข่งขันได้จริง

    นางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้เป็นอีกก้าวสำคัญของการยกระดับ “ทอฝัน by พม.” จากการพัฒนาทักษะและส่งเสริมอาชีพ ไปสู่การพัฒนาระบบและโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับกลุ่มเป้าหมาย โดยเชื่อมโยงคน สินค้า ตลาด และเครือข่ายเข้าด้วยกัน

    ซึ่ง พม. ไม่สามารถขับเคลื่อนภารกิจนี้ได้โดยลำพัง จึงจำเป็นต้องมีพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partner) ที่นำจุดแข็งและความเชี่ยวชาญของแต่ละฝ่ายมาร่วมกันสร้างโอกาสใหม่ให้กับประชาชน

    โดยความร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ในครั้งนี้ ไม่ได้มุ่งเพียงการเพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้า แต่ต้องการให้เกิดโอกาสในการสร้างรายได้และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “ทอฝัน ส่งฝัน ถึงฝัน” 

    ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงการบูรณาการจุดแข็งของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อสร้างระบบสนับสนุนที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้บุคคลและกลุ่มอาชีพในความดูแลของ พม. สามารถเข้าถึงตลาดได้มากขึ้น โดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาสนับสนุนตั้งแต่การประชาสัมพันธ์ การจำหน่าย ไปจนถึงการบริหารจัดการและการจัดส่งสินค้า

    ขณะเดียวกัน ไปรษณีย์ไทยมีเครือข่ายการให้บริการที่ครอบคลุมทั่วประเทศและมีความเชี่ยวชาญด้านการจัดส่งและโลจิสติกส์ จึงเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญที่จะช่วยเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์จากชุมชนและกลุ่มอาชีพไปสู่ผู้บริโภคในวงกว้าง ทำให้การพัฒนาผลิตภัณฑ์สามารถต่อยอดไปสู่โอกาสทางการตลาดและการสร้างรายได้ที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน ชุมชน และเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน  

    นายกิตติ อินทรกุล รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า พม. ได้ส่งเสริมทักษะด้านอาชีพและต่อยอดความสามารถด้านการผลิตสินค้าและผลิตภัณฑ์ให้กับกลุ่มเป้าหมายมาอย่างต่อเนื่อง แต่จากประสบการณ์การทำงานพบว่า การมีทักษะและสามารถผลิตสินค้าได้ยังไม่เพียงพอ หากขาดโอกาสในการเข้าถึงตลาดและช่องทางจำหน่าย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการสร้างรายได้และการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

    ความร่วมมือในครั้งนี้จึงมุ่งสนับสนุนให้ผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเป้าหมายสามารถก้าวจากการผลิตไปสู่การเข้าถึงตลาดและผู้บริโภคได้มากขึ้น เพิ่มโอกาสในการจำหน่ายและสร้างรายได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะนำไปสู่การพึ่งพาตนเอง การดูแลตนเองและครอบครัว และการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ภายใต้แนวคิด “ทอฝัน ส่งถึงฝัน” และเป้าหมาย “สร้างโอกาส เชื่อมตลาด สร้างรายได้ สร้างความยั่งยืน

    ด้าน ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด กล่าวว่า การสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นอย่างทั่วถึง จำเป็นต้องมีทั้งช่องทางในการเข้าถึงตลาดและระบบสนับสนุนที่จะทำให้สินค้าเดินทางไปถึงผู้บริโภคได้จริง

    ไปรษณีย์ไทยมีเป้าหมายในการยกระดับองค์กรสู่การเป็น Lifestyle Logistics Brand ที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตและการดำเนินธุรกิจของคนทุกเจเนอเรชัน และไม่ได้จำกัดบทบาทอยู่เพียงการรับฝากหรือจัดส่งสิ่งของ แต่ต้องการเป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมโยงผู้คน ชุมชน ธุรกิจ และโอกาสทางเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน

    ความร่วมมือกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในครั้งนี้ จึงเป็นการนำศักยภาพของแต่ละหน่วยงานมาเติมเต็มกัน ตั้งแต่การสร้างทักษะด้านดิจิทัลการเพิ่มช่องทางการจำหน่าย ไปจนถึงการบริหารจัดการและจัดส่งสินค้า เพื่อให้ประชาชนและกลุ่มอาชีพสามารถนำศักยภาพของตนเองมาต่อยอดสู่โอกาสทางการตลาดและการสร้างรายได้ให้มากขึ้น

    “สำหรับไปรษณีย์ไทย จุดแข็งสำคัญคือเครือข่ายไปรษณีย์กว่า 50,000 แห่งที่อยู่ใกล้ชิดกับประชาชนและชุมชนทั่วประเทศ ประกอบกับความพร้อมด้านระบบการขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงแพลตฟอร์ม ThailandPostMart ที่เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการนำผลิตภัณฑ์ตัวท็อปจากชุมชนและผู้ประกอบการไทยเข้าสู่ตลาดออนไลน์ ที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการสามารถนำเสนอสินค้าและพี่ไปรฯ ส่งให้ถึงมือผู้บริโภคได้กว้างขึ้น ซึ่งสามารถเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ของกลุ่มเป้าหมายจากต้นทางไปสู่ปลายทาง

    พร้อมสนับสนุนการเข้าถึงตลาดที่หลากหลายมากขึ้น เพื่อให้ทุกความตั้งใจในการประกอบอาชีพสามารถต่อยอดเป็นรายได้ที่มั่นคง และนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้แนวคิด “ทอฝัน ส่งถึงฝัน” เพราะไปรษณีย์ไทยไม่ได้ส่งต่อเพียงแค่สิ่งของ แต่ยังส่งต่อโอกาสที่จะช่วยให้ความฝันของคนคนหนึ่งเดินทางไปถึงปลายทางได้จริง ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจสามารถเข้าถึงได้ในทุกพื้นที่ และเติบโตไปพร้อมกับวิถีชีวิตของผู้คน”

    ความร่วมมือระหว่าง ดศ. พม. และไปรษณีย์ไทย ในโครงการ “ทอฝัน ส่งถึงฝัน” จึงเป็นการวางกลไกสนับสนุนที่เชื่อมโยงตั้งแต่ “ทักษะ – สินค้า – ตลาด – การจัดส่ง” เพื่อ “เชื่อมโอกาส ส่งต่อความฝัน” ให้เดินทางไปได้ไกลยิ่งขึ้น  โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเป็นเครื่องมือในการขยายโอกาสทางการตลาด และใช้เครือข่ายไปรษณีย์ไทยเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการเชื่อมโยงสินค้าไปสู่ผู้บริโภค ทั้งยังสอดคล้องกับเป้าหมายของความร่วมมือในการเพิ่มช่องทางการตลาดและจำหน่าย พัฒนาระบบจัดส่งให้มีประสิทธิภาพ และสนับสนุนการสร้างรายได้และความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

    ติดตามข่าวสารไปรษณีย์ไทยเพิ่มเติมได้ที่

    เว็บไซต์ : www.thailandpost.co.th

    เฟซบุ๊ก : บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

    X : @Thailand_Post

    ไลน์ออฟฟิเชียล : @Thailand Post

     ติ๊กต็อก : @thailandpostchannel

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mobileocta.com/thailand-post-mdes-msdhs-digital-economy-ecosystem/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw15FayGXW-ScGs75OB1FSc-

  • เร่งแผนปรับตัวรับภัยพิบัติ ไทยติดที่ 17 “สภาพอากาศสุดขั้ว”

    เร่งแผนปรับตัวรับภัยพิบัติ ไทยติดที่ 17 “สภาพอากาศสุดขั้ว”

    Loading…

    เร่งแผนปรับตัวรับภัยพิบัติ ไทยติดที่ 17 “สภาพอากาศสุดขั้ว”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/environment-211&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xkdxayMHUO-FW2QAX_CGf

  • ‘อนุทิน’ เปิดทำเนียบฯ หารือ ‘โทนี แบลร์’ อดีตนายกฯอังกฤษ

    ‘อนุทิน’ เปิดทำเนียบฯ หารือ ‘โทนี แบลร์’ อดีตนายกฯอังกฤษ

    ‘อนุทิน’ เปิดทำเนียบฯ ต้อนรับ ‘โทนี แบลร์’ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร หารือถึงเศรษฐกิจยุคใหม่ การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด

    14 ก.ย. 2569 – เมื่อเวลา 08.00 น. ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้การต้อนรับนายโทนี แบลร์ อดีตนายกรัฐมนตรีแห่งสหราชอาณาจักร ที่เดินทางมาร่วมงาน Gastech Bangkok 2026 เข้าหารือเป็นการส่วนตัว โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย เข้าร่วม

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การหารือครั้งนี้เป็นการหารือแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี เพื่อเดินหน้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ พร้อมกับแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ่านเป็นพลังงานสะอาด

    ก่อนที่ในเวลา 10.00 น. นายกฯ จะไปเป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษภายในงาน Gastech Bangkok 2026 ที่ศูนย์การประชุมไบเทคบางนา โดยมีผู้ผลิตก๊าซ LNG บริษัทพลังงานระดับโลก ผู้ซื้อ ผู้ค้า นักลงทุน ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน รวมไปถึงพัฒนา AI และพลังงานคาร์บอนต่ำ เข้าร่วม.

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/politics-news/1068711/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3y7ZMm5qk6uzgmWuyLe6pC

  • ดีอี -พม.-ไปรษณีย์ไทย ผุดแคมเปญ “ทอฝัน ส่งถึงฝัน” หนุนเศรษฐกิจฐานราก

    ดีอี -พม.-ไปรษณีย์ไทย ผุดแคมเปญ “ทอฝัน ส่งถึงฝัน” หนุนเศรษฐกิจฐานราก

    ดีอี -พม.-ไปรษณีย์ไทย ผุดแคมเปญ “ทอฝัน ส่งถึงฝัน” หนุนเศรษฐกิจฐานราก

    ดีอี -พม.-ไปรษณีย์ไทย ผุดแคมเปญ “ทอฝัน ส่งถึงฝัน” หนุนเศรษฐกิจฐานราก

    14 กันยายน 2569  กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดศ.) ผนึกกำลังครั้งสำคัญกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เปิดตัวความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ภายใต้แนวคิด “ทอฝัน ส่งถึงฝัน” บูรณาการจุดแข็งทั้งด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ทักษะอีคอมเมิร์ซ เครือข่ายการตลาด และระบบโลจิสติกส์ เพื่อยกระดับผลิตภัณฑ์ของกลุ่มอาชีพภายใต้การดูแลของ พม. ให้ก้าวข้ามข้อจำกัด สู่การมีตลาด มีรายได้ และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน

    ติดอาวุธดิจิทัล พลิกโฉมสินค้าชุมชนสู่ตลาดวงกว้าง

    นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เผยว่า เทคโนโลยีดิจิทัลคือกลไกสำคัญในการสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นการนำองค์ความรู้ด้านอีคอมเมิร์ซและการตลาดออนไลน์มาเติมเต็มให้ผู้ประกอบการรายย่อยและกลุ่มอาชีพของ พม. ตั้งแต่การสร้างช่องทางขายไปจนถึงการเชื่อมต่อกับเครือข่ายขนส่ง เพื่อให้สินค้าเดินทางถึงมือผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    ด้าน นางสาวชนก จันทาทอง ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวง พม. ระบุว่า การพัฒนาทักษะอาชีพเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอหากขาดช่องทางเข้าสู่ตลาด การจับมือกับ ดศ. และไปรษณีย์ไทยในครั้งนี้ จะช่วยยกระดับ “ทอฝัน by พม.” ให้ตอบโจทย์การสร้างรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

    ขณะที่ผู้บริหารจากฝั่งกระทรวงดิจิทัลฯ ว่าที่ร้อยตรี ธนะสิทธิ์ เอี่ยมอนันชัย รองปลัดกระทรวง ดศ. เสริมว่า การผสานเทคโนโลยีเข้ากับเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ จะช่วยให้พี่น้องประชาชนและชุมชนสามารถเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้นได้อย่างแท้จริง

     นางสาวชนก จันทาทอง

    ไปรษณีย์ไทย พร้อมหนุนด้วยเครือข่ายกว่า 50,000 แห่งทั่วประเทศ

    ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เน้นย้ำว่า ไปรษณีย์ไทยมุ่งมั่นเป็นส่วนหนึ่งในการเชื่อมโยงโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยใช้จุดแข็งด้านเครือข่ายที่เข้าถึงชุมชนกว่า 50,000 แห่งทั่วประเทศ รวมถึงแพลตฟอร์ม ThailandPostMart เข้ามาช่วยผลักดันผลิตภัณฑ์ตัวท็อปจากชุมชนให้เข้าสู่ตลาดออนไลน์

    “ไปรษณีย์ไทยไม่ได้ส่งต่อเพียงแค่สิ่งของ แต่เราส่งต่อโอกาสที่จะช่วยให้ความฝันของคนคนหนึ่งเดินทางไปถึงปลายทางได้จริง ขยายโอกาสทางเศรษฐกิจให้เข้าถึงได้ในทุกพื้นที่” ดร.ดนันท์ กล่าวทิ้งท้าย

    ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์

    ความร่วมมือในโครงการ “ทอฝัน ส่งถึงฝัน” จึงเป็นการสร้าง Ecosystem ทางเศรษฐกิจที่สมบูรณ์แบบ ตั้งแต่ “ทักษะ – สินค้า – ตลาด – การจัดส่ง” เพื่อให้คนไทยทุกคนสามารถเติบโตและก้าวเดินไปบนเส้นทางเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/668906&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1bAQOog5GHmPflljqD6D2A

  • ต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส” ส่องโอกาสกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    ต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส” ส่องโอกาสกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก

    ต่ออายุ “ไทยช่วยไทยพลัส” คาดอีก 2เดือน ส่องโอกาสกระตุ้นเศรษฐกิจ “นักวิชาการ” ชี้คนหาเช้ากินค่ำวิกฤติรายได้ รัฐบาลควรหันทำโครงการกระตุ้นรายได้สร้างอาชีพระยะยาว ฐานโครงสร้างเศรษฐกิจไทย ถูกสินค้าจีนถล่มหนัก

    อาทิตย์ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี สั่งการให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นำงบประมาณที่เหลือจากการลงทะเบียนไม่เต็มสิทธิ์ของโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” จำนวนราว 4-5 หมื่นล้านบาท มาขยายระยะเวลาโครงการต่อในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี ตุลาคม-ธันวาคม 2569 ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยเฉพาะภาระค่าน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้น ยืนยันรัฐบาลพร้อมทำเพื่อประชาชนอย่างต่อเนื่อง

    โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส ที่ผ่านมามีเสียงเรียกร้องให้ทำโครงการต่อ ทีมข่าวเฉพาะกิจ ไทยรัฐออนไลน์ สอบถามไปยัง รศ. ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต วิเคราะห์ถึงการทำโครงการต่อเนื่องอีก 2 เดือนว่า ในแง่ช่วยประชาชนก็ถือว่าเหมาะสม เพราะตอนนี้ยังไม่มีอะไรที่มาช่วยประชาชน น้ำมันก็ขึ้น ความเดือดร้อนก็เยอะ แต่บรรเทาได้แค่ช่วง 2 เดือนนี้ เหมือนมียากินได้อีก 2 เดือน หลังจากนั้นก็เตรียมตัวตายได้เลย ในแง่ที่ไม่เหมาะสมคือ มันมองไม่เห็นอนาคตว่า หลังจาก 2 เดือนนี้แล้ว ประชาชนจะเดินต่ออย่างไรกับภาระค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น

    การต่ออายุโครงการไทยช่วยไทย พลัส ในลักษณะนี้เปรียบเหมือนการ “กำปั้นทุบดิน” และเป็นการกู้เงินมาแจกโดยไม่ได้วางระบบรองรับในระยะยาว เมื่อเข้าสู่เดือนที่ 3 ประชาชนก็ต้องกลับสู่ภาวะ “ตัวใครตัวมัน” และเผชิญชะตากรรมตามลำพัง

    ส่วนประเด็นเรื่องสัดส่วนวงเงินอุดหนุน เช่น 60:40 หรือ 50:50 นักวิชาการมองว่า ประชาชนพร้อมรับได้ทั้งหมดเพราะถือว่าเป็น “ของฟรี” แต่ในเชิงบริหาร ถือเป็นเพียงการ “ซื้อเวลาบริหารเศรษฐกิจระดับชาวบ้าน” ออกไปชั่วคราวเท่านั้น

    ไทยช่วยไทย พลัส การขยายเวลา 2 เดือนนี้ควรจะเป็น “ก๊อกสุดท้าย” ของโครงการลักษณะแจกเงิน และรัฐบาลควรเลิกทำโครงการรูปแบบนี้ได้แล้ว

    “มันสะท้อนถึงการบริหารเศรษฐกิจของรัฐบาลที่ไม่เหลืออะไรเลย คุณเอาเงินงบประมาณมาแจก ไปกู้มาแจก แต่ตราบใดที่คุณไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ไม่มีทางที่คุณจะแก้ปัญหาระบบได้ รัฐบาลก็ต้องกู้เงินมาแจกอยู่อย่างนี้ สุดท้ายคนไทยก็ยังเป็นหนี้เหมือนเดิม”

    สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งทำแทนการแจกเงิน คือการนำงบประมาณไปลงทุนในโครงการที่สร้างงาน สร้างอาชีพ และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่ครัวเรือนไทย

    มายาตัวเลข “ส่งออกโต” แต่รากหญ้ายังไส้แห้ง

    โครงการ ไทยช่วยไทย พลัส เมื่อเจาะลึกถึงภาพรวมเศรษฐกิจที่มีการอ้างว่า การส่งออกกำลังขยายตัวได้ดี รศ.ดร.อัทธ์ กล่าวว่า ตัวเลขการส่งออกเป็นเพียง “มายาทางเศรษฐกิจ” ที่ไม่ได้สะท้อนความจริงของคนส่วนใหญ่ในประเทศ

    กลุ่มที่ได้ประโยชน์จากการส่งออก คือทุนรายใหญ่ ทุนข้ามชาติ และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และอุปกรณ์สื่อสาร

    กลุ่มที่ถูกลืม สินค้าเกษตรแปรรูป สินค้าชุมชน หรือสินค้าจาก SME ในท้องถิ่น กลับไม่ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตนี้

    ปัญหาที่น่าห่วงคือ “การขาดดุลการค้า” ที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งรัฐบาลควรแก้ปัญหาด้วยการ “ผลิตสินค้าทดแทนการนำเข้า” เพื่อดึงเงินกลับเข้าสู่ระบบและสนับสนุนผู้ประกอบการไทย ไม่ใช่ปล่อยให้สินค้าจากต่างประเทศ โดยเฉพาะสินค้าจีน เข้ามาท่วมตลาดจน SME และชาวบ้านในต่างจังหวัดขายของไม่ได้

    “นโยบายขายฝันอย่าง รถยนต์ EV หรือ Data Center ที่พูดๆ กันอยู่ ชาวบ้านไม่ได้อะไรด้วย ชาวบ้านก็ยังจนเหมือนเดิม SME ต่างจังหวัดกำลังจะตายเพราะสินค้าต่างประเทศเข้ามาทุ่มตลาด”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2959511&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_TIWyhUZw6zUcmDjEYDSO

  • จังหวัดสมุทรสงคราม ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัด (กรอ.สส.)

    จังหวัดสมุทรสงคราม ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัด (กรอ.สส.)

    จังหวัดสมุทรสงคราม ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัด (กรอ.สส.)


    14/09/2569 | 16 |

    เมื่อวันจันทร์ที่ 14 กันยายน 2569 เวลา 09.30 น. ณ ห้องประชุมแม่กลอง ชั้น 5 ศาลากลางจังหวัดสมุทรสงคราม นายกรกฎ วงษ์สุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจจังหวัด (กรอ.สส.) เพื่อติดตามความคืบหน้าโครงการสำคัญของจังหวัด โดยเฉพาะโครงการพัฒนาเมืองใหม่สมุทรสงคราม บนพื้นที่กว่า 1,200 ไร่ ซึ่งเป็นโครงการที่จังหวัดให้ความสำคัญในการผลักดันเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หยิบยกประเด็นการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำในพื้นที่จังหวัดสมุทรสงครามขึ้นมาพิจารณา เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหา พร้อมทั้งพิจารณามาตรการให้ความช่วยเหลือประชาชนและผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาดังกล่าว พร้อมทั้งรายงานความคืบหน้าการจัดงานแสง สี เสียง “วีรกรรมกู้สมเด็จพระเจ้าตากสิน” ณ ค่ายบางกุ้ง ซึ่งเป็นกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ของจังหวัด สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรสงคราม : ภาพ/ข่าว


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://samutsongkhram.prd.go.th/th/content/category/detail/id/3394/iid/541280&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FsuUCLVy-z8fpn2PiWhFX