Blog

  • “กมธ.การศึกษาฯวุฒิสภา”เดินทางศึกษาดูงานโรงเรียนชะอวด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช | เดลินิวส์

    “กมธ.การศึกษาฯวุฒิสภา”เดินทางศึกษาดูงานโรงเรียนชะอวด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช | เดลินิวส์

    “กมธ.การศึกษาฯวุฒิสภา”เดินทางศึกษาดูงานโรงเรียนชะอวด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช

    ประธานคณะกรรมาธิการ ได้เดินทางไปยัง โรงเรียนชะอวด อำเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อศึกษาดูงานด้านการจัดการเรียนการสอนโครงการห้องเรียนมุ่งสู่อาชีพตามนโยบายรัฐบาล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5060269/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ACMBUgPANcL2WcA1rjdJh

  • เกาหลีใต้แบนโทรศัพท์ในห้องเรียน หวั่นนักเรียนเสพติดโซเชียลฯ ด้านกลุ่มคัดค้านชี้ ‘ลิดรอนสิทธิมนุษยชน’

    เกาหลีใต้แบนโทรศัพท์ในห้องเรียน หวั่นนักเรียนเสพติดโซเชียลฯ ด้านกลุ่มคัดค้านชี้ ‘ลิดรอนสิทธิมนุษยชน’

    เมื่อวานนี้ (27 สิงหาคม 2025) เกาหลีใต้ผ่านร่างกฎหมายห้ามนักเรียนใช้โทรศัพท์มือถือในห้องเรียน โดยมาตรการข้างต้นจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมีนาคม 2026 ท่ามกลางความวิตกของสังคมถึงผลกระทบในหมู่เด็กและเยาวชน หลังผลสำรวจจากครูในโรงเรียนกว่า 70% ระบุตรงกันว่า นักเรียนเสพติดโซเชียลมีเดียและโทรศัพท์ ขณะที่มีกลุ่มคัดค้านว่า มาตรการดังกล่าวละเมิดสิทธิมนุษยชนของเด็ก

    ทั้งนี้สมัชชาเกาหลีใต้ผ่านร่างกฎหมายการศึกษาชั้นประถมศึกษาและมัธยมศึกษาฉบับแก้ไข เพื่อแบนการใช้โทรศัพท์มือถือในห้องเรียน ด้วย 115 เสียง จาก 163 เสียง ขณะที่มีผู้ไม่เห็นด้วย 31 เสียง และงดออกเสียง 17 เสียง ซึ่งเสนอโดย โจ จองฮุน (Cho Jung-hun) สส.ฝ่ายค้านจากพรรคพลังประชาชนเกาหลีใต้ (People Power Party: PPP) 

    “เด็กๆ ของเราตาแดงในทุกเช้า เพราะเขาเล่น Instagram จนถึงตี 2-3” โจให้เหตุผลกับรัฐสภาว่า ขณะนี้คนรุ่นใหม่ในประเทศกำลังอยู่ในสภาวะ ‘เสพติด’ การใช้โซเชียลมีเดีย พร้อมกับยกหลักฐานทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ว่า อาการเสพติดนี้ส่งผลเสียร้ายแรงต่อพัฒนาการทางสมองและอารมณ์ของนักเรียน โดยยกกรณีศึกษาการแบนของประเทศอื่นประกอบ

    กฎหมายฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 มีนาคม 2026 หรือวันเริ่มปีการศึกษาใหม่ในเกาหลี ทั้งในระดับโรงเรียนประถม มัธยมต้น และมัธยมปลาย ยกเว้นในกรณีจำเป็นคือ ต้องใช้โทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์อื่นๆ ประกอบการเรียนการสอน หรือกรณีผู้พิการที่ต้องใช้อุปกรณ์สื่อสารช่วยเหลือ รวมถึงมีเหตุผลจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งต้องได้รับการอนุญาตจากครูหรือเจ้าหน้าที่ในโรงเรียนก่อน 

    อันที่จริงโรงเรียนในเกาหลีใต้มีมาตรการห้ามใช้โทรศัพท์มือถือเป็นทุนเดิม แต่เพราะปัญหาดังกล่าวกำลังกลายเป็นวิกฤตร้ายแรงในระดับชาติ โดยผลสำรวจจาก Pew Research Center ระบุว่า คนเกาหลีใต้ 99% ติดโซเชียลมีเดีย และ 98% ติดโทรศัพท์มือถือ ถือเป็นตัวเลขมากที่สุดในบรรดา 27 ประเทศที่ทำผลสำรวจปี 2022 และ 2023 

    นอกจากนี้ผลสำรวจในประเทศจากครูและบุคลากรในโรงเรียน 70% ยังระบุตรงกันว่า นักเรียนติดโทรศัพท์มือถือมากเกินไป และบางคนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้เมื่อถูกห้าม จนบางครั้งเรื่องราวเกินเลยด้วยการที่นักเรียนด่าทอ และลงมือทำร้ายร่างกายครูเพื่อตอบโต้

    ขณะที่ผลสำรวจจากกระทรวงศึกษาธิการเกาหลีใต้ในปี 2024 พบนักเรียนชั้นมัธยมปลาย 37% ระบุว่า การใช้โซเชียลมีเดียกระทบต่อชีวิตประจำวัน และอีก 22% ยอมรับว่า ตนรู้สึกกังวล ถ้าไม่ได้เข้าไปเช็กโซเชียลฯ ของตนเอง

    น่าสนใจว่า กฎหมายดังกล่าวมีเสียงแตกเป็น 2 ฝ่าย คือกลุ่มผู้สนับสนุน ซึ่งในหมู่ครูและบุคลากรทางการศึกษา มีเพียง Korean Federation of Teachers’ Association กลุ่มเคลื่อนไหวอนุรักษนิยมเท่านั้นที่เห็นด้วย ขณะที่ในด้านผู้คัดค้าน นำโดยกลุ่มสิทธิมนุษยชนเชื่อว่า การแบนดังกล่าวกระทบต่อสิทธิมนุษยชนของเด็ก ซึ่งมีท่าทีคล้ายคลึงกับสหภาพครูและแรงงานทางการศึกษาที่ไม่ประกาศจุดยืนอย่างเป็นทางการ บ้างถึงกับแสดงความคิดเห็นว่า กฎหมายดังกล่าวจะลิดรอนสิทธิการใช้มือถือของนักเรียน

    โจ ยองซุน (Cho Young-sun) นักเรียน ม.ปลาย ให้สัมภาษณ์กับ BBC ว่า การใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเพียงวิธีที่จะพูดคุยกับเพื่อนใน KakaoTalk นอกจากการอุดอู้กับโรงเรียนและสถาบันกวดวิชา โดยเธอเชื่อว่า กฎหมายครั้งนี้มุ่งเป้าผิด แทนที่จะสนใจมาตรการการสอบซูนึง (Suneung) หรือการสอบเข้ามหาวิทยาลัยของเกาหลีใต้ที่มีความเข้มข้นสูงที่สุด ซึ่งจากภาวะดังกล่าว ทำให้เด็กเกาหลีแทบจะไม่ใช้โทรศัพท์ นอกจากเวลาว่างเท่านั้น

    ปัจจุบันฟินแลนด์และฝรั่งเศสแบนการใช้โทรศัพท์มือถือในเฉพาะกลุ่มเด็กเล็ก ขณะที่อิตาลี เนเธอร์แลนด์ และจีน ห้ามใช้อุปกรณ์สื่อสารทุกโรงเรียน เช่นเดียวกับออสเตรเลียที่ออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเล่นโซเชียลฯ ทุกชนิด

    อ้างอิง

    https://www.bbc.com/news/articles/c776ye6lrvzo

    https://www.koreaherald.com/article/10563208

    https://www.reuters.com/business/media-telecom/south-korea-ban-mobile-phones-school-classrooms-2025-08-27/

    https://www.france24.com/en/culture/20241128-australia-passes-world-s-first-social-media-ban-for-under-16s

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-south-korea-phone-ban-law/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U_FNJdNm3C1qg3kgyB7RZ

  • เปิดโฉม “9 ตุลาการศาลรธน.” รัฐศาสตร์ -นิติศาสตร์- ราชการ ชี้ชะตา”นายกฯ”

    เปิดโฉม “9 ตุลาการศาลรธน.” รัฐศาสตร์ -นิติศาสตร์- ราชการ ชี้ชะตา”นายกฯ”

    4.วิรุฬห์ แสงเทียน ผู้พิพากษาศาลฎีกา

    -เกิด 27 พฤศจิกายน 2494 ปัจจุบันอายุ 74 ปี

    -ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 1 เมษายน 2563

    -จะพ้นวาระตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมษายน 2570

    -อดีตประธานแผนกคดีพาณิชย์และเศรษฐกิจในศาลฎีกา 

    ประวัติการศึกษา     

    -นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์    

    -เนติบัณฑิต สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา  

    5.จิรนิติ หะวานนท์  ผู้พิพากษาศาลฎีกา

    -เกิด 14 กุมภาพันธ์ 2496 ปัจจุบัน อายุ 72 ปี

    -ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 1 เมษายน 2563

    -จะพ้นวาระตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมษายน 2570

    -อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา

    การศึกษา

    -นิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    -เนติบัณฑิตไทย (ลำดับที่ 1 สมัย 28) สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา  

    -LL.M. (Master of Law, Harvard University)

    -M.C.L. (Master of Comparative Law, George Washington University)

    -S.J.D. (Doctor of Juridical Science, George Washington University)

    เปิดโฉม

    6.นภดล เทพพิทักษ์ ผู้ทรงคุณวุฒิจากราชการ

    -เกิด 3 ธันวาคม 2499 ปัจจุบันอายุย่าง 69 ปี

    -ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 1 เมษายน 2563

    -จะพ้นวาระตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมษายน 2570

    -อดีตอธิบดีกรมเอเชียใต้ ตะวันออกกลางและแอฟริกา, อดีตเอกอัครราชทูต ณ เวียงจันทน์ 

    การศึกษา        

    -รัฐศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง) 

    -Master of Arts (International Relations) , Northern Illinois University (Fulbright Scholarship)

    7. บรรจงศักดิ์ วงศ์ปราชญ์ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

    -เกิด 14 สิงหาคม 2495 ปัจจุบันอายุ 73 ปี  

    -ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 20 ส.ค. 2563 

    -จะพ้นวาระตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ สิงหาคม 2570

    -อดีตตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด 

    ประวัติการศึกษา

    -ศิลปศาสตรบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

    -นิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับสอง) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    -ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต (รัฐศาสตร์) มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    รามคำแหง

    8.อุดม รัฐอมฤต ผู้ทรงคุณวุฒิด้านนิติศาสตร์

    -เกิด 25 มิถุนายน 2502 ปัจจุบันอายุ 66 ปี

    -ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 28 มกราคม 2566 

    -วาระการดำรงตำแหน่ง 7 ปี จะพ้นวาระการดำรงตำแหน่งช่วงเดือนมกราคม 2573

    -อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

    การศึกษา        

    – นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

    – นิติศาสตรมหาบัณฑิต (กฎหมายมหาชน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 

    – ปริญญาโทและปริญญาเอกทางกฎหมายอาญา (Diplôme d’études approfondies et Doctorat en Droit Pénal) มหาวิทยาลัย Nancy II ประเทศฝรั่งเศส 

    9. สุเมธ รอยกุลเจริญ ตุลาการศาลปกครองสูงสุด

    -เกิด 16 กันยายน 2498 ปัจจุบันอายุ 70 ปี 

    -ได้รับการโปรดเกล้าฯ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อ 19 มีนาคม 2567 

    -จะพ้นวาระตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีนาคม 2574

    -อดีตรองประธานศาลปกครองสูงสุด

    การศึกษา

    – นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    – เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

    – รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยสยาม

    – นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง

    “ผู้นำหญิงคนที่สองของไทย” กำลังเผชิญกับบททดสอบสำคัญในชีวิตการเมือง ที่อาจพลิกโฉมหน้าการเมืองไทย 

    29 สิงหาคม 2568  ตุลาการศาล รธน.ทั้ง 9 ท่าน จะเป็นผู้ให้คำตอบ?!?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378966094&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DGqMxe0fr-m2cnKSbKaYr

  • ‘ธนาคารหน่วยกิต’ เปลี่ยน ‘สกิล’ จากประสบการณ์ สู่วุฒิบัตรการันตี

    ‘ธนาคารหน่วยกิต’ เปลี่ยน ‘สกิล’ จากประสบการณ์ สู่วุฒิบัตรการันตี

    ‘ธนาคารหน่วยกิต’ เปลี่ยน ‘สกิล’ จากประสบการณ์ สู่วุฒิบัตรการันตี

    เคยตั้งคำถามกับตัวเองหรือไม่ว่า

    “คนวัยทำงานและผู้สูงวัยจะกลับมาเรียนรู้อย่างไร โดยไม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง” และ

    “คนวัยทำงานและผู้สูงวัยจะการันตีประสบการณ์ของตนได้อย่างไร”

    แนวคิด “ธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank System)” จึงถูกหยิบขึ้นมาเป็นคำตอบสำคัญ เพราะเปิดโอกาสให้ประชาชนสะสมความรู้และประสบการณ์ที่มีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะจากการเรียน การอบรม หรือการทำงานจริง เพื่อนำมาเทียบโอนเป็นหน่วยกิตที่ใช้ต่อยอดในระบบการศึกษาได้

    แนวคิดเรื่อง “ธนาคารหน่วยกิต” มีรากฐานจากระบบ Academic Credit Bank System ของเกาหลีใต้ ซึ่งเปิดกว้างให้คนทำงานหรือผู้ที่เรียนรู้นอกระบบได้รับการยอมรับในระดับคุณวุฒิ ขณะที่ประเทศไทยก็มีการระบุเรื่องการเทียบโอนผลการเรียนรู้ไว้ตั้งแต่พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และต่อมาจึงได้เริ่มพัฒนากลไกนี้ขึ้นในช่วงสองสามปีหลัง

    เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสะสมหน่วยกิตและนำไปใช้ต่อยอดได้ตลอดชีวิตโดยไม่มีข้อจำกัดด้านเวลาและสถานที่

    สำหรับหลักการทำงานของ “ธนาคารหน่วยกิต” มีลักษณะเด่น คือ

    1. เปิดกว้างสำหรับทุกคน โดยไม่จำกัดอายุหรือวุฒิเดิม
    2. ยืดหยุ่นและเทียบโอนได้  นำผลการเรียนหรือประสบการณ์จากหลายแหล่งมาใช้ได้ เช่น การอบรมวิชาชีพ หรือการทำงานจริง
    3. สะสมหน่วยกิตได้ต่อเนื่อง  ไม่มีข้อจำกัดเรื่องเวลา สามารถสะสมไว้แล้วนำไปใช้เมื่อพร้อม

    หากจะอธิบายให้เห็นภาพ “ธนาคารหน่วยกิต” นี้วางเป้าให้สามารถเกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต และมีระบบการันตีความรู้ของผู้คนตลอดชีวิต

    เช่น ผู้สูงอายุที่เกษียณแล้ว แต่ยังอยากทำงานต่อ ก็สามารถนำประสบการณ์ทำงานหลายสิบปีมาแปลงเป็นหน่วยกิต และเรียนเพิ่มเติมเฉพาะบางวิชาเพื่อเปลี่ยนสายงานหรือต่อยอดความรู้ได้

    หรือ แรงงานสายอาชีพ เช่น ช่างฝีมือ ช่างไฟฟ้า หรือช่างยนต์ ที่ผ่านการอบรมและทำงานจริง สามารถใช้ประสบการณ์เหล่านี้ยื่นขอเทียบโอนเป็นหน่วยกิต เพื่อรับคุณวุฒิในระบบอาชีวศึกษาหรืออุดมศึกษาได้เช่นกัน

    ตัวอย่างที่เห็นผลแล้ว คือ ระบบ “ธนาคารหน่วยกิต” ที่นำมาทดลองใช้ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) 9 แห่ง พบว่านักศึกษาหลักสูตรวิศวกรรมไฟฟ้าสามารถลดเวลาเรียนได้ถึง 1 ปีครึ่ง และประหยัดค่าใช้จ่ายกว่า 40,000 บาท  รวมไปถึงในมหาวิทยาลัยหลายแห่งยังริเริ่มจัดทำระบบคลังหน่วยกิตของตนเอง รวมถึงระบบรังรองหลักสูตร ประเมินและฐานข้อมูลผู้เรียน

    สำหรับการดำเนินการและสถานะปัจจุบันนั้น  มีการจัดตั้งหน่วยงานกลางที่รับผิดชอบบริหารจัดการระบบธนาคารหน่วยกิตแห่งชาติ เพื่อขับเคลื่อนและกำกับดูแลการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ

    หน่วยงานนี้ทำหน้าที่จัดทำหลักเกณฑ์ กฎระเบียบ และมาตรฐานการสะสมและเทียบโอนหน่วยกิต รวมทั้งสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงกับสถาบันการศึกษาทุกระดับ ทั้งในระบบและนอกระบบ

    ล่าสุดในปี 2567 กระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศแนวทางการดำเนินงานธนาคารหน่วยกิตระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษา เพื่อผลักดันให้ระบบธนาคารหน่วยกิตเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมให้คนไทยทุกกลุ่มได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองตลอดชีวิต และกำลังอยู่ในช่วงการพัฒนาขั้นตอนและมาตรฐานการดำเนินงาน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-life/729492&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ohBwtVWt6HG6H3X6bI0RY

  • ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านเข้าร่วมงานประกวดออกแบบเครื่องประดับนานาชาติที่ประเทศไทย

    ผู้แทนสถานเอกอัครราชทูตอิหร่านเข้าร่วมงานประกวดออกแบบเครื่องประดับนานาชาติที่ประเทศไทย

    สถาบันอัญมณีและเครื่องประดับแห่งประเทศไทย (GIT) ในฐานะผู้จัดการประกวดออกแบบเครื่องประดับนานาชาติ ประจำปี 2025 ได้เชิญผู้แทนจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน เข้าร่วมพิธีมอบรางวัล ภายหลังจากมีศิลปินชาวอิหร่าน 2 คน สามารถผ่านเข้ารอบ 4 คนสุดท้ายของการประกวด โดยมีนายฟารูกี เป็นผู้แทนสถานทูตร่วมงานในครั้งนี้

    ศิลปินชาวอิหร่านสามารถคว้ารางวัลอันดับที่ 2 และอันดับที่ 4 มาครองได้ โดยการประกวดครั้งนี้มีผลงานส่งเข้าร่วมกว่า 899 ชิ้น จาก 37 ประเทศทั่วโลก และจัดขึ้นเมื่อวันอังคารที่ 4 กันยายน 2568 พร้อมประกาศ 30 ผลงานเด่น (รวมถึง 9 ผลงานจากอิหร่าน) และคัดเลือกผลงานรอบสุดท้าย 4 ชิ้น เพื่อมอบรางวัลเงินสดและประกาศนียบัตรเกียรติยศ

    ในบรรดาผู้ชนะ คุณชิริน คาซามี ด้วยผลงานชื่อ “เครือข่ายแห่งกาลเวลา” และคุณฮาเหม็ด ญะฟารี ด้วยผลงานชื่อ “เสียงสะท้อนแห่งนิรันดร์” ต่างได้รับเสียงชื่นชมจากคณะกรรมการผู้ตัดสิน

    ภายหลัง คุณคาซามีได้เข้าพบเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ประจำประเทศไทย นาย นาซิรุดดิน เฮย์ดารี ที่สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อรับคำชื่นชมและการยกย่องในความสำเร็จ

  • กรอสซี: ผู้ตรวจสอบของทบวงยังไม่ได้ไปยังอิสฟาฮาน  ฟอร์โด และนาทานซ์

    กรอสซี: ผู้ตรวจสอบของทบวงยังไม่ได้ไปยังอิสฟาฮาน ฟอร์โด และนาทานซ์

    กรอสซี: ผู้ตรวจสอบของทบวงยังไม่ได้ไปยังอิสฟาฮาน ฟอร์โด และนาทานซ์
    ผู้อำนวยการใหญ่ของทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ:
    🔹ผู้ตรวจสอบของทบวงได้เดินทางเข้ามายังอิหร่านแล้ว และขณะนี้สามารถเข้าถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์บุเชอร์ได้
    🔹ผู้ตรวจสอบยังไม่ได้เดินทางไปยังไซต์ต่าง ๆ ที่ฟอร์โด อิสฟาฮาน และนาทานซ์
    🔹การเจรจาจำเป็นต้องดำเนินต่อไป เพื่อให้เราบรรลุเงื่อนไขที่ดีกว่า
    🔹เรื่องนี้ควรได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เพราะการตรวจสอบไม่สามารถจำกัดอยู่เพียงในสถานที่ที่ไม่ได้ตกเป็นเป้าหมายเท่านั้น

  • คลัง เผยศก.ไทย ก.ค.รับแรงหนุนส่งออกโตต่อเนื่อง แม้ลงทุนเอกชน-ท่องเที่ยวชะลอ จับตาผลกระทบภาษีทรัมป์ H2/68 : อินโฟเควสท์

    คลัง เผยศก.ไทย ก.ค.รับแรงหนุนส่งออกโตต่อเนื่อง แม้ลงทุนเอกชน-ท่องเที่ยวชะลอ จับตาผลกระทบภาษีทรัมป์ H2/68 : อินโฟเควสท์

    สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เผยสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 สอดคล้องกับการบริโภคในหมวดสินค้าคงทนที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดี การลงทุนภาคเอกชนและการท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งสัญญาณชะลอตัวจากเดือนก่อน

    ทั้งนี้ จำเป็นต้องติดตามทิศทางการส่งออกสินค้าครึ่งปีหลังและการผลิตอุตสาหกรรม ภายหลังมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในด้านต่าง ๆ อย่างใกล้ชิดต่อไป

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/525066&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0q_50JZd6DnafRQzRbc-gF

  • ก.ท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. พันธมิตร ผนึกกำลังสร้างความเชื่อมั่น ยกระดับมาตรฐานความมั่นใจเที่ยวไทยสู่จุดหมายปลายทางยอดนิยม

    ก.ท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. พันธมิตร ผนึกกำลังสร้างความเชื่อมั่น ยกระดับมาตรฐานความมั่นใจเที่ยวไทยสู่จุดหมายปลายทางยอดนิยม

    ก.ท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. พันธมิตร ผนึกกำลังสร้างความเชื่อมั่น ยกระดับมาตรฐานความมั่นใจเที่ยวไทยสู่จุดหมายปลายทางยอดนิยม

    วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 12.22 น.

    Tag :

    นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านมาตรฐานความปลอดภัย เข้าร่วมกิจกรรมฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยว พร้อมเปิดตัวตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” ชี้ความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทาง

    ททท. ยืนยันเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้น “ความปลอดภัย” เป็นหัวใจสำคัญของการเดินทาง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานบริการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มตลาดหลักที่มีศักยภาพสูงและมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศไทย

    สำหรับการจัดกิจกรรมฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยวและเปิดตัวตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” ประกอบด้วย เวทีเสวนามาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยมี ททท. พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตร อาทิ กรมการปกครอง กรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และกรมการขนส่งทางบก ร่วมนำเสนอแนวทางการดูแลและเสริมสร้างมาตรการความปลอดภัย ครอบคลุมทั้งด้านการบริหารจัดการ การกำกับดูแล และการบริการนักท่องเที่ยว พร้อมกันนี้ยังมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ด้านความปลอดภัยในการให้บริการรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบขนส่งนักท่องเที่ยว เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการ และส่งมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยที่มั่นใจและน่าประทับใจแก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    โครงการ Trusted Thailand จะเปิดรับลงทะเบียนผู้ประกอบการภายในเดือนกันยายน 2568 นี้ บนเว็บไซต์ www.tourismthailand.org/trustedthailand และจะเผยแพร่รายชื่อสถานประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าถึงได้อย่างสะดวก โดยตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” จะมอบให้กับสถานประกอบการที่ให้ความสำคัญกับ 4 มิติหลัก ได้แก่ 1) มาตรการรักษาความปลอดภัยทั่วไปสำหรับนักท่องเที่ยว เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน การวางแผนการจัดการพื้นที่อย่างปลอดภัย 2) มาตรการในการควบคุมความปลอดภัยในการชำระเงิน การเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มการเงินที่ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับในตลาดหลัก เช่น Alipay, WeChat Pay 3) การสื่อสารภาษาต่างประเทศ ความพร้อมของผู้ประกอบการต่อการดูแลนักท่องเที่ยวด้วยความเอาใจใส่และเป็นมืออาชีพ และ 4) ความปลอดภัยในการเดินทางเข้าถึง เส้นทางที่ปลอดภัยมีจุดที่ตั้งที่ชัดเจนสำหรับนักท่องเที่ยว การติดตั้งป้ายหรือจุดให้ข้อมูล การเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะอย่างปลอดภัย รวมถึงข้อมูลของสถานประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ในรูปแบบ QR Code ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ 1672 Travel Buddy

    ททท.  มุ่งเน้นสร้างความเชื่อมั่น และความซื่อสัตย์ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางตอบโจทย์นักท่องเที่ยว และนำไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    #AmazingThailand

    #TrustedThailand

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/910193&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2sn3aahDPH0HRWpf1SO-KK

  • ก.ท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. พันธมิตร ผนึกกำลังสร้างความเชื่อมั่น ยกระดับมาตรฐานความมั่นใจเที่ยวไทยสู่จุดหมายปลายทางยอดนิยม

    ก.ท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. พันธมิตร ผนึกกำลังสร้างความเชื่อมั่น ยกระดับมาตรฐานความมั่นใจเที่ยวไทยสู่จุดหมายปลายทางยอดนิยม

    สังคม-สตรี

    ก.ท่องเที่ยวและกีฬา โดย ททท. พันธมิตร ผนึกกำลังสร้างความเชื่อมั่น ยกระดับมาตรฐานความมั่นใจเที่ยวไทยสู่จุดหมายปลายทางยอดนิยม

    วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.30 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    นายจักรพล ตั้งสุทธิธรรม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้านมาตรฐานความปลอดภัย เข้าร่วมกิจกรรมฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยว พร้อมเปิดตัวตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” ชี้ความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญของการเดินทาง

    ททท. ยืนยันเจตนารมณ์ในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยเน้น “ความปลอดภัย” เป็นหัวใจสำคัญของการเดินทาง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพและมาตรฐานบริการท่องเที่ยว เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มตลาดหลักที่มีศักยภาพสูงและมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจการท่องเที่ยวของประเทศไท

    สำหรับการจัดกิจกรรมฟื้นฟูความเชื่อมั่นในการเดินทางท่องเที่ยวและเปิดตัวตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” ประกอบด้วย เวทีเสวนามาตรการดูแลรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว โดยมี ททท. พร้อมผู้แทนจากหน่วยงานพันธมิตร อาทิ กรมการปกครอง กรมการท่องเที่ยว กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และกรมการขนส่งทางบก ร่วมนำเสนอแนวทางการดูแลและเสริมสร้างมาตรการความปลอดภัย ครอบคลุมทั้งด้านการบริหารจัดการ การกำกับดูแล และการบริการนักท่องเที่ยว พร้อมกันนี้ยังมีการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ด้านความปลอดภัยในการให้บริการรถโดยสารสาธารณะ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของระบบขนส่งนักท่องเที่ยว เพื่อยกระดับมาตรฐานบริการ และส่งมอบประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยที่มั่นใจและน่าประทับใจแก่นักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    โครงการ Trusted Thailand จะเปิดรับลงทะเบียนผู้ประกอบการภายในเดือนกันยายน 2568 นี้ บนเว็บไซต์ www.tourismthailand.org/trustedthailand และจะเผยแพร่รายชื่อสถานประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าถึงได้อย่างสะดวก โดยตราสัญลักษณ์ “Trusted Thailand” จะมอบให้กับสถานประกอบการที่ให้ความสำคัญกับ 4 มิติหลัก ได้แก่ 1) มาตรการรักษาความปลอดภัยทั่วไปสำหรับนักท่องเที่ยว เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด ระบบแจ้งเหตุฉุกเฉิน การวางแผนการจัดการพื้นที่อย่างปลอดภัย 2) มาตรการในการควบคุมความปลอดภัยในการชำระเงิน การเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มการเงินที่ปลอดภัยและเป็นที่ยอมรับในตลาดหลัก เช่น Alipay, WeChat Pay 3) การสื่อสารภาษาต่างประเทศ ความพร้อมของผู้ประกอบการต่อการดูแลนักท่องเที่ยวด้วยความเอาใจใส่และเป็นมืออาชีพ และ 4) ความปลอดภัยในการเดินทางเข้าถึง เส้นทางที่ปลอดภัยมีจุดที่ตั้งที่ชัดเจนสำหรับนักท่องเที่ยว การติดตั้งป้ายหรือจุดให้ข้อมูล การเชื่อมต่อกับระบบขนส่งสาธารณะอย่างปลอดภัย รวมถึงข้อมูลของสถานประกอบการที่ได้รับตราสัญลักษณ์ในรูปแบบ QR Code ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ 1672 Travel Buddy

    ททท.  มุ่งเน้นสร้างความเชื่อมั่น และความซื่อสัตย์ ปลอดภัย ได้มาตรฐาน เพื่อสร้างประสบการณ์การเดินทางตอบโจทย์นักท่องเที่ยว และนำไปสู่การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    #AmazingThailand
    #TrustedThailand

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/mobile/news/social/444111&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0W6uA7hrtsdTNXHYSEZW1K

  • การพัฒนา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน (SDG 8) – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    การพัฒนา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน (SDG 8) – สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์

    การพัฒนา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน (SDG 8)

    การพัฒนา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างยั่งยืน
    โดย รศ.ดร.ศรัณย์ ศานติศาสน์ คณะพัฒนาการเศรษฐกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

    สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) มุ่งมั่นขับเคลื่อนสู่การเป็นสถาบันสรรค์สร้างทางปัญญาของสังคม เพื่อสร้างผู้นำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับสากล ภายใต้ปรัชญา Wisdom for Sustainable Development ในเนื้อหาสาระวันนี้ จะมาพูดคุยถึงแนวทางการพัฒนาพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีความยั่งยืน โดยเน้นกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) โดยเฉพาะ SDG8: การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน การเพิ่มผลิตภาพ และการสร้างงานที่มีคุณค่า

    บริบทและศักยภาพของพื้นที่

    รศ.ดร.ศรัณย์ ศานติศาสน์ กล่าวถึงสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส) ว่ามีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามและมีวัฒนธรรมมลายู ทรัพยากรหลักของพื้นที่คือยางพารา ปาล์มน้ำมัน ผลไม้ และทรัพยากรทางทะเล แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ อุตสาหกรรมฮาลาล ซึ่งครอบคลุมทุกมิติของวิถีชีวิตชาวมุสลิม ตั้งแต่อาหาร เครื่องสำอาง ไปจนถึงการท่องเที่ยว เนื่องจากประชากรโลกมุสลิมมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสสำคัญในการส่งออกผลิตภัณฑ์ฮาลาลไปยังประเทศที่มีกำลังซื้อสูง เช่น กลุ่มตะวันออกกลาง มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก

    ความท้าทายในการพัฒนา

    แม้จะมีศักยภาพ แต่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเผชิญกับความท้าทายที่สำคัญ ได้แก่

    • ความยากจนและความเหลื่อมล้ำ: รายได้ต่อหัวประชากรต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศเกือบ 40% และมีครัวเรือนที่มีรายได้น้อยจำนวนมาก
    • ปัญหาความไม่สงบ: ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ทำให้ภาคเอกชนไม่กล้าเข้ามาลงทุน และยังส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบการศึกษาและสุขภาพ เนื่องจากบุคลากรไม่เพียงพอและโครงสร้างพื้นฐานได้รับความเสียหาย

    แนวทางการบูรณาการศาสนาและวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา

    รศ.ดร.ศรัณย์ มองว่านโยบายการพัฒนาที่ยั่งยืนในพื้นที่นี้ ควรบูรณาการหลักการทางศาสนาเข้าด้วยกัน โดยเฉพาะ:

    • การเงินอิสลาม: ระบบการเงินที่ไม่ใช้ดอกเบี้ย แต่ใช้หลักการแบ่งปันผลกำไร (profit sharing) และห้ามเกี่ยวข้องกับธุรกิจที่ผิดหลักศาสนา (เช่น แอลกอฮอล์ การพนัน) การส่งเสริมการเงินอิสลามจะช่วยดึงดูดเงินออมเข้าสู่ระบบและเป็นแหล่งเงินทุนให้กับธุรกิจขนาดเล็ก (SME)
    • ซะกาต (Zakat): การบริจาครายได้ส่วนหนึ่งให้กับผู้ยากไร้และผู้ขัดสนในแต่ละปี ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำและบรรเทาภาระของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาความยากจน

    การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์: การศึกษาและสุขภาพ

    การพัฒนาที่ยั่งยืนต้องเริ่มต้นจากรากฐานที่แข็งแกร่งของ ทุนมนุษย์ โดยเฉพาะในด้านการศึกษาและสุขภาพ ซึ่งพบว่ามีสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วง:

    • การศึกษา: เด็กในพื้นที่ต้องเรียนรู้สองภาษา (ไทยและมลายู) และสองสาย (สามัญและศาสนา) ควบคู่กันไป หากระบบการศึกษาไม่เหมาะสมจะกลายเป็นอุปสรรค นอกจากนี้ ปัญหาความไม่สงบยังส่งผลกระทบต่อทั้งอุปสงค์และอุปทานของการศึกษา ทำให้เยาวชนขาดโอกาส และบุคลากรทางการศึกษาไม่เพียงพอ งานวิจัยชี้ว่าเด็กใน 3 จังหวัดชายแดนมีปีการศึกษาเฉลี่ยต่ำกว่าพื้นที่อื่นในภาคใต้เกือบ 1 ปี
    • สุขภาพ: ประชากรประสบปัญหาโรคเรื้อรังสูงขึ้น การเข้าถึงระบบสาธารณสุขในพื้นที่ห่างไกลทำได้ยาก และมีปัญหาขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วย

    การสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนผ่านการมีส่วนร่วม

    สันติภาพเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องยอมรับใน อัตลักษณ์ และความหลากหลายทางศาสนา เชื้อชาติ และวัฒนธรรมในพื้นที่ โดยมองความแตกต่างให้เป็น โอกาส ไม่ใช่เป็นภัยคุกคาม

    การสร้างสันติภาพที่แท้จริงต้องมาจากการ เปิดพื้นที่ ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและออกแบบนโยบายตั้งแต่ต้น แทนที่จะถูกกำหนดจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว การทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพัฒนาจะช่วยสร้างความไว้ใจและนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะการให้โอกาสกับกลุ่มเปราะบาง เช่น เยาวชนที่ว่างงาน หรือผู้ที่ต้องออกจากระบบการศึกษา เพราะเมื่อพวกเขารู้สึกว่ามีคุณค่าและมีอนาคตในพื้นที่ โอกาสที่จะเข้าไปเกี่ยวข้องกับปัญหาความไม่สงบก็จะลดลง

    การลงทุน 4 ด้านที่สำคัญเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน:

    1. การพัฒนาทุนมนุษย์: เสริมสร้างทักษะการศึกษาและการฝึกอบรมที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจท้องถิ่น เช่น การแปรรูปสินค้าเกษตร และธุรกิจฮาลาล
    2. การลงทุนในเศรษฐกิจฐานราก: ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์และวิสาหกิจเพื่อสังคม (SE) ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของพื้นที่ เช่น งานหัตถกรรมและการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
    3. การสร้างพื้นที่สำหรับความโปร่งใสและการมีส่วนร่วม: เปิดเวทีให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย และสร้างหลักธรรมาภิบาลในการใช้ทรัพยากรภาครัฐ
    4. การให้ความสำคัญกับศาสนาและวัฒนธรรม: บูรณาการบริบททางศาสนาและวัฒนธรรมเข้ากับนโยบายการพัฒนาอย่างจริงจัง

    หากนโยบายการพัฒนาสามารถบูรณาการทุกมิติเข้าด้วยกัน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สันติภาพ และวัฒนธรรม โดยให้คนในพื้นที่ได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ก็จะสามารถนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ในที่สุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nida.ac.th/sustainable-development-southern-border-provinces/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3jobH30ha0P57nLSsyt3Ka