Blog

  • ตำรวจท่องเที่ยว ชูมาตรการความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นในเวทีอาเซียน-จีน

    ตำรวจท่องเที่ยว ชูมาตรการความปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นในเวทีอาเซียน-จีน

    วานนี้ (27 สิงหาคม) พล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รองผู้บัญชาการตำรวจท่องเที่ยว เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เป็นตัวแทนเข้าร่วมการเสวนา ASEAN-China Tourism Security and Safety Forum ที่เมืองย่างกุ้ง สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 24-27 สิงหาคม 2568

    การเสวนาครั้งนี้เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างประเทศในกลุ่มอาเซียนและจีน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและปลอดภัยด้านการท่องเที่ยว การอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และการประสานงานด้านสถิติการท่องเที่ยว โดยมีเป้าหมายร่วมกันในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว

    ในฐานะตัวแทน พล.ต.ต.พงษ์สยาม ได้นำเสนอมาตรการของตำรวจไทยในการดูแลความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว พร้อมทั้งตอบคำถามและข้อสงสัยจากผู้เข้าร่วม พร้อมทั้งประชาสัมพันธ์แอปพลิเคชัน Thailand Tourist Police และ Tourist Safety Operation Center (TSOC) ซึ่งเป็นช่องทางให้นักท่องเที่ยวสามารถแจ้งเหตุฉุกเฉินผ่านสายด่วนตำรวจท่องเที่ยว 1155 เพื่อสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยขณะท่องเที่ยวในประเทศไทย

    การเข้าร่วมเสวนาในครั้งนี้ถือเป็นมิติใหม่ในการสร้างความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยวของประเทศไทยในภูมิภาคอาเซียนและจีน โดยมีตัวแทนจากหลายประเทศเข้าร่วม เช่น จีน เมียนมา อินโดนีเซีย มาเลเซีย ลาว เวียดนาม กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และกลุ่มล้านช้าง-แม่โขง

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thai-tourist-police-safety-asean-china/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zY1GcN2fk67PtF00nxfEF

  • คังวอน แลนด์ เตรียมพลิกโฉม “กาสิโนรีสอร์ท” สู่ “Wellness Hub”

    คังวอน แลนด์ เตรียมพลิกโฉม “กาสิโนรีสอร์ท” สู่ “Wellness Hub”

    คังวอน แลนด์ พลิกเกมสู้ หวังรักษาจุดยืนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเกาหลีใต้! ผุดโปรเจกต์ “K-HIT” ปั้นกาสิโนรีสอร์ท High1 สู่ฮับสุขภาพ-กีฬาระดับโลก

    วงการกาสิโนและการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งสำคัญ หลังญี่ปุ่นเตรียมเปิดตัวอภิมหาโครงการรีสอร์ทครบวงจร (Integrated Resort – IR) “MGM Osaka” ซึ่งมีมูลค่ากว่า 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะกลายเป็นคู่แข่งที่น่าจับตามองในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

    ล่าสุด สมาคมการท่องเที่ยวกาสิโนและสมาคมการท่องเที่ยวของเกาหลีใต้ ได้เดินทางเยือนเมืองโอซาก้าเพื่อจัดเวทีเสวนา ประเมินผลกระทบ และเตรียมกลยุทธ์รับมือเป็นการเร่งด่วน

    โดยสื่อท้องถิ่น The Korea Bizwire รายงานว่า การเสวนาดังกล่าวได้รวบรวมเจ้าหน้าที่รัฐ นักวิชาการ และผู้เชี่ยวชาญกว่า 50 คน เพื่อร่วมกันวิเคราะห์แผนของญี่ปุ่นและหาแนวทางแก้ไข

    ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดคือการคาดการณ์ว่า MGM Osaka อาจดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ได้ถึง 7.6 ล้านคนต่อปี

    ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “คังวอน แลนด์” (Kangwon Land) กาสิโนเพียงแห่งเดียวที่อนุญาตให้คนเกาหลีเข้าใช้บริการ

    และยังกระทบต่อธุรกิจกาสิโนสำหรับชาวต่างชาติอีก 17 แห่ง ที่มีลูกค้าหลักเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงชาวญี่ปุ่น

    อย่างไรก็ตาม คังวอน แลนด์ ได้เตรียมแผนรับมือด้วยการประกาศปรับโฉมรีสอร์ท High1 ครั้งใหญ่ ภายใต้โครงการ “K-HIT” เพื่อยกระดับให้เป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพและการกีฬาระดับโลก

    นายชเว ชอล-กยู รักษาการซีอีโอของคังวอน แลนด์ กล่าวว่า

    “นี่คือบททดสอบครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมเรา เราจะใช้นวัตกรรมอย่างโครงการ K-HIT เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่น และรักษาจุดยืนของเกาหลีในเวทีรีสอร์ทครบวงจรระดับโลก”

    สำหรับโครงการ MGM Osaka มีกำหนดเปิดให้บริการราวปี 2030 โดยชูจุดเด่นการเป็นกาสิโนถูกกฎหมายแห่งแรกของญี่ปุ่น

    พร้อมด้วยโรงแรม 3 แบรนด์ รวมกว่า 2,500 ห้องพัก พื้นที่จัดประชุมและนิทรรศการ (MICE) ขนาดใหญ่ถึง 730,000 ตารางฟุต และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/729480&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AlZwtiLGHHYIcDKHX6T-l

  • เทรนด์เที่ยวเปลี่ยนไป เมื่อความยั่งยืนกลายเป็นภารกิจร่วมของนักเดินทางและชุมชน

    เทรนด์เที่ยวเปลี่ยนไป เมื่อความยั่งยืนกลายเป็นภารกิจร่วมของนักเดินทางและชุมชน

    ในโลกที่การเดินทางเป็นเรื่องง่ายและเข้าถึงได้มากขึ้น นักท่องเที่ยวจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “การเดินทางของฉตัวเองส่งผลกระทบอะไรกับที่ที่ไปบ้าง?” ล่าสุด รายงานการวิจัยปี 2025 จาก Booking.com ฉบับครบรอบ 10 ปี เผยกระแสความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่นไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ระยะสั้นอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “วิถีใหม่ของการท่องเที่ยว”

    นักท่องเที่ยวมองลึกกว่าแค่ธรรมชาติ

    นับเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปี ที่นักท่องเที่ยวมากกว่าครึ่ง (53%) จาก 32 ประเทศทั่วโลก ระบุว่าพวกเขาตระหนักถึงผลกระทบของการเดินทางที่มีต่อ “ชุมชนท้องถิ่น” ไม่ใช่แค่เรื่อง “สิ่งแวดล้อม” เท่านั้น ข้อมูลนี้สอดคล้องกับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีแนวโน้มใส่ใจชุมชนสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก โดย 68% ระบุว่าพวกเขาเห็นความสำคัญของผลกระทบทางสังคมที่อาจเกิดขึ้นจากการท่องเที่ยว

    ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวยุคใหม่ก็กำลังมองหาประสบการณ์แท้จริงที่สะท้อนวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของพื้นที่ เช่นเดียวกับที่พวกเขาต้องการให้ค่าใช้จ่ายของตนหมุนเวียนกลับสู่ชุมชน มากถึง 89% ของนักท่องเที่ยวชาวไทยระบุเช่นนี้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจที่ลึกซึ้งและยั่งยืนกว่าเดิม

    สองบทบาทในหนึ่งคน นักท่องเที่ยวก็เป็น “เจ้าบ้าน” เช่นกัน

    รายงานของ Booking.com ได้ตั้งคำถามเชิงลึกที่ไม่เพียงแต่สำรวจความคิดของนักเดินทางในฐานะผู้เยือน แต่ยังชวนให้พวกเขามองตัวเองในฐานะ “เจ้าบ้าน” หรือผู้อยู่อาศัยที่ต้องต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน มากกว่าครึ่งของผู้ตอบแบบสอบถาม (57%) มองว่าการท่องเที่ยวสร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่ของตน แต่ในขณะเดียวกัน พวกเขาก็ยอมรับว่าการท่องเที่ยวในบางรูปแบบก่อให้เกิดปัญหาหนัก เช่น การจราจรติดขัด (39%) ขยะล้นเมือง (41%) ความแออัด (31%) และค่าครองชีพที่สูงขึ้น (28%)

    แม้จะมีข้อกังวลเหล่านี้ มีเพียง 16% เท่านั้นที่เห็นว่าควรจำกัดจำนวนนักท่องเที่ยว จุดยืนที่น่าสนใจของคนส่วนใหญ่กลับอยู่ที่การเรียกร้องให้มี “การลงทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน” เช่น ระบบคมนาคม การจัดการขยะ และการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อให้ทั้งนักท่องเที่ยวและคนในพื้นที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล

    sustainability-over-the-past-10-years-how-have-travel-trends-changed-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ความยั่งยืนที่เปลี่ยนจาก “ความตั้งใจ” สู่ “ความปกติ”

    เมื่อมองย้อนกลับไปในปี 2016 มีเพียง 42% ของนักท่องเที่ยวที่ระบุว่าตนเองเดินทางอย่างยั่งยืน แต่ในปี 2025 ตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็น 93% ที่ระบุว่าต้องการและพยายามเดินทางอย่างยั่งยืนให้มากที่สุด พฤติกรรมที่เคยเป็นทางเลือก กลายเป็นมาตรฐานใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการปิดเครื่องปรับอากาศเมื่อออกจากที่พัก (พุ่งจาก 43% ในปี 2020 เป็น 67% ในปี 2023) หลีกเลี่ยงการเดินทางในช่วงไฮซีซัน (39%) หรือเลือกเยือนจุดหมายปลายทางทางเลือก (36%) เพื่อลดความแออัด

    ความยั่งยืนไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นอนาคตของการท่องเที่ยว

    รายงานปี 2025 ของ Booking.com สะท้อนอย่างชัดเจนว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงคำที่ถูกพูดถึงเฉพาะในวงการสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็นหัวใจหลักของประสบการณ์การเดินทางของคนรุ่นใหม่ และไม่ว่าจะปีไหนการท่องเที่ยวจะยังคงเป็นแรงผลักดันเศรษฐกิจและเครื่องมือเชื่อมโยงวัฒนธรรมจากทั่วโลก หากแต่จะต้องเป็นการท่องเที่ยวที่คำนึงถึงชุมชน ผู้คน และสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

    ทั้งหมดนี้ยังสะท้อนว่าการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เกิดจากนโยบายรัฐหรือโครงการขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่มาจาก “การตัดสินใจเล็กๆ” ของนักเดินทางแต่ละคน เช่น การเลือกเวลาเดินทาง การเคารพวิถีชีวิตท้องถิ่น หรือการสนับสนุนธุรกิจรายย่อย

    หากทุกคนร่วมมือกัน ไม่ว่าจะเป็นนักท่องเที่ยว ชาวบ้าน ผู้ประกอบการ หรือแพลตฟอร์มระดับโลก การเดินทางจะไม่ใช่แค่การไป “เยือน” แต่เป็นการ “มีส่วนร่วม” และ “ส่งต่อสิ่งดีๆ” ให้กับโลกใบนี้อย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/social/sustainability-over-the-past-10-years-how-have-travel-trends-changed&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vbe0R-OAFuRsYr3uqGDsr

  • “หมอเปรม“ ซัด ก.พ.-อว.ไร้มาตรฐานรับรองวุฒิต่างประเทศ ยื่นกระทู้ถามนายกฯจี้ตอบ 3 ข้อ ปมความไม่ชัดเจน

    “หมอเปรม“ ซัด ก.พ.-อว.ไร้มาตรฐานรับรองวุฒิต่างประเทศ ยื่นกระทู้ถามนายกฯจี้ตอบ 3 ข้อ ปมความไม่ชัดเจน


    “สว.เปรมศักดิ์” ซัด ”กพ.-อว.“ ไร้มาตรฐานรับรองวุฒิการศึกษาต่างประเทศ ยื่นกระทู้ถามนายกรัฐมนตรีจี้ตอบ 3 ข้อปมความไม่ชัดเจน

    ที่รัฐสภา นายแพทย์เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา เผย ได้ยื่นกระทู้ถามต่อประธานวุฒิสภาเพื่อนำส่งถึงนายกรัฐมนตรี เรื่อง “ปัญหาการรับรองคุณวุฒิจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการบรรจุและแต่งตั้งบุคลากรเข้ารับราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา” โดยกระทู้นี้ได้ลงเลขรับหนังสือที่ 7146

    นพ.เปรมศักดิ์ ระบุว่า ปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนในอำนาจหน้าที่ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (สป.อว.) ส่งผลให้ผู้สำเร็จการศึกษาจากต่างประเทศจำนวนมากไม่ได้รับสิทธิ์อย่างเป็นธรรม ทั้งที่ควรได้รับการพิจารณาตามมาตรฐานสากล

    นพ.เปรมศักดิ์ยกกรณี นายสืบพงษ์ ปราบใหญ่ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง ผู้สำเร็จการศึกษาปริญญาเอกจาก Pacific States University สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับการรับรองจาก Accrediting Council for Independent Colleges and Schools (ACICS) ว่าเป็นตัวอย่างชัดเจนของความไม่เป็นธรรม แม้เขาจะผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและบรรจุเป็นอาจารย์ตั้งแต่ปี 2554 แต่ภายหลังกลับถูกตรวจสอบซ้ำหลายเรื่อง และถูกถอดถอนตำแหน่งอธิการบดี พร้อมเพิกถอนตำแหน่งทางวิชาการ ทั้งที่กระทรวงการต่างประเทศยืนยันว่ามหาวิทยาลัยและหลักสูตรที่ศึกษาได้รับการรับรองตามมาตรฐานสากล

    “กรณีนี้ไม่เพียงสร้างความเสียหายต่อบุคคล แต่ยังสะท้อนว่าระบบการตรวจสอบวุฒิอาจถูกใช้เป็น เวทีเล่นงานคู่แข่งทางการเมือง ซึ่งบั่นทอนความน่าเชื่อถือของระบบราชการและวงการอุดมศึกษาไทย” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว

    กระทู้ดังกล่าวตั้งคำถามสำคัญต่อรัฐบาล 3 ประเด็น ได้แก่ 1.การกำหนดอำนาจหน้าที่ระหว่าง ก.พ. และ สป.อว. ให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการเลือกปฏิบัติและการใช้ดุลพินิจทางการเมือง 2.การจัดทำฐานข้อมูลกลางของสถาบันการศึกษาต่างประเทศและองค์กรรับรอง เพื่อให้การตรวจสอบโปร่งใส รวดเร็ว และเป็นมาตรฐานเดียวกัน และ 3.มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ พร้อมกลไกป้องกันไม่ให้เกิดการกลั่นแกล้งและเลือกปฏิบัติซ้ำ

    นพ.เปรมศักดิ์ย้ำว่า รัฐบาลต้องชี้แจงต่อสาธารณะผ่านราชกิจจานุเบกษา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าระบบการศึกษาไทยจะไม่ตกอยู่ภายใต้ เกมการเมืองหรือแรงต้านจากกลุ่มอำนาจเก่า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/34691&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0jTR6SFmdO2B6sAHOy3Guh

  • สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ผนึกกำลังต้านไซเบอร์เกาหลีเหนือ : อินโฟเควสท์

    สหรัฐฯ-ญี่ปุ่น-เกาหลีใต้ ผนึกกำลังต้านไซเบอร์เกาหลีเหนือ : อินโฟเควสท์

    สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ประกาศเดินหน้าความร่วมมือเข้มข้นเพื่อหยุดยั้งการที่เกาหลีเหนือใช้แรงงานด้านไอทีในต่างประเทศเพื่อหารายได้สนับสนุนโครงการพัฒนาอาวุธ พร้อมเตือนว่าปฏิบัติการของเกาหลีเหนือมีความซับซ้อนและยากต่อการตรวจจับมากขึ้นเรื่อย ๆ

    กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เผยแพร่แถลงการณ์ร่วมทั้งสามประเทศเมื่อวันพุธ (27 ส.ค.) ว่า โปรแกรมเมอร์ชาวเกาหลีเหนือมักปลอมตัวเป็นฟรีแลนซ์จากประเทศอื่น ใช้ชื่อและที่อยู่ปลอมในการรับงานจากบริษัทและองค์กรในหลายภูมิภาค รวมถึงอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชียตะวันออก

    นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่เผยว่า บางส่วนพึ่งพาเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) และผู้ประสานงานต่างชาติในการปกปิดตัวตน ขณะที่บางรายมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับกิจกรรมไซเบอร์โจมตี โดยเฉพาะในภาคบล็อกเชน

    แถลงการณ์ระบุว่า แรงงานเหล่านี้อาศัยความต้องการบุคลากรด้านไอทีขั้นสูงเพื่อแทรกตัวเข้าไปในตลาดงานฟรีแลนซ์ทั่วโลก แต่การจ้าง สนับสนุน หรือจ้างเหมาแรงงานเหล่านี้อาจสร้างความเสี่ยงร้ายแรง ตั้งแต่การถูกขโมยทรัพย์สินทางปัญญา ข้อมูล และเงินทุน ไปจนถึงความเสียหายด้านชื่อเสียงและผลทางกฎหมาย

    ทั้งนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือถูกกล่าวหาว่าใช้บุคลากรด้านไอทีในต่างแดนเพื่อก่อเหตุโจมตีไซเบอร์ต่อธนาคาร บริษัทเอกชน และหน่วยงานรัฐในเกาหลีใต้และที่อื่น ๆ เพื่อขโมยเงินและข้อมูลลับทางทหารและอุตสาหกรรม ซึ่งทักษะและวิธีการของพวกเขาก็พัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเสริมศักยภาพทางทหารและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นขึ้นกับรัสเซีย ซึ่งสร้างความกังวลต่อชาติตะวันตก

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/524935&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3oXYfL6XOByO71HPYT20Ul

  • ดร.ศุภวุฒิ ชี้ไทยพึ่งนำเข้าวัตถุดิบสูง ภาระเศรษฐกิจ 1.2 หมื่นล้าน

    ดร.ศุภวุฒิ ชี้ไทยพึ่งนำเข้าวัตถุดิบสูง ภาระเศรษฐกิจ 1.2 หมื่นล้าน

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กล่าวปาฐกถาเรื่อง พลวัตเศรษฐกิจโลกกับโจทย์ใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนา ในงานอนาคตเศรษฐกิจโลก-เศรษฐกิจสีเขียว จัดโดย สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (ITD) ถึงประเด็นด้านการเปิดเสรีด้านเกษตรและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ ถือเป็นโจทย์สำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต โดยมองว่าประเทศไทยกำลังเปลี่ยนผ่านจาก “ประเทศอุตสาหกรรมส่งออก” กว่า 80% มาสู่ “ประเทศที่ขับเคลื่อนด้วยอาหารและบริการด้านสุขภาพ”

    ดร.ศุภวุฒิ เปรียบเทียบกับประเทศจีนว่า แม้จะลงทุนมหาศาล แต่ยังคงขาดดุลการค้าอาหารต่อเนื่องและมากขึ้นในช่วง 20 ปีผ่านมา สะท้อนถึงความท้าทายด้าน Food Security ขณะที่ Made in China 2025 ไม่ได้บรรจุเรื่องอาหารไว้เป็นยุทธศาสตร์หลัก จะเน้นด้านเทคโนโลยี ซึ่งเปิดโอกาสให้ไทยสามารถยกระดับบทบาทในฐานะผู้จัดหาความมั่นคงทางอาหาร (Food Security Provider) ให้ภูมิภาคและจีนได้

    อุตสาหกรรมแปรรูปอารแข็งแกร่งแต่พึ่งพานำเข้าสูง

    ดร.ศุภวุฒิ ระบุว่า ปัญหาใหญ่ของไทยคือแม้จะมีอุตสาหกรรมแปรรูปอาหารเข้มแข็ง แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจำนวนมากเพื่อเลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ความต้องการใช้ปีละ 8.5–9 ล้านตัน แต่ผลิตได้ไม่ถึง 5 ล้านตัน ทำให้ต้องนำเข้า 4–5 ล้านตัน และต้นทุนการผลิตสูงกว่าประเทศอื่นอย่างสหรัฐฯ มาก ส่งผลให้ราคาอาหารสัตว์แพง และสร้างภาระทางเศรษฐกิจรวมกว่า 12,000 ล้านบาทต่อปีซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงเกินไป 

    การเปิดเสรีนำเข้าที่อเมริกามากดดันต้องพยายามยอมรับสภาพ เปิดไปเลย อย่างกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ ก็เคยสะท้อนว่า หากเปิดเสรีให้นำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ได้มากขึ้น จะสามารถขยายกำลังการผลิตได้อีก 20–30% ซึ่งจะช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ แต่การดำเนินการไม่ง่ายเพราะติดผลประโยชน์ทับซ้อนหลายฝ่าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/729484&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DSzExzntGb94k90aUQgpw

  • งานประจำกำลังหายไป? สะท้อนเศรษฐกิจไทยเปราะบาง

    งานประจำกำลังหายไป? สะท้อนเศรษฐกิจไทยเปราะบาง

    เศรษฐกิจ

    งานประจำกำลังหายไป? สะท้อนเศรษฐกิจไทยเปราะบาง

    28 ส.ค. 2025 เวลา 7:00 น.

    ในยุคที่เศรษฐกิจโลกเต็มไปด้วยความผันผวน ภูมิทัศน์ของตลาดแรงงานไทยกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่ที่เต็มไปด้วยความยืดหยุ่นแต่แฝงไว้ด้วยความเปราะบาง ข้อมูลจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนถึงการปรับตัวครั้งใหญ่ของภาคธุรกิจ

        โดยจำนวนการจ้างงานแบบไม่มั่นคง เช่น พนักงานสัญญาจ้าง พาร์ตไทม์ และชั่วคราว ได้พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตัวเลขที่สะท้อนจากสถิตินี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทรนด์ชั่วคราว แต่เป็นภาพสะท้อนถึงการปรับตัวของภาคธุรกิจเพื่อลดความเสี่ยงและเพิ่มความคล่องตัวในสภาวะที่เศรษฐกิจเติบโตช้า ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงในชีวิตของแรงงานจำนวนมหาศาล
        การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการจ้างงานนี้มาจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่บีบบังคับให้องค์กรต้องหาทางลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน และการก้าวเข้ามาของเทคโนโลยีที่พลิกโฉมวิธีการทำงานให้สามารถทำได้จากทุกที่ทุกเวลา นำไปสู่การเติบโตของเศรษฐกิจที่เน้นการจ้างงานอิสระ หรือ Gig Economy รวมทั้งการปรับโครงสร้างองค์กรผ่านโครงการเกษียณอายุก่อนกำหนดสำหรับพนักงานที่อายุ 45 ปีขึ้นไป และรับแรงงานรุ่นใหม่ที่มีค่าจ้างและต้นทุนที่ต่ำกว่า เข้าไปทดแทน ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่ายุคของการทำงานแบบ “ตลอดชีวิต” ในองค์กรเดียวอาจกำลังจะสิ้นสุดลง

        การเปลี่ยนแปลงนี้กระทบความมั่นคงในชีวิตแรงงานไทยขาดความมั่นคงในอาชีพความไม่แน่นอนของรายได้ความไม่ครอบคลุมของสิทธิประโยชน์ทางกฎหมาย และกำลังกลายเป็นความเสี่ยงหลักที่แรงงานต้องเผชิญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มแรงงานวัยกลางคนที่ถูกออกจากระบบก่อนกำหนด พวกเขาต้องเผชิญกับคำถามสำคัญที่ว่าเงินก้อนสุดท้ายที่ได้รับจะเพียงพอต่อการยังชีพไปจนถึงวัย 70-80 ปีได้หรือไม่ การไม่มีหลักประกันที่มั่นคงในระยะยาว ทำให้แรงงานกลุ่มนี้จำเป็นต้องเร่งปรับตัวและมองหาช่องทางใหม่ๆ ในการสร้างรายได้เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต
        เพื่อให้อยู่รอดได้ในสถานการณ์ที่การจ้างงานแบบมั่นคงกำลังจะสิ้นสุดลงแรงงานทุกคนจึงต้องตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มพูนทักษะเดิม (Upskilling) และการเรียนรู้ทักษะใหม่ (Reskilling) โดยเฉพาะด้านดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่คือหัวใจสำคัญในการเพิ่มมูลค่าให้กับตนเองและรักษาความสามารถในการแข่งขันในตลาดแรงงานการวางแผนทางการเงินอย่างรอบคอบ การสร้างรายได้หลายทาง และการมองหาโอกาสในการเป็นผู้ประกอบการรายย่อย ก็เป็นอีกหนึ่งแนวทางในการสร้างความมั่นคงและอิสรภาพทางการเงินในยุคที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ

        จริงๆ แล้วการจ้างงานรูปแบบใหม่นี้จึงเป็นกระจกสะท้อนสภาวะทางเศรษฐกิจของประเทศไทยที่เปราะบางและเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลควรมีนโยบายที่ชัดเจนในการคุ้มครองแรงงานที่อยู่ในรูปแบบการจ้างงานใหม่นี้ และสนับสนุนการฝึกอบรมเพื่อพัฒนาทักษะที่ตอบโจทย์ตลาดภาคธุรกิจควรให้ความสำคัญกับการลงทุนในบุคลากรและสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้ประเทศไทยเปลี่ยนวิกฤตความไม่มั่นคงนี้ให้กลายเป็นโอกาสในการสร้างอนาคตการทำงานที่แข็งแกร่งและยั่งยืนสำหรับทุกคนได้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/business/economic/1196134&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qt5BWb335VonMe1UB_QL8

  • แบงก์ชาติเกาหลีใต้เพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้เป็น 0.9% หลังการบริโภคฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    แบงก์ชาติเกาหลีใต้เพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจปีนี้เป็น 0.9% หลังการบริโภคฟื้นตัว : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกลางเกาหลีใต้ (BOK) ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจในปี 2568 สู่ระดับ 0.9% จากระดับ 0.8% ที่คาดการณ์ไว้ในเดือนพ.ค. หลังมีสัญญาณบ่งชี้ว่าการอุปโภคบริโภคฟื้นตัว โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากงบประมาณเพิ่มเติมของรัฐบาล

    นอกจากนี้ BOK ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจหลังจากรัฐบาลเกาหลีใต้สามารถบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าเป็นปัจจัยที่ช่วยปกป้องเศรษฐกิจเกาหลีใต้จากการเผชิญวิกฤตการณ์ที่รุนแรงที่สุด

    ประธานาธิบดีอี แจ-มยอง ผู้นำเกาหลีใต้ ได้เข้าพบกับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาวเมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ ซึ่งนำไปสู่การทำข้อตกลงหลายฉบับระหว่างสองประเทศ ซึ่งรวมถึงการที่บริษัทเกาหลีใต้ให้คำมั่นว่าจะลงทุนมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ในสหรัฐฯ ตลอดจนการซื้อเครื่องบินมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 5 หมื่นล้านดอลลาร์โดยสายการบินโคเรียนแอร์ (Korean Air) และความร่วมมือในด้านต่าง ๆ เช่น การต่อเรือและพลังงาน

    ตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจของ BOK อยู่ในระดับสูงกว่าที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ((IMF) คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจเกาหลีใต้จะขยายตัว 0.8% ในปี 2568 แต่ยังต่ำกว่าที่องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) คาดการณ์ว่าจะขยายตัว 1%

    ขณะเดียวกัน BOK คาดการณ์ว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในปี 2568 จะอยู่ที่ระดับ 2% ในปีนี้ และ 1.9% ในปีหน้า

    ส่วนในการประชุมวันนี้ คณะกรรมการ BOK มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 2.5% ซึ่งเป็นการคงดอกเบี้ยติดต่อกันครั้งที่ 2 เพื่อให้แน่ใจว่าสถานการณ์ด้านการเงินภายในประเทศยังคงมีเสถียรภาพ ท่ามกลางความวิตกกังวลเกี่ยวกับราคาที่อยู่อาศัยและหนี้ภาคครัวเรือนที่ปรับตัวสูงขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (28 ส.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/524913&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0lTLDUBBPtzw1FdZmZhMPX

  • ห้างเซ็นทรัลปลุกท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง ดึงต่างชาติช็อปไฮซีซัน

    ห้างเซ็นทรัลปลุกท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง ดึงต่างชาติช็อปไฮซีซัน

    ห้างเซ็นทรัลปลุกท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง ดึงต่างชาติช็อปไฮซีซัน

    Date Time: 28 ส.ค. 2568 06:36 น.

    Summary

    ห้างเซ็นทรัลเดินหน้าหนุนการท่องเที่ยวครึ่งปีหลัง ซึ่งตรงกับไฮซีซันของไทย โดยเฉพาะตลาดยุโรปและตะวันออกกลางที่มีการจองทริปเพิ่มต่อเนื่อง สอดรับกับการจับจ่ายในห้างที่คึกคัก

    Latest


    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าห้างเซ็นทรัลชิดลมและเซ็นทรัล แอท เซ็นทรัลเวิลด์ จับมือพันธมิตร 72 แบรนด์ เปิดแคมเปญ “Shop & Win” ตั้งแต่วันนี้ถึง 8 ต.ค. มอบสิทธิพิเศษกว่า 30,000 รายการ เพื่อสร้างประสบการณ์ช็อปปิ้งระดับเวิลด์คลาส พร้อมเสริมบทบาทเซ็นทรัลในฐานะแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืน ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งตรงกับฤดูร้อนของหลายประเทศทั่วโลกและถือเป็นไฮซีซันของการท่องเที่ยวในไทย โดยรายงานจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  ระบุว่า ตั้งแต่ไตรมาส 3 เป็นต้นไป แนวโน้มการจองล่วงหน้า (Forward Booking) ขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเดือนก.ค.ถึงก.ย. (Summer Slot) ที่ได้รับความนิยมสูงจากตลาดยุโรปและตะวันออกกลาง สอดคล้องกับการเติบโตของนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจับจ่ายในห้างเซ็นทรัล

        ผู้บริหารเซ็นทรัลระบุว่า การเดินหน้าจัดกิจกรรมครั้งนี้เป็นการสร้างประสบการณ์การช้อปปิงที่เหนือความคาดหมาย และตอกย้ำบทบาทของเซ็นทรัลในฐานะ “แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจการท่องเที่ยว” ของประเทศ ทั้งในด้านการดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและการสร้างคุณค่าให้กับธุรกิจท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2879147&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ad3hteb7XOGZm–G98JWJ

  • ประชาชนขอโอกาส ใช้รถไฟฟ้า 20 บาท ความหวังผู้มีรายได้น้อย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ประชาชนขอโอกาส ใช้รถไฟฟ้า 20 บาท ความหวังผู้มีรายได้น้อย – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ภาคประชาชนขอโอกาส ใช้รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ความหวังผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างเท่าเทียม ลดปัญหาสุขภาพระยะยาว เรียกร้องขยายโมเดลสู่คนต่างจังหวัด สภาผู้บริโภคเผยผลวิจัยหลายโมเดลยืนยันทำได้และยั่งยืน

    ตัวแทนภาคประชาชนและผู้มีรายได้น้อย ประสานเสียงขอโอกาสใช้บริการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เผยทุกวันนี้ค่าใช้จ่ายเดินทางสูงมาก ต้องทนขึ้นรถเมล์ฝ่ารถติด 4 ชั่วโมง ขณะที่ผลวิจัยของสภาผู้บริโภคศึกษากรณีรถไฟฟ้าสายสีเขียว ยืนยันว่ารถไฟฟ้า 20 บาททำได้ และเสนอ 4 ทางเลือกในการบริหารจัดการหลังสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน คือ ต่อสัญญากับรายเดิม เปิดประมูลใหม่ ให้กรุงเทพมหานคร (กทม.) บริหารเอง หรือโอนให้คมนาคม โดยทุกโมเดลมีความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์และสังคม สามารถเพิ่มความสุขและสุขภาพที่ดีให้ประชาชนในระยะยาว

    สุจิน รุ่งสว่าง ตัวแทนผู้บริโภค จากศูนย์คุ้มครองแรงงานนอกระบบกทม. กล่าวว่า ทุกวันนี้อาศัยอยู่ในย่านลาดกระบัง หากต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ต้องเสียค่าใชจ่ายในการเดินทางไม่ต่ำกว่า 300 บาท ส่วนตัวได้ขับเคลื่อนสนับสนุนโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายมานาน เพราะอยากมีโอกาสได้ใช้รถไฟฟ้าในราคาถูกที่ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงได้ และอยากให้มีระบบตั๋วร่วม ซึ่งวันนี้การเดินทางในระบบไฟฟ้าต้องใช้บัตรถึง 4 ใบ สำหรับตัวเองที่เป็นผู้สูงอายุแล้ว ทำให้เกิดความสับสนอย่างมาก

    “เราขับเคลื่อนรถไฟฟ้า 20 บาทมานาน เพราะอยากมีโอกาสได้ใช้บ้าง โดยเฉพาะผู้มีรายได้น้อย ทุกวันนี้ ลูก หลานที่เป็นวัยทำงาน ต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 เพื่อเดินทางเข้าไปทำงานในกรุงเทพฯ ชั้นใน ใช้เวลาหลายชั่วโมงในการเดินทางไป กลับ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ เพราะนอนน้อย สุดท้ายก็จะเป็นภาระงบประมาณรายจ่ายของภาครัฐในการดูแลสุขภาพของประชาชนผ่านบัตรทอง ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้ให้บริการรายเดิม หรือรายใหม่ จะเป็นใครก็ได้ แต่ขอให้มีโอกาสได้ใช้รถไฟฟ้าบ้าง” นางสุจินกล่าว

    สุกัญญา คงอำพัน กล่าวเช่นเดียวกันว่า แม้วันนี้จะเกษียณแล้ว แต่ตอนวัยทำงาน ค่าใช้จ่ายในการเดินทางสูงมาก โดยเฉพาะรถไฟฟ้ามีราคาแพงมาก มีเงินไม่ถึง 200 บาท ไม่ต้องคิดเดินทางออกจากบ้าน หรือถ้าจำเป็นต้องไป ก็ต้องอดข้าว อดน้ำ เพื่อเก็บไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ดังนั้นโครงการรถไฟฟ้า 20 บาท ตลอดสาย ถือเป็นความหวังของคนกรุงเทพฯ รวมถึงคนที่เข้ามาทำงานในเมืองหลวง เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดได้ อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาดำเนินการเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุดจากระบบขนส่งมวลชน

    ด้านบูรพา เล็กล้วนงาม ตัวแทนผู้บริโภคอีกราย ได้แสดงความเห็นว่า ระบบขนส่งมวลชน ถือเป็นบริการสาธารณะ อยากคิดถึงเรื่องความคุ้มค่า รัฐต้องมีเงินอุดหนุน และทำให้รถไฟฟ้า ซึ่งเป็นบริการสาธารณะเช่นเดียวกับรถเมล์ที่ทำให้ทุกคนใช้ได้จริง มีราคาที่แตะต้องได้ รวมถึงมีระบบเชื่อมต่อระหว่างบริการรถสาธารณะต่าง ๆ เพื่อให้การเดินทางสะดวก

    “ทุกวันนี้ คนทำงาน ไม่มีใครอยากไปนั่งรถเล่น ๆ ทุกคนที่ออกไปทำงานใช้บริการรถสาธารณะก็เพื่อทำให้ธุรกิจเติบโต ค่าเดินทางไม่ควรเกิน 10% ของค่าแรง หรืออยู่ที่ 40 – 50 บาท แต่ถ้าจะทำให้คนธรรมดา ๆ นั่งได้ 20 บาทยังแพงไปเลย อยากให้ภาครัฐและภาคธุรกิจต้องคิดถึงต้นทุนที่คนยาก คนจนต้องเสียในการเดินทางมาทำงานเพื่อให้ธุรกิจเติบโต ทั้งค่าเสียโอกาสในการอยู่กับครอบครัว ดังนั้นจะตีโจทย์แค่เรื่องต้นทุนในสัญญา สัมปทานอย่างเดียวคงไม่พอ” นายบูรพากล่าว

    เสนอโยกงบทางด่วนอุดหนุน

    สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคสนับสนุนให้มีบริการขนส่งสาธารณะที่ประชาชนขึ้นได้ทุกวัน โดยเฉพาะรถไฟฟ้าที่อยากเห็นค่าบริการไม่เกิน 10% ของค่าแรงขั้นต่ำ ที่ผ่านมาสภาผู้บริโภคได้ผลักดันนโยบายร่วมกับองค์กรสมาชิกใน 58 จังหวัดทั่วประเทศ ให้ประชาชนสามารถเดินออกจากบ้านไม่เกิน 500 เมตร พบกับขนส่งสาธารณะได้ ซึ่งหลายจังหวัดได้เริ่มทำแล้ว เช่น ลำพูน ภูเก็ต ที่ภูเก็ต มีการซื้อรถอีวี 20 คันเพื่อบริการฟรีแก่เด็กนักเรียน และผู้สูงอายุ ถือเป็นทิศทางที่สำคัญในการสนับสนุนการเดินทางของประชาชนอย่างเท่าเทียม

    “สำหรับโครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย รัฐบาลกำลังไม่มีทางออก ติดขัดในเรื่องงบกลางที่ไม่สามารถนำมาใช้ในโครงการได้ เป็นไปได้หรือไม่ที่จะแปลงจากงบซ่อม สร้างถนน หรืองบก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้น ซึ่งเป็นเงินกว่า 34,000 ล้านบาท มองว่าไม่จำเป็นและไม่สามารถแก้ปัญหารถติดได้ จะดีกว่าไหมหากนำมาใช้ในโครงการรถไฟฟ้า 20 บาท ซึ่งจะช่วยลดปัญหามลพิษ PM 2.5 และอยากเรียกร้องให้ภาคเอกชนมาทำงานร่วมกัน ยืนยันว่าการทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภค ของสภาผู้บริโภค ถือเป็นผลดีกับภาคเอกชน และอยากเห็นภาคธุรกิจหันมาให้ความสำคัญกับการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้ธุรกิจเข้มแข็งมากขึ้น และสามารถแข่งขันได้ อยากให้ทุกคนมาช่วยแก้ปัญหา อย่างกรณีสายสีเขียว ไม่อยากให้ภาระตกอยู่กับผู้บริโภค” นางสาวสารีกล่าว

    นอกจากนี้ พรรคการเมืองต่าง ๆ ตอนหาเสียงทุกพรรคมีนโยบายเรื่องค่าโดยสารรถไฟฟ้าอย่างชัดเจน พรรคเพื่อไทยพูดเรื่อง 20 บาทอย่างชัดเจน พรรคประชาธิปัตย์เสนอ 50 บาทใช้ได้ตลอดวัน เดินทางกี่เที่ยวก็ได้ พรรคภูมิใจไทยเสนอ 40 บาทต่อวันสามารถเดินทางได้ทั้งรถไฟฟ้า เรือ พรรคก้าวไกลเสนอรถไฟฟ้า 15 บาท และก่อนหน้านี้ผลการศึกษาของกระทรวงคมนาคมออกมาแล้วว่าหากลดราคารถไฟฟ้าเหลือ 25 บาท กทม.ยังมีกำไร 32,000 ล้านบาท ซึ่งในแง่งบประมาณยังมีภาษีรถยนต์ที่กทม.มีรายได้ปีละ 16,000 ล้านบาท สามารถนำมาใช้ได้

    “ประเทศเราไม่ได้มีปัญหาเรื่องงบประมาณ ปัญหาคือการบริหารจัดการ และการจัดลำดับความสำคัญของการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน เช่น การก่อสร้างทางด่วน 2 ชั้น ไม่สามารถแก้รถติดได้ ยิ่งสร้างถนน ยิ่งรถติด ดังนั้นพรรคการเมืองทุกพรรคที่มีนโยบายต้องเข้ามาสนับสนุนให้โครงการนี้เดินหน้าต่อไปได้ และขยายไปสู่ต่างจังหวัด เพื่อให้มีบริการขนส่งสาธารณะที่ทุกคนขึ้นได้ทุกวัน” สารีกล่าว

    เสนอ 4 ทางออกแก้รถไฟฟ้าสีเขียว

    ทั้งนี้ สำหรับผลโครงการศึกษารูปแบบและเงื่อนไขสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้ากรณีรถไฟฟ้าสายสีเขียวและกรุงเทพมหานคร ที่สภาผู้บริโภคร่วมกับศูนย์กฎหมายศรีปทุม มหาวิทยาลัยศรีปทุม ได้สรุปผลศึกษาเบื้องต้นในการแก้ปัญหากรณีรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งมีความเป็นไปได้ 4 แนวทาง คือ 1. ต่อสัญญาให้ผู้บริการรายเดิม 2. เปิดประมูลหาผู้บริการรายใหม่ 3. ให้กทม.บริหารเอง และ 4. โอนภารกิจการบริหารให้กระทรวงคมนาคม โดยทั้ง 4 ทางเลือกมีข้อดี ข้อเสีย เช่น

    1. ต่อสัญญาให้ผู้บริการรายเดิม ข้อดี คือความต่อเนื่อง มีประสบการณ์ และประหยัดต้นทุน ข้อเสีย คือขาดโอกาสการพัฒนา มีข้อกังวลเรื่องความโปร่งใส และความเป็นไม่ธรรม
    2. เปิดประมูลหาผู้บริการรายใหม่ ข้อดี คือมีการแข่งขัน ทำให้มีเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการให้บริการ ข้อเสีย คือต้นทุนสูง ใช้เวลานานและมีความเสี่ยงในเรื่องการเปลี่ยนผ่าน และอาจถูกฟ้องร้องโดยผู้ประกอบการรายเดิม
    3. ให้กทม.บริหารเอง ข้อดี สามารถกำหนดนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน ข้อเสีย ขาดความเชี่ยวชาญ ต้องแบกรับต้นทุนและความเสี่ยงทั้งหมด
    4. โอนภารกิจการบริหารให้กระทรวงคมนาคม กรณีนี้ยังไม่มีโมเดลเทียบเคียงที่ชัดเจน แต่จากการศึกษาในต่างประเทศ ส่วนใหญ่จะเป็นการโอนภารกิจให้หน่วยงานเฉพาะที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เช่น ที่ออสเตรเลีย เป็นต้น

    นอกจากนี้ ผลการศึกษายังวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในทางเศรษฐศาสตร์ กรณีรถไฟฟ้าสายสีเขียว ไม่ว่าจะใช้ทางเลือกใด ภายใต้การตั้งราคา 20 หรือ 25 บาทตลอดสายมีความเป็นไปได้ และคาดว่าจะมีผู้โดยสารเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 30% ถือว่าสามารถดำเนินการได้ และยังเพิ่มความคุ้มค่าทางสังคม ทั้งการประหยัดเวลาในการเดินทาง ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

    ด้าน ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองผู้ว่ากทม. กล่าวว่า เห็นด้วยหากจะทำให้อัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้าลดลง จะเป็น 20 บาท หรืออาจจะลดลงกว่านี้ก็ได้ แต่อยากให้พิจารณาให้เหมาะสม รอบด้าน มีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง และมีความยั่งยืน

    ขณะที่ จุฑาพงศ์ แซ่ตั้ง เจ้าของเพจ Render Thailand กล่าวว่า สำหรับกรณีรถไฟฟ้าสายสีเขียว ไม่ว่าจะหมดสัญญาปี 2572 หรือ 2585 ในแง่ของผู้ใช้บริการ ไม่ควรต่อสัญญาให้กับผู้ประกอบการรายเดิม เพราะการทำสัญญา สัมปทานมีช่องโหว่ และให้สิทธิกับเอกชนอย่างมาก อยากให้กทม.ประมูล หรือจัดหาผู้เดินรถรายใหม่ และการบริหารจัดการควรเป็นการตัดสินใจของกทม. ไม่ใช่ให้กระทรวงมหาดไทยตัดสินใจ

    “เมื่อหมดสัญญาไม่ควรไปต่อ เพราะรายเดิมมีปัญหาเยอะมาก ปัจจุบันร้านค้าต่าง ๆ บนสถานีรถไฟฟ้า รวมถึงโฆษณาตามป้ายบอกทางต่าง ๆ มีเยอะมาก กระทบการรับรู้ข้อมูลของคนเดินทาง ควรรีเซ็ตใหม่ เห็นด้วยว่าจะมีการโอนให้รฟม.หรือคมนาคม หากบริหารได้สำเร็จจะเป็นโมเดลขยายไปต่างจังหวัดได้” จุฑาพงศ์กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/27082568_greenline_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_ok9VE8xDGKgzzbsE2RwA