Blog

  • เด็กกัมพูชาควรได้สิทธิในการเรียน ตามหลักการศึกษาเพื่อปวงชน ที่รัฐรับรองในปี 48 –

    เด็กกัมพูชาควรได้สิทธิในการเรียน ตามหลักการศึกษาเพื่อปวงชน ที่รัฐรับรองในปี 48 –

    สภาผู้บริโภคแถลงการณ์ กรณีเด็กกัมพูชาอายุ 13 ปี ถูกจับในโรงเรียนเพราะไร้เอกสารสัญชาติ ย้ำขอให้รัฐบาลคุ้มครองสิทธิเด็กและสิทธิในการศึกษา ยืนยันเด็กทุกคนในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือสถานะทางทะเบียนอย่างไร ต้องไม่ถูกกีดกันออกจากระบบการศึกษา ตามหลักการศึกษาเพื่อปวงชน

    วันที่ 28 สิงหาคม 2568 คณะอนุกรรมการด้านการศึกษา สภาผู้บริโภค ออกแถลงการณ์ย้ำว่า สิทธิในการศึกษาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กทุกคนในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือสถานะทางทะเบียนใดก็ตาม ต้องไม่ถูกกีดกันออกจากระบบการศึกษา

    กรณีล่าสุด นักเรียนชาวกัมพูชา อายุ 13 ปี ที่เติบโตในประเทศไทย ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมในโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.สุรินทร์ ฐานเป็นบุคคลต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมาย และอยู่ระหว่างการส่งตัวกลับประเทศ ได้สร้างความห่วงกังวลต่อสิทธิในการศึกษา ความปลอดภัย และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของเด็ก

    เด็กนักเรียนรายนี้ใช้ชีวิตไม่ต่างจากนักเรียนไทยทั่วไป เพียงแต่ไม่มีเอกสารสัญชาติไทยที่สมบูรณ์ โดยมีเพียงใบเกิดและรหัสนักเรียน G ซึ่งเป็นระบบที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อให้เด็กไร้สัญชาติและเด็กข้ามชาติสามารถเข้าถึงสิทธิการศึกษาได้

    ข้อมูลจากกระทรวงศึกษาธิการ รหัส G-Code เป็นรหัสประจำตัวนักเรียนที่กำหนดโดยกระทรวงศึกษาธิการของประเทศไทยที่เริ่มใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ.2548 เพื่อใช้สำหรับเด็กที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนราษฎร เช่น เด็กที่เป็นบุคคลต่างด้าว เด็กไร้สัญชาติ หรือเด็กที่ไม่มีเอกสารประจำตัวตามกฎหมาย เช่น สูติบัตร หรือบัตรประจำตัวประชาชน

    พร้อมย้ำว่า ประเทศไทยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2548 เรื่อง “การศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All)” ที่ยืนยันสิทธิของเด็กทุกคนในประเทศไทย ไม่ว่าจะมีสัญชาติหรือสถานะทางทะเบียนอย่างไร ต้องไม่ถูกกีดกันออกจากระบบการศึกษา ขณะเดียวกัน ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) ซึ่งกำหนดให้รัฐภาคีคุ้มครองสิทธิเด็ก 4 ด้าน ได้แก่ สิทธิในการมีชีวิต สิทธิในการได้รับการคุ้มครอง สิทธิในการพัฒนา และสิทธิในการมีส่วนร่วม โดยมีหลักสำคัญคือ การไม่เลือกปฏิบัติ และการคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของเด็ก

    จากกรณีนี้ สภาผู้บริโภคมีข้อเรียกร้องต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดังนี้

    1. ขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานความมั่นคง ปฏิบัติการภายใต้หลักการคุ้มครองสิทธิเด็กเป็นสำคัญ ไม่ควรนำเด็กไปอยู่ในห้องกักขังเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ และควรแจ้งหน่วยงานด้านสังคมสงเคราะห์เข้ามาดูแลทันที 
    2. ขอให้กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประสานการแก้ไขสถานะของนักเรียนตามหลักกฎหมาย เพื่อให้เด็กได้รับการศึกษาตามสิทธิที่สมควรได้รับ

    อย่างไรก็ตาม สภาผู้บริโภคตระหนักดีว่าการบังคับใช้กฎหมายด้านคนเข้าเมืองเป็นสิ่งจำเป็น แต่ยืนยันว่าในทุกกรณีที่เกี่ยวข้องกับเด็ก จะต้องยึดหลักประโยชน์สูงสุดของเด็กและการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนเป็นสำคัญ สภาผู้บริโภคจึงเรียกร้องให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งพิจารณาหาทางออกที่เหมาะสม เพื่อให้เด็กคนนี้ และเด็กไร้สัญชาติคนอื่น ๆ ได้มีโอกาสเรียนต่อไปอย่างปลอดภัยและมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/education-for-all/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1qvQAj0_PTBHF90gfaW0wn

  • บอร์ดอีอีซี จ่อเพิ่มพื้นที่ ‘จังหวัดปราจีนบุรี’ ดึงลงทุน สรุปผลจบ ก.ย. 68 นี้

    บอร์ดอีอีซี จ่อเพิ่มพื้นที่ ‘จังหวัดปราจีนบุรี’ ดึงลงทุน สรุปผลจบ ก.ย. 68 นี้

    วันนี้ (28 สิงหาคม 2568) นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) โดยมี นายจุฬา สุขมานพ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) เป็นเลขานุการ ซึ่งที่ประชุม กพอ. ได้รับทราบการศึกษาความเหมาะสมในการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก อีก 1 จังหวัด

    สำหรับการศึกษาความเหมาะสมในการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เป็นผลมาจาก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้เข้าหารือข้อเสนอทางเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อเสนอแนะเร่งด่วน คือ การเพิ่มจังหวัดปราจีนบุรีเป็นอีก 1 จังหวัด ที่จะรวมอยู่ในพื้นที่อีอีซี 

    ปัจจุบัน สกพอ. อยู่ระหว่างการศึกษาถึงความเหมาะสม และศักยภาพของพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ในการขยายเป็นพื้นที่อีอีซี ให้ครอบคลุมทุกมิติทั้งศักยภาพ โอกาส และแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงศึกษาประมาณการความต้องการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการกำหนดบทบาทของจังหวัดปราจีนบุรี ที่จะเชื่อมโยงกับพื้นที่อีอีซี และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2568 

    โดยขั้นตอนการดำเนินงานต่อไป สกพอ. จะนำผลการศึกษาฯ เสนอต่อ กพอ. เพื่อพิจารณา ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทราบ ทั้งนี้ หากเห็นชอบให้มีการขยายพื้นที่ดังกล่าว สกพอ. จะจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (เพิ่มเติม) เพื่อเสนอ กพอ. และ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศราชกิจจานุเบกษา ต่อไป

    การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) วันนี้ จ่อขยายพื้นที่ไปจังหวัดปราจีนบุรี

    ประกาศเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่ม 5 แห่ง

    ทั้งนี้ที่ประชุมยังเห็นชอบการประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม จำนวน 5 แห่ง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) 

    กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน โดย บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด เสนอคำขอจัดตั้งฯ เนื้อที่ประมาณ 215 ไร่ บริเวณตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวสุขภาพ การเกษตรและการแปรรูปอาหาร คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 6,960 ล้านบาท 

    รวมทั้งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในชุมชน เป็นศูนย์การเรียนรู้กาแฟไทย และการผลิตกาแฟส่งเสริมการประกอบอาชีพของชุมชน เกษตรกร ผลักดันให้เกิดการจ้างงานประมาณ 200 คน โดยคาดว่าเมื่อดำเนินโครงการฯ เต็มรูปแบบ จะมีความต้องการเมล็ดกาแฟสูงถึง 8 ล้านกิโลกรัมต่อปี สามารถสร้างงานและรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟทั่วประเทศ และร่วมพัฒนาชุมชนในพื้นที่โดยรอบอย่างยั่งยืน 

    ทั้งนี้ ให้ สกพอ. กำหนดเงื่อนไขในหนังสือรับรองประกอบการเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี และสามารถใช้พื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษข้างต้นเท่านั้น

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด 

    โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เนื้อที่รวมประมาณ 12,490 ไร่ บริเวณเทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น 

    คาดว่าจะเกิดการลงทุนประมาณ 77,480 ล้านบาท โดยกระตุ้นให้เกิดการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรและการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ที่เชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด และนิคมอุตสาหกรรมใกล้เคียง สนับสนุนให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาทั้งจากภาครัฐและเอกชน 

    3. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง 

    โดย บริษัท ไทรเบคก้า จำกัด เนื้อที่ประมาณ 4,318 ไร่ บริเวณตำบลสำนักทอง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร เป็นต้น 

    คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 100,000 ล้านบาท สามารถดึงดูดนักลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ คาดว่าจะเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 16,000 คน  

    4. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจร ไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา) 

    โดย บริษัท วีซี ทรีต จำกัด เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ บริเวณตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร สถานบริการการแพทย์ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง เช่น การศัลยกรรมใบหน้าและโครงหน้า ทันตกรรมเชิงลึก ดูแลผู้สูงอายุระดับพรีเมี่ยม 

    คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,478 ล้านบาท ดึงดูดนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาพัฒนาความร่วมมือด้านการแพทย์ สร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศ ทั้งนี้ ให้ สกพอ. กำหนดเงื่อนไขในหนังสือรับรองประกอบการเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี และสามารถใช้พื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษข้างต้นเท่านั้น 

    5. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สถานีแอลเอ็นจีมาบตาพุด แห่งที่ 2 

    โดย บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด เนื้อที่ประมาณ 343 ไร่ บริเวณตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง รองรับอุตสาหกรรมกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 21,012 ล้านบาท เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ 

    โดยแอลเอ็นจี ถือเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงหลักเพื่อผลิตไฟฟ้า และยังสามารถใช้ประโยชน์จากพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากการแปรสภาพแอลเอ็นจี จัดแสดงพืชเมืองหนาว เช่น ทิวลิป ลิลลี่ สตรอเบอรี่ เพื่อดึงดูดสร้างการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่อไป

    การประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) หารือขยายพื้นที่ไปจังหวัดปราจีนบุรี

    เปลี่ยนเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ 2 แห่ง 

    1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 4 ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ 1,900 ไร่ เป็นประมาณ 2,782 ไร่ 

    โดยจะสามารถรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 45,000 ล้านบาท ส่งเสริมให้เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 3,000 คน และขยายโอกาสทางธุรกิจต่อเนื่องไปถึงระดับชุมชน เช่น ร้านค้า โรงแรม หอพัก เป็นต้น  

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชระยอง 36 จังหวัดระยอง ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ 1,281 ไร่ เป็นประมาณ 1,759 ไร่ 

    โดยจะสามารถรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแปรรูปอาหาร พัฒนาบุคลากรและการศึกษา คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 27,000 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 4,500 คน ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่

    ปรับโครงการท่าเรือมาบตาพุด เฟส 3

    ที่ประชุมยังเห็นชอบ การปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3 (ช่วงที่ 2) จากการดำเนินโครงการตามหลักการร่วมลงทุนตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน พ.ศ.2560 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) 

    เป็น การดำเนินการตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) และเพื่อให้ กนอ. ได้นำพื้นที่ขนาด 350 ไร่ ไปดำเนินการหาผู้เช่าพื้นที่ประกอบธุรกิจท่าเรือเฉพาะกิจ อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด หรือคลังน้ำมันสำรอง ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637307&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Vj-pQGALFOX_IerY8YsVH

  • World โปรเจกต์เบื้องหลังการสแกนม่านตาเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์

    World โปรเจกต์เบื้องหลังการสแกนม่านตาเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์

    วันพฤหัสบดี ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 17.24 น.

    World โปรเจกต์เบื้องหลังการสแกนม่านตาเพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์

    จากกระแสสังคมและความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการสแกนม่านตาที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา World ขอชี้แจงข้อเท็จจริง และมาตรการด้านความปลอดภัยของเทคโนโลยีดังกล่าว โครงการนี้ก่อตั้งขึ้นโดย Sam Altman ผู้ก่อตั้ง ChatGPT และ Alex Blania โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถป้องกันตนเองจากการฉ้อโกงทางดิจิทัลและสามารถแยกแยะระหว่างมนุษย์จริงกับบอทหรือปัญญาประดิษฐ์ในโลกออนไลน์

    เพื่อแก้ปัญหานี้ World จึงได้สร้างระบบยืนยันความเป็นมนุษย์ที่ไม่รวบรวมหรือจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคล อาทิ ชื่อ-นามสกุล ที่อยู่ เลขบัตรประชาชน เป็นต้น 

    World ไม่มีการซื้อ เก็บ หรือขายข้อมูลชีวมิติ ระหว่างการยืนยันความเป็นมนุษย์ Orb จะเปลี่ยนภาพม่านตาเป็นรหัสตัวเลขที่เรียกว่า Iris Code ซึ่งเป็นรหัสตัวเลขที่ไม่สามารถย้อนกลับไปเป็นภาพต้นฉบับได้ ข้อมูลดังกล่าวจะถูกส่งเข้าไปในอุปกรณ์ของผู้ใช้งานเท่านั้น หลังจากนั้น Orb จะลบภาพทั้งหมดออกทันที

    World ได้มีการสร้างเครือข่ายแบบเปิด (Open source) และกระจายศูนย์ (Decentralized) โดยส่วนประกอบหลักของทั้งฮาร์ดแวร์ เช่น อุปกรณ์ Orb และซอฟท์แวร์ ได้รับการเปิดเผยซอร์สโค้ดต่อสาธารณะ และสามารถเข้าตรวจสอบได้ และผ่านการตรวจสอบด้านความปลอดภัยโดยบุคคลที่สามซึ่งเป็นบริษัทผู้เชี่ยวชาญชั้นนำระดับโลก เพื่อรักษามาตรฐานความปลอดภัยและความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ที่นี่

    World ไม่มีการแจกเงินสด ผู้ที่ผ่านการยืนยันความเป็นมนุษย์ มีสิทธิรับโทเคน Worldcoin ที่สามารถแปลงเป็นเงินบาทได้เฉพาะผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย

    นับตั้งแต่เปิดตัวในประเทศไทยเมื่อเดือนมีนาคม 2568 เทคโนโลยีของ World กำลังพัฒนาเพื่อนำไปใช้โดยองค์กรพันธมิตร อาทิ

    Pantip.com ที่จะช่วยให้การถาม-ตอบข้อมูลภายในอินเทอร์เน็ตน่าเชื่อถือได้มากยิ่งขึ้น

    แอป Whoscall (Gogolook) เพื่อป้องกันมิจฉาชีพ และยืนยันว่าเบอร์โทรศัพท์เป็นบุคคลจริงๆ ช่วยลดปัญหามิจฉาชีพและการหลอกลวงต่างๆ

    ระบบจองตั๋ว Eventpop ป้องกันบอทในจองตั๋ว เช่น การกดบัตรคอนเสิร์ต, แฟนมีตติ้ง, เวิร์กช็อป, งานสัมมนา และคอร์สเรียน

    และเกม Ragnarok (Zentry) ทำให้การเล่นเกมกลับมาสนุกอีกครั้ง ขจัดการใช้บอทโกงในการเล่นเกมให้หมดไป แข่งขันกับมนุษย์จริง

    และในอนาคตยังมีอีกหลายบริการที่อยู่ระหว่างดำเนินการนำระบบยืนยันความเป็นมนุษย์จาก World ไปร่วมใช้งาน เพื่อทำให้ World ID กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวันของคนไทยมากยิ่งขึ้น

    World ขอยืนยันว่า ไม่มีนโยบายขอข้อมูลส่วนบุคคล เช่น หมายเลขบัตรประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ ข้อมูลบัตรเครดิต หรือรหัส OTP และไม่มีการว่าจ้างบุคคลที่สาม เพื่อจัดเก็บข้อมูลดังกล่าว จึงขอให้ประชาชนระมัดระวังกลุ่มมิจฉาชีพที่อาจแอบอ้างในนามของ World 

    ท่านสามารถศึกษารายละเอียดและติดตามข่าวเพิ่มเติมได้จาก Facebook official page: World Thailand

    เกี่ยวกับ World

    World คือโปรโตคอลยืนยันตัวตนที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบรับกับยุคของปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยมีหัวใจสำคัญคือ “World ID” – เทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถยืนยันความเป็นมนุษย์ของตนบนโลกออนไลน์ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัวตน โครงการนี้ก่อตั้งขึ้นในปี 2019 โดย Sam Altman, Alex Blania และ Max Novendstern

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/444209&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UwLSi9f2qfu7hcKeCWzx4

  • เปิดเบื้องลึก 25 ปี ทำไม เศรษฐกิจไทย ไม่ขยับ หรือไทยต้องกล้าเสี่ยงโดดร่วมขบวน CPTPP ?

    เปิดเบื้องลึก 25 ปี ทำไม เศรษฐกิจไทย ไม่ขยับ หรือไทยต้องกล้าเสี่ยงโดดร่วมขบวน CPTPP ?

    ‘ดร.ศุภวุฒิ’ เปิดชุดข้อมูล GDP ไทย ช่วง 25 ปีย้อนหลัง พบว่า เศรษฐกิจไทยถดถอยมานานกว่า 2 ทศวรรษ พร้อมแนะ 7 ข้อที่ไทยต้องเร่งทำ และเตรียมบรรจุใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 โดยหนึ่งในนั้นคือ Wellness Economy การลดพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ และไทยควรร่วมขบวน CPTPP 

    ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในปาฐกถาพิเศษหัวข้อ ‘พลวัตเศรษฐกิจโลกกับโจทย์ใหญ่ของประเทศกำลังพัฒนา’ จัดโดย สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) ในงาน ‘ITD Research Forum 2025’ ว่า การแยกห่วงโซ่อุปทาน (decoupling) โลกแบ่งขั้ว ระหว่างจีน-สหรัฐ ที่บีบไทยให้เลือกข้าง คือโจทย์ใหญ่ของไทย

    โดยจีนใช้นโยบาย ‘Made in China 2025’ ผลักดันอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยี เพื่อชิงความเป็นผู้นำทั้งด้าน ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รถยนต์ไฟฟ้า (EV) พลังงานหมุนเวียน ซึ่งต้องยอมรับว่า ประสบความสำเร็จมาก

    ส่วนสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ใช้นโยบายการค้า ‘เก็บภาษีตอบโต้คู่ค้า’ และโลกจะเต็มไปด้วยคลื่น ‘ภาษี’ ที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งทรัมป์มองข้ามการใช้การค้าแบบพหุภาคีขององค์การการค้าโลก (WTO) ไปโดยสิ้นเชิง หรือแทบไม่มีการพูดถึง WTO อีกเลย ทรัมป์ปรับเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐกับคู่ค้าเป็นแบบนโยบาย ‘ตามสั่ง’

    เมื่อถามว่า หากอนาคตทรัมป์พ้นจากตำแหน่งนโยบายนี้จะหายไปหรือไม่ ตอบได้ทันทีว่า ไม่ เพราะฝ่ายขวาจัดพรรครีพับลิกัน กับฝ่ายซ้ายเห็นพ้องว่าภาษีศุลกากรเป็นสิ่งที่ดี และจะทำให้รัฐบาลจัดเก็บภาษีได้ ตลอดจนเรียกคะแนนเสียงกลุ่ม 7 รัฐสมรภูมิ ‘สวิงสเตต’ (swing state) มองว่านโยบายนี้ จะทำให้มีการจ้างงานชาวอเมริกันมากขึ้น

    นอกจากนี้ หากดูจากทรัมป์ถอนตัวจากการเข้าร่วม ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิกที่ครอบคลุมและก้าวหน้า (CPTPP) และ WTO รวมถึงปิดองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่าง ประเทศของสหรัฐอเมริกา (United States Agency for International Development หรือ USAID) รวมถึงความสัมพันธ์กับจีน ซึ่งจีนเองก็พร้อมที่จะลดทอนการพึ่งพาสหรัฐฯ เช่นจะเห็นว่า จีนกั๊กสหรัฐฯ การส่งออกแร่ Rare Earth ทำให้ทรัมป์ไม่กล้า ส่วนอเมริกาก็กั๊กเรื่องเทคโนโลยี จึงเกิดการค้าที่เป็นรูปแบบ ‘กั๊กกัน’

    “ทั้งหมดนี้ ไทยก็จะโดนกดดันไปด้วย ซึ่งเราต้องต้านทานไว้เพื่อไม่เลือกข้าง เพราะเราต้องการค้าขายกับทั้ง 2 ประเทศ สิ่งที่ทำได้คือ เราต้องปรับตัว”

    “ปัจจุบัน สัดส่วน GDP สหรัฐและจีน รวมกัน 40% ของโลก ไทยยืนอยู่ตรงไหน?

    วันนี้ ไทยจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์ทางการค้า เศรษฐกิจกับประเทศอื่น กลุ่มต่างๆ ที่เป็นไปได้คือ CPTPP ซึ่งเป็นข้อตกลงที่ทันสมัย ลึกซึ้ง ครบถ้วน ซึ่งอาเซียน 3 ประเทศเข้าไปแล้ว ไทยต้องกล้าตัดสินใจเข้าร่วมด้วย เนื่องจาก สหภาพยุโรป (EU) ก็เริ่มหันมามองกลุ่ม CPTPP เพื่อเชื่อมสัมพันธ์การค้า ดังนั้น ไทยไม่ควรตกขบวน” ดร.ศุภวุฒิ กล่าว

    GDP ไทยเคยโตทะลุ 8% ในช่วง 25 ปี เศรษฐกิจอ่อนแรงลงทุกด้าน

    ดร.ศุภวุฒิ สะท้อนข้อมูลความถดถอยของเศรษฐกิจไทย ที่น่าห่วง เมื่อพบว่า เศรษฐกิจไทยอ่อนแรงลงตลอดระยะเวลา 25 ปีที่ผ่านมา โดย GDP ช่วงปี 1991-1996 ไทยเคยเติบโตมากถึง 8%

    หลังจากนั้นค่อย ๆ ลดลงมา เหลือ 5% ปัจจุบันลดลงเหลือแค่ 0.5-1.0% เหลือแค่ครึ่งเปอร์เซ็นต์ การหดตัวของ GDP มาจากเงินเฟ้อก็ต่ำกว่าเป้า ซึ่งส่วนนี้สำคัญมากเพราะสะท้อนถึงยอดขายในแต่ละปีที่ควรจะเพิ่มขึ้น จำนวนประชากรลดลง วัยแรงงานหนุ่มสาวลดลง งบประมาณขาดดุลต่อเนื่อง การไหลเข้า-ออก ของเงินทุน ก็ลดลงอย่างมากจนถึงติดลบ

    “สมัยก่อนทำธุรกิจยอดขายโต 10% ก็ค่อนข้างสบาย แต่ตอนนี้ดูยอดขายโต 2% โดยเฉลี่ย ถามว่าทำไมลำบาก ก็มาจาก ดอกเบี้ยเงินกู้อยู่ในอัตราที่สูง ทุกอย่างคือสิ่งที่ผู้ประกอบการต้องจ่าย ต้นทุนผลิตสูง ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้ระบุว่า แต่ละบริษัทก็ลดจำนวนพนักงานถาวร หันไปจ้างพาร์ตไทม์แทน นี่คือสิ่งที่ไทยต้องแก้ให้ได้”

    อีกชุดข้อมูล คือ ดุลงบประมาณ ช่วงปี 1990 รัฐบาลไม่ได้อุ้มเศรษฐกิจ แต่เศรษฐกิจอุ้มงบประมาณ ตอนนั้น ค้าขายง่ายมาก ถึงขั้นรัฐบาลต้องดึงเศรษฐกิจให้ช้าลง เพราะต้องเก็บภาษีให้เยอะ ใช้เงินให้น้อย ไม่เช่นนั้นอาจจะโตทะลุ 10% ด้วยซ้ำไป 

    “หันมาดูวันนี้รัฐบาลขาดดุล 5% เพื่อให้ GDP โตได้ครึ่งเปอร์เซ็นต์ เราอยู่อย่างนี้ไม่ได้แล้ว รัฐบาลต้องขาดดุล 2% เพื่อพยุงให้ GDP โต 4% และควรควบคุมไม่ให้หนี้สาธารณะพุ่งขึ้นไป”

    ดังนั้น ถามว่าประเทศไทย ยังมีอะไรเหลือหรือไม่ ยังมี ซึ่งเรามีทุนสำรองไม่น้อย ราว 9.28 ล้านล้านบาท คิดเป็น 50.4% ของ GDP ไทยควรตั้งกองทุนต่างประเทศ รูปแบบ Sovereign wealth fund เพื่อนำเงินไปลงทุน ด้วยความระมัดระวัง ซึ่งตัวอย่างที่ทำได้ดีคือ กองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.)

    อีกประเด็น คือเรื่องของการแบกดอกเบี้ยสูงอาจเสี่ยงถูกลดระดับความเชื่อมั่น ส่วนเงินบาทก็แข็งค่าเกินไปและนานหลายปีต่างจากหลายประเทศ ทำให้แข่งขันยาก นี่คือจุดอ่อนของนโยบายการเงินการคลังของไทย

    7 ข้อที่ไทยต้องเร่งทำ

    1. ลดการพึ่งพาตลาดสหรัฐและเข้าร่วม CPTPP 
    2. การเปิดเสรีการนำเข้าสินค้าเกษตรเพื่อขยายกำลังการผลิตแปรรูปอาหาร 
    3. ปรับปรุงการเกษตรให้ทันสมัย 
    4. พัฒนาระบบโลจิสติกส์ทางรถไฟ ท่าเรือให้เป็นศูนย์กลางการขนส่ง
    5. สร้างความมั่นคงทางด้านอาหารในภูมิภาค 
    6. เปลี่ยนการเติบโตจากการส่งออกเดิมๆเป็นอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Wellness Economy และอาหาร ซึ่งเป็นจุดแข็งของไทยที่สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 
    7. ปฏิรูปการศึกษา

    ขณะนี้ อยู่ระหว่างบรรจุทั้ง 7 ข้อ ไว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 อีกด้วย

    “จากแผนดังข้างต้น ข้อที่ 6 สำคัญมาก ไทยต้องไปแข่งในตลาด Blue Ocean (ตลาดที่มีคู่แข่งน้อย) นั่นคืออาหารในตลาดจีนที่ใหญ่ และอนาคตจีนอาจต้องการ Food Safety”

    นอกจากนี้ ไทยต้องยอมรับว่า มีความจำเป็นต้องนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ แม้ว่าเป็นโอกาส แต่แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่าย และต้องประเมินส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ไทยพึ่งพาการนำเข้าถึง 4.5 ล้านตันต่อปี แต่ความต้องการแต่ละปีสูงมาก ขณะที่ต้นทุนการผลิตสูงกว่าสหรัฐฯและประเทศอื่นมาก สิ่งเหล่านี้ล้วนซ่อนอยู่ในภาระค่าครองชีพคนไทยที่แพงขึ้น

    นอกจากนี้ ทุกการหารือที่บ้านพิษณุโลก ต่างเห็นตรงกันว่าเรื่องศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาคและเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้ไทยสามารถส่งออกสินค้า เช่น อาหารไปยังจีนและเพื่อนบ้านได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-economy-25years-cptpp/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eM2O4C3HC2w5V4WWnmV3Z

  • เคาะ 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ดึงลงทุน 2.06 แสนล้านบาท

    เคาะ 5 เขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ดึงลงทุน 2.06 แสนล้านบาท


    บอร์ดอีอีซี ไฟเขียวขยายพื้นที่เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษอีก 5 แห่ง รองรับการลงทุนอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร กาแฟเขาช่อง ยานยนต์ ศูนย์การแพทย์ คลังแอลเอ็นจี พร้อมเดินหน้าศึกษาดึงปราจีนบุรีเข้า“อีอีซี”

    นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) ครั้งที่ 4/2568 วันที่ 28 สิงหาคม 2568 ว่า ที่ประชุมกพอ. มีมติเห็นชอบ การประกาศกำหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพิ่มเติม จำนวน 5 แห่ง  ดังนี้

    1.เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร (บางปะกง) กลุ่มอุตสาหกรรมกาแฟไทยยั่งยืน โดย บริษัท เขาช่อง กรุ๊ป จำกัด เสนอคำขอจัดตั้งฯ เนื้อที่ประมาณ 215 ไร่ บริเวณตำบลท่าสะอ้าน อำเภอบางปะกง จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรองรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดี และการท่องเที่ยวสุขภาพ การเกษตรและการแปรรูปอาหาร คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 6,960 ล้านบาท

    ทั้งนี้เพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในชุมชน เป็นศูนย์การเรียนรู้กาแฟไทย และการผลิตกาแฟส่งเสริมการประกอบอาชีพของชุมชน เกษตรกร ผลักดันให้เกิดการจ้างงานประมาณ 200 คน โดยคาดว่าเมื่อดำเนินโครงการฯ เต็มรูปแบบ จะมีความต้องการเมล็ดกาแฟสูงถึง 8 ล้านกิโลกรัมต่อปี สามารถสร้างงานและรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟทั่วประเทศ และร่วมพัฒนาชุมชนในพื้นที่โดยรอบอย่างยั่งยืน โดยให้สกพอ. กำหนดเงื่อนไขในหนังสือรับรองประกอบการเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี และสามารถใช้พื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษข้างต้นเท่านั้น 

    2.เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เนื้อที่รวมประมาณ 12,490 ไร่ บริเวณเทศบาลเมืองมาบตาพุด จังหวัดระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ หุ่นยนต์ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นต้น คาดว่าจะเกิดการลงทุนประมาณ 77,480 ล้านบาท และกระตุ้นให้เกิดการลงทุนปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรและการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ ที่เชื่อมโยงระหว่างอุตสาหกรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด และนิคมอุตสาหกรรมใกล้เคียง สนับสนุนให้เกิดการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนาทั้งจากภาครัฐและเอกชน

    3. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ นิคมอุตสาหกรรมหลักชัยเมืองยาง จังหวัดระยอง โดย บริษัท ไทรเบคก้า จำกัด เนื้อที่ประมาณ 4,318 ไร่ บริเวณตำบลสำนักทอง อำเภอเมือง จังหวัดระยอง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย อาทิ ยานยนต์สมัยใหม่ ดิจิทัล การแปรรูปอาหาร เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร เป็นต้น คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 100,000 ล้านบาท สามารถดึงดูดนักลงทุนจากทั้งในและต่างประเทศ เพิ่มความสามารถการแข่งขันทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ คาดว่าจะเกิดการจ้างงานเพิ่มขึ้นถึง 16,000 คน 

    4. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ ศูนย์การแพทย์เฉพาะทางและสุขภาพครบวงจร ไลฟ์สเฟียร์ (พัทยา) โดย บริษัท วีซี ทรีต จำกัด เนื้อที่ประมาณ 17 ไร่ บริเวณตำบลหนองปรือ อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การแพทย์และสุขภาพครบวงจร สถานบริการการแพทย์ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญสูง เช่น การศัลยกรรมใบหน้าและโครงหน้า ทันตกรรมเชิงลึก ดูแลผู้สูงอายุระดับพรีเมี่ยม คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 1,478 ล้านบาท ดึงดูดนักลงทุนและผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศเข้ามาพัฒนาความร่วมมือด้านการแพทย์ สร้างความมั่นคงด้านสาธารณสุขของประเทศ

    ทั้งนี้ ให้ สกพอ. กำหนดเงื่อนไขในหนังสือรับรองประกอบการเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้เริ่มดำเนินการพัฒนาโครงการภายใน 1 ปี และสามารถใช้พื้นที่เพื่อรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษข้างต้นเท่านั้น

     5. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สถานีแอลเอ็นจีมาบตาพุด แห่งที่ 2 โดย บริษัท พีทีที แอลเอ็นจี จำกัด เนื้อที่ประมาณ 343 ไร่ บริเวณตำบลมาบตาพุด จังหวัดระยอง รองรับอุตสาหกรรมกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ คาดว่าจะเกิดมูลค่าการลงทุนประมาณ 21,012 ล้านบาท เสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ โดยแอลเอ็นจี ถือเป็นหนึ่งในเชื้อเพลิงหลักเพื่อผลิตไฟฟ้า และยังสามารถใช้ประโยชน์จากพลังงานความเย็นเหลือทิ้งจากการแปรสภาพแอลเอ็นจี จัดแสดงพืชเมืองหนาว เช่น ทิวลิป ลิลลี่ สตรอเบอรี่ เพื่อดึงดูดสร้างการท่องเที่ยวในพื้นที่ต่อไป  

    นอกจากนี้ยังได้เห็นชอบการเปลี่ยนแปลงเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ จำนวน 2 แห่ง ได้แก่1. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด แห่งที่ 4 ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 4 และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ 1,900 ไร่ เป็นประมาณ 2,782 ไร่ โดยจะสามารถรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ หุ่นยนต์ เชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ ดิจิทัล และการแพทย์และสุขภาพครบวงจร คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 45,000 ล้านบาท ส่งเสริมให้เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 3,000 คน และขยายโอกาสทางธุรกิจต่อเนื่องไปถึงระดับชุมชน เช่น ร้านค้า โรงแรม หอพัก เป็นต้น 

    2. เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมเหมราชระยอง 36 จังหวัดระยอง ตามที่ได้รับประกาศฯ เดิม ขอเปลี่ยนแปลงเป็น เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 และขอขยายเนื้อที่จากประมาณ 1,281 ไร่ เป็นประมาณ 1,759 ไร่ โดยจะสามารถรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษเพิ่มขึ้น ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ การแปรรูปอาหาร พัฒนาบุคลากรและการศึกษา คาดว่าจะเกิดมูลค่าลงทุนเพิ่มขึ้นประมาณ 27,000 ล้านบาท เกิดการจ้างแรงงานเพิ่มขึ้น 4,500 คน ส่งเสริมอุตสาหกรรมเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ยกระดับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่

    3. เห็นชอบ การปรับเปลี่ยนแนวทางการดำเนินโครงการพัฒนาท่าเรืออุตสาหกรรมมาบตาพุด ระยะที่ 3(ช่วงที่ 2) จากการดำเนินโครงการตามหลักการร่วมลงทุนตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และกระบวนการในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุน พ.ศ.2560 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) เป็น การดำเนินการตามมาตรา 6 แห่งพระราชบัญญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2522 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม) และเพื่อให้ กนอ. ได้นำพื้นที่ขนาด 350 ไร่ ไปดำเนินการหาผู้เช่าพื้นที่ประกอบธุรกิจท่าเรือเฉพาะกิจ อุตสาหกรรมพลังงานสะอาด หรือคลังน้ำมันสำรอง ต่อไป

    อย่างไรก็ตามที่ประชุมยังได้รับทราบ เรื่องการศึกษาความเหมาะสมในการขยายพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สืบเนื่องจาก คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย ได้เข้าหารือข้อเสนอทางเศรษฐกิจต่อนายกรัฐมนตรี โดยมีข้อเสนอแนะเร่งด่วน คือ การเพิ่มจังหวัดปราจีนบุรีเป็นอีก 1 จังหวัด ที่จะรวมอยู่ในพื้นที่อีอีซี

    ปัจจุบันสกพอ. ได้อยู่ระหว่างดำเนินการศึกษาถึงความเหมาะสม และศักยภาพของพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรี ในการขยายเป็นพื้นที่อีอีซี ให้ครอบคลุมทุกมิติทั้งศักยภาพ โอกาส และแผนการใช้ประโยชน์ที่ดิน รวมถึงศึกษาประมาณการความต้องการใช้ทรัพยากรในพื้นที่ และผลกระทบทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการกำหนดบทบาทของจังหวัดปราจีนบุรี ที่จะเชื่อมโยงกับพื้นที่อีอีซี และคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2568

    สำหรับขั้นตอนการดำเนินงานต่อไป สกพอ. จะนำผลการศึกษาฯ เสนอต่อ กพอ. เพื่อพิจารณา ก่อนเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อทราบ ทั้งนี้ หากเห็นชอบให้มีการขยายพื้นที่ฯ ดังกล่าว สกพอ. จะจัดทำร่างพระราชกฤษฎีกาขยายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (เพิ่มเติม) เพื่อเสนอ กพอ. และ ครม. พิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศราชกิจจานุเบกษา ต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/34739&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2TKH3lJ91Rk0VGCV67fQMq

  • ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน26 ส.ค.68

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน26 ส.ค.68

    28 สิงหาคม 2568 17:30 น. สยามรัฐออนไลน์ เศรษฐกิจ

    ประเด็นร้อนเศรษฐกิจรอบวัน26 ส.ค.68

    นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เตือนคนหางานไทยเพิ่มความระมัดระวังในการหางานไปทำงานต่างประเทศ เนื่องจากอาจเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพที่ใช้ช่องทางออนไลน์ และสื่อสังคมต่าง ๆ ในการโฆษณาชักชวนให้เดินทางไปทำงานต่างประเทศ โดยอ้างว่า เป็นงานที่มีรายได้สูง สวัสดิการดี  แต่เมื่อถึงวันเดินทางจริงกลับถูกลอยแพ สูญเสียเงินทอง และอาจเสี่ยงต่อการถูกบังคับใช้แรงงาน หรือตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์

    – สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เผยสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนกรกฎาคม 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการส่งออกสินค้าที่ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 13 สอดคล้องกับการบริโภคในหมวดสินค้าคงทนที่ปรับตัวดีขึ้น อย่างไรก็ดีการลงทุนภาคเอกชนและการท่องเที่ยวต่างชาติ ส่งสัญญาณชะลอตัวจากเดือนก่อน ทั้งนี้จำเป็นต้องติดตามทิศทางการส่งออกสินค้าครึ่งปีหลังและการผลิตอุตสาหกรรม ภายหลังมาตรการภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐฯ เริ่มมีผลบังคับใช้ในเดือนสิงหาคม 2568  

    – รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เมื่อวันที่ 26 สิงหาคมที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จำนวน 3 โครงการแล้ว วงเงินรวม 104,465.94 ล้านบาท จากทั้งหมด 6 เส้นทาง ระยะทางรวม 1,312 กิโลเมตร (กม.) มูลค่ารวมประมาณ 297,926.68 ล้านบาท

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/647365&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3S48IP1PUqdE1Tr91Q1buf

  • ดัชนีอุตฯ ก.ค.ดิ่ง 3.98% รถ-น้ำมันซบ กำลังซื้อหด

    ดัชนีอุตฯ ก.ค.ดิ่ง 3.98% รถ-น้ำมันซบ กำลังซื้อหด

    ภาสกร ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) รายงานว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 93.34 หดตัว 3.98% จากปีก่อนหน้า สาเหตุหลักมาจากการผลิตรถยนต์ที่ลดลงอีกครั้ง ทั้งรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ รถยนต์ไฮบริดต่ำกว่า 1,800 ซีซี และรถยนต์ขนาดเล็ก หลังมีผู้ผลิตบางรายหยุดสายการผลิตเพื่อย้ายโรงงาน และปรับลดกำลังผลิตตามคำสั่งซื้อลดลง ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ก็หยุดซ่อมบำรุงตามแผน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมหดตัวแรง

    หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ผู้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่าย ประกอบกับสถาบันการเงินเข้มงวดปล่อยกู้มากขึ้น กดดันยอดขายสินค้าภาคอุตสาหกรรมและทำให้ความเชื่อมั่นผู้ประกอบการลดลง อีกทั้งการท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว ฉุดอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง เช่น อาหารแช่แข็ง ไส้กรอก กระเป๋าเดินทาง และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์

    อย่างไรก็ตาม ยังมีบางอุตสาหกรรมเติบโต เช่น หม้อแปลงไฟฟ้า (+54.7%) จากการเร่งผลิตตามสัญญาจ้าง, ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (+8.4%) หนุนจากตลาด AI และ Data Center และ เหล็กกล้า (+7.7%) จากคำสั่งซื้อสหรัฐฯ

    สศอ. คงคาดการณ์ทั้งปี 2568 ว่า MPI จะขยายตัวเพียง 0-0.5% และ GDP อุตสาหกรรมโต 0.5-1.5% โดยยังต้องจับตาความเสี่ยงจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ปัญหาหนี้ครัวเรือน และการท่องเที่ยวที่ชะลอตัว แม้จะมีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐและการค้าระหว่างประเทศ

    mpi-july-plunges-cars-oil-purchasing-power-shrinks-SPACEBAR-Photo01.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/mpi-july-plunges-cars-oil-purchasing-power-shrinks&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16vNgxKVoYVKZ3r2c1PyNX

  • ส่องรายละเอียด ภาวะเศรษฐกิจไทย เดือน ก.ค. 68 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ส่องรายละเอียด ภาวะเศรษฐกิจไทย เดือน ก.ค. 68 – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    1. พัชรนันท์ สิงหรา (พี่เรย์) 064-954-9826

    2. ปวิตรา วงศ์สวาสดิ์ (โอ๊ย) 082-550-0253

    3. มลฤดี สิงหรา (หนูเล็ก) 081-9923266

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/08/28/573496/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MlnCEqGHnn11cBnDO95A_

  • รัฐบาลเปิดช่องหน่วยงาน ของบกลางปี 68 ‘กระตุ้นเศรษฐกิจ’ ได้ แต่มีเงื่อนไข

    รัฐบาลเปิดช่องหน่วยงาน ของบกลางปี 68 ‘กระตุ้นเศรษฐกิจ’ ได้ แต่มีเงื่อนไข

    กรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติมติรับทราบการใช้วงเงินงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจ หรือ ‘งบกระตุ้นเศรษฐกิจ‘ ส่วนที่เหลือ วงเงิน 26,000 ล้านบาท โดยโอนไปเพิ่มในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น แทน เพราะไม่สามารถใช้ได้ทันตามกำหนดนั้น 

    แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล แจ้งว่า แม้ว่ามติครม.จะให้โอนงบกลางก้อนดังกล่าวไปเพิ่มในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น แทนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะสามารถนำเงินดังกล่าวไปใช้เฉพาะเรื่องที่มีความฉุกเฉินเท่านั้น เช่น การช่วยเหลือน้ำท่วม การบรรเทาผลกระทบจากความเดือดร้อนของประชาชน 

    แต่ครั้งนี้ กระทรวงการคลัง ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการนโนบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ได้นำเสนอรายละเอียดต่อครม. เพื่อรับทราบมติคณะกรรมการฯ ซึ่งประชุมไปเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยการใช้จ่ายงบกลางส่วนที่เหลือ 26,000 ล้านบาท เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีข้อเสนอโครงการเพื่อขอรับจัดสรรงบกลางนี้

    ประกอบกับเมื่อพิจารณาจากระยะเวลาที่เหลืออยู่ซึ่งเป็นช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณการจัดทำโครงการโดยใช้จ่ายจากงบกลาง รายการดังกล่าว มีขั้นตอนการพิจารณาหลายขั้นตอน รวมไปถึงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างและการก่อหนี้ผูกพันที่อาจจะไม่สามารถดำเนินการได้ทันภายในวันที่ 30 กันยายน 2568 ซึ่งจะส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ที่เหลืออยู่พับไปโดยผลของกฎหมาย

    ดังนั้น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการดังกล่าวที่เหลืออยู่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ ผู้อำนวยการงบประมาณสามารถโอนงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ไปเพิ่มในรายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น โดยเสนอขออนุมัติต่อนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติวิธีการงบประมาณ พ.ศ. 2561 

    ทั้งนี้ในกรณีที่หน่วยรับงบประมาณมีความจำเป็นที่จะต้องดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน ก็สามารถขอรับจัดสรรงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่าย เพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการ เงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น พ.ศ. 2562 เพื่อไปดำเนินโครงการได้

    ปัจจุบัน งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ตามพระราชบัญญัติงบประมาณ รายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีจำนวน 96,556 ล้านบาท และหากมีการโอนงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ มาสมทบอีกจำนวน 26,000 ล้านบาท จะทำให้งบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินและจำเป็น มีจำนวน 122,556 ล้านบาท

    ทั้งนี้ ด้วยเงินงบกลางที่เพิ่มขึ้นจะทำให้เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการค่าใช้จ่ายเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจฯ ส่วนที่เหลืออยู่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็ว คล่องตัว และมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/637281&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DGN3DoiHs-32s6eQ05bFp

  • จ.ราชบุรีลงพื้นที่ติดตามนักเรียนโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 14-16

    จ.ราชบุรีลงพื้นที่ติดตามนักเรียนโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 14-16

    จ.ราชบุรีลงพื้นที่ติดตามนักเรียนโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 14-16


    28/08/2568 | 7 |

    จ.ราชบุรีลงพื้นที่ติดตามนักเรียนโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. รุ่นที่ 14-16

    วันที่ 28 ส.ค. 2568 นางสาวฐิติลักษณ์ คำพา ผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี พร้อมส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่ติดตามนักเรียนโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ภายใต้ “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร (ม.ท.ศ.)” ปีการศึกษา 2568 รุ่นที่ 14 – 16 จำนวน 7 ราย ประกอบด้วยนางสาวณัฐริการ์ สุโข โรงเรียนเบญจมราชูทิศ ราชบุรี ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4, นางสาวอาทิตย์ตยา แก้วอยู่ โรงเรียนธรรมจารินีวิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 นางสาวสุริศา ทาแกง วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ 3 นางสาวพัชรินทร์ นิลบรรพต โรงเรียนราชโบริกานุเคราะห์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 นายเมธาวัฒน์ เก่งวงษ์ โรงเรียนกรับใหญ่ว่องกุศลกิจพิทยาคม ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 นายศุภรักษ์ เขียวสุขศรี ศึกษาอยู่ที่โรงเรียนท่ามะขามวิทยา ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และนางสาวพิชญานันท์ เกตุเตียน มหาวิทยาลัยมหิดล ระดับปริญญาตรี ชั้นปีที่ 1 ซึ่งทั้งหมดมีความประพฤติดี ผลการเรียนเฉลี่ยระดับดีมาก

    ทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาบุคลากรให้มีคุณภาพ จึงมีพระราชดำริให้ดำเนินโครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อปี 2552 และจัดตั้ง “มูลนิธิทุนการศึกษาพระราชทานสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร” (ม.ท.ศ.) ในปี 2553 โดยทรงรับเป็นองค์ประธานกรรมการ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำโครงการทุนการศึกษาสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารมาอยู่ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิฯ เพื่อส่งเสริมสนับสนุนเด็กและเยาวชนไทย รวมถึงสามเณรทั่วประเทศที่มีผลการเรียนดี ประพฤติดี มีคุณธรรม แต่ขาดโอกาสให้ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือ ปวช./ปวส. จนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือเทียบเท่า ในสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศ สาขาขาดแคลน สาขาด้านความมั่นคง ตามความสามารถของแต่ละคน

    การดำเนินงานโครงการทุนการศึกษาพระราชทาน ม.ท.ศ. นับตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน มีนักเรียนผู้ได้รับทุนพระราชทาน ม.ท.ศ. จากทุกจังหวัด ได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างต่อเนื่องไปแล้ว รวม 16 รุ่น

    /////////////////////////////////////////////////////////////////////


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/418932&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zku7uhi1UMJ2-0SNOvWeV