Blog

  • ททท. ร่วมงาน ITE HCMC 2025 โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวไทย รุกตลาดเวียดนามเต็มรูปแบบ

    ททท. ร่วมงาน ITE HCMC 2025 โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวไทย รุกตลาดเวียดนามเต็มรูปแบบ

    การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) แท็กทีมผู้ประกอบการไทยเข้าร่วมงาน International Travel Expo Ho Chi Minh City 2025 (ITE HCMC 2025) มหกรรมท่องเที่ยวครั้งใหญ่ที่สุดของเวียดนามและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ในวันที่ 4 – 6 กันยายน 2568 ณ Saigon Exhibition & Convention Center (SECC) นครโฮจิมินห์ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ถือเป็นก้าวสำคัญในการขยายตลาดนักท่องเที่ยว ควบคู่กับการรักษาฐานตลาดเดิม และการส่งเสริมการเดินทางแบบ Two-Way Travel ระหว่างประเทศในภูมิภาคอาเซียน ตลอดจนเป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของไทยสู่สายตานานาชาติ พร้อมรุกตลาดเวียดนามอย่างต่อเนื่องด้วยแคมเปญ “Thái Lan, càng hiểu càng yêu -ไทยแลนด์ ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ” ตั้งเป้าดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวเวียดนาม 900,000 คนภายในปี 2569

    ททท. ร่วมงาน ITE HCMC 2025 โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวไทย รุกตลาดเวียดนามเต็มรูปแบบ

    ททท. ร่วมงาน ITE HCMC 2025 โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวไทย รุกตลาดเวียดนามเต็มรูปแบบ

    นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่า ททท. เปิดเผยว่า ททท. เข้าร่วมงาน International Travel Expo Ho Chi Minh City 2025 (ITE HCMC 2025) งานส่งเสริมการขายด้านการท่องเที่ยวและเวทีเจรจาธุรกิจ ที่สำคัญของสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามและอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนล่าง ซึ่งจัดขึ้นในวันที่ 4 – 6 กันยายน 2568 ณ Saigon Exhibition & Convention Center (SECC) นครโฮจิมินห์ โดยการเข้าร่วมครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อขยายฐานตลาดนักท่องเที่ยวไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวเวียดนาม รวมทั้งรักษาฐานตลาดเดิม และส่งเสริมการเดินทางแบบ Two-Way Travel ในกลุ่มประเทศภูมิภาคอาเซียน โดยงาน ITE HCMC 2025 เป็นงานที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวได้ประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของแต่ละประเทศ และเป็นเวทีส่งเสริมให้ภาคเอกชนได้พบปะกับภาคเอกชนด้านการท่องเที่ยวของประเทศต่างๆ กว่า 30 ประเทศทั่วโลก ซึ่งคาดว่าจะมีหน่วยงานภายใต้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวเข้าร่วมมากกว่า 520 แห่ง และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานกว่า 28,000 คน ตลอดการจัดงาน

    ททท. ร่วมงาน ITE HCMC 2025 โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวไทย รุกตลาดเวียดนามเต็มรูปแบบ

    ททท. ร่วมงาน ITE HCMC 2025 โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวไทย รุกตลาดเวียดนามเต็มรูปแบบ

    พิธีเปิดงาน ITE HCMC 2025 ได้รับเกียรติจากนาย Mai Van Chinh รองนายกรัฐมนตรีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามเป็นประธานในการเปิดงาน โดยมี นางสาวอุรวดี ศรีภิรมย์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงฮานอย นางสาววีรกา มุทิตาภรณ์ กงสุลใหญ่ ณ นครโฮจิมินห์ และนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. เข้าร่วมและร่วมงานสัมมนา High Level Tourism Forum ภายใต้หัวข้อ Shaping the Future of Tourism: Embracing Digital and Green Transformation” พร้อมกับผู้บริหารระดับสูงจากนานาประเทศ โดยเฉพาะจากกลุ่มประเทศอาเซียน ในโอกาสนี้ นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. ยังได้ร่วมหารือกับนาย Phyo Zaw Soe รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการโรงแรมและการท่องเที่ยว สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางในการส่งเสริมการท่องเที่ยวร่วมกัน โดยการเข้าร่วมงาน ITE HCMC 2025 ครั้งนี้ ททท. ได้เชิญผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยจำนวน 6 ราย ครอบคลุมทั้งบริษัทนำเที่ยว โรงแรม แหล่งท่องเที่ยว Fun & Entertainment ได้แก่ MAPLE HOTEL กรุงเทพฯ, Urbana Langsuan Hotel กรุงเทพฯ, Lark Holidays Co.,Ltd. กรุงเทพฯ, Chiang Mai Night Safari เชียงใหม่, Phuket Jet Tour Co., Ltd. ภูเก็ต และ SAii Hotels & Resorts Thailand and Santiburi Koh Samui Hotels & Resorts สุราษฎร์ธานี เข้าร่วมเจรจาธุรกิจแบบ Business to Business (B2B) รวมถึงนำเสนอขายตรงสู่นักท่องเที่ยวในรูปแบบ Business to Consumer (B2C) นอกจากนี้ ททท. ยังเตรียมกิจกรรมถ่ายทอดเสน่ห์วัฒนธรรมไทยให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสใกล้ชิด อาทิ การสาธิตงานศิลป์จากผ้าลายอย่างเมืองเพชรบุรี ได้แก่ การเขียนลายทองด้วยยางมะเดื่อและปิดทองคำเปลวแท้ รวมถึงกิจกรรม DIY ประดิษฐ์ดอกกุหลาบตูมจากผ้าลายอย่าง พร้อมมุมแต่งชุดไทยเพื่อสร้างประสบการณ์ที่น่าประทับใจตลอดระยะจัดงาน

    ททท. ร่วมงาน ITE HCMC 2025 โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวไทย รุกตลาดเวียดนามเต็มรูปแบบ

    ททท. ร่วมงาน ITE HCMC 2025 โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวไทย รุกตลาดเวียดนามเต็มรูปแบบ

    ตลาดนักท่องเที่ยวเวียดนามนับเป็นตลาดระยะใกล้ที่มีความสำคัญต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 27 สิงหาคม 2568 ประเทศไทยได้ต้อนรับนักท่องเที่ยวเวียดนามแล้วกว่า 473,645 คน ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มศักยภาพ ได้แก่ กลุ่มครอบครัว, กลุ่มมิลเลนเนียล และกลุ่มไมซ์ ซึ่งมีพฤติกรรมนิยมเดินทางมาประเทศไทยปีละ 3–4 ครั้ง อีกทั้งยังมีทัศนคติที่ดีต่อการท่องเที่ยวไทย โดยนิยมเดินทางช่วงมิถุนายน -สิงหาคม ซึ่งตรงกับช่วงปิดภาคเรียน และเมืองท่องเที่ยวยอดนิยม ได้แก่ กรุงเทพฯ พัทยา เชียงใหม่ และภูเก็ต ขณะเดียวกันยังมีการกระจายการเดินทางไปยังจังหวัดอื่นๆ เช่น กาญจนบุรี พระนครศรีอยุธยา นครราชสีมา (เขาใหญ่) และพังงา เพิ่มมากขึ้น  โดยในปี 2568 ตลาดเวียดนามยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากหลายปัจจัยสนับสนุน ไม่ว่าจะเป็น ทั้งศักยภาพของเส้นทางบินตรง 5 เส้นทางจาก 6 เมืองในเวียดนาม ได้แก่ โฮจิมินห์ ฮานอย ดานัง นาตรัง ฟูก๊วก และไฮฟอง เชื่อมเข้าสู่ 3 เมืองหลักของไทย ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต และเชียงใหม่ โดยมีจำนวนเที่ยวบินตลอดปี 2568 จำนวน 13,417 เที่ยวบิน เฉลี่ยประมาณเดือนละ 1,128 เที่ยวบิน/เดือน นอกจากนี้ยังได้รับแรงหนุนจากเศรษฐกิจเวียดนามที่เติบโตต่อเนื่อง ส่งผลให้ประชาชนมีกำลังซื้อสูงขึ้น รวมทั้งมุมมองที่ดีของนักท่องเที่ยวเวียดนามที่เห็นประเทศไทยเป็น LGBT-Friendly Destination รวมถึงจุดแข็งเดิมของไทย ทั้งการเดินทางสะดวกสบายโดยไม่ต้องใช้วีซ่า ระบบขนส่งในกรุงเทพฯ ที่เอื้อต่อการท่องเที่ยวด้วยตนเอง ความหลากหลายของการชอปปิงและไลฟ์สไตล์ยามค่ำคืน ตลอดจนมิตรไมตรีของคนไทย

    ททท. ร่วมงาน ITE HCMC 2025 โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวไทย รุกตลาดเวียดนามเต็มรูปแบบ

    ททท. ร่วมงาน ITE HCMC 2025 โชว์ศักยภาพท่องเที่ยวไทย รุกตลาดเวียดนามเต็มรูปแบบ

    ททท. เดินหน้าส่งเสริมตลาดนักท่องเที่ยวเวียดนามอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งสร้างสรรค์และส่งมอบประสบการณ์ผ่านกลยุทธ์ 5 Must Do in Thailand นำเสนอวิธีการเดินทางท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ ไม่ว่าจะเป็นรถ ราง หรือเรือ การอำนวยความสะดวกต่อการเปิดเส้นทางการบินใหม่ร่วมมือกับพันธมิตร อาทิ สายการบินแอร์เอเชีย เส้นทางกรุงเทพฯ – ไฮฟอง เมื่อเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ให้บริการ 4 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ (จันทร์ พุธ ศุกร์ อาทิตย์)  อีกทั้งการจัดกิจกรรม “Thái Lan, càng hiểu càng yêu – ไทยแลนด์ ยิ่งรู้จัก ยิ่งรักเธอ” เพื่อสร้างการรับรู้และภาพลักษณ์ที่ดีต่อประเทศไทย ควบคู่ไปกับการเฉลิมฉลองโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–เวียดนาม ในปี 2569 เพื่อมอบสิทธิพิเศษสำหรับการเดินทางท่องเที่ยวไทยแก่นักท่องเที่ยวเวียดนาม 500 คน จากปัจจัยเหล่านี้ ททท. คาดว่าจะสามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวเวียดนามเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยได้ไม่น้อยกว่า 900,000 คน ในปี 2569

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/638019&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw39Wqag_F1E2lPw848_B3yE

  • กรมการท่องเที่ยว จัดเวทีเสวนาเชิงรุก  สร้างความร่วมมือป้องกันการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    กรมการท่องเที่ยว จัดเวทีเสวนาเชิงรุก  สร้างความร่วมมือป้องกันการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    5 กันยายน 2568 08:05 น. สยามรัฐออนไลน์ ประชาสัมพันธ์

    กรมการท่องเที่ยว ใส่ใจความปลอดภัยนักท่องเที่ยว จัดเวทีเสวนาเชิงรุก  สร้างความร่วมมือป้องกันการค้ามนุษย์ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว
     

    วันนี้ (3 กันยายน 2568) กรมการท่องเที่ยวจัดกิจกรรมงานเสวนาวิชาการ การส่งเสริมการท่องเที่ยว ที่ปลอดภัยและปราศจากการค้ามนุษย์ (Building Safe Tourism: Stronger Together Against Trafficking) เพื่อมุ่งส่งเสริมบทบาทของภาคการท่องเที่ยวในการป้องกันและลดความเสี่ยงจากการค้ามนุษย์ สร้างความตระหนักรู้แก่ผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยว และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใต้แนวคิด “ท่องเที่ยวปลอดภัย ห่างไกลการค้ามนุษย์ … รู้เท่าทัน สังเกตได้ ช่วยได้ ไม่เพิกเฉย” โดยมี นางณัฏฐิรา แพงคุณ รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว เป็นประธานเปิดงานเสวนา และมีเครือข่ายภาคีทั้งหน่วยงานภาครัฐ สมาคมภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และองค์กรภาคประชาสังคม  เข้าร่วมงานเสวนาในครั้งนี้ ณ ห้องเมฆา บอลรูม โรงแรมแกรนด์ เซ็นเตอร์ พอยต์ สุรวงศ์ กรุงเทพมหานคร

     นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เปิดเผยว่า “กรมการท่องเที่ยวตระหนักดีว่าความปลอดภัยคือรากฐานสำคัญของการท่องเที่ยวที่ยั่งยืน เรามุ่งหวังให้การดำเนินงานในครั้งนี้เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นแก่นักท่องเที่ยว และยกระดับขีดความสามารถของประเทศไทยในการแข่งขันกับตลาดโลก ภายใต้แนวคิด ‘Let’s Make Tourism Safe for All’ หรือ ‘ร่วมสร้างการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน” โดย ‘คน’ ถือเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาอย่างแท้จริง ความยั่งยืนทางสังคมคือ การที่ทุกคนได้รับการเคารพ ในศักดิ์ศรี มีความเสมอภาค ความเท่าเทียม และความปลอดภัย หากเราสามารถสร้างระบบที่เอื้อต่อการป้องกันการค้ามนุษย์ ลดความเหลื่อมล้ำ และส่งเสริมความเป็นธรรมทางสังคมได้ ก็จะเป็นการวางรากฐานของการพัฒนาการท่องเที่ยวที่มั่นคงและยั่งยืนอย่างแท้จริง ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว ที่เป็นด่านหน้าที่ใกล้ชิดกับนักท่องเที่ยวมากที่สุด โดยการสร้างความตระหนักรู้ ความเข้าใจ การมีส่วนร่วมของผู้ประกอบการ ถือเป็นหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้การป้องกันและต่อต้านการค้ามนุษย์เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการเฝ้าระวัง การสังเกตพฤติกรรมที่ผิดปกติ การรายงานเบาะแส หรือแม้แต่การออกแบบบริการที่โปร่งใส มีมาตรฐาน และเป็นธรรม” โดยภายในงานเสวนาวิชาการ การส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและปราศจากการค้ามนุษย์ มีการบรรยายพิเศษ และการเสวนาวิชาการในประเด็นสำคัญ ได้แก่

    •    รู้เท่าทันการค้ามนุษย์: จุดเริ่มต้นของการป้องกันและปราบปราม
    •    รู้ทันสัญญาณเตือน: วิธีสังเกตและวิเคราะห์พฤติกรรมเสี่ยงในภาคการท่องเที่ยว     
    •    จากการสังเกตสู่การช่วยเหลือ: ขั้นตอนและวิธีปฏิบัติที่ปลอดภัยในภาคการท่องเที่ยว
    •    วัฒนธรรมไม่เพิกเฉย: สร้างสังคมท่องเที่ยวที่ตื่นตัวและรับผิดชอบร่วมกัน

    นอกจากเวทีเสวนาแล้ว กรมการท่องเที่ยวยังมีบูธนิทรรศการข้อมูลข้อเสนอแนะเชิงนโยบายและมาตรการต่าง ๆ พร้อม “หลักสูตรการอบรมการท่องเที่ยวปลอดภัยและปราศจากการค้ามนุษย์” เพื่อใช้เป็น เครื่องมือพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง สำหรับผู้ประกอบการ ผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

    ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 โดยได้จัดอบรมในพื้นที่นำร่อง 6 จังหวัด เพื่อขยายผลการดำเนินงานและทดสอบรูปแบบการประยุกต์ใช้หลักสูตรในระดับพื้นที่ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี อุดรธานี เชียงใหม่ ภูเก็ต และสงขลา ซึ่งจังหวัดเหล่านี้ถือเป็น พื้นที่ยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว ที่มีความหลากหลายของนักท่องเที่ยวและรูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยว จึงนับเป็นจุดเริ่มต้นในการ สร้างต้นแบบการท่องเที่ยวปลอดภัย ทั้งในเชิงการป้องกัน การเฝ้าระวัง และการพัฒนากลไกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และชุมชนท้องถิ่น เพื่อนำไปสู่ การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระดับประเทศต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/649146&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01Ke9F0CwvjVpe4vBsHVFJ

  • SMO ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ร่วมพิธีเปิดงาน “พาแบงก์รัฐ มาช่วยราษฎร์” ที่ภูเก็ต

    SMO ร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก ร่วมพิธีเปิดงาน “พาแบงก์รัฐ มาช่วยราษฎร์” ที่ภูเก็ต


    SMO ร่วมงาน “พาแบงก์รัฐ มาช่วยราษฎร์” ณ จ.ภูเก็ต ร่วมมือ 3 สถาบันการเงินภาครัฐ สนับสนุนผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงแหล่งทุน หนุนการเติบโตของธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรม

    นายกุศล ศรีเปารยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน และนายเสกศักดิ์ พิริเยศยางกูร กรรมการผู้จัดการ สายงานโรงงาน บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO ร่วมงานพิธีเปิด “พาแบงก์รัฐ มาช่วยราษฎร์” ณ โรงแรมดารา จังหวัดภูเก็ต ซึ่งจัดโดย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ร่วมกับ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) และ บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.)

    ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายธกร เลาหพงศ์ชนะ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษ มุ่งเน้นการส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การให้คำปรึกษาทางการเงิน และการค้ำประกันสินเชื่อสำหรับผู้ประกอบการ SMEs

    การเข้าร่วมของ SMO ในครั้งนี้ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ของบริษัทในการสร้างความร่วมมือกับสถาบันการเงินภาครัฐ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจ เกษตรอุตสาหกรรม และ พลังงานทางเลือก ควบคู่กับการเสริมศักยภาพให้กับเศรษฐกิจชุมชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ

    SMO ยังคงเดินหน้ายกระดับธุรกิจด้วยแนวทางที่ยั่งยืน พร้อมสนับสนุนพันธมิตรทุกภาคส่วน ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากและสร้างผลกระทบเชิงบวกในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/35072&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o_yrV9U-T8O9ch40reGIj

  • ภาคตลาดทุน จับตานโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลชุดใหม่ หวังได้รัฐบาลที่เข้าใจ

    ภาคตลาดทุน จับตานโยบายเศรษฐกิจรัฐบาลชุดใหม่ หวังได้รัฐบาลที่เข้าใจ

    ปัจจัยความไม่แน่นอนทางการเมืองกำลังร้อนแรงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในวันนี้ (5 กันยายน) มีวาระร้อนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี หลังพรรคแกนนำฝ่ายค้านมีมติจะโหวตสนับสนุน ‘อนุทิน ชาญวีรกูล’ หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขณะที่เพื่อไทยเองก็ออกแถลงการณ์สนับสนุน ‘ชัยเกษม นิติสิริ’ เป็นนายกรัฐมนตรี และประกาศว่าหากชัยเกษมได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีจะยุบสภาทันที หลังยื่นเรื่องยุบสภาไม่สำเร็จ ไปฟังความเห็นจากผู้บริหารในภาคตลาดทุนต่อปัจจัยการเมืองจะมีผลกระทบอย่างไร

    อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ระบุว่า นักลงทุน โดยเฉพาะนักลงทุนต่างชาติ คุ้นเคยกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของไทยเป็นอย่างดี ดังนั้นความผันผวนที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับพวกเขา และไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดทุนอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากพวกเขายังคงเน้นการลงทุนบนปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียนเป็นหลัก

    แม้ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะสร้างความกังวล แต่เศรษฐกิจไทยยังคงขับเคลื่อนต่อไปได้ด้วยภาคเอกชนที่เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าประเทศไทยยังคงเป็นตลาดที่น่าสนใจในภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากมีบริษัทขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในมุมมองของนักลงทุนต่างชาติ การที่ตลาดหุ้นไทยยังน่าสนใจแม้จะมีความผันผวนทางการเมืองเป็นผลมาจากสองปัจจัยหลัก แต่มองว่าตลาดหุ้นไทยยังมีความน่าสนใจจาก 2 ปัจจัย คือ

    1. เศรษฐกิจไทยยังมีศักยภาพที่น่าสนใจ
    2. มูลค่า (Valuation) ของหลายบริษัทอยู่ในระดับที่น่าดึงดูด และยังมีโอกาสในการเติบโตหรือจ่ายเงินปันผลที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่น ๆ ที่ปรับตัวขึ้นไปแล้ว

    หวังทีมเศรษฐกิจรัฐบาลชุดใหม่มีความสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

    ด้านดร. ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลท. ย้ำถึงปัจจัยสำคัญที่จะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังคือ การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายปี 2569 ที่ผ่านความเห็นชอบของสภาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งภาครัฐควรเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปีปัจจุบันและเตรียมพร้อมสำหรับการเบิกจ่ายงบประมาณปีหน้า เพื่อเป็นเครื่องมือสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อรับมือโดยเฉพาะภาคส่งออกของไทยที่มีความเสี่ยงเห็นการชะลอตัว

    ในประเด็นเรื่องการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในวันที่ 17 กันยายน ดร. ศรพล มองว่าตลาดหุ้นได้ Price In ข่าวนี้ไปพอสมควรแล้ว ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เงินทุนไหลเข้ามาในตลาดหุ้นภูมิภาคในช่วงที่ผ่านมา ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ครั้งต่อไปนั้นต้องรอประเมินสถานการณ์อีกครั้ง

    ภาพ: บรรยากาศงานแถลงข่าว ‘สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนสิงหาคม 2568’ โดยผู้บริหารระดับสูงของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    บรรยากาศงานแถลงข่าว ‘สรุปภาพรวมภาวะตลาดหลักทรัพย์เดือนสิงหาคม 2568’ โดยผู้บริหารระดับสูงของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

    ในมุมมองของ ดร. ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ ตลท การมีทีมเศรษฐกิจที่มีความเข้าใจในภาคตลาดทุนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะตลาดทุนมีเครื่องมือหลายอย่างที่สามารถช่วยขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่ข้อจำกัดด้านงบประมาณมีสูง

    ตัวอย่างที่สำคัญคือการใช้กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ในการระดมทุนจากภาคเอกชนเพื่อมาใช้สำหรับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐ ซึ่งจะช่วยลดภาระด้านงบประมาณและหนี้สาธารณะของประเทศได้ หากรัฐมนตรีคลังและทีมเศรษฐกิจมีความรู้ความเข้าใจในกลไกเหล่านี้ ก็จะสามารถนำเครื่องมือนี้มาใช้เป็นประโยชน์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ด้านอัสสเดช กล่าวเสริมต่อว่า ประเด็นสำคัญที่สุดคือ การมีทีมเศรษฐกิจที่สามารถขับเคลื่อนนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมในระยะกลางถึงยาวได้จริง ไม่ใช่แค่เรื่องของตลาดทุนเพียงอย่างเดียว หากเศรษฐกิจโดยรวมมีการเติบโตที่สูงขึ้นและยั่งยืนขึ้น จะเป็นประโยชน์ต่อตลาดทุนในภาพรวมอย่างแน่นอน

    อย่างไรก็ดี ตลท. มีแผนที่จะเดินหน้าโครงการต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนก็ตาม เช่น โครงการ Jump+ ที่มีบริษัทเข้าร่วมแล้วกว่า 35 บริษัทในระยะเวลา 2 เดือน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในศักยภาพของโครงการ และพร้อมที่จะนำเสนอข้อมูลให้แก่รัฐบาลใหม่เพื่อขอการสนับสนุน

    ในขณะที่โครงการ G-Token ยังคงต้องรอนโยบายที่ชัดเจนจากภาครัฐ ตลท. ยังคงเดินหน้าโครงการ B-Connect และความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตลาดทุนไทย

    มีกลไกพร้อมรับมือความผันผวนในตลาดหุ้นจากผลกระทบโหวตนายกฯ

    อัสสเดช กล่าวถึงแนวทางการรับมือความผันผวน หากการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันนี้ (5 กันยายน) หากไม่สำเร็จและส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น โดยระบุว่า ตลท. มีกลไกการทำงานเพื่อรับมืออยู่แล้ว เช่น Circuit Breaker ที่จะเข้ามาควบคุมสถานการณ์เมื่อดัชนีมีการปรับตัวลดลงในระดับที่กำหนด และโดยปกติแล้วการเมืองในอดีตก็ไม่ค่อยมีผลกระทบกับตลาดหุ้นไทยอย่างมีนัยสำคัญ

    ‘ไพบูลย์’ หวังได้ รมว. คลังคนใหม่ที่มีความเข้าใจภาคตลาดทุน

    ด้านไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้ ให้สัมภาษณ์กับ THE STANDARD WEALTH ระบุว่า หลังจากการประชุมของพรรคประชาชนที่มีมติสนับสนุนอนุทิน ชาญวีรกูล พรรคภูมิใจไทยให้เป็นนายกรัฐมนตรี

    “ผมก็คิดว่าสุดท้ายก็คือการเดินสู่การยุบสภา แค่ว่ายุบวันนี้ หรือยุบอีก 4-5 เดือน” ไพบูลย์กล่าว โดยให้เหตุผลว่า แม้ในมุมของตลาดทุน ผลลัพธ์สุดท้ายจะไม่ได้แตกต่างกันมากนัก”

    อย่างไรก็ดีในช่วงที่การเมืองยังคงมีความไม่แน่นอนเช่นนี้ ตลาดหุ้นมีแนวโน้มที่จะ Sideway และรอความชัดเจน ต่างชาติยังคงจับตาดูและรอความหวังว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่จะนำมาซึ่งรัฐบาลที่ดีกว่าเดิม ซึ่งจะช่วยจำกัดความเสี่ยงที่ตลาดจะปรับตัวลงอย่างรุนแรง

    อีกประเด็นสำคัญที่น่าจับตาคือ นโยบายเกี่ยวกับตลาดทุน ที่อาจได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ไพบูลย์ยอมรับว่าที่ผ่านมา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลังจากพรรคเพื่อไทยให้การสนับสนุนตลาดทุนอย่างเต็มที่ ทั้งการผลักดันกองทุนไทย ESG และมาตรการอื่นๆ ที่เป็นประโยชน์ หากรัฐบาลใหม่ไม่มีบุคคลที่เข้าใจและสนับสนุนตลาดทุน การผลักดันมาตรการที่สำคัญต่างๆ ที่ตลาดหลักทรัพย์ได้เสนอไปก็อาจจะชะลอตัวลง

    ภาพ: ด้านไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้

    ด้านไพบูลย์ นลินทรางกูร กรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ทิสโก้

    “ก็ต้องหวังว่าเราจะได้รัฐมนตรีคลังที่เข้าใจตลาดทุน ซึ่งจะทำให้การผลักดันมาตรการต่าง ๆ ที่ฝั่งตลาดทุนเข้าไปแล้วได้รับการพิจารณาและตอบรับในเชิงบวก” ไพบูลย์กล่าว

    ส่วนประเด็นข่าวที่ว่าอนุทินเตรียมรัฐมนตรีคลังคนนอกไว้แล้ว ไพบูลย์มองว่า แม้จะมีการแต่งตั้งรัฐมนตรีใหม่ แต่รัฐบาลที่มีอายุเพียง 4-5 เดือนก็อาจไม่สามารถทำอะไรที่สำคัญได้มากนัก เนื่องจากงบประมาณได้ผ่านสภาไปแล้ว การจะเริ่มโครงการใหม่ ๆ หรือเปลี่ยนแปลงนโยบายสำคัญจึงแทบจะเป็นไปไม่ได้ ทำให้ตลาดหุ้นน่าจะมองข้ามช็อตไปถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าเพื่อรอความชัดเจนที่แท้จริง

    ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนปรับขึ้นสู่เกณฑ์ ‘ร้อนแรง’

    ดร กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนสิงหาคม 2568 (สำรวจระหว่างวันที่ 20-31 สิงหาคม 2568) พบว่า “ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้าปรับขึ้นมาอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ที่ระดับ 120.22 นักลงทุนมองว่าการไหลเข้าของเงินทุน เป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมาคือการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ และการประกาศอัตราดอกเบี้ยนโยบายคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)

    ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย

    ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย

    ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ รองลงมาคือการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศ และผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน

    • หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดธนาคาร (BANK)
    • หมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (PROP)
    • ปัจจัยหนุนที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ การไหลเข้าของเงินทุน
    • ปัจจัยฉุดที่มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นไทยมากที่สุด คือ สถานการณ์ทางการเมืองในประเทศ

    ทั้งนี้ตลอดเดือนสิงหาคม 2568 ดัชนี SET เคลื่อนไหวภายใต้แรงกดดันทั้งจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาที่ยังไม่คลี่คลาย รวมถึงสถานการณ์ทางการเมืองซึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีรวมถึงรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ จากกรณีคลิปเสียงหลุดกับฮุน เซนของกัมพูชา

    อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยหนุนจากการที่ กนง. มีมติเอกฉันท์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.75% เป็น 1.50% ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ยในเดือนกันยายน โดย SET Index ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2568 ปิดที่ 1,236.61 ปรับตัวลดลง 0.46% จากเดือนก่อนหน้า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 21,816 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปี 2568 นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิรวม 84,384 ล้านบาท

    ปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ นโยบายการเงินและการประกาศอัตราดอกเบี้ยนโยบายของ FED และทิศทางการเจรจาการค้าระหว่าง สหรัฐฯ-จีน หลังตกลงขยายเวลาชะลอภาษีไปอีก 90 วัน ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ สถานการณ์ทางการเมืองไทยในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของนโยบาย การเบิกจ่ายงบประมาณ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ผลการตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อ “คดีชั้น 14” ของ ทักษิณ ชินวัตร และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/set-political-instability-impact/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i231I0kZxrVIQES-ySFEM

  • แอตต้าอยากได้ “พิพัฒน์” คุมท่องเที่ยว

    แอตต้าอยากได้ “พิพัฒน์” คุมท่องเที่ยว

    นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) เปิดเผยว่า โจทย์เร่งด่วนที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่จะต้องแก้หลังเข้ารับตำแหน่ง มี 3 เรื่อง ได้แก่ 1.ปัญหาเศรษฐกิจ 2.ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา 3.เรื่องของความปลอดภัยด้านชีวิตและทรัพย์สิน เพราะสามเรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่มีผลกระทบต่อการค้าการลงทุน ความเป็นอยู่ของประชาชนที่เดือดร้อน ดังนั้นในช่วงระยะเวลา 4 เดือน มองว่าควรเร่งดำเนินการเรื่องนี้ก่อน

    สำหรับด้านการท่องเที่ยวซึ่งเป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน จึงอยากได้ รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์มาบริหารงานได้เลย เช่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ซึ่งเคยเป็น รมว.ท่องเที่ยวฯ มาแล้ว 4 ปี ก็จะสามารถทำงานได้เลย และเป็นพรรคเดียวกับนายกฯ ก็จะทำให้การทำงานกันได้ง่ายขึ้น และ รมว.ท่องเที่ยวฯ จะต้องมีความเป็นเอกภาพกับ รมว.คลัง ทีมรัฐบาลจะต้องเป็นทีมเดียวกัน เพื่อให้ขับเคลื่อนนโยบายไปต่อได้

    ขณะเดียวกันโจทย์ท้าทายที่ รมว.ท่องเที่ยวฯ และ รมว.คลัง จะต้องเร่งแก้คือเรื่องของค่าเงินบาทที่แข็งค่าที่มีผลต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการยกระดับความเชื่อมั่นบนเวทีนานาชาติ โดยการเดินทางเยือนต่างประเทศอย่างเป็นทางการเพื่อ

    “วันนี้สิ่งที่รัฐบาลไทยอ่อนแอ ในช่วง 2 ปี ที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้เดินทางไปต่างประเทศอย่างมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ซึ่งสมัยนายปานปรีย์ พหิทธานุกร รมว.ต่างประเทศ ตอนนั้น ทำไว้ได้ดี และเมื่อปรับ ครม. เปรียบ รมว.ต่างประเทศ คนใหม่เป็นนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ บทบาทในเวทีต่างประเทศของไทยก็ลดลง ทำให้ไทยเสียเปรียบในช่วงของการมีปัญหาความขัดแย้งกับประเทศเล็กๆ อย่างกัมพูชา เพราะกัมพูชาเขาเดินทางไปคุยกับนานาชาติในเวทีใหญ่ ขณะที่ไทยเป็นรองเขา ถึงเวลาที่ไทยต้องกลับมาวางแผนให้ดี และเลือกคนที่จะมานั่ง รมว.ต่างประเทศ ที่เก่งและมีความรู้มีประสบการณ์ก็จะมีผลต่อการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ”

    อย่างไรก็ดี หากได้รัฐบาล รัฐมนตรี ที่มีความรู้ ประสบการณ์ เชี่ยวชาญ เข้ามาไม่ต้องตั้งหลักสามารถทำงานได้เลย เชื่อว่า 4 เดือนนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาเร่งด่วนและวางโครงสร้างเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง เพราะหลังยุบสภารัฐบาลก็ต้องบริหารงานต่ออีก 2-3 เดือน เป็นอย่างน้อย ระหว่างที่รอรัฐบาลใหม่ ส่วนสถานการณ์ท่องเที่ยวไทยในปีหน้าคาดการณ์ว่าจะดีกว่าปีนี้ แต่รัฐบาลจะต้องแก้ปัญหาเรื่องความปลอดภัย คดีอาชญากรรม และยาเสพติดให้ดีขึ้น พร้อมยกระดับความสัมพันธ์ให้ดีขึ้น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2880824&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zXqj9Zxu1ba7XYpOt7B-G

  • ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่คุณต้องการ

    ขออภัย ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ขออภัย
    ไม่พบข้อมูลที่ท่านต้องการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.set.or.th/th/market/news-and-alert/newsdetails%3Fid%3D98791601%26symbol%3DSET&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FiyA2w3z5ym0h0kAoP1tO

  • กระทรวงการต่างประเทศดำเนินโครงการเสริมสร้างความเข้าใจต่อประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อนานาชาติและนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ ณ อินโดนีเซีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    กระทรวงการต่างประเทศดำเนินโครงการเสริมสร้างความเข้าใจต่อประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อนานาชาติและนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ ณ อินโดนีเซีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    กระทรวงการต่างประเทศดำเนินโครงการเสริมสร้างความเข้าใจต่อประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อนานาชาติและนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ ณ อินโดนีเซีย

    กระทรวงการต่างประเทศดำเนินโครงการเสริมสร้างความเข้าใจต่อประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อนานาชาติและนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ ณ อินโดนีเซีย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 4 ก.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 4 ก.ย. 2568

    | 49 view

    เมื่อวันที่ 27 – 29 สิงหาคม 2568 นายพงศ์ปราชญ์ มากแจ้ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง พร้อมด้วยนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นำคณะผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศและ ศอ.บต. เดินทางเยือนกรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ภายใต้โครงการเสริมสร้างความเข้าใจต่อประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อนานาชาติและนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ ประจำปี 2568 ของกระทรวงการต่างประเทศ

    คณะได้เข้าร่วมกิจกรรม “Thai Student Gathering 2025” ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา ระหว่างวันที่ 28 – 29 สิงหาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างทักษะ และศักยภาพของนักศึกษาไทยมุสลิมในอินโดนีเซีย ซึ่งประกอบด้วยการทัศนศึกษาเชิงวัฒนธรรม การสัมมนาทางวิชาการและการแนะเนวอาชีพที่น่าสนใจ การดูแลสุขภาพจิตและการเสริมสร้างภาวะผู้นำ โดยมีนักศึกษาไทยมุสลิมเข้าร่วม จำนวนกว่า 160 คน

    นอกจากนี้ คณะยังได้เข้าพบกับ (1) Mr. Syafiq A. Mughni ประธานองค์กรมูฮัมมะดียะห์ (Muhammadiyah) ณ สำนักงานองค์กรมูฮัมมะดียะห์ กรุงจาการ์ตา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการศึกษา แลเร่งรัดการจัดทำบันทึกความเข้าใจฉบับใหม่ระหว่างองค์กรฯ กับ ศอ.บต. เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาไทยมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ (2) Dr. Ulil Abshar Abdalla รองประธานองค์กรนะห์ดอตุล อูลามา (Nahdlatul Ulama) เพื่อหารือเกี่ยวกับการยกระดับความร่วมมือด้านการศึกษาและการขอรับทุนการศึกษาเพิ่มเติมให้กับนักศึกษาไทยมุสลิม รวมไปทั้งการขยายความร่วมมือในประเด็นพหุวัฒนธรรม และแนวคิด “Humanitarian Islam” ด้วย

    การเยือนในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของกระทรวงการต่างประเทศในการผลักดันความร่วมมือและการแสวงหาโอกาสด้านการศึกษาให้กับเยาวชนไทยมุสลิมที่ต้องการไปศึกษาต่อที่ประเทศอินโดนีเซีย รวมถึงการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กับองค์กรมุสลิมของอินโดนีเซียได้รับทราบและเชิญชวนให้อินโดนีเซียเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งสอดรับกับวาระครบรอบ 75 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – อินโดนีเซีย ในปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/sbpacindo-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a907%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a909&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1d2Qlj1U_mjGDmUmkauKt-

  • รีวิวภูกระดึง 2568 10 เรื่องต้องรู้ก่อนไป พร้อมค่าใช้จ่าย

    รีวิวภูกระดึง 2568 10 เรื่องต้องรู้ก่อนไป พร้อมค่าใช้จ่าย

    TrueID

    Follow us

    TrueID Line Official

    Copyright © True Digital Group Company Limited.
    All rights reserved

    TrueID APP

    Unbox Yourself with TrueID

    ทรูไอดี โลกความสุขในทุกตัวตนของคุณ

    Download on App StoreDownload on Google Play StoreDownload on Huawei AppGallery

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://travel.trueid.net/detail/gObzpz8qYVEO&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vFkzy5ztUtrSDzo6HS_-B

  • ไม่ใช่แค่ในละครอีกต่อไป ! อู๋ สมิทธิ จากนักแสดงสู่การเป็นคุณหมอจริง

    ไม่ใช่แค่ในละครอีกต่อไป ! อู๋ สมิทธิ จากนักแสดงสู่การเป็นคุณหมอจริง

              อู๋ สมิทธิ ลิขิตมาศกุล นักแสดงช่อง 3 เดินหน้าในบทบาทใหม่ หลังตัดสินใจสานต่อความฝันครั้งสำคัญ เข้าศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    อู๋ สมิทธิ์ จากดารานักแสดงช่อง 3 สู่การเป็นคุณหมอจริง
    ภาพจาก Instagram ousmith 

              ไม่ใช่แค่บทบาทในละครอีกต่อไป สำหรับ อู๋ สมิทธิ ลิขิตมาศกุล นักแสดงหนุ่มที่ผู้ชมคุ้นหน้า ล่าสุดเจ้าตัวโพสต์ภาพสวมเสื้อกาวน์ผ่านอินสตาแกรมส่วนตัว @ousmith พร้อมข้อความบอกชัดว่า “ไม่ได้เป็นหมอแค่ในละครแล้วน้าาา จะเป็นหมอจริง ๆ แล้ว” นับเป็นการก้าวสู่เส้นทางจริงในฐานะนิสิตแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากเปลี่ยนเส้นทางจากคณะนิเทศศาสตร์ โดยยอมรับว่าเป็นความท้าทาย เพราะต้องเริ่มใหม่ 

    อู๋ สมิทธิ์ จากดารานักแสดงช่อง 3 สู่การเป็นคุณหมอจริง
    ภาพจาก Instagram ousmith 

              ในโพสต์ อู๋ สมิทธิ ได้กล่าวขอบคุณครอบครัว เพื่อน ๆ และคนรอบตัวที่คอยเป็นกำลังใจและช่วยเหลือด้านการเรียน รวมถึงขอบคุณช่อง 3 และผู้ใหญ่ในวงการบันเทิงที่ให้โอกาสตลอดกว่า 13 ปี ซึ่งเขามองว่าเป็นประสบการณ์ที่หล่อหลอมให้รู้จักตัวเองมากขึ้น

              พร้อมกันนี้ อู๋ สมิทธิ ยังเปิดใจถึงเป้าหมายในอนาคตว่า อยากใช้ความรู้ทางการแพทย์เพื่อช่วยเหลือสังคม การเปลี่ยนจากการสร้างความบันเทิงมาสู่การดูแลรักษาผู้ป่วย ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีคุณค่าต่อชีวิตและสังคมโดยรวม

    อู๋ สมิทธิ์ จากดารานักแสดงช่อง 3 สู่การเป็นคุณหมอจริง

    ภาพจาก Instagram ousmith

              สำหรับการตัดสินใจของ อู๋ สมิทธิ ไม่เพียงแสดงถึงความกล้าที่จะเริ่มต้นใหม่ แต่ยังกลายเป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายคนที่เชื่อว่า ไม่มีคำว่าสายเกินไป สำหรับการเดินตามความฝัน

     อู๋ สมิทธิ์ จากดารานักแสดงช่อง 3 สู่การเป็นคุณหมอจริง
    ภาพจาก Instagram ousmith

    อู๋ สมิทธิ์ จากดารานักแสดงช่อง 3 สู่การเป็นคุณหมอจริง
    ภาพจาก Instagram ousmith 

    อู๋ สมิทธิ์ จากดารานักแสดงช่อง 3 สู่การเป็นคุณหมอจริง
    ภาพจาก Instagram ousmith 

    อู๋ สมิทธิ์ จากดารานักแสดงช่อง 3 สู่การเป็นคุณหมอจริง
    ภาพจาก Instagram ousmith 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://women.kapook.com/view294752.html&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3H6FY5hv3I1dPLu0md7hry

  • NT ร่วมกับ Telehouse เชื่อมตรงเส้นทางเคเบิลใต้น้ำระหว่างปท. สู่ศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค

    NT ร่วมกับ Telehouse เชื่อมตรงเส้นทางเคเบิลใต้น้ำระหว่างปท. สู่ศูนย์กลางดิจิทัลของภูมิภาค

    4 กันยายน 2568 18:51 น. สยามรัฐออนไลน์ เทคโนโลยี-ไอที

    บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) หรือ NT ได้ร่วมมือกับ Telehouse Thailand ผู้นำด้านบริการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลก ให้บริการโครงข่ายรับ-ส่งข้อมูลผ่านระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ โดยเชื่อมโยงจากสถานีเคเบิลใต้น้ำ ศรีราชา ไปยังอาคาร Telehouse Bangkok ในกรุงเทพฯ พร้อมให้บริการแล้ววันนี้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพโครงข่ายการสื่อสารของประเทศไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น สนับสนุนการพัฒนาระบบไอทีของประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน   

    วันที่ 4 กันยายน 2568 ความร่วมมือครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่มุ่งส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนข้อมูลของภูมิภาค หรือ ASEAN Digital Hub ด้วยจุดสำคัญความร่วมมือที่ Telehouse Thailand จะเชื่อมโยงระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศของ NT จากสถานีเคเบิลใต้น้ำศรีราชาโดยตรง ซึ่งผู้ใช้บริการ ทั้ง Content Provider/Operator ในประเทศไทย และกลุ่มผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP) ในประเทศเพื่อนบ้าน สามารถใช้งานผ่านระบบเคเบิลใต้น้ำ Asia Direct Cable (ADC) และ Asia America Gateway (AAG) ไปยังประเทศ ที่มีผู้ให้บริการระดับ Global Digital Hub เช่น สิงคโปร์ ฮ่องกง ญี่ปุ่น ได้อย่างรวดเร็วและมีเสถียรภาพ โดยระบบ ADC เชื่อมโยง 7 ประเทศ ได้แก่ จีน, ฮ่องกง, ญี่ปุ่น, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, ไทย และเวียดนาม ซึ่งในหลายประเทศเหล่านี้เป็นที่ตั้งของ Data Center ของผู้ให้บริการ Cloud/Content รายใหญ่ อีกทั้งสามารถเชื่อมต่อตรงไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาผ่านระบบเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ Asia America Gateway (AAG)  หรือผ่านระบบเคเบิลใต้น้ำในประเทศทางอ่าวไทย ไปยังสถานีเคเบิลใต้น้ำระหว่างประเทศ สงขลา และ สตูล เชื่อมต่อไปยังปลายทางในประเทศต่าง ๆ ในหลายภูมิภาคทั่วโลก  

    พันเอกสรรพชัยย์ หุวะนันทน์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ NT กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสทางธุรกิจและความพร้อมด้านโทรคมนาคมของประเทศไทยในยุค AI  ด้วยโครงข่าย รับ-ส่ง ข้อมูลระหว่างประเทศที่มีความจุช่องสัญญาณรวมระดับเทราบิต และความน่าเชื่อถือของระบบด้วยการออกแบบโครงข่ายที่มีเสถียรภาพสูง ซึ่งเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการดิจิทัล เช่น Cloud Service Provider / Content Provider ให้ความสำคัญ ในการพิจารณาลงทุนสร้าง Data Center ในประเทศไทย

    ด้านนายเคน มิยาชิตะ กรรมการผู้จัดการ Telehouse Thailand เสริมว่า เราเชื่อมั่นว่าการเชื่อมต่อโครงข่าย ผ่านระบบเคเบิลใต้น้ำของ NT ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายโทรคมนาคมหลักของประเทศ  จะสามารถตอบสนองความต้องการผู้ใช้บริการในการรองรับปริมาณข้อมูลจำนวนมหาศาลจากบริการ Gen AI และคลาวด์ ซึ่งคาดว่าจะเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และในฐานะที่ Telehouse เป็นผู้นำ Data Center ที่สร้างขึ้นตามความต้องการเฉพาะด้าน (Purpose-Build Interconnection Data Center) ในกรุงเทพฯ เราจึงได้ยกระดับการเชื่อมต่อเคเบิลใต้น้ำและพร้อมให้บริการด้วยความเสถียรสูง ด้วยทางเชื่อมไฟเบอร์ 4 เส้นทาง เพื่อให้มีทางเลือกสำรองในการเชื่อมต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    การร่วมมือครั้งนี้ตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นของ NT และ Telehouse ในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของประเทศไทยให้ทัดเทียมระดับสากล และสนับสนุนวิสัยทัศน์ในการเป็นศูนย์กลางการเชื่อมโยงข้อมูลของภูมิภาคได้อย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/649090&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ll6VXzjzuxekzHf5qtu9N