Blog

  • ถกปัญหารถยนต์ไฟฟ้า ส่งบอร์ดอีวี แก้ไขปัญหาระยะยาว – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    ถกปัญหารถยนต์ไฟฟ้า ส่งบอร์ดอีวี แก้ไขปัญหาระยะยาว – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    สภาผู้บริโภค เร่งหาแนวทางแก้ปัญหาคุณภาพและบริการหลังการขายรถยนต์ไฟฟ้า หลังพบปัญหาร้องเรียนพุ่ง เตรียมหามาตรการเยียวยา ดึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภค พลิกอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทยให้ไปต่อ

    จากกรณีที่มีผู้บริโภคจำนวนมากได้รับผลกระทบจากปัญหารถยนต์ไฟฟ้าที่บกพร่องด้านคุณภาพ และบริการหลังการขายมากมาย เช่น ขาดอุปกรณ์การชาร์ตแบตที่บ้าน รอเคลมอะไหล่ ไม่ได้รับป้ายขาว บริษัทประกันไม่รับประกัน เป็นต้น สภาผู้บริโภค ในวันที่ 3 กันยายน 2568 ได้ประชุมหารือแนวทางแก้ไขปัญหาคุณภาพและบริการหลังการขายรถยนต์ไฟฟ้า เพื่อจัดทำนโยบายหรือมาตรการแก้ไขปัญหาและเยียวยาความเสียหายที่เป็นรูปธรรมให้กับผู้บริโภคที่เลือกซื้อรถยนต์ไฟฟ้าและตัวแทนจำหน่ายโดยเร่งด่วน รวมถึงการจัดทำข้อเสนอต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อกำหนดนโยบายระยะยาวของประเทศในเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าในระยะต่อไป

    โดยการประชุมครั้งนี้มีผู้แทนกรมสรรพสามิต ผู้แทนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้แทนสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ผู้แทนจากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย และสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เข้าร่วม

    อิฐบูรณ์ อ้นวงษา รองเลขาธิการสำนักงานสภาผู้บริโภค กล่าวว่า สภาผู้บริโภคได้รับการร้องเรียนจากผู้บริโภคที่ใช้บริการรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์เนต้า (NETA) ที่มีปัญหาหลายด้าน ทั้งเรื่องอะไหล่และศูนย์บริการที่ไม่ได้ตามมาตรฐาน จึงต้องการหาแนวทางจัดทำข้อเสนอนโยบายเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมรวบรวมอุปสรรค ปัญหาและข้อเสนอนำไปเสนอต่อคณะกรรมการนโยบายยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ (บอร์ดอีวี) นำไปกำหนดนโยบายหรือมาตรการแก้ไขปัญหาและเยียวยาความเสียหายที่เป็นรูปธรรมให้กับผู้บริโภคและตัวแทนจำหน่ายโดยเร่งด่วน

    ทั้งนี้ สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนผู้ใช้บริการรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงที่ผ่านมารวมถึง 300 กรณี ซึ่งมี 3 ประเด็นหลักได้แก่ ปัญหาด้านบริการหลังการขายและอะไหล่ มีทั้งปัญหาชุดชาร์จแบตเตอรี่ (CDU) ชำรุดบกพร่อง การเผชิญกับปัญหาอะไหล่ที่รอเคลม 74 รายการ ทำให้ผู้เสียหายหลายรายยังไม่ได้รับการเคลม ดีลเลอร์ไม่ส่งข้อมูลเคลมเข้าระบบ ทำให้ยอดเคลมต่ำกว่าความเป็นจริง ข้อมูลลูกค้าบางส่วนไม่สามารถเข้าถึงได้ และต้องขอจากผู้ใช้งานโดยตรง และผู้บริโภคแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมจากการใช้รถทางเลือก เช่น แท็กซี่ หรือ เช่า

    ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคระบุว่าไม่ได้รับอุปกรณ์ชาร์จไฟบ้าน (Wall Box) ครบถ้วน รวมถึงระบบไฟบ้านไม่รองรับอุปกรณ์การติดตั้ง Wall Box เกิดปัญหา และค่าใช้จ่ายภายหลังหลายหมื่นบาท รวมถึงหลายกรณีไม่สามารถเคลมประกันที่ทำกับตัวแทนจำหน่าย (ดีลเลอร์) ได้ โดยเฉพาะรถที่ได้รับประกันโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายจากโปรแกรมส่งเสริมการขาย  ทำให้บริษัทประกันปฏิเสธความคุ้มครอง และต้องสำรองจ่ายค่าซ่อมเอง จึงไม่สามารถติดต่อฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ได้อย่างราบรื่น ส่วนปัญหาด้านการขายและการจดทะเบียน มีทั้งเกิดความล่าช้า ไม่สามารถจดทะเบียนป้ายขาวได้ตามกำหนด การไม่ได้รับเงินมัดจำป้ายแดงคืน หลังจากคืนป้ายแดงแล้ว และบริษัทมีความขัดข้องทางการเงิน

    สำหรับการร้องเรียนกรณี รถยนต์เนต้า (Neta) มีผู้เสียหาย 3 กลุ่ม ได้แก่ การไม่ได้รับป้ายขาว 26 กรณี รวมถึงการได้รับป้ายขาวแต่ยังไม่ได้รับเงินมัดจำป้ายแดงคืนจำนวน 33 กรณี การไม่ได้รับอะไหล่ตามสัญญาประกัน/ปิดศูนย์บริการ ต้องซ่อมแซมเอง ขาดความเชื่อมั่นจำนวน 233 กรณี

    ทางด้านแนวทางจัดทำข้อเสนอนโยบายเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคกรณี ปัญหาความชำรุดบกพร่องและบริการหลังการขายยานยนต์ไฟฟ้า ในเบื้องต้นมีทั้ง 1. กำหนดหลักเกณฑ์การประกันคุณภาพและบริการหลังการขายให้ชัดเจนก่อนการอนุมัติเงินอุดหนุน เช่น กำหนดให้ต้องมีศูนย์บริการขั้นต่ำครอบคลุมพื้นที่หลักภายใน 1 ปี หรือมีอะไหล่สำรองขั้นต่ำในไทยเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 5 ปี 2. จัดตั้งศูนย์ร้องเรียนพิเศษเกี่ยวกับ EV ภายใต้ความร่วมมือระหว่างสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกรมการขนส่งทางบก เพื่อให้สามารถติดตามและแก้ปัญหาเฉพาะด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 3. ให้ข้อมูลผู้บริโภคอย่างโปร่งใส ทั้งเรื่องประวัติของแบรนด์ ความสามารถด้านบริการ และต้นทุนดูแลรักษาระยะยาว เพื่อให้ประชาชนตัดสินใจบนฐานข้อมูลที่ถูกต้อง โดยจะทำข้อเสนอแนะนโยบายเพื่อเสนอต่อคณะกรรมการยานยนต์ไฟฟ้าแห่งชาติ เพื่อเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

    “กรณีเนต้า สภาผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนตั้งแต่วันที่ 9 มิ.ย. 2566 แม้ว่า บริษัท เนต้า ประเทศไทย ได้แจ้งเป็นหนังสือว่าจะแก้ไขปัญหาให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ค. แต่ปัจจุบันเดือน ก.ย.ยังมีผู้ร้องเรียนต่อเนื่อง จึงต้องการร่วมแก้ปัญหาระยะยาวทั้งร่วมจัดประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ไขปัญหาให้ผู้บริโภคที่ประสบปัญหาอยู่ พร้อมสร้างความเชื่อมั่นต่อทิศทางการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าของประเทศ สร้างมาตรการที่เป็นรูปธรรม สร้างความเชื่อมั่นที่ดีต่อผู้บริโภคที่จะเข้ามาเลือกซื้อ รวมถึงเป็นผลดีต่อภาครัฐที่ผลักดันนโยบายลงทุนในด้านนี้” อิฐบูรณ์ กล่าว

    วิลาวรรณ อันชำนาญ ผู้แทนจากกรมสรรพสามิต กล่าวว่า กรมสรรพสามิตมีหน้าที่หลักในการจัดเก็บภาษีและได้รับมอบหมายให้ดำเนินมาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ทั้งดำเนินนโยบายลดภาษีอากรขาเข้าและการอนุมัติเงินอุดหนุนแก่ผู้ผลิต โดยปัจจุบันได้ดำเนินการมาตรการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV 3.0) ระยะหนึ่งในช่วงปี 2565 – 2568 ซึ่งมีเงื่อนไขหากเอกชนนำเข้าในช่วงปี 2565 – 2566 จะต้องผลิตชดเชยในปี 2567 อัตราส่วน 1 ต่อ 1 แต่หากไม่สามารถผลิตได้ทันตามแผน จะขยายไปในปี 2568 ที่ต้องผลิตในอัตรา 1:1.5 เท่า เช่น หากนำเข้า 100,000 คัน ต้องผลิตชดเชย 150,000 คันภายในปี 2568

    ทั้งนี้สิทธิประโยชน์และเงื่อนไข โดยผู้เข้าร่วมมาตรการที่นำเข้ารถยนต์ระหว่างปี 2565-2566 จะได้รับสิทธิประโยชน์ ทั้งการลดอัตราภาษีสรรพสามิตจาก 8% เหลือ 2% หรือลดลง 6% พร้อมกันนี้ผู้ประกอบการยานยนต์ จะได้รับเงินอุดหนุน 150,000 บาทต่อคัน ซึ่งจะจ่ายให้ภายหลังจากรถได้จำหน่ายและจดทะเบียนโดยประชาชนแล้ว แต่หากไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข และผู้เข้าร่วมมาตรการไม่สามารถผลิตชดเชยได้ตามกำหนด กรมสรรพสามิตจะดำเนินการเรียกคืนเงินอุดหนุน พร้อมดอกเบี้ย เรียกเก็บภาษีที่ลดให้คืน และเรียกเก็บค่าปรับอีก 1 เท่าของค่าภาษี

    สำหรับกรณีของรถยนต์ไฟฟ้า เนต้า (NETA) เป็นภาคเอกชนที่เข้ามาร่วมมาตรการ EV 3.0 โดยมีบริษัท เนต้า ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ร่วมลงนามบันทึกทำความเข้าใจ (เอ็มโอยู) กับกรมสรรพสามิต ซึ่งเนต้า ได้มีการนำเข้ารถยนต์จำนวนหนึ่งในช่วงปี 2565 – 2566 มีหน้าที่ต้องผลิตชดเชยในปี 2567 และ 2568 โดยบริษัทได้เริ่มผลิตในปี 2567 ผ่านการร่วมมือกับ บริษัท บางชันเยนเนอรัลเอเซมบลี จำกัด (BGAC) ทำหน้าที่เป็นผู้ผลิตให้แก่เนต้า ในประเทศไทย แต่ได้หยุดการผลิตชดเชยตั้งแต่ต้นปี 2568 เนื่องจากปัญหาของบริษัทแม่ที่ประเทศจีน ดังนั้นสถานการณ์ของ เนต้า จึงยังไม่ผิดเงื่อนไขทั้งหมด เนื่องจากกรอบระยะเวลาจะสิ้นสุดในเดือน ธ.ค.2568 แต่ปัจจุบันกรมสรรพสามิต อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลของบริษัท ทั้งยอดการผลิต ยอดการผลิตชดเชย รวมถึงกรณีในเรื่องค่าปรับ เงินอุดหนุน และดอกเบี้ยต่างๆ

    ปารเมศ ทองเจริญ  ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า กรณีปัญหาที่ สคบ. ดำเนินการเรื่องรถยนต์ไฟฟ้ามี 4 ประเด็นหลักได้แก่ ไม่ได้รับการซ่อมตามการรับประกัน (Warranty) สำหรับรถที่เสียที่เกิดขึ้นจากผลิตภัณฑ์ที่มีปัญหาการซ่อมล่าช้า ต่อมามีปัญหาเรื่อง รถเสียตามสัญญาประกันภัยและมีการซ่อมล่าช้า รวมถึงการไม่ได้รับอุปกรณ์หรือบริการการชาร์จ (Ball charge) และความไม่มั่นใจในกรณีที่บริษัทดีลเลอร์อาจปิดตัวลง  

    ขณะที่กรณีของ เนต้า สคบ. ได้เร่งแก้ไขในเรื่องการจดทะเบียนและรับป้ายรถยนต์ได้ดำเนินการครบถ้วนแล้ว รวมถึงการคืนเงิน 3,000 บาทสำหรับป้ายแดงที่ยังไม่ได้รับคืนก็ประสานงานจนครบหมดแล้ว ส่วนความไม่มั่นใจในกรณีที่บริษัทปิดตัวลงนั้น สคบ. ได้ดำเนินการประสานงานกับ เนต้า  ในเรื่องการซ่อมตามการรับประกัน (Warranty) สำหรับผู้ร้องเรียนไปแล้ว

    สำหรับในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการหารือร่วมกับ เนต้า แจ้งว่ามีการนำเข้าอะไหล่ตามแผนเดิมเดือนละ 50 กล่อง แต่จากสถานการณ์ในประเทศจีนที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ เนต้า จึงอยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ ส่งผลให้การดำเนินการทางการเงินติดขัดตามกฎหมาย มีผลต่อระบบการเคลมการซ่อมตามการรับประกันของเนต้า ที่ค่อนข้างมีปัญหา และปัจจุบัน สคบ. กำลังเตรียมหารือกับ เนต้า ในวันที่ 5 ก.ย.2568 เพื่อติดตามความคืบหน้าของการดำเนินงานต่อไป ซึ่งการดำเนินงานต้องพิจารณาต่อผู้ใช้งานรถยนต์เนต้าในประเทศไทยที่มีอยู่ 25,000 คันด้วยเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคมากที่สุด

    ทางด้านข้อกังวลในเรื่องสัญญาประกันภัยนั้น หน่วยงานหลักที่ดูแลคือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) แต่จากการที่ สคบ. ได้เข้าร่วมการประชุม คณะกรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภคสภาผู้แทนราษฎร ได้มีสมาคมประกันภัยชี้แจงว่า รถยนต์เนต้า ในปีหน้าจะมีการรับประกันภัยในชั้น 3 เนื่องจากไม่สามารถจัดหาอะไหล่ได้ ส่งผลให้ไม่สามารถให้บริการได้ตามสัญญารับประกัน ส่วนคนที่มีสัญญาอยู่เดิมยังคุ้มครองอยู่และไม่ได้ยกเลิกแต่อย่างใด

    ทางด้าน วรวรรณ นรสุชา ผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ระบุว่า บีโอไอ เป็นหน่วยงานหลักในการส่งเสริมและดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย โดยได้ดำเนินมาตรการสนับสนุนอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อดึงดูดภาคเอกชนให้เข้ามาลงทุนในไทย ทั้งสิทธิประโยชน์ทางภาษีและไม่ใช่ภาษี สำหรับมาตรการทางภาษีมีทั้งยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล และสิทธิประโยชน์ที่ไม่ใช่ภาษี ทั้งการดำเนินอำนวยความสะดวกในการบริหารธุรกิจ เป็นต้น โดยการได้รับยกเว้นภาษีจะขึ้นอยู่กับประเภทกิจการ มีระยะเวลาสูงสุดที่ 8 ปี

    ขณะที่ ครรชิต ไชยสุโพธิ์ สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย กล่าวเสริมถึง สมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีสมาชิกหลักเป็นเจ้าของแบรนด์รถยนต์ ที่เป็นผู้เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ดังนั้นแนวทางขับเคลื่อนของสมาคมฯ มุ่งมาตรการความรับผิดชอบในภาพรวม และดูแลให้บริษัทแบรนด์เจ้าของดำเนินการแก้ไขปัญหาและดูแลการขาย การทำข้อตกลงที่เป็นธรรมกับผู้บริโภค รวมถึงบริการต่างๆ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันมาจากดีลเลอร์ โดยเฉพาะบริษัทใหม่ๆ ที่อาจขาดความพร้อม อาทิ บริการหลังการขาย ได้ป้ายขาวช้า และไม่คืนเงินมัดจำ เป็นต้น ดังนั้น ผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบสามารถดำเนินการตามมาตรทางสังคม ด้วยการโพสต์ข้อร้องเรียนในช่องทางดิจิทัลต่างๆ เพื่อให้ผู้บริโภครายอื่นรับทราบประสบการณ์ เพื่อเป็นแนวทางที่ทำให้บริษัทที่ได้รับทราบข้อมูลรีบดำเนินการแก้ไข มุ่งรักษาภาพลักษณ์ของบริษัท แต่หากไม่สามารถดำเนินการแก้ไขก็อาจจะอยู่ในตลาดได้ไม่นาน

    สำหรับ สยามณัฐ พนัสสรณ์ อุปนายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย ฝ่ายอุตสาหกรรมและการพัฒนาธุรกิจ รายงานถึงสถิติรถยนต์ไฟฟ้าของประเทศไทย มีการจดทะเบียนในไทยปัจจุบันประมาณ 2 แสนคัน และในปีที่ผ่านมามีการจดทะเบียนใหม่ประมาณ 96,000 คัน ส่วนยอดการผลิตในประเทศทั้งหมดจำนวนเกือบ 5 แสนคัน และโครงสร้างพื้นฐานมีจุดชาร์จทั้งหมด 11,000 จุด ซึ่งมีประมาณ 6,500 จุด ที่เป็นชุดตู้ชาร์จรถยนต์ไฟฟ้ากระแสตรง (DC Fast Charger)

    ด้านกรณีปัญหาของ เนต้า ที่เกิดขึ้นนั้น สมาคมกำลังช่วยประสานงานเพื่อช่วยเหลือ ผู้ผลิตคือ บริษัท บางชันเยนเนอรัลเอเซมบลี จำกัด (BGAC) ซึ่งเป็นผู้ประกอบการไทยที่รับจ้างผลิตให้เนต้า ที่กำลังได้รับผลกระทบเช่นกัน นอกจากนี้ สมาคมฯ กำลังเตรียมข้อเสนอหลายด้านต่อภาครัฐ เพื่อสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของไทยให้แข็งแกร่งมากขึ้น ทั้งแนวทางพิจารณาการจ่ายเงินชดเชย โดยมีการกำหนดหลักเกณฑ์ว่าต้องผลิตชดเชยให้ได้ถึงระดับหนึ่งจึงจะสามารถเบิกเงินได้ เพื่อป้องกันปัญหาการนำเงินไปใช้โดยไม่ตรงวัตถุประสงค์ รวมถึงการหารือร่วมกับสมาคมประกันวินาศภัยในประเด็น ประกันรถยนต์ไฟฟ้าที่มีราคาแพง ตลอดจนข้อเสนอเกี่ยวกับความปลอดภัยในการใช้เครื่องชาร์จ เป็นต้น ตลอดจนการผลักดันให้ผู้ผลินรถยนต์ไฟฟ้าในไทยใช้ชิ้นส่วนในประเทศให้มากที่สุด

    ผศ.ดร.วีระพันธ์ รังสีวิจิตรประภา อนุกรรมการด้านสินค้าและบริการทั่วไป สภาผู้บริโภค เสริมว่า การที่ประเทศไทยมีกลุ่มทุนรถยนต์ไฟฟ้าจากต่างประเทศเข้ามาผลิตในประเทศและได้รับการส่งเสริมจากภาครัฐ รวมถึงได้รับการส่งเสริมเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษีนั้น จะต้องติดตามและมอนิเตอร์อย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้เกิดกรณีปัญหาซ้ำรอยกับ เนต้า และทำให้ประเทศไทยรวมถึงผู้บริโภคที่เลือกใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้ประโยชน์อย่างสูงสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/ev-policy-longterm-fix/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UCNlBolWDO3aZiSgIJfn_

  • ส่องธุรกิจ “ตระกูลพรประภา” ขยายอาณาจักหมืนล้าน เปิดโรงเรียนนานาชาติที่ชลบุรี พื้นที่อลังการมาก

    ส่องธุรกิจ “ตระกูลพรประภา” ขยายอาณาจักหมืนล้าน เปิดโรงเรียนนานาชาติที่ชลบุรี พื้นที่อลังการมาก

    เปิดธุรกิจให้ของตระกูลพรประภา ทุ่มงบกว่าพันล้านบาทเปิดโรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย ทำเลทองจังหวัดชลบุรี  

    ตระกูลพรประภา จากผู้นำเข้า นิสสัน สู่เครือข่ายธุรกิจครบวงจรระดับตำนาน เริ่มจากการนำเข้ารถยนต์นิสสันในไทยยุคแรกๆ วันนี้ตระกูลพรประภาได้สร้างอาณาจักรธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ จนถึงโรงแรมและทางด้านการศึกษา

    จุดเริ่มต้นของอาณาจักร

    ในปี 2495 ดร.ถาวร พรประภา ได้ริเริ่มธุรกิจโดยก่อตั้งบริษัท สยามกลการ จำกัด โดยเริ่มจากการนำเข้าและจำหน่ายรถยนต์นิสสัน และดัทสันในไทยอย่างเป็นทางการเป็นรายแรก

    จากฐานธุรกิจยานยนต์ สยามกลการพัฒนาขยายสู่ธุรกิจสินค้าชั้นนำทั่วโลก เช่น

    • เครื่องจักรหนัก “โคมัตสุ”

    • ลิฟต์และบันไดเลื่อน “ฮิตาชิ”

    • เครื่องปรับอากาศ “ไดกิ้น”

    • เครื่องดนตรีและเสียง “ยามาฮ่า”

    • แบตเตอรี่ “GS”

    • โช้กอัพ “KYB” และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยานยนต์ 

    ท่องเที่ยว–บริการ ต่อยอดจากธุรกิจหลัก

    กลุ่มธุรกิจด้านท่องเที่ยวของสยามกลการ มีเริ่มตั้งแต่สนามกอล์ฟ สยามคันทรีคลับ พัทยา และ Tropicana Pattaya Hotel ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 

    ปัจจุบันธุรกิจภาคบริการได้ขยายไปยังการบริหารโรงแรม เช่น Siam@Siam Design Hotels & Resorts และ Mövenpick Siam Hotel Pattaya รวมถึงโรงแรมใหม่ที่วางแผนสร้างในจังหวัดท่องเที่ยวหลายแห่งเพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยว 

    โรงแรมยักษ์กลางกรุงแปลงเป็นแลนด์มาร์กใหม่

    ตระกูลพรประภา ได้จับมือกับ Pan Pacific Hotels Group เปิดโครงการ Siam Pan Pacific เพื่อแปลงอาคารสำนักงานสยามโมเตอร์เดิมเป็นโรงแรมหรู 18 ชั้นใจกลางกรุงเทพ โดยมีกำหนดเปิดปี 2027 มุ่งเป้าจะเป็นแลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยวระดับโลก

    นอกจากนี้ยังเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ BYD แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ภายใต้ บริษัท เรเว่ออโตโมทีฟ จำกัด บริหารโดย ประธานวงศ์ พรประภา

    ปัจจุบันกลุ่มสยามกลการดำเนินธุรกิจในทั้งหมด 6 กลุ่มหลัก ได้แก่

    1. ยานยนต์

    2. อะไหล่-ชิ้นส่วน

    3. เครื่องจักรอุตสาหกรรม

    4. การท่องเที่ยวและบริการ

    5. การศึกษาและเครื่องดนตรี

    6. การลงทุน-อสังหาริมทรัพย์ 

    จากจุดเริ่มต้นธุรกิจรถยนต์เพียงอย่างเดียว ตระกูลพรประประภา ได้ขยายอาณาจักรครอบคลุมแทบทุกมิติของธุรกิจที่ตอบโจทย์ชีวิตคนไทย ทั้งยังมีวิสัยทัศน์สร้างสรรค์และพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ทำให้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจครอบครัวที่มั่นคงและทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ 

    ล่าสุดกับการเปิดโรงเรียนนานาชาติ ไฮเกต ประเทศไทย จังหวัดชลบุรี

    โรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย เปิดสิงหาคม 2569

    กลุ่มสยามกลการ ร่วมกับครอบครัวพรประภา จับมือกับโรงเรียนไฮเกตแห่งอังกฤษ (เก่าแก่กว่า 460 ปี!) ปักหมุดโครงการ “Highgate International School Thailand” บนพื้นที่ 70 ไร่ ใกล้สนามกอล์ฟสยามคันทรีคลับ จ.ชลบุรี บริหารโดย ธันยพร พรประภา ตั้งคารวคุณ 

    • เปิดระดับแรกในปี 2569 รับนักเรียนวัย 2–11 ปี (เตรียมอนุบาล–ประถมศึกษา)

    • ขยายชั้นเรียน เพิ่มระดับมัธยมในปี 2570 และต่อยอดเป็นโรงเรียนประจำในปี 2571–2572 

    • รองรับสูงสุด 1,400 คน  

    • งบลงทุนกว่า 1,600 ล้านบาท กำหนดเริ่มสอนเดือนสิงหาคม 2569 หลังจากก่อสร้างเสร็จต้นปีนั้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9839474/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E0fylHTT3mHxw_nsVeJjM

  • ม.แสตมฟอร์ดมอบประกาศนียบัตรเกษตรดิจิทัล รุ่น 2 หนุนท่องเที่ยวคุณภาพ

    ม.แสตมฟอร์ดมอบประกาศนียบัตรเกษตรดิจิทัล รุ่น 2 หนุนท่องเที่ยวคุณภาพ

    ภูมิภาค

    ม.แสตมฟอร์ดมอบประกาศนียบัตรเกษตรดิจิทัล รุ่น 2 หนุนท่องเที่ยวคุณภาพ

    วันพฤหัสบดี ที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.59 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เพชรบุรี – วันที่ 4 กันยายน 2568 ที่มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด วิทยาเขตหัวหิน/ชะอำ ดร.อภิเทพ แซ่โค้ว รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด เป็นประธานพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรมโครงการ “หลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะผู้ประกอบการด้านการเกษตรในยุคดิจิทัลเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Non-degree)” รุ่นที่ 2

    ภายในงานมีผู้บริหารมหาวิทยาลัย อาจารย์ และผู้เข้าร่วมโครงการให้การต้อนรับ โดยมีผู้ผ่านการอบรม 35 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการด้านเกษตรและการท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    โครงการดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มุ่งผลิตกำลังคนรุ่นใหม่ให้มีทักษะตอบสนองอุตสาหกรรมยุคใหม่ มหาวิทยาลัยแสตมฟอร์ดจึงได้จัดทำหลักสูตร Non-degree Program ภายใต้ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากกระทรวงฯ

    ผู้เข้าอบรมได้รับความรู้จากวิทยากรทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยตลอดตั้งแต่เดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และเมื่อจบหลักสูตร จะได้ร่วมสร้างเครือข่ายเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวทางการเกษตรในจังหวัดเพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็ง และยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในภูมิภาคต่อไป

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/445230&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2fbj-SzDDM8wOls8TTDVjD

  • อช.เขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกเป็นการชั่วคราวเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยพิบัติ

    อช.เขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกเป็นการชั่วคราวเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยพิบัติ

    ภูมิภาค

    อช.เขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกเป็นการชั่วคราวเพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยพิบัติ

    วันพฤหัสบดี ที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.22 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 4 ก.ย.68 นายปรารพ แปลงงาน เจ้าพนักงานป่าไม้อาวุโส ทำหน้าที่หัวหน้าอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง เปิดเผยว่าในช่วงนี้มีฝนตกต่อเนื่องในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ท้องที่อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เพื่อเป็นการเฝ้าระวังการเกิดภัยพิบัติน้ำป่าไหลหลาก ดินโคลนถล่ม ป้องกันมีให้เกิดความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของราษฎรนักท่องเที่ยว ตลอดจนเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่อาศัยอำนาจตามคำสั่งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ที่1454/2565 ลงวันที่ 29 มีนาคม 2565 อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง จึงขอประกาศปิดแหล่งท่องเที่ยวประเภทน์ ในพื้นที่ อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ตั้งแต่วันที่ 4 กันยายน 2568 เป็นการชั่วคราว หรือจนกว่าสถานการณ์คลี่คลาย 

    พร้อมทั้งห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปในแหล่งท่องเที่ยวประเภทน้ำตกมีลำห้วยหลักหรือลำหรือห้วยสาขาต่างๆ ขอให้ราษฎรผู้อาศัยริมลำห้วยที่น้ำไหลจากพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง ท้องที่ตำบลท้ายเหมือง อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เฝ้าระวังการเกิดภัยพิบัติน้ำไหลหลหลาก ดินโคลนถล่มควรระวังผิวจราจรลื่น ต้นไม้หักโค่น สำหรับราษฎรในพื้นที่ลุ่มต่ำริมลำหัวยให้เก็บสิ่งของขึ้นที่สูง จนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่สภาวะปกติ เมื่อปริมาณน้ำในลำธารและแหล่งท่องเที่ยวดังกล่าวอยู่ในระดับปกติแล้วอุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง จะดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้ทราบอีกครั้งหนึ่ง
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/445206&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AoRn089m8a3xSGPROKUbt

  • IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

    IMF หั่นเป้าจีดีพีกัมพูชาโตแค่ 4.8% เตือนรัฐเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบโกงหากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน

    IMF ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ตัวเลขจีดีพีปีนี้จะโตแค่ 4.8% เตือนรัฐบาลเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ-ปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจน ภายในปี 2572  

    วันที่ 4 กันยายน 2568 กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (International Monetary Fund-IMF) ปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจกัมพูชา ปี 2568 เหลือขยายตัวเพียงแค่ 4.8% จากปีก่อนพุ่งถึง 6% เหตุมาจากปัญหาพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ปัญหาการค้าระหว่างประเทศ และยอดเงินโอนแรงงานหด พร้อมเตือนรัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจ เดินหน้าปราบคอร์รัปชั่น หากหวังพ้นสถานะประเทศยากจนภายในปี 2572

    โดย ไอเอ็มเอฟ ออกแถลงหลังเสร็จสิ้นภารกิจหารือกับทางการกัมพูชา ภาคเอกชน และองค์กรพัฒนา ระบุว่า สาเหตุหลักมาจาก ความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้าโลก ข้อพิพาทชายแดนกับไทย และปัญหาเงินโอนกลับจากแรงงานกัมพูชาต่างแดนที่ลดลง แม้ช่วงต้นปี 2568 เศรษฐกิจยังขับเคลื่อนด้วยการส่งออกเสื้อผ้า ผลิตผลเกษตร และการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวต่อเนื่อง

    พร้อมกันนี้ IMF เตือนว่า หากข้อพิพาทชายแดนปะทุรุนแรงขึ้นกว่าที่คาด จะกดดันการส่งออก การท่องเที่ยว และการเติบโตมากขึ้น ขณะที่ในประเทศยังเผชิญปัญหาหนี้เอกชนสูง หนี้เสียในภาคท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์พุ่งเกิน 7% อาจกระทบเสถียรภาพการเงินครัวเรือนและธุรกิจ

    ขณะที่ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังกัมพูชาเพิ่งประกาศเมื่อปลายเดือนสิงหาคมว่า ได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีปี 2568 ลงเหลือ 5.0% จากที่เคยประเมินไว้ 6.3%

    นอกจากนี้ IMF ออกคำแนะนำต่อรัฐบาลกัมพูชา ระบุว่า รัฐบาลต้องเร่งปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ เสริมศักยภาพการผลิต และกระจายฐานการเติบโต พร้อมปรับปรุงบรรยากาศธุรกิจ ด้วยการ ปราบคอร์รัปชัน เสริมหลักนิติธรรม คุ้มครองสิทธิในทรัพย์สิน และเพิ่มความโปร่งใส อย่างไรก็ตาม IMF ชี้ว่าหากกัมพูชาสามารถดูดซับแรงงานที่กลับจากต่างประเทศเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในประเทศได้สำเร็จ จะช่วยเพิ่มการบริโภคและบรรเทาผลกระทบได้บางส่วน 

    ขณะเดียวกันแนะนำให้มีการลงทุนใน ทุนมนุษย์ การศึกษา และทักษะแรงงาน เพื่อดึงดูดการลงทุนและยกระดับอุตสาหกรรม นอกจากนี้จะต้องใช้นโยบายการคลังอย่าง เฉพาะเจาะจงและชั่วคราว เพื่อช่วยเหลือครัวเรือนยากจนและแรงงานตกงาน แต่ยังคงวินัยการคลัง

    ในส่วนของระยะกลาง ควรมีแผนจัดเก็บรายได้ที่น่าเชื่อถือ เช่น ลดการยกเว้นภาษีจำนวนมาก และบังคับใช้กฎหมายภาษีอย่างจริงจัง เพื่อเปิดพื้นที่งบประมาณสำหรับการใช้จ่ายด้านการศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2880698&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16UvWNbF9uik32dDTfj1x4

  • ส่องเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2568: ไปไหนดี? ทำไมต้องฟูลเซอร์วิส?

    ส่องเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2568: ไปไหนดี? ทำไมต้องฟูลเซอร์วิส?

    สถิติจากงาน “THAI Talk : Travel Trend and Priceless Experience” ชี้ว่าคนไทยยังรักการเดินทางต่างประเทศ ปี 2568 มีหลายเทรนด์น่าจับตา ทั้งพฤติกรรมและประสบการณ์ใหม่

    จากสถิติของสายการบินที่เปิดเผยในงาน “THAI Talk: Travel Trend and Priceless Experience” ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่าคนไทยยังคงรักการเดินทางไปต่างประเทศ และมีพฤติกรรมที่น่าสนใจหลายอย่าง ลองมาดูกันว่าในปี 2568 นี้มีเทรนด์อะไรที่น่าจับตามองบ้าง

    โตเกียวยังคงครองแชมป์ ส่วนสิงคโปร์และเซี่ยงไฮ้มาแรง
    หลายคนคงคุ้นเคยกับความนิยมของญี่ปุ่นมาพักใหญ่ แต่ปี 2568 นี้ โตเกียว ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับ 1 ในใจคนไทย ขณะที่ สิงคโปร์ และ เซี่ยงไฮ้ ก็ขยับขึ้นมาเป็นอันดับที่ 2 และ 3 ตามลำดับ แซงหน้าฮ่องกงและโอซาก้าไปอย่างน่าสนใจ
     

    ส่องเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2568: ไปไหนดี? ทำไมต้องฟูลเซอร์วิส?

    แต่ที่น่าจับตามองสุด ๆ คือเมือง กวางโจว ที่มีอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าสาเหตุหลักมาจากนโยบายฟรีวีซ่าของประเทศจีน ทำให้นักท่องเที่ยวเดินทางได้สะดวกขึ้น และกวางโจวเองก็มีของดีซ่อนอยู่มากมาย ทั้งพิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์ และสตรีทฟู้ดที่หลากหลาย ซึ่งตอบโจทย์นักเดินทางที่มองหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่แค่การช้อปปิ้ง

    นักท่องเที่ยวไทยยุคใหม่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” และ “ความสบาย”
    นักเดินทางไทยในปัจจุบันไม่ได้เน้นแค่ราคาที่ถูกที่สุดอีกต่อไป แต่หันมามองหาความคุ้มค่าและสะดวกสบายตลอดทริปมากขึ้น ทำให้ Full-Service Airlines กลับมาได้รับความนิยม

    การบินไทยได้เผยว่า ผู้โดยสารยุคใหม่พร้อมจ่ายเงินครั้งเดียวเพื่อให้ได้บริการที่ครบครัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบินขนาดใหญ่ที่นั่งสบาย ระบบความบันเทิงทันสมัย อาหารพรีเมียม และที่สำคัญคือตารางบินที่ยืดหยุ่น เช่น บินกลางคืนถึงเช้าเพื่อเที่ยวได้เต็มวัน หรือบินเช้าถึงบ่ายเพื่อเข้าโรงแรมได้พอดี ซึ่งเหมาะกับทั้งกลุ่มคนทำงานและกลุ่มครอบครัวที่มีผู้สูงอายุหรือเด็ก ส่องเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2568: ไปไหนดี? ทำไมต้องฟูลเซอร์วิส?

    “หั่นเที่ยว ไม่หั่นทริป” คือเทรนด์ใหม่ที่มาแรง

    ส่วนของพฤติกรรมการใช้จ่าย ผู้เชี่ยวชาญจาก YouTrip ชี้ให้เห็นถึงแนวคิด “หั่นเที่ยว ไม่หั่นทริป” หรือการเปลี่ยนจุดหมายปลายทางให้เป็นในแถบเอเชียแปซิฟิกที่ค่าใช้จ่ายไม่สูงมากนัก แต่ยังคงได้เที่ยวหลาย ๆ ครั้งในหนึ่งปี ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคนไทยไม่ได้ลดทริปเที่ยว แต่แค่ปรับเปลี่ยนจุดหมายให้เข้ากับงบประมาณที่ตั้งไว้ และยังมีการใช้ Digital Wallet และ AI เพื่อช่วยวางแผนและบริหารค่าใช้จ่ายในทริปให้คุ้มค่าที่สุดอีกด้วย

    ส่องเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2568: ไปไหนดี? ทำไมต้องฟูลเซอร์วิส?

    นอกจากนี้ การบินไทยยังสานต่อความยั่งยืนผ่านแคมเปญ “Good Taste for a Good Cause” ที่มุ่งมั่นสนับสนุนเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย โดยคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพสูงจากท้องถิ่นมาใช้ในเมนูอาหารบนเครื่องบิน ทั้งกาแฟดอยตุงและช็อกโกแลตจากกานเวลา ซึ่งนอกจากจะสร้างความประทับใจให้กับผู้โดยสารแล้ว ยังช่วยสร้างคุณค่าคืนสู่สังคมอีกด้วย

    สำหรับใครที่วางแผนจะออกเดินทางในช่วงปลายปีนี้ การบินไทยยังมอบโปรโมชันพิเศษร่วมกับ Mastercard มอบส่วนลด 2,000 บาท/ที่นั่ง เมื่อจองบัตรโดยสารไป-กลับทุกเส้นทางในเอเชีย เพียงจองและชำระด้วยบัตร Mastercard ผ่านช่องทางออนไลน์ตั้งแต่วันนี้ – 30 กันยายน 2568 สำหรับการเดินทางภายในสิ้นปี 2568 นี้

    ส่องเทรนด์ท่องเที่ยวปี 2568: ไปไหนดี? ทำไมต้องฟูลเซอร์วิส?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/lifestyle/729895&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1k74At3P4pb3IbBGGEUJck

  • พะเยา ถนนอุโมงค์ต้นสักร่มรื่น แหล่งเช็กอินใหม่ของนักท่องเที่ยว | TOPNEWS

    พะเยา ถนนอุโมงค์ต้นสักร่มรื่น แหล่งเช็กอินใหม่ของนักท่องเที่ยว | TOPNEWS

    พะเยา ถนนอุโมงค์ต้นสักร่มรื่น แหล่งเช็กอินใหม่ของนักท่องเที่ยว

    วันที่ 4 ก.ย.68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริเวณ ถนนสายป่าแดง–ห้วยบง ที่บ้านเกษตรพัฒนา ต.ต๋อม อ.เมือง จ.พะเยา ได้กลายเป็นจุดเช็กอินยอดนิยม หลังมีต้นสักจำนวนมากขึ้นเรียงรายตลอดสองฝั่งถนน ระยะทางยาวกว่า 1 กิโลเมตร กิ่งก้านสาขาแผ่ปกคลุมเป็นอุโมงค์ต้นไม้ธรรมชาติ สร้างบรรยากาศร่มรื่นและสวยงามน่าประทับใจสำหรับผู้สัญจรไปมา

    ตลอดเส้นทาง นักท่องเที่ยวที่เดินทางผ่านต่างหยุดแวะถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึก โดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็น แสงแดดที่ลอดผ่านช่องว่างของใบไม้ทำให้เกิดทิวทัศน์งดงาม แปลกตา เสมือนเดินทางอยู่กลางผืนป่าธรรมชาติ ทำให้ผู้สัญจรและนักท่องเที่ยวรู้สึกผ่อนคลาย เสมือนได้หลีกหนีความวุ่นวายในเมืองใหญ่เพื่อสัมผัสความสงบและสดชื่นท่ามกลางความเขียวขจีของผืนป่า ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของต้นสักที่ปลูกมานานหลายสิบปี ปัจจุบันจึงกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และเป็นเสน่ห์ที่สร้างความประทับใจให้ผู้มาเยือน
    สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและต้องการบรรยากาศสงบเงียบ ถนนอุโมงค์ต้นสักสายป่าแดง–ห้วยบง แห่งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งจุดหมายที่ไม่ควรพลาดเมื่อมาเยือนจังหวัดพะเยา

    ทีมข่าวพะเยา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1300509&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3A4R7Lg3ptVjMHMisiaZzA

  • TCEB จับมือ ม.เกษตรฯ เปิดหลักสูตรผู้นำการท่องเที่ยวยั่งยืนและ MICE ชุมชน รุ่นแรก

    TCEB จับมือ ม.เกษตรฯ เปิดหลักสูตรผู้นำการท่องเที่ยวยั่งยืนและ MICE ชุมชน รุ่นแรก

    4 กันยายน 2568 18:04 น. ปีนะ ทับโทน ข่าวทั่วไทย

    TCEB ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ม.เกษตรศาสตร์ จับมือเปิดหลักสูตร “ผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนและ MICE ชุมชน” รุ่นแรก เดินหน้าเสริมพลังผู้นำท้องถิ่น ฝั่งอันดามัน เผย อุตสาหกรรมไมซ์ MICE ทำรายได้ให้ประเทศ กว่า 1 แสนล้าน

    เมื่อวันที่ 3 ก.ย.68 สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ TCEB ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จัดอบรมเชิงปฏิบัติการ รุ่นที่ 1หลักสูตร “ผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน และ MICE ชุมชน” (MICE Community – Tourism Transformation & Change Leader Program) รุ่นที่ 1 จัดขึ้น ณ โรงแรมกระบี่ รอยัล จ.กระบี่ ระหว่างวันที่ 3–5 ก.ย.68 เพื่อเสริมพลังเครือข่ายผู้นำในระดับพื้นที่ของฝั่งอันดามันให้สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาการท่องเที่ยวที่สมดุลและยั่งยืนอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีนายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานในพิธีเปิดการฝึกอบรมฯ พร้อมด้วยนายพัฒนชัย สิงหะวาระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ภาคใต้ (สสปน.) นางสาววิชุพรรณ ภูเก้าล้วน ศรีสัญญา รองประธานฝ่ายดิจิทัลและนวัตกรรม สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คณะผู้พัฒนาหลักสูตร ผศ.ดร.กิติชัย รัตนะ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นางสาวศิราณี อนันตเมฆ คณะวิทยากรผู้เชี่ยวชาญ และผู้แทนเครือข่ายผู้นำจากจังหวัดกระบี่ พังงา ตรัง และสตูล ประมาณ 70 คนเข้าร่วม

    นายอังกูร ศีลาเทวากูล ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ กล่าวว่า สำหรับจังหวัดกระบี่ ได้ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยั่งยื่น มีคุณภาพ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ รุ่นที่ 1หลักสูตร “ผู้นำการเปลี่ยนแปลงเพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน และ MICE ชุมชน”(MICE Community – Tourism Transformation & Change Leader Program) จะเป็นการช่วยตอบโจทย์ให้กับจังหวัดกระบี่ ได้อย่างดียิ่ง เพราะผู้เข้าอบรมเหล่าจะได้นำความรู้กลับไปพัฒนาในพื้นที่ให้เข้ากับเทรนด์โลก ที่มุ่งเน้นการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สำหรับจังหวัดกระบี่ก็พร้อมสนับสนุนและขับเคลื่อนอย่างเต็มที่

    นายพัฒนชัย สิงหะวาระ ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ ภาคใต้ (สสปน.) กล่าวเสริมว่า หลักสูตรดังกล่าวนี้ ได้รับการออกแบบให้สอดคล้องกับสถานการณ์และแนวโน้มระดับสากล โดยเน้นกลยุทธ์ 3 ด้านสำคัญ ได้แก่การพัฒนากำลังคนด้านท่องเที่ยวยั่งยืนการจัดทำแผนพัฒนาที่เชื่อมโยงกับกลไกจังหวัดการสร้างเส้นทางท่องเที่ยวยั่งยืนเชิงคุณค่าเนื้อหาหลักสูตรครอบคลุม 6 หัวข้อสำคัญ ได้แก่ ผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่พร้อมรับแรงขับและแรงกดดันปรับวิสัยทัศน์ใหม่ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนจากรากฐานท้องถิ่นสู่สากลค้นหาศักยภาพและทุนทางสังคมเพื่อรักษาอัตลักษณ์ การออกแบบเส้นทางและกิจกรรมไมซ์อย่างยั่งยืน การสื่อสารและการตลาดเพื่อการท่องเที่ยวยั่งยืน การบูรณาการขับเคลื่อนพื้นที่ด้วยกลยุทธ์ ผู้เข้ารับการอบรมจะได้เรียนรู้ผ่านเวิร์กช็อปแบบลงมือปฏิบัติจริง รับฟังกรณีศึกษาจากพื้นที่ต้นแบบ เพื่อเชื่อมโยงสู่การจัดทำแผนปฏิบัติการที่สามารถขยายผลได้จริงในพื้นที่

    นายพัฒนชัย กล่าวด้วยว่า หากดูภาพรวมผลการดำเนินงานอุตสาหกรรมไมซ์ MICE (MICE Community – Tourism Transformation & Change Leader Program)ในปีที่ผ่านมา (พ.ศ. 2567) จะพบว่ามีจำนวนนักเดินทางไมซ์ทั้งสิ้น 25.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 43.47% แบ่งเป็นนักเดินทางไมซ์ภายในประเทศ 24.1 ล้านคน และนักเดินทางไมซ์นานาชาติ 1.16 ล้านคน สร้างรายได้ให้แก่ประเทศรวมมูลค่า 1.48 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 41.27% แบ่งเป็นรายได้จากนักเดินทางไมซ์ในประเทศ 7.8 หมื่นล้านบาท และรายได้จากนักเดินทางไมซ์นานาชาติ 6.9 หมื่นล้านบาท (ข้อมูลเดือนเมษายน 2568 ) สำหรับภาคใต้ พบว่ามีจำนวนนักเดินทางไมซ์ในประเทศ อยู่ที่ประมาณ 10-15% ส่วน ตปท. อยู่ที่ประมาณ 20-25% 

    นางสาววิชุพรรณ ภูเก้าล้วน ศรีสัญญา รองประธานฝ่ายดิจิทัลและนวัตกรรม สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของหลักสูตรเพื่อพัฒนา Change Leader ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนและ MICE ระดับชุมชนเสริมสร้างทักษะและกรอบคิดใหม่ให้กับผู้นำชุมชน นักพัฒนาพื้นที่ ผู้ประกอบการ และภาคีเครือข่าย ให้สามารถเชื่อมโยงแนวทางการท่องเที่ยวฐานรากกับการจัดกิจกรรมไมซ์ (MICE) และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/n/649069&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0dqUccEACJkwqDqtsbsgz_

  • สแตมฟอร์ดปิดหลักสูตร! สร้างนักธุรกิจเกษตรยุคใหม่ ยกระดับท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    สแตมฟอร์ดปิดหลักสูตร! สร้างนักธุรกิจเกษตรยุคใหม่ ยกระดับท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    สแตมฟอร์ดปิดหลักสูตร! สร้างนักธุรกิจเกษตรยุคใหม่ ยกระดับท่องเที่ยวเชิงเกษตร

    วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.39 น.

    ‘มหาวิทยาลัยนานาชาติสแตมฟอร์ด’ จัดพิธีมอบใบประกาศนียบัตรหลักสูตร ‘พัฒนาผู้ประกอบการเกษตรดิจิทัล’ ดันท่องเที่ยวเชิงเกษตรสู่การสร้างเครือข่าย

    วันที่ 4 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.อภิเทพ แซ่โค้ว รักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ด เป็นประธานในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้สำเร็จการฝึกอบรม โครงการหลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะผู้ประกอบการด้านการเกษตรในยุคดิจิทัล เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร (Non-degree) รุ่นที่ 2 ณ วิทยาเขตหัวหิน/ชะอำ โดยมีคณาจารย์และผู้เกี่ยวข้องร่วมให้การต้อนรับ

    โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อตอบสนองนโยบายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ที่มุ่งผลิตบุคลากรที่มีศักยภาพและตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความผันผวน มหาวิทยาลัยนานาชาติแสตมฟอร์ดจึงร่วมมือกับหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนจัดหลักสูตร Non-degree ขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายจากกระทรวงการอุดมศึกษาฯ

    สำหรับหลักสูตรนี้มีผู้เข้ารับการอบรมจำนวน 35 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรและท่องเที่ยวเชิงเกษตร โดยได้เรียนรู้จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงานตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 จนกระทั่งจบหลักสูตร

    ผู้สำเร็จการอบรมจะร่วมกันสร้างเครือข่ายเพื่อเชื่อมโยงแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรในพื้นที่จังหวัดเพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์ และจังหวัดใกล้เคียง ซึ่งจะเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งและยกระดับคุณภาพการท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้ดีขึ้นต่อไปในอนาคต ///-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/912004&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2v5YMhSE7skEWFQ1ujC1zQ

  • ‘ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน 2025’ ปลุกท่องเที่ยวไทยชุมชนเก่าแก่ กรุงเทพฯ

    ‘ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน 2025’ ปลุกท่องเที่ยวไทยชุมชนเก่าแก่ กรุงเทพฯ

    การท่องเที่ยวผ่านปรากฏการณ์ใหม่ของงานศิลปะและวัฒนธรรมไม่เพียงดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ยังสร้างเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในชุมชนเก่าแก่ของกรุงเทพฯ ล่าสุด The Hop Bangkok สตูดิโอสอนเต้นสวิงแจ๊สแห่งแรกของไทย ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และภาคเอกชน จัดงาน “ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน: Golden Mount Swing 2025”

    โดยนำเสนอแนวคิด “การผสมผสานวัฒนธรรมไทยและตะวันตก” อย่างสร้างสรรค์ ผ่านดนตรี การเต้นรำ และวิถีชีวิตของชุมชนในรูปแบบ ตลาดวินเทจ ซึ่งเป็นการต่อยอดประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมให้ผู้เข้าชมทุกเพศทุกวัยได้สัมผัสความสนุกสนาน และพร้อมจ่ายใช้จ่ายในกิจกรรมต่างๆ

    ไฮไลท์ของงาน เป็นการแสดงของวง The STRUMBLRS วงดนตรีแจ๊สไทยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากยุค 1930s พวกเขานำเสนอเพลงแจ๊สคลาสสิก เช่น Fly Me to the Moon, Tea for Two, Benny’s Bugle, Shout Sister Shout, และ Take the A Train ในสไตล์ที่ไม่เหมือนใคร ผ่านการผสมผสานกับ จังหวะหมอลำไทย และใช้เครื่องดนตรีแจ๊สร่วมกับเครื่องดนตรีไทย การ Improvisation ทำให้บทเพลงคลาสสิกเหล่านี้กลายเป็นประสบการณ์ดนตรีใหม่ที่เข้าถึงผู้ชมทุกกลุ่มได้ง่าย

    การเต้นสวิงแดนซ์และแทปแดนซ์ ที่กำลังได้รับความนิยมในประเทศไทย การเต้นสวิงในงานนี้ไม่เพียงเป็นการแสดง แต่ยังเป็น กิจกรรมสร้างเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ (Experience Tourism) ที่ช่วยกระตุ้นผู้เข้าชมให้ใช้จ่ายในตลาดวินเทจ เสื้อผ้าแฟชั่น สินค้าไลฟ์สไตล์ และอาหารเครื่องดื่มไทยแบบย้อนยุค

    ‘ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน 2025’ ปลุกท่องเที่ยวไทยชุมชนเก่าแก่ กรุงเทพฯ

    นอกจากนี้ยังมีความร่วมมือกับคณะรำวงไทยจากเพชรบุรี ที่จะสร้างสรรค์การเต้นรำแบบผสมผสานกับสวิงแดนซ์ ทำให้ผู้เข้าร่วมงานสามารถทดลองเต้นรำไปพร้อมกัน เพิ่มการมีส่วนร่วมและความสุขให้ผู้ชม ขณะเดียวกันก็เป็น ช่องทางกระจายรายได้สู่ชุมชนท้องถิ่น ทั้งจากการขายสินค้าพื้นบ้านและบริการต่าง ๆ รอบวัดภูเขาทอง

    ‘ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน 2025’ ปลุกท่องเที่ยวไทยชุมชนเก่าแก่ กรุงเทพฯ

    ทั้งนี้วัดสระเกศราชวรมหาวิหารหรือวัดภูเขาทอง เป็นแหล่งชุมชนเก่าแก่ที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นอยู่แล้ว การจัดงานครั้งนี้ยังช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ มาชม ศิลปวัฒนธรรมและสินค้าชุมชน ทำให้เกิดการหมุนเวียนเงินภายในพื้นที่และส่งเสริมเศรษฐกิจระดับรากหญ้า

    การผสมผสานวัฒนธรรมดังกล่าวยังสะท้อนถึง แนวโน้มการท่องเที่ยวในยุค Experience Economy ที่ผู้คนไม่ได้มองเพียงแค่สถานที่ท่องเที่ยว แต่ให้ความสำคัญกับ ประสบการณ์ การเรียนรู้ และการมีส่วนร่วม งานนี้จึงเป็นการตอบโจทย์นักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ที่ต้องการทั้งความสนุกและความสร้างสรรค์

    ‘ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน 2025’ ปลุกท่องเที่ยวไทยชุมชนเก่าแก่ กรุงเทพฯ

    ภูเขาทอง สวิงพาเพลิน 2025 ยังเป็นการสร้าง Branding สำหรับกรุงเทพฯ ในการเป็นเมืองที่สามารถจัดกิจกรรมวัฒนธรรมร่วมสมัยได้หลากหลาย ทำให้ชุมชนรอบภูเขาทองเป็นที่รู้จักในวงกว้าง สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ผู้ประกอบการท้องถิ่น ทั้งร้านอาหาร ร้านค้า และบริการเชิงวัฒนธรรม

    สำหรับงานภูเขาทอง สวิงพาเพลิน: Golden Mount Swing 2025 จะมีขึ้นในวันที่ 14 กันยายน 2568 ณ ภูเขาทอง วัดสระเกศ กรุงเทพฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/637951&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3U0Iw0ThG-yrgpLVdbRIow