Blog

  • แว่นท็อปเจริญ จับมือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนาม MOU เสริมพลังการศึกษา ปั้นบัณฑิตเจนใหม่ สู่เส้นทางความสำเร็จในอาชีพ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    แว่นท็อปเจริญ จับมือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ลงนาม MOU เสริมพลังการศึกษา ปั้นบัณฑิตเจนใหม่ สู่เส้นทางความสำเร็จในอาชีพ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – แว่นท็อปเจริญ นำโดย นายนพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ร่วมเจริญพัฒนา จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดย ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี ร่วมลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะด้านบริหารธุรกิจและการบัญชี รวมถึงสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง โดยมุ่งเน้นการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับความต้องการของภาคธุรกิจ พร้อมเปิดโครงการฝึกงาน (Internship Program) รับนิสิตฝึกปฏิบัติงานตามสายงานวิชาชีพ โดยเน้นการแก้ปัญหาเชิงลึกในการปฏิบัติและการเรียนรู้จากสถานการณ์จริง ตลอดจนเสริมสร้างหลักสูตรการเรียนการสอนที่มีความท้าทาย เพื่อเปิดโอกาสให้นิสิตได้แสดงศักยภาพและนำมาต่อยอดใช้ประโยชน์ได้ทั้งในภาคการศึกษาและภาคการต่อยอดธุรกิจ อีกทั้งยังเปิดโครงการเยี่ยมชมการดำเนินงานของบริษัท เพื่อให้นิสิตได้เตรียมความพร้อมเข้าสู่โลกการทำงานจริงอย่างมีประสิทธิภาพทันทีหลังสำเร็จการศึกษา รวมไปถึงให้การส่งเสริมและสนับสนุนสิทธิประโยชน์ต่างๆ ให้แก่นิสิตและบุคลากรทั้งสองฝ่าย ภายในงานยังได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.คณพล จันทน์หอม รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้าร่วมงาน

    แว่นท็อปเจริญ มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพและที่สุดของการบริการ ผ่านความเชี่ยวชาญด้านสายตาอย่างครบวงจร เพื่อการมองเห็นที่สดใส กว้างไกล และเข้าถึงได้ของทุกคนในสังคม จากการบริการด้านสายตากว่า 78 ปีของแว่นท็อปเจริญ ที่มีจำนวนกว่า 2,000 สาขามากที่สุดในไทยและอาเซียน สามารถติดตามข่าวสารและกิจกรรมเพิ่มเติมได้ที่ Facebook.com/TopCharoenOpticalOfficial เว็บไซต์ www.topcharoen.co.th และ Line ID: @topcharoen

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/09/04/575611/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2jtYhKPA0IoSp2N3_yuKtu

  • PTT จับมือ “วว.” ยกระดับศักยภาพ “บริหารองค์กร” หนุนเศรษฐกิจโตยั่งยืน

    PTT จับมือ “วว.” ยกระดับศักยภาพ “บริหารองค์กร” หนุนเศรษฐกิจโตยั่งยืน

    บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาศักยภาพการบริหารองค์กร เพื่อส่งเสริมระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน โดยมีนายวุฒิกร สติฐิต ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นต้นและก๊าซธรรมชาติ PTT และ ผศ.ดร. วีรชัย อาจหาญ ผู้ว่าการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ร่วมลงนาม

    พร้อมด้วย นายรัตติกูล ปิยะวงค์วาณิชย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ รักษาการ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่วิศวกรรมโครงการและการปฏิบัติการสู่ความเป็นเลิศ PTT  และ ดร. จิตรา ชัยวิมล รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์และจัดการนวัตกรรม วว. ร่วมเป็นสักขีพยาน

    ขระที่ ความร่วมมือครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการพัฒนานวัตกรรมด้านการจัดการพลังงานและเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง อาทิ การประยุกต์ใช้ Energy Management Platform (AIoT Platform) การสร้างความเข้มแข็งของผู้ประกอบการผ่านการพัฒนาประสิทธิภาพการวิจัยและนวัตกรรมการผลิตสมุนไพรและเครื่องสำอาง รวมถึงศึกษาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านปัจจัยหรือกลไกสำคัญที่สนับสนุนให้ธุรกิจหลักขององค์กรเติบโตและประสบความสำเร็จ ตามโครงการคู่ความร่วมมือของรัฐวิสาหกิจ ที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจมอบหมายให้ ปตท. และ วว. เป็นคู่ความร่วมมือ ยกระดับศักยภาพการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/pr/780239&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3iacB6xYVxWBf4NwYMA1Vu

  • สยามกลการ ผนึก ม.ธรรมศาสตร์ พัฒนาคน-วิจัย-นวัตกรรม ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม

    สยามกลการ ผนึก ม.ธรรมศาสตร์ พัฒนาคน-วิจัย-นวัตกรรม ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม

    สยามกลการ ผนึก ม.ธรรมศาสตร์ พัฒนาคน-วิจัย-นวัตกรรม ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม EEC

    บริษัท สยามกลการ จำกัด ภายใต้กลุ่มสยามกลการ และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประกาศยกระดับความร่วมมือครั้งประวัติศาสตร์ ด้วยการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) เพื่อการพัฒนาการศึกษา วิจัย และเสริมสร้างทรัพยากรมนุษย์คุณภาพสู่สังคม โดยมี คุณประกาสิทธิ์ พรประภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามกลการ จำกัด และ ศาสตราจารย์ ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เป็นผู้แทนลงนาม ณ Club Siam Glowfish ห้อง Siam Pathumwan Hall ชั้น 11 อาคารสยามปทุมวัน เฮ้าส์ กรุงเทพฯ

    สยามกลการ ผนึก ม.ธรรมศาสตร์ พัฒนาคน-วิจัย-นวัตกรรม ขับเคลื่อนอุตสาหกรรม EEC

    ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการสานต่อเจตนารมณ์และต่อยอดความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่าง กลุ่มสยามกลการ และ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ยาวนานกว่า 4 ทศวรรษให้เป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงโลกการศึกษาเข้ากับภาคอุตสาหกรรมอย่างสมบูรณ์แบบ มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้พร้อมเข้าสู่โลกการทำงานจริง ตลอดจนพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะการรองรับการขยายตัวของเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC)

    สำหรับกรอบความร่วมมือครั้งนี้ ครอบคลุม 5 มิติสำคัญ ได้แก่1. การพัฒนาบุคลากรและนักศึกษา: ผ่านโครงการสหกิจศึกษาและการฝึกงาน เพื่อสร้างประสบการณ์จริงในสถานประกอบการชั้นนำ2. การวิจัยและพัฒนานวัตกรรมร่วมกัน: แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และทรัพยากรเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมและองค์ความรู้ใหม่3. การบริการวิชาการสู่สังคม: ร่วมมือในการให้บริการทางวิชาการแก่ชุมชน สังคม ทั้งภาครัฐและเอกชน4. การจัดประชุมและสัมมนาทางวิชาการ: เพื่อยกระดับองค์ความรู้ทั้งในระดับชาติและนานาชาติ5. การสนับสนุนและพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC): ร่วมกันผลักดันและพัฒนาพื้นที่ EEC ให้เติบโตอย่างยั่งยืนคุณประกาสิทธิ์ พรประภา กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สยามกลการ จำกัด กล่าวว่า ” สยามกลการ และ ธรรมศาสตร์ เป็นพันธมิตรร่วมกันยาวนาน 42 ปี ด้วยจุดเริ่มต้นวิสัยทัศน์การมองเห็นความสำคัญและมองเห็นโอกาสในการจับมือร่วมกัน ของ ดร.ถาวร พรประภา ตั้งแต่การสนับสนุนที่ดิน สนับสนุนทุนในการวิจัยและพัฒนา จนมาถึงการสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักศึกษาธรรมศาสตร์ในปัจจุบัน ความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นอีกความท้าทายร่วมกันในอนาคต เพื่อนำไปสู่การสร้างสาธารณประโยชน์และพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน”

    ดร.ศุภสวัสดิ์ ชัชวาลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า”การจับมือกับสยามกลการจะช่วยยกระดับศักยภาพของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยเฉพาะศูนย์พัทยา ให้พร้อมรองรับการพัฒนาอุตสาหกรรมและพื้นที่ EEC”

    ตลอดระยะเวลากว่า 7 ทศวรรษ กลุ่มสยามกลการได้ยึดมั่นในปรัชญา “การคืนกำไรสู่สังคม” โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสนับสนุนภาคการศึกษา ซึ่งมีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นพันธมิตรที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นดังกล่าวได้อย่างชัดเจนที่สุด ผ่านการสนับสนุนที่เป็นรูปธรรมและต่อเนื่อง นับตั้งแต่การวางรากฐานครั้งประวัติศาสตร์ในปีพ.ศ. 2530 ที่ ดร.ถาวร พรประภา ผู้ก่อตั้งกลุ่มสยามกลการ ได้มอบที่ดินกว่า 565 ไร่ เพื่อจัดตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา, การสนับสนุนงบประมาณ 68 ล้านบาท เพื่อก่อสร้างอาคารปฏิบัติการวิศวกรรมยานยนต์ (Auto-TU) ในปี พ.ศ. 2555 และการมอบที่ดินเพิ่มเติมอีก 18 ไร่ โดย ดร.พรเทพ พรประภาเพื่อสร้างโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์พัทยา ในปี พ.ศ. 2561

    นอกจากนี้ กลุ่มสยามกลการ ยังร่วมสนับสนุนทุนการศึกษาแก่นักศึกษาในสถาบันต่างๆ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น ตลอดจนการสนับสนุนทุนผ่านมูลนิธิต่างๆ เช่น มูลนิธิถาวร-อุษา พรประภา การมอบทุนการศึกษาแก่บุตรพนักงาน-สื่อมวลชน นอกจากนี้ กลุ่มสยามกลการ ยังขยายการลงทุนสู่ธุรกิจการศึกษาอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการก่อตั้งโรงเรียนดนตรียามาฮ่า และการจับมือกับโรงเรียนไฮเกตจากสหราชอาณาจักรเพื่อก่อตั้ง โรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย ตอกย้ำเจตนารมณ์ในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12745047&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3HpdRO4S3jts-ODlOVSDF2

  • รองนายกฯ “ประเสริฐ” นั่งหัวโต๊ะประชุมผู้บริหาร ดีอี จัดประชุม Top EX ติดตามความคืบหน้า “ไอทีแมน” เร่งรัดระบบตรวจสอบสถานภาพพระสงฆ์

    รองนายกฯ “ประเสริฐ” นั่งหัวโต๊ะประชุมผู้บริหาร ดีอี จัดประชุม Top EX ติดตามความคืบหน้า “ไอทีแมน” เร่งรัดระบบตรวจสอบสถานภาพพระสงฆ์

    รองนายกฯ “ประเสริฐ” นั่งหัวโต๊ะประชุมผู้บริหาร ดีอี จัดประชุม Top EX ติดตามความคืบหน้า “ไอทีแมน” เร่งรัดระบบตรวจสอบสถานภาพพระสงฆ์


    3/09/2568 | 10 |

    นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรี นั่งหัวโต๊ะประชุมผู้บริหาร ดีอี จัดประชุม Top EX ติดตามความคืบหน้า “ไอทีแมน” เร่งรัดระบบตรวจสอบสถานภาพพระสงฆ์ เตรียมใช้งานระบบ e-Office ครอบคลุมแล้ว 18 กระทรวง

    วันที่ 3 กันยายน 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เป็นประธานการประชุมผู้บริหารกระทรวงดีอี (Top Executives) ครั้งที่ 8/2568 โดยมีศาสตราจารย์พิเศษวิศิษฏ์ วิศิษฏ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงดีอี พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงดีอี เข้าร่วม ณ ห้องประชุม 203 ชั้น 2 อาคารกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 โซน C และผ่านระบบ Video Conference
     
    นายประเสริฐ กล่าวว่า ในการประชุมครั้งนี้มีการหารือร่วมกับผู้บริหารหน่วยงานของกระทรวงดีอี โดยมีวาระการพิจารณาประเด็นสำคัญ ได้แก่
     
    1.การขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมและพัฒนาทักษะความรู้เพื่อขับเคลื่อนและยกระดับกำลังคนดิจิทัลระดับอำเภอ (ไอทีแมน) จำนวน 878 คน ประจำทุกอำเภอใน 77 จังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) หรือ BDE  โดยเจ้าหน้าที่ดิจิทัลอำเภอ จะมีภารกิจในการประสานงานกับกระทรวงฯ เพื่อนำเสนอข้อมูลดิจิทัลของหน่วยงานดิจิทัลที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งดำเนินการพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ และความเข้าใจเกี่ยวกับนโยบายสำคัญของกระทรวงฯ เพื่อนำไปขยายผลให้กับประชาชนในพื้นที่อำเภอต่าง ๆ ได้รับทราบและเข้าใจ นอกจากนี้ยังมีหน้าที่นำส่งข้อมูลสำคัญด้านดิจิทัลในพื้นที่ให้กับกระทรวงฯ เพื่อรับทราบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
     
    2.การขับเคลื่อนโครงการศูนย์ดิจิทัลชุมชนจำนวน 1,722 แห่ง และขยายเพิ่มขึ้นอีก 500 แห่ง ทั่วประเทศ พร้อมกับยกระดับศูนย์การเรียนรู้ ICT ชุมชนเดิม สู่ศูนย์ดิจิทัลชุมชน โดยสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) หรือ BDE 
     
    3.การพัฒนาระบบตรวจสอบสถานภาพพระภิกษุสงฆ์ โดยกระทรวงฯ ร่วมกับ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ได้มีความร่วมมือในการดำเนินการพัฒนาระบบตรวจสอบสถานภาพพระภิกษุสงฆ์ (Credential Verification) โดยการใช้ข้อมูลบนฐานข้อมูลพระภิกษุของ พศ. (Datacenter) ที่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับพระภิกษุสัญชาติไทย กระทรวงฯ โดย สป.ดศ. รับผิดชอบในการพัฒนาระบบตรวจสอบฯ และ สดช. เป็นผู้รับผิดชอบในการจัดสรรทรัพยากรของระบบฯ โดยใช้คลาวด์ GDCC ซึ่งระบบดังกล่าวได้นำการยืนยันตัวตนด้วยวิธีการอิเล็กทรอนิกส์ผ่านดิจิทัลไอดี (ThaID) และการตรวจสอบใบหน้าด้วยภาพถ่ายประจำตัว เข้ามามีส่วนสำคัญในการตรวจสอบ ซึ่งจะส่งผลให้ระบบตรวจสอบสถานภาพพระภิกษุสงฆ์ มีความแม่นยำ ถูกต้อง และมีความน่าเชื่อถือ โดยในอนาคตจะมีการเพิ่มเติมระบบการตรวจสอบบัญชีรายรับ-รายจ่ายของวัดเพิ่มเติม
     
    “ในส่วนของการติดตามความคืบหน้าด้านกฎหมาย ขณะนี้กระทรวงฯ ได้ดำเนินการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายหลายฉบับด้วยกัน อาทิ ร่าง พ.ร.บ.ไปรษณีย์ ฉบับใหม่ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จ และทำประชาพิจารณ์ในเร็วๆนี้ และ ร่าง พ.ร.บ.อุตุนิยมวิทยา ที่เตรียมเสนอเข้าที่ประชุม ครม. เช่นเดียวกับ ร่าง พ.ร.บ.เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล พ.ศ. …. ของ สพธอ. หรือ ETDA ซึ่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญ ในเรื่องกฎหมายที่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนให้มีความทันสมัย เท่าทันต่อการใช้งานเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเรื่องของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัล”  รองนายกฯ ประเสริฐ กล่าว
     
    ด้านการดำเนินการยกระดับหน่วยงานภาครัฐในการใช้ระบบงานเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document) ในระบบ e-Office ภายใต้ ระบบคลาวด์กลางภาครัฐ (GDCC) ปัจจุบันมีหน่วยงานระดับกระทรวงเข้าร่วมแล้ว จำนวน 18 กระทรวง โดยรวมมีหน่วยงานรัฐที่อยู่ในกระบวนการแล้วจำนวน 6,434 หน่วยงาน รวม 1,894,691 Users ทั้งในส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)  ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายการใช้งานระบบในปี 2568 ที่กำหนดไว้จำนวน 1,000,000 Users

    ที่มา : 


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/420691&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00vQA9v53axCk3N8lhoypo

  • กระทรวงการต่างประเทศดำเนินโครงการเสริมสร้างความเข้าใจต่อประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อนานาชาติและนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ ณ อินโดนีเซีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    กระทรวงการต่างประเทศดำเนินโครงการเสริมสร้างความเข้าใจต่อประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อนานาชาติและนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ ณ อินโดนีเซีย – กระทรวงการต่างประเทศ

    กระทรวงการต่างประเทศดำเนินโครงการเสริมสร้างความเข้าใจต่อประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อนานาชาติและนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ ณ อินโดนีเซีย

    กระทรวงการต่างประเทศดำเนินโครงการเสริมสร้างความเข้าใจต่อประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อนานาชาติและนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ ณ อินโดนีเซีย

    วันที่นำเข้าข้อมูล 4 ก.ย. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 4 ก.ย. 2568

    | 22 view

    เมื่อวันที่ 27 – 29 สิงหาคม 2568 นายพงศ์ปราชญ์ มากแจ้ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวง พร้อมด้วยนายปิยะศิริ วัฒนวรางกูร รองเลขาธิการศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) นำคณะผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศและ ศอ.บต. เดินทางเยือนกรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ภายใต้โครงการเสริมสร้างความเข้าใจต่อประเด็นจังหวัดชายแดนภาคใต้ต่อนานาชาติและนักศึกษาไทยมุสลิมในต่างประเทศ ประจำปี 2568 ของกระทรวงการต่างประเทศ

    คณะได้เข้าร่วมกิจกรรม “Thai Student Gathering 2025” ซึ่งจัดโดยสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงจาการ์ตา ระหว่างวันที่ 28 – 29 สิงหาคม 2568 เพื่อเสริมสร้างทักษะ และศักยภาพของนักศึกษาไทยมุสลิมในอินโดนีเซีย ซึ่งประกอบด้วยการทัศนศึกษาเชิงวัฒนธรรม การสัมมนาทางวิชาการและการแนะเนวอาชีพที่น่าสนใจ การดูแลสุขภาพจิตและการเสริมสร้างภาวะผู้นำ โดยมีนักศึกษาไทยมุสลิมเข้าร่วม จำนวนกว่า 160 คน

    นอกจากนี้ คณะยังได้เข้าพบกับ (1) Mr. Syafiq A. Mughni ประธานองค์กรมูฮัมมะดียะห์ (Muhammadiyah) ณ สำนักงานองค์กรมูฮัมมะดียะห์ กรุงจาการ์ตา เพื่อแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการศึกษา แลเร่งรัดการจัดทำบันทึกความเข้าใจฉบับใหม่ระหว่างองค์กรฯ กับ ศอ.บต. เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาไทยมุสลิมในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ และ (2) Dr. Ulil Abshar Abdalla รองประธานองค์กรนะห์ดอตุล อูลามา (Nahdlatul Ulama) เพื่อหารือเกี่ยวกับการยกระดับความร่วมมือด้านการศึกษาและการขอรับทุนการศึกษาเพิ่มเติมให้กับนักศึกษาไทยมุสลิม รวมไปทั้งการขยายความร่วมมือในประเด็นพหุวัฒนธรรม และแนวคิด “Humanitarian Islam” ด้วย

    การเยือนในครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นของกระทรวงการต่างประเทศในการผลักดันความร่วมมือและการแสวงหาโอกาสด้านการศึกษาให้กับเยาวชนไทยมุสลิมที่ต้องการไปศึกษาต่อที่ประเทศอินโดนีเซีย รวมถึงการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้กับองค์กรมุสลิมของอินโดนีเซียได้รับทราบและเชิญชวนให้อินโดนีเซียเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย ซึ่งสอดรับกับวาระครบรอบ 75 ปี ของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย – อินโดนีเซีย ในปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/sbpacindo-th%3Fcate%3D5d5bcb4e15e39c306000683d&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3QczNpYJLfR1_f7yxKck0J

  • สนค. เผยผลการศึกษาฯ ชี้ สินค้าจาก “จีน” เสี่ยงทะลักเข้าไทยสูงสุด

    สนค. เผยผลการศึกษาฯ ชี้ สินค้าจาก “จีน” เสี่ยงทะลักเข้าไทยสูงสุด

    เศรษฐกิจ

    สนค. เผยผลการศึกษาฯ ชี้ สินค้าจาก “จีน” เสี่ยงทะลักเข้าไทยสูงสุด

    วันพฤหัสบดี ที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.45 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สนค. เผยผลการศึกษาฯ ชี้ สินค้าจาก “จีน” เสี่ยงทะลักเข้าไทยสูงสุด โดยเฉพาะกลุ่มยานพาหนะ อุตสาหกรรม และอุปโภคบริโภค หลังสหรัฐฯ ใช้มาตรการภาษีใหม่ พร้อมเสนอมาตรการรับมือเชิงรุก 

    เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยผลการศึกษา “การวิเคราะห์การเบี่ยงเบนทางการค้า: กรณีการไหลทะลักของสินค้าจีนหลังสหรัฐฯ กำหนดภาษีต่างตอบแทนจากไทย 19%” ผลการศึกษาพบว่า จีนเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงสุด ที่จะเบี่ยงเบนเส้นทางการค้าและส่งออกสินค้าทะลักเข้ามายังประเทศไทย พร้อมเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อเตรียมการรับมือ

    ตามที่สหรัฐฯ ได้ประกาศอัตราภาษีศุลกากรต่างตอบแทนใหม่เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 โดยกำหนดอัตราภาษีสำหรับไทยที่ 19% แต่กำหนดอัตราที่สูงกว่ากับประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยหลายประเทศ เช่น จีน (34%) ไต้หวัน (20%) เวียดนาม (20%) และอินเดีย (25%) ได้สร้างความเสี่ยงที่จะเกิดการเบี่ยงเบนทางการค้า (Trade Diversion) ซึ่งสินค้าจากประเทศที่ถูกเก็บภาษีในอัตราสูงอาจทะลักเข้ามาในตลาดไทยแทน สถานการณ์ดังกล่าวแม้จะมีข้อดีในการเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคและกระตุ้นการแข่งขัน แต่หากการไหลทะลักดังกล่าวรุนแรงเกินไปจะส่งผลเสียต่อภาคการผลิตภายในประเทศ โดยเฉพาะ SMEs ที่ไม่สามารถแข่งขันได้ จนนำมาสู่การลดกำลังการผลิต การจ้างงาน อีกทั้งยังส่งผลให้ขาดดุลการค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
    ในวงกว้าง ดังนั้น สนค. จึงได้ทำการศึกษาผลกระทบและประเมินความเสี่ยงเพื่อเตรียมมาตรการรับมือเชิงรุก เพื่อให้ภาครัฐและผู้ประกอบการไทยสามารถรับมือกับผลกระทบเชิงลบได้อย่างทันท่วงที

    สนค. ทำการศึกษาวิเคราะห์โอกาสการเบี่ยงเบนเส้นทางการค้า (Trade Diversion) โดยพิจารณาจากปัจจัย 6 ด้านหลัก ได้แก่ (1) ช่องว่างอัตราภาษีและต้นทุน (2) โครงสร้างสินค้าและอุปสงค์ (3) ห่วงโซ่อุปทานและข้อตกลงการค้า (4) โลจิสติกส์และภูมิศาสตร์ (5) ปัจจัยด้านเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยน และ (6) นโยบายกำกับและการบังคับใช้ พบว่า จีนยังคงเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดที่จะมีการไหลทะลักของสินค้าเข้ามาในไทย เนื่องจากมีส่วนต่างอัตราภาษีกับไทยมากที่สุดถึง 15% ประกอบกับแรงกดดันจากสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) และการอุดหนุนจากภาครัฐที่ทำให้มีต้นทุนการผลิตต่ำ นอกจากนี้ ความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทานที่มีอยู่เดิมและความสะดวกทางการค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ยิ่งเอื้อให้สินค้าจีนเข้าสู่ตลาดไทยได้ง่ายขึ้น

    ข้อมูลเชิงประจักษ์จากการวิเคราะห์การไหลทะลักของสินค้าจากดัชนีการไหลทะลักของสินค้า (Spill-over Index) ยืนยันสถานการณ์การไหลทะลักของสินค้าจากจีน โดยค่าดัชนีได้พุ่งขึ้นจากระดับ 100 ในปี 2561 (ก่อนสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน) มาอยู่ที่ระดับสูงสุด 130 ในปี 2567 ภายในช่วง 7 ปี ซึ่งบ่งชี้ถึงการไหลเข้าของสินค้าจีนที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มสินค้าที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ได้แก่ กลุ่มยานพาหนะและส่วนประกอบ กลุ่มสินค้าภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค

    เพื่อชี้เป้าสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง สนค. ได้พัฒนาระบบเตือนภัย (Warning System) ขึ้นโดยใช้ 3 ตัวชี้วัดสำคัญได้แก่ (1) ส่วนแบ่งนำเข้าจากจีน (2) อัตราการขยายตัวของมูลค่านำเข้า และ (3) ช่องว่างราคานำเข้า จากจีนมากกว่าช่องว่างราคาจากโลก และจัดกลุ่มจำแนกตามความเสี่ยงการไหลทะลักของสินค้าจีนออกเป็น 5 ระดับได้แก่ สูง ค่อนข้างสูง เฝ้าระวัง ค่อนข้างเฝ้าระวัง และต่ำ ซึ่งผลการประเมินสินค้าที่ไทยนำเข้าจากจีนจำนวน 1,149 รายการ พบว่าส่วนใหญ่จำนวน 904 รายการ (78.7%) ยังอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำกลุ่มค่อนข้างเฝ้าระวัง 
    38 รายการ อย่างไรก็ตาม มีสินค้า 24 รายการที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยง “สูง” 17 รายการอยู่ในกลุ่ม “ค่อนข้างสูง” และอีก 166 รายการอยู่ในกลุ่ม “เฝ้าระวัง” ซึ่งสินค้ากลุ่มเสี่ยงไหลทะลักในระดับ “เฝ้าระวัง”-“สูง” เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสินค้าทุนและสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งแม้จะเป็นประโยชน์ต่อภาคการผลิตในเชิงต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่การพึ่งพิงการนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากจีนในสัดส่วนที่สูงเกินไป ก่อให้เกิดความเสี่ยงและความเปราะบางต่อความผันผวนของราคา นโยบาย และข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทานที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกันสินค้าอุปโภคบริโภคที่แข่งขันโดยตรงกับผู้ผลิตในประเทศหลายรายการ เช่น สุรา กะหล่ำปลี เสื้อผ้า และเครื่องเรือนพลาสติก ก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs 

    สนค. ได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับการไหลทะลักของสินค้าจีน โดยแบ่งเป็นมาตรการระยะสั้นที่เน้นการเฝ้าระวังเชิงรุกและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น และมาตรการระยะกลางถึงยาวที่มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้ สนค. จะนำผลการศึกษาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายทั้งหมดเข้าหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการค้าต่างประเทศ กรมศุลกากร และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อประมวลผลความคิดเห็นและข้อมูล ก่อนจะนำมาสู่การจัดทำยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อรับมือกับสถานการณ์การไหลทะลักของสินค้าอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/445181&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1UhPFL-dAplIjGGTLDrZ0O

  • ขอเชิญชวนนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์แคนาดา ประจำปี 2568

    ขอเชิญชวนนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์แคนาดา ประจำปี 2568

    ขอเชิญชวนนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์แคนาดา ประจำปี 2568


    4/09/2568 | 64

    สภาการศึกษาแห่งแคนาดา (CEC) ในนามสมาคมศิษย์เก่าไทย-แคนาดา (TCAA)
    ร่วมกับสมาคมคณิตศาสตร์แคนาดา (CMS)
    ขอเชิญชวนนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขันคณิตศาสตร์แคนาดา ประจำปี 2568

    Canadian Mathematics Competition 2025
    เปิดรับสมัครสอบแข่งขันคณิตศาสตร์ ตั้งแต่วันนี้ !!!
    สนามสอบแข่งขัน :
    – CLMC, COMC โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย
    – CJMC โรงเรียนนานาชาติแคนาเดียน ประเทศไทย
    Canadian Mathematical Olympaid (CMO)
    สำหรับนักเรียนที่ผ่านเข้ารอบ COMC คะแนนสูงสุดอันดับแรกมีสิทธิ์เข้าร่วมสอบแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกแคนาดา Canadian Mathematical Olympaid (CMO)
    ———————-

    Canada Lynx Mathematical Competition (CLMC)
    – เหมาะสำหรับ นักเรียนชั้น ม.1-6 (Grades 7-12)
    – สามารถสมัครแข่งขันได้ทุกระดับชั้น
    – ข้อสอบปรนัย 15 ข้อ ค่าสมัครสอบ 700 บาท (ราคาปกติ)

    Early Bird พิเศษ จองสมัครสอบในราคา 650 บาท ภายในวันที่ 8 กย. 2568
    – จัดสอบ วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม 2568
    – สมัครสอบแข่งขัน > https://forms.gle/zb13MNeXoxskVShm9
    – ปิดรับสมัครวันที่ 18 กันยายน 2568

    Canadian Open Mathematics Challenge (COMC)
    – เหมาะสำหรับ นักเรียนชั้น ม.2-6 (Grades 8-12)
    – ข้อสอบแก้ปัญหาอัตนัย (Problem Solving) ค่าสมัครสอบ 1,500 บาท (ราคาปกติ)
    (Early Bird พิเศษ จองสมัครสอบในราคา 1,400 บาท ภายในวันที่ 30 กย.  2568)
    – จัดสอบ วันเสาร์ที่ 1 พฤศจิกายน 2568
    – สมัครสอบแข่งขัน >https://forms.gle/HMQDLuqBPguxfNae6
    – ปิดรับสมัครวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568

    Canada Jay Mathematical Competition (CJMC)
    – เหมาะสำหรับ นักเรียนชั้นป. 5-ม. 2 (Grades 5-8)
    – สามารถสมัครแข่งขันได้ตั้งแต่ระดับอนุบาล – ม.2 (K-Grade
    – ข้อสอบปรนัย 15 ข้อ ค่าสมัครสอบ 700 บาท (ราคาปกติ)
    Early Bird พิเศษ จองสมัครสอบในราคา 650 บาท ภายในวันที่ 30 กย. 2568
    – จัดสอบ วันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2568
    – สมัครสอบแข่งขัน >https://forms.gle/yLDX8SCFmLUTyMvcA

    – ปิดรับสมัครวันที่ 6 พฤศจิกายน 2568
    ———————–

    Website: www.canadianmathtcaa.com
    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
    E: canadianmathtcaa@gmail.com
    Tel. 0812421769
    Line ID : Canadianmathtcaa

    #canadianmath #competition #education #คณิตศาสตร์ #แคนาดา #สอบแข่งขัน #คณิตศาสตร์แคนาดา


    image รูปภาพ

    image


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/9/iid/420670&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3eGHXho4ONXPDbBxXmzHQi

  • ส่องธุรกิจ “ตระกูลพรประภา” ขยายอาณาจักหมืนล้าน เปิดโรงเรียนนานาชาติที่ชลบุรี พื้นที่อลังการมาก

    ส่องธุรกิจ “ตระกูลพรประภา” ขยายอาณาจักหมืนล้าน เปิดโรงเรียนนานาชาติที่ชลบุรี พื้นที่อลังการมาก

    เปิดธุรกิจให้ของตระกูลพรประภา ทุ่มงบกว่าพันล้านบาทเปิดโรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย ทำเลทองจังหวัดชลบุรี  

    ตระกูลพรประภา จากผู้นำเข้า นิสสัน สู่เครือข่ายธุรกิจครบวงจรระดับตำนาน เริ่มจากการนำเข้ารถยนต์นิสสันในไทยยุคแรกๆ วันนี้ตระกูลพรประภาได้สร้างอาณาจักรธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ จนถึงโรงแรมและทางด้านการศึกษา

    จุดเริ่มต้นของอาณาจักร

    ในปี 2495 ดร.ถาวร พรประภา ได้ริเริ่มธุรกิจโดยก่อตั้งบริษัท สยามกลการ จำกัด โดยเริ่มจากการนำเข้าและจำหน่ายรถยนต์นิสสัน และดัทสันในไทยอย่างเป็นทางการเป็นรายแรก

    จากฐานธุรกิจยานยนต์ สยามกลการพัฒนาขยายสู่ธุรกิจสินค้าชั้นนำทั่วโลก เช่น

    • เครื่องจักรหนัก “โคมัตสุ”

    • ลิฟต์และบันไดเลื่อน “ฮิตาชิ”

    • เครื่องปรับอากาศ “ไดกิ้น”

    • เครื่องดนตรีและเสียง “ยามาฮ่า”

    • แบตเตอรี่ “GS”

    • โช้กอัพ “KYB” และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยานยนต์ 

    ท่องเที่ยว–บริการ ต่อยอดจากธุรกิจหลัก

    กลุ่มธุรกิจด้านท่องเที่ยวของสยามกลการ มีเริ่มตั้งแต่สนามกอล์ฟ สยามคันทรีคลับ พัทยา และ Tropicana Pattaya Hotel ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 

    ปัจจุบันธุรกิจภาคบริการได้ขยายไปยังการบริหารโรงแรม เช่น Siam@Siam Design Hotels & Resorts และ Mövenpick Siam Hotel Pattaya รวมถึงโรงแรมใหม่ที่วางแผนสร้างในจังหวัดท่องเที่ยวหลายแห่งเพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยว 

    โรงแรมยักษ์กลางกรุงแปลงเป็นแลนด์มาร์กใหม่

    ตระกูลพรประภา ได้จับมือกับ Pan Pacific Hotels Group เปิดโครงการ Siam Pan Pacific เพื่อแปลงอาคารสำนักงานสยามโมเตอร์เดิมเป็นโรงแรมหรู 18 ชั้นใจกลางกรุงเทพ โดยมีกำหนดเปิดปี 2027 มุ่งเป้าจะเป็นแลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยวระดับโลก

    นอกจากนี้ยังเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ BYD แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ภายใต้ บริษัท เรเว่ออโตโมทีฟ จำกัด บริหารโดย ประธานวงศ์ พรประภา

    ปัจจุบันกลุ่มสยามกลการดำเนินธุรกิจในทั้งหมด 6 กลุ่มหลัก ได้แก่

    1. ยานยนต์

    2. อะไหล่-ชิ้นส่วน

    3. เครื่องจักรอุตสาหกรรม

    4. การท่องเที่ยวและบริการ

    5. การศึกษาและเครื่องดนตรี

    6. การลงทุน-อสังหาริมทรัพย์ 

    จากจุดเริ่มต้นธุรกิจรถยนต์เพียงอย่างเดียว ตระกูลพรประประภา ได้ขยายอาณาจักรครอบคลุมแทบทุกมิติของธุรกิจที่ตอบโจทย์ชีวิตคนไทย ทั้งยังมีวิสัยทัศน์สร้างสรรค์และพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ทำให้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจครอบครัวที่มั่นคงและทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ 

    ล่าสุดกับการเปิดโรงเรียนนานาชาติ ไฮเกต ประเทศไทย จังหวัดชลบุรี

    โรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย เปิดสิงหาคม 2569

    กลุ่มสยามกลการ ร่วมกับครอบครัวพรประภา จับมือกับโรงเรียนไฮเกตแห่งอังกฤษ (เก่าแก่กว่า 460 ปี!) ปักหมุดโครงการ “Highgate International School Thailand” บนพื้นที่ 70 ไร่ ใกล้สนามกอล์ฟสยามคันทรีคลับ จ.ชลบุรี บริหารโดย ธันยพร พรประภา ตั้งคารวคุณ 

    • เปิดระดับแรกในปี 2569 รับนักเรียนวัย 2–11 ปี (เตรียมอนุบาล–ประถมศึกษา)

    • ขยายชั้นเรียน เพิ่มระดับมัธยมในปี 2570 และต่อยอดเป็นโรงเรียนประจำในปี 2571–2572 

    • รองรับสูงสุด 1,400 คน  

    • งบลงทุนกว่า 1,600 ล้านบาท กำหนดเริ่มสอนเดือนสิงหาคม 2569 หลังจากก่อสร้างเสร็จต้นปีนั้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9839474/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0E0fylHTT3mHxw_nsVeJjM

  • ดัชนี SET ต้นภาคเช้าบวก 10 จุด รับแรงเก็งกำไรกลุ่มท่องเที่ยว-ไฟแนนซ์หนุน : อินโฟเควสท์

    ดัชนี SET ต้นภาคเช้าบวก 10 จุด รับแรงเก็งกำไรกลุ่มท่องเที่ยว-ไฟแนนซ์หนุน : อินโฟเควสท์

    ตลาดหุ้นไทยต้นภาคเช้าปรับขึ้นไป 10 จุด มีแรงเก็งกำไรกลุ่มท่องเที่ยวและกลุ่มไฟแนนซ์ อาทิ THAI AOT CPALL MTC KTC SAWAD เป็นต้น หลังจากภาพการเมืองในประเทศชัดเจน โดยพรุ่งนี้จะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี

    เมื่อเวลา 10.30 น.ดัชนี SET มาอยู่ที่ 1,269.50 จุด เพิ่มขึ้น 10.19 จุด (+0.81%)

    นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยเช้านี้ปรับขึ้นตอบรับภาพการเมืองชัดเจน โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะได้รับการเสนอชื่อให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ (5 ก.ย.) จึงมีแรงเก็งกำไรกลุ่มไฟแนนซ์ Domestic play กลุ่มท่องเที่ยว

    แม้ว่ารัฐบาลใหม่ถึงแม้จะมีระยะเวลาสั้น ๆ แต่คาดหวังจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ น่าจะมีงบประมาณลงไปกระตุ้นฐานราก ขณะเดียวกันคาดว่าจะมีนโยบายกระตุ้นท่องเที่ยวให้ดีกว่านี้ด้วย

    พร้อมให้แนวต้านแรกที่ 1,275 จุด แนวต้านถัดไป 1,281 จุด ซึ่งเป็นจุดสูงสุดเดิม ส่วนแนวรับ 1,263-1,260 จุด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/526885&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h54LBdiz7mG0vCZ6Omi7v

  • สภาอุตฯสมุทรสงคราม ร่วมมจธ.-กปว.สพ.อว. จัดกิจกรรมแนะแนวการศึกษาต่อ มุ่งสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาศักยภาพเยาวชนสู่อนาคต

    สภาอุตฯสมุทรสงคราม ร่วมมจธ.-กปว.สพ.อว. จัดกิจกรรมแนะแนวการศึกษาต่อ มุ่งสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาศักยภาพเยาวชนสู่อนาคต

    ภูมิภาค

    สภาอุตฯสมุทรสงคราม ร่วมมจธ.-กปว.สพ.อว. จัดกิจกรรมแนะแนวการศึกษาต่อ มุ่งสร้างแรงบันดาลใจและพัฒนาศักยภาพเยาวชนสู่อนาคต

    วันพฤหัสบดี ที่ 04 กันยายน พ.ศ. 2568, 16.43 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ที่ห้องแนะแนว โรงเรียนถาวรานุกูล จ.สมุทรสงคราม สภาอุตสาหกรรม จ.สมุทรสงคราม นำโดย นายวีระนิจ เหลืองรัตนเจริญ ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดฯ ร่วมกับ คลินิกเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จัดกิจกรรมแนะแนวกลุ่มให้ความรู้เรื่องแนวทางการศึกษาต่อ การจัดทำแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) และการเตรียมความพร้อมสู่มหาวิทยาลัยให้กับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยได้รับการสนับสนุนจาก กองส่งเสริมและประสานเพื่อประโยชน์ทางวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (กปว.สพ.อว.) สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

    กิจกรรมดังกล่าวมีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนถาวรานุกูล เข้าร่วมกว่า 60 คน โดยในช่วงเช้าวันเดียวกัน ยังได้จัดกิจกรรมแนะแนวในลักษณะเดียวกันที่โรงเรียนอัมพวันวิทยาลัย เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนในพื้นที่ได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการวางแผนอนาคตของตนเอง  การแนะแนวครั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ทัศวัลย์ คัมภีระพันธุ์ ที่ปรึกษาคลินิกเทคโนโลยี มจธ. เป็นวิทยากรหลัก ถ่ายทอดความรู้และเทคนิคการจัดทำ Portfolio ให้มีความน่าสนใจ สอดคล้องกับเกณฑ์ของมหาวิทยาลัย พร้อมทั้งให้คำแนะนำเกี่ยวกับการปรับตัวเข้าสู่ชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย การใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนทั้งชาวไทยและต่างชาติ รวมถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเข้าสู่โลกของการทำงานหรือการประกอบธุรกิจในอนาคต

    ผศ.ดร.ทัศวัลย์ กล่าวว่า คลินิกเทคโนโลยีมีบทบาทในการส่งเสริมองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแก่ประชาชนทุกกลุ่ม โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะกับกลุ่มเยาวชน ผ่านกิจกรรมแนะแนวการศึกษาและการสร้างแรงบันดาลใจให้เข้าใจตนเอง และสามารถวางแผนอนาคตได้อย่างเหมาะสม “จากการลงพื้นที่ พบว่านักเรียนจำนวนไม่น้อยยังขาดความเข้าใจเกี่ยวกับเส้นทางการศึกษาต่อในสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมถึงไม่มั่นใจในการเลือกอาชีพ และวิธีการนำเสนอจุดเด่นของตนเองผ่าน Portfolio อย่างมีประสิทธิภาพ กิจกรรมในครั้งนี้จึงออกแบบมาเพื่อให้นักเรียนรู้จักตนเองก่อน สะท้อนเป้าหมายในอนาคตผ่านแฟ้มผลงานที่ตรงจุด และพร้อมรับมือกับการสอบสัมภาษณ์ได้อย่างมั่นใจ” เธอกล่าว

    ด้าน นายวีระนิจ เหลืองรัตนเจริญ ประธานสภาอุตสาหกรรม จ.สมุทรสงคราม เปิดเผยว่า ปัจจุบันการจัดทำ Portfolio กลายเป็นความกังวลของทั้งนักเรียนและผู้ปกครอง หลายครอบครัวไม่ทราบว่าจะเริ่มต้นจากจุดใด ส่งผลให้เกิดความเครียดในหมู่นักเรียน บางรายต้องเข้ารับคำปรึกษาทางจิตใจ จึงเป็นที่มาของการประสานความร่วมมือกับคลินิกเทคโนโลยี เพื่อช่วยให้คำแนะนำแก่เยาวชน

    นอกจากนี้ นายวีระนิจ ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาสำคัญในภาคอุตสาหกรรมว่า ปัจจุบันแรงงานที่มีทักษะรอบด้านยังมีจำนวนไม่เพียงพอ โดยเฉพาะตำแหน่ง “ผู้ประสานงาน” ซึ่งต้องอาศัยความรู้ทั้งด้านวิชาการ บัญชี วิทยาศาสตร์ และเทคนิค ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการเชื่อมโยงระหว่างฝ่ายต่าง ๆ ภายในองค์กร “แรงงานส่วนใหญ่ยังมีความรู้แบบเฉพาะด้าน ทำให้ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด การเตรียมความพร้อมควรเริ่มตั้งแต่ช่วงมัธยมต้น โดยเฉพาะระดับ ม.3 ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเลือกสายการเรียนและอาชีพในอนาคต”  

    กิจกรรมแนะแนวในครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวแรกของกระบวนการพัฒนาเยาวชนในระยะยาว ซึ่งทางสภาอุตสาหกรรมจังหวัดฯ มีแผนที่จะดำเนินการร่วมกับคลินิกเทคโนโลยี มจธ. อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างศักยภาพและพัฒนาความรู้ให้กับเยาวชนในจังหวัดสมุทรสงคราม ให้สามารถเข้าสู่ภาคอุตสาหกรรมได้อย่างมีคุณภาพ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างแท้จริงในอนาคต
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/445211&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw23i_3fIdO60Lon8zll_NjZ