Blog

  • คิม จองอึนควงลูกสาวออกงานที่จีนครั้งแรก! ตอกย้ำกระแสเตรียมขึ้นเป็น ‘ผู้นำหญิงคนแรก’ ของเกาหลีเหนือ

    คิม จองอึนควงลูกสาวออกงานที่จีนครั้งแรก! ตอกย้ำกระแสเตรียมขึ้นเป็น ‘ผู้นำหญิงคนแรก’ ของเกาหลีเหนือ

    การปรากฏตัวของลูกสาวคิม จองอึน ที่ประเทศจีน ก่อนพิธีสวนสนาม ‘วันแห่งชัยชนะ’ ของสี จิ้นผิง ที่กรุงปักกิ่ง ยิ่งตอกย้ำกระแสคาดการณ์ว่าเธอกำลังถูกเตรียมให้ขึ้นเป็น ‘ผู้นำหญิงคนแรก’ ของเกาหลีเหนือ 

    ภาพถ่ายที่ถูกเผยแพร่โดยสื่อทางการเกาหลีเหนือเผยให้เห็น คิม จูเอ ซึ่งเชื่อว่ามีอายุอยู่ในช่วงวัยรุ่นตอนต้น กำลังก้าวลงจากรถไฟหุ้มเกราะในเมืองหลวงจีน โดยได้รับการต้อนรับจากเจ้าหน้าที่ชาวจีนระหว่างการปรากฏตัวครั้งแรกในเวทีระหว่างประเทศ 

    อย่างไรก็ตาม รัฐบาลเกาหลีเหนือไม่เคยเปิดเผยชื่อและอายุของจูเออย่างเป็นทางการ แต่ถึงอย่างนั้น จูเอก็ไม่ได้เป็นคนแปลกหน้าในสายตาสาธารณชนแต่อย่างใด เนื่องจากเธอเคยเดินทางไปทำภารกิจสำคัญต่างๆ มากมายร่วมกับคิม จองอึนทั่วเกาหลีเหนือ รวมถึงตามไปดูการทดสอบขีปนาวุธ และล่าสุดกับการเปิดตัวรีสอร์ท ‘วอนซาน คัลมา’ บนชายฝั่งตะวันออกของประเทศ 

    หากเป็นไปตามที่นักวิเคราะห์หลายคนเชื่อว่า จูเอ เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งที่พ่อของเธอโปรดปรานมากที่สุด และนั่นจะทำให้จูเอกลายเป็นสมาชิกคนที่ 4 ของตระกูลคิมที่ปกครองเกาหลีเหนือมาตั้งแต่ก่อตั้งประเทศในยุคปู่ทวดของเธอ คิม อิลซุง ในปี 1948 

    คาดว่า ‘คิม จูเอ’ เป็นบุตรคนกลางของ คิม จองอึน 

       (Photo by KCNA VIA KNS / AFP)

    (Photo by KCNA VIA KNS / AFP)

    จูเอถูกระบุตัวตนครั้งแรกโดย เดนนิส ร็อดแมน อดีตนักบาสเกตบอล NBA ซึ่งเป็นเพื่อนของคิมที่อ้างว่าเคยได้อุ้มลูกสาวตัวน้อยของคิมขณะเยือนกรุงเปียงยางในปี 2013 ทั้งนี้ที่ผ่านมา จูเอไม่เคยถูกพูดถึงในที่สาธารณะ แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เธอกลับกลายเป็นคนสำคัญในคณะผู้ติดตามพ่อของเธอ ร่วมกับคิม โยจอง น้องสาวคิม จองอึน 

    เนื่องจากสื่อของรัฐเกาหลีเหนือถูกควบคุมอย่างเข้มงวดไม่ให้รายงานข่าวเกี่ยวกับลูกๆ ของคิมเลย จนกระทั่งจูเอปรากฏตัวพร้อมกับคิมในงานเปิดตัวขีปนาวุธข้ามทวีปเมื่อปี 2022 และหลายเดือนต่อมา จูเอก็ได้เข้าร่วมขบวนพาเหรดเนื่องในโอกาสครบรอบการก่อตั้งกองทัพประชาชนเกาหลี ขณะเดียวกัน สื่อของรัฐก็เริ่มเรียกจูเอว่า “ลูกสาวที่ ‘น่าเคารพ’ ของคิม” 

    รายงานของหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ในปี 2017 ระบุว่า คิมและรี ซอลจู ภรรยาของเขา มีลูกด้วยกัน 3 คน ได้แก่ ลูกชายที่เกิดในปี 2010 ลูกสาวที่เกิดในปี 2013 ซึ่งคาดว่าเป็นจูเอ และในปี 2017 ลูกที่ยังไม่ได้รับการยืนยันเพศ 

    นี่เป็นการเดินทางไปต่างแดนครั้งแรกของ ‘คิม จูเอ’ ในเวทีระหว่างประเทศ 

    (Photo by KCNA VIA KNS / AFP)

    (Photo by KCNA VIA KNS / AFP)

    เมื่อวันที่ 2 ก.ย.ที่กรุงปักกิ่ง จูเอ ในชุดสูทสีน้ำเงินกรมท่า ยืนอยู่ข้างหลังพ่อของเธอซึ่งกำลังก้าวลงจากรถไฟหลังจากเดินทางข้ามคืนจากกรุงเปียงยาง นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเดินทางไปต่างประเทศด้วยกันครั้งแรกของสองพ่อลูก

    นักวิเคราะห์กล่าวว่า “การเข้าร่วมงานสวนสนามที่กรุงปักกิ่งในครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำทฤษฎีที่ว่าเธอคือ ‘ผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำสูงสุดของคิม จองอึน’”  

    “ขณะนี้ จูเอ เป็นตัวเต็งที่จะเป็นผู้นำสูงสุดคนต่อไปของเกาหลีเหนือ เธอกำลังได้รับประสบการณ์อันล้ำค่าจากการปฏิบัติจริง ซึ่งน่าจะเป็นประโยชน์ต่อเธอในฐานะผู้นำคนต่อไปของเกาหลีเหนือ หรือในฐานะชนชั้นนำ” ไมเคิล แมดเดน ผู้เชี่ยวชาญด้านภาวะผู้นำเกาหลีเหนือจากศูนย์วิจัย ‘Stimson Center’ ในสหรัฐฯ กล่าว 

    ทั้งนี้ ไม่มีหลักฐานว่าคิม จองอึน เคยเดินทางไปต่างประเทศพร้อมกับคิม จองอิล บิดาของเขาหรือไม่ ซึ่งอดีตผู้นำเกาหลีเหนือรายนี้ถูกกล่าวขานว่า ‘หวาดกลัวการนั่งเครื่องบิน’ 

    ทำไมการปรากฏตัวครั้งนี้ของ ‘คิม จูเอ’ ถึงมีนัยสำคัญ… 

    (Photo by KCNA VIA KNS / AFP)

    (Photo by KCNA VIA KNS / AFP)

    ผู้เชี่ยวชาญมองว่า “นี่เป็นการเคลื่อนไหวที่คิดมาอย่างรอบคอบแล้วของตระกูลคิม เพียงเพื่อให้จูเอได้มีโอกาสแสดงตัวในระดับนานาชาติ”  

    “นี่ไม่ใช่ทริปครอบครัวธรรมดาๆ แต่เป็นเหมือน ‘การเปิดตัวในฐานะผู้สืบทอด’ เลยทีเดียว”

    — ลิม อึล-ชุล ศาสตราจารย์จากสถาบันการศึกษาตะวันออกไกลแห่งมหาวิทยาลัยคยองนัมของเกาหลีใต้ กล่าวกับ AFP 

    แทบไม่ต้องสงสัยเลยว่าบทบาทของจูเอมีความสำคัญมากขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ขอบเขตการปรากฏตัวต่อสาธารณะของจูเอได้ขยายจากสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับกองทัพไปสู่กิจกรรมทางการเมืองและเศรษฐกิจในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หากนี่เป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญสืบทอดตำแหน่ง สิ่งนี้จะช่วยผลักดันความพยายามนี้อย่างแน่นอน เพราะผู้คนจะมองว่านี่เป็นการเปิดตัว คิมจูเอ ครั้งแรกบนเวทีระดับนานาชาติ” ราเชล มินยอง ลี นักวิจัยจากศูนย์วิจัย ‘Stimson Center’ กล่าว   

    ในปี 2024 หน่วยข่าวกรองของเกาหลีใต้รายงานว่า จูแอกำลังเตรียมพร้อมที่จะขึ้นเป็นผู้นำ แม้ว่ายังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นได้อย่างไรและเมื่อใด เนื่องจากผู้นำในอนาคต รวมถึงคิม จองอึน มักจะทำงานอย่างหนักเพื่อก้าวผ่านโครงสร้างอำนาจของระบอบการปกครอง โดยจะดำรงตำแหน่งระดับสูงหลายตำแหน่งเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเป็นผู้นำสูงสุดของรัฐ นอกจากนี้ยังไม่ชัดเจนว่าชนชั้นนำในพรรครัฐบาลและกองทัพจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อการแต่งตั้ง ‘ผู้หญิง’ ให้ดำรงตำแหน่งผู้นำสูงสุด

    “จากการวิเคราะห์ภาพรวมเกี่ยวกับการปรากฏตัวต่อสาธารณะของคิม จูเอ และดูจากการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ที่มีต่อเธอนับตั้งแต่เธอปรากฏตัว ในปัจจุบันดูเหมือนว่าเธอน่าจะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งมากที่สุด” โช แทยอง อดีตผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ กล่าว 

    การยืนยันนี้สร้างความตกตะลึงให้กับใครหลายคน รัฐบาลเกาหลีใต้เคยกล่าวไว้ว่า เนื่องจากเกาหลีเหนือเป็นสังคมที่ ‘ผู้ชายเป็นใหญ่’ ดังนั้น การสันนิษฐานว่า ‘คิมจูเอ’ จะเป็นผู้สืบทอดตำแหน่งคนต่อไปนั้นก็อาจจะยัง ‘เร็วเกินไป’  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/kim-jong-un-daughter-international-debut-fuelling-succession-speculation&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1eg57M-MsBnmC3Sb2H7Fif

  • ส่องธุรกิจ “ตระกูลพรประภา” ขยายอาณาจักหมืนล้าน เปิดโรงเรียนนานาชาติที่ชลบุรี พื้นที่อลังการมาก

    ส่องธุรกิจ “ตระกูลพรประภา” ขยายอาณาจักหมืนล้าน เปิดโรงเรียนนานาชาติที่ชลบุรี พื้นที่อลังการมาก

    เปิดธุรกิจให้ของตระกูลพรประภา ทุ่มงบกว่าพันล้านบาทเปิดโรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย ทำเลทองจังหวัดชลบุรี  

    ตระกูลพรประภา จากผู้นำเข้า นิสสัน สู่เครือข่ายธุรกิจครบวงจรระดับตำนาน เริ่มจากการนำเข้ารถยนต์นิสสันในไทยยุคแรกๆ วันนี้ตระกูลพรประภาได้สร้างอาณาจักรธุรกิจที่ครอบคลุมตั้งแต่รถยนต์ จนถึงโรงแรมและทางด้านการศึกษา

    จุดเริ่มต้นของอาณาจักร

    ในปี 2495 ดร.ถาวร พรประภา ได้ริเริ่มธุรกิจโดยก่อตั้งบริษัท สยามกลการ จำกัด โดยเริ่มจากการนำเข้าและจำหน่ายรถยนต์นิสสัน และดัทสันในไทยอย่างเป็นทางการเป็นรายแรก

    จากฐานธุรกิจยานยนต์ สยามกลการพัฒนาขยายสู่ธุรกิจสินค้าชั้นนำทั่วโลก เช่น

    • เครื่องจักรหนัก “โคมัตสุ”

    • ลิฟต์และบันไดเลื่อน “ฮิตาชิ”

    • เครื่องปรับอากาศ “ไดกิ้น”

    • เครื่องดนตรีและเสียง “ยามาฮ่า”

    • แบตเตอรี่ “GS”

    • โช้กอัพ “KYB” และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมยานยนต์ 

    ท่องเที่ยว–บริการ ต่อยอดจากธุรกิจหลัก

    กลุ่มธุรกิจด้านท่องเที่ยวของสยามกลการ มีเริ่มตั้งแต่สนามกอล์ฟ สยามคันทรีคลับ พัทยา และ Tropicana Pattaya Hotel ในช่วงต้นทศวรรษ 1970 

    ปัจจุบันธุรกิจภาคบริการได้ขยายไปยังการบริหารโรงแรม เช่น Siam@Siam Design Hotels & Resorts และ Mövenpick Siam Hotel Pattaya รวมถึงโรงแรมใหม่ที่วางแผนสร้างในจังหวัดท่องเที่ยวหลายแห่งเพื่อรองรับการเติบโตของนักท่องเที่ยว 

    โรงแรมยักษ์กลางกรุงแปลงเป็นแลนด์มาร์กใหม่

    ตระกูลพรประภา ได้จับมือกับ Pan Pacific Hotels Group เปิดโครงการ Siam Pan Pacific เพื่อแปลงอาคารสำนักงานสยามโมเตอร์เดิมเป็นโรงแรมหรู 18 ชั้นใจกลางกรุงเทพ โดยมีกำหนดเปิดปี 2027 มุ่งเป้าจะเป็นแลนด์มาร์กด้านการท่องเที่ยวระดับโลก

    นอกจากนี้ยังเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อ BYD แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ภายใต้ บริษัท เรเว่ออโตโมทีฟ จำกัด บริหารโดย ประธานวงศ์ พรประภา

    ปัจจุบันกลุ่มสยามกลการดำเนินธุรกิจในทั้งหมด 6 กลุ่มหลัก ได้แก่

    1. ยานยนต์

    2. อะไหล่-ชิ้นส่วน

    3. เครื่องจักรอุตสาหกรรม

    4. การท่องเที่ยวและบริการ

    5. การศึกษาและเครื่องดนตรี

    6. การลงทุน-อสังหาริมทรัพย์ 

    จากจุดเริ่มต้นธุรกิจรถยนต์เพียงอย่างเดียว ตระกูลพรประประภา ได้ขยายอาณาจักรครอบคลุมแทบทุกมิติของธุรกิจที่ตอบโจทย์ชีวิตคนไทย ทั้งยังมีวิสัยทัศน์สร้างสรรค์และพัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ทำให้กลายเป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจครอบครัวที่มั่นคงและทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ 

    ล่าสุดกับการเปิดโรงเรียนนานาชาติ ไฮเกต ประเทศไทย จังหวัดชลบุรี

    โรงเรียนนานาชาติไฮเกต ประเทศไทย เปิดสิงหาคม 2569

    กลุ่มสยามกลการ ร่วมกับครอบครัวพรประภา จับมือกับโรงเรียนไฮเกตแห่งอังกฤษ (เก่าแก่กว่า 460 ปี!) ปักหมุดโครงการ “Highgate International School Thailand” บนพื้นที่ 70 ไร่ ใกล้สนามกอล์ฟสยามคันทรีคลับ จ.ชลบุรี บริหารโดย ธันยพร พรประภา ตั้งคารวคุณ 

    • เปิดระดับแรกในปี 2569 รับนักเรียนวัย 2–11 ปี (เตรียมอนุบาล–ประถมศึกษา)

    • ขยายชั้นเรียน เพิ่มระดับมัธยมในปี 2570 และต่อยอดเป็นโรงเรียนประจำในปี 2571–2572 

    • รองรับสูงสุด 1,400 คน  

    • งบลงทุนกว่า 1,600 ล้านบาท กำหนดเริ่มสอนเดือนสิงหาคม 2569 หลังจากก่อสร้างเสร็จต้นปีนั้น 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.sanook.com/9839474/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qsbrDkbGxAQ8ehVKlZ_kX

  • สนค.เผยผลการศึกษาฯ ชี้ สินค้าจาก

    สนค.เผยผลการศึกษาฯ ชี้ สินค้าจาก

    สนค.เผยผลการศึกษาฯ ชี้ สินค้าจาก ‘จีน’ เสี่ยงทะลักเข้าไทยสูงสุด โดยเฉพาะกลุ่มยานพาหนะ

    วันพฤหัสบดี ที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.07 น.

    สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เผยผลการศึกษา “การวิเคราะห์การเบี่ยงเบนทางการค้า: กรณีการไหลทะลักของสินค้าจีนหลังสหรัฐฯ กำหนดภาษีต่างตอบแทนจากไทย 19%” ผลการศึกษาพบว่า จีนเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงสุด ที่จะเบี่ยงเบนเส้นทางการค้าและส่งออกสินค้าทะลักเข้ามายังประเทศไทย พร้อมเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

    เพื่อเตรียมการรับมือตามที่สหรัฐฯ ได้ประกาศอัตราภาษีศุลกากรต่างตอบแทนใหม่เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม 2568 โดยกำหนดอัตราภาษีสำหรับไทยที่ 19% แต่กำหนดอัตราที่สูงกว่ากับประเทศคู่ค้าสำคัญของไทยหลายประเทศ เช่น จีน (34%) ไต้หวัน (20%) เวียดนาม (20%) และอินเดีย (25%) ได้สร้างความเสี่ยงที่จะเกิดการเบี่ยงเบนทางการค้า (Trade Diversion) ซึ่งสินค้าจากประเทศที่ถูกเก็บภาษีในอัตราสูงอาจทะลักเข้ามาในตลาดไทยแทน สถานการณ์ดังกล่าวแม้จะมีข้อดีในการเพิ่มทางเลือกให้ผู้บริโภคและกระตุ้นการแข่งขัน แต่หากการไหลทะลักดังกล่าวรุนแรงเกินไปจะส่งผลเสียต่อภาคการผลิตภายในประเทศ โดยเฉพาะ SMEs ที่ไม่สามารถแข่งขันได้ จนนำมาสู่การลดกำลังการผลิต การจ้างงาน อีกทั้งยังส่งผลให้ขาดดุลการค้า ซึ่งส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง ดังนั้น สนค. จึงได้ทำการศึกษาผลกระทบและประเมินความเสี่ยงเพื่อเตรียมมาตรการรับมือเชิงรุก เพื่อให้ภาครัฐและผู้ประกอบการไทยสามารถรับมือกับผลกระทบเชิงลบได้อย่างทันท่วงที

    สนค. ทำการศึกษาวิเคราะห์โอกาสการเบี่ยงเบนเส้นทางการค้า (Trade Diversion) โดยพิจารณาจากปัจจัย 6 ด้านหลัก ได้แก่ (1) ช่องว่างอัตราภาษีและต้นทุน (2) โครงสร้างสินค้าและอุปสงค์ (3) ห่วงโซ่อุปทานและข้อตกลงการค้า (4) โลจิสติกส์และภูมิศาสตร์ (5) ปัจจัยด้านเศรษฐกิจมหภาคและอัตราแลกเปลี่ยน และ (6) นโยบายกำกับและการบังคับใช้ พบว่า จีนยังคงเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดที่จะมีการไหลทะลักของสินค้าเข้ามาในไทย เนื่องจากมีส่วนต่างอัตราภาษีกับไทยมากที่สุดถึง 15% ประกอบกับแรงกดดันจากสงครามการค้ากับสหรัฐฯ ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) และการอุดหนุนจากภาครัฐที่ทำให้มีต้นทุนการผลิตต่ำ นอกจากนี้ ความเชื่อมโยงในห่วงโซ่อุปทานที่มีอยู่เดิมและความสะดวกทางการค้าภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน (ACFTA) ยิ่งเอื้อให้สินค้าจีนเข้าสู่ตลาดไทยได้ง่ายขึ้น

    ข้อมูลเชิงประจักษ์จากการวิเคราะห์การไหลทะลักของสินค้าจากดัชนีการไหลทะลักของสินค้า (Spill-over Index) ยืนยันสถานการณ์การไหลทะลักของสินค้าจากจีน โดยค่าดัชนีได้พุ่งขึ้นจากระดับ 100 ในปี 2561 (ก่อนสงครามการค้าสหรัฐฯ-จีน) มาอยู่ที่ระดับสูงสุด 130 ในปี 2567 ภายในช่วง 7 ปี ซึ่งบ่งชี้ถึงการไหลเข้าของสินค้าจีนที่เร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยกลุ่มสินค้าที่น่าจับตามองเป็นพิเศษ ได้แก่ กลุ่มยานพาหนะและส่วนประกอบ กลุ่มสินค้าภาคอุตสาหกรรม และกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค

    เพื่อชี้เป้าสินค้าที่มีความเสี่ยงสูง สนค. ได้พัฒนาระบบเตือนภัย (Warning System) ขึ้นโดยใช้3 ตัวชี้วัดสำคัญได้แก่ (1) ส่วนแบ่งนำเข้าจากจีน (2) อัตราการขยายตัวของมูลค่านำเข้า และ (3) ช่องว่างราคานำเข้า จากจีนมากกว่าช่องว่างราคาจากโลก และจัดกลุ่มจำแนกตามความเสี่ยงการไหลทะลักของสินค้าจีนออกเป็น 5 ระดับได้แก่ สูง ค่อนข้างสูง เฝ้าระวัง ค่อนข้างเฝ้าระวัง และต่ำ ซึ่งผลการประเมินสินค้าที่ไทยนำเข้าจากจีนจำนวน 1,149 รายการ พบว่าส่วนใหญ่จำนวน 904 รายการ (78.7%) ยังอยู่ในกลุ่มความเสี่ยงต่ำกลุ่มค่อนข้างเฝ้าระวัง 38 รายการ อย่างไรก็ตาม มีสินค้า 24 รายการที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มความเสี่ยง “สูง” 17 รายการอยู่ในกลุ่ม “ค่อนข้างสูง” และอีก 166 รายการอยู่ในกลุ่ม “เฝ้าระวัง” ซึ่งสินค้ากลุ่มเสี่ยงไหลทะลักในระดับ “เฝ้าระวัง”-“สูง” เหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นสินค้าทุนและสินค้าอุตสาหกรรม ซึ่งแม้จะเป็นประโยชน์ต่อภาคการผลิตในเชิงต้นทุนและการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต แต่การพึ่งพิงการนำเข้าสินค้ากลุ่มนี้จากจีนในสัดส่วนที่สูงเกินไป ก่อให้เกิดความเสี่ยงและความเปราะบางต่อความผันผวนของราคา นโยบาย และข้อจำกัดด้านห่วงโซ่อุปทานที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ขณะเดียวกันสินค้าอุปโภคบริโภคที่แข่งขันโดยตรงกับผู้ผลิตในประเทศหลายรายการ เช่น สุรา กะหล่ำปลี เสื้อผ้า และเครื่องเรือนพลาสติก ก็ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs

    สนค. ได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อรับมือกับการไหลทะลักของสินค้าจีน โดยแบ่งเป็นมาตรการระยะสั้นที่เน้นการเฝ้าระวังเชิงรุกและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น และมาตรการระยะกลางถึงยาวที่มุ่งเน้นการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมและเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน ทั้งนี้ สนค. จะนำผลการศึกษาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายทั้งหมดเข้าหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมการค้าต่างประเทศ กรมศุลกากร และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม เพื่อประมวลผลความคิดเห็นและข้อมูล ก่อนจะนำมาสู่การจัดทำยุทธศาสตร์เชิงรุกเพื่อรับมือกับสถานการณ์การไหลทะลักของสินค้าอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

    – 030 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/911974&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3uHUMv7FE_3qjCv2YCmohA

  • ขอบคุณชลประทานบุรีรัมย์ จัดงบฯ ขุดลอกห้วยเล็ก พร้อมทําฝายกั้นน้ำ ขยายพื้นที่ชลประทาน ประชาชนจะได้มีน้ำเพื่อการเกษตรเพิ่มขึ้น – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ขอบคุณชลประทานบุรีรัมย์ จัดงบฯ ขุดลอกห้วยเล็ก พร้อมทําฝายกั้นน้ำ ขยายพื้นที่ชลประทาน ประชาชนจะได้มีน้ำเพื่อการเกษตรเพิ่มขึ้น – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109079&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0fop2fET8isRdfdllr_MPX

  • รถรางท่องเที่ยวโปรตุเกสตกราง คร่า 15 ชีวิต บาดเจ็บอีก 18 รัฐบาลประกาศไว้อาลัยวันนี้ : อินโฟเควสท์

    รถรางท่องเที่ยวโปรตุเกสตกราง คร่า 15 ชีวิต บาดเจ็บอีก 18 รัฐบาลประกาศไว้อาลัยวันนี้ : อินโฟเควสท์

    สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติโปรตุเกส รายงานว่า รถรางกลอเรีย (Gloria Funicular) ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวดังของกรุงลิสบอน เมืองหลวงของโปรตุเกส ได้เกิดอุบัติเหตุตกรางและพลิกคว่ำเมื่อช่วงเย็นวันพุธ (3 ก.ย.) ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตถึง 15 ราย และบาดเจ็บอีก 18 ราย โดยในจำนวนนี้มีอาการสาหัส 5 ราย

    เพื่อเป็นการไว้อาลัยแก่ผู้เคราะห์ร้าย ประธานาธิบดีมาร์เซโล เรเบโล เด ซูซา ของโปรตุเกส จึงสั่งยกเลิกงานเทศกาลหนังสือที่เดิมจะจัดขึ้นตั้งแต่วันนี้ถึงวันอาทิตย์ (4-7 ก.ย.) โดยแถลงการณ์จากทำเนียบประธานาธิบดีระบุว่าเป็นการตัดสินใจเพื่อ “ระลึกถึงเหยื่อจากอุบัติเหตุครั้งร้ายแรงของรถรางกลอเรียในลิสบอน และแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันกับครอบครัวผู้สูญเสีย”

    ด้านผู้นำพรรคการเมืองทุกฝ่ายต่างแสดงความเสียใจ และรัฐบาลได้ประกาศให้วันนี้เป็นวันไว้อาลัยแห่งชาติ ขณะที่คาร์ลอส โมเอดาส นายกเทศมนตรีกรุงลิสบอน กล่าวว่าเมืองนี้กำลัง “ต่อสู้อย่างหนัก” และเรียกวันนี้ว่าเป็น “วันที่ยากลำบาก”

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า อุบัติเหตุครั้งนี้เกิดขึ้นใกล้กับถนนอเวนิดา ดา ลิเบอร์ดาด (Avenida da Liberdade) ณ ใจกลางกรุงลิสบอน โดยตัวรถรางได้รับความเสียหายอย่างหนัก เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปิดกั้นพื้นที่เป็นบริเวณกว้าง พร้อมทั้งมีตำรวจและเจ้าหน้าที่ดับเพลิงอีกหลายสิบนายกำลังเร่งกู้ภัย

    สื่อท้องถิ่นระบุว่า รถรางนี้เคยตกรางมาแล้วครั้งหนึ่งในปี 2561 แต่ขณะนั้นไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

    อนึ่ง รถรางกลอเรียสร้างขึ้นในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 มีจุดเด่นอยู่ที่ตัวรถสีเหลืองสดใสที่วิ่งขึ้น-ลงบนทางลาดชันเพื่อเชื่อมระหว่างจตุรัสเรสเตาราดอเรส (Restauradores Square) กับย่านปรินซิเป เรอัล (Principe Real) และเป็นสถานที่ที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมากในแต่ละปี

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/526826&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ZtpsaNnAl-Ikl79WXhIuk

  • SKY ICT ชี้อุตสาหกรรมการบิน-ท่องเที่ยวคือหัวใจ ฟื้นเศรษฐกิจ

    SKY ICT ชี้อุตสาหกรรมการบิน-ท่องเที่ยวคือหัวใจ ฟื้นเศรษฐกิจ

    4 ก.ย. 2568

    100 views

    ขนาดตัวอักษร

    นายสิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY กล่าวว่า ท่ามกลางภาวะการเมืองและเศรษฐกิจที่ยังไม่แน่นอน ภาคเอกชนเห็นว่า “รัฐบาลที่มั่นคง” คือปัจจัยสำคัญที่สุด เพราะจะช่วยให้โครงการด้านเศรษฐกิจและการลงทุนเดินหน้าได้จริง พร้อมเสนอให้ภาครัฐเร่งออกนโยบายสนับสนุนการลงทุนและโครงสร้างพื้นฐานอย่างชัดเจน เพื่อเสริมศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

    “ปรับกฎหมายการบิน–เพิ่มขีดความสามารถสู้คู่แข่งกฎหมายการบินอากาศที่ใช้มาตั้งแต่ก่อนปี 2500 ควรปรับให้เข้ากับการแข่งขันเชิงพาณิชย์ ขั้นตอนอนุมัติจัดซื้อเครื่องบินใหม่ควรถูกเร่งรัด ลดระยะเวลาจากหลายเดือนลง เพื่อแข่งขันกับสิงคโปร์ที่มีฝูงบินมากกว่าไทยหลายเท่า ขอเสนอปรับขึ้นค่าธรรมเนียมผู้โดยสารขาออก (PSC) จาก 730 บาท ให้ใกล้เคียงสิงคโปร์ (1,300 บาท) และฮ่องกง (1,500 บาท) เพื่อนำรายได้ไปลงทุนพัฒนาสนามบินและเทคโนโลยี โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณรัฐ”

    พลิกกลยุทธ์การท่องเที่ยว มุ่งเน้นนักท่องเที่ยวคุณภาพ แม้ไทยเผชิญปัญหาด้านความปลอดภัย ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนลดลงกว่า 30% แต่ยังมีจุดแข็งด้าน Wellness เช่น สปา นวดไทย อาหาร และแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ-วัฒนธรรม SKY เสนอให้ไทยเปลี่ยนจากการเน้น “ปริมาณ” สู่การเจาะกลุ่มคุณภาพ มีกำลังซื้อสูง ใช้แอปฯ Windows Thailand เป็นเครื่องมือหลักในการนำเสนอข้อมูลและบริการท่องเที่ยว

    สนามบินไทยก้าวสู่ Transit Hub สนามบินสุวรรณภูมิจะเพิ่มศักยภาพรองรับผู้โดยสารจาก 45 ล้าน เป็น 80 ล้านคนภายใน 3 ปี ผ่านโครงการ Satellite 1 และ East Expansion มีรันเวย์ 3 เส้น รองรับได้ถึง 90 เที่ยวบินต่อชั่วโมง ทัดเทียมฮับระดับโลก เช่น ดูไบ โดฮา และอิสตันบูล การบินไทยตั้งเป้าเพิ่มฝูงบินเป็น 90 ลำในปี 2569 เพื่อแข่งขันกับ Singapore Airlines ที่มีเกิน 177 ลำ และกำลังขยายสู่ 200 ลำ

    เทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับประสบการณ์เดินทาง ระบบ Facial Recognition เริ่มใช้ในทุกสนามบิน AOT ตั้งแต่ 1 ธ.ค. 2567 ซอฟต์แวร์ Smart Flow  บริหารการไหลของผู้โดยสาร ลดเวลารอคิวจาก 45 นาที เหลือ 35–40 นาที และโครงสร้าง IT สมัยใหม่เสริมความสะดวกและปลอดภัย

    ความท้าทายไทยยังขาดโครงการขนาดใหญ่ แม้ไทยมีศักยภาพสูง แต่การฟื้นฟูเศรษฐกิจยัง “ไร้โครงการใหญ่” ที่ขับเคลื่อนชัดเจน ขณะที่เวียดนามเร่งเครื่องทั้งการบิน-ท่องเที่ยว และพร้อมด้านบุคลากรและเทคโนโลยี SKY จึงมองว่าบทบาทและงบประมาณภาครัฐมีความสำคัญยิ่งในช่วงเศรษฐกิจโลกชะลอตัว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mcot.net/view/VS63K4y1&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2I9-aHpFkXLN8ZPyHazqoI

  • ชี้เทรนด์ท่องเที่ยว 68 ฟูลเซอร์วิสตอบโจทย์นทท.ไทย : อินโฟเควสท์

    ชี้เทรนด์ท่องเที่ยว 68 ฟูลเซอร์วิสตอบโจทย์นทท.ไทย : อินโฟเควสท์

    บมจ.การบินไทย [THAI] ร่วมกับ Mastercard จัดเวทีทอล์กครั้งใหญ่ “THAI Talk: Travel Trend and Priceless Experience” เปิดอินไซต์เทรนด์ท่องเที่ยวล่าสุดของคนไทยปี 2568 สู่ตลาดในเอเชีย เจาะลึกสถิติเส้นทางยอดนิยม หมุดหมายใหม่น่าจับตา และพฤติกรรมผู้โดยสารยุคใหม่ มุ่งต่อยอดผลตอบรับที่ดีในหลายเส้นทางด้วยบริการเหนือระดับที่รองรับดีมานด์ได้ตรงจุด

    นายกิตติพงษ์ สารสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่สายการพาณิชย์ THAI เปิดเผยว่า จากสถิติผู้โดยสารคนไทยของการบินไทยช่วงมกราคมถึงกรกฎาคม 2567 เส้นทางยอดนิยม 5 อันดับแรกจากกรุงเทพฯ สู่เอเชีย ได้แก่ โตเกียว (นาริตะ), ฮ่องกง, โอซาก้า, สิงคโปร์ และเกาหลี (โซล) แต่เมื่อเข้าสู่ปี 2568 โตเกียวยังคงครองแชมป์ ส่วนสิงคโปร์และเซี่ยงไฮ้ขยับขึ้นมาเป็นที่ 2 และ 3 แทนที่ฮ่องกงและโอซาก้า ส่วนโซล เกาหลีใต้ ยังติดท็อป 10″

    “ส่วนเส้นทางที่มีอัตราการเติบโตน่าสนใจคือ เมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกาที่ได้รับความนิยมจากคนไทยเพิ่มขึ้นกว่า 100% ด้านเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีนก็มีผู้โดยสารเพิ่มขึ้นกว่า 80% เช่นกัน โดยในปี 2568 การบินไทยเพิ่มเที่ยวบินในหลายเส้นทางเพื่อรอบรับความต้องการใหม่ ๆ เช่น เซี่ยงไฮ้ โคลัมโบ และเดนปาซาร์ (บาหลี) เป็นต้น”

    นายกิตติพงษ์ เผยต่อว่า ที่น่าจับตาคือ กวางโจว ประเทศจีน ซึ่งเป็นหนึ่งในเส้นทางที่มีนักท่องเที่ยวไทยเดินทางเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน คนไทยไม่เพียงแต่ไปชอปปิ้ง แต่ยังสนใจพิพิธภัณฑ์ ประวัติศาสตร์ ชมเมือง และชิมสตรีตฟูดที่มีให้เลือกหลากหลาย ความนิยมนี้ยิ่งเพิ่มขึ้นภายหลังมาตรการฟรีวีซ่าของประเทศจีน ที่ทำให้การเดินทางสะดวกยิ่งขึ้น

    ประเทศจีนถือเป็น Hidden Gem ของนักเดินทางไทย ที่ครบเครื่องทั้งค่าใช้จ่ายที่จับต้องได้และแหล่งท่องเที่ยวทุกรูปแบบ ตั้งแต่ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม ไปจนถึงสวนสนุกชื่อดังอย่าง Disneyland ที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการประสบการณ์แปลกใหม่แตกต่างจากญี่ปุ่นหรือเกาหลี อีกทั้ง การบินไทยยังให้บริการครอบคลุมเมืองใหญ่ทั่วประเทศจีน เพื่อมอบความสะดวกสบายและประสบการณ์การเดินทางที่ดีที่สุดแก่ผู้โดยสาร

    “นักเดินทางไทยปัจจุบันให้ความสำคัญกับความสะดวกสบายมากขึ้น นิยมบินฟูลเซอร์วิสที่จ่ายครั้งเดียวแล้วครบทุกความต้องการ การบินไทยตอบโจทย์ความต้องการของผู้โดยสารเพื่อความสะดวกสบายตลอดการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการให้บริการด้วยเครื่องบินลำใหญ่ ห้องโดยสารกว้าง มาพร้อมกับระบบ In-flight Entertainment ที่ทันสมัย และอาหารระดับพรีเมียมที่รังสรรค์อย่างพิถีพิถันในทุกชั้นโดยสาร

    สำหรับเครื่องบิน Airbus A320 ได้อัปเกรดที่นั่งทุกลำให้มีชั้น Royal Silk หรือชั้นธุรกิจที่สามารถปรับเอนนอนได้สบายยิ่งขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มพรีเมียมที่ใส่ใจเรื่องความสบายระหว่างเดินทางแม้ในเส้นทางระยะสั้น การบินไทย มุ่งมั่นสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ราบรื่น คุ้มค่า และใส่ใจทุกรายละเอียด นอกจากนี้ยังปรับเพิ่มจำนวนเที่ยวบิน และออกแบบตารางบินให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์นักเดินทางมากที่สุด เช่น เลือกออกเดินทางกลางคืนถึงเช้าเพื่อเที่ยวต่อได้แบบเต็มวัน หรือบินเช้าถึงบ่ายสำหรับคนที่อยากเช็กอินเข้าโรงแรมได้พอดี เหมาะทั้งกลุ่มคนทำงานที่อยากประหยัดวันลาและครอบครัวที่เดินทางพร้อมเด็กหรือผู้สูงอายุที่ต้องการความสะดวกสบาย ตอกย้ำว่า การบินไทย คำนึงถึงความราบรื่นและคุ้มค่าในทุกมิติของการเดินทางเสมอ” นายกิตติพงษ์ กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (04 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/526980&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0gw_vMZLCMg83vYXKLs7Vj

  • กรมการท่องเที่ยวเปิดแผนยั่งยืน สู่เป้าหมาย Top 100 แหล่งท่องเที่ยวโลก

    กรมการท่องเที่ยวเปิดแผนยั่งยืน สู่เป้าหมาย Top 100 แหล่งท่องเที่ยวโลก

    กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จัดงานเปิดตัวภารกิจ “Thailand Green Tourism Plan 2030” อย่างเป็นทางการ ภายใต้แนวคิด “Igniting the Path to Global Green Success” ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยสู่ความยั่งยืนตามกรอบการพัฒนาประเทศและเป้าหมายสากลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    โดยได้รับเกียรติจาก นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานเปิดงาน ร่วมด้วย นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และองค์กรระหว่างประเทศ

    พร้อมเปิดตัวตราสัญลักษณ์มาตรฐานความยั่งยืน ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และนำไปสู่ความสำเร็จทางธุรกิจในระยะยาว โดยในโครงการนี้เป็นการผนึกกำลังของ 4 หน่วยงานหลัก (Key Partners) ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เจ้าภาพหลัก

    และ วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นศูนย์ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวยั่งยืนประเทศไทย (STAC Thailand)  ผู้พัฒนาองค์ความรู้ร่วมกับ Green Destinations Foundation องค์กรสากลด้านมาตรฐานการท่องเที่ยวยั่งยืน  และ Travelife for Tour Operators องค์กรสากลด้านมาตรฐานยั่งยืนในธุรกิจทัวร์ ร่วมกับอีก 49 หน่วยงานพันธมิตร (Committed Partner) จากทั้งภาครัฐ ภาคการศึกษาและเอกชน ที่มีเป้าหมายเดียวกันในการวางบทบาทหน้าที่ภายใต้สังกัดของตนสู่การวางเป้าหมายในภาวะเร่งด่วน เพื่อสร้าง Big Impact มากขึ้นจากการทำงานร่วมกัน 

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า “การท่องเที่ยวไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ เราไม่เพียงแต่เผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ยังต้องปรับตัวให้ทันต่อกติกาใหม่จากเวทีโลก ทั้งมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม กฎหมายระหว่างประเทศ และความคาดหวังของนักท่องเที่ยวยุคใหม่

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์

    การเปิดตัวแผน Thailand Green Tourism Plan 2030 จึงไม่ใช่เพียงการประกาศนโยบาย แต่คือการยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมที่จะก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระดับโลก เรามุ่งยกระดับคุณภาพของแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการไทยให้มีมาตรฐานที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการรักษาสิ่งแวดล้อมและคุณค่าทางสังคมและวัฒนธรรม

    เพื่อส่งต่อการท่องเที่ยวที่มีคุณค่าให้กับคนรุ่นต่อไป และด้วยแผนยุทธศาสตร์การท่องเที่ยวที่เน้นความยั่งยืน ครอบคลุมและทั่วถึง จะนำพาประเทศไทยไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ และสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้”

    ภายในงานได้มีการเปิดตัวตราสัญลักษณ์มาตรฐานความยั่งยืนของประเทศไทย “Thailand Good Travel” ที่เทียบเท่ามาตรฐานในระดับสากล ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพสำหรับแหล่งท่องเที่ยว ชุมชนท่องเที่ยว สถานประกอบการที่พักขนาดเล็ก (ไม่เกิน 50 ห้อง) และธุรกิจนำเที่ยว ที่ดำเนินงานตามเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจอย่างสมดุล

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช

    โดยกลไกนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นแก่ คู่ค้าและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ ว่าการเดินทางในประเทศไทยเป็นไปอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมโยงมาตรฐานการท่องเที่ยวไทยเข้ากับมาตรฐานระดับสากล เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

    นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว กล่าวว่า “เพื่อให้การดำเนินงานตามแผน Thailand Green Tourism Plan 2030 เกิดผลเป็นรูปธรรม กรมการท่องเที่ยวได้วางกิจกรรมสำคัญหลายด้านภายใต้โครงการฯ โดยได้เปิดรับสมัคร ‘Thailand Green Coach’ เพื่อทำหน้าที่เป็น ‘พี่เลี้ยง’ ให้คำปรึกษาและสนับสนุนแก่สถานประกอบการด้านการท่องเที่ยวให้เข้าใจและสามารถพัฒนาตามเกณฑ์มาตรฐานสากลได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    กรมการท่องเที่ยวเปิดแผนยั่งยืน สู่เป้าหมาย Top 100 แหล่งท่องเที่ยวโลก

    โดยในเดือนตุลาคมนี้ จะมีการจัดกิจกรรมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Road show) ใน 4 จังหวัด จาก 4 ภูมิภาค ได้แก่ ฉะเชิงเทรา เชียงราย นครศรีธรรมราช และนครราชสีมา ซึ่งจะเปิดโอกาสให้พี่เลี้ยงในระดับภูมิภาคได้เชิญแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการมาร่วมมือกันเรียนรู้และฝึกการประเมินตนเองและรายงานผลจากการพัฒนาตัวชี้วัดมาตรฐานยั่งยืนลงระบบที่ได้ออกแบบเพื่อแสดงสถานะความยั่งยืนในระดับประเทศจากการประเมินตนเองและสามารถต่อยอดสู่เป้าหมายการเข้าสู่มาตรฐานยั่งยืนในระดับสากล พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อยกระดับแหล่งท่องเที่ยวและธุรกิจต่อไป

    “การเตรียมความพร้อมในครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญที่มุ่งสู่การได้รับรองมาตรฐานที่เทียบเท่าระดับสากลและโอกาสในการเข้าร่วมชิงรางวัล Top 100 Green Destinations และ Good Travel Stories Competition

    ซึ่งในปีนี้กรมการท่องเที่ยวตั้งเป้าส่งแหล่งท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ 30 รายเข้าประกวด และจะมีการมอบตราสัญลักษณ์มาตรฐานความยั่งยืนให้แก่ผู้ที่ผ่านการคัดเลือก เพื่อเป็นการรับรองและสร้างความมั่นใจให้แก่คู่ค้าและนักท่องเที่ยวทั่วโลก นำไปสู่การสร้างรายได้และเศรษฐกิจที่ยั่งยืนในระยะยาว” 

    การเปิดตัวภารกิจ Thailand Green Tourism Plan 2030 จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประเทศไทย ในการยืนยันบทบาทเชิงรุกด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และสร้างความเชื่อมั่นต่อนักท่องเที่ยวและคู่ค้าในระดับโลกว่า “การท่องเที่ยวไทย” พร้อมแล้วที่จะก้าวสู่อนาคตที่เติบโตไปพร้อมกับการรักษ์โลกอย่างแท้จริง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/tourism/637860&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_tfjz3YSwlxObkfd5zb-d

  • ไทยเปิดแผน Green Tourism 2030 ดันแหล่งเที่ยวสู่ Top 100 โลก

    ไทยเปิดแผน Green Tourism 2030 ดันแหล่งเที่ยวสู่ Top 100 โลก

    กรมการท่องเที่ยวเปิดตัว Thailand Green Tourism Plan 2030 ชูมาตรฐานยั่งยืนใหม่ มุ่งยกระดับแหล่งท่องเที่ยวไทยสู่เวทีโลก พร้อมตราสัญลักษณ์ “Thailand Good Travel”

    กรมการท่องเที่ยว กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดตัวภารกิจใหญ่ “Thailand Green Tourism Plan 2030” ภายใต้แนวคิด Igniting the Path to Global Green Success จุดประกายเส้นทางสู่ความสำเร็จด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก มุ่งสร้างสมดุลระหว่างเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคม พร้อมตั้งเป้าหมายชัดเจนผลักดันแหล่งท่องเที่ยวไทยติดอันดับ Top 100 แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนของโลก ภายในปี 2573
     

    ไทยเปิดแผน Green Tourism 2030 ดันแหล่งเที่ยวสู่ Top 100 โลก

    ตราสัญลักษณ์ “Thailand Good Travel”

    ไฮไลท์สำคัญคือการเปิดตัว ตราสัญลักษณ์มาตรฐานความยั่งยืน Thailand Good Travel ที่ใช้เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพให้กับแหล่งท่องเที่ยว ชุมชน โรงแรมขนาดเล็ก และธุรกิจทัวร์ที่ดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ตรานี้ไม่เพียงสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างชาติ แต่ยังเป็นสะพานเชื่อมมาตรฐานไทยให้เทียบเท่ามาตรฐานระดับโลก

    พันธมิตรหลากหลาย ร่วมสร้าง “Big Impact”

    ภารกิจครั้งนี้ถือเป็นการผนึกกำลังครั้งใหญ่ของ 4 หน่วยงานหลัก ได้แก่ กรมการท่องเที่ยว วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล (STAC Thailand), Green Destinations Foundation และ Travelife for Tour Operators พร้อมพันธมิตรอีกกว่า 49 องค์กรจากภาครัฐ เอกชน และภาคการศึกษา ที่พร้อมร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านการท่องเที่ยวยั่งยืนอย่างแท้จริง
     

    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า“ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญ แผน Thailand Green Tourism Plan 2030 ไม่ใช่แค่การประกาศนโยบาย แต่คือการยืนยันว่าเราพร้อมก้าวสู่การเป็นจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวที่เติบโตไปพร้อมกับการรักษ์โลก”

    ด้านนายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว เสริมว่า ในเดือนตุลาคมนี้จะจัดกิจกรรม Road Show ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา เชียงราย นครศรีธรรมราช และนครราชสีมา เพื่อให้ผู้ประกอบการเรียนรู้และประเมินตนเองตามเกณฑ์มาตรฐาน พร้อมเตรียมเข้าสู่เวทีการประกวด Top 100 Green Destinations และ Good Travel Stories Competition

    โอกาสใหม่ของนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ

    การยกระดับการท่องเที่ยวไทยด้วยมาตรฐานความยั่งยืน ไม่เพียงช่วยเพิ่มความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวทั่วโลก แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจระยะยาวให้กับผู้ประกอบการไทย ภายใต้แนวคิด “ท่องเที่ยวไทย–เติบโตไปพร้อมกับการรักษ์โลก”

    ไทยเปิดแผน Green Tourism 2030 ดันแหล่งเที่ยวสู่ Top 100 โลก  

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/729843&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ryM4X7AyldMJ-LU0Pq76C

  • จี้ ผลักดันโครงการ “บึงบัวสามรอยยอด” เป็นแลนด์มาร์กใหม่ พร้อมสร้างอ่างเก็บน้ำใน ต.ไร่เก่า แก้วิกฤตภัยแล้งระยะยาว – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    จี้ ผลักดันโครงการ “บึงบัวสามรอยยอด” เป็นแลนด์มาร์กใหม่ พร้อมสร้างอ่างเก็บน้ำใน ต.ไร่เก่า แก้วิกฤตภัยแล้งระยะยาว – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109075&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36fCthlGNejkgbQXiNPHiN