Blog

  • อสังหาริมทรัพย์ไทย ฝ่ามรสุมพายุยังไง? วันที่..เศรษฐกิจซึม ต้องปรับตัวเอง

    อสังหาริมทรัพย์ไทย ฝ่ามรสุมพายุยังไง? วันที่..เศรษฐกิจซึม ต้องปรับตัวเอง

    ทั้งนี้ประชากรกลุ่มดังกล่าวได้ถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง จากเรื่องของหนี้ครัวเรือน ประกอบกับภาระค่าใช้จ่ายที่โตเร็วกว่ารายได้ กลายเป็นกำแพงสำคัญที่ขวางกั้นความต้องการซื้อ และในตอนนี้ยิ่งน่ากังวลมากขึ้น เมื่อผลกระทบเริ่มลุกลามมาถึงกลุ่มรายได้สูงกว่า 50,000 บาท ที่เริ่มชะลอการตัดสินใจซื้อเพราะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ในส่วนของกลุ่มผู้มีรายได้สูงซึ่งเคยเป็นตลาดที่แข็งแกร่งก็เผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นจากผู้ประกอบการที่หันมารุมเจาะตลาดกลุ่มนี้ ทำให้ส่วนแบ่งตลาดเล็กลง

    ต่อมาคือ ถูกกดดันจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและความไม่แน่นอน เช่น นโยบายภาษีของสหรัฐ แม้ตอนนี้จะมีความชัดเจนในเบื้องต้น แต่ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอนในรายละเอียด ซึ่งส่งผลกระทบต่อนักลงทุนและกำลังซื้อจากต่างชาติโดยตรง ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมากำลังซื้อต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีน เคยเป็นส่วนสำคัญในการพยุงตลาด แต่ในตอนนี้ชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด จากสัดส่วนเกือบ 60% เหลือเพียง 30% แม้จะมีกำลังซื้อจากชาติอื่นเข้ามาทดแทนบ้าง แต่ก็ไม่สามารถชดเชยส่วนที่หายไปได้ทั้งหมด

    อสังหาริมทรัพย์ไทย ฝ่ามรสุมพายุยังไง? วันที่..เศรษฐกิจซึม ต้องปรับตัวเอง

    แรงกดดันต่อมา คือ การปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงิน เป็นปัญหาใหญ่สำหรับผู้ซื้อระดับล่าง โดยผู้บริโภคมีความต้องการซื้อที่อยู่อาศัยอยู่ แต่ซื้อไม่ได้เพราะธนาคารไม่ปล่อยกู้ ส่วนปัจจัยสุดท้าย คือ ราคาอสังหาริมทรัพย์มือหนึ่งมีราคาสูงจนเอื้อมไม่ถึง อย่างไรก็ตามปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้ภาพรวมมูลค่าการโอนกรรมสิทธิ์ทั่วประเทศในปีนี้มีแนวโน้มติดลบเป็นตัวเลขสองหลัก หรือประมาณ 10-20% ซึ่งรุนแรงกว่าปีที่ผ่านมาอย่างชัดเจน

    ด้าน คุณอิสระ มีการประเมินว่ามูลค่าตลาดที่อยู่อาศัยซึ่งปกติอยู่ที่ราว 900,000 – 1 ล้านล้านบาทต่อปี ในปีนี้อาจลดลงเหลือประมาณ 700,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นการลดลงที่หนักที่สุดนับตั้งแต่หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง นอกจากนี้ยังมีการเผยผลสำรวจตลาดพบว่า ขณะนี้อุปทานลดต่ำที่สุดในรอบ 20 กว่าปี  โดยเฉพาะคอนโดมิเนียมใหม่ในกรุงเทพฯ ที่ต่ำที่สุดในรอบ 15 ปี แต่คุณอิสระมองว่าการลดลงของอุปทานใหม่นี้ถือเป็นปัจจัยบวก เพราะเป็นการปรับตัวที่ดีของผู้ประกอบการเพื่อรักษาสมดุลของตลาด

    สำหรับผลกระทบของภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้พัฒนาโครงการ แต่ส่งผลในวงกว้างต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ เนื่องจากภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้างมีสัดส่วนใน GDP ราว 5-6% และมีการจ้างงานจำนวนมาก สำหรับโอกาสบนความท้ายทายแบบนี้ นั่นก็คือ ตลาดที่อยู่อาศัยราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท ซึ่งเป็นตลาดที่ผู้ประกอบการและสถาบันการเงินอาจมองว่ามีความเสี่ยงสูง แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีความต้องซื้ออยู่อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ไม่สามารถเข้าถึงได้ ดังนั้นหากสามารถหาทางออกทางการเงินใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่แค่การกู้ยืมจากธนาคาร เช่น รูปแบบการเช่าซื้อ หรือการเช่าเพื่อออม ก็จะสามารถปลดล็อกกำลังซื้อขนาดมหึมาของคนกลุ่มนี้ได้

    นอกจากนี้ยังได้แนะนำผู้ประกอบการว่าในภาวะเศรษฐกิจถดถอย การกระจายความเสี่ยงไปยังธุรกิจที่ไม่เชี่ยวชาญอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด พร้อมยกวิจัยต่างประเทศที่ระบุว่า ควรรักษาธุรกิจหลักให้แข็งแกร่ง และใช้โอกาสในภาวะวิกฤติเพื่อซื้อกิจการหรือสินทรัพย์ในราคาที่เหมาะสมอาจเป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดกว่า ส่วนเทรนด์ที่สำคัญที่สุดสำหรับผู้ซื้อในอีก 5 ปีข้างหน้าคือ ความคุ้มค่า ซึ่งไม่ได้หมายถึงราคาถูกเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงความคุ้มค่าในมิติอื่น ๆ เช่น การประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้คอนโดมิเนียมยังคงได้รับความนิยม

    นอกจากนี้ เทรนด์เรื่องความยั่งยืน (Sustainability) และอาคารสีเขียว (Green Building) ก็ได้รับความสนใจมากขึ้น แต่ต้องเป็นสิ่งที่ “จับต้องได้” และเชื่อมโยงกับความคุ้มค่า เช่น การออกแบบที่ช่วยประหยัดค่าไฟ หรือการใช้วัสดุที่ส่งเสริมสุขภาวะที่ดี

    อสังหาริมทรัพย์ไทย ฝ่ามรสุมพายุยังไง? วันที่..เศรษฐกิจซึม ต้องปรับตัวเอง

    สุดท้าย คือ นายศิรศักดิ์ จันเทรมะ กรรมการผู้จัดการใหญ่ EnCo กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “Good City Living for a Sustainable Future เมืองที่ดี สร้างคุณภาพชีวิต และอนาคตที่ยั่งยืน” ว่า รกิจอสังหาริมทรัพย์จำเป็นต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยหัวใจสำคัญดั้งเดิมคือการเลือกทำเล (Location) แต่ในโลกปัจจุบันเพียงทำเลที่ดีอาจไม่เพียงพอ สิ่งที่ต้องคิดต่อคือการสร้าง “เมืองที่มีคุณค่าในตัวเอง” เป็นเมืองที่ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย พร้อมสร้างความสุข ความปลอดภัย และผนวกความสัมพันธ์กับสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม เพื่อพัฒนาเป็นอีโคซิสเต็มของเมืองที่ยั่งยืนและจับต้องได้

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/digital-business/property/860004&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05hwIK9WEZ7__T6xnkKnN8

  • พิษเศรษฐกิจดันชาวบ้านพึ่งพิง! แห่ขอพรเจ้าแม่ตะเคียนพันปี หวังเสริมโชคลาภสู้ชีวิต

    พิษเศรษฐกิจดันชาวบ้านพึ่งพิง! แห่ขอพรเจ้าแม่ตะเคียนพันปี หวังเสริมโชคลาภสู้ชีวิต

    พิษเศรษฐกิจดันชาวบ้านพึ่งพิง! แห่ขอพรเจ้าแม่ตะเคียนพันปี หวังเสริมโชคลาภสู้ชีวิต

    วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.07 น.

    ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซา ชาวบ้านในหลายพื้นที่ของบุรีรัมย์ พากันหลั่งไหลไปขอพรและ เลขนำโชค จาก ต้นตะเคียนพันปี ที่วัดสำโรง ด้วยความเชื่อที่ว่าผู้ที่มาขอโชคลาภมักจะได้รับความสมหวังเป็นประจำทุกงวด บ้างก็มาขอให้บุตรหลานสอบเข้าทำงานได้สำเร็จ เผยไม่ได้งมงายแต่มาแล้วรู้สึกสบายใจและมีกำลังใจในการสู้ชีวิต

    วันที่ 30 ก.ย.68 ชาวบ้านสำโรง ต.ถลุงเหล็กและหมู่บ้านใกล้เคียง เดินทางมาที่ วัดสำโรง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ เพื่อขอพรและโชคลาภจาก ต้นตะเคียนพันปี ที่เก็บรักษาไว้ในวัดอย่างไม่ขาดสาย โดยเฉพาะในช่วงก่อนที่จะมีการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล จะมีผู้คนเดินทางมากราบไหว้และใช้วิธี ลูบหรือสัมผัส บริเวณลำต้นเพื่อมองหา ตัวเลขนำโชค เป็นจำนวนมาก

    นางบุญศรี โขงรัมย์ อายุ 76 ปี ชาวบ้านในพื้นที่ เล่าว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผู้ที่มาขอโชคลาภจากต้นตะเคียนมักจะได้รับความสมหวังและถูกรางวัลกันอยู่เป็นประจำ ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลว่าจะสามารถมองเห็นหรือสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ “เจ้าแม่ตะเคียน” ประทานให้

    ชาวบ้านในแถบนี้เชื่อว่า ต้นตะเคียนนี้มีอายุมากกว่าพันปี โดยถูกขุดขึ้นมาจากลำห้วยยางเมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว และได้นำมาเก็บรักษาไว้ที่วัด มีการสร้างหลังคาคลุมเพื่อความเป็นสิริมงคล นอกจากจะมาขอโชคเรื่องตัวเลขแล้ว หลายคนยังมาขอพรในเรื่องการประสบความสำเร็จในชีวิต เช่น ขอให้บุตรหลานสามารถสอบเข้าเรียนหรือเข้าทำงานได้

    แม้จะเป็นเรื่องที่บางคนอาจมองว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคล แต่ชาวบ้านยืนยันว่า การเดินทางมายังสถานที่แห่งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกสบายใจ มีกำลังใจ และช่วยให้มีแรงสู้ชีวิตต่อไปในสถานการณ์เศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/917738&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Oe-Km9SttvbXsdCPexSGy

  • “Quick Big Win” แก้ “หนี้-คอขวดลงทุน-กระตุ้นเศรษฐกิจ”

    “Quick Big Win” แก้ “หนี้-คอขวดลงทุน-กระตุ้นเศรษฐกิจ”

    กรุงเทพฯ 30 ก.ย. – “เอกนิติ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เดินหน้า “Quick Big Win” 5 เสาหลัก แก้ “หนี้-คอขวดลงทุน-กระตุ้นเศรษฐกิจ” ดึงเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยไม่ให้ลงเหว จีดีพีไตรมาส 4 จะโตกว่า 0.3% ตั้งเป้าดึงเครดิตไทยดีขึ้น

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวว่า การพิจารณาอนุมัติโครงการ “คนละครึ่ง” จะเข้าสู่การพิจารณา ครม.ในสัปดาห์หน้า โดยจะใช้ได้ทันในเดือนตุลาคมแน่นอน และชี้แจงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ต่อรัฐสภาว่า 4 เดือนนี้จะเร่งดำเนินการ ภายใต้วางแผนนโยบายเพื่อแก้ไขสถานการณ์ทางเศรษฐกินไทยที่เปรียบเสมือน “รถยนต์” ที่กำลัง “วิ่งลงเหว” หรือกำลัง “ใกล้จะติดหล่ม” หากไม่มีการดำเนินการใด ๆ สถานการณ์อาจ ดิ่งเหว จึงเดินหน้านโยบาย “Quick Big Win”กู้เศรษฐกิจ 5 เสาหลัก เดินหน้าเครื่องยนต์ 4 ลูกสูบ เพื่อทำให้กำหนดเป้าหมาย เศรษฐกิจไตรมาส 4/68 ขยายตัวมากกว่า 0.3% ตัวเลขหนี้ครัวเรือนไทยจะลดต่ำกว่า 87.4% ต่อจีดีพี

    “นโยบายเศรษฐกิจ “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” เพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาวและกระจายประโยชน์ไปยังทุกพื้นที่ ดูแลผู้ประกอบการรายย่อย ปากท้องประชาชน เรียกว่า “Quick Big Win” ซึ่งต้องทำ “สั้น” (Quick) “ใหญ่” (Big) พอที่จะดันเศรษฐกิจ และให้ประชาชนได้รับ “ประโยชน์” (Win) 5 เสาหลักจะอยู่ไม่ได้หากไม่มีฐานรากที่เข้มแข็ง คือ การรักษาเสถียรภาพการคลัง จะเน้นจัดทำกรอบวินัยทางการคลังระยะปานกลางในเดือนพฤศจิกายน, โปร่งใส โดยจะเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น, และธรรมาภิบาล เพื่อสร้างความมั่นใจต่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agency)” นายเอกนิติ กล่าว

    สำหรับการแก้ไขปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจแบ่งออกเป็น 5 เสาหลัก ได้แก่ 1.กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว คนละครึ่งพลัส นโยบายนี้ใช้หลักการกระตุ้นสั้น ได้ยาว และกระจายตัว เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ซึ่งในสัปดาห์หน้าหน้าจะเสนอครม. ให้ประชาชนสามารถใช้จ่ายได้ 200 บาท/วัน จากเดิมวันละ150 บาท ใช้ทันต.ค.นี้แน่นอน บาท และโครงการนี้จะเน้นให้ความช่วยเหลือแก่พ่อค้าแม่ค้ารายเล็ก รายย่อย หาบเร่ แผงลอย และแท็กซี่ เพื่อให้เกิดการกระจายตัว

    นอกจากนี้ ในคำว่า พลัส เพื่อผลยาว โดยผู้เสียภาษีที่อยู่ในระบบจะได้รับเงิน 2,400 บาท เพื่อจูงใจให้ประชาชนเข้าระบบภาษี หวังว่าระยะต่อไป ประชาชนจะเข้าระบบมากขึ้น ขณะเดียวกัน จะมีการเพิ่มทักษะ (Skill) ให้แก่พ่อค้าแม่ค้าในการขายของออนไลน์ (E-commerce) รวมถึงการทำบัญชีดิจิทัล ซึ่งจะเชื่อมโยงกับการพิจารณาปล่อยสินเชื่อจากธนาคาร

    ทั้งนี้ ในการเดินหน้าโครงการดังกล่าว รัฐบาลให้ความสำคัญกับวินัยการคลัง ซึ่งไม่ได้มีการใช้เม็ดเงินใหม่ แต่ใช้กรอบงบประมาณเดิมที่ได้รับอนุมัติจากรัฐบาลชุดที่แล้ว งบกระตุ้น 25,000 ล้านบาท และงบกลาง 19,000 ล้านบาท รวม 44,000 ล้านบาท โดยไม่ได้มีการกู้เพิ่ม ขณะที่ในภาคการท่องเที่ยว จะกระตุ้นการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า สำหรับการพัฒนาปรับปรุงโรงแรมในเมืองรอง ซึ่งนโยบายนี้สูญเสียรายได้ภาษีเพียง 300 ล้านบาท

    1. การแก้ไขหนี้ภาคประชาชน แก้หนี้ NPL จะนำเงินในกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งมาจากธนาคารพาณิชย์ส่งเงินสมทบเข้ากองทุน โดยมีวงเงินเหลือประมาณ 26,000 ล้านบาท มาตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) ร่วมกับธนาคารพาณิชย์ เพื่อซื้อหนี้ NPLมาปรับโครงสร้าง จะเป็นการยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย และลดภาระการผ่อนต่อเดือนลง เพื่อให้ประชาชนมีสภาพคล่องที่ดีขึ้น และจะมีสินเชื่อเพื่อคนตัวเล็กตัวน้อย ผ่านอารีย์สกอร์ ให้เข้าถึงสินเชื่อในระบบ ไม่ต้องพึ่งพานอกระบบ
    2. การดูแลผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และสภาพคล่อง จะใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อ โดยเตรียมวงเงินไว้ขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท และมีห่วงโซ่อุปทาน Supply Chain Financing ส่งเสริมโครงการ “พี่ช่วยน้อง” โดยให้รายใหญ่ช่วยรายย่อยในห่วงโซ่อุปทาน และสามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้ ธนาคารจะให้การสนับสนุนทางการเงินแก่เอสเอ็มอี ที่มีกำหนดได้รับเงินจากโครงการภาครัฐ ซึ่งลดความเสี่ยงในการปล่อยสินเชื่อ ,และ เร่งรัดการคืนภาษีของกรมสรรพากรทันที ซึ่งมีเม็ดเงินอยู่ในมือถึง 160,000 ล้านบาท เพื่ออัดฉีดเงินเข้าสู่ระบบและเอสเอ็มอี อย่างรวดเร็ว

    4.เพิ่มการออมภาคประชาชน จะมีการสลากออมทรัพย์ เป็นคนละส่วนกับหวยเกษียณ ส่งเสริมการออมโดยเชื่อมโยงกับการซื้อสลาก ทางบัญชีทางออนไลน์ โดยแบ่งสัดส่วนเงินส่วนหนึ่งเป็นเงินออมที่ต้องถือไว้ 5 ปี หรือจนถึงอายุ 55 ปี ซึ่งจะใช้เงินจากค่าการตลาดของสำนักงานสลากฯมาดำเนินการ และ จะสนับสนุนให้ประชาชนรายย่อยเข้าถึงพันธบัตรออมทรัพย์รัฐบาลได้ทุกเดือน เพื่อให้ประชาชนได้รับดอกเบี้ยที่สูงกว่าการฝากเงินทั่วไป โดยปัจจุบันพันธบัตร 10 ปี มีอัตราดอกเบี้ยประมาณ 1.4%

    5.เพิ่มขีดความสามารถทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยี เพิ่มทักษะ (Skill) และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ (เกษตรชีวภาพ, Smart Farming, ดิจิทัล, AI, Data Center, รถยนต์ EV และได้จับมือกับสถาบันการศึกษา เช่น สถาบันเทคนิคไทย-เยอรมัน เพื่อฝึกอบรมแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาด โดย BOI มีเงินสำหรับเพิ่มขีดความสามารถอยู่ 10,000 ล้านบาท

    นอกจากนี้จะปลดล็อกเงินลงทุนผ่าน BOI ด้วย “Fast Pass” เร่งรัดการอนุมัติโครงการลงทุนที่ได้รับอนุมัติจาก BOI ไปแล้วปี66-67 แต่ยังไม่ได้เริ่มลงทุนจริงมูลค่าสูงถึง 470,000 ล้านบาท ระบบนี้ก็เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องอนุมัติภายในเวลาที่กำหนด เพื่อดึงเม็ดเงินเหล่านี้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายใน 4 เดือน โดยไม่ต้องใช้เงินใหม่

    สำหรับรถยนต์เศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย เครื่องยนต์ 4 ลูกสูบ ได้แก่ การส่งออก (ลูกสูบที่ 1) ,การบริโภคภาคเอกชน,การลงทุนภาคเอกชน ซึ่งเครื่องยนต์นี้ “เตรียมดับ” เนื่องจากอัตราการใช้กำลังการผลิตของโรงงานทั่วประเทศยังไม่ถึง 60% ,เครื่องยนต์การใช้จ่ายรัฐบาล จะเร่งช่วยผลักดันเศรษฐกิจ แม้ว่าน้ำหนักตัวจะเล็ก แต่ก็เป็นความหวังเดียวที่จะช่วยให้เศรษฐกิจพ้นจากหล่มได้. -511-สำนักข่าวไทย

    ดูข่าวเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/business-1592307&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wYm1HUxs3b4er8dE5_vx7

  • แม่ทัพใหญ่ ‘ไทยเบฟ’ เชื่อฝีมือรัฐบาลใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2569 เดินหน้าลงทุน

    แม่ทัพใหญ่ ‘ไทยเบฟ’ เชื่อฝีมือรัฐบาลใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2569 เดินหน้าลงทุน

    ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความท้าทายจากการเติบโตที่ชะลอตัว รวมถึงความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า การปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ตลอดจนภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ล้วนส่งผลให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและตั้งรับอย่างต่อเนื่อง

    ยอมรับว่าภาพรวมเศรษฐกิจไม่เอื้อ แต่ไทยเบฟยังเดินหน้าสร้างโอกาสการเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนจากผลประกอบการ 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2568 มีรายได้จากการขายรวม 258,621 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายตัดบัญชี (EBITDA) อยู่ที่ 45,026 ล้านบาท ลดลงเพียง 4.0% จากปีก่อนหน้า

    พร้อมประเมินแนวโน้มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นไป จะเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น เพราะเชื่อมั่นต่อบทบาทของรัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคนละครึ่ง รวมถึงการเร่งเจรจาระดับภาคีที่มีรัฐมนตรีเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น ตลอดจนการแสดงจุดยืนบนเวทีนานาชาติ ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่การเติบโตในอนาคต


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    ภายใต้บริบทดังกล่าว ไทยเบฟยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ PASSION 2030 เพื่อสร้างรากฐานธุรกิจให้แข็งแกร่งและยั่งยืน โดยเน้น 2 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

    1. การเข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาได้กระจายสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคทุกพื้นที่ ผ่านระบบโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมทั้งร้านค้า โมเดิร์นเทรด และร้านโชห่วย เพื่อขยายศักยภาพการเติบโตและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกว่า 8,000 ล้านคนทั่วโลก
    1. การใช้ดิจิทัลขับเคลื่อนธุรกิจ พัฒนาเครื่องมือและโปรแกรมติดตามการเคลื่อนไหวของสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพด้านการขายและการบริการ โดยบทเรียนจากโควิดชี้ให้เห็นว่าการละเลยผู้บริโภคและคู่ค้าจะทำให้เส้นทางการจัดจำหน่ายสะดุด ไทยเบฟจึงให้ความสำคัญกับการเข้าใจลูกค้าและพันธมิตรอย่างใกล้ชิด

    สำหรับงบลงทุนปี 2569 ไทยเบฟตั้งไว้ 9,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ธุรกิจสุรา 2,000 ล้านบาท ธุรกิจเบียร์ 2,000 ล้านบาท ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 4,000 ล้านบาท และธุรกิจอาหาร 1,000 ล้านบาท แม้จะไม่มีโครงการใหญ่ในปีหน้า แต่การลงทุนด้านซอฟต์แวร์และดิจิทัลถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพธุรกิจ ขณะเดียวกัน บริษัทตั้งเป้ายกระดับมูลค่าตลาด (Market Cap) ในเอเชียแปซิฟิก แม้ล่าสุดจะอยู่ที่อันดับ 11 จากเดิมอันดับ 10

    ฐาปน กล่าวต่อถึงผลการดำเนินงานรายกลุ่มธุรกิจ เริ่มตั้งแต่ ธุรกิจสุรา

    ช่วง 9 เดือน ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 92,778 ล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อน แม้ปริมาณขายรวมลดลง 0.8% และ EBITDA ลดลงเป็น 22,161 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่เพิ่มขึ้น กลุ่มยังคงเดินหน้าขยายแบรนด์ รวงข้าว ให้กลับมาโดดเด่น และส่งออกแบรนด์ PRAKAAN ไปยังสหราชอาณาจักรและตลาดต่างประเทศ พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนวัตถุดิบและการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านโฆษณาอย่างรอบคอบ

    เช่นเดียวกับ ธุรกิจเบียร์ มีรายได้จากการขาย 96,497 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.3% จากปีก่อน สาเหตุหลักจากตลาดเวียดนาม แม้ปริมาณขายรวมเพิ่มขึ้น 4.8% แต่การแข่งขันสูง อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA margin) เพิ่มขึ้นจาก 12.5% เป็น 13.0% ส่งผลให้ EBITDA เพิ่มขึ้น 4.0% เป็น 12,573 ล้านบาท ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงและประสิทธิภาพการผลิต

    กลยุทธ์หลักยังคงเน้นยกระดับตราสินค้า ‘ช้าง’ และรักษาความเป็นผู้นำของ ซาเบโก้ ในเวียดนาม พร้อมทั้งลงทุนสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งใหม่ในเวียดนามเพื่อพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ รวมถึงเพิ่มสัดส่วนถือหุ้น Saigon Binh Tay Beer Group JSC (Sabibeco) จาก 21.8% เป็น 65.9% เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานร่วมกัน

    ขณะที่ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 49,326 ล้านบาท ลดลง 0.7% แม้ปริมาณขายรวมเพิ่มขึ้น 0.4% แต่ EBITDA ลดลง 6 3% เหลือ 8,718 ล้านบาท จากการลงทุนด้านการตลาดและตราสินค้าที่สูงขึ้น ในปี 2569 บริษัทเตรียมขยายโรงงานในกัมพูชา รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ถึงแม้จะมีสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งยอมรับว่ามีผลกระทบเล็กน้อย แต่ในบริบทของประชาชนไม่ได้รู้สึกตึงเครียดขนาดนั้น ก็ต้องประคับประคองให้เกิดความสมดุลและเหมาะสม

    นอกจากนี้ ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งแบรนด์ โออิชิ กรีนที คริสตัล น้ำอัดลมเอส และยังได้ต่อยอดการผนึกกำลังจากการรวมธุรกิจและการดำเนินงานของ F&N ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์นมใหม่ๆ ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึง NutriWell (นิวทริเวล) เครื่องดื่มนมถั่วเหลืองพรีเมียม ซึ่งได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพ ปัจจุบันได้ขยายจุดจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ คาดว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยตั้งเป้าให้ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เติบโตไม่ต่ำกว่าสองหลักในปี 2569

    และธุรกิจอาหาร ในช่วง 9 เดือน ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 16,563 ล้านบาท ลดลง 1.4% และ EBITDA อยู่ที่ 1,578 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงและต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ถึงอย่างไรธุรกิจยังคงเติบโตเชิงบวก โดยเฉพาะแบรนด์ KFC ที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคไทยเป็นอย่างดี

    ส่วนแผนปี 2569 เตรียมขยายร้าน KFC เพิ่มอีก 40 สาขา และเตรียมปรับโฉมร้านโออิชิ บุฟเฟ่ต์ให้ทันสมัย ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น โดยยึดกลยุทธ์สร้างคุณค่าและประสบการณ์ให้ลูกค้า มากกว่าการแข่งขันด้านราคา

    ส่วนการสร้างแบรนด์ใหม่ บริษัทมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเทรนด์ธุรกิจอาหารเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากการเปิดศูนย์การค้าใหม่ๆ ที่เต็มไปด้วยแบรนด์อาหารหน้าใหม่จำนวนมาก ซึ่งอาจจะได้รับความนิยมในช่วงแรก แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะหายไปในเวลาอันสั้น ซึ่งไทยเบฟมองว่าการสร้างแบรนด์ จะต้องยั่งยืนและเติบโตได้ในระยะยาว

    ฐาปน ย้ำว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไทยเบฟยังสามารถปรับตัวได้เหมือนช่วงการแพร่ระบาดโควิด โดยให้ความสำคัญกับการบริหารค่าใช้จ่ายและรักษาความมั่นคงทางการเงิน และคาดว่าในปี 2569 ธุรกิจยังสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย แต่หากสถานการณ์ไม่เอื้อ บริษัทจะไม่ปรับเป้ายอดขาย แต่จะเปลี่ยนวิธีการบริหารแทน เพราะเชื่อว่าทุกๆ ธุรกิจยังคงมีศักยภาพที่จะสร้างโอกาสโต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thaibevs-top-commander-believes-the-new-government/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G1MpS77-vwvznIRKpHdMQ

  • สพม.เชียงใหม่ ลงพื้นที่ติดตามโรงเรียนนำร่อง พัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น

    สพม.เชียงใหม่ ลงพื้นที่ติดตามโรงเรียนนำร่อง พัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น

    สพม.เชียงใหม่ ลงพื้นที่ติดตามโรงเรียนนำร่อง พัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น ลดอัตราการออกกลางคันของผู้เรียน

    วันที่ 30 กันยายน 2568 นายเทอดเกียรติ ยามโสภา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเชียงใหม่ มอบหมายให้ นางนพมาศ ทองวิทยาพร รองผู้อำนวยการสำนักงานฯ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและบุคลากร ได้แก่ นางธัญสุตา อุดมศิลปทรัพย์ ผู้อำนวยการกลุ่มนิเทศติดตามและประเมินผลการจัดการศึกษา นางสาวเณติมา สิทธิสงคราม ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา ดร.เกษราภรณ์ สิงคะมณี และดร.ปิยะณัฐ กันทา ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ นายภูริวัจน์ วงค์เลย นักวิชาการการศึกษาชำนาญการ นางสาวภัทรวดี เสาแดน นักวิชาการศึกษาปฏิบัติการ และนายอภิรักษ์ สารสมุทร นักจิตวิทยาประจำสำนักงานฯ ลงพื้นที่ติดตามโรงเรียนนำร่องพัฒนารูปแบบนวัตกรรมการจัดการศึกษาแบบยืดหยุ่น สำหรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เพื่อลดอัตราการออกกลางคัน (Dropout) ของผู้เรียน

    ในการนี้ คณะได้ติดตามการดำเนินงานของโรงเรียนเชียงดาววิทยาคม อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ โดยมีนายณัฏฐยศ ป่าหลวง ผู้อำนวยการโรงเรียน พร้อมคณะผู้บริหาร ครู และบุคลากร ร่วมรายงานผลการดำเนินงาน ตลอดจนได้ลงพื้นที่สถานประกอบการในพื้นที่ที่มีส่วนร่วมสนับสนุนการเรียนรู้เชิงอาชีพ

    ทั้งนี้ การดำเนินงานโรงเรียนนำร่องมุ่งเน้นการเสริมสร้างโอกาสทางการศึกษาให้แก่ผู้เรียนที่มีความหลากหลาย ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และบริบทครอบครัว เพื่อให้ผู้เรียนเข้าถึงการศึกษาที่เหมาะสมกับศักยภาพและความต้องการของตนเอง อันจะช่วยป้องกันและลดปัญหาการออกกลางคันของนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม
    การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบการศึกษาเชิงนวัตกรรม ที่ตอบสนองต่อความแตกต่างของผู้เรียน และเป็นต้นแบบการขยายผลสู่สถานศึกษาอื่น ๆ ในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3782605/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1POLh_xaOHxj7NRwmk7JXD

  • ชง ครม.ทบทวนมติรถไฟฟ้า 20 บาท “สีแดง-สีม่วง” – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ชง ครม.ทบทวนมติรถไฟฟ้า 20 บาท “สีแดง-สีม่วง” – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/109577&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3D6Onm50gBaKmdO7RC-F0d

  • เปิดศูนย์อาบป่า ภูผาเพ แหล่งเรียนรู้คู่ธรรมชาติสร้างอาชีพให้ชุมชน | TOPNEWS

    เปิดศูนย์อาบป่า ภูผาเพ แหล่งเรียนรู้คู่ธรรมชาติสร้างอาชีพให้ชุมชน | TOPNEWS

    เปิดศูนย์อาบป่า ภูผาเพ แหล่งเรียนรู้คู่ธรรมชาติสร้างอาชีพให้ชุมชน

    • เผยแพร่ : 30/09/2025 13:18

    ผู้ว่าฯหนองบัวลำภู เปิดศูนย์อาบป่า ภูผาเพ แหล่งเรียนรู้คู่ธรรมชาติสร้างอาชีพให้ชุมชน

    วันที่ 30 ก.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรศักดิ์ อักษรกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ให้เกียรติร่วมพิธีเปิด “ศูนย์เรียนรู้อาบป่า” ซึ่งเป็นศูนย์บริการการศึกษาเครือข่ายของวัดพัชรกิติยาภาราม และสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน (มหาวิทยาลัยชีวิต) ณ คุ้มใหญ่ บ้านภูพานทอง ตำบลหนองบัว อำเภอเมืองหนองบัวลำภู โดยมีพระเทพวชิรวิสุทธิ์ เจ้าคณะจังหวัดหนองบัวลำภู เป็นประธานในพิธี ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติและภาคีเครือข่ายเข้าร่วมงานจำนวนมาก

    ศูนย์เรียนรู้อาบป่าแห่งนี้ จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และพัฒนาทักษะอาชีพให้กับประชาชนในชุมชนและพื้นที่ใกล้เคียง สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาของจังหวัดหนองบัวลำภูที่มุ่งส่งเสริม “เมืองเกษตรสีเขียว” และการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยศูนย์แห่งนี้เป็นความร่วมมือระหว่างวัดพัชรกิติยาภาราม ซึ่งเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมและเป็นที่เคารพศรัทธาของชาวหนองบัวลำภู กับสถาบันการเรียนรู้เพื่อปวงชน ที่มุ่งเน้นการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นและแก้ปัญหาความยากจน

    บรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีการจัดแสดงผลงานและโครงงานที่น่าสนใจของนักศึกษา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการนำความรู้มาประยุกต์ใช้ในการสร้างอาชีพและรายได้ อาทิ โครงงานชีวิตเป็นต่อ นำเสนอการเลี้ยงต่อหัวเสือ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่สามารถสร้างรายได้เสริม ,แตงโมน้ำหยดเงินล้าน แสดงนวัตกรรมการเกษตรสมัยใหม่ที่ช่วยเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน ,ปั้นดินให้เป็นดาว การจัดแสดงผลิตภัณฑ์หัวเชื้อจุลินทรีย์ , 1 ไร่ ไม่ต้องไปตลาด นำเสนอแนวคิดการทำเกษตรแบบพอเพียงในพื้นที่จำกัด สามารถเลี้ยงชีพและลดรายจ่ายในครัวเรือน การเปิดศูนย์เรียนรู้อาบป่าในวันนี้ ถือเป็นนิมิตหมายอันดีในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และพัฒนาทักษะอาชีพให้กับประชาชน ซึ่งจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดหนองบัวลำภูอย่างยั่งยืน.

    ภาพ/ข่าว นายวรรธนะ ทองดี ผู้สื่อข่าว topnews ทั่วไทย จ.หนองบัวลำภู

    13

    ปก web ร่วมมือสหรัฐปราบแก๊งคอลเซนเตอร์

    “สันติ” ลาออกสมาชิกพปชร. ควงลูกชาย “พัฒนา” ย้ายซบภูมิใจไทย​

    ผู้ว่าฯ แม่ฮ่องสอน สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัด ก่อนเริ่มปฏิบัติงาน 1 ต.ค. นี้

    ชาวบ้านโจรกพร้อมอพยพ 24 ชั่วโมง หลังเคยถูกเขมรยิงจรวด BM 21 ตกใส่บ้านโดนเด็ก 8 ขวบเสียชีวิต พบบางส่วนอพยพออกนอกพื้นที่แล้ว

    พลังศรัทธาแห่ร่วมพิธี “พ่อแก่พันล้าน”

    กอดกันชื่นมื่น รักกันเหมือนเดิม!! ตัวแทนชาวบ้านฯนำพวงมาลัยดอกดาวเรืองเข้าคลองคอ ขอโทษทหารปรับความเข้าใจกันแล้ว

    หนุ่มวัย 20 ปี ขับกระบะหลุดโค้งชนเสาไฟฟ้าหักสองท่อน สายไฟขาดดูดซ้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1336621&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00f0NsfsqLg9mjKcfiy9yp

  • ออมสิน ขยายผลโปรเจกต์ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” สู่ชุมชนเข้มแข็ง-คาร์บอนต่ำ หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่

    ออมสิน ขยายผลโปรเจกต์ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” สู่ชุมชนเข้มแข็ง-คาร์บอนต่ำ หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่

    ออมสิน ขยายผลโปรเจกต์ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” สู่ชุมชนเข้มแข็ง-คาร์บอนต่ำ หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่

    ออมสิน ขยายผลโปรเจกต์ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” สู่ชุมชนเข้มแข็ง-คาร์บอนต่ำ หนุนท่องเที่ยววิถีใหม่ สร้าง Social Impact ให้ชุมชนแล้วกว่า 50,000 ราย

    นายวีระชัย อมรถกลสุเวช รองผู้อำนวยการธนาคารออมสินอาวุโส รักษาการผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เผยความก้าวหน้าการดำเนินโครงการพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม (Holistic Area-Based Community Development) โครงการที่ 2 ภายใต้ชื่อ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ในพื้นที่เกาะลิบง จังหวัดตรัง ครบรอบ 1 ปี ของการดำเนินงานมีการขยายเป้าหมายการพัฒนาจากเดิม 7 ด้าน เป็น 12 ด้าน เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาและรองรับความต้องการที่จำเป็นของพื้นที่และยกระดับคุณภาพชีวิตอย่างรอบด้าน ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของการดูแลตนเอง การดูแลชุมชน รวมไปถึงการดูแลสิ่งแวดล้อมและเพิ่มโอกาสทางรายได้ ทั้งนี้ โครงการลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา เป็นการต่อยอดความสำเร็จงานพัฒนาชุมชนแบบองค์รวม โครงการที่ 1 “ออมสินฮ่วมใจ๋ฮักขุนน่าน” ที่การันตีความสำเร็จด้วยรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่น ปี 2567 (รางวัลการดำเนินงานอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมดีเด่น) โดยธนาคารกำหนดใช้แนวคิดนี้ในการทำงานพัฒนาชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อขยายผลการสร้าง Social Impact อย่างต่อเนื่อง

    โครงการ “ลิบงสุขใจ ออมสินพัฒนา” ด้วยแนวคิด “ต้นแบบชุมชนคาร์บอนต่ำ” (Low Carbon Island) ตั้งเป้าหมายยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดี สิ่งแวดล้อมน่าอยู่ และเศรษฐกิจเติบโตไปพร้อมกัน โดยวางแผนการพัฒนาครอบคลุม 12 ด้าน ประกอบด้วย 1) Low Carbon 2) ยกระดับการท่องเที่ยว 3) การจัดการน้ำ 4) การแพทย์และสาธารณสุข 5) ส่งเสริมอาชีพ/สร้างรายได้ 6) ส่งเสริมความรู้ทางการเงิน 7) ส่งเสริมการออมทรัพย์ 8) การสนับสนุนแหล่งเงินทุน 9) แก้ไขปัญหาหนี้สิน 10) สถานศึกษาและการเรียนรู้ 11) การทำนุบำรุงศาสนา และ 12) คุณภาพชีวิต เพื่อตอบโจทย์คนในชุมชนที่ปัจจุบันโครงสร้างประชากรส่วนใหญ่เป็นเด็กและผู้สูงวัย ให้ได้รับโอกาสในการเข้าถึงความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ควบคู่กับการปลูกฝังจิตสำนึกส่งเสริมการดูแลรักษาถิ่นเกิด ทั้งการเข้าถึงบริการสุขภาพและสวัสดิภาพที่รวดเร็วขึ้น การมีแหล่งน้ำที่มีคุณภาพและเพียงพอสำหรับใช้อุปโภคบริโภคตลอดปี ที่สำคัญคือการสร้างรายได้เพิ่มจากการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเกาะลิบงมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวที่ยังถูกหลงลืม แต่มีศักยภาพเพียงพอสำหรับการยกระดับรายได้ให้คนในชุมชนซึ่งทั้งเกาะเป็นวิถีชีวิตชาวมุสลิม และปรับปรุงมาตรฐานผู้ประกอบการโฮมสเตย์ ส่งเสริมการตลาด ขยายการท่องเที่ยว ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม ด้วยการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ การสนับสนุนพลังงานทดแทนและการเพิ่มพื้นที่สีเขียว นอกจากนี้ ธนาคารได้ส่งเสริมให้ชุมชนมีการออมรูปแบบกลุ่ม อาทิ กลุ่มประมง กลุ่มเรือข้ามฟาก และกลุ่มรถซาเล้งโดยสาร รวมถึงส่งเสริมการออมเยาวชนกับธนาคารโรงเรียน เพื่อให้ชุมชนใส่ใจการออมและการบริหารจัดการเงินส่วนบุคคล

    ปัจจุบัน โครงการมีความคืบหน้ามากกว่า 60% โดยการปฏิบัติงานนำโดยทีมงานของธนาคารออมสิน สำนักงานใหญ่ ร่วมกับหน่วยพัฒนาสังคมและชุมชน สังกัดธนาคารออมสินภาค 17 หน่วยงานภาคีที่เข้าร่วมบูรณาการองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญการพัฒนาแต่ละด้าน อาทิ กรมการท่องเที่ยว มหาวิทยาลัยมหิดล มทร.ศรีวิชัย เขตห้ามล่าสัตว์ป่า หมู่เกาะลิบง สาธารณสุขจังหวัดตรัง OKMD และ UNICEF ผลงานความก้าวหน้าด้านที่สำคัญ เช่น การผลิตน้ำที่มีคุณภาพสำหรับอุปโภคบริโภคเปลี่ยนน้ำเค็มเป็นน้ำจืด การขุดเจาะบ่อบาดาลพร้อมถังเก็บน้ำสำหรับทั้งเกาะครอบคลุม 4 หมู่บ้าน การสนับสนุนเรือพยาบาลฉุกเฉิน “เรือออมสินชีพรักษ์” และสร้างหน่วยกู้ชีพฉุกเฉินเพื่อให้บริการทางการแพทย์ได้ทันท่วงที การติดตั้งระบบพลังงานทดแทนโซลาร์เซลล์ส่องสว่าง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนให้มีรายได้เพิ่มขึ้น 20% และผู้ประกอบการโฮมสเตย์ มีรายได้เพิ่มขึ้น 34% ตลอดจนด้านสิ่งแวดล้อมที่อยู่ระหว่างวางแผนริเริ่มให้ชุมชนมีการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ การฟื้นฟูระบบนิเวศด้วยการปลูกหญ้าทะเล การปลูกป่าเพื่อขยายพื้นที่สีเขียว เป็นต้น โดยยังมีกิจกรรมการพัฒนาที่อยู่ระหว่างดำเนินการในระยะที่ 2 เพื่อขยายผลการพัฒนาสู่เป้าหมายระยะถัดไป ในการขับเคลื่อนสู่การเป็นชุมชนคาร์บอนต่ำได้อย่างสมบูรณ์แบบ เพื่อให้ชาวเกาะลิบง จังหวัดตรัง สามารถพึ่งพาตนเองได้และมีคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2886164&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0c7mXhGesUK0ydvrY5TIMC

  • ท่องเที่ยวไทย มรสุมรุมเร้า  จีนหนีไปเวียดนาม  โจทย์ยากสะเทือนเศรษฐกิจ : ถอนหมุดข่าว 30-09-68

    ท่องเที่ยวไทย มรสุมรุมเร้า จีนหนีไปเวียดนาม โจทย์ยากสะเทือนเศรษฐกิจ : ถอนหมุดข่าว 30-09-68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/Np2i4Wwl1oU&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2PSVPLr5LwlUMBF9dHGAK6

  • แม่ทัพใหญ่ ‘ไทยเบฟ’ เชื่อฝีมือรัฐบาลใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2569 เดินหน้าลงทุน

    แม่ทัพใหญ่ ‘ไทยเบฟ’ เชื่อฝีมือรัฐบาลใหม่กระตุ้นเศรษฐกิจ ปี 2569 เดินหน้าลงทุน

    ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังเผชิญความท้าทายจากการเติบโตที่ชะลอตัว รวมถึงความไม่แน่นอนด้านนโยบายการค้า การปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ ตลอดจนภาคการท่องเที่ยวและการบริโภคที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ล้วนส่งผลให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและตั้งรับอย่างต่อเนื่อง

    ยอมรับว่าภาพรวมเศรษฐกิจไม่เอื้อ แต่ไทยเบฟยังเดินหน้าสร้างโอกาสการเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนจากผลประกอบการ 9 เดือนสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2568 มีรายได้จากการขายรวม 258,621 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษีเงินได้ ค่าเสื่อมราคา และค่าใช้จ่ายตัดบัญชี (EBITDA) อยู่ที่ 45,026 ล้านบาท ลดลงเพียง 4.0% จากปีก่อนหน้า

    พร้อมประเมินแนวโน้มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นไป จะเริ่มเห็นสัญญาณเชิงบวกมากขึ้น เพราะเชื่อมั่นต่อบทบาทของรัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ที่กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการคนละครึ่ง รวมถึงการเร่งเจรจาระดับภาคีที่มีรัฐมนตรีเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น ตลอดจนการแสดงจุดยืนบนเวทีนานาชาติ ซึ่งสะท้อนถึงทิศทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปสู่การเติบโตในอนาคต


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


    ภายใต้บริบทดังกล่าว ไทยเบฟยังคงเดินหน้ากลยุทธ์ PASSION 2030 เพื่อสร้างรากฐานธุรกิจให้แข็งแกร่งและยั่งยืน โดยเน้น 2 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

    1. การเข้าถึงผู้บริโภคอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ผ่านมาได้กระจายสินค้าให้เข้าถึงผู้บริโภคทุกพื้นที่ ผ่านระบบโลจิสติกส์ที่ครอบคลุมทั้งร้านค้า โมเดิร์นเทรด และร้านโชห่วย เพื่อขยายศักยภาพการเติบโตและตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคกว่า 8,000 ล้านคนทั่วโลก
    1. การใช้ดิจิทัลขับเคลื่อนธุรกิจ พัฒนาเครื่องมือและโปรแกรมติดตามการเคลื่อนไหวของสินค้า เพิ่มประสิทธิภาพด้านการขายและการบริการ โดยบทเรียนจากโควิดชี้ให้เห็นว่าการละเลยผู้บริโภคและคู่ค้าจะทำให้เส้นทางการจัดจำหน่ายสะดุด ไทยเบฟจึงให้ความสำคัญกับการเข้าใจลูกค้าและพันธมิตรอย่างใกล้ชิด

    สำหรับงบลงทุนปี 2569 ไทยเบฟตั้งไว้ 9,000 ล้านบาท แบ่งเป็น ธุรกิจสุรา 2,000 ล้านบาท ธุรกิจเบียร์ 2,000 ล้านบาท ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ 4,000 ล้านบาท และธุรกิจอาหาร 1,000 ล้านบาท แม้จะไม่มีโครงการใหญ่ในปีหน้า แต่การลงทุนด้านซอฟต์แวร์และดิจิทัลถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมศักยภาพธุรกิจ ขณะเดียวกัน บริษัทตั้งเป้ายกระดับมูลค่าตลาด (Market Cap) ในเอเชียแปซิฟิก แม้ล่าสุดจะอยู่ที่อันดับ 11 จากเดิมอันดับ 10

    ฐาปน กล่าวต่อถึงผลการดำเนินงานรายกลุ่มธุรกิจ เริ่มตั้งแต่ ธุรกิจสุรา

    ช่วง 9 เดือน ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 92,778 ล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อน แม้ปริมาณขายรวมลดลง 0.8% และ EBITDA ลดลงเป็น 22,161 ล้านบาท จากค่าใช้จ่ายด้านการตลาดที่เพิ่มขึ้น กลุ่มยังคงเดินหน้าขยายแบรนด์ รวงข้าว ให้กลับมาโดดเด่น และส่งออกแบรนด์ PRAKAAN ไปยังสหราชอาณาจักรและตลาดต่างประเทศ พร้อมให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนวัตถุดิบและการควบคุมค่าใช้จ่ายด้านโฆษณาอย่างรอบคอบ

    เช่นเดียวกับ ธุรกิจเบียร์ มีรายได้จากการขาย 96,497 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 0.3% จากปีก่อน สาเหตุหลักจากตลาดเวียดนาม แม้ปริมาณขายรวมเพิ่มขึ้น 4.8% แต่การแข่งขันสูง อย่างไรก็ตาม อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (EBITDA margin) เพิ่มขึ้นจาก 12.5% เป็น 13.0% ส่งผลให้ EBITDA เพิ่มขึ้น 4.0% เป็น 12,573 ล้านบาท ปัจจัยหนุนสำคัญมาจากต้นทุนวัตถุดิบที่ลดลงและประสิทธิภาพการผลิต

    กลยุทธ์หลักยังคงเน้นยกระดับตราสินค้า ‘ช้าง’ และรักษาความเป็นผู้นำของ ซาเบโก้ ในเวียดนาม พร้อมทั้งลงทุนสร้างศูนย์วิจัยและพัฒนาแห่งใหม่ในเวียดนามเพื่อพัฒนาสูตรผลิตภัณฑ์ รวมถึงเพิ่มสัดส่วนถือหุ้น Saigon Binh Tay Beer Group JSC (Sabibeco) จาก 21.8% เป็น 65.9% เพื่อเสริมประสิทธิภาพการดำเนินงานร่วมกัน

    ขณะที่ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มีรายได้จากการขายอยู่ที่ 49,326 ล้านบาท ลดลง 0.7% แม้ปริมาณขายรวมเพิ่มขึ้น 0.4% แต่ EBITDA ลดลง 6 3% เหลือ 8,718 ล้านบาท จากการลงทุนด้านการตลาดและตราสินค้าที่สูงขึ้น ในปี 2569 บริษัทเตรียมขยายโรงงานในกัมพูชา รองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น ถึงแม้จะมีสถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งยอมรับว่ามีผลกระทบเล็กน้อย แต่ในบริบทของประชาชนไม่ได้รู้สึกตึงเครียดขนาดนั้น ก็ต้องประคับประคองให้เกิดความสมดุลและเหมาะสม

    นอกจากนี้ ยังเดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ ทั้งแบรนด์ โออิชิ กรีนที คริสตัล น้ำอัดลมเอส และยังได้ต่อยอดการผนึกกำลังจากการรวมธุรกิจและการดำเนินงานของ F&N ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์นมใหม่ๆ ในประเทศไทย ซึ่งรวมถึง NutriWell (นิวทริเวล) เครื่องดื่มนมถั่วเหลืองพรีเมียม ซึ่งได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มทางเลือกเพื่อสุขภาพ ปัจจุบันได้ขยายจุดจำหน่ายในร้านสะดวกซื้อ คาดว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยตั้งเป้าให้ธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เติบโตไม่ต่ำกว่าสองหลักในปี 2569

    และธุรกิจอาหาร ในช่วง 9 เดือน ปี 2568 มีรายได้จากการขาย 16,563 ล้านบาท ลดลง 1.4% และ EBITDA อยู่ที่ 1,578 ล้านบาท เนื่องจากผลกระทบความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ลดลงและต้นทุนที่สูงขึ้น แต่ถึงอย่างไรธุรกิจยังคงเติบโตเชิงบวก โดยเฉพาะแบรนด์ KFC ที่ได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคไทยเป็นอย่างดี

    ส่วนแผนปี 2569 เตรียมขยายร้าน KFC เพิ่มอีก 40 สาขา และเตรียมปรับโฉมร้านโออิชิ บุฟเฟ่ต์ให้ทันสมัย ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากขึ้น โดยยึดกลยุทธ์สร้างคุณค่าและประสบการณ์ให้ลูกค้า มากกว่าการแข่งขันด้านราคา

    ส่วนการสร้างแบรนด์ใหม่ บริษัทมองว่าเป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเทรนด์ธุรกิจอาหารเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เห็นได้จากการเปิดศูนย์การค้าใหม่ๆ ที่เต็มไปด้วยแบรนด์อาหารหน้าใหม่จำนวนมาก ซึ่งอาจจะได้รับความนิยมในช่วงแรก แต่ก็มีความเสี่ยงที่จะหายไปในเวลาอันสั้น ซึ่งไทยเบฟมองว่าการสร้างแบรนด์ จะต้องยั่งยืนและเติบโตได้ในระยะยาว

    ฐาปน ย้ำว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ไทยเบฟยังสามารถปรับตัวได้เหมือนช่วงการแพร่ระบาดโควิด โดยให้ความสำคัญกับการบริหารค่าใช้จ่ายและรักษาความมั่นคงทางการเงิน และคาดว่าในปี 2569 ธุรกิจยังสามารถเติบโตได้ตามเป้าหมาย แต่หากสถานการณ์ไม่เอื้อ บริษัทจะไม่ปรับเป้ายอดขาย แต่จะเปลี่ยนวิธีการบริหารแทน เพราะเชื่อว่าทุกๆ ธุรกิจยังคงมีศักยภาพที่จะสร้างโอกาสโต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thaibevs-top-commander-believes-the-new-government/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G1MpS77-vwvznIRKpHdMQ