Blog

  • เหล่ากาชาด อ.สองพี่น้อง มอบถุงยังชีพกลุ่มเปราะบาง ศูนย์การศึกษาพิเศษ | เดลินิวส์

    เหล่ากาชาด อ.สองพี่น้อง มอบถุงยังชีพกลุ่มเปราะบาง ศูนย์การศึกษาพิเศษ | เดลินิวส์

    เหล่ากาชาด อ.สองพี่น้อง มอบถุงยังชีพกลุ่มเปราะบาง ศูนย์การศึกษาพิเศษ

    เหล่ากาชาดอำเภอสองพี่น้อง มอบถุงยังชีพชุดธารน้ำใจเพื่อบรรเทาทุกข์ ให้กลุ่มเปราะบาง ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษาที่ 5 จังหวัดสุพรรณบุรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5158923/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mjll658Kw6LKCWAhWW20D

  • รมว.ศธ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ณ จังหวัดพิจิตร – กระทรวงศึกษาธิการ

    รมว.ศธ. ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ณ จังหวัดพิจิตร – กระทรวงศึกษาธิการ

    ความตอนหนึ่งของศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ณ จังหวัดพิจิตร
    เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2568

    “วันนี้ไม่ได้มาแค่ให้กำลังใจเสร็จแล้วจากไป แต่อยากมารับฟังปัญหาและร่วมหาทางแก้ไข จุดไหนที่ส่วนกลางเข้ามาช่วยได้ในทุกพื้นที่ก็จะทำเพื่อสนับสนุนการทำงาน ให้ตอบโจทย์และบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งเป้าไว้คือ “เรียนดี มีคุณธรรม” เราจะช่วยกันพาคุณครูให้พ้นจากภาระค่าครองชีพ และภาระจากการทำงาน มีรายได้เพิ่มจากวิทยฐานะที่สมควรจะได้ขอให้ความมั่นใจกับทุกคน”

    พบพร ผดุงพล / เรียบเรียง
    ศศิวัฒน์ แป้นคุ้มญาติ / กราฟิก
    สุกัญญา จันทรสมโภชน์ / บรรณาธิการ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/moe-phichit-flood/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ZwrZWASKbc48XpabqjQvq

  • อัฟกานิสถานไร้อินเทอร์เน็ต หลังตาลีบันตัดสัญญาณโทรคมนาคมทั่วประเทศ

    อัฟกานิสถานไร้อินเทอร์เน็ต หลังตาลีบันตัดสัญญาณโทรคมนาคมทั่วประเทศ

    รัฐบาลตาลีบันในอัฟกานิสถานได้ประกาศใช้มาตรการ ระงับบริการโทรคมนาคมทั่วประเทศ อย่างสมบูรณ์ หลังจากที่ได้เริ่มตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านสายเคเบิลใยแก้วนำแสง หรือไฟเบอร์ออปติก มาเป็นเวลาหลายสัปดาห์ ส่งผลกระทบวงกว้างต่อธุรกิจ การศึกษา และการเดินทางทางอากาศ

    Netblocks องค์กรเฝ้าระวังอินเทอร์เน็ต รายงานว่า ขณะนี้อัฟกานิสถานกำลังประสบกับ “อินเทอร์เน็ตดับสนิทโดยสมบูรณ์” (total internet blackout) สำนักข่าวต่างประเทศหลายแห่งแจ้งว่าได้ขาดการติดต่อกับสำนักงานในกรุงคาบูล ขณะที่อินเทอร์เน็ตมือถือและโทรทัศน์ดาวเทียมก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักทั่วประเทศ

    ทางการตาลีบันยังไม่ได้ให้เหตุผลอย่างเป็นทางการสำหรับการปิดระบบครั้งนี้ โดยเจ้าหน้าที่ตาลีบันกล่าวเพียงว่า การปิดระบบโทรคมนาคมจะมีผลไปจนกว่าจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง

    สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคส่วนต่าง ๆ โดยเฉพาะสื่อและข้อมูลข่าวสาร โดยช่องข่าว Tolo News ของอัฟกานิสถาน ได้ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารผ่านหน้าโซเชียลมีเดีย เนื่องจากคาดว่าจะเกิดความไม่สะดวกต่อเครือข่ายโทรทัศน์และวิทยุของตน

    ด้านสื่อท้องถิ่นรายงานว่า เที่ยวบินจากสนามบินคาบูลถูกยกเลิกไปแล้วอย่างน้อย 8 เที่ยวบิน ส่วนเจ้าหน้าที่ทางการทูตระบุว่า การตัดสัญญาณอินเทอร์เน็ตอาจส่งผลกระทบต่อระบบธนาคารและอีคอมเมิร์ซทั่วประเทศ

    ผู้ใช้บริการอินเทอร์เน็ตหลายรายในกรุงคาบูลระบุว่า สายเคเบิลใยแก้วนำแสงหยุดทำงานในช่วงเย็นวันอังคารตามเวลาท้องถิ่น ทำให้หลายคนเริ่มรู้สึกถึงผลกระทบอย่างแท้จริงในเช้าวันอังคาร เมื่อบริการธนาคารและธุรกิจอื่น ๆ เปิดทำการ

    Netblocks โพสต์ข้อความผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ว่า “อัฟกานิสถานอยู่ท่ามกลางภาวะอินเทอร์เน็ตดับสนิท เนื่องจากทางการตาลีบันดำเนินการเพื่อบังคับใช้มาตรการด้านศีลธรรม โดยเครือข่ายหลายแห่งถูกตัดการเชื่อมต่อในช่วงเช้าทีละขั้นตอน และบริการโทรศัพท์ก็ได้รับผลกระทบด้วยเช่นกัน”

    ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ประชาชนในหลายจังหวัดของอัฟกานิสถานได้ร้องเรียนเรื่องการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ช้าหรือขาดหายไป ซึ่งส่งผลกระทบต่อธุรกิจและการดำเนินชีวิตอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การศึกษาออนไลน์ ที่เป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้หญิงและเด็กหญิงที่ถูกตาลีบันสั่งห้ามการศึกษาในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย

    มาเรียม โซเลมันคิล อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอัฟกานิสถาน แสดงความเห็นบน X ว่า “ความเงียบทางออนไลน์โดยปราศจากเสียงของชาวอัฟกานิสถานจากภายในประเทศนั้นช่างบาดลึก”

    การปิดระบบในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการจำกัดเสรีภาพชุดล่าสุดที่ตาลีบันประกาศใช้นับตั้งแต่กลับมามีอำนาจในปี 2021 โดยก่อนหน้านี้ได้สั่งห้ามการศึกษาสำหรับผู้หญิงและเด็กหญิงที่มีอายุเกิน 12 ปี และสั่งถอดหนังสือที่เขียนโดยผู้หญิงออกจากหลักสูตรมหาวิทยาลัยอีกด้วย.

    ที่มา BBC

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/foreign/2886072&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2500r2O9Km_U6CwrVWiHhN

  • เบรก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์  หนุนใช้โซลาร์ – แบตเตอรี่ ดันพลังงานหมุนเวียน

    เบรก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์  หนุนใช้โซลาร์ – แบตเตอรี่ ดันพลังงานหมุนเวียน

    เบรก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์  หนุนใช้โซลาร์ - แบตเตอรี่ ดันพลังงานหมุนเวียน

    สภาผู้บริโภคเสนอ กฟผ. ชะลอสร้าง โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ขนาดเล็ก แนะผลักดันพลังงานหมุนเวียนให้เต็มศักยภาพ ก่อนพิจารณานิวเคลียร์ขนาดเล็ก

    กรณีที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ประกาศเดินหน้าศึกษาและผลักดันการใช้ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor: SMR) เพื่อทำให้ระบบไฟฟ้ามีความเสถียรมากขึ้นนั้น สำหรับประเทศไทยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีความจำเป็นหรือไม่ ยังเป็นคำถามสำคัญ

    เบรก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์  หนุนใช้โซลาร์ - แบตเตอรี่ ดันพลังงานหมุนเวียน : รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์

    รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงานและสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค กล่าวว่า ประเทศไทยยังไม่จำเป็นต้องเร่งลงทุนสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือเอสเอ็มอาร์ (SMR) ในเวลานี้ เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยยังมีศักยภาพพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) พลังงานลม ชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และเขื่อนขนาดเล็ก ที่สามารถพัฒนาให้ผลิตไฟฟ้าได้เพียงพอและมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า โดยเฉพาะโซลาร์เซลล์สามารถเสริมความเสถียรและประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าด้วยระบบกักเก็บพลังงาน (Battery Storage) ซึ่งมีแนวโน้มราคาลดลงต่อเนื่อง ดังนั้น กฟผ. จึงควรมุ่งเน้นการดำเนินการอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนทั้งระบบให้เต็มศักยภาพก่อน

    ทั้งนี้ หากพิจารณาภายใต้กรอบความสมดุลด้านพลังงาน 3 ด้าน (Energy trilemma) ในมิติด้านความมั่นคง ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม และราคา จะพบว่า SMR มีจุดเด่นด้านความมั่นคง เพราะสามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอดเวลา โดยไม่ขึ้นกับสภาพอากาศ ต่างจากโซลาร์ที่มีปัญหาเรื่องการผลิตไม่สม่ำเสมอ (Intermittency) แต่หากติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานร่วมด้วย ระบบโซลาร์เซลล์ก็สามารถจ่ายไฟได้อย่างต่อเนื่อง และที่สำคัญโซลาร์ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิง ในขณะที่ SMR ต้องนำเข้ายูเรเนียมตลอดอายุโครงการ

    ในมิติด้านความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม แม้ว่าโซลาร์และ SMR ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ต่ำใกล้เคียงศูนย์ แต่ SMR มีปัญหาสำคัญคือกากกัมมันตรังสี ซึ่งยังเป็นประเด็นที่สังคมไทยไม่ยอมรับและต้องมีมาตรการกำจัดที่ปลอดภัย รวมถึงความเสี่ยงด้านการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ เนื่องจาก SMR ใช้น้ำปริมาณมากในกระบวนการผลิตไฟฟ้า คือประมาณ 2,000 ลิตรต่อปริมาณไฟฟ้า 1,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าการใช้โรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติถึงสองเท่า

    ในมิติด้านต้นทุน  SMR เป็นเทคโนโลยีใหม่ มีต้นทุนก่อสร้างสูงและยังไม่แน่นอน นอกจากนี้ข้อมูลจากต่างประเทศยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น บริษัท นิวสเกล พาวเวอร์ (NuScale Power) ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กในสหรัฐฯ เคยตั้งเป้าหมายต้นทุนพลังงานเฉลี่ย (LCOE) ของโครงการ Carbon Free Power Project (CFPP) ไว้เพียง 58 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง ก่อนที่จะปรับเพิ่มเป็น 89 ดอลลาร์สหรัฐต่อ เมกะวัตต์-ชั่วโมง (ราว 2.85 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง) ทำให้โครงการต้องถูกยกเลิกในปี 2023 ขณะที่ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กที่ชื่อว่าโรลสรอยส์ (Rolls-Royce SMR) ในสหราชอาณาจักร ตั้งเป้าหมาย LCOE ไว้ที่ 80-85 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง (ประมาณ 2.55-2.71 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง) แต่ยังไม่มีการผลิตไฟฟ้าจริง

    เบรก โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ หนุนใช้โซลาร์ - แบตเตอรี่  พัฒนาพลังงานหมุนเวียน

    สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากรายงานของบลูมเบิร์ก* (BNEF: BloombergNEF) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยและให้ข้อมูลชั้นนำของโลกที่เชี่ยวชาญด้าน พลังงานสะอาด การขนส่ง อุตสาหกรรมดิจิทัล และตลาดคาร์บอน คาดการณ์ว่าต้นทุนเฉลี่ยตลอดอายุโครงการ (LCOE) ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ในประเทศไทยสูงถึง 372 ดอลลาร์สหรัฐต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง คิดเป็นประมาณ 11.90 บาท/กิโลวัตต์-ชั่วโมง สูงกว่าพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์หรือกังหันลมที่มีต้นทุนเพียง 30-70 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 0.95 – 2.20 บาทต่อกิโลวัตต์ชั่วโมง) ต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง เท่านั้น จึงมีความคุ้มค่าในระยะสั้นและกลางมากกว่า

    “ประเทศไทยควรใช้เวลาช่วง 10 – 15 ปีข้างหน้า พัฒนาและใช้พลังงานหมุนเวียนอย่างเต็มศักยภาพ ก่อนที่จะพิจารณาการใช้ SMR ในอนาคต หลังปี 2040 ซึ่งอาจเป็นช่วงที่ต้นทุนลดลงและสังคมมีการยอมรับมากขึ้น” รศ.ดร.ชาลี กล่าวทิ้งท้าย

    *อ่านรายงานของบลูมเบิร์ก (BNEF: BloombergNEF)  ได้ที่ : Thailand Turning point for a Net-Zero power grid


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    กฟผ. ชูโรงไฟฟ้า SMR สร้างเสถียรภาพระบบผลิตไฟฟ้า เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

    แผน PDP 2025 “เข็มทิศพลังงาน” ส่อเค้ากีดกัน ประชาชนมีส่วนร่วม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/30092568_renewable-energy_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NyqkwhqkIy83d2mjsrxxr

  • หมู่เกาะช้างติด TOP 100 แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลก

    หมู่เกาะช้างติด TOP 100 แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลก

    ภูมิภาค

    หมู่เกาะช้างติด TOP 100 แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลก

    วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.32 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    จ.ตราด / นายเนรมิต สงแสง หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่เมืองมงเปลิเยร์ ประเทศฝรั่งเศส ตนและคณะได้เดินทางไปร่วมงาน Green Destination 2025 TOP 100 Stories เพื่อรับรางวัล “มาตรฐานและรางวัลของแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน 100 แห่งของโลก” โดยอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างเป็น 1 ใน 10 แหล่งท่องเที่ยวของประเทศไทยที่ได้รับรางวัลนี้
    การเดินทางครั้งนี้ยังมี นางสาวจารุวรรณ จินตกานนท์ นายกสมาคมเวลเนสจังหวัดตราด และ นาวาโทสมบัติ บุญเกิดพานิชย์ อดีตนายกสมาคมท่องเที่ยวจังหวัดตราด ร่วมเดินทางไปด้วย พร้อมถ่ายภาพหลังรับรางวัลจากเวทีดังกล่าว

    หัวหน้าอุทยานฯ กล่าวก่อนเดินทางว่า ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของป่าไม้ พืช และสัตว์ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้เกาะช้างได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลแหล่งท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่ยั่งยืนระดับโลก TOP 100 และหลังได้รับรางวัล จะช่วยยกระดับความนิยมของอุทยานในระดับนานาชาติ

    ทั้งนี้ หลังพิธีมอบรางวัล นายเนรมิต ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “29 Sep 2025 Green Destination 2025 TOP 100 Stories เป็นมาตรฐานและรางวัลแหล่งท่องเที่ยวยั่งยืน 100 แห่งของโลก จัดโดย Green Destinations Foundation ประเทศเนเธอร์แลนด์ ปีนี้จัดงานที่เมืองมงเปลิเยร์ ฝรั่งเศส ระหว่าง 28 กันยายน – 2 ตุลาคม 2568 เตรียมงานมาเกือบ 2 ปี #อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้าง ได้รางวัลระดับโลกในปี 2025 นี้ ดีใจที่สุดครับ ขอบคุณทุกคนที่เกี่ยวข้อง เป้าหมายต่อไป Green Destination Gold Award”

    ด้านว่าที่ร้อยตรีกรกฎ โอภาส ผู้อำนวยการ ททท.สำนักงานตราด เปิดเผยว่า การที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างได้รับรางวัล Green Destination Top 100 Stories จะช่วยยกระดับภาพลักษณ์การท่องเที่ยวตราดให้เป็นที่ยอมรับระดับโลก แสดงให้เห็นถึงความสำเร็จด้านการจัดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนตามมาตรฐานสากล และยังช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/448602&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KZHZXqQD5yyz8RIpdnqW7

  • เปิดท่าเทียบเรือท่องเที่ยวใหม่ “ปากน้ำชุมพร” ประตูสู่เกาะสมุย-เกาะเต่า | TOPNEWS

    เปิดท่าเทียบเรือท่องเที่ยวใหม่ “ปากน้ำชุมพร” ประตูสู่เกาะสมุย-เกาะเต่า | TOPNEWS

    วันที่ 29 ก.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรานงานว่า  จ.ชุมพรได้เปิดตัวอาคารและท่าเทียบเรือเพื่อการท่องเที่ยวเทศบาลตำบลปากน้ำชุมพรอย่างเป็นทางการ  โดยมีนายเธียรชัย ชูกิตติวิบูลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดชุมพร เป็นประธานในพิธี ณ ท่าเทียบเรือโดยสารชุมพร อำเภอเมืองชุมพร การเปิดใช้งานครั้งนี้นับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวทางทะเลของจังหวัด โดยมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ และเชื่อมโยงเส้นทางการเดินเรือสู่แหล่งท่องเที่ยวชื่อดังในจังหวัดสุราษฎร์ธานี อาทิ เกาะสมุย เกาะพะงัน และเกาะเต่า ได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

    นายเธียรชัยกล่าวว่า โครงการนี้เน้นการปรับปรุงภูมิทัศน์ให้ท่าเทียบเรือมีความมั่นคง แข็งแรง ปลอดภัย และครบครันด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว พร้อมย้ำว่าท่าเทียบเรือแห่งนี้จะกลายเป็น “ประตูสู่การท่องเที่ยวฝั่งอ่าวไทย” ที่ไม่เพียงแต่ส่งเสริมด้านความปลอดภัยเท่านั้น แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น เพิ่มโอกาสในการลงทุน และรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวในอนาคตอีกด้วย ทั้งยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาภาคใต้ฝั่งอ่าวไทยให้มีความสามารถในการแข่งขันในระดับภูมิภาค

    ด้านนายอธิวัส ทรรปณะวิภาส นายกเทศมนตรีตำบลปากน้ำชุมพร เปิดเผยว่า โครงการได้รับงบประมาณสนับสนุนกว่า 50 ล้านบาทจากกลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย เพื่อปรับปรุงท่าเทียบเรือซึ่งตั้งอยู่ในทำเลที่เหมาะสม ห่างจากตัวเมืองเพียง 15 กิโลเมตร และเป็นจุดจอดเรือหลายประเภท ทั้งเรือประมง เรือรีสอร์ท และเรือนำเที่ยว โดยเฉพาะในเส้นทางหลักสู่เกาะเต่า ท่าเรือแห่งนี้ยังถือเป็นส่วนหนึ่งของโครงข่ายการท่องเที่ยว “อ่าวไทย–อันดามัน (SEC)” ซึ่งจะช่วยยกระดับบทบาทของชุมพรในฐานะศูนย์กลางการเดินทางทางทะเลในภาคใต้ พร้อมแนะนำให้นักท่องเที่ยวตรวจสอบตารางเวลาและผู้ให้บริการล่วงหน้า โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว เพื่อความสะดวกและปลอดภัยสูงสุดในการเดินทางทางเรือจากท่าเรือแห่งใหม่นี้.

    เอกชนะ นวนละมัย ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ชุมพร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1336681&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zZu97vfIB5CU2JUwWmu4g

  • งานหนักรัฐบาล 4 เดือน: ภาษีทรัมป์ออกฤทธิ์ ฉุดเศรษฐกิจไทย

    งานหนักรัฐบาล 4 เดือน: ภาษีทรัมป์ออกฤทธิ์ ฉุดเศรษฐกิจไทย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-91&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CIjKs37WlL0CAmswmvTUa

  • ตร.ท่องเที่ยวสนธิกำลังตรวจสารเสพติดพนง.ขับเรือสร้างความเชื่อมั่นแก่นทท.

    ตร.ท่องเที่ยวสนธิกำลังตรวจสารเสพติดพนง.ขับเรือสร้างความเชื่อมั่นแก่นทท.

    ภูมิภาค

    ตร.ท่องเที่ยวสนธิกำลังตรวจสารเสพติดพนง.ขับเรือสร้างความเชื่อมั่นแก่นทท.

    วันอังคาร ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.56 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 30 ก.ย. 68 เวลา 10.00 น. ที่ท่าเทียบเรือหาดปากเมง อ.สิเกา จ.ตรัง พ.ต.อ.ธีรภัทร ปิยะถาวร ผกก.สภ.สิเกา ,พ.ต.ท.สิทธิพงศ์ ทองพรหม สว.ส.ทท.2 กก.3 บก.ทท.3 พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำตรัง,เจ้าท่าภูมิภาค สาขาตรัง ,ศรชล.จังหวัดตรัง,เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม,สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดตรัง บูรณาการร่วมกันเพื่อเตรียมความพร้อมและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยวก่อนเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวของจังหวัดตรัง
         
    ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลในการดูแลนักท่องเที่ยว โดยเป็นการเตรียมความพร้อมดูแลนักท่องเที่ยวก่อนเปิดฤดูกาลท่องเที่ยว ในวันที่ 1 ตุลาคม 2568 โดยมีการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ ได้แก่ ตำรวจท่องเที่ยว ,สภ.สิเกา, เจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำจังหวัดตรัง,เจ้าท่าภูมิภาค สาขาตรัง ,ศรชล.จังหวัดตรัง,เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหมและสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดตรัง โดยได้ดำเนินการตรวจสารเสพติดในปัสสาวะของพนักงานขับเรือและพนักงานประจำเรือ จำนวน 25 ราย ซึ่งผลการตรวจเบื้องต้นไม่พบสารเสพติด สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างความเชื่อมั่นและความปลอดภัยให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเที่ยวจังหวัดตรังช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว 

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/448571&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw31zHZAPW5eIuudhhQgyPGi

  • เอกนิติ รมว.คลัง ระบุ เศรษฐกิจไทย “กำลังจะติดหล่ม”

    เอกนิติ รมว.คลัง ระบุ เศรษฐกิจไทย “กำลังจะติดหล่ม”

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง ชี้แจงแนวนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้เปรียบเสมือนรถยนต์กำลัง “วิ่งลงเหว” เพราะรถยนต์เศรษฐกิจไทยมีเครื่องยนต์ 4 ลูกสูบ ประกอบด้วย

    1.การส่งออก ซึ่งก่อนที่จะมีการจัดเก็บภาษีทรัมป์ ได้มีการเร่งส่งออกก่อนขึ้นภาษี พบว่าครึ่งปีแรกขยายตัวได้ดี เฉลี่ยอยู่ที่ 3 % แต่พอเร่งส่งออกช่วงแรก ในช่วงหลังการส่งออกกำลังแผ่วและค่อๆดับลง เพราะโดนเก็บภาษีไปแล้ว

    2.การบริโภคภาคเอกชน ตัวเลขจากธนาคารแห่งประเทศไทย การบริโภคภาคเอกชนเดือน ก.ค.ติดลบเป็นครั้งแรกในรอบปี เป็นผลมาจากความเชื่อมั่น ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สะสมมานาน คนไม่มีรายได้ ถือเป็นเครื่องยนต์ที่เริ่มแผ่วและกำลังจะดับลงเช่นกัน

    3.การลงทุนภาคเอกชน ทุกวันนี้อัตราการใช้กำลังการผลิตไม่ถึง 60% ซึ่งเครื่องยนต์นี้ก็เตรียมดับเช่นเดียวกัน 

    และ 4.การใช้จ่ายรัฐบาล ซึ่งเครื่องยนต์นี้น้ำหนักตัวเล็ก แต่เป็นเครื่องยนต์เดียวที่มีอยู่ 

    นายเอกนิติ กล่าาว่า จากการคาดการณ์ของ 3 หน่วยงานเศรษฐกิจภาครัฐ คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยจะโตที่ 1.7% แต่ไตรมาสที่ 4 จะเหลือแค่ 0.3% แสดงว่า ใกล้ติดลบมาก 

    เครื่องยนต์วันนี้เราเห็นอยู่แล้ว ว่ากำลังจะติดหล่ม…เราจะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจจนเสียวินัยการคลังหรือ จะใช้เงินทั้งหมดหรือไม่ ผมพยายามคำนึงเรื่องนี้ตลอด แต่วันนี้คือ เครื่องยนต์เดียวที่มีอยู่ช่วยให้เราพ้นจากหล่มเศรษฐกิจ ถ้าเราไม่ใช้เครื่องยนต์นี้ อยู่เฉยๆ วันไม่แค่ติดหล่ม มันจะดิ่งเหว ความเสียหายจะเกิดขึ้นมากมาย เราจะแก้ยากขึ้นไปอีก

    ทั้งนี้ นายเอกนิติ กล่าวว่า โจทย์เศรษฐกิจของรัฐบาล มีทั้งปัญหาเฉพาะหน้าและปัญหาที่สะสมมานาน ทั้งเศรษฐกิจชะลอตัว กำลังซื้อลดลง สภาพคล่องลดลง หนี้ครัวเรือนสูง ผลิตภาพการผลิตลดลง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาได้มีการพูดคุยกับรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจเกือบทุกวัน เพื่อวางแผนแนวนโยบายเศรษฐกิจ และได้ข้อสรุปว่าจะทำด้วยแนวทาง “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” 

    การ “กระตุ้นสั้น” คือ รัฐบาลมีเวลาจำกัดแค่ 4 เดือน ต้องกระตุ้นให้ได้ผล “ได้ยาว” คือ ถ้าทำได้อย่าแค่แจกเงิน เราต้องคิดถึงศักยภาพเศรษฐกิจระยะยาว ส่วน “กระจายตัว” เราต้องให้นโยบายเศรษฐกิจของเรากระจายไปทุกพื้นที่สู่ประชาชน ดูแลผู้ประกอบการSME 

    เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยมันไม่ใช่แค่จะดับ แต่ปรากฏว่า มันเป็นรถยนต์ที่เก่าอีก คนขับรถขับไม่ค่อยเป็น เพราะทักษะที่เราใช้เป็นเทคโนโลยีเก่า เราต้องคำนึงระยะยาวในการเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ…และน้ำมันยังใกล้หมด เพราะสภาพคล่องหายไป เพราะปัญหาหนี้ครัวเรือนสะสมมานาน SME ไม่มีสภาพคล่อง

    นายเอกนิติ กล่าวว่า จากปัญหาที่กล่าวว่า แนวนโยบายของรัฐบาล จึงเน้น เรื่อง “Quick Big Win”  Quick คือ ทำสั้น ทำเร็ว ทำทันที Big คือ ต้องใหญ่พอที่ดันเครื่องยนต์ที่กำลังติดหล่มให้พ้นเหวได้ และ Win คือ ให้ประชาชน ผู้ประกอบการรายเล็ก รายย่อย ให้กระจายตัวไปทุกพื้นที่ให้ได้ประโยชน์

    นายเอกนิติ กล่าว่า นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลจะแบ่งเป็น 5 เสาหลัก และ 1 ฐานราก ประกอบด้วย 1.กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ด้วยโครงการคนละครึ่ง พลัส เพื่อช่วยค่าครองชีพของประชาชน โดยเรื่องนี้เข้าครม.ในสัปดาห์หน้า โดยรัฐบาลสมทบ 200 บาท ประชาชนสมทบ 200 บาท สามารถสะสมได้ และได้เริ่มใช้ในเดืือนต.ค.แน่นอน ส่วนพ่อค้าแม่ค้าให้เฉพาะรายเล็ก รายย่อย หาบเร่ แผงลอย และแท็กซี่ โดยกรอบงบประมาณไม่ได้มีการกู้เพิ่ม ไม่ได้ใช้เงินใหม่ ใช้กรอบงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติจากรัฐาลที่ผ่านมา แต่ใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 25,000 ล้านบาท บวกกับ งบกลาง 19,000 ล้านบาทโดยไม่ได้เสียวินัยการเงินการคลัง 

    นอกจากนี้ยังมีการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการท่องเที่ยวเมืองรอง ให้มีการลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ในการพัฒนาปรับปรุงตกแต่งโรงแรมในเมืองรองให้น่าอยู่ขึ้น

    2.ลดภาระหนี้ประชาชน เรามีงบประมาณที่ธนาคารพาณิชย์ส่งเงินเข้ากองทุนฟื้นฟูและสถาบันการเงิน ซึ่งเคยนำไปใช้ในโครงการคุณสู้เราช่วย จากเม็ดเงิน 36,000 ล้านบาท ตอนนี้เหลืออยู่ 26,000 ล้านบาท โดยจะนำส่วนนี้มาตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ร่วมกับธนาคารในการซื้อหนี้ประชาชนที่เป็นหนี้เสีย NPL ออกมา แล้วนำมาหนี้ตรงนี้มาปรับโครงสร้างหนี้ มีการยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย เพื่อให้สภาพคล่องดีขึ้น และมีสินเชื่อเพื่อคนตัวเล็ก เป็นการปล่อยสินเชื่อตามความเสี่ยง ให้สามารถกู้เงินในระบบได้

    3.เพิ่มสภาพคล่องให้ SME โดยให้บสย.มาค้ำประกัน ตอนนี้ได้เตรียมวงเงินไว้แล้วขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท และมีโครงการพี่ช่วยน้อง สามารถลดหย่อยภาษีได้ และให้ธนาคารมาช่วยสนับสนุนSME ผ่านโครงการสินเชื่อ Supply Chain รวมถึงได้เตรียมคืนภาษีให้กับSME ซึ่งมีการเตรียมเงินไว้แล้ว 1.6 แสนล้านบาท และเงินจะเข้าสู่ระบบSME ทันที

    4.เพิ่มการออมภาคประชาชน ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่มีการซื้อสลากอยู่แล้ว และเป็นคนละส่วนกับหวยเกษียณ โดยทำเรื่องสลากเพื่อการออม และพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการออม 

    5.การลงทุนเพื่ออนาคต ด้วยการreskill เพิ่มทักษะสูง จับมือกับภาคเอกชน ที่ได้การส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ และร่วมมือกับสถาบันการศึกษา เพื่อผลิตแรงงานให้ตรงกับความต้องการ และจะมีโครงการ Fast Pass ของบีโอไอ เพื่อเป็นการปลดล็อกระเบียบกติกา ทำให้เกิดการลงทุนใหม่ รวมถึง การส่งเสริมพลังงานสะอาด

    ทั้งนี้ นายเอกนิติ ยืนยันว่า กระทรวงจะรักษาวินัยเสถียรภาพการคลัง โดยในเดือนพ.ย.จะมีการกรอบวินัยทางการคลังระยะปานกลาง เพื่อสร้างความมั่นใจให้เรทติ้งเอเจนซี่ ว่า เรามีแผนชัดเจน  โปร่งใส เปิดเผยข้อมูลมากขึ้น และมีธรรมาภิบาลของระบบการคลัง 

    และมีเป้าหมายที่ชัด คือ ทำให้หนี้ครัวเรือนลดลงต่ำกว่า 87.4% ของจีดีพี และมีสภาพคล่อง SME เพิ่มขึ้น ประชาชนมีช่องทางการออมระยะยาวมากขึ้น รวมถึง เงินลงทุนเพื่ออนาคตเข้ามากขึ้น

    เป้าหมายเราชัด จะต้องเอารถยนต์ของเราขึ้นจากหล่มให้ได้ ไม่ให้ตกเหว จีดีพีไตรมาส 4 ที่คาดการณ์ไว้ 0.3%  เราต้องทำให้ดีกว่า 0.3% นี้คือ เป้าหมายที่ชัด

    นายเอกนิติ ย้ำว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทย ไม่ใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่งแต่ทุกคนต้องช่วยกันทำให้รถยนต์เศรษฐกิจฟื้นจากหล่ม ไม่ตกเหว อย่างน้อยใน 4 เดือน ฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ ไม่ให้ติดหล่ม ช่วยประชาชนและSMEที่เดือดร้อนได้ และเพิ่มขีดความสามารถในระยะยาวได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/258181&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zq_GXwwEzLU9DGYZ_2lAr

  • รัฐมนตรีคลังเปิดนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ ด้วยหลักการ Big Quick Win เป้าหมายพา GDP โตเกิน 0.3% ในไตรมาส 4

    รัฐมนตรีคลังเปิดนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ ด้วยหลักการ Big Quick Win เป้าหมายพา GDP โตเกิน 0.3% ในไตรมาส 4

    วันนี้ (30 กันยายน 2568) ณ อาคารรัฐสภา เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แถลงนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล

    เอกนิติระบุว่า รัฐสภาให้ข้อคิดเห็นมากมาย โดยชื่นชมคำเปรียบเปรยของฝ่ายค้านที่มองว่า เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือนรถยนต์ที่เติบโตช้ากว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในฐานะนักเศรษฐศาสตร์ก็มองในทิศทางเดียวกัน และเห็นว่าประเทศไทยเหมือนรถยนต์ที่กำลังวิ่งลงเหว

    โดยชี้ว่า การส่งออก การบริโภค และการลงทุนจากภาคเอกชน เปรียบเสมือนเครื่องยนต์ที่กำลังจะดับหรือดับไปแล้ว เนื่องจากอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยในปีนี้มีการคาดการณ์ว่า จะโตร้อยละ 1.7 ในไตรมาส 3 อาจจะโตเพียงร้อยละ 0.3 ในไตรมาส 4 ฉะนั้นจึงเหลือเพียงการใช้จ่ายของภาครัฐที่เป็นเครื่องยนต์ตัวสุดท้ายที่ยังคงทำงานอยู่

    สำหรับการแก้ปัญหาดังกล่าว เอกนิติระบุว่า จะใช้หลักคิด ‘กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว’ ผ่านนโยบาย Big Quick Win ซึ่งเป็นการลงมือทำอย่างรวดเร็วเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งใหญ่ และให้ประชาชนกับผู้ประกอบการได้รับประโยชน์อย่างทั่วถึง ประกอบด้วย 5 เสาหลัก และ 1 ฐานรากที่แข็งแกร่ง

    เสาหลักที่ 1 คือการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว นำร่องด้วยโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ ที่รัฐบาลจะร่วมจ่ายค่าครองชีพให้ประชาชนครึ่งหนึ่ง โดยมุ่งเป้าไปที่ผู้ประกอบการรายย่อยและประชาชนทั่วไป สำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษีจะได้รับวงเงิน 2,400 บาท ขณะที่ผู้ที่ยังไม่อยู่ในระบบจะได้รับ 2,000 บาท เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองรอง โดยผู้ประกอบการโรงแรมในเมืองรองสามารถนำค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและปรับปรุงโรงแรมมาหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 2 เท่า

    เสาหลักที่ 2 คือลดภาระหนี้สินภาคประชาชน จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์เพื่อรับซื้อหนี้ของประชาชนมาปรับปรุงโครงสร้าง ลดภาระดอกเบี้ย เพื่อให้ประชาชนหายใจได้คล่องขึ้น พร้อมทั้งช่วยเหลือประชาชนกลุ่มอื่นๆ เพื่อป้องกันการเข้าสู่วงจรหนี้นอกระบบ

    เสาหลักที่ 3 คือเพิ่มสภาพคล่องให้ SMEs ใช้กลไกของบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อ โดยเตรียมวงเงินไว้ขั้นต่ำ 5 หมื่นล้านบาท พร้อมดำเนินโครงการ ‘พี่ช่วยน้อง’ ที่ให้ผู้ประกอบการรายใหญ่สามารถนำค่าใช้จ่ายในการช่วยเหลือรายย่อยมาหักลดหย่อนภาษีได้ นอกจากนี้กรมสรรพากรจะเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการ SMEs วงเงินรวม 1.6 แสนล้านบาท เพื่อให้เงินเข้าสู่ระบบโดยเร็วที่สุด

    เสาหลักที่ 4 คือเพิ่มการออมของประชาชน จะมีการปรับรูปแบบการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยเงินส่วนหนึ่งจากการซื้อสลากในแต่ละงวดจะจัดสรรเข้าบัญชีเงินออมของประชาชนโดยอัตโนมัติ ซึ่งต้องถือครองไว้เป็นเวลา 5 ปี จึงจะสามารถนำออกมาใช้ได้ นอกจากนี้จะเพิ่มโอกาสให้รายย่อยสามารถเข้าถึงการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ และผู้สูงอายุที่ออมเงินจะได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น

    เสาหลักที่ 5 คือการลงทุนเพื่ออนาคตและเพิ่มทักษะแรงงาน โดยร่วมมือกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อเชื่อมโยงภาคธุรกิจที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนกับสถาบันการศึกษา ในการผลิตแรงงานที่มีทักษะตรงตามความต้องการของตลาด พร้อมกันนี้จะปลดล็อกโครงการที่ได้รับอนุมัติ BOI ไปแล้วในช่วงปี 2566-2567 แต่ยังติดขัดเรื่องสาธารณูปโภคและแรงงาน ซึ่งมีเม็ดเงินคงค้างอยู่ 4.7 แสนล้านบาท ผ่านนโยบาย Fast Pass เพื่อเร่งรัดกระบวนการอนุมัติต่างๆ ให้เงินลงทุนกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจภายใน 4 เดือน

    เอกนิติเน้นย้ำว่า เสาทั้ง 5 หลักจะตั้งอยู่ไม่ได้หากไม่มีฐานรากที่เข้มแข็ง นั่นคือ การรักษาวินัยและเสถียรภาพทางการคลัง โดยในเดือนพฤศจิกายนนี้ กระทรวงการคลังจะจัดทำกรอบวินัยการคลังระยะปานกลาง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนและสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ว่ารัฐบาลมีแผนการคลังที่ชัดเจน โปร่งใส และมีธรรมาภิบาล

    “ผมไม่ได้ใช้เงินใหม่ แต่ใช้กรอบงบประมาณที่ได้รับอนุมัติโดยรัฐบาลที่แล้ว ไม่ได้กู้เพิ่ม แต่ใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ 2.5 หมื่นล้านบาท บวกกับ 9,000 ล้านบาทจากงบกลาง ซึ่งทั้งหมดอยู่ในกรอบงบประมาณที่รัฐสภาอนุมัติแล้ว” เอกนิติกล่าว

    รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังทิ้งท้ายว่า เป้าหมายที่ชัดเจนคือการทำให้เศรษฐกิจของประเทศไม่ติดหล่ม โดยอัตราการเติบโตของ GDP จะต้องสูงกว่าร้อยละ 0.3 ที่คาดการณ์ไว้ พร้อมกับลดระดับหนี้ครัวเรือน และเพิ่มสภาพคล่องทางการเงินในระบบเศรษฐกิจให้มากขึ้น

    Tags: , , ,

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://themomentum.co/report-ministry-of-finance-policy-statement/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw263skLp0DHdWlgmfnzlF7F