Blog

  • สหรัฐจ่อ ‘หยุดเผยแพร่’ ข้อมูลศก. หาก ‘ชัตดาวน์รัฐบาล’ เกิดขึ้น

    สหรัฐจ่อ ‘หยุดเผยแพร่’ ข้อมูลศก. หาก ‘ชัตดาวน์รัฐบาล’ เกิดขึ้น

    ต่างประเทศ

    สหรัฐจ่อ ‘หยุดเผยแพร่’ ข้อมูลศก. หาก ‘ชัตดาวน์รัฐบาล’ เกิดขึ้น

    สหรัฐเตรียม ‘หยุดเผยแพร่’ ข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ หากเกิด ‘ชัตดาวน์รัฐบาล’ จากข้อขัดแย้งงบประมาณ กระทบรายงานการจ้างงาน ข้อมูลการก่อสร้าง การค้า ไปจนถึงบทวิเคราะห์เศรษฐกิจ

    สำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่า จากความเสี่ยงที่รัฐบาลสหรัฐจะปิดทำการบางส่วน (Government Shutdown) อันเนื่องจากความขัดแย้งด้านงบประมาณ กระทรวงแรงงานและกระทรวงพาณิชย์ของสหรัฐระบุว่า หากเกิดขึ้นจริง หน่วยงานสถิติของตนจะ “หยุดเผยแพร่” ข้อมูลเศรษฐกิจ รวมไปถึงรายงานการจ้างงานประจำเดือนกันยายนที่ทั่วโลกจับตา การใช้จ่ายด้านการก่อสร้าง และอาจรวมถึงข้อมูลการค้าระหว่างประเทศประจำเดือนสิงหาคมด้วย

    ทั้งนี้ รายงานการจ้างงาน มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ภาคธุรกิจ นักลงทุน และครัวเรือน ซึ่งมีกำหนดเผยแพร่ในวันศุกร์ 

    ขณะที่งบประมาณของรัฐบาลจะหมดอายุในเวลาเที่ยงคืนของวันอังคาร (30 ก.ย.) หากพรรครีพับลิกันและพรรคเดโมแครตไม่สามารถตกลงกันได้ในงบประมาณนาทีสุดท้าย

    กระทรวงแรงงานของสหรัฐระบุว่า สำนักงานสถิติแรงงานจะต้องหยุดดำเนินการ หากงบประมาณสะดุดลง 

    ในทำนองเดียวกัน กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า ตัวชี้วัดเศรษฐกิจรายเดือนจากสำนักสำรวจสำมะโนประชากรสหรัฐจะไม่ถูกเผยแพร่ หากรัฐบาลต้องปิดทำการ 

    ส่วนสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ (Bureau of Economic Analysis) ของกระทรวง จะต้องหยุดให้บริการเกือบทั้งหมด

    สำนักสำมะโนประชากรสหรัฐมีกำหนดเผยแพร่ข้อมูลการใช้จ่ายด้านการก่อสร้างประจำเดือนสิงหาคมในวันพุธ และข้อมูลการจัดส่ง สินค้าคงคลัง และคำสั่งซื้อของภาคการผลิตประจำเดือนสิงหาคมในวันพฤหัสบดี

    ทั้งสองหน่วยงานยังมีกำหนดเผยแพร่ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศด้านสินค้าและบริการประจำเดือนสิงหาคมในวันที่ 7 ตุลาคม โดยการปิดทำการของรัฐบาลที่ยืดเยื้อ อาจส่งผลกระทบต่อการประเมินครั้งแรกของสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจ (BEA) เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 3 ซึ่งจะออกในวันที่ 30 ตุลาคม

    สำนักงานสถิติแรงงานยังระบุด้วยว่า หากการปิดทำการยืดเยื้อ อาจทำให้การเผยแพร่ข้อมูลอื่น ๆ ล่าช้าออกไป

    นอกจากนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา สำนักงานสถิติแรงงานต้องเผชิญกับ “ปัญหาการขาดงบประมาณ” ไม่ว่าจะอยู่ภายใต้การบริหารของพรรครีพับลิกันหรือเดโมแครตก็ตาม สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายลงจากการปลดพนักงานจำนวนมาก การลาออกโดยสมัครใจ การเกษียณก่อนกำหนด และการแช่แข็งการจ้างงาน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญที่ไม่เคยมีมาก่อนของรัฐบาลทรัมป์ ที่มุ่งลดขนาดหน่วยงานของรัฐลงอย่างรุนแรง

    สำนักงานสถิติแรงงานเตือนว่า “การลดคุณภาพของข้อมูลที่เก็บรวบรวม อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพของการประมาณการในอนาคต”

    ไม่เพียงเท่านั้น อัตราการตอบแบบสอบถามสำหรับรายงานการจ้างงานก็ลดลง และหน่วยงานยังได้ระงับการเก็บข้อมูลบางส่วนที่ใช้จัดทำดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ในบางพื้นที่ทั่วประเทศ

    หากรายงาน CPI ประจำเดือนกันยายนล่าช้า อาจทำให้สำนักงานประกันสังคม ไม่สามารถประกาศการปรับค่าครองชีพประจำปีได้ ซึ่งผู้เกษียณอายุจำเป็นต้องใช้ข้อมูลดังกล่าวในการวางแผนงบประมาณชีวิต

    อ้างอิง: reuters

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/world/1201005&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw044GV3tRGIok8VNk9GHS-L

  • งานหนักรัฐบาล 4 เดือน: ภาษีทรัมป์ออกฤทธิ์ ฉุดเศรษฐกิจไทย

    งานหนักรัฐบาล 4 เดือน: ภาษีทรัมป์ออกฤทธิ์ ฉุดเศรษฐกิจไทย

    ThaiPBS Icon©2024 องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://policywatch.thaipbs.or.th/article/investment-91&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0CIjKs37WlL0CAmswmvTUa

  • “รมว.คลัง” เปิดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชื่อ 4 เดือนเศรษฐกิจระยะสั้นฟื้น

    “รมว.คลัง” เปิดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเชื่อ 4 เดือนเศรษฐกิจระยะสั้นฟื้น

    30 กันยายน 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาในระหว่างการอภิปรายนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นว่า ในระยะ 4 เดือนต่อจากนี้ รัฐบาลได้วางแผนกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นแต่ได้ผลระยะยาว และกระจายตัว ด้วยการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัส บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สนับสนุนท่องเที่ยวเมืองรองให้ผู้ประกอบการโรงแรม นำค่าตกแต่งโรงแรม มาลดหย่อนภาษีได้ ไปพร้อม ๆ กับการขยายตลาดส่งออก,

    มุ่งลดภาระหนี้ให้กับประชาชน ด้วยการแก้หนี้รายละไม่เกิน 100,000 บาท พร้อมกับโครงการสินเชื่อเพื่อคนตัวเล็ก, การเสริมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการรายย่อยด้วยการเสริมสภาพคล่อง รายละไม่เกิน 1,000,000 บาท ให้สินเชื่อ Supply Chin พร้อมลดหย่อยภาษีประชาชน รวมทั้งการคืนภาษีให้กับผู้ประกอบการ,

    โครงการเพิ่มการออมของประชาชนผ่านการจำหน่ายสลากเพื่อการออม และพันธบัตรรัฐบาลเพื่อการออม  และมาตรการสุดท้ายเป็นการลงทุน เพื่ออนาคต ผ่านการเสริมสร้างทักษะระดับสูง ปลดล็อกลงทุนไฟฟ้า Fast Pass และโครงการต่าง ๆ ของ BOI ซึ่งจะลดกระบวนการ ระเบียบ และกติกาต่าง ๆ และที่สำคัญจะมีการส่งเสริมพลังงานสะอาด 

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คาดหวังว่า มาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ จะทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัว หนี้ครัวเรือนลดลง ดึงดูดการลงทุนและที่สำคัญ สามารถรักษาเสถียรภาพทางการเงินการคลังได้ โดยตัวชี้วัดในมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ ขอให้รอดู GDP ในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ ที่จะขยายตัวได้มากกว่า 0.3% ส่วนหนี้ครัวเรือนลดลงต่ำกว่า 87.4% ของ GDP และธุรกิจ SMEs มีสภาพคล่องทางการเงิน ประชาชนมีเงินออมมากขึ้น ควบคู่ไปกับเงินลงทุนเพื่ออนาคต เข้ามาเพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย   

    รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชื่อว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ใช้ปัญหาของใครคนใดคนหนึ่ง ในการช่วยกัน พาเศรษฐกิจไทยฟื้นจากหล่มที่ติดอยู่ มั่นใจว่า หากร่วมแรงร่วมใจกันอย่างน้อย 4 เดือน จะฟื้นเศรษฐกิจระยะสั้นได้ ซึ่งแม้จะทำได้ไม่มาก แต่ก็ต้องเริ่มทำทันที

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/politic/378967465&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw34aeV-zKGcTBTujtFZXAL9

  • “อนุทิน” มองควรยกเลิก MOU กัมพูชา หากไทยไม่ได้ประโยชน์

    “อนุทิน” มองควรยกเลิก MOU กัมพูชา หากไทยไม่ได้ประโยชน์

    กรณีนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการเตรียมทำประชามติในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งหน้า โดยใช้บัตร 4 ใบคือ บัตรเลือก สส.เขต, สส.บัญชีรายชื่อ, ประชามติรัฐธรรมนูญใหม่ และประชามติยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชา

    วันนี้ (30 ก.ย.2568) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ระบุว่า เรื่องนี้ต้องเร่งทำความเข้าใจให้ประชาชนรับทราบ ซึ่งก่อนหน้านี้เคยมีการทำประชามติหลายครั้ง โดยรัฐบาลจะประสานงานและหาความร่วมมือกับทุกฝ่าย เช่น คณะกรรมการการเลือกตั้ง และกระทรวงมหาดไทย ที่จะเร่งทำความเข้าใจและความคุ้นเคยให้กับประชาชน เพื่อใช้สิทธิให้ถูกต้องตามบัตรลงคะแนน

    ส่วนที่มีความกังวลว่าประชาชนจะสับสนเนื่องจากมีบัตรเลือกตั้งหลายใบในคราวเดียว นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นการคาดการณ์ของนายบวรศักดิ์ เพราะการลงคะแนนต้องใช้งบประมาณ 5,000-6,000 ล้านบาทต่อครั้ง ดังนั้นเพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณจึงทำในคราวเดียว และที่สำคัญต้องไม่ดูถูกประชาชนที่จะสามารถทำความเข้าใจได้จากการใช้สื่อประชาสัมพันธ์ต่างๆ ว่าจะต้องลงคะแนนอย่างไร

    “อนุทิน” ยันให้เกียรติ ปชช.ทำประชามติ MOU ไม่ใช่โยนภาระ

    นายอนุทิน ยังระบุถึงการพิจารณาทบทวนยกเลิก MOU ไทย-กัมพูชา ว่า ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษา MOU 2543-2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา สภาผู้แทนราษฎร ต้องรอผลการศึกษาก่อน และหากผลออกมามีความชัดเจนว่าไม่ต้องศึกษา ก็อาจจะยกเลิก MOU ได้โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.)

    การทำประชามติเรื่องนี้ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ใช่การโยนภาระให้ประชาชน แต่เป็นการให้เกียรติประชาชน เพราะเรื่องนี้อาจมีความแตกต่างทางความคิดและความสนใจที่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยและความมั่นคงของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่ทอดยาวมานาน จึงอยากสอบถามประชาชน

    นายกฯ ย้ำว่า หากผลการศึกษาออกมาแล้วว่า MOU ไม่ได้ประโยชน์กับประเทศไทย ทำให้ประเทศไม่ได้เปรียบ ก็ต้องเลือกประเทศก่อน ซึ่งคณะรัฐมนตรีสามารถเลิกได้ ซึ่งส่วนตัวมองว่าควรจะเลิก แต่ทั้งนี้ต้องดูบริบทของ MOU 43-44 ว่ามีข้อกำหนดอย่างไร เพราะ MOU ทั้ง 2 ฉบับผ่านมานานแล้ว หากประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์ก็ไม่ควรจะเก็บไว้ และตามปกติ MOU ไม่ได้มีความผูกพันเท่ากับ MOA หรือสัญญา

    “MOU เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจ หากไม่เข้าใจกันเมื่อไหร่ก็สามารถเลิกได้ จึงต้องรับฟังผู้รู้ในการพิจารณา พร้อมย้ำว่าการตัดสินใจในเรื่องนี้เป็นเรื่องของ ครม.สามารถ ตัดสินใจได้ ไม่ต้องรอถามความเห็นฝ่ายความมั่นคง” นายอนุทิน กล่าว

    อ่านข่าว

    วันที่ 2 แถลงนโยบาย “อนุทิน” ฝ่ายค้านเหลือเวลาเกือบ 4 ชม.

    ทร.ยันรื้อฐานทหารกัมพูชาแล้ว กดดันรื้อเพิ่มกาสิโนล้ำที่บ้านท่าเส้น

    กัมพูชายันไม่มีคอลเซนเตอร์ แต่หลักฐานไทยชี้ 59 จุดยังลอยนวล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357075&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0OJVmIItKYCsVNVxS0lHsV

  • “วิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านม่วงคำ”ยกระดับความยั่งยืนสู่ชุมชน | เดลินิวส์

    “วิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านม่วงคำ”ยกระดับความยั่งยืนสู่ชุมชน | เดลินิวส์

    นางสุจารีย์ พิชา ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 1 เชียงใหม่ (สศท.1) จากการลงพื้นที่วิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านม่วงคำ เพื่อศึกษารูปแบบและจัดทำแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตร ของนางณัฎฐ์จรรษ์ ไชยราษฎร์ ประธานวิสาหกิจฯ พบว่า บ้านม่วงคำเป็นชุมชนเก่าแก่กว่า 200 ปี มีรากฐานการทำเกษตรแบบดั้งเดิมและวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง โดยในปี 2550 ได้เริ่มต้นทำฟาร์มวนเกษตรและก่อตั้งโป่งแยงฟาร์ม และต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงเกษตรร่วมกับชุมชน ก่อนจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนอย่างเป็นทางการในปี 2562 ปัจจุบันวิสาหกิจฯ มีสมาชิก 30 ราย พื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์แบบผสมผสานรวมกว่า 30 ไร่ผลิตพืชผักและไม้ผล เช่น คะน้า เคล มะเขือเทศ แมคคาเดเมีย และอะโวคาโด ผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์แบบมีส่วนร่วม (PGS)

    ด้านสถานการณ์ผลิตและตลาดสินค้าอินทรีย์ของวิสาหกิจฯ พบว่า เกษตรกรจะปลูกไม้ผลและพืชผักอินทรีย์สับเปลี่ยนหมุนเวียนตลอดปี ทำให้มีผลผลิตออกสู่ตลาดทุกเดือนประมาณ 2,000 กิโลกรัม/เดือน ราคาจำหน่ายอยู่ระหว่าง 50 – 100 บาท/กิโลกรัม สำหรับช่องทางการจำหน่ายสินค้า แบ่งเป็น ธุรกิจโรงแรมและร้านอาหารในพื้นที่ ร้อยละ 30 , ลูกค้าประจำทั้งขายปลีกขายส่ง ร้อยละ 40 , การออกบูธ ร้อยละ 15 และนำไปประกอบอาหารให้กับนักท่องเที่ยว ร้อยละ 15 ซึ่งจากการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ทำให้เกษตรกรสมาชิกมีรายได้เฉลี่ย 13,000 บาท/เดือน

    วิสาหกิจฯ ดำเนินกิจกรรมตามแนวทางการพัฒนาเกษตรอินทรีย์ โดยพัฒนาพื้นที่เป็นโฮมสเตย์ที่ได้รับมาตรฐานโฮมสเตย์อาเซียน (ASEAN Homestay Standard) โดยส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบมีส่วนร่วม สร้างรายได้ให้คนในชุมชนผ่านการถ่ายทอดวิถีชีวิต วัฒนธรรม และองค์ความรู้ด้านการเกษตร การท่องเที่ยวในพื้นที่ดำเนินตามแนวคิด “การท่องเที่ยวแบบคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Travel)  และ Zero Waste” โดยเน้นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและขยะให้เหลือน้อยที่สุด หรือเป็นศูนย์ เช่น การท่องเที่ยวโดยใช้รถโดยสารของชุมชน การรับประทานอาหารจากผลผลิตอินทรีย์ การใช้พลังงานสะอาดในที่พัก และการแปรรูปของเสียจากอาหารเป็นปุ๋ยหมัก โดยมีโป่งแยงฟาร์มเป็นศูนย์กลางกิจกรรมและแหล่งเรียนรู้ด้านวนเกษตรอินทรีย์

    สำหรับโปรแกรมการท่องเที่ยวมี 2 รูปแบบ ได้แก่ โปรแกรมครึ่งวัน ราคา 750 บาท/ราย และโปรแกรม 2 วัน 1 คืน ราคา 1,800 บาท/ราย นักท่องเที่ยวจะได้ร่วมกิจกรรม Workshop และการถ่ายทอดความรู้ อาทิ ชมแปลงผักอินทรีย์ ชมศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง ร่วมทำอาหารจากผลผลิตอินทรีย์ ร้อยสร้อยจากลูกแมคคาเดเมีย จักสาน และทำเทียนไหว้พระจากขี้ผึ้งธรรมชาติ ซึ่งในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวประมาณ 2,000 คน เข้าร่วมกิจกรรม เรียนรู้วิถีเกษตรอินทรีย์ แวะเที่ยวคาเฟ่ หรือ แวะพักที่โฮมสเตย์ในช่วงที่มีการจัดงานคอนเสิร์ต ทั้งนี้ รายได้รวมจากการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์ การท่องเที่ยววิถีเกษตร รวมถึงการจ้างงานในชุมชน สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในชุมชนไม่ต่ำกว่า 6.1 ล้านบาท/ปี

    อย่างไรก็ตาม เพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ควรมีการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง โดยใช้ Soft Power และ Storytelling ถ่ายทอดอัตลักษณ์ชุมชนผ่านช่องทางต่าง ๆ พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวของ ททท. ที่มุ่งสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวเชิงคุณค่าและความยั่งยืน แนวทางดังกล่าวจะช่วยเปิดโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับรายได้ให้เกษตรกรและชุมชน พร้อมทั้งรักษาสมดุลของธรรมชาติและวิถีชีวิตท้องถิ่นอย่างยั่งยืนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นางณัฎฐ์จรรษ์ ไชยราษฎร์ ประธานวิสาหกิจชุมชนการท่องเที่ยวเชิงเกษตรบ้านม่วงคำ โทร 09 5691 0707 Facebook : Muang Kham Zero Waste และ Pong Yang Farm หรือ สอบถามข้อมูลผลการศึกษา ได้ที่ สศท.1 โทร 053 121 318 หรืออีเมล [email protected]     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5159360/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1McOP1kbfnfrCeSUPf7yvh

  • “จีน” เปิดแลนด์มาร์คใหม่ในกุ้ยโจว “สะพานหุบเขาฮัวเจียง”

    “จีน” เปิดแลนด์มาร์คใหม่ในกุ้ยโจว “สะพานหุบเขาฮัวเจียง”

    “จีน” เปิดแลนด์มาร์คใหม่ในกุ้ยโจว “สะพานหุบเขาฮัวเจียง”

    ถ้าซานฟานซิสโกของสหรัฐอเมริกามี “โกลเดนเกต” (Golden Gate Bridge)

    ใน “กุ้ยโจว” ของจีน ก็กำลังจะมี “สะพานหุบเขาฮัวเจียง” (Hua Jiang Xia Gu Da Qiao)

    และนี่กำลังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวแลนด์มาร์คแห่งใหม่ใน “มณฑลกุ้ยโจว” สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่เปิดให้บริการแล้ว เมื่อ 28 กันยายนที่ผ่านมา และจะเป็นสะพานภูเขาที่ยาวที่สุด และเป็นสะพานภูเขาที่สูงที่สุดในโลกด้วย นับได้ว่า จะเป็นสะพานอันดับหนึ่งของโลก ทั้งแนวนอน และแนวตั้ง ด้วยความสูงเหนือระดับน้ำทะเล 625 เมตร และช่วงสะพานข้ามสองฝั่ง 1,420 เมตร จึงถือเป็นช่วงสะพานข้ามภูเขาที่ยาวที่สุดในโลก และถือเป็นสะพานที่สูงและความกว้างอันดับหนึ่ง

    โดยสะพานแห่งนี้ ได้ใช้เวลาในการสร้างเพียง 3 ปีเท่านั้น และยังประสบความสำเร็จทางเทคโนโลยีหลายประการ ทั้งการออกแบบเพื่อต้านลมแรง และการก่อสร้างในที่สูง ที่เป็นต้นแบบการก่อสร้างสะพานในภูเขาในทั่วโลก โดยได้รับสิทธิบัตรเทคโนโลยีหลายด้านในมาตรฐานการก่อสร้างสะพานระดับชาติ

    “สะพานหุบเขาฮัวเจียง” อยู่ในมณฑลกุ้ยโจว เมืองอันชุ่น (AnShun) ซึ่งในกุ้ยโจว ลักษณะภูมิประเทศส่วนใหญ่จะเป็นภูเขา ดังนั้น สะพานในหลาย ๆ แห่ง จะเชื่อมระหว่างภูเขา กับภูเขา และเน้นไปในการคมนาคม แต่สะพาน “สะพานหุบเขาฮัวเจียง” แห่งนี้จะเป็น “สะพานครบวงจรแห่งแรกของจีน” ที่นอกจาก จะใช้ประโยชน์เพื่อการคมนาคมแล้ว ยังจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้วย

    ด้วยภูมิประเทศรอบ ๆ สะพานฮัวเจียง ที่มีภูเขาล้อมรอบมีความสวยงาม ดังนั้น บนสะพานแห่งนี้ จึงได้จัดชุดโปรแกรมการท่องเที่ยวที่ผสมผสาน ทั้งการเดินสะพานชมทิวทัศน์ธรรมชาติที่สวยงาม, ชมวิวทิวทัศน์มุมสูงจากคาเฟ่ที่ตั้งอยู่บนยอดสะพาน Clound top Cafe แบบ 360 องศา, มีกิจกรรมการกระโดดบันจี้จั้มพ์, การปีนผา, การชมม่านน้ำขนาดยักษ์ความยาว 300 เมตรที่ตั้งกลางสะพาน ติดตั้งด้วยระบบเลเซอร์ที่มีความแม่นยำสูง รวมถึงวัฒนธรรมที่มีความเชื่อมโยงทางด้านธรณีวิทยา ที่มีการค้นพบฟอสซิวในยุคไทรแอสซิก และยังจะมีโรงแรมสำหรับบริการนักท่องเที่ยวกว่า 80 ห้องด้วย ซึ่งในโรงแรมก็จะมีสระว่ายน้ำ ฟิตเนส ห้องประชุม ร้านอาคารแบรนด์ต่าง ๆ

    จึงนับได้ว่า “สะพานหุบเขาฮัวเจียง” แห่งนี้ จะเป็นสะพานครบวงจร ที่ผสมผสานระหว่างสะพานเพื่อชมวิวทิวทัศน์ ทัศนียภาพที่สวยงาม และสะพานเพื่อการท่องเที่ยว และการกีฬาในประเทศจีน และจะเป็นสะพานที่เปิดประตูสู่การท่องเที่ยวทางตอนใต้ของกุ้ยโจวอันดับ 1 และจะเป็นต้นแบบของการท่องเที่ยวแบบบูรณาการอันดับ 1 ของประเทศจีนด้วย

    คัชฑาพงศ์ ลีลาพงศ์ฤทธิ์ :: รายงานจากมณฑลกุ้ยโจว สาธารณรัฐประชาชนจีน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/foreign/378967438&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2h2DH5BZqtZogv7BoqyY6s

  • ดัชนี MPI ส.ค. หดตัว 4.19%YoY รับบาทแข็ง-ท่องเที่ยวชะลอ-พิพาทชายแดนกดดัน : อินโฟเควสท์

    ดัชนี MPI ส.ค. หดตัว 4.19%YoY รับบาทแข็ง-ท่องเที่ยวชะลอ-พิพาทชายแดนกดดัน : อินโฟเควสท์

    นายภาสกร ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน ส.ค.68 อยู่ที่ระดับ 92.13 หดตัว 4.198% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านอัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) เดือน ส.ค.68 อยู่ที่ 57.19%

    “ดัชนีฯ เดือนสิงหาคมรับแรงกดดันจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นส่งผลให้ต้นทุนสินค้าส่งออกสูง กระทบความสามารถทางการแข่งขันด้านราคา อุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงหดตัว หลังผู้ผลิตรายใหญ่หยุดการผลิตชั่วคราวเพื่อปรับเปลี่ยนสายการผลิตไปติดตั้งใหม่ที่โรงงานอีกแห่งในประเทศ โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่หยุดซ่อมบำรุงประจำปี และนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว” นายภาสกร กล่าว

    ปัจจัยกดดัน ได้แก่

    • เงินบาทแข็งค่าในช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค.68 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าส่งออกของไทยสูงขึ้น กระทบความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออกเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีราคาใกล้เคียงกัน
    • อุตสาหกรรมยานยนต์หดตัว โดยในเดือน ส.ค.68 ดัชนีการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ (MPI) หดตัว 8.09% เมื่อเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน สาเหตุมาจากการผลิตเพื่อการส่งออกที่ลดลงและกำลังซื้อในประเทศยังไม่ฟื้นตัว
    • ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน ส.ค.68 ปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 86.4 ปรับตัวลดลงจาก 86.6 ในเดือน ก.ค.68 จากข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค ความไม่ชัดเจนของอัตราภาษีสหรัฐฯ
    • นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศชะลอตัว ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อาหารแช่แข็ง ไส้กรอก กระเดินทาง รองเท้ากีฬา และเครื่องดื่มที่มีแอลกอออล์ เป็นต้น

    ปัจจัยสนับสนุน ได้แก่

    • การค้าระหว่างประเทศขยายตัวต่อเนื่อง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 11.2% และการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ) ขยายตัว 7.9%
    • การลงทนภาคเอกชนมีสัญญาณฟื้นตัวในเดือน ส.ค.68 ไทยมีทุนจดทะเบียนรวม 23,189 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.38% จากปีก่อน ขณะที่ BOI อนุมัติโครงการใหม่ 4 โครงการ โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยชั้นสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์ข้อมูล
    • มาตรการรัฐบาล คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโนบายจาก 1.75% เหลือ 1.50% เพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนในภาคเอกชน

    อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีฯ ได้แก่

    • เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 22.74% จากเหล็กแผ่นรีดร้อน ท่อเหล็กกล้า และเหล็กเส้นข้ออ้อย เป็นหลัก จากฐานต่ำในปีก่อนของผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นรีดร้อนที่มีผู้ผลิตบางรายหยุดซ่อมบำรุง สำหรับท่อเหล็กกล้า ผู้ผลิตขยายตลาดในประเทศและหาลูกค้าใหม่ ส่วนเหล็กเส้นข้ออ้อย ตลาดขยายตัวมากกว่าปีก่อนที่คำสั่งซื้อมีอย่างจำกัด
    • คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 19.14% จาก Hard Disk Drive เป็นหลัก ตามการขยายตัวของระบบ AI ระบบคลาวด์ และ Data Center ส่งผลให้มีความต้องการใช้อุปกรณ์จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
    • ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.42% จาก PCBA และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เป็นหลัก ตามการขยายตัวของตลาดอิเล็กทรอนิกส์โลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

    อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีฯ ได้แก่

    • ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.98% จากน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเบนซิน 91 และน้ำมันเบนซิน 95 เป็นหลัก จากผู้ผลิตบางรายหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นครั้งใหญ่
    • ยานยนต์ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.09% จากรถบรรทุกปิคอัพ รถยนต์ไฮบริดไม่เกิน 1,800 ซีซี รถยนต์นั่งขนาดเล็ก และรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ เป็นหลัก จากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเนื่องจากอยู่ระหว่างปรับเปลี่ยนสายการผลิตไปติดตั้งใหม่ที่โรงงานอีกแห่งในประเทศ
    • เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำแร่และน้ำดื่มบรรจุขวดประเภทอื่นๆ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11.58% จากเครื่องดื่มรสผลไม้ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง และเครื่องดื่มกาแฟสำเร็จรูป เป็นหลัก จากปัญหาการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา และจากปัญหาเรื่องการใช้เครื่องหมายการค้าของผู้ผลิตบางรายทำให้ยังไม่สามารถผลิตสินค้าได้

    แนวโน้มเดือนก.ย. ทรงตัว

    ด้านระบบการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทยเดือน ก.ย.68 “ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง” โดยปัจจัยภายในประเทศโดยรวมส่งสัญญาณปกติจากการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์

    ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนของไทย ส่งสัญญาณเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น

    ดัชนีปริมาณสินค้านำเข้า ส่งสัญญาณปกติ

    ดัชนีความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อและดัชนีราคาส่งออก ส่งสัญญาณขยายตัว ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศภาพรวมส่งสัญญาณเฝ้าระวังต่อเนื่องจากภาคการผลิตที่ยังคงซบเซา และคำสั่งซื้อใหม่ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตามจากการส่งออกสินค้าทุนและสินค้าเกษตรที่เติบโตต่อเนื่อง ทำให้ส่งสัญญาณเฝ้าระวังลดลง

    “ดัชนีฯ เดือนกันยายนมีแนวโน้มทรงตัว เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมยังสอดคล้องกับเดือนสิงหาค …จะพิจารณาปรับเป้าดัชนีฯ เดือนพฤศจิกายน ซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากเดิม” นายภาสกร กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/533302&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R1PMzvzj_yQGTlyHHtJKP

  • รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป คว้ารางวัลใหญ่จาก Trip.com ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริการระดับโลก

    รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป คว้ารางวัลใหญ่จาก Trip.com ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริการระดับโลก

    รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป คว้ารางวัลใหญ่จาก Trip.com ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริการระดับโลก

    รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป มีความยินดีที่จะประกาศว่าโรงแรมระดับ 5 ดาวทั้ง 4 แห่งได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในโรงแรมชั้นนำของพัทยา ในรางวัล Trip.Best ประจำปี 2568 จาก Trip.com แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวออนไลน์ชั้นนำระดับโลก การได้รับรางวัลอันทรงเกียรตินี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของรอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป ในการมอบบริการที่ยอดเยี่ยมตามมาตรฐานสากล พร้อมสร้างประสบการณ์อันน่าจดจำให้แก่ผู้เข้าพักทุกท่าน

    อันดับที่ได้รับ:

    รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป คว้ารางวัลใหญ่จาก Trip.com ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริการระดับโลก

    • รอยัล วิง สวีท แอนด์ สปา – อันดับ 3 ของประเภทโรงแรมหรูในพัทยา
    • รอยัล คลิฟ แกรนด์ โฮเต็ล – อันดับ 5 ของประเภทโรงแรมวิวสวยที่สุดในพัทยา
    • รอยัล คลิฟ บีช เทอเรซ – อันดับ 7 ของประเภทโรงแรมวิวสวยที่สุดในพัทยา
    • รอยัล คลิฟ บีช โฮเต็ล – อันดับ 12 ของประเภทโรงแรมวิวสวยที่สุดในพัทยา

    “ผมและทีมงานรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้รับรางวัลนี้อย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นการยืนยันถึงความมุ่งมั่นของเราในการรักษามาตรฐานสูงสุดด้านการบริการ ความสะดวกสบาย คุณภาพ สไตล์ และความพึงพอใจของผู้เข้าพัก อันดับที่ได้รับยังช่วยสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้เข้าพักในเครือรอยัล คลิฟ และสะท้อนถึงความโดดเด่นของเราในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว” กล่าวโดย คุณวิทนาถ วรรธนะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารรอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป

    Trip.Best เป็นการจัดอันดับประจำปีโดย Trip.com โดยใช้ข้อมูลจาก AI ช่วยในการวิเคราะห์ รีวิวจากนักท่องเที่ยวทั่วโลก แนวโน้มการจอง และความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ จึงเป็นเกณฑ์มาตรฐานที่น่าเชื่อถือสำหรับนักท่องเที่ยวที่มองหาโรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว และจุดหมายปลายทางชั้นนำระดับโลก

    รอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ปมีพื้นที่ส่วนตัวท่ามกลางธรรมชาติกว่า 100 ไร่ พร้อมวิวทะเลสีครามอันงดงามของอ่าวไทยแบบพาโนรามา เพลิดเพลินไปกับสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย อาทิ สระว่ายน้ำ 7 สระ รวมถึงสระว่ายน้ำแบบอินฟินิตี้ริมหน้าผา 2 ชั้นที่ยาวที่สุดในประเทศไทย สปอร์ตคลับสุดหรู มาพร้อมสนามเทนนิส สนามพิคเคิลบอล และห้องสควอช สปาเพื่อสุขภาพการันตีด้วยหลากหลายรางวัล ห้องอาหารนานาชาติ คิดส์คลับ และอื่นๆ อีกมากมาย นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นและแพ็คเกจที่จะทำให้ประสบการณ์ของท่านน่าจดจำ และพิเศษสุด

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับรอยัล คลิฟ โฮเต็ล กรุ๊ป กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ www.royalcliff.com, www.facebook.com/royalcliff และ www.instagram.com/royalcliff


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/prg/12751859&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JK2Y1_b1DtlQyYAOaE8tJ

  • ดัชนี MPI ส.ค. หดตัว 4.19%YoY รับบาทแข็ง-ท่องเที่ยวชะลอ-พิพาทชายแดนกดดัน : อินโฟเควสท์

    ดัชนี MPI ส.ค. หดตัว 4.19%YoY รับบาทแข็ง-ท่องเที่ยวชะลอ-พิพาทชายแดนกดดัน : อินโฟเควสท์

    นายภาสกร ชัยรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน ส.ค.68 อยู่ที่ระดับ 92.13 หดตัว 4.198% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านอัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) เดือน ส.ค.68 อยู่ที่ 57.19%

    “ดัชนีฯ เดือนสิงหาคมรับแรงกดดันจากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นส่งผลให้ต้นทุนสินค้าส่งออกสูง กระทบความสามารถทางการแข่งขันด้านราคา อุตสาหกรรมยานยนต์ยังคงหดตัว หลังผู้ผลิตรายใหญ่หยุดการผลิตชั่วคราวเพื่อปรับเปลี่ยนสายการผลิตไปติดตั้งใหม่ที่โรงงานอีกแห่งในประเทศ โรงกลั่นน้ำมันขนาดใหญ่หยุดซ่อมบำรุงประจำปี และนักท่องเที่ยวต่างชาติชะลอตัว” นายภาสกร กล่าว

    ปัจจัยกดดัน ได้แก่

    • เงินบาทแข็งค่าในช่วงเดือน ม.ค.-ส.ค.68 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ต้นทุนสินค้าส่งออกของไทยสูงขึ้น กระทบความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของสินค้าส่งออกเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มีราคาใกล้เคียงกัน
    • อุตสาหกรรมยานยนต์หดตัว โดยในเดือน ส.ค.68 ดัชนีการผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ (MPI) หดตัว 8.09% เมื่อเมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน สาเหตุมาจากการผลิตเพื่อการส่งออกที่ลดลงและกำลังซื้อในประเทศยังไม่ฟื้นตัว
    • ความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมในเดือน ส.ค.68 ปรับตัวลดลงอยู่ที่ระดับ 86.4 ปรับตัวลดลงจาก 86.6 ในเดือน ก.ค.68 จากข้อพิพาทบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา เงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งในภูมิภาค ความไม่ชัดเจนของอัตราภาษีสหรัฐฯ
    • นักท่องเที่ยวจากต่างประเทศชะลอตัว ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เช่น อาหารแช่แข็ง ไส้กรอก กระเดินทาง รองเท้ากีฬา และเครื่องดื่มที่มีแอลกอออล์ เป็นต้น

    ปัจจัยสนับสนุน ได้แก่

    • การค้าระหว่างประเทศขยายตัวต่อเนื่อง โดยมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมขยายตัว 11.2% และการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ อาวุธ รถถัง และอากาศยานรบ) ขยายตัว 7.9%
    • การลงทนภาคเอกชนมีสัญญาณฟื้นตัวในเดือน ส.ค.68 ไทยมีทุนจดทะเบียนรวม 23,189 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 31.38% จากปีก่อน ขณะที่ BOI อนุมัติโครงการใหม่ 4 โครงการ โดยส่วนใหญ่เป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยชั้นสูง เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และศูนย์ข้อมูล
    • มาตรการรัฐบาล คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโนบายจาก 1.75% เหลือ 1.50% เพื่อกระตุ้นการบริโภคและการลงทุนในภาคเอกชน

    อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวกต่อดัชนีฯ ได้แก่

    • เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 22.74% จากเหล็กแผ่นรีดร้อน ท่อเหล็กกล้า และเหล็กเส้นข้ออ้อย เป็นหลัก จากฐานต่ำในปีก่อนของผลิตภัณฑ์เหล็กแผ่นรีดร้อนที่มีผู้ผลิตบางรายหยุดซ่อมบำรุง สำหรับท่อเหล็กกล้า ผู้ผลิตขยายตลาดในประเทศและหาลูกค้าใหม่ ส่วนเหล็กเส้นข้ออ้อย ตลาดขยายตัวมากกว่าปีก่อนที่คำสั่งซื้อมีอย่างจำกัด
    • คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วง ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 19.14% จาก Hard Disk Drive เป็นหลัก ตามการขยายตัวของระบบ AI ระบบคลาวด์ และ Data Center ส่งผลให้มีความต้องการใช้อุปกรณ์จัดเก็บและประมวลผลข้อมูลที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
    • ชิ้นส่วนและแผ่นวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.42% จาก PCBA และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์อื่น ๆ เป็นหลัก ตามการขยายตัวของตลาดอิเล็กทรอนิกส์โลกที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง

    อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลลบต่อดัชนีฯ ได้แก่

    • ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการกลั่นปิโตรเลียม หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 7.98% จากน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว น้ำมันเครื่องบิน น้ำมันเบนซิน 91 และน้ำมันเบนซิน 95 เป็นหลัก จากผู้ผลิตบางรายหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นครั้งใหญ่
    • ยานยนต์ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.09% จากรถบรรทุกปิคอัพ รถยนต์ไฮบริดไม่เกิน 1,800 ซีซี รถยนต์นั่งขนาดเล็ก และรถยนต์นั่งขนาดใหญ่ เป็นหลัก จากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเนื่องจากอยู่ระหว่างปรับเปลี่ยนสายการผลิตไปติดตั้งใหม่ที่โรงงานอีกแห่งในประเทศ
    • เครื่องดื่มที่ไม่มีแอลกอฮอล์ น้ำแร่และน้ำดื่มบรรจุขวดประเภทอื่นๆ หดตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 11.58% จากเครื่องดื่มรสผลไม้ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง และเครื่องดื่มกาแฟสำเร็จรูป เป็นหลัก จากปัญหาการปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา และจากปัญหาเรื่องการใช้เครื่องหมายการค้าของผู้ผลิตบางรายทำให้ยังไม่สามารถผลิตสินค้าได้

    แนวโน้มเดือนก.ย. ทรงตัว

    ด้านระบบการเตือนภัยด้านเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทยเดือน ก.ย.68 “ส่งสัญญาณเฝ้าระวัง” โดยปัจจัยภายในประเทศโดยรวมส่งสัญญาณปกติจากการส่งออกที่ยังขยายตัวได้ในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์

    ดัชนีการลงทุนภาคเอกชนของไทย ส่งสัญญาณเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น

    ดัชนีปริมาณสินค้านำเข้า ส่งสัญญาณปกติ

    ดัชนีความเชื่อมั่นด้านคำสั่งซื้อและดัชนีราคาส่งออก ส่งสัญญาณขยายตัว ขณะที่ปัจจัยต่างประเทศภาพรวมส่งสัญญาณเฝ้าระวังต่อเนื่องจากภาคการผลิตที่ยังคงซบเซา และคำสั่งซื้อใหม่ปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตามจากการส่งออกสินค้าทุนและสินค้าเกษตรที่เติบโตต่อเนื่อง ทำให้ส่งสัญญาณเฝ้าระวังลดลง

    “ดัชนีฯ เดือนกันยายนมีแนวโน้มทรงตัว เนื่องจากปัจจัยแวดล้อมยังสอดคล้องกับเดือนสิงหาค …จะพิจารณาปรับเป้าดัชนีฯ เดือนพฤศจิกายน ซึ่งมีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากเดิม” นายภาสกร กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR8T0IQCB55XZ2GFVSF9JSGWYC67AKL8&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Zdz66gOwyGS3HPsA2rdR9

  • ชวนเที่ยว “เฉิงตู” ตุลาคมนี้ ร่วมฉลองวันชาติจีนและเทศกาลไหว้พระจันทร์ ท่ามกลางสีสันฤดูใบไม้ร่วง

    ชวนเที่ยว “เฉิงตู” ตุลาคมนี้ ร่วมฉลองวันชาติจีนและเทศกาลไหว้พระจันทร์ ท่ามกลางสีสันฤดูใบไม้ร่วง

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    สำนักวัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์ และการท่องเที่ยวเทศบาลนครเฉิงตู

    เมื่อสายลมแห่งฤดูใบไม้ร่วงเริ่มพัดพา นครเฉิงตู เมืองที่หลอมรวมเสน่ห์อันยาวนานนับพันปีเข้ากับความทันสมัยอย่างกลมกลืน ได้เตรียมเปิดม่านต้อนรับนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกให้มาสัมผัสประสบการณ์อันน่าประทับใจหลากหลายรูปแบบ ท่ามกลางสีสันฤดูใบไม้ร่วงอันงดงาม

    เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองวันชาติจีนควบคู่กับเทศกาลไหว้พระจันทร์ในเดือนตุลาคมนี้ นครเฉิงตูเตรียมจัดกิจกรรมทางวัฒนธรรมและการท่องเที่ยวกว่า 300 รายการ ครอบคลุมทั้งเทศกาลศิลปะ งานเฉลิมฉลอง และการสัมผัสธรรมชาติอย่างใกล้ชิด รวมถึงเปิดเส้นทางท่องเที่ยวตามธีมที่หลากหลาย พร้อมมอบบัตรกำนัลที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวรอบที่สอง รวมมูลค่ากว่า 5 ล้านหยวน เพื่อเชิญชวนนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกให้มาร่วมเปิดประสบการณ์ใหม่ในเส้นทางท่องเที่ยวที่ยากจะมีโอกาสได้สัมผัส พร้อมดื่มด่ำกับเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์ของนครเฉิงตู ซึ่งได้รับการขนานนามว่า “เมืองแห่งอุทยาน” ที่โอบล้อมด้วยธรรมชาติอันเขียวขจีและอุดมสมบูรณ์

    สำนักวัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์ และการท่องเที่ยวเทศบาลนครเฉิงตู เปิดเผยว่า นับตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกันยายนเป็นต้นไป นครเฉิงตูจะแปรเปลี่ยนเป็นสวรรค์ของคนรักศิลปะ โดยจะมีการจัดเทศกาลระดับชาติสองงานใหญ่ ได้แก่ เทศกาลศิลปะจีน ครั้งที่ 14 และงานประกาศรางวัลระฆังทองจีน ครั้งที่ 15 ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการเชิดชูความสำเร็จสูงสุดในวงการศิลปะของจีน ขณะเดียวกันยังมีการจัดกิจกรรมระดับท้องถิ่นอีกหลายรายการ อาทิ เทศกาลดนตรีนานาชาติเฉิงตู “ฤดูใบไม้ร่วงในหรงเฉิง” ครั้งที่ 31, เทศกาลดนตรีคลาสสิกจีน-ฝรั่งเศส ณ เมืองไป๋ลู่ และการแสดงละครเวทีสองนคร เฉิงตู-ฉงชิ่ง เพื่อถ่ายทอดความหลากหลายของโลกศิลปะ ตั้งแต่ดนตรีคลาสสิกอันไพเราะ ไปจนถึงบทเพลงร่วมสมัยที่ได้รับความนิยม

    เทศกาลดนตรีพื้นบ้านถนนอวี่หลิน จะบรรเลงบทเพลงที่ชวนให้ผู้ฟังหวนรำลึกถึงความทรงจำอันงดงามของเมือง ขณะเดียวกัน เทศกาลเพลงประสานเสียงชนบท ประจำปี 2568 “เหนือท้องทุ่งแห่งความหวัง” จะร่วมขับขานท่วงทำนองอันไพเราะให้ก้องกังวานไปทั่วชนบท นอกจากนี้ ยังมีการจัดนิทรรศการศิลปะและการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์อีกกว่า 40 รายการ รวมถึงการแสดงคอนเสิร์ต ละครเวที และดนตรีอีกกว่า 60 รายการ ทำให้ทั่วทั้งเมืองอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของศิลปะและวัฒนธรรมตลอดทั้งฤดูกาล

    นครเฉิงตูจะจัดเทศกาลวัฒนธรรมหลากหลายในมุมมองใหม่ที่สร้างสรรค์ ภายใต้ธีม “เฉลิมฉลองสองเทศกาล” (วันชาติจีนและเทศกาลไหว้พระจันทร์) โดยเตรียมจัดกิจกรรมฉลองวันหยุดมากกว่า 100 รายการ อาทิ เทศกาลสื่อสร้างสรรค์และวัฒนธรรมดิจิทัลนานาชาติเฉิงตู ประจำปี 2568 ที่จะผสานทรัพย์สินทางปัญญาของเกมชื่อดัง “Honor of Kings” เข้ากับประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ ขณะที่อาคารแฝดเทียนฝู่จะกลายเป็นผืนผ้าใบขนาดใหญ่สำหรับการแสดงแสงสี “ร้อยเรียงบทกวีบนดวงเดือน” ที่ตีความบทกวีคลาสสิกผ่านงานทัศนศิลป์ร่วมสมัย ส่วนงานสัปดาห์ มิวนิก อ็อกโทเบอร์เฟสต์ เทียนฝู่ คาร์นิวัล จะนำเสนอสีสันความสนุกสนานสไตล์เยอรมัน ขณะเดียวกัน งานคาร์นิวัลทะเลสาบตงอัน และเทศกาล “กั๋วเฉา” (China-Chic) ณ ย่านศิลปะตงเจียว เมมโมรี จะผสมผสานวัฒนธรรมพื้นบ้านดั้งเดิมเข้ากับเทรนด์ร่วมสมัยอย่างลงตัว นักท่องเที่ยวที่เดินเที่ยวไปตามย่านต่าง ๆ ของเมืองจะได้ตื่นตาตื่นใจในทุกย่างก้าว พร้อมสัมผัสวิถีชีวิตแบบ “สโลว์ไลฟ์” ที่กลมกลืนไปกับความคึกคักของนครเฉิงตู

    เสน่ห์ของฤดูใบไม้ร่วงในนครเฉิงตูอยู่ที่ความงดงามของธรรมชาติที่ผสานกับภูมิทัศน์เมืองอย่างลงตัว สำหรับฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ นครเฉิงตูได้เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวจำนวน 40 เส้นทาง ภายใต้แนวคิด “แสวงหาสถานที่ท่องเที่ยวอันงดงาม” ครอบคลุมประสบการณ์หลากหลายถึง 8 รูปแบบ ตั้งแต่การชมดอกไม้ตามฤดูกาลในชนบท ชมทิวทัศน์ภูเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะจากระยะไกล ตื่นตาตื่นใจกับการแสดงแสงสีในเมือง เดินป่าท่ามกลางธรรมชาติ เดินเล่นใต้แนวต้นแปะก๊วยสีทองอร่าม ตั้งแคมป์ใต้แสงดาว ลิ้มรสอาหารท้องถิ่นสูตรต้นตำรับ ไปจนถึงสำรวจย่านกลางคืนอันคึกคัก เส้นทางเหล่านี้ออกแบบมาเพื่อเชื่อมโยงทรัพยากรธรรมชาติอันงดงามเข้ากับเขตเมืองที่เปี่ยมด้วยชีวิตชีวาของนครเฉิงตู เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ค้นพบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่หลงใหลในความเงียบสงบของธรรมชาติ และผู้ที่มองหาจังหวะชีวิตอันมีสีสันในเมือง

    เพื่อยกระดับประสบการณ์การท่องเที่ยวให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น นครเฉิงตูเตรียมมอบบัตรกำนัลที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวรอบที่สอง รวมมูลค่ากว่า 5 ล้านหยวน พร้อมจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวหลากหลายรูปแบบ อาทิ “ท่องเที่ยวเฉิงตูผ่านการแสดง นิทรรศการ และการแข่งขัน” ตลอดจนมอบชุดของขวัญส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “เฉลิมฉลองสองเทศกาล เฉิงตูส่งคำอวยพร” ทั้งนี้ นครเฉิงตูติดอันดับจุดหมายปลายทางยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติบนแพลตฟอร์มท่องเที่ยวชั้นนำของจีนหลายแพลตฟอร์ม โดยนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจากญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย ออสเตรเลีย เวียดนาม แคนาดา สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร ซึ่งสะท้อนถึงความเป็นเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติอย่างแท้จริง

    ที่มา: สำนักวัฒนธรรม วิทยุ โทรทัศน์ และการท่องเที่ยวเทศบาลนครเฉิงตู

    ข่าวประชาสัมพันธ์ โดย ThaiPR.net

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR8T0PR6QV34LIA77HYEEY44RDL8E9Q8&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3h9oSUSAzNBqkQaGPTb9xs