Blog

  • รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 9 ประจำปี 2568

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจการค้าของประเทศชิลี ฉบับที่ 9 ประจำปี 2568

    ภาพรวมเศรษฐกิจ เศรษฐกิจของประเทศชิลีประจำเดือนกรกฎาคม 2568 ในภาพรวม GDP ขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.8เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าการบริโภคภาคเอกชนขยายตัว 3.4% ด้านอัตราเงินเฟ้อภายในประเทศปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 4.3% ในขณะที่อัตราว่างงานปรับลดลงอยู่ที่ระดับ 8.7การนำเข้าและการส่งออกโดยรวมของชิลีเพิ่มขึ้นที่ 11.4% และ 5.2% ตามลำดับโดยมีสินแร่และทองแดงเป็นสินค้าส่งออกหลัก ซึ่งระหว่างเดือนมกราคม – กรกฎาคม 2568 ชิลีส่งออกสินค้าในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นถึง 7.3% รวมมูลค่ากว่า 3.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือนกรกฎาคม 2568 ราคาทองแดงในตลาดโลกได้ปรับราคาเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบปี สคต.ฯ คาดว่าอาจเกิดจากความกังวลต่อมาตรการของสหรัฐอเมริกาในการเก็บภาษีนำเข้า 50กับสินค้าจากทองแดงในวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ทั้งนี้ ตั้งแต่เดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568 ชิลีมีมูลค่าการค้ารวมกับไทยกว่า 740.2 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 6.3% โดยไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้ารวมมูลค่า 67.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ในส่วนของรายละเอียดในแต่ละด้านประจำเดือนกรกฎาคม 2568 สคต. ณ กรุงซันติอาโก ขอสรุปรายละเอียด ดังนี้

    1. การบริโภคภาคเอกชน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี)

    การบริโภคภาคเอกชนของชิลีประจำเดือนกรกฎาคม 2568 ในภาพรวม ขยายตัวขึ้น 3.4% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า  โดยสินค้าที่มีการบริโภคเพิ่มมากขึ้นสูงสุด 3 อันดับแรกได้แก่ (1) หมวดเครื่องใช้ไฟฟ้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และเทคโนโลยี (2) หมวดสินค้าอุปโภคบริโภค (3) หมวดเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย โดยเพิ่มขึ้น 12.4%, 7.0% และ 6.7% ตามลำดับ

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าจากระดับ 40.8 มาอยู่ที่ 41.6 เพิ่มขึ้น 2.0%

    2.การลงทุน (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://www.bcentral.cl/)

    บรรยากาศการลงทุนในภาครัฐและเอกชนของชิลีประจำเดือนกรกฎาคม 2568 ในภาพรวมปรับตัวดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนจากตัวเลขการขออนุญาตก่อสร้าง (คิดเป็นตารางเมตร) จาก 6.3 แสนตารางเมตร มาอยู่ที่ 9.5 แสนตารางเมตร เพิ่มขึ้นถึง 51.1จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าโดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการก่อสร้างในภาคที่อยู่อาศัย สอดคล้องกับตัวเลขการนำเข้าเครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นถึง 125.1 %

    สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นทางธุรกิจโดยรวมประจำเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับระดับจาก 45.3 มาอยู่ที่ 45.8 เพิ่มขึ้น 1.1จากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยภาคธุรกิจที่มีดัชนีความเชื่อมั่นสูงที่สุด 3 อันดับแรกได้แก่ (1) ภาคธุรกิจเหมืองแร่ (2) ภาคการค้า และ (3) ภาคการผลิต โดยอยู่ที่ 64.547.9 และ 43.6 ตามลำดับ 

    3. เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (ข้อมูลจากธนาคารกลางชิลี https://si3.bcentral.cl และสำนักงานสถิติแห่งชาติของชิลี https://www.ine.gob.cl)

    อัตราการว่างงานของประเทศชิลีในเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับลงมาอยู่ที่ 8.7ของจำนวนผู้ใช้แรงงานทั้งหมดในประเทศ หากพิจารณาแยกตามเขตการปกครอง แคว้นที่มีอัตราการว่างงานสูงที่สุดคือ แคว้นนูเบล้ ที่ 10.8และแคว้นที่มีอัตราการว่างงานต่ำที่สุดคือแคว้นไอเซน ที่ 4.6

    อัตราเงินเฟ้อของประเทศชิลีในเดือนกรกฎาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 4.3% โดยสินค้า 3 หมวดแรก ที่ปรับเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในรอบ 12 เดือนนี้ ได้แก่ (1) หมวดที่อยู่อาศัยและสาธารณูปโภค (2) หมวดร้านอาหารและโรงแรม และ (3) หมวดการศึกษา โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นที่  9.8%, 6.5% และ 5.2ตามลำดับ  

    4. การส่งออก-นำเข้า (ข้อมูลจากกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กระทรวงการต่างประเทศของชิลี SUBREI – www.subrei.gob.cl)

    การส่งออกสินค้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568  มีมูลค่ารวมที่ 60,675 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.2% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้าส่งออกหลัก ได้แก่  

    สินค้า

    ม.ค.-ก.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (67/68)

    ปี 2567

    ปี 2568

    สินแร่

    31,963

    34,301

    7.3%

    ผลไม้

    5,849

    5,729

    -2.1%

    เคมีภัณฑ์

    4,591

    4,517

    1.6%

    ปลาแซลมอน

    3,447

    3,508

    1.8%

    เยื่อกระดาษ

    2,329

    2,329

    0.0%

    เครื่องจักรและส่วนประกอบ

    1,260

    1,490

    18.3%

    ไม้และเฟอร์นิเจอร์ไม้

    1,240

    1,290

    4.0%

    การนำเข้าของชิลีระหว่างเดือนมกราคม-กรกฎาคม 2568  มีมูลค่ารวมที่ 49,459 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 11.4% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสินค้านำเข้าหลัก ได้แก่

    สินค้า

    ม.ค.-ก.ค. (ล้านเหรียญสหรัฐ)

    ขยายตัว

    (67/68)

    ปี 2567

    ปี 2568

    สินค้าหมวดพลังงาน 

    25,887

    27,339

    5.6%

    สินค้าอุปโภคบริโภค

    12,766

    14,539

    13.9%

    สินค้าทุน

    9,096

     11,311

    24.4%

     รถยนต์เชิงพาณิชย์

    1,252

    1,687

    34.7%

     เครื่องจักรสำหรับอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมก่อสร้าง

    527

    1,186

    125.1%

        จากตัวเลขการส่งออกของชิลีที่สูงกว่าตัวเลขการนำเข้า ทำให้ชิลีได้ดุลการค้าจำนวน 11,216 ล้านเหรียญสหรัฐ

    5. การค้าของชิลีกับไทย และกลุ่มประเทศอาเซียน (ข้อมูลสถิติทางการค้าจาก Global Trade Atlas)

    ชิลีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยระหว่างเดือนมกราคม -กรกฎาคม 2568 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 403.70 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 33.81% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า) ซึ่งสินค้าที่นำเข้าจากไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 

    • รถยนต์และส่วนประกอบ (182.21 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 59.87%) 

    • เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ (79.12 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.76%

    • ปลากระป๋อง (39.29 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 83.64%)

    • เครื่องจักรไฟฟ้าและอุปกรณ์ไฟฟ้า (15.62 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -43.54%)

    • ยางและผลิตภัณฑ์จากยาง (14.47 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 26.14%)

    สำหรับตัวเลขการนำเข้าของชิลีจากกลุ่มประเทศอาเซียนใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีนำเข้าจากเวียดนาม 893.81 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 29.28%)

    • ชิลีนำเข้าจากไทย 403.70 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 33.81%)

    • ชิลีนำเข้าจากอินโดนีเซีย 312.33 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 48.41%)

    • ชิลีนำเข้าจากมาเลเซีย 171.91 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 45.77%)

    • ชิลีนำเข้าจากสิงคโปร์ 65.80 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 14.67%)

    ชิลีส่งออกสินค้าไปยังประเทศไทยระหว่างเดือนมกราคม -กรกฎาคม 2568 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 336.47 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -14.75% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า)  ซึ่งสินค้าที่ส่งออกไปยังไทยมากที่สุด 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ทองแดง (122.36 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -41.95%) 

    • แซลมอนและอาหารทะเล (70.49 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 62.74%)

    • เยื่อกระดาษ (64.84 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง -7.52%)

    • สินแร่อื่น ๆ (32.01 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.52%)

    • ผลไม้และผลิตภัณฑ์ธัญพืช (13.43 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 43.00%)

    สำหรับตัวเลขการส่งออกของชิลีไปยังกลุ่มประเทศอาเซียน ใน 5 อันดับแรก ได้แก่

    • ชิลีส่งออกไปยังไทย 336.47 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง14.75%)

    • ชิลีส่งออกไปยังเวียดนาม 186.34 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 2.44%)

    • ชิลีส่งออกไปยังมาเลเซีย 169.91 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 24.58%)

    • ชิลีส่งออกไปยังฟิลิปินส์ 68.22 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง60.48%)

    • ชิลีส่งออกไปยังสิงคโปร์ 52.82 ล้านเหรียญสหรัฐ (ลดลง -33.21%)

    มูลค่าการค้ารวมระหว่างไทย-ชิลี ระหว่างเดือนมกราคม – เดือนกรกฎาคม 2568 อยู่ที่ 740.17 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 6.29%) โดยชิลีนำเข้าสินค้าจากไทยมากกว่าส่งออกไปยังไทย ทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้ดุลการค้าที่ 67.23 ล้านเหรียญสหรัฐ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/qbwy0roheewb86suo8govwa2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S8QaKbBV5inkhDXTrzWwC

  • ยุโรปเผชิญวิกฤตจ้างงาน บริษัทใหญ่แห่ลดพนักงาน รับมือเศรษฐกิจซบ-ภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    ยุโรปเผชิญวิกฤตจ้างงาน บริษัทใหญ่แห่ลดพนักงาน รับมือเศรษฐกิจซบ-ภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    ยุโรปกำลังเผชิญกับคลื่นการปลดพนักงานระลอกใหญ่ เมื่อหลายบริษัทตัดสินใจระงับการจ้างงานหรือปรับลดพนักงานจำนวนมากในปีนี้ โดยอ้างถึงสภาวะเศรษฐกิจที่ยากลำบาก และมาตรการภาษีจากสหรัฐฯ ที่เข้ามากดดันซ้ำเติม

    การปรับลดกำลังคนครั้งใหญ่นี้ครอบคลุมกลุ่มอุตสาหกรรมสำคัญ ๆ ซึ่งดูเหมือนว่าอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วนจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด นำโดยโฟล์คสวาเกน (Volkswagen) ที่ประกาศเมื่อวันที่ 30 เม.ย. ว่าบริษัทลดพนักงานในเยอรมนีไปแล้วราว 7,000 คน นับตั้งแต่เริ่มมาตรการลดต้นทุนเมื่อปลายปี 2566 ส่วนเดมเลอร์ ทรัค (Daimler Truck) ยืนยันเมื่อวันที่ 1 ส.ค. ว่าจะปรับลดพนักงาน 2,000 ตำแหน่ง ในสหรัฐฯ และเม็กซิโก นอกเหนือจากการลด 5,000 ตำแหน่งในเยอรมนีตามที่ประกาศไปก่อนหน้า ด้านบ๊อช (Bosch) ผู้ผลิตชิ้นส่วนอะไหล่รายใหญ่ของเยอรมนี เพิ่งประกาศเมื่อวันที่ 25 ก.ย. ว่าจะลดพนักงานถึง 13,000 ตำแหน่ง ด้วยเหตุผลด้านภาวะตลาดซบเซา ต้นทุนสูง และการแข่งขัน

    ขณะเดียวกัน วอลโว่ คาร์ (Volvo Cars) ของสวีเดน เปิดเผยเมื่อเดือนพ.ค. ว่าจะปลดพนักงานประจำสำนักงานจำนวน 3,000 ตำแหน่ง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างใหญ่ และสเตลแลนทิส (Stellantis) ของเนเธอร์แลนด์ ขยายโครงการลาออกโดยสมัครใจในอิตาลี ซึ่งจะทำให้พนักงานที่ถูกปรับลดมีจำนวนอยู่ที่เกือบ 2,500 ตำแหน่งภายในปี 2568

    ด้านกลุ่มสถาบันการเงินก็เริ่มรัดเข็มขัดเช่นกัน โดยธนาคารคอมเมิร์ซแบงก์ (Commerzbank) ของเยอรมนี บรรลุข้อตกลงกับสภาพนักงานในการปรับลดตำแหน่งงานราว 3,900 ตำแหน่งภายในปี 2571 ขณะที่มีรายงานว่า ธนาคารลอยด์ (Lloyds Bank) ของอังกฤษ อาจพิจารณาปลดพนักงานราวครึ่งหนึ่งจากจำนวนทั้งหมด 3,000 คนเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย

    ส่วนในกลุ่มอุตสาหกรรมและวิศวกรรม ซีอีโอของบริษัทเอสทีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ (STMicroelectronics) ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนฝรั่งเศส-อิตาลี คาดว่าพนักงาน 5,000 คนจะออกจากบริษัทภายในสามปีข้างหน้า รวมถึงแผนปรับลดพนักงาน 2,800 ตำแหน่งในปี 2568

    กลุ่มพลังงานก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยบริษัทโอเอ็มวี (OMV) ของออสเตรีย วางแผนลดพนักงาน 2,000 ตำแหน่ง หรือราวหนึ่งใน 12 ของจำนวนพนักงานทั้งหมดทั่วโลก

    สำหรับกลุ่มสินค้าอุปโภคแบรนด์หรูนั้น บริษัทเบอร์เบอร์รี (Burberry) จากอังกฤษ ประกาศเมื่อเดือนพ.ค. ว่าจะลดพนักงาน 1,700 ตำแหน่ง หรือประมาณหนึ่งในห้าของพนักงานทั่วโลกเพื่อควบคุมค่าใช้จ่าย ส่วนโมเอต์ เฮนเนสซี่ (Moet Hennessy) ซึ่งอยู่ในเครือแอลวีเอ็มเอช โมเอต์ เฮนเนสซี่ หลุยส์ วิตตอง (LVMH) มีแผนลดพนักงานราว 1,200 ตำแหน่ง

    การปรับลดพนักงานยังขยายวงกว้างไปถึงธุรกิจสายการบิน โดยสายการบิน ลุฟท์ฮันซ่า (Lufthansa) ของเยอรมนี เพิ่งประกาศเมื่อวันที่ 28 ก.ย. ว่าจะลดตำแหน่งงานด้านบริหารจัดการ 4,000 ตำแหน่งภายในปี 2573 ด้านบริษัทเวชภัณฑ์ โนโว นอร์ดิสค์ (Novo Nordisk) ของเดนมาร์ก เปิดเผยว่าจะลดพนักงานทั่วโลกถึง 9,000 ตำแหน่ง และแม้แต่ธุรกิจจัดส่งอาหารอย่าง ลิเฟอแรนโด (Lieferando) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือ Just Eat Takeaway ของเยอรมนี ก็ประกาศปรับลดพนักงาน 2,000 ตำแหน่ง ตั้งแต่สิ้นปี 2568 เพื่อปรับปรุงโมเดลการให้บริการจัดส่งอาหารให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 ก.ย. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/533413&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1b8GHMbXFifXvNPmoLoMfQ

  • จับตา ครม.เคาะเติมเงิน 1,700 บาท ให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน

    จับตา ครม.เคาะเติมเงิน 1,700 บาท ให้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในการประชุมครม.นัดพิเศษ วันที่ 30 ก.ย.นี้ จะพิจารณา 2 โครงการใหญ่ เพื่อเร่งใช้งบประมาณกลางกระตุ้นเศรษฐกิจปี 68 ที่เหลือ 62,000 ล้านบาท ให้ได้ทันเส้นตายเที่ยงคืน 30 ก.ย.นี้ จำนวน 2 โครงการใหญ่ วงเงินรวม 57,000 ล้านบาท ได้แก่ 

    การอนุมัติงบกลาง 22,000 ล้านบาท เข้ากองทุนสวัสดิการแห่งรัฐเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม สำหรับใช้เติมเงิน 1,700 บาท ให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13 ล้านคน เริ่มใช้ในเดือนพ.ย.-ธ.ค.นี้

    ส่วนอีกโครงการใหญ่ที่ครม.นัดพิเศษ พิจารณา คือ การอนุมัติงบกลาง 35,000 ล้านบาท นำไปชำระหนี้ตามมาตรา 28 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ  ให้แก่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ โดยเฉพาะการชำระหนี้แก่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธ.ก.ส.) 

    “ปัจจุบันรัฐบาลมีหนี้ตามมาตรา 28 อยู่กว่า 1 ล้านล้านบาท เพื่อลดสัดส่วนเพดานให้ต่ำกว่า 32% โดยการชำระหนี้ ธ.ก.ส. นั้น เป็นเงินที่เคยยืมมาใช้ในอดีต ทั้งโครงการไร่ละพัน ประกันรายได้พืช 5 ชนิด และจำนำข้าว เป็นต้น”

    อย่างไรก็ตาม ในการประชุม ครม.นัดพิเศษรอบนี้ ยังไม่พิจารณานโยบายคนละครึ่งพลัส  ช่วยจ่ายครึ่งหนึ่งแก่ประชาชน 20 ล้านคน คนละ 2,000-2,400 ล้านบาท โดยเตรียมเสนอในการประชุม ครม.ครั้งถัดไป วันที่ 7 ต.ค.68 เพื่อใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจ และงบกลางปี 69 วงเงินรวมกว่า 44,400 ล้านบาท 

    ขณะที่โครงการแก้หนี้รายย่อย แก่ผู้มีหนี้ไม่เกินรายละ 100,000 บาท รวม 1-2 ล้านสิทธิ ยังอยู่ระหว่างพิจารณาในรายละเอียด 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/640255&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Aen6OPq6keaVP4ZYup3WJ

  • ‘ลามิน่าฟิล์ม’ รับรางวัลแบรนด์อันดับ 1 ต่อเนื่อง 10 ปีซ้อน – แนวหน้า

    ‘ลามิน่าฟิล์ม’ รับรางวัลแบรนด์อันดับ 1 ต่อเนื่อง 10 ปีซ้อน – แนวหน้า

    “ลามิน่าฟิล์ม” คว้ารางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ประจำปี 2568 Marketeer No.1 Brand Thailand 2025 ต่อเนื่อง 10 ปีซ้อน พิสูจน์ความสำเร็จของแบรนด์ที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วประเทศ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/917918&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17pfXqmxsuwAplb6f32IiL

  • สพฐ.แจ้งขอให้ชะลอ การดำเนินการรับสมัครสถานศึกษาพอเพียงเพื่อประเมินเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ปีการศึกษา 2568

    สพฐ.แจ้งขอให้ชะลอ การดำเนินการรับสมัครสถานศึกษาพอเพียงเพื่อประเมินเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ปีการศึกษา 2568

    ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีนโยบายขับเคลื่อนหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียงสู่สถานศึกษาเพื่อเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน และให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา พัฒนาสถานศึกษาพอเพียงให้มีศักยภาพพร้อมรับการประเมินเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา (ศรร.) เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนโครงการ รายละเอียดและปฏิทินการประเมิน ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดในคู่มือการประเมินศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. ๒๕๖๕) นั้น

    เพื่อให้การขับเคลื่อนหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ภาคการศึกษา บรรลุวัตถุประสงค์สูงสุด มีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับการดำเนินงานในปัจจุบัน สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการขอให้ชะลอการดำเนินการรับสมัครสถานศึกษาพอเพียงเพื่อประเมินเป็นศูนย์การเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการศึกษา ปีการศึกษา ๒๕๖๘ และหากมีการกำหนดแนวทางการดำเนินงานแล้ว จะแจ้งให้ทราบ อีกครั้งหนึ่ง

    ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร

    ที่มา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/92989&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-BUlBwpjiwKdYq6hGYdsM

  • “อนุทิน” จ่อยกเลิก MOU 43-44 หากไร้ประโยชน์ ทูตรัศม์เตือนเสียมากกว่าได้

    “อนุทิน” จ่อยกเลิก MOU 43-44 หากไร้ประโยชน์ ทูตรัศม์เตือนเสียมากกว่าได้

    “ทูตรัศม์” ชี้ ยกเลิก MOU 43 จะเสียมากกว่าได้ เตือนสติคอย่าหลงกลกลุ่มการเมือง

    รัศม์ ชาลีจันทร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงถึงผลได้ผลเสียและตอบทุกข้อสงสัยอย่างตรงไปตรงมา โดยยืนยันว่าการยกเลิก MOU ในขณะนี้ จะทำให้ไทยเสียเปรียบและเข้าทางกัมพูชา 

    MOU 43/44 เป็นเพียง “กรอบเจรจา” ไม่ใช่ “สัญญาเสียดินแดน”

    เริ่มต้นด้วยการทำความเข้าใจพื้นฐานว่า MOU ทั้งสองฉบับ ไม่ใช่ผลลัพธ์สุดท้ายของการเจรจา แต่เป็นเพียง “กรอบการเจรจา” (Framework for Negotiation) ที่สองประเทศตกลงร่วมกันเพื่อกำหนดกติกาในการพูดคุย โดยท้ายที่สุด ผลลัพธ์ของการเจรจาจะต้องนำเข้าสู่การเห็นชอบของรัฐสภาก่อนจึงจะมีผลทางกฏหมายแท้จริง 

    รัฐบาลหรือใครจะไปตกลงเองตามลำพังไม่ได้ 

    “MOU 43 เป็นการกำหนดกติกาว่าเราจะคุยกันเรื่องอะไรบ้าง มีวาระอะไรบ้าง โดยมีสาระสำคัญคือ 1) การแก้ปัญหาต้องเป็นการเจรจาทวิภาคีโดยสันติ 2) มีคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เป็นกลไกหลักในการคุย และ 3) ระบุเอกสารอ้างอิงที่จะใช้ร่วมกัน” นายรัศม์กล่าว

    ในอดีตเคยมีการประชุม JBC กันมาก่อนที่จะมี MOU แต่การเจรจาเป็นไปอย่างไม่มีทิศทาง จึงได้สร้าง MOU 43 ขึ้นมาเพื่อให้การพูดคุยมีแบบแผนที่ชัดเจนขึ้น

    ยกเลิก MOU ทำไม? ท้ายสุดก็ต้องตั้งกรอบใหม่

    สำหรับข้อเสนอให้ยกเลิก MOU นายรัศม์ชี้ว่า การยกเลิกนั้นสามารถทำได้ แต่ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศจะต้องได้รับความเห็นชอบจากทั้งสองฝ่าย ไม่ใช่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งประกาศยกเลิกแล้วจะมีผลทันที

    “สมมติว่าเรายกเลิกไป วันหนึ่งเมื่อจะกลับมาเจรจากันใหม่ สุดท้ายก็ต้องมานั่งตกลงกันเพื่อสร้างกรอบการเจรจาขึ้นมาอีกอยู่ดี ซึ่งมันก็ไม่ต่างอะไรกับการทำ MOU ฉบับใหม่”

    ประเด็นสำคัญที่สุดที่นายรัศม์เน้นย้ำคือ “ปัจจุบันกัมพูชาเป็นฝ่ายที่กำลังละเมิดข้อตกลงใน MOU 43 อยู่แล้ว” ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ในพื้นที่ที่ตกลงกันว่าห้ามเปลี่ยนแปลง หรือความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการเจรจาทวิภาคีตามกรอบ JBC เพื่อนำเรื่องไปสู่เวทีอื่น เช่น ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ยิ่งยกเลิกก็ยิ่งเข้าทางเขา

    “พูดให้เข้าใจง่ายๆ MOU43 คือเงื่อนไขสำคัญที่ยังดึงให้กัมพูชากลับสู่โต๊ะเจรจากับไทย”

    รัศม์ กล่าวว่า แม้จะชื่อว่า MOU แต่ในทางกฎหมายระหว่างประเทศมีสถานะเทียบเท่าสนธิสัญญาที่มีพันธกรณีผูกมัด ทุกวันนี้กัมพูชาพยายามจะหนีจากพันธกรณีนี้ ดังนั้น หากเราเป็นฝ่ายยกเลิก MOU ตอนนี้ ก็จะเข้าทางเขาเลย เพราะเท่ากับเราปลดปล่อยเขาออกจากพันธกรณีที่ต้องคุยกับเราในโต๊ะเจรจา การที่เรายังยืนยันใน MOU นี้ ก็เพื่อจะชี้ให้โลกเห็นว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายที่ไม่ทำตามข้อตกลง

    พรรคการเมืองไทยที่ชงให้ยกเลิก MOU43 รับงานใครหรือเปล่า?

    เมื่อข้อเท็จจริงเป็นแบบนี้ แปลว่าพรรคการเมืองที่เสนอให้ยกเลิกข้อตกลงนี้ รับงานใครมาหรือไม่?”

    รัศม์ กล่าวว่า แปลกใจที่เห็นบางพรรคออกมาเรียกร้องให้ยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับ ทั้งที่พรรคดังกล่าวที่เคยอยู่ร่วมในรัฐบาลก่อนหน้าร่วมสิบปีที่แล้ว ก็ไม่เคยคัดค้านอะไรแสดงว่าย่อมเห็นด้วย แต่วันนี้มาเปลี่ยนท่าทีแบบไร้หลักการ ก็ทำให้น่าสงสัยในเจตนาและความบริสุทธิ์ใจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/859996&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19p02XmEnkzgcmfbQk5mom

  • สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เสด็จฯ แทนพระองค์พระราชทานปริญญาบัตรบัณฑิตจุฬาฯ

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เสด็จฯ แทนพระองค์พระราชทานปริญญาบัตรบัณฑิตจุฬาฯ

    Skip to content

    ข่าวสารจุฬาฯ

    สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ แทนพระองค์พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากจุฬาฯ ปีการศึกษา 2567 เป็นวันที่สอง

              วันอังคารที่ 30 กันยายน 2568  เวลา 09.00 น. และเวลา 13.00 น. ณ หอประชุมจุฬาฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จฯ แทนพระองค์ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา 2567 เป็นวันที่สอง โดยมี ศ.(พิเศษ) ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายกสภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดี เฝ้าฯ รับเสด็จ

    ในการนี้ มีผู้สำเร็จการศึกษาเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรทั้งรอบเช้าและรอบบ่าย จำนวนทั้งสิ้น 2,615 คน  รอบเช้า จำนวน 1,237 คน ประกอบด้วย คณะนิติศาสตร์  473 คน คณะเภสัชศาสตร์ 204 คน วิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข 52 คน วิทยาลัยปิโตรเลียมและปิโตรเคมี 26 คน วิทยาลัยประชากรศาสตร์ 13 คน คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี 469 คน

    ในรอบบ่าย พระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจำนวนทั้งสิ้น 1,368 คน ประกอบด้วย คณะวิศวกรรมศาสตร์ 846 คน คณะสหเวชศาสตร์ 236 คน สถาบันนวัตกรรมบูรณาการแห่งจุฬาฯ 75 คน คณะวิทยาศาสตร์ 211 คน

    ภายหลังพิธีพระราชทานปริญญาบัตร สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารีพระราชทานพระราโชวาทแก่บัณฑิตจุฬาฯ จากนั้นเสด็จฯ ไปยังห้องรับรอง หอประชุมจุฬาฯ ทรงฉายพระฉายาลักษณ์ร่วมกับคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัย

    ทั้งนี้ ภายหลังพิธีพระราชทานปริญญาบัตร บัณฑิตจุฬาฯ ร่วมพิธีถวายสักการะสมเด็จพระปิยมหาราชและสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ณ หอประชุมจุฬาฯ 

    จุฬาฯ มีลักษณะของความเป็นพี่น้อง ความอบอุ่น เป็นสังคมที่อยากอนุรักษ์ไว้

    ศาสตราจารย์ เภสัชกรหญิง ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chula.ac.th/news/263113/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WE_JcKVbHHOVmsK8dXXi-

  • “นฤมล”ย้ำ Home School ต้องขออนุญาตก่อนได้รับเงินอุดหนุน

    “นฤมล”ย้ำ Home School ต้องขออนุญาตก่อนได้รับเงินอุดหนุน

    “นฤมล”ถก กศจ.กทม.ย้ำ จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว หรือ Home School ต้องขออนุญาตก่อน รับเงินอุดหนุนตามรอบเรียน

    ศ. ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ประชุมคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร (กศจ.กทม.) ครั้งที่ 6/2568 โดยมีนายสุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ศึกษาธิการจังหวัดกรุงเทพมหานคร เข้าร่วม ณ ห้องประชุมราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ และผ่านระบบการประชุมทางไกลอิเล็กทรอนิกส์

    ที่ประชุมฯ เห็นชอบการขออนุญาตจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากรุงเทพมหานคร (สพป.กรุงเทพมหานคร) และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 (สพม.กรุงเทพมหานคร เขต 2) ตั้งแต่ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 ซึ่งเป็นไปตามกฎกระทรวงว่าด้วยสิทธิในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัว พ.ศ. 2547 

    ศ. ดร. นฤมล เปิดเผยว่า ตนสนับสนุนข้อสังเกตของคณะกรรมการเกี่ยวกับการยื่นขออนุญาตจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวใน 2 ประเด็น ได้แก่ 

    1.ผู้จัดการศึกษาที่จะดำเนินการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวได้ ต้องได้รับการอนุญาตก่อน จึงจะดำเนินการจัดการศึกษาได้ตามที่ขออนุญาต แม้ว่าจะดำเนินการยื่นขออนุญาตได้ตลอดเวลา 

    2.ผู้ที่ได้รับการอนุญาตให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวแล้ว จะได้รับเงินอุดหนุนการจัดการศึกษา ตามรอบที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจัดสนับสนุนให้ เช่น ในภาคเรียนที่ 1 (พฤษภาคม) หรือ ภาคเรียนที่ 2 (พฤศจิกายน) หากขออนุญาตระหว่างภาคเรียน จะได้รับเงินอุดหนุนในภาคเรียนต่อไป ไม่สามารถให้ย้อนหลังได้ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/731200&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3MbzMAi_OjA1z8PgRGIO2X

  • สจด. จัดฝึกอบรมผู้ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 2 (หลักสูตร 18 ชั่วโมง) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สจด. จัดฝึกอบรมผู้ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน สาขาช่างไฟฟ้าภายในอาคาร ระดับ 2 (หลักสูตร 18 ชั่วโมง) — สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา CDTI

    สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา
    อาคาร ๖๐ พรรษา ราชสุดาสมภพ
    สำนักพระราชวัง สนามเสือป่า
    ถนนศรีอยุธยา เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300

    Chitralada Technology Institute
    Rajasudasambhava 60, Bureau of the Royal
    Household Sanam Sueapa, Sri Ayutthaya Rd., Dusit, Bangkok 10300

    ทุกวัน จันทร์-ศุกร์
    8.30 น. – 16.30 น.
    (ยกเว้น วันหยุดนักขัตฤกษ์)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdti.ac.th/content/115592/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09JBpTqFyT8G7_5Uz_YH09

  • เชียงใหม่จับมือเกาหลี ตั้งเป้าเชียงใหม่เป็น ‘เสือเศรษฐกิจเอเชีย’ อีกครั้ง!

    เชียงใหม่จับมือเกาหลี ตั้งเป้าเชียงใหม่เป็น ‘เสือเศรษฐกิจเอเชีย’ อีกครั้ง!

    เชียงใหม่จับมือเกาหลี ตั้งเป้าเชียงใหม่เป็น ‘เสือเศรษฐกิจเอเชีย’ อีกครั้ง! ภาคเอกชนนำร่อง เปิดตัวเทคโนโลยีท่องเที่ยวครบวงจร ปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐานรับนักลงทุน Social Impact จากทั่วโลก

    เชียงใหม่, ประเทศไทย – (วันที่ 26 กันยายน 2568) – จังหวัดเชียงใหม่ประกาศภารกิจระดับชาติในการปรับทิศเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เพื่อทวงคืนสถานะ ‘เสือเศรษฐกิจแห่งเอเชีย’ ผ่านการยกระดับภาคการท่องเที่ยว โดยมีภาคเอกชนเป็นผู้นำ และภาครัฐให้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการ ในงาน “Chiang Mai Alive: Become The New Economic Tiger of Asia”

    การพลิกเกมสู้ความท้าทายด้วยกลยุทธ์เชิงรุก

    งานนี้เกิดขึ้นจากความร่วมมืออันแข็งแกร่งระหว่างภาคธุรกิจและหน่วยงานภาครัฐจากไทยและเกาหลีใต้โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาที่ภาคการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญหน้า:

    • เป้าหมายหลัก คือการดึงดูด นักท่องเที่ยวคุณภาพสูง ที่ต้องการมาสัมผัสจิตวิญญาณของเชียงใหม่อย่างแท้จริง และกระจายรายได้จากการท่องเที่ยวลงสู่รากหญ้า
    • ภารกิจสำคัญ คือการนำความสำเร็จของ Soft Power และ เทคโนโลยี ของเกาหลีใต้มาเป็นบทเรียน เพื่อ “ปฏิวัติ” โครงสร้างพื้นฐานการท่องเที่ยวของเชียงใหม่ในทุกมิติ

    ความน่าตื่นเต้น

    Chiang Mai Alive ในครั้งนี้ มิได้มาเพียงเพื่อตั้งเป้าหมายเพียงเพื่อมีอยู่ในกระดาษ แต่มาเพื่อจุดฉนวนความตื่นตัวของผู้คนทั่วเชียงใหม่ ให้มีแรงบัลดาลใจในการร่วมกับพัฒนาเมืองนี้อีกครั้ง ในงานจึงมีผู้เข้าร่วมกว่า 250 ราย ที่มีครบทุกรูปแบบทั้งภาครัฐทุกระดับ ภาคเอกชนขนาดใหญ่ขนาดเล็ก กลุ่มการเมือง ภาคประชาสังคม และบุคคลทั่วไป มาร่วมจับมือกันภายใต้แนวคิดเดียวกันกับการทำให้เชียงใหม่กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง แม้ต้องใช้เวลาอีกหลายปีก็ตาม

    โดยมี คุณวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมเป็นเกียรติมาร่วมในงานครั้งนี้ พร้อมทั้งแขกสำคัญ คุณ พรวิภา ตั้งเจริญมั่นคง ผู้อำนวยการอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทยสำนักงานภาคเหนือ , คุณ ธีรพัฒน์ ตันพิริยะกุล รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ , คุณ วัชรายุธ์ กัววงศ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานจังหวัดเชียงใหม่ , คุณ อี กวัง-ซู (Lee Kwang-soo) ผู้อำนวยการองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวเกาหลี (KTO) ประจำประเทศไทย , คุณจองแท คิม (Jeongtae KIM) ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทกองทุนสร้างผลกระทบทางสังคม Merry Year Social Company Korea (เข้าร่วมรูปแบบออนไลน์) , คุณเสาวคนธ์ ศรีบุญเรือง เครือข่ายชุมชนเมืองรักษ์เชียงใหม่ และ ดร.พันธุ์อาจ ชัยรัตน์ ประธานและผู้ร่วมก่อตั้ง Canvas Ventures International Thailand รวมทั้งองค์กรหน่วยงานต่างๆอีกมากมาย


    ดึงดูด ‘ทุนแห่งความรับผิดชอบ’: วาง Impact Investment เป็นรากฐาน

    ใน Session สำคัญช่วงบ่าย ผู้เชี่ยวชาญได้เน้นย้ำว่า การเป็นเสือเศรษฐกิจในยุคใหม่ต้องใช้ Impact Investment (การลงทุนเพื่อสังคม) เป็น DNA หลัก ในการสร้างธุรกิจที่สามารถทำกำไรและสร้างคุณค่าได้พร้อมกัน โดยเฉพาะในเชียงใหม่ ซึ่งถูกเรียกว่า “เมืองปราบเซียน” เนื่องจากปัญหาเชิงโครงสร้างและการเติบโตที่ไม่สมดุลในอดีต

    • ปฏิวัติทุนสู่การ “สร้างความดี” อย่างจริงใจ: Impact Investment แตกต่างจากการลงทุนที่แค่มองข้ามความรับผิดชอบ (ESG/SRI) โดยต้องมี ความตั้งใจ (Intentionality) ในการสร้างผลกระทบ และมี การวัดผล (Measurability) ที่เข้มงวด เพื่อให้ธุรกิจสร้างผลตอบแทนทางการเงินที่คุ้มค่าไปพร้อมกับการแก้ไขปัญหาสังคม
    • สนามรบที่รอ Impact Tech: เชียงใหม่คือสนามรบที่สมบูรณ์แบบที่ต้องเผชิญกับ PM 2.5 และ Over Tourism/Low Value ดังนั้น Impact Fund จะพุ่งเป้าไปที่ Travel Tech Startup เพื่อเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการดึงดูดกลุ่ม FIT ที่ต้องการประสบการณ์ที่มีความหมายและรับผิดชอบ
    • ยกระดับสู่ Regenerative Tourism: การลงทุนจะสนับสนุนโมเดล Regenerative Tourism ที่เน้นการ คืนกำไรสู่ชุมชนโดยตรง เพื่อเปลี่ยนการท่องเที่ยวที่มีมูลค่าต่ำ (Low Value) สู่มูลค่าสูง (High Value)

    เปิดตัวเทคโนโลยีและแบรนด์ครบวงจร: โอกาสท้องถิ่นในโลกใหม่

    ใน Session 2: Chiang Mai Launch Solution ได้มีการเปิดตัวเครื่องมือและแพลตฟอร์มสำคัญ ที่จะช่วยให้ธุรกิจท้องถิ่นและชุมชนสามารถเติบโตในตลาดโลกได้อย่างยั่งยืน:

    • Launch City Branding: เปิดตัวแบรนด์เมืองใหม่ “Chiang Mai Alive, The Destination of Life” เป็นหัวใจหลักในการทำการตลาด เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาสัมผัสชีวิตและวัฒนธรรมของชาวเชียงใหม่
    • Launch Eiiga OTA: เปิดตัวแอปพลิเคชันท่องเที่ยวประจำจังหวัด ที่เน้นการมอบ ประสบการณ์จริงในราคาที่เป็นธรรม และเปิดโอกาสให้ธุรกิจ ชุมชน และประชาชนท้องถิ่นได้เติบโตผ่านฟีเจอร์ต่างๆ ได้แก่
      • Eiiga OTA Phase 1 (25 ตุลาคม – 30 พฤศจิกายน 2025)
        • “Eiiga Reserve” Reserve your seat, savor the moment จองง่าย ได้ชัวร์
          • ระบบจองโต๊ะร้านอาหาร ทั้งร้านดังยอดฮิตและร้านที่มีดีที่หลบซ่อนอยู่ โดยคิดค่าโต๊ะแบบเป็นธรรม รวมถึงพร้อมขายเซ็ทอาหารที่ทำให้นักเดินทางทั่วโลกไม่ต้องรอนานในราคาที่ดีกว่าใครๆ
        • “Eiiga Experience with Thai Price” Fair price, priceless in experience ราคาที่จริงใจ พร้อมประสบการณ์ถึงใจจริง
          • ระบบจองกิจกรรมประสบการณ์ทุกรูปแบบ สปา นวด เวิร์คชอป ตั๋วแหล่งท่องเที่ยว และกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย ที่มาพร้อมราคาที่เป็นธรรมกับนักท่องเที่ยว เพราะทางอี้ก่ะต้องการสู้สงครามราคากับ OTA ระดับโลก โดยจะบวกค่าคอมมิชั่นเพื่อเพียงพอสำหรับจ่ายค่าภาษีและค่าดำเนินการบางส่วนเท่านั้น เพื่อให้เงินส่วนต่างทำสำคัญต้องอยู่ในระบบไทย
        • “Eiiga Original Experience” Discover the local secrets…exclusive to Eiiga ประสบการณ์โลคอลเหนือชั้น…ที่มีแค่เรา
          • ชูจุดเด่นความเป็นแพลตฟอร์มท้องถิ่นด้วยกิจกรรมที่ขายเฉพาะอี้ก่ะเท่านั้น โดยมีเป้าหมายจับมือเครือข่ายภาควัฒนธรรมล้านนา เพื่อสร้างอาชีพให้แก่ผู้สูงอายุและเครือข่ายวัฒนธรรมทุกรุ่น และเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญในไลฟ์สไตล์ต่างๆเช่นผู้เชี่ยวชาญด้านกาแฟ ด้านการทำอาหาร เพื่อให้วัฒนธรรมทั้งแบบดั้งเดิมและสมัย ได้เติบโตไปพร้อมๆกัน และสร้างความแตกต่างให้อี้ก่ะในเวทีโลกอีกด้วย
    • Eiiga OTA Phase 2 (1 ธันวาคม 2025 – มีนาคม 2026)
      • “Eiiga Pass” 1 Pass Around Chiang Mai บัตรเดียวเที่ยวทั้งเชียงใหม่
        • บัตรรับสิทธิประโยชน์จากพาทเนอร์ธุรกิจท้องถิ่นในเชียงใหม่ ราคาประหยัด เพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถเก็บเงิน เพื่อกระจายไปเปิดรับประสบการณ์ใหม่ๆในจำนวนที่มากขึ้น มาพร้อมกับดีไซน์น่าสะสมและมีเอกลักษณ์
      • “Eiiga Stamp Pass” “Sawasdee Jao Passport”
        • พาสปอร์ตแสตมป์ที่มาคู่กับ Eiiga Pass ออกแบบมาเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้ไปตามเก็บแสตมป์อักษรล้านนาสุดเอกลักษณ์ ณ แหล่งท่องเที่ยวสำคัญและมีเรื่องราวทั่วเชียงใหม่ รวมถึงตามแหล่งพาทเนอร์ธุรกิจของอี้ก่ะเช่นกัน
      • “Eiiga Transport” Gateway to move around
        • ช่องทางซื้อบัตรโดยสารการเดินทางกับทุกพาหนะ เช่น ตั๋วรถบัสประจำทางในตัวเมือง (City Bus) และรถเช่าพร้อมคนขับ
    • Eiiga Friend: Linking People, Scaling Impact
      • อี้ก่ะมาพร้อมระบบพาทเนอร์กับเหล่าอินฟูลและครีเอเตอร์จากทุกมุมโลก ที่พร้อมทำ affliate marketing ร่วมกัน เพื่อให้เหล่าครีเอเตอร์มาเป็นเพื่อนร่วมนำเสนอของดีท้องถิ่น ที่มีเสน่ห์และเอกลักษณ์ไม่ซ้ำใคร
    • Eiiga For Business
      • หัวใจสำคัญของอี้ก่ะคือพาทเนอร์ธุรกิจท้องถิ่น โดยอี้ก่ะตั้งใจสร้างเครือข่ายผู้ประกอบการผ่านระบบ Eiiga For Business เพื่อมอบเครื่องมือและบริการที่มีคุณภาพ มาช่วยยกระดับธุรกิจทุกรูปแบบ มีบริการทั้งแบบฟรีและเสียเงิน เพื่อสร้างมาตรฐานการทำธุรกิจแบบไม่เอารัดเอาเปรียบใคร
    • Launch RIKAride Thailand: เปิดตัวแอปพลิเคชันเดินทางด้วยเทคโนโลยีระดับโลก จากพาทเนอร์เกาหลีใต้ บริษัท Stuido Galilei ที่มีเทคโนโลยีด้าน DLT ติดอันดับ 2 ของเอเชีย เริ่มเปิดตัวพฤศจิกายนนี้ กับเป้าหมายที่ต้องการให้นักท่องเที่ยวได้รับความสะดวกสบายในการเดินทาง ตอบโจทย์คำว่า SMART CITY ด้วยบริการเรียกรถพร้อมคนขับ ในราคาที่คุ้มค่า มีมาตรฐาน เพื่อกระจายการท่องเที่ยวสู่พื้นที่อำเภออื่นๆรอบเชียงใหม่ เช่น แม่ริม ดอยสะเก็ต สันกำแพง หางดง เชียงดาว และอื่นๆ
    • Launch iChiangmai: 1 ตุลาคมนี้ อี้ก่ะช่วยต่อยอดสื่อ iChiangmai ที่ครบรอบ 5 ปี มาเป็น Official Tourist Information Center สื่อและแพลตฟอร์มที่เป็น ประตูบานเดียว ให้นักท่องเที่ยวเข้าถึงข้อมูลท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ พร้อมชูเสน่ห์ท้องถิ่นเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเมือง โดยได้เปิดสื่อโซเชียลมีเดียถึง 5 ภาษา ได้แก่ ไทย อังกฤษ เกาหลี จีน และ ญี่ปุ่น ผู้ติดตามรวมกันกว่า 130,000 ราย พร้อมเว็บไซต์ www.ichiangmai.co.th ที่สามารถเข้าถึงได้จากทั่วโลก และที่สำคัญ ยังพร้อมเปิดลิสต์ “iChiangmai Selected” ตราสัญลักษณ์ที่พร้อมเปิดตัว 100 ธุรกิจแรกในเชียงใหม่ ที่ได้รับเลือกจากทีมงาน iChiangmai โดยมีเป้าหมายให้ธุรกิจท้องถิ่นที่มีคุณภาพ มีเรื่องราว มีมาตรฐานสากล ได้เข้าถึงนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกมากขึ้น เพื่อเป็นแรงบัลดาลใจให้ร้านค้าอีกมากมาย ได้ตั้งใจพัฒนาธุรกิจไปอีกขั้น

    ดึงดูดการลงทุน Social Impact และการเรียกร้องให้ร่วมมือ

    งานยังได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการดึงดูดการลงทุนเพื่อสังคม (Social Impact Investment) ซึ่งเป็นเทรนด์ใหม่ที่สามารถสร้างทั้งผลกำไรและความยั่งยืน โดยเชิญชวนนักลงทุนทั่วโลกให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศการเริ่มต้นธุรกิจในเชียงใหม่

    ผู้จัดงานและผู้บริหารทุกภาคส่วนเน้นย้ำว่า:

    “ภารกิจพลิกฟื้นอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเชียงใหม่นี้ เป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมืออันแข็งแกร่ง และจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อคนเชียงใหม่ทุกภาคส่วนต้องช่วยกัน ทำเพื่อบ้านเมืองของเราเอง เราขอเชิญชวนผู้ประกอบการทุกท่านเข้าร่วมเครือข่ายธุรกิจที่พร้อมเติบโตและสร้างการเปลี่ยนแปลงไปด้วยกัน”


    ติดตามการเป็นเสือเศรษฐกิจของเอเชียของเชียงใหม่ผ่านทาง

    Facebook: Chiang Mai Alive
    Facebook: iChiangmai
    Facebook: Eiiga อี้ก่ะ
    Facebook: Eiiga for Business


    #ChiangMaiAlive2025 #NewEconomicTiger #ChiangMaiLiveLifeYourWay #SocialImpactInvestment

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3782742/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1a7d1HPGNdn6Bpmv5jEzYt