Blog

  • แลอดีต 50 ปี แห่งอ้อมกอดมรณะ กษัตริย์ไฟซาลแห่งซาอุดีอาระเบียถูกปลงพระชนม์โดยพระนัดดา – BBC News ไทย

    แลอดีต 50 ปี แห่งอ้อมกอดมรณะ กษัตริย์ไฟซาลแห่งซาอุดีอาระเบียถูกปลงพระชนม์โดยพระนัดดา – BBC News ไทย

    King Faisal of Saudi Arabia (Faisal bin Abdulaziz Al Saud) speaking at a press conference at the Dorchester hotel, London, in May 1967.  He is seated behind a table with multiple microphones, dressed in traditional Saudi attire, including a head covering and robe.

    ที่มาของภาพ, C Maher/Daily Express/Hulton Archive/Getty Images

      • Author, หลุยส์ ฮิดัลโก
      • Role, บีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

    ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 1975 สมเด็จพระราชาธิบดีไฟซาลแห่งซาอุดีอาระเบียทรงถูกลอบปลงพระชนม์ในกรุงริยาด เมื่อเจ้าชายไฟซาล บิน มูซาด พระนัดดาทรงใช้พระแสงปืนยิงสังหารพระองค์ในระยะประชิด

    ในขณะนั้น อาห์เหม็ด ซากี ยามานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงปิโตรเลียมและทรัพยากรธรรมชาติ ยืนข้าง ๆ ขณะที่พระองค์ทรงถูกยิง

    ต่อมาในปี 2017 ดร.เม ยามานี บุตรสาวของเขาได้เล่าให้บีบีซีฟังถึงเหตุการณ์ที่ยากจะลืม

    “ฉันไม่มีวันลืมวันนั้น ฉันซึมซับความเจ็บปวดของพ่อ และฉันยังคงจำได้จนถึงทุกวันนี้ ลองนึกภาพบุคคลที่ยืนอยู่ข้าง ๆ คือที่ปรึกษาของเขา เป็นอาจารย์ของเขา และเป็นเพื่อนของเขา ที่ถูกยิงในระยะประชิดเช่นนี้ดูสิ”

    กษัตริย์ไฟซาลทรงถูกยิงถึง 3 ครั้งติดต่อกันอย่างรวดเร็ว ขณะที่พระองค์ทรงก้มลงจุมพิตพระนัดดาเพื่อทักทาย

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    • The sun rises over the carved stone stairways and columns of the terrace at the ruined ancient Persian city of Persepolis. A raised stone area contains many giant stone columns and lintel structures. Figures are carved into the base of the platform.

    • แพทองธาร ชินวัตร บอกกับ สส. และสมาชิกพรรคเพื่อไทยว่า เป็นครั้งแรกที่ได้ “สื่อสารแบบใจถึงใจ” หลังเกิดความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

    • Newly-elected Liberal Democratic Party (LDP) leader Sanae Takaichi receives an applause after winning the LDP leadership election on October 4, 2025 in Tokyo, Japan

    • King Faisal of Saudi Arabia (Faisal bin Abdulaziz Al Saud) speaking at a press conference at the Dorchester hotel, London, in May 1967.  He is seated behind a table with multiple microphones, dressed in traditional Saudi attire, including a head covering and robe.

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    บิดาของ ดร.ยามานี รัฐมนตรีผู้ภักดีต่อกษัตริย์ไฟซาลตลอดระยะเวลา 15 ปี และมักจะอยู่เคียงข้างพระองค์แทบจะตลอดเวลา เล่าว่า กษัตริย์ไฟซาลทรงถูกนำส่งไปยังโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วน แต่สวรรคตในเวลาต่อมาไม่นาน

    ทั้งนี้ กษัตริย์ไฟซาล ทรงเป็นผู้ปกครองลำดับที่สามแห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ดินแดนที่อุดมไปด้วยทรัพยากรน้ำมันใต้ผืนทะเลทราย และยังทรงเป็นหนึ่งในพระโอรสของกษัตริย์ผู้ทรงก่อตั้งประเทศด้วย

    Numerous heads of state attend the funeral ceremonies for Saudi King Faisal in 1975 in Riyadh. Among them, his successor King Khaled, Chairman of the Palestine Liberation Organization (PLO) Yasser Arafat, President of the Republic of Egypt Anwar al Sadat, Algerian President Houari Boumedienne, and President of Syria Hafez El Assad.

    ที่มาของภาพ, Claude Salhani/Sygma/Getty Images

    คำบรรยายภาพ, มีประมุขจากหลายชาติในขณะนั้นได้เข้าร่วมงานพระราชพิธีพระบรมศพกษัตริย์ไฟซาลในปี 1975 ในกรุงริยาด อาทิ ยัสเซอร์ อาราฟัต ผู้นำองค์การปลดปล่อยแห่งชาติปาเลสไตน์ หรือ (Palestine Liberation Organization – PLO), อันวาร์ อัล ซาดัต ประธานาธิบดีอียิปต์, ฮูอารี บูเมเดียน ประธานาธิบดีแอลจีเรีย และฮาเฟซ อัล-อัสซาด ประธานาธิบดีซีเรีย

    ในวันเกิดเหตุ เม ยามานี ซึ่งตอนนั้นเธอมีอายุ 18 ปี กำลังรอคอยบิดาของเธออยู่อีกฟากหนึ่งของเมืองห่างออกไปไม่กี่ไมล์

    “ตอนนั้นฉันนั่งอยู่ภายในอะพาร์ตเมนต์ของพ่อที่รายล้อมไปด้วยหนังสือของเขา พ่อเดินเข้ามาในห้องด้วยท่าทีที่แปลกประหลาด ใบหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวด เขาเดินตรงไปที่ห้องรับประทานอาหารแล้วเขาก็กรีดร้องออกมาและพูดได้คำ ๆ เดียวว่า “หายนะแท้ ๆ”

    ในวันนั้นเหมือนไม่ใช่ตัวเขาเลย ซึ่งเคยขึ้นชื่อว่า เป็นบุคคลที่สงบเสงี่ยม พูดจาเบา ๆ และแล้วเขาก็ตัดสินใจบอกลูกสาวว่าเกิดอะไรขึ้น

    “เวลาประมาณ 10.00 น. ขณะที่คณะผู้แทนด้านกิจการน้ำมันของคูเวตกำลังเข้าเฝ้ากษัตริย์ไฟซาลในพระราชวัง และพ่อของฉัน ในขณะนั้นดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงปิโตรเลียมและทรัพยากรธรรมชาติก็เข้าไปชี้แจงต่อกษัตริย์ไฟซาล” ดร.ยามานี เล่า

    “เจ้าชายพระองค์นั้น ช่างน่าขันที่ทรงมีพระนามเดียวกันว่า เจ้าชายไฟซาล [อิบู มุซาอิด] ทรงเป็นพระนัดดาของกษัตริย์ไฟซาล ทรงเสด็จมาพร้อมกับคณะผู้แทนดังกล่าวพร้อมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงปิโตรเลียมและทรัพยากรธรรมชาติของคูเวต จากนั้นกษัตริย์ไฟซาลก็ทรงกางพระกรออกเพื่อโอบกอดพระนัดดา”

    “ต่อมาพระนัดดาของพระองค์ทรงหยิบพระแสงปืนขนาดเล็กออกจากกระเป๋าและยิงพระแสงปืนไปยังพระเศียรของพระองค์เป็นจำนวนสามนัด และพ่อของฉันก็ยืนอยู่ใกล้ ๆ กับพระองค์”

    บางรายงานในขณะนั้นระบุว่า ผู้ก่อเหตุดูเหมือนจะบอกกับตำรวจว่า ยามานีผู้พ่อยืนอยู่ใกล้มากจนเขาคิดว่าเขาได้สังหารยามานีไปด้วย ต่อมายามานีได้เดินทางไปโรงพยาบาลกับกษัตริย์ไฟซาล ซึ่งเป็นสถานที่ที่ยืนยันว่า พระองค์ทรงสิ้นพระชมน์แล้ว

    “หลังจากนั้น ทุกอย่างกลายเป็นความเงียบงัน ตามถนนในกรุงริยาดก็เต็มไปด้วยความว่างเปล่า และเงียบสงัด” เธอบรรยายให้ฟัง

    กษัตริย์นักปฏิรูป

    ในปี 1964 กษัตริย์ไฟซาลทรงขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์แห่งราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย ดินแดนที่มีผืนทะเลทรายกว้างใหญ่เทียบเท่ากับพื้นที่ของยุโรปตะวันออก และยังได้รับการยกย่องว่าเป็น พันธมิตรชาติอาหรับรายใหม่ของอังกฤษ

    พระราชกรณียกิจของพระองค์คือการสร้างความทันสมัยให้กับซาอุดีอาระเบีย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในประเทศที่ล้าหลังมากที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง ดังที่เดวิด ดิมเบิลบี ผู้สื่อข่าวของบีบีซีในขณะนั้นได้กล่าวไว้ แต่พระองค์ทรงทำได้สำเร็จหรือไม่ โดยที่จะไม่สูญเสียบัลลังก์ไป

    พระองค์ทรงเป็นหนึ่งในพระโอรสที่มีพระชนมายุมากที่สุดของกษัตริย์อับดุลอาซิส อัล ซาอุด ทรงร่วมรบในยุทธการของพระราชบิดาเพื่อรวมคาบสมุทรอาหรับ ซึ่งนำไปสู่การสถาปนาราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบียขึ้นเมื่อ 30 ปีก่อนหน้านั้น

    ต่อมาพระองค์ทรงได้รับการสถาปนาเป็นนายกรัฐมนตรีภายใต้การปกครองของพระเชษฐาของพระองค์หลังจากพระราชบิดาสวรรคต

    เมื่อเวลาผ่านไป พระองค์ทรงขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ พระองค์เป็นกษัตริย์ที่ถูกกล่าวขวัญว่า ทรงเป็นนักการเมืองที่เฉียบแหลม เคร่งศาสนา ขยันขันแข็ง และเป็นนักปฏิรูป อีกทั้งยังทรงเคยค้าขายในเมืองหลวงในประเทศต่าง ๆ ของโลกมาก่อน

    นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงถูกมองว่าเป็นผู้ปกครองที่ต้องการใช้ความมั่งคั่งจากน้ำมันที่เพิ่งค้นพบของประเทศเพื่อนำพาความเป็นรัฐสมัยใหม่ ซึ่งรวมไปถึงระบบการศึกษา สาธารณสุข และระบบตุลาการ มาสู่ซาอุดีอาระเบีย

    ทว่าการปฏิรูปของกษัตริย์ไฟซาลไม่ได้ทำให้กลุ่มอนุรักษนิยมในศาสนาอิสลามที่เคร่งครัดซึ่งราชวงศ์ของพระองค์เป็นพันธมิตรด้วยมีความพอใจเสมอไป

    เมื่อกลางทศวรรษที่ 1960 ในขณะที่พระองค์ทรงร่วมเปิดสถานีโทรทัศน์แห่งแรกของซาอุดีอาระเบีย ได้เกิดการโจมตีด้วยอาวุธที่อาคารดังกล่าว ซึ่งเหตุการณ์นั้นนำโดยพระเชษฐาของพระนัดดาของพระองค์ ผู้ที่ต่อมาคือ ผู้ลอบปลงพระชนม์พระองค์เอง

    นอกจากนี้กษัตริย์ไฟซาลยังทรงเปิดโอกาสให้เด็กผู้หญิงได้รับการศึกษาด้วย

    ดร.ยามานี เล่าว่า “พระราชินีอิฟฟัต [พระมเหสีองค์ที่สอง] ทรงริเริ่มการศึกษาสำหรับเด็กหญิงในราชอาณาจักรซาอุดีอาระเบีย

    “ฉันภูมิใจที่ได้กล่าวว่า ฉันเป็นหนึ่งในนักเรียนหญิง 9 คนแรกในโรงเรียนของพระองค์ และกษัตริย์ไฟซาลทรงโน้มน้าวสถาบันทางศาสนาเปิดโอกาสให้การศึกษาแก่ผู้หญิง และพวกเธอจะเป็นแม่ที่ดีขึ้น โรงเรียนนั้นมีชื่อว่า ดาร์ อัล ฮานัน (Dar Al Hanan) หรือโรงเรียนแห่งความอ่อนโยน”

    Saudi Arabian Oil Minister Sheik Ahmed Zaki Yamani speaking at a press conference in June 1978

    ที่มาของภาพ, Bettmann Archive/Getty Images

    คำบรรยายภาพ, อาห์เหม็ด ซากี ยามานี เป็นสามัญชนที่ได้รับการศึกษาระดับสูงและยังเป็นทนายความ แต่ไม่ได้เป็นสมาชิกของราชวงศ์ของซาอุดีอาระเบีย

    อาห์เหม็ด ซากี ยามานี เริ่มทำงานให้กับกษัตริย์ไฟซาลตั้งแต่ปี 1960 นี่ถือเป็นเรื่องแปลก เพราะเขาเป็นสามัญชน เป็นผู้มีการศึกษาสูง และเป็นทนายความ แต่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของราชวงศ์ในซาอุดีอาระเบีย

    กษัตริย์ไฟซาลทรงอ่านบทความบางชิ้นที่เขาเขียน และบทความเหล่านี้ก็เป็นที่สนพระทัยของพระองค์

    “พ่อของฉันเปิดสำนักงานกฎหมายแห่งแรก แล้วท่านก็เขียนบทความที่ท้าทายที่สุดเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยและธรรมาภิบาล บทความเหล่านั้นลงนามโดยชายคนหนึ่งชื่ออาบู เม หรือ พ่อของหญิงสาวคนหนึ่งชื่อเม เพราะฉันเป็นลูกสาวคนแรกของท่าน ดังนั้นเจ้าชายไฟซาล ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงอิสริยยศเป็นมกุฎราชกุมาร จึงตรัสถามว่า ‘ชายคนนี้คือใคร ?’ เพราะพระองค์ทรงกำลังมองหาที่ปรึกษาทางกฎหมาย

    ต่อมากษัตริย์ไฟซาลทรงแต่งตั้งให้อาห์เหม็ด ซากี หรือที่รู้จักกันในชื่อ ชีค ยามานี เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงปิโตรเลียมและทรัพยากรธรรมชาติของพระองค์

    นอกจากนี้ พระองค์ได้ทรงร่วมกันรัฐมนตรีคนนี้วางนโยบายที่ทำให้ซาอุดีอาระเบียสามารถควบคุมทรัพยากรน้ำมันมหาศาลได้อย่างเต็มที่เป็นครั้งแรก และทำให้ซาอุดีอาระเบียกลายเป็นมหาอำนาจที่น่าเกรงขามในโลกอาหรับและบนเวทีระหว่างประเทศ

    การผลัดเปลี่ยนอำนาจ

    ในปี 1973 หลังสงครามระหว่างอิสราเอลและประเทศเพื่อนบ้านในอาหรับจบลง ซาอุดีอาระเบีย ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก ได้เป็นผู้นำการรณรงค์ให้ใช้น้ำมันเป็นอาวุธทางการเมืองเป็นครั้งแรก

    การลดการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศที่สนับสนุนอิสราเอล ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้น ซึ่ง ชีค ยามานี คือผู้รับหน้าที่ให้ออกมาสื่อสารในเรื่องนี้

    “สิ่งที่เราต้องการคือ การถอนกำลังอิสราเอลออกจากดินแดนอาหรับที่ถูกยึดครองทั้งหมด จากนั้นราคาน้ำมันก็จะอยู่ในระดับเดียวกับเดือน ก.ย. 1973” เขากล่าว

    เขายอมรับว่า ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างมากจะหมายถึงการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจระหว่างประเทศกำลังพัฒนา ประเทศผู้ผลิต และประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล้ว

    การเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจดังกล่าวได้รับการยอมรับในปี 1974 (หรือหนึ่งปีก่อนที่พระองค์จะทรงถูกปลงพระชนม์) และกษัตริย์ไฟซาลยังทรงได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลแห่งปีโดยนิตยสารไทม์ด้วย

    ดร.ยามานี กล่าวว่า “เราไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริงของการลอบปลงพระชนม์กษัตริย์ไฟซาล นอกจากข้อเท็จจริงที่ว่า ฆาตกรเป็นชายที่มีความผิดปกติทางจิต ตอนนั้นฉันอายุได้เพียง 18 ปี และรู้สึกถึงความเจ็บปวดของบิดา และยังคงจำได้จนถึงทุกวันนี้”

    หลังการสวรรคตของกษัตริย์ไฟซาล ชีค ยามานี ยังคงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงปิโตรเลียมและทรัพยากรธรรมชาติของซาอุดีอาระเบียต่ออีก 11 ปี จนถึงปี 1986

    ส่วน ดร.ยามานี ซึ่งเป็นบุตรสาวของรัฐมนตรีคนนี้ ได้ศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา และกลายเป็นสตรีชาวซาอุดีอาระเบียคนแรกที่ได้รับปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด

    เธอเขียนหนังสือเกี่ยวกับอัตลักษณ์ของชาวอาหรับหลายเล่ม และยังเป็นที่ปรึกษาให้กับธนาคารต่าง ๆ เช่น โกลด์แมน แซคส์ และบริษัทน้ำมันต่าง ๆ เช่น เชลล์

    บทความนี้อ้างอิงมาจากตอนหนึ่งของรายการ “วิทเนสส์ ฮิสทรี” (Witness History แปลเป็นไทยว่า แลประวัติศาสตร์) ของบีบีซี เวิลด์ เซอร์วิส

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c5y5lzjv95qo&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mEY2Cp-SddcawnnnO8Tbv

  • ทายถูกไหม? นี่คือใคร พิธีกรสาวสวยเมื่อ 26 ปีก่อน ใบ้ว่าคือคนที่เรา เห็นหน้าแทบทุกวัน

    ทายถูกไหม? นี่คือใคร พิธีกรสาวสวยเมื่อ 26 ปีก่อน ใบ้ว่าคือคนที่เรา เห็นหน้าแทบทุกวัน

    ทายถูกไหม? นี่คือใคร ภาพพิธีกรสาวสวยเมื่อ 26 ปีก่อน ที่ปัจจุบันคือผู้ประกาศข่าวดัง

    เชื่อว่าหลายคนอาจต้องขยี้ตา เมื่อเห็นภาพพิธีกรสาวสวยจากรายการ “ข่าวเยาวชน” ทางช่อง 9 เมื่อปี พ.ศ. 2542 หรือเมื่อ 26 ปีก่อน หลายคนอาจจะทายกันไปต่างๆ นานาว่าเธอคือใคร แต่เฉลยก็คือ ดร.หมวย อริสรา กำธรเจริญ ผู้ประกาศข่าวและพิธีกรมากความสามารถนั่นเอง

    เมื่อนำภาพในอดีตของเธอมาเทียบกับบทบาทผู้ประกาศข่าวรายการ “เที่ยงวันทันเหตุการณ์” ทางช่อง 3 ในปัจจุบัน ก็ยิ่งตอกย้ำความสวยสง่าและความอ่อนเยาว์ที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง เรียกได้ว่ากาลเวลาทำอะไรเธอไม่ได้จริงๆ เส้นทางชีวิตและผลงานของเธอนั้นน่าสนใจและเป็นแบบอย่างให้กับคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี

    ประวัติการศึกษาที่ไม่ธรรมดา

    ดร.อริสรา กำธรเจริญ หรือชื่อหลังแต่งงานคือ อริสรา วิภาตะวัติ เกิดเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518 เธอให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างยิ่ง โดยสำเร็จการศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาจากโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ ก่อนจะเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาที่คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

    ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ เธอสามารถคว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งในระดับปริญญาตรี สาขาวิชาวิทยุและโทรทัศน์มาได้สำเร็จ จากนั้นจึงศึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาการบริหารสื่อสารมวลชน และสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก สาขาสื่อสารมวลชน จากสถาบันเดียวกัน นอกจากนี้ เธอยังเคยเป็นอาจารย์พิเศษสอนที่คณะวารสารศาสตร์ฯ อีกด้วย

    เส้นทางในวงการสื่อสารมวลชน

    อริสรา กำธรเจริญ เริ่มเข้าสู่วงการบันเทิงในปี พ.ศ. 2539 จากการประกวดหนุ่มสาวแพรว และได้รับตำแหน่งรองสาวแพรว หลังจากนั้นก็มีผลงานโฆษณาและละครซิตคอมตามมา ก่อนจะผันตัวเข้าสู่วงการข่าวอย่างเต็มตัวในฐานะผู้ประกาศข่าวและพิธีกร

    เธอสร้างชื่อเสียงจากการเป็นพิธีกรรายการที่มีชื่อเสียงหลายรายการในอดีต เช่น เกมคนเก่งกับแอลจี และ ข่าวเยาวชน ทางช่อง 9 ก่อนจะย้ายมาสร้างผลงานคุณภาพกับทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2548 จนถึงปัจจุบัน โดยรายการที่ทำให้เธอเป็นที่จดจำในวงกว้างคือ เที่ยงวันทันเหตุการณ์ และ โหนกระแส รวมทั้ง เรื่องเล่าเสาร์-อาทิตย์ 

    บทบาทผู้ประกาศข่าวคุณภาพ

    ปัจจุบัน ดร.อริสรา กำธรเจริญ ยังคงทำหน้าที่ผู้ประกาศข่าวหญิงในรายการ เที่ยงวันทันเหตุการณ์ ซึ่งความสามารถของเธอนั้นได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง การันตีด้วยรางวัลผู้ประกาศข่าวหญิงยอดเยี่ยม จากเวทีพิฆเนศวร ในปี พ.ศ. 2562 และ พ.ศ. 2566

    นอกเหนือจากความสามารถด้านการข่าวแล้ว อริสรา กำธรเจริญ ยังเป็นที่รักของแฟนข่าว ด้วยบุคลิกที่น่าเชื่อถือ การใช้ภาษาที่ชัดเจน และความเป็นมืออาชีพ ทำให้เธอยืนหยัดอยู่ในวงการสื่อสารมวลชนได้อย่างสง่างามมาจนถึงทุกวันนี้

    แหล่งอ้างอิง

    1. Wikipediaฃ
    2. Positioning Magazine

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9850066/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UPJ_moxzrwdTklqmnwBv8

  • ส่อง “ยิม เลียก – กลุ่มทุนกัมพูชา” ไม้ใหญ่ในร่มเงาตระกูล “ฮุน”

    ส่อง “ยิม เลียก – กลุ่มทุนกัมพูชา” ไม้ใหญ่ในร่มเงาตระกูล “ฮุน”

    ปฎิเสธไม่ได้ว่า อาณาจักรความมั่งคั่งของ “ตระกูลฮุน” ในกัมพูชา เกิดขึ้นจากการปูทางของ “ฮุน เซน” อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ขยายและส่งต่อไปให้ลูก ๆ ทั้ง 5 คน จนสามารถคุมอำนาจในประเทศได้แทบทุกด้าน ทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ การเงิน และการสื่อสาร มีการจัดวางตำแหน่งสำคัญ ๆ ผ่านเครือข่ายเครือญาติและความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ทั้งในและต่างประเทศ

    ในกัมพูชา ฮุน มาเนต (Hun Manet) ลูกชายคนโต ได้เรียนรู้การขึ้นสู่ศูนย์ กลางของอำนาจ เป็นผู้บัญชาการทหารบก ก่อนจะเข้าสู่เส้นทางการเมืองในตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) และก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา เมื่อปี 2566

    หากไล่เลียงความสัมพันธ์เชิงอำนาจในกัมพูชา ผ่านการแต่งงานจะเห็นได้ว่า “ตระกูลฮุน” มีการจัดวางลำดับผ่านเครือข่าย เครือญาติที่กล่าวได้ว่า แทบจะทุกระดับทั้งภาครัฐและเอกชน แบบไร้รอยต่อ ทุกอย่างเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน ขณะที่ชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนกัมพูชาอาจเรียกได้ว่า แทบไม่ได้อะไรเลย

    เปิดสมุดพก 5 ครอบครัวตระกูลฮุน

    ฮุน มาเนต ลูกชายคนโต ในขณะที่ยังเป็นนายทหาร แต่งงานกับ ปึจ จันท์โมนี (Pich Chanmony) ลูกสาวของ ปึจ โสพน ( Pich Sophoan ) รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงแรงงานและอาชีวศึกษา และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของกัมพูชา ในสมัย “ฮุน เซน” เป็นนายก

    ปึจ จันท์โมนี (Pich Chanmony) จบการศึกษาด้านสาธารณสุขในระดับปริญญาเอกจากประเทศอังกฤษ ช่วยงานด้านการแพทย์และสาธารณสุขในกัมพูชา และมีตำแหน่งเป็นรองประธานสภากาชาดกัมพูชา ขณะเดียวกันยังเป็นนักธุรกิจ และเป็นผู้บริหารบริษัทเอกชนอยู่หลายแห่ง

    และหนึ่งในนั้นคือ บริษัท Phnom Penh Toll Way Co. Ltd. ซึ่งดำเนินโครงการก่อสร้างทางด่วน ซึ่งบริษัทดังกล่าวได้ มีทำสัญญาสัมปทานทางด่วนจากรัฐบาลมูลค่ากว่า 10.5 ล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2554 ต่อมาในปี 2558 รัฐบาลของฮุน เซนก็เข้ามาซื้อหุ้นบริษัทดังกล่าว

    ข้อมูลจากกระทรวงพาณิชย์กัมพูชา ระบุว่า ปัจจุบัน ปึจ จันท์โมนี (Pich Chanmony) มีตำแหน่งในบริษัทเอกชน 11แห่ง เป็นประธานกรรมการบริษัทอยู่ 4 แห่ง และมีชื่อเป็นบอดร์ดบริหารอีก 7 บริษัท โดยบริษัทต่าง ๆมีการประกอบธุรกิจหลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็น ด้านเทคโนโลยี การนำเข้า-ส่งออก เวชภัณฑ์ยาและเครื่องมือแพทย์

    ฮุน มานา (Hun Mana) ลูกคนที่ 2 ทำธุรกิจเกี่ยวกับกิจการสื่อสารในประเทศ มีหน้าที่ควบคุมกำกับทิศทางการนำเสนอข้อมูลของข่าวรัฐบาล และจากต่างประเทศ เธอมีตำแหน่งเป็นประธาน Bayon TV และหนังสือพิมพ์ Cam bodge Soir แต่งงานกับ ดาย วิเชีย (Dy Vichea) บุตรชายของ พล.ต.ท. โฮก ลุนดี อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกัมพูชา

    ฮุน มานิต ( Hun Manit) ลูกคนที่ 3 รับราชการทหาร มีตำแหน่ง ผู้อำนวย การข่าวกรองทหารกัมพูชา, รองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ภริยา คือ โฮก ชินดาวี (Hok Chendavy) บุตรสาวของ พล.ต.ท. โฮก ลุนดี อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติกัมพูชา

    ฮุน มานี (Hun Many) ลูกคนที่ 4 เป็นรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงบริการพลเรือน แต่งงานกับ ยิม ไชลิน (Yim Chhay Lin) บุตรสาวของ “ยิม ไซรี” (Yim Chhaily) อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพัฒนาชนบทของกัมพูชา

    และ ฮุน มาลี (Hun Maly) ลูกสาวคนเล็ก เป็นนักธุรกิจ ดูแลโครงการก่อสร้าง และกิจการด้านพลังงาน ทำเรือสำราญร้านอาหารและดูแลเรื่องยา แต่งงานกับ สก พุทธิวุทธ (Sok Puthyvuth) ลูกชาย อดีตรองนายกฯ

    โดย ฮุน เซน มอบหมายให้ สก พุทธิวุทธ (Sok Puthyvuth)เป็นประธานคณะกรรม การบริหารโทรคมนาคมกัมพูชา ดูแลระบบสื่อสารและงาน ICT ทั้งหมด คอยควบคุมและเซนเซอร์เนื้อหาออนไลน์โดยไม่ต้องมีหมายศาล

    ข้อมูลในปี 2563 พบว่า การคุมประเทศทั้งระบบของเครือข่ายอำนาจ “ตระกูลฮุน” ในปัจจุบันพบว่ามีบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศ ซึ่งความเชื่อมโยงและสายพันธ์อยู่เบื้องหลังมากกว่า 114 แห่ง และมีทุนจดทะเบียนรวมกันมากกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จำนวนนี้ยังไม่รวม 16 บริษัท หรือคิดเป็น 14 % ของทั้งหมด 114 บริษัท ที่ไม่พบข้อมูลเกี่ยวกับทุนจดทะเบียน

    โดยบริษัทเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะกระจายอยู่ในภาคธุรกิจที่ทำรายได้สูงที่สุดในกัพูชา ทั้ง ด้านการค้า การเงิน พลังงาน และการท่องเที่ยว รวมถึงภาคธุรกิจที่อาจมีความเชื่อมโยงกับการทุจริตคอร์รัปชัน เช่น การพนัน การก่อสร้าง เกษตรกรรม และการทำเหมืองแร่ 

    เครือข่ายกลุ่มทุนธุรกิจ-สายสัมพันธ์เพื่อนเก่า

    หากมองย้อนกลับดูสายสัมพันธ์ของ “ตระกูลฮุน” กับเครือข่ายใหญ่ของกลุ่มทุนธุรกิจในกัมพูชาพบว่า มีหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม Royal Group ของ Kith Meng หรือ ออกญา คิธ เหมิง ประธานหอการค้ากัมพูชา คนสำคัญผู้อยู่เบื้องหลัง การร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติ โดยเฉพาะจีน เช่น Huawei, China Southern Power Grid

    กลุ่มของ Mong Reththy หรือ มง ริธธี นักธุรกิจจีน-เขมร เจ้าของฉายา “คนรวยของ ฮุนเซน “สมาชิกวุฒิสภากัมพูชา ที่ปรึกษาใกล้ชิดอดีตนายก ฮุน เซน

    กลุ่มของ “ลิม ชิวโฮ” เจ้าแม่นำเข้า-ส่งออกเจ้าของคลังสินค้าใหญ่ในกรุงพนมเปญ ที่ขยายเครือข่ายมาเติบโตอยู่สีหนุวิลล์ แตกไลน์ทำธุรกิจ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อสังหาริมทรัพย์ โรงแรม สถานบันเทิง และแหล่งชอปปิง

    และเพื่อนเก่าของฮุน เซน อย่าง “ลียง พัด” เจ้าของกลุ่มบริษัท L.Y.P. Group โดยโรงแรมและรีสอร์ท 4 แห่งคือ O-Smach Resort, Garden City Hotel, Koh Kong Resort, Phnom Penh Hotel ซึ่งถูกกระทรวงการคลัง สหรัฐฯ ระบุว่าเกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทาและคอลเซ็นเตอร์ที่บังคับหรือหลอกลวงคนไปทำธุรกิจผิดกฎหมาย และถูกสหรัฐฯคว่ำบาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมายอันละเมิดสิทธิมนุษยชนก็ตาม

    รวมทั้ง Sok Kong หรือ “ซอก กง” ผู้ก่อตั้ง Sokimexบริษัทปิโตรเลียมในกัมพูชา หนึ่งในผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดสองคนของกัมพูชา ร่วมกับ “คิธ เหมิง” แม้จะยังคงเป็นที่ถกเถียงกันในข้อกล่าวหาว่ามีความเชื่อมโยงกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน รวมถึงการค้ามนุษย์และการหลอกลวงทางไซเบอร์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในกัมพูชาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2562

    แม้ในช่วงหลังบทบาทของ ซอก กง จะลดลง เนื่องจาก ฮุน เซน เริ่มผลักดันกลุ่มทุนรุ่นใหม่ เช่น คิธ เหมิง และลูกหลานของตนเองขึ้นมาแทน แต่เครือข่ายของ ซก กง ยังมีบทบาทในระดับเบื้องหลัง โดยเฉพาะในธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรม

    Bic Group ตระกูลยิม สายสัมพันธ์ใกล้ชิด

    แต่กลุ่มสำคัญที่มีความเกี่ยวดองกับ “ตระกูลฮุน” ที่กำลังถูกจับตาในขณะนี้คงหนีไม่พ้น กลุ่ม Bic Group ของ Yim Leak หรือ “ยิม เลียก” เนื่องจากพี่สาวของเขา คือ “ยิม ไช ลิน” (Yim Chhaylin ) ได้แต่งงานกับ “ฮุน มานี” ลูกชายคนที่ 4 ของ “ฮุน เซน”

    และ“ยิม ไซรี” (Yim Chhaily) อดีตรองนายกรัฐมนตรี และประธานสภาฟื้น ฟูและพัฒนาด้านการเกษตรและชนบทในสมัยรัฐบาลฮุนเซน บิดาของทั้งคู่เป็นเพื่อนสนิทของอดีตนายกกัมพูชาอีกด้วย

    ด้วยผลประโยชน์ที่เอื้อกัน อีกทั้งลูก ๆ ทั้ง 4 คนของ ยิม ไซรี (Yim Chhaily) ยังมีบทบาททั้งด้านการทหารและธุรกิจ โดยเฉพาะ“ยิม เลียก” (Yim Leak) ซึ่งเป็นนักธุรกิจกัมพูชาที่ทำธุรกิจด้านพลังงานและกลุ่มบริษัทของเขามีคนไทยหลายตระกูลเข้าไปเกี่ยวข้อง ทั้งการถือหุ้นและร่วมลงทุน

    พล.ท.ยิม เลียง (Yim Leang) ลูกชายคนโต เป็นอดีตหัวหน้าฝ่ายอารักขาความปลอดภัยของ สมเด็จ พลเจีย ซิม ซิม อดีตประธานวุฒิสภา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองอธิบดีตำรวจแห่งชาติ และรองหัวหน้าสำนักของสมเด็จวิบูลย์เสนาภักดี สาย ชุม ประธานวุฒิสภา

    โดยเมื่อครั้งที่ ฮุน เซน เป็นนายกรัฐมนตรี ปี 2520 ได้ออกพระราชกฤษฎีกาโอนย้ายเขาจากกองทัพกัมพูชา (RCAF) ไปปฏิบัติงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในตำแหน่งรองอธิบดีตำรวจแห่งชาติ ฝ่ายดูแลความมั่นคงและการคุ้มกัน อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ เขาดำรงตำแหน่งรองเสนาธิการร่วมของกองบัญชาการทหารสูงสุด RCAF

    “ยิม ไช ลิน” (Yim Chhaylin ) ภริยาของ “ฮุน มานี” ลูกชายคนเล็กของ “ฮุน เซน” ยิม ไช ลิน เป็นประธานกิตติมศักดิ์ของสมาคมแพทย์ในสหพันธ์เยาวชนกัมพูชา และเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัท TEHO International ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการคอนโด The Bay

    ยิม เลียท (Yim Leat) สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดกัมปงทม หลังจบการศึกษาจากกรุงพนมเปญ และในปี 1997 ได้ศึกษาต่อที่โรงเรียน Jean Moulin ประเทศฝรั่งเศส เมื่อปี 2001 ย้ายไปสหรัฐฯเพื่อเรียนต่อระดับชั้น มัธยมที่โรงเรียน Fairmont Academy และสำเร็จการศึกษาเมื่อปี 2003 ต่อมาปี 2009 เขาสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีและโทด้านการเงินจากมหาวิทยาลัย DeVry จากสหรัฐอเมริกา

    ยิม เลียท (Yim Leat) เคยรับราชการในสภาฟื้นฟูและพัฒนาด้านการเกษตรและชนบท ในตำแหน่งรองเลขาธิการ ต่อมาได้ลงสมัครเป็นผู้แทนราษฎรจังหวัดกัมปงทม ในนามพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) ในการเลือกตั้งครั้งที่ 6 ปี 2018 ได้รับเลือกตั้งและกลายเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้น ปัจจุบันเขาเป็นสมาชิกคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจ การเงิน การธนาคาร และการตรวจสอบของรัฐสภา

    และลูกชายคนคนเล็ก “ยิม เลียก” (Yim Leak) ประธานคณะกรรมการบริษัท BIC Group ซึ่งมีบริษัทในเครือจำนวนมาก และทำโครงการอสังหา ริมทรัพย์และที่อยู่อาศัยเชิงพาณิชย์ บนพื้นที่จำนวน 61 เฮกตาร์ที่ชื่อว่า One Phnom Penh นอกจากนี้ เขายังเป็นเจ้าของบริษัท Kulen Property Group บริษัทที่มีบทบาทสำคัฯในอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ของกัมพูชาด้วย ปัจจุบันมีการประเมินว่า “ยิม เลียก” มีทรัพย์สินมากกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

    “ยิม เลียก” (Yim Leak ) เกิดเมื่อปี 2503 แต่งงานกับสาวไทย วิษณี เทพเจริญ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในไทย ทายาทโครงการอสังหาริมทรัพย์หมื่นล้านค่าย “ณุศาศิริ”

    โครงข่ายความสัมพันธ์และเส้นทางการทำธุรกิจของอดีตผู้นำกัมพูชา ในห้วงที่ไทย-กัมพูชา ยังมีปัญหาข้อพิพาทและอยู่ระหว่างเจรจาหยุดยิง ท่ามกลางเส้นตายของไทยขอให้กัมพูชา ทำแผนอพยพชาวเขมรออกจากพื้นที่ “บ้านหนองจาน-หนองหญ้าแก้ว” วันที่ 10 ต.ค.2568

    อ่านข่าว

    “เขมร” เมินเส้นตาย “อพยพ” เกมวัดใจกองทัพแค่ “งดประชุม RBC”

    สกัด “กัมพูชา” ภัยคุกคาม ปิดด่านยาว ฉีกเป๋าตังค์ “ฮุน เซน”

    จับไต๋ “ฮุน มาเนต” ฟ้องโลกกลบความจริง สร้าง “กาสิโน” ล้ำไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357425&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_N2ZIFXC1AJFuB_4nYPch

  • แว่นท็อปเจริญ จับมือ สกสค. ลงนาม MOU มอบสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพสายตา แก่ครูและบุคลากรการศึกษาทั่วประเทศ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    แว่นท็อปเจริญ จับมือ สกสค. ลงนาม MOU มอบสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพสายตา แก่ครูและบุคลากรการศึกษาทั่วประเทศ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – แว่นท็อปเจริญ นำโดย นายนพศักดิ์ ตรีพรชัยศักดิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ร่วมเจริญพัฒนา จำกัด (มหาชน) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) นำโดย นายพีระพันธ์ เหมะรัต เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค. ร่วมลงนามความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) เพื่อสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพสายตาให้แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษา ซึ่งเป็นกำลังหลักสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ โดยแว่นท็อปเจริญ มุ่งมั่นนำนวัตกรรม บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญ และเทคโนโลยีการตรวจวัดสายตาที่ทันสมัย ร่วมยกระดับการเข้าถึงบริการด้านสายตาได้อย่างทั่วถึง ผ่านโครงการสิทธิประโยชน์ที่จัดทำร่วมกับคณะกรรมการ สกสค. ซึ่งครอบคลุมทั้งการให้บริการตรวจวัดสายตาฟรี การมอบสิทธิพิเศษส่วนลดแว่นตาและเลนส์สายตา สำหรับครูและบุคลากรของกระทรวงศึกษาธิการทั่วประเทศ ด้วยบริการที่เข้าถึงง่ายจากร้านแว่นท็อปเจริญ กว่า 2,000 สาขามากที่สุดในไทยและอาเซียน

    แว่นท็อปเจริญ มุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพและที่สุดของการบริการ ผ่านความเชี่ยวชาญด้านสายตาอย่างครบวงจร เพื่อการมองเห็นที่สดใส กว้างไกล และเข้าถึงได้ของทุกคนในสังคม จากการบริการด้านสายตากว่า 78 ปีของแว่นท็อปเจริญ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที เว็บไซต์ www.topcharoen.co.th หรือ Facebook.com/TopCharoenOpticalOfficial และ Line ID: @topcharoen

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/09/585127/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2uggYsljiRfcO8qgSmPqss

  • กทม. เคลียร์หนี้ BTS 3.2 หมื่นล้าน เล็งขึ้นค่าโดยสารไม่เกิน 65 บาทตลอดสาย

    กทม. เคลียร์หนี้ BTS 3.2 หมื่นล้าน เล็งขึ้นค่าโดยสารไม่เกิน 65 บาทตลอดสาย

    เศรษฐกิจ

    08 ต.ค. 2025 เวลา 15:09 น.

    กทม. เร่งเคลียร์หนี้ BTS 3.2 หมื่นล้านบาท ยืนยันไม่กระทบงบการเงิน พร้อมเตรียมปรับโครงสร้างค่าโดยสารสายสีเขียวตามต้นทุนจริง ไม่เกิน 65 บาทตลอดสาย

    นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯกทม.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการเตรียมชำระหนี้โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว โดยระบุว่า หลังศาลปกครองมีคำสั่งให้กรุงเทพมหานครชำระหนี้ในคดีที่สอง ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการนำเงินสะสมจ่ายขาดมาชำระหนี้ คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ภายในวันที่ 31 ต.ค.นี้ รวมแล้วเป็นจำนวนประมาณ 32,000 ล้านบาท

    โดย กทม.ยืนยันว่าการชำระหนี้ดังกล่าวไม่กระทบต่อการดำเนินงานในโครงการต่างๆ เนื่องจากเป็นการใช้เงินสะสมจ่ายขาดที่ไม่มีภาระผูกพัน โดยหลังชำระหนี้จะยังคงเหลือเงินสะสมประมาณ 5,000 – 6,000 ล้านบาท  ซึ่งยังคงใช้งบประมาณอย่างระมัดระวังและคำนึงถึงความคุ้มค่าเสมอ เพราะมองว่าหากไม่รีบชำระหนี้ จะต้องแบกรับดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ขั้นต่ำที่ธนาคารเรียกเก็บแบบ MLR +1 ซึ่งมีมูลค่าสูงกว่าดอกเบี้ยที่ได้รับจากเงินฝาก ทำให้ต้องเร่งดำเนินการเพื่อไม่ให้เกิดภาระทางการเงินเพิ่มขึ้น พร้อมย้ำว่าเมื่อศาลมีคำสั่งแล้ว กรุงเทพมหานครจำเป็นต้องปฏิบัติตามเพื่อยุติปัญหา

    กทม. เคลียร์หนี้ BTS 3.2 หมื่นล้าน เล็งขึ้นค่าโดยสารไม่เกิน 65 บาทตลอดสาย

    นายชัชชาติ กล่าวด้วยว่า ปัจจุบัน กทม.ต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถประมาณปีละ 8,000 ล้านบาท ขณะที่การเก็บเก็บค่าโดยสาร สามารถเก็บได้เพียงประมาณ 2,000 ล้านบาท แม้อัตราค่าโดยสารไม่เกี่ยวข้องกับการชำระหนี้โดยตรง แต่ต้องนำงบประมาณส่วนอื่นมาชดเชย ซึ่งอาจไม่เป็นธรรมกับประชาชนที่ไม่ได้ใช้บริการ เนื่องจากเงินที่นำมาใช้ล้วนเป็นเงินภาษี

    ดังนั้น กทม.จึงอยู่ระหว่างพิจารณาปรับโครงสร้างค่าโดยสารใหม่ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง โดยคาดว่าราคาจะไม่เกิน 65 บาทตลอดสาย ทั้งนี้ อัตราค่าโดยสารบางช่วงอาจถูกลง เช่น เส้นทางสั้นๆ ภายในเมือง ส่วนผู้โดยสารที่เดินทางระยะไกลอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามระยะทาง ซึ่งอยู่ระหว่างการศึกษาเรื่องดังกล่าวอยู่ โดยยืนยันว่า กทม.จะบริหารจัดการเรื่องดังกล่าวอย่างโปร่งใส บนพื้นฐานของความเป็นจริง และยึดประโยชน์ของประชาชนอย่างสูงสุด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1202264&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3wuYoB31oXgPYyeT6TeLlm

  • TTB เตือนเครื่องยนต์ท่องเที่ยวไทยเริ่มสะดุด แนะเร่งยกเครื่องใหม่ก่อนชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    TTB เตือนเครื่องยนต์ท่องเที่ยวไทยเริ่มสะดุด แนะเร่งยกเครื่องใหม่ก่อนชะลอตัว : อินโฟเควสท์

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) มองสัญญาณการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวไทย สะท้อนถึงการอิ่มตัวจากแรงดึงดูดของแหล่งท่องเที่ยวลดลง สาเหตุมาจากที่เที่ยวเดิมขาดการต่อยอด และขาดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ ๆ ทำให้ความประทับใจในการท่องเที่ยวลดน้อยลง และลดทอนการท่องเที่ยวซ้ำ ซึ่งปัญหานี้เกิดขึ้นกับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยเดินทางมาก่อนหน้า ดังนั้น สถานที่ท่องเที่ยวในไทยควรต้องพัฒนาเพื่อยกระดับเพื่อรักษา Momentum ของนักท่องเที่ยวไทยไว้ และช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้กลับมาอีกครั้ง

    ทั้งนี้ การท่องเที่ยวภายในประเทศเป็นกิจกรรมสำคัญที่สร้างเม็ดเงินทางเศรษฐกิจของไทย และยังเป็นช่องทางสำคัญของการส่งผ่านเม็ดเงินให้เกิดการหมุนเวียนในพื้นที่ต่าง ๆ หลายพื้นที่ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลที่ปกติการหมุนเวียนของเม็ดเงินทางเศรษฐกิจค่อนข้างต่ำ เป็นการเปิดโอกาสในการสร้างธุรกิจอันเป็นแหล่งงานตามแหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อเป็นรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยตามข้อมูลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย พบว่า เม็ดเงินรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 67 สูงถึง 2.9 ล้านล้านบาท โดยเฉพาะการท่องเที่ยวในประเทศที่ยังมีแนวโน้มการเติบโตต่อเนื่อง

    โดย ttb ประเมินรายได้ท่องเที่ยวของคนไทยในปี 68 ยังสามารถสร้างประวัติศาสตร์เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันในมิติด้านจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะสูงถึง 284 ล้านคนต่อครั้ง ซึ่งแม้ยังอยู่ภายใต้บริบท “เที่ยวใกล้ ไปกลับ กระชับเส้นทาง” ส่งผลให้รายจ่ายต่อทริปลดลง แต่ด้วยการชดเชยของมิติจำนวนนักท่องเที่ยวในประเทศสามารถสร้างมูลค่าเกินกว่า 1.20 ล้านล้านบาท

    ทั้งนี้ การท่องเที่ยวในประเทศของนักท่องเที่ยวไทยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมานับเป็นยุคทองของการท่องเที่ยว จากอานิสงส์ของโครงสร้างอายุของประชากรวัยท่องเที่ยว (25-65 ปี) ที่นับว่ายังสามารถส่งผลบวกให้กับภาคการท่องเที่ยวในประเทศได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม สัญญาณการท่องเที่ยวที่เคยเป็นจุดหนุนทั้งในรูปแบบ ดังนี้

    1. กลุ่มเมืองท่องเที่ยวหลักในแต่ละภูมิภาคที่ปกติมีนักท่องเที่ยวเกินกว่า 4 ล้านคน/ครั้ง/ต่อปี เช่น จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปี 66 เติบโตดีที่ 15.3% แต่เริ่มชะลอในปี 2567 ที่ 6.2% และปี 68 การเติบโตของนักท่องเที่ยวกลับเหลือเพียง 0.4% หรือเมืองหลักในภูมิภาคอื่น ๆ อาทิ สงขลาเติบโต 59.1% ในปี 66 และเริ่มชะลอลง 12.2% และ 6.3% ในปี 67 และ 68 ตามลำดับ

    2. กลุ่มเมืองรองที่มีศักยภาพสูงเพียงพอดึงดูดให้พักค้างแรม เช่น จังหวัดจันทบุรี ปี 66 เติบโตถึง 206.8% และค่อย ๆ ชะลอลงเหลือ 5.5% ในปี 67 จนปี 68 หดตัวลง -8.2% หรือจังหวัดสมุทรสงครามเติบโต 55.6% ในปี 66 แต่กลับหดตัวลงต่อเนื่อง -3.0% และ -17.0% ในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ

    3. เมืองรองกลุ่มไปเช้า-เย็นกลับ อาทิ จังหวัดฉะเชิงเทรา ในปี 66 เติบโต 25.2% ในปี 67 เริ่มชะลอตัวลงเหลือ 11.8% และปัจจุบันเหลือ 6.8% หรือกลุ่มจังหวัดที่พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับนักท่องเที่ยวในภูมิภาค เช่น จังหวัดตรังที่ในปี 66 เติบโต 51.5% แต่ค่อย ๆ ชะลอลงเหลือ 22.8% และ 5.1% ในปี 67 และ 68 ตามลำดับ

    4. การท่องเที่ยวในรูปแบบกลุ่มจังหวัดที่มีเขตพื้นที่ติดต่อกันเสริมศักยภาพการท่องเที่ยวซึ่งกันและกัน เช่น นครพนม-สกลนคร ปี 66 เติบโต 29.0% และเริ่มชะลอตัวลงในปี 67 และ 68 ที่เติบโต 9.4% และ 7.2% ตามลำดับ

    ในมุมมองของ ttb ปัจจัยที่สำคัญต่อการชะลอตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวไทยดังกล่าว ส่วนหนึ่งมาจากภาวะอิ่มตัวของแหล่งท่องเที่ยวเดิม ที่เริ่มสูญเสียแรงดึงดูดเมื่อไม่มีการพัฒนาเพิ่มเติม ประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ซ้ำซากทำให้ความพึงพอใจลดลง และลดโอกาสในการกลับมาเยือนซ้ำ สะท้อนได้จากในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีต้นทุนการเดินทางสูงและมีทางเลือกที่หลากหลายในตลาดโลก

    ดังนั้น หากไทยยังคงพึ่งพาแหล่งท่องเที่ยวเดิมโดยไม่ต่อยอดหรือยกระดับประสบการณ์ใหม่ ๆ อาจทำให้เสน่ห์ของการท่องเที่ยวไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มเห็นสัญญาณแล้วจากการหดตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติหลังปี 57 (ไม่นับช่วงสถานการณ์โควิด-19) จึงสะท้อนถึงความจำเป็นในการปรับกลยุทธ์การท่องเที่ยวของคนไทย จากการใช้ทรัพยากรเดิม ไปสู่การสร้างมูลค่าใหม่ผ่านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ยกระดับประสบการณ์ และตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ให้มากขึ้น

    นอกจากนี้ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจเป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการท่องเที่ยวของคนไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้ครัวเรือนไม่แน่นอนแต่มีค่าครองชีพสูงขึ้น การตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวจึงถูกพิจารณาอย่างรอบคอบมากขึ้น ทั้งในด้านระยะทาง ค่าใช้จ่ายต่อทริป และความคุ้มค่าของประสบการณ์ที่ได้รับ ทำให้คนไทยเลือกท่องเที่ยวแบบใกล้บ้าน ไปเช้า-เย็นกลับ หรือเลือกเมืองรองที่มีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าเมืองหลัก ซึ่งแม้จะช่วยกระจายรายได้ในพื้นที่ต่าง ๆ แต่ก็สะท้อนถึงข้อจำกัดที่มากขึ้นสำหรับการเติบโตของภาพรวมการท่องเที่ยวของคนไทย

    จากปัจจัยดังกล่าว ttb มองสิ่งที่อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจำเป็นต้องพัฒนาเพื่อยกระดับทั้งในด้านการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่และการฟื้นกำลังซื้อในการท่องเที่ยว ได้แก่

    1. ยกระดับ Public Transport : หนึ่งในอุปสรรคสำคัญของการท่องเที่ยวไทยคือ “การเข้าถึง” แม้ไทยมีถนนและสนามบินเพียงพอ แต่ยังขาด Connectivity และมี Cost of Time สูง การเดินทางระยะไกลด้วยรถโดยสารใช้เวลานาน ส่วนเครื่องบินแม้เร็วแต่มีต้นทุนสูงและขั้นตอนยุ่งยาก เมื่อลงเครื่องยังต้องเดินทางต่อเพื่อเข้าเมือง ขณะที่ระบบขนส่งท้องถิ่นก็ยังไม่ครอบคลุม ทำให้นักท่องเที่ยวต้องเช่ารถ เพิ่มค่าใช้จ่ายและความยุ่งยาก ส่งผลให้ต้นทุนการท่องเที่ยวในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยวสูง (Last Mile Tourism) ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวในพื้นที่ต่าง ๆ ที่ขนส่งสาธารณะยังเข้าไม่ถึง

    ดังนั้น โครงการรถไฟความเร็วสูงที่กำลังก่อสร้างนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญเพื่อเข้าถึงพื้นที่หลักของแหล่งท่องเที่ยวในภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงภาครัฐที่ ต้องเร่งเชื่อมต่อสถานีรถไฟกับระบบขนส่งท้องถิ่น เพื่อเพิ่ม Connectivity ของระบบขนส่งเข้าด้วยกัน และช่วยลดต้นทุนในการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้นักท่องเที่ยวไทยหันมาสนใจท่องเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นจากความสะดวกและต้นทุนที่ลดลง

    2. เที่ยวไทยไปได้ทุกเวลา : หากประเทศไทยต้องการยกระดับภาคการท่องเที่ยวให้เติบโตอย่างยั่งยืนและหลุดพ้นจากภาพลักษณ์ความเคยชิน การปรับภาพลักษณ์ใหม่ “All-Season Tourism” เป็นทางเลือกหนึ่งที่ช่วยเปิดตลาดใหม่ ๆ ในช่วง Off Peak หรือสถานที่ที่ยังไม่ได้รับการพัฒนา ผ่านการนำเสนอ เช่น หน้าฝน เป็น Green Season ที่เน้นกิจกรรมธรรมชาติ เช่น น้ำตก ป่าฝน และกิจกรรมแอดเวนเจอร์ ส่วนหน้าหนาวสามารถโปรโมท ดอยสูง ทะเลหมอก และเส้นทางเดินป่า เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แตกต่าง ด้วย “การสร้างภาพจำใหม่ว่า “เที่ยวไทยได้ทุกเวลา” ที่ไม่เพียงช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนและลดความแออัดในจุดท่องเที่ยวยอดนิยม แต่ยังเพิ่มความน่าสนใจให้กับนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพที่มองหาประสบการณ์เฉพาะทาง และบริการที่ตอบโจทย์นักเดินทางยุคใหม่”

    3. สนับสนุนและลดหย่อน : มีการสนับสนุนจากภาครัฐที่จูงใจเพียงพอในการสนับสนุนท่องเที่ยวเมืองรองให้เต็มประสิทธิภาพ และให้ใช้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้มากขึ้น เช่น ขยายวงเงินใช้จ่ายเมืองรองให้ลดหย่อนภาษีได้ตามจริง รวมถึงการขยายไปยังกลุ่มสินค้าและบริการให้ได้รับการลดหย่อนภาษี เนื่องจากจำนวนเงินที่จำกัดดังกล่าวอาจเกิดจากการเดินทางแค่ 1 ทริป การท่องเที่ยวเมืองรองในทริปถัดไปอาจไม่จูงใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางไปเมืองรอง ส่งผลให้การตัดสินใจเดินทางท่องเที่ยวในครั้งถัด ๆ ไป ทำให้การท่องเที่ยวในประเทศอาจไม่ได้รับแรงจูงใจเพิ่มเติม รวมถึงโครงการคนละครึ่งที่ภาครัฐมีนโยบาย อาจนำไปปรับใช้เพิ่มเติมในภาคโรงแรมและท่องเที่ยวเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับบริการที่สะดวกมากยิ่งขึ้น

    ดังนั้น แม้ภาพรวมของนักท่องเที่ยวไทยในปัจจุบันจะสะท้อนลักษณะการฟื้นตัวแบบ K-shape ในบางพื้นที่ ที่ยังฟื้นตัวได้ดี แต่อีกหลายพื้นที่กำลังเผชิญกับความท้าทายจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ จึงควรต้องมีแรงหนุน Momentum ให้กลับมาขยายตัวได้อีกครั้ง โดยอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เปรียบว่าเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยวันนี้ อาจเริ่มเก่าจนทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การซ่อมบำรุงเพื่อยื้ออาการอาจช่วยยืดเวลาได้บ้าง แต่หากต้องการให้ประสิทธิภาพกลับมาเหมือนเดิม อาจถึงเวลาที่ต้อง Overhaul ใหม่ทั้งระบบ ทั้งในมิติของการเข้าถึง (Accessibility) การสร้างภาพจำใหม่ (Rebranding) และการออกแบบการท่องเที่ยวแบบ All-Season Tourism เพื่อให้เครื่องยนต์เครื่องนี้กลับมาทำงานเต็มที่ และพร้อมขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยต่อไปในระยะยาว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/536096&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1i3YsuUbLpC06SXRH9LceJ

  • หนองบัวลำภู เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวใหม่สาย “ธรรมะ-ธรรมชาติ” | เดลินิวส์

    หนองบัวลำภู เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวใหม่สาย “ธรรมะ-ธรรมชาติ” | เดลินิวส์

    หนองบัวลำภู เปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวใหม่สาย “ธรรมะ-ธรรมชาติ”

    นายศศิน พัฒนภิรมย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู ประธานในพิธีเปิดทริปทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ผสมผสาน ทั้งสาย “ธรรมะ” สำหรับนักเดินทางที่แสวงหาความสงบ และสาย “ธรรมชาติ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5189033/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2mI4ubk73lkCP1EFK9eC3u

  • “ซิตี้แบงก์” คาด GDP ไทยปี 68 โต 2.2% ก่อนชะลอเหลือ 1.6% ในปี 69

    “ซิตี้แบงก์” คาด GDP ไทยปี 68 โต 2.2% ก่อนชะลอเหลือ 1.6% ในปี 69

    ธนาคารซิตี้แบงก์ ชี้เศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังปี 68 อาจชะลอตัวเหลือโต 1.5% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและความท้าทายทางการค้าขณะที่เศรษฐกิจไทยตลอดปีคาดว่าจะเติบโต 2.2% และชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 69 โดยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการส่งออก การฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่กว้างขวาง และผลการดำเนินงานของภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่ถึงศักยภาพที่คาดหวัง

    โจฮันน่า ฉัว หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและตลาดเกิดใหม่ และตลาดภูมิภาคเอเชีย ซิตี้กรุ๊ป กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกล่าสุดยังคงมีความยืดหยุ่นแม้เผชิญความผันผวนโดยเฉพาะจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา สะท้อนจาก GDP โลกในครึ่งแรกของปี 68 เติบโต 2.4% เนื่องจากประเทศต่าง ๆ นอกจากจีน ยังไม่มีการตอบสนองต่อมาตรการภาษีสหรัฐฯ อย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจได้เร่งส่งออกล่วงหน้าและช่วยดูดซับต้นทุนจากภาษี ทำให้ผลกระทบต่อผู้บริโภคยังไม่ชัดเจน นอกจากนี้ อุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีอย่างการลงทุนใน AI อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ยังสนับสนุนการส่งออก ประกอบกับประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงประเทศไทยได้เห็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง เป็นปัจจัยช่วยพยุงเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อปัจจัยพยุงเหล่านี้เริ่มคลายตัว ซิตี้แบงก์คาดว่าเศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังของปี 68 จะชะลอลงเหลือเติบโต 1.5% ขณะที่ในครึ่งแรกและครึ่งหลังของปี 69 จะฟื้นตัวอยู่ที่ 2.9% และ 2.8% ตามลำดับ

    “ขณะที่สถานการณ์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มีแนวโน้มอ่อนค่าลงในช่วงครึ่งปีหลัง แม้จะช่วยกระตุ้นให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ แต่อาจสร้างความท้าทายต่อเศรษฐกิจเอเชียและไทย เนื่องจากค่าเงินแข็งค่าขึ้นในขณะที่ภาคการส่งออกยังถูกกดดันจากมาตรการภาษีการค้า อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อของประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อโลกที่ราว 3% ทำให้ธนาคารกลางในหลายประเทศมีช่องว่างในการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ”

    เหว่ย เจิ้ง คิต หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจตลาดเอเชีย ซิตี้ กล่าวว่า ซิตี้แบงก์คาดการณ์ว่า GDP ประเทศไทยจะเติบโต 2.2% ในปี 68 ก่อนจะชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 69 โดยเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับการชะลอตัวที่ยาวนานขึ้นในช่วงหลายไตรมาสข้างหน้า เนื่องจากผลจากการเร่งการผลิตลดลงและภาษีส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ภายในประเทศ การเติบโตของการส่งออกชะลอตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากมีการเร่งการผลิต แต่มีสัญญาณการชะลอตัวที่ชัดเจนขึ้นในครึ่งหลังของปี 68 การชดเชยการส่งออกในเดือนสิงหาคมแข็งแกร่งกว่าสำหรับประเทศไทย เมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนอื่นๆ โดยที่ส่วนเกินทางการค้าอาจบ่งชี้ถึงการเพิ่มขึ้นของการส่งออกสุทธิที่น้อยลงมาก (หรือแม้กระทั่งการหดตัว) ในไตรมาส 3/68 ในขณะที่การลดลงของการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรอาจบ่งชี้ถึงแรงฉุดจากการลดสต็อกสินค้าที่รุนแรงขึ้น

    สำหรับการลงทุนภาคเอกชนยังส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่จำกัดอยู่ในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ จากโครงการที่ได้รับอนุมัติในช่วงปี 66-67 อย่างไรก็ตาม ผลิตภาพแรงงานที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเชิงต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ อุปสรรคเชิงโครงสร้างยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการดึงดูดการลงทุนระยะยาวในอนาคต ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวยังคงเปราะบางจากประเด็นด้านความปลอดภัยและเงินบาทแข็งค่า โดยดัชนีนักท่องเที่ยวขาเข้าประเทศไทยล่าสุดในเดือนมิถุนายน 68 ยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนโควิด ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม มีปริมาณนักท่องเที่ยวสูงกว่าระดับก่อนโควิดแล้ว

    “สำหรับปีงบประมาณ 69 การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยกว่าปีก่อนหน้า เนื่องจากรัฐบาลตั้งเป้าลดระดับการขาดดุลลงเหลือ 4.3% ของ GDP ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการออกมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ เว้นแต่จะมีการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะสู่ระดับ 70% ของ GDP ภายใต้ข้อจำกัดด้านนโยบายการคลังดังกล่าว ซิตี้แบงก์คาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังคงดำเนินนโยบายการเงินในทิศทางผ่อนคลายต่อไป จากแรงกดดันด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำกว่าคาดและค่าเงินบาทที่แข็งค่า” นายคิต กล่าว


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ryt9.com/s/iq03/12755472&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1-MkO6v7ayg3X0tznhVVYt

  • ขยะภูเก็ตยังพุ่งไม่หยุด การคัดแยกขยะอินทรีย์ล้มเหลว คาดฤดูท่องเที่ยวหนักกว่านี้ – ข่าวภูเก็ต

    ขยะภูเก็ตยังพุ่งไม่หยุด การคัดแยกขยะอินทรีย์ล้มเหลว คาดฤดูท่องเที่ยวหนักกว่านี้ – ข่าวภูเก็ต

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Phuket Tourist Saved From Propeller Accident, Phuket Airport Runway, Couple Caught || Oct 8

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Phuket Tourist Saved From Propeller Accident, Phuket Airport Runway, Couple Caught || Oct 8

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaophuket.com/%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259E%25E0%25B8%25B8%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2594-%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2582%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%25A5%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25A1%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25A7-%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25A4%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%25B9%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25A7%25E0%25B9%2588-13580.php&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_MHOo1jxlj34HIRXwqFks

  • หนองบัวลำภูเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวใหม่สาย

    หนองบัวลำภูเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวใหม่สาย

    หนองบัวลำภูเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวใหม่สาย ‘ธรรมะ-ธรรมชาติ’ ชูเสน่ห์ ‘วิถีแพรพรรณลุ่มภู’

    วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.44 น.

    หนองบัวลำภูเปิดตัวเส้นทางท่องเที่ยวใหม่สาย ‘ธรรมะ-ธรรมชาติ’ ชูเสน่ห์ ‘วิถีแพรพรรณลุ่มภู’ ดึงดูดนักเดินทางยุคใหม่

    วันที่ 9 ต.ค.68 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศ ณ ลานหน้าศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช คึกคักเป็นพิเศษ เมื่อนายศศิน พัฒนภิรมย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ประธานในพิธีเปิดทริปทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ผสมผสาน ทั้งสายธรรมะ สำหรับนักเดินทางที่แสวงหาความสงบ และสายธรรมชาติ สำหรับผู้ที่รักการผจญภัยและดื่มด่ำกับความเขียวขจี โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน สื่อมวลชน และเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ ร่วมในกิจกรรม

    สำหรับทริปทดสอบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-12 ตุลาคมนี้ได้เชิญเหล่าผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว สื่อมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์ มาร่วมคาราวานสำรวจศักยภาพของเส้นทางต่างๆ ในรูปแบบทริป 2 วัน 1 คืน 2 เส้นทาง 1.เส้นทางอำเภอโนนสัง อำเภอศรีบุญเรือง และอำเภอเมือง ในจุดท่องเที่ยวสำคัญอาทิ วัดถ้ำกลองเพล Skywalk ภูแอ่น สะพานเชื่อมฮักบ้านตาดไฮ เป็นต้น 2.เส้นทางอำเภอสุวรรณคูหา อำเภอนากลาง และอำเภอนาวัง ชมแหล่งท่องเที่วสำคัญอาทิ สถานีภูซาง แพดงสวรรค์บ้านสระแก้ว วัดถ้ำเอราวรรณ วัดภูผายาว บ้านภูผาเจาะ เพื่อเก็บข้อมูลและรับฟังความคิดเห็น สำหรับนำไปพัฒนาและปรับปรุงให้สมบูรณ์แบบที่สุด ก่อนเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ

    การเปิดเส้นทางครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของจังหวัด ภายใต้โครงการ “ยกระดับการท่องเที่ยวสร้างสรรค์” ที่ไม่ได้มีดีแค่การสร้างเส้นทางใหม่ๆ แต่เป็นการชุบชีวิตการท่องเที่ยวทั้งระบบ โดยเชื่อมโยงมนต์เสน่ห์ของ วิถีแพรพรรณลุ่มภู ซึ่งเป็นวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ เข้ากับการเกษตรและเทรนด์การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อปูทางสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าจับตามอง เชื่อมโยงสู่งานพืชสวนโลกที่กำลังจะจัดขึ้นในปี 2569 ที่จังหวัดอุดรธานี ต่อไป

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    อุทยานฯเขาแหลมดีเดย์ 12 ก.ย.เปิดจองเดินป่าพิชิตยอดเขา 'สันหนอกวัว'

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/919908&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cf1Ut4I0tM-k0HJL1SPH5