Blog

  • เปิดคู่มือพิชิตญี่ปุ่น รวมแอปพลิเคชันสุดเจ๋งที่ต้องมีติดเครื่อง เตรียมพร้อมก่อนบิน

    เปิดคู่มือพิชิตญี่ปุ่น รวมแอปพลิเคชันสุดเจ๋งที่ต้องมีติดเครื่อง เตรียมพร้อมก่อนบิน

    เปิดคู่มือพิชิตญี่ปุ่น รวมแอปพลิเคชันสุดเจ๋งที่ต้องมีติดเครื่อง เตรียมพร้อมก่อนบิน

    เมื่อลมหนาวเริ่มมาเยือน หลายคนคงเริ่มวางแผนทริปส่งท้ายปี และประเทศญี่ปุ่น ก็ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางในฝันอันดับต้นๆ ที่ครองใจนักเดินทางชาวไทยได้อย่างไม่มีข้อสงสัย

    ดินแดนแห่งนี้เต็มไปด้วยเสน่ห์ที่แตกต่างกันไปในแต่ละฤดู ทำให้สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปีไม่ว่าคุณจะตั้งใจไปชมความงามของซากุระในฤดูใบไม้ผลิ (มี.ค.-พ.ค.), เดินทอดน่องท่ามกลางสีสันของใบไม้เปลี่ยนสีในฤดูใบไม้ร่วง (ก.ย.-พ.ย.), หรือหลีกหนีความวุ่นวายไปพักผ่อนในฤดูร้อน (มิ.ย.-ส.ค.) ซึ่งมักจะได้ตั๋วเครื่องบินและที่พักในราคาที่สบายกระเป๋ากว่าฤดูอื่น หรือแม้แต่การไปท้าลมหนาว เล่นสกีหิมะ และแช่ออนเซ็นอุ่นๆ ในฤดูหนาว (ธ.ค.-ก.พ.)

    แต่เพื่อให้การเดินทางในฝันของคุณราบรื่นและสมบูรณ์แบบที่สุด การเตรียมตัวให้พร้อมคือหัวใจสำคัญ และในยุคดิจิทัลเช่นนี้ สมาร์ทโฟนเพียงเครื่องเดียวก็สามารถเป็นได้ทั้งไกด์นำทาง ล่ามส่วนตัว และผู้ช่วยค้นหาสิ่งที่ดีที่สุด

    ไทยรัฐออนไลน์ จึงได้รวบรวมแอปพลิเคชันที่จำเป็นสำหรับการท่องเที่ยวญี่ปุ่นมาให้ครบจบในที่เดียว รับรองว่าทริปของคุณจะง่าย สะดวก และน่าประทับใจยิ่งกว่าเคย

    แอปพลิเคชันท่องเที่ยว ประเทศญี่ปุ่น ที่ต้องมีติดเครื่อง

    แอปพลิเคชันในด้านอาหารการกิน

    • Tabelog: แอปพลิเคชันรีวิวร้านอาหารที่ใหญ่และทรงอิทธิพลที่สุดในประเทศ คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ใช้แอปฯ นี้เป็นหลักในการค้นหาและให้คะแนนร้านอาหาร จุดเด่นคือระบบการให้คะแนนที่ละเอียดและน่าเชื่อถือ ปัจจุบัน Tabelog มีเว็บไซต์และแอปพลิเคชันเวอร์ชันภาษาอังกฤษที่ใช้งานง่าย ทำให้การค้นหาร้านอร่อยและการจองโต๊ะที่สะดวกขึ้นมาก
    • Gurunavi: แอปพลิเคชันค้นหาร้านอาหารที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในญี่ปุ่น มีจุดเด่นที่ความเป็นมิตรกับชาวต่างชาติ โดยมีหน้าตาแอปฯ ที่รองรับภาษาอังกฤษ จีน และเกาหลี สามารถค้นหาร้านอาหารได้อย่างละเอียด ทั้งตามประเภทอาหาร, โลเคชัน, งบประมาณ และยังมีคูปองส่วนลดต่างๆ มอบให้อีกด้วย

    แอปพลิเคชันในด้านการเดินทาง

    • Google Maps: ถือเป็นหนึ่งแอปพลิเคชันสำคัญสามัญประจำเครื่องที่ขาดไม่ได้ สามารถใช้นำทาง ค้นหาสถานที่ ดูตารางเวลารถไฟและรถบัสได้อย่างละเอียดและแม่นยำแบบเรียลไทม์ได้เลยในประเทศญี่ปุ่น
    • Japan Travel by NAVITIME: แอปพลิเคชันยอดนิยมสำหรับนักท่องเที่ยว มีข้อมูลครบถ้วนทั้งการค้นหาเส้นทางรถไฟ ชินคันเซ็น รถไฟใต้ดิน พร้อมคำนวณค่าโดยสารและเวลาเดินทาง นอกจากนี้ยังมีข้อมูลสถานที่ท่องเที่ยวและบทความที่น่าสนใจอีกด้วย
    • Japan Transit Planner: แอปพลิเคชันที่เชี่ยวชาญด้านการค้นหาเส้นทางขนส่งสาธารณะในญี่ปุ่นโดยเฉพาะ สามารถตรวจสอบตารางเวลา ค่าโดยสาร และตัวเลือกการเดินทางที่หลากหลาย
    • GO (เดิมชื่อ JapanTaxi): หากต้องการเรียกแท็กซี่ แอปพลิเคชัน “GO” คือแอปฯ ที่คนญี่ปุ่นใช้กันมากที่สุด ครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ทั่วประเทศรวมถึงเมืองท่องเที่ยวสำคัญๆ สามารถเรียกรถ, ดูตำแหน่งรถและชำระเงินแบบไร้เงินสดผ่านแอปฯ ได้เลย ซึ่งสะดวกและปลอดภัยสำหรับนักท่องเที่ยว

    แอปพลิเคชันในด้านความสะดวกและการช่วยเหลือ

    • VoiceTra: ถึงแม้จะไม่ใช่แอปพลิเคชันที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวโดยตรง แต่เป็นแอปฯ แปลภาษาที่พัฒนาโดยสถาบันวิจัยของญี่ปุ่น (NICT) มีความแม่นยำสูงในการแปลเสียงพูดแบบสองทิศทาง รองรับหลายภาษา รวมถึงภาษาไทยและอังกฤษ เหมาะสำหรับใช้ในการสื่อสารกับคนท้องถิ่นในสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเป็นธรรมชาติ
    • Google Translate: แอปฯ แปลภาษาที่ครอบคลุมและใช้งานง่าย สามารถแปลได้ทั้งจากการพิมพ์ข้อความ เสียงพูด หรือแม้กระทั่งการใช้กล้องถ่ายรูปส่องไปที่ป้ายหรือเมนูอาหาร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2887858&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XOBLIc0Syip_mIKswHxB9

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดบวก 126.34 จุด หุ้นไอทีหนุนตลาด

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดบวก 126.34 จุด หุ้นไอทีหนุนตลาด

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ต.ค. 68)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดบวกเล็กน้อยในวันนี้ (9 ต.ค.) โดยได้รับปัจจัยหนุนจากความคาดหวังว่าจะมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาอีกครั้ง ประกอบกับราคาหุ้นกลุ่มไอทีที่ปรับตัวสูงขึ้นก่อนการเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาส

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 81,900.00 จุด เพิ่มขึ้น 126.34 จุด หรือ +0.15%

    ทั้งนี้ นักลงทุนสถาบันต่างชาติได้ยุติการขายสุทธิที่ดำเนินมาติดต่อกัน 10 วันทำการในช่วงต้นสัปดาห์ และพลิกกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิในวันพุธและพฤหัสบดี (8-9 ต.ค.)

    หุ้น 12 ใน 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักปรับตัวขึ้น นำโดยกลุ่มไอทีที่บวกขึ้น 0.2%

    ด้านหุ้นรายตัว ราคาหุ้น Tata Consultancy Services ซึ่งเป็นบริษัทไอทีขนาดใหญ่ที่สุดของอินเดีย ปรับตัวขึ้น 0.2% ก่อนการเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาส

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR980IQ8IK9J86RM0TJP7ZKTJW9IF2NE&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1dEOtvBLzob2Azhx5_Uc3a

  • จากหนึ่งในเสือของเอเชีย สู่คนป่วยของเอเชีย 4 วิธีออกจากกับดักเศรษฐกิจไทย ฉบับ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    จากหนึ่งในเสือของเอเชีย สู่คนป่วยของเอเชีย 4 วิธีออกจากกับดักเศรษฐกิจไทย ฉบับ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

    ภายในงาน ‘Thailand Economic Outlook 2026: Out of the Trap’ ดร. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ฉายภาพความท้าทายของเศรษฐกิจไทยที่เปรียบเสมือน ‘คนป่วย’ ที่กำลังเดินเข้าห้อง ICU พร้อมกางพิมพ์เขียวของรัฐบาลใหม่ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ที่มีภารกิจเร่งด่วนในการพาประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักที่ฉุดรั้งการเติบโตมานานหลายปี

    ดร. เอกนิติ ย้ำว่าด้วยเวลาทำงานที่จำกัดเพียง 4 เดือนก่อนสิ้นปีงบประมาณ ทีมเศรษฐกิจจึงต้องทำงานภายใต้กรอบที่ชัดเจนคือ ‘กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว กระจายตัว’ ผ่านกลยุทธ์ที่เรียกว่า ‘Quick Win, Big Win’ ซึ่งไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาระยะสั้น แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อการเติบโตในระยะยาวไปพร้อมกัน

    Quick Win, Big Win มากกว่าแค่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ

    ดร. เอกนิติ อธิบายว่าแนวคิด ‘Quick Win, Big Win’ คือการลงมือทำทันทีเพื่อฟื้นเศรษฐกิจที่กำลังติดหล่ม แต่ทุกนโยบายต้องมีมิติของ ‘ผลลัพธ์ระยะยาว’ และ ‘การกระจายประโยชน์’ แฝงอยู่เสมอ ตัวอย่างที่ชัดเจนคือโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ ที่ไม่ได้มุ่งแค่ลดรายจ่ายและเพิ่มรายได้ให้รายย่อย แต่ยัง ‘พลัส’ ทักษะดิจิทัลเข้าไปด้วย

    ‘คนไทยเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลเยอะ แต่ส่วนใหญ่ใช้ไปกับโซเชียลมีเดีย เราจึงใส่หลักสูตรอบรมระยะสั้นเข้าไปในโครงการ เพื่อสอนทักษะการขายของออนไลน์ การทำบัญชี และการใช้ AI เพื่อให้พวกเขานำไปต่อยอดสร้างรายได้’ นอกจากนี้ ยังสร้างแรงจูงใจให้คนเข้าระบบภาษี โดยผู้ที่อยู่ในระบบจะได้รับเงินสนับสนุนมากกว่า ซึ่งเป็นการขยายฐานภาษีเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว

    4 กับดักใหญ่ ฉุดรั้งเศรษฐกิจไทย

    หัวใจสำคัญของปาฐกถาคือการวิเคราะห์ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ ดร. เอกนิติ เรียกว่า ‘4 กับดัก’ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ไทย จากที่เคยเป็น ‘เสือ’ กลายเป็น ‘คนป่วย’

    1. กับดักการลงทุน สัดส่วนการลงทุนของไทยต่อ GDP หายไปครึ่งหนึ่ง จาก 40% ในช่วงก่อนวิกฤตปี 40 เหลือเพียง 20% ในปัจจุบัน ทำให้ประเทศต้องใช้ ‘เครื่องจักรเก่าๆ’ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่สามารถแข่งขันในโลกใหม่ได้
    2. กับดักเรื่องคน ประเทศไทยกำลังเผชิญพายุ 2 ลูกซ้อน คือ สังคมสูงวัย (Aging Society) ที่ทำให้กำลังแรงงานลดลง และปัญหาทักษะของแรงงานที่ผลิตออกมา ‘ไม่ตรงกับความต้องการ’ ของตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
    3. กับดักเทคโนโลยี โลกได้ก้าวข้ามจากยุค Digital Transformation ไปสู่ยุค AI แล้ว แต่คนไทยและธุรกิจไทยจำนวนมากยังตามไม่ทัน ทำให้เสียโอกาสในการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มผลิตภาพและแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงาน
    4. กับดักหนี้ ปัญหาหนี้ 3 ขาที่รุนแรง ทั้ง ‘หนี้ครัวเรือน’ ที่สูงจนบั่นทอนกำลังซื้อ, ‘หนี้ SME’ ที่ทำให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าไม่ถึงสินเชื่อ และ ‘หนี้สาธารณะ’ ที่เริ่มถูกจับตาจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

    กางแผนปฏิบัติการ ทางออกจากกับดักสู่โอกาสใหม่

    เพื่อปลดล็อกกับดักทั้ง 4 ข้อ รัฐบาลได้วางแนวทางที่ชัดเจนโดยมีเป้าหมายที่ต้องเห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 4 เดือน

    • แก้กับดักการลงทุน ใช้ BOI เป็นหัวหอกดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมเป้าหมายแห่งอนาคต (Targeted Industries) เช่น Data Center, Semiconductor, BCG (Bio-Circular-Green), และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อสร้าง S-Curve ใหม่ให้ประเทศ
    • พลิกโฉม ‘คน’ ด้วยทักษะยุคใหม่ ทุ่มงบ 1 หมื่นล้านบาท ผ่านกองทุนเพิ่มขีดความสามารถฯ เพื่อ Reskill และ Upskill คนไทย 100,000 คนภายใน 4 เดือน โดยเปลี่ยนจาก ‘Supply-driven’ (ผลิตตามที่สถาบันมี) เป็น ‘Demand-driven’ (ผลิตตามที่ตลาดต้องการ) ผ่านการทำ Bootcamp และหลักสูตรระยะสั้นที่ร่วมมือกับภาคเอกชน
    • อัปเกรด SME สู่โลกเทคโนโลยี เดินหน้าให้ ‘แกรนต์’ 50% แก่ SME ที่ต้องการลงทุนด้าน R&D หรือเปลี่ยนเครื่องจักรเป็นระบบ Automation พร้อมให้สถาบันการเงินของรัฐเข้าไปประกบเพื่อปล่อยสินเชื่อ ‘Transformation Loan’ แก้ปัญหา SME ไม่มีเงินทุนเริ่มต้น
    • สำหรับ ‘หนี้ครัวเรือน’ จะใช้เงินจากกองทุนฟื้นฟูฯ มาซื้อหนี้เพื่อปรับโครงสร้างให้รายย่อย สำหรับ ‘หนี้ SME’ จะใช้ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อและมีโครงการ ‘พี่ช่วยน้อง’ ให้รายใหญ่ช่วยซัพพลายเชน ส่วน ‘หนี้สาธารณะ’ จะยกระดับวินัยการคลังให้โปร่งใสและชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่น

    ดร. เอกนิติ ปิดท้ายว่า แม้จะมีเวลาเพียง 4 เดือน แต่รัฐบาลมีความชัดเจนที่จะใช้ช่วงเวลานี้ในการ ‘จุดประกายแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์’ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นจากหล่ม พร้อมกับการวางรากฐานเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างให้เกิดผลในระยะยาว บนพื้นฐานของการรักษาวินัยทางการคลังอย่างเคร่งครัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/news/thailand-economic-outlook-out-of-the-trap-dr-ekniti&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw05y5nS3EczOzxe0tSHR4CC

  • ผู้ว่าการใหม่คุมกนง.ครั้งแรกคงดอกเบี้ย หนุนเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว

    ผู้ว่าการใหม่คุมกนง.ครั้งแรกคงดอกเบี้ย หนุนเศรษฐกิจไทยฟื้นตัว

     นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในฐานะเลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) แถลงผลการประชุม กนง. ในวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการประชุม กนง.นัดแรกของผู้ว่าการธปท.คนใหม่ นายวิทัย รัตนากร โดยกล่าวว่า  กนง.มีมติ 5 ต่อ 2 เสียงให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50 % ต่อปี  โดยมี 2 เสียงให้ลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25 %

    ทั้งนี้ กนง.ได้ปรับลดประมาณเศรษฐกิจไทยในปี 2568 และ ปี 2569 ลงเล็กน้อย โดยคาดว่าจะขยายตัว 2.2% จากการคาดการณ์ 2.3% ในครั้งก่อน  และคาดว่าจะขยายตัว 1.6 %ในปีหน้า จากที่เคยคาดไว้ 1.7% โดยเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ขยายตัวดีตามที่ประเมินไว้ ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งผลิตและส่งออกไปยังสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 และปี 2569 มีแนวโน้มชะลอลงจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวจะทยอยฟื้นตัว อีกทั้งการบริโภคภาคเอกชนขยายตัวได้ในระดับหนึ่งโดยได้รับแรงส่งเพิ่มเติมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ  

    ขณะเดียวกัน กนง.เห็นควรให้ติดตามผลกระทบที่ชัดเจนของมาตรการภาษีสหรัฐฯ ความต่อเนื่องของการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ การกลับมาของนักท่องเที่ยว และการปรับตัวของธุรกิจเอสเอ็มอีที่ยังเผชิญปัญหาด้านการแข่งขัน การเข้าถึงสินเชื่อ ต้นทุนการเงิน ท่ามกลางสินเชื่อรวมยังหดตัวและคุณภาพสินเชื่อกลุ่มเปราะบางยังด้อยลง

    “กนง.เห็นว่า นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลายเพื่อเอื้อต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งการลดอัตราดอกเบี้ยที่ผ่านมาอยู่ระหว่างการส่งผ่านไปยังภาคเศรษฐกิจ ทำให้กรรมการส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับจังหวะเวลาและประสิทธิผลของนโยบายการเงินภายใต้ขีดความสามารถของนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัด เพื่อรองรับการขยายตัวที่ชะลอลงในปีหน้า”

     นายสักกะภพ กล่าวต่อว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2568 มีแนวโน้มลดลงมาอยู่ที่ 0% และปรับขึ้นมาเป็น 0.5% แต่คาดว่าจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงต้นปี 2570 อย่างไรก็ตาม เงินเฟ้อที่ปรับลดลงเป็นผลจากราคาน้ำมันดิบโลกและมาตรการลดราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ รวมถึงราคาอาหารสดที่ปรับลดลงโดยยืนยันว่า ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำสะท้อนจากราคาสินค้าและบริการส่วนมากที่ยังปรับเพิ่มขึ้นหรือไม่เปลี่ยนแปลง แต่เข้าใจว่า ภาวะที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือ คนไทยอยู่ในภาวะฝืดเคือง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2887951&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0DVLmu_Zu_KJCt6msiYXc_

  • “อนุทิน” ยกระดับ “หลักนิติธรรม” เป็นวาระแห่งชาติ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    “อนุทิน” ยกระดับ “หลักนิติธรรม” เป็นวาระแห่งชาติ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    “อนุทิน” ยกระดับ “หลักนิติธรรม” เป็นวาระแห่งชาติ สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย


    9/10/2568 | 144 |

    (8 ตุลาคม 2568) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานและกล่าวปาฐกถาพิเศษในเวที “The Rule of Law Forum ครั้งที่ 3” ภายใต้หัวข้อ “การฟื้นฟูโครงสร้างเชิงระบบและหลักนิติธรรม เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ” (Institutional Readiness for Thailand’s Competitiveness)
    ซึ่งจัดโดยสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) ร่วมกับ The World Justice Project (WJP) และสำนักข่าว The Standard

    นายอนุทิน กล่าวปาฐกถาในหัวข้อ “หลักนิติธรรม: วาระแห่งชาติเพื่อความสามารถในการแข่งขันของไทย” โดยย้ำว่า “หลักนิติธรรม” คือรากฐานสำคัญของสังคมที่ยั่งยืน เปรียบเสมือน “เสาเข็มของความยุติธรรม” ที่ทุกประเทศต้องมี ไม่มีประเทศใดแข่งขันได้อย่างมั่นคง หากปราศจากระบบกฎหมายที่เข้มแข็ง โปร่งใส และคาดเดาได้ พร้อมเน้นว่าการสร้างเศรษฐกิจที่แข็งแรงต้องอาศัยความเชื่อมั่นในกฎหมายและความเป็นธรรมในทุกระดับ

    นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “หลักนิติธรรม” ไม่ได้หมายถึงเพียงกฎหมายเท่านั้น แต่คือ “วัฒนธรรมแห่งความเป็นธรรม” ที่ต้องปลูกฝังให้หยั่งรากในสังคมไทย เพื่อให้ระบบยุติธรรมเป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน โดยขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐยึดมั่นในความถูกต้องและไม่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือทางการเมือง พร้อมประกาศชัดว่า รัฐบาลถือว่าการใช้กฎหมายเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง หรือการละเว้นไม่บังคับใช้กฎหมายในคดีสำคัญ เช่น ยาเสพติด บ่อนการพนัน การพนันออนไลน์ หรืออาชญากรรมข้ามชาติ ถือเป็นความผิดวินัยร้ายแรงและต้องดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาด เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นทั้งในประเทศและต่างประเทศ

    รัฐบาลยังได้วางแผนดำเนินการเพื่อนำประเทศสู่การเป็นสมาชิก OECD ผ่าน 3 แนวทางหลัก ได้แก่

    1. จัดทำ Roadmap ด้านหลักนิติธรรม เพื่อยกระดับมาตรฐานกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

    2. ปฏิรูปกฎหมายและปลดล็อกคอร์รัปชัน ป้องกันธุรกิจสีเทา และสนับสนุนการแข่งขันที่เป็นธรรม

    3. สร้างความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้วยระบบ Open Government และเทคโนโลยีดิจิทัล เปิดเผยข้อมูลภาครัฐให้เข้าถึงและตรวจสอบได้

    นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า การยกระดับหลักนิติธรรมคือ “ต้นทุนแห่งความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ” และเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่ระบบที่โปร่งใส ยั่งยืน และแข่งขันได้บนเวทีโลก


    เดินหน้าสร้างเศรษฐกิจเข้มแข็ง ผ่านแนวคิด “Reset โครงสร้างประเทศ”

    นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังได้กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Reset โครงสร้างประเทศ Recover เศรษฐกิจไทย” ในงานสัมมนาใหญ่เศรษฐกิจไทยประจำปี 2568 “เมื่อโลกเปลี่ยน…ประเทศไทยไปทางไหน?” ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ กรุงเทพมหานคร โดยมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมรัฐมนตรี คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วม

    นายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งประเทศที่ปรับตัวช้าจะสูญเสียทั้งโอกาสทางเศรษฐกิจและอำนาจต่อรองในเวทีโลก การ “Reset ประเทศ” จึงไม่ใช่เพียงการเปลี่ยนนโยบาย แต่เป็นการเปลี่ยน “วิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีบริหารความร่วมมือ” โดยแบ่งเป็น 4 ด้านสำคัญ ได้แก่

    1. Reset ด้านความมั่นคง – สร้างความมั่นคงภายในและชายแดน แก้ปัญหายาเสพติด การพนันออนไลน์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ด้วยหลักนิติธรรม โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ พร้อมประกาศว่า “จะไม่ให้คอร์รัปชันเป็นต้นทุนของเศรษฐกิจไทยอีกต่อไป”

    2. Reset ด้านเศรษฐกิจ – ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนโยบายสร้างรายได้ ลดรายจ่าย ลดหนี้ ส่งเสริมเกษตรกร และฟื้นฟู SME พร้อมเร่งผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล การใช้ AI และ Big Data เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอนาคต รวมถึงโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นแต่ให้ผลยาว

    3. Reset ด้านสังคม – ลงทุนใน “มนุษย์” รองรับสังคมสูงวัย สนับสนุนการมีงานทำของผู้สูงอายุ และส่งเสริมอุตสาหกรรมสุขภาพและเทคโนโลยีดูแลผู้สูงวัย พร้อมยกระดับการศึกษาและทักษะคนรุ่นใหม่

    4. Reset ด้านสิ่งแวดล้อมและดิจิทัล – มุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ตั้งเป้าปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 พร้อมสร้าง “รัฐบาลดิจิทัลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้” เพื่อป้องกันคอร์รัปชันอย่างยั่งยืน

    นายกรัฐมนตรีกล่าวเชิญชวนให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ร่วมมือกันสร้าง “ประเทศไทยเวอร์ชันใหม่” ที่พร้อมเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน


    รัฐบาลตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เดินหน้าขับเคลื่อน ESG Plus

    ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวเสริมว่า โลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วใน 4 ด้านหลัก ได้แก่

    1. บริบทเศรษฐกิจโลกจากเสรีนิยมสู่การแข่งขันแบบแบ่งขั้ว

    2. โครงสร้างประชากรเข้าสู่สังคมสูงวัย

    3. ความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่รุนแรงขึ้น

    4. แนวโน้มเศรษฐกิจสีเขียวและสิ่งแวดล้อมที่เป็นเงื่อนไขใหม่ของการค้าโลก

    พร้อมย้ำว่ารัฐบาลจะขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจตามแนวทาง “ESG Plus” คือ เศรษฐกิจเติบโตควบคู่กับการมีธรรมาภิบาลและการรักษาสิ่งแวดล้อม

    ทั้งนี้ ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 มีมติเห็นชอบจัดตั้ง “คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นายเอกนิติ เป็นรองประธาน และมีกรรมการอีก 28 ราย เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลให้เป็นรูปธรรม


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/430312&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3RL-w54AW2KO59bxPShjus

  • ปิด! การท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติออบขาน ชั่วคราว ฝนตกหนัก

    ปิด! การท่องเที่ยวอุทยานแห่งชาติออบขาน ชั่วคราว ฝนตกหนัก

    เวลา 07.45น. วันนี้ (9 ต.ค. 68) สถานการณ์น้ำแม่ขาน ณ ที่ทำการอุทยานแห่งชาติออบขาน จ.เชียงใหม่ เนื่องจากเมื่อคืนมีฝนตกหนัก ส่งผลให้ขณะนี้น้ำในอุทยานมีระดับสูงขึ้น ทางอุทยานฯ จะอัปเดตสถานการณ์ให้ทราบอย่างต่อเนื่อง แจ้งเพื่อให้ประชาชนได้ทราบถึงสถานการณ์น้ำท่าของลำน้ำขาน  พื้นที่ท้ายน้ำลำน้ำขาน ในพื้นที่อำเภอสันปาตอง เฝ้าระวังระดับน้ำต่อไป

    ปริมาณน้ำฝน

    ที่ทำการอุทยานฯ                   33  มม.

    หน่วยพิทักษ์ที่ 1 แม่สาบ           19   มม.

    หน่วยพิทักษ์ที่ 2 ทุ่งเริง           25 มม.

    หน่วยพิทักษ์ที่ 3 ห้วยหยวก       – มม.

    หน่วยพิทักษ์ที่ 4 ห้วยตาด        – มม.

    ขอบคุณข้อมูล-ภาพ: อุทยานแห่งชาติออบขาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/58774&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2ebmErIOXog_H9yiTWGpP7

  • แม่ฮ่องสอน เปิดท่องเที่ยวบ้านรักไทย หมู่บ้านสวยอันดับที่ 34 ของโลก | เดลินิวส์

    แม่ฮ่องสอน เปิดท่องเที่ยวบ้านรักไทย หมู่บ้านสวยอันดับที่ 34 ของโลก | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5187563/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2nY-dA2Nu3SgEq7-3df6oy

  • สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ประกาศ 20 รางวัล “สุดยอด CEO ประจำปี 2568”

    สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ประกาศ 20 รางวัล “สุดยอด CEO ประจำปี 2568”

    น.ส.ดวงพร อุดมทิพย์ นายกสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า สมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ร่วมกับ คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย  ได้ประกาศผลและมอบรางวัลสุดยอดผู้นำองค์กร ประจำปี 2568 “CEO Econmass Awards 2025”  ซึ่งทำมาอย่างต่อเนื่อง เป็นที่ 4 เพื่อสร้างต้นแบบผู้นำองค์กรที่เป็นแรงบันดาลใจของภาคธุรกิจ โดยในปีนี้มีผู้ได้รับรางวัลสุดยอดซีอีโอ ทั้งสิ้น 20 รางวัล ประกอบด้วย

    “สุดยอดซีอีโอรุ่นใหญ่” 8 รางวัล  7 สาขาได้แก่ 1.สมเกียรติ เมสันธสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) สุดยอดซีอีโอรุ่นใหญ่ สาขาทรัพยากร และรางวัลเดอะเบสท์ซีอีโอ 2.พีระศักดิ์ บุญมีโชติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทไทยยูเนี่ยน ฟีดมิลล์ จำกัด (มหาชน) สุดยอดซีอีโอรุ่นใหญ่ สาขาเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร 3.ดวงดาว มหะนาวานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซาบีน่า จำกัด (มหาชน) สาขาสินค้าอุปโภคบริโภค 4..ศิวพงศ์ บุญสาลี กรรมการผู้จัดการ บริษัทศักดิ์สยามลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) สาขาธุรกิจการเงิน 5.จาง ช่าย ซิง ประธานฝ่ายบริหารและปฏิบัติการ บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) สาขาเทคโนโลยี 6.ร่มพิศม์ศรี น้อยใจบุญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอกรัฐวิศวกรรม จำกัด (มหาชน)  สาขาสินค้าอุตสาหกรรม7. ยิว ฮอค โคว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทเอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) สาขาบริการ    

     “สุดยอดซีอีโอรุ่นกลาง” 3 รางวัล ใน 2 สาขาได้แก่  1.สาระ ลํ่าซำ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) สุดยอดซีอีโอรุ่นกลาง สาขาธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง และธุรกิจภาคบริการ และรางวัลเดอะเบสท์ซีอีโอ 2.นที อ่อนอิน  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีทีที คอร์ปอเรชั่น จำกัด สาขาธุรกิจการเกษตรธุรกิจอุตสาหกรรมและการผลิต รางวัล 

    “สุดยอดซีอีโอรุ่นเอสเอ็มอี” 5 รางวัล ใน 4 สาขาได้แก่ 1.สุนัฏฐา สุขไทย  กรรมการผู้จัดการ บริษัท จีซี เอสเตท จำกัด สุดยอดซีอีโอรุ่นเอสเอ็มอี สาขาธุรกิจภาคบริการ และรางวัลเดอะเบสท์ซีอีโอ 2.สุเมธชัย อินทกรณ์ กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด โอคุริ เฮ้าส์ สาขาธุรกิจค้าปลีกและค้าส่ง 3. วีรวุฒิ บำรุงไทย กรรมการผู้จัดการ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ลิ่มเชียงเส็ง สาขาธุรกิจอุตสาหกรรมและการผลิต 4. ดร.ชาติประชา สอนกลิ่น กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค็งโคโซได อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด สาขาธุรกิจการเกษตร

    รางวัล “สุดยอดซีอีโอรัฐวิสาหกิจ” 3 รางวัล ใน 3 สาขาธุรกิจ ได้แก่ 1. ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) สาขา Environment และสาขา Governance  2.ฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สาขา Social 

     ขณะที่รางวัล “สุดยอดซีอีโอขวัญใจสื่อมวลชน” 1 รางวัล ได้แก่ วิทัย รัตนากร  ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ขณะดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการธนาคารออมสิน)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2887955&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0clI_u7fSHWJXeQWcuaVJq

  • ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนหน้า “ร้อนแรง” หวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหนุน

    ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนหน้า “ร้อนแรง” หวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหนุน

    นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ผลสำรวจในเดือนกันยายน 2568 (สำรวจระหว่างวันที่ 22-30 กันยายน 2568)  พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index: ICI) ในอีก 3 เดือนข้างหน้า (ธันวาคม 2568) คงอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ที่ระดับ 153.62  

    ผลสำรวจเดือนกันยายน 2568 รายกลุ่มนักลงทุน พบว่า ความเชื่อมั่นกลุ่มนักลงทุนบุคคล ปรับเพิ่ม 35.4% อยู่ที่ระดับ 130.69 และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ปรับเพิ่ม 19.7% อยู่ที่ระดับ 155.56 อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” ส่วนกลุ่มนักลงทุนสถาบันในประเทศปรับเพิ่ม 28.2% อยู่ที่ระดับ 166.67 และกลุ่มนักลงทุนต่างประเทศปรับเพิ่ม 25.0% อยู่ที่ระดับ 166.67 อยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรงอย่างมาก”

    ทั้งนี้ นักลงทุนมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด รองลงมา คือ การไหลเข้าของเงินทุน และนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) 

    ในขณะที่ปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ ความกังวลต่อวินัยการคลัง รองลงมา คือ สถานการณ์การนำเข้าและส่งออก และสถานการณ์เศรษฐกิจยูโรโซน

    ขณะเดียวกัน หมวดธุรกิจที่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดพาณิชย์ (COMM) ส่วนหมวดธุรกิจที่ไม่น่าสนใจมากที่สุด คือ หมวดสื่อสิ่งพิมพ์ (MEDIA)

    ตลอดเดือนกันยายน 2568 ดัชนี SET เคลื่อนไหวในกรอบแคบ โดยมีปัจจัยหนุนจากการที่ FED ปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25%  รวมถึงความชัดเจนและแผนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวทั้งในและต่างประเทศ และคำเตือนของ Fitch ที่ได้ปรับลดมุมมอง Outlook ของประเทศไทยจาก “Stable” เป็น “Negative” สร้างความกังวลต่อนโยบายทางการเงินและเสถียรภาพงบประมาณของรัฐ 

    ดัชนีเชื่อมั่นนักลงทุน 3 เดือนหน้า “ร้อนแรง” หวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหนุน

    โดย SET Index ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 ปิดที่ 1,274.17 ปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.46% จากเดือนก่อนหน้า ปริมาณซื้อขายเฉลี่ยต่อวันในเดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 43,028 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 11,859 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปี 2568 นักลงทุนต่างชาติยังคงขายสุทธิรวม 96,243 ล้านบาท 

    ทางด้านปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ นโยบายการเงินของ FED หากมีการส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง จะหนุนสภาพคล่องเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ รวมถึงไทย การชะลอตัวของภาคอุตสาหกรรมส่งออกของยุโรป ผลจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจีนหลังธนาคารแห่งชาติจีนได้อัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบธนาคารกว่า 5 แสนล้านหยวนผ่าน Reverse Repo อายุ 7วัน และ 14 วัน  และความผันผวนของราคาทองในตลาดโลก 

    ในส่วนของปัจจัยในประเทศที่น่าติดตาม ได้แก่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ และความชัดเจนในการแถลงงบประมาณประจำปีที่จะมีผลต่อการประเมินความเสี่ยงเครดิตและความเชื่อมั่นนักลงทุน และความผันผวนของค่าเงินบาทซึ่งกดดันกลุ่มส่งออก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/stockholder/731589&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2QlwE7rsy172m0JW0PWj9y

  • ดูดวงรายวันประจำวันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม 2568 สำหรับท่านที่เกิดวันพฤหัสบดี

    ดูดวงรายวันประจำวันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม 2568 สำหรับท่านที่เกิดวันพฤหัสบดี

    ดูดวงรายวันประจำวันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม 2568 สำหรับท่านที่เกิดวันพฤหัสบดี

    • การงาน : ทำธุรกิจด้านการท่องเที่ยวประสบความสำเร็จ
    • การเงิน : นำทรัพย์สมบัติที่มีไปลงทุน
    • ความรัก : พบเรื่องทุกข์ใจ

    เคล็ดลับเสริมดวงประจำวันนี้

    • ถวายดอกไม้สดพระ
    • อัญมณีมงคล : โกเมน
    • สีมงคล : สีแดง
    • เลขนำโชค : 0, 1, 2, 3, 4, 5, 7

    ฤกษ์ดีประจำสัปดาห์มีผลตั้งแต่วันที่ 8 – 14 ตุลาคม 2568 (ช่วงเวลาที่เหมาะสม)

    • 09:11 – 12:59 : ฤกษ์ดีในการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ 
    • 09:00 – 12:00 : ฤกษ์ดีในการซื้อรถยนต์คันใหม่ 
    • 08:29 – 12:59 : ฤกษ์ดีในการติดต่อเจรจางานต่าง ๆ           
    • 09:09 – 11:59 : ฤกษ์ดีในการเปิดร้านเริ่มธุรกิจใหม่         
    • 05:59 – 14:00 : ฤกษ์ดีในการเดินทางทำบุญ 

    ดูดวงเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/315119/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zl5IGggkvpCp8YFtngQSH