Blog

  • ผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟันธง Wellness Tourism คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟันธง Wellness Tourism คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จัดงานเสวนา “Thailand Wellness Tourism: From Longevity Economy to Lifestyle for All” รวบรวมผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  ชีวาศรม  ปัญญ์ปุริ  Thailand Gastronomy และโรงแรมสุโขทัย ประสานเสียง Wellness Tourism กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หลังโควิดดันพฤติ กรรมผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น สอดคล้องข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลกปี 2025 จะมีมูลค่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 230 ล้านล้านบาท ตลาด Wellness Tourism ของโลกเติบโตเร็วกว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า

    นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)  และที่ปรึกษา BDMS Wellness เปิดเผยว่า วิกฤตโควิด-19 ทำให้ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพทั้งด้านอาหาร การออกกำลังกาย และสุขภาพจิต จนแนวคิด Well-being กลายเป็นไลฟ์สไตล์สำคัญและต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่สร้างคุณค่าแก่ทั้งร่างกายและเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผู้ที่เดินทางเพื่อสุขภาพโดยตรง (Primary Wellness Tourism) และมียอดใช้จ่ายสูง สัดส่วน 15% และผู้ที่ท่องเที่ยวทั่วไปแต่ใช้จ่ายด้านสุขภาพเสริม (Secondary Wellness Tourism) มีสัดส่วน 85%

    Ecosystem แข็งแรง กุญแจสู่ Wellness Destination ของไทย

    คุณภูมิกิตติ์ย้ำว่า หากประเทศไทยต้องการเป็น Wellness Destination ระดับโลก ต้องเร่งขยายฐานกลุ่ม Primary ผ่านการสร้าง Ecosystem ครบวงจร ตั้งแต่นโยบายรัฐ มาตรฐานบริการ แพ็กเกจท่องเที่ยวสุขภาพแบบบูรณาการ จนถึงการสร้างสุขภาวะให้คนไทยเอง พร้อมทั้งเจาะตลาด Gen Z (13–28 ปี) นักเดินทางรุ่นใหม่ที่พร้อมลงทุนเพื่อประสบการณ์สุขภาพและคุณภาพชีวิต ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    ตลาด Wellness โตแรงนักท่องเที่ยวพร้อมเปย์ พักไทยยาวสูงสุด 6 เดือน

    นายกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานบริหารและประธานกรรมการ ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท กล่าวว่า ปัจจุบันลูกค้าชีวาศรม 80% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ และ 20% เป็นนักท่องเที่ยวไทย เพิ่มขึ้นจากก่อนโควิดที่มีไม่ถึง 2% กลุ่มหลักคือ Gen X (46–60 ปี) รองลงมาคือ Gen Y (31–45 ปี) ที่นิยมท่องเที่ยวควบคู่สุขภาพแบบองค์รวม มียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 60,000–100,000 บาทต่อคนต่อทริป และมีแนวโน้มพักระยะยาวมากขึ้น ตั้งแต่ 7 คืนจนถึง 3 เดือน บางรายอยู่นานถึง 6 เดือน

    เสน่ห์ของความเป็นไทย ต่อยอดรายได้ยั่งยืน

              นายกรดกล่าวเพิ่มเติมว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยได้ ต้องใช้เสน่ห์ความเป็นไทย เป็นตัวดึงดูดเพราะผู้คนทั่วโลกตระหนักว่าสุขภาพคือเรื่องสำคัญและใช้การท่องเที่ยวเป็นโอกาสปรับพฤติกรรม ประเทศไทยมีจุดแข็งครบ ทั้งอาหารสุขภาพ สมุนไพร การแพทย์แผนไทย และวัฒนธรรมที่สัมผัสได้จริง ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ แต่ยังช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    Thai Senses จุดแข็งของไทยในตลาดโลก

    สอดคล้องกับนายปราโมทย์ เดชะบุญศิริพานิช  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปุริ จำกัด ที่ระบุว่า  ประเทศไทยมีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมที่ผูกโยงกับ 5 Senses – กลิ่น รส สัมผัส เสียง และบรรยากาศ ซึ่งปัญญ์ปุริได้นำมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์และ Wellness Experience ที่แตกต่าง เช่น กลิ่นหอมจากพืชพันธุ์ธรรมชาติและภูมิปัญญาโบราณที่ช่วยบำบัดความเหนื่อยล้าได้จริง และยังเป็นกระจายสู่ท้องถิ่น จุดแข็งเหล่านี้คือ Top of Mind ที่สามารถต่อยอด และสร้างรายได้ในระดับโลก

    โอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการไทยในตลาด Wellness โลก

    ตลาด Wellness กำลังเปิดกว้างต่อประสบการณ์ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่น ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่มีความโดดเด่นและแตกต่าง อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่ตลาดโลกยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งเรื่องมาตรฐานสากลด้านคุณภาพ ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และการสื่อสารแบรนด์ให้ร่วมสมัย การพัฒนาตลาด Wellness จึงไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังเสริมพลัง Soft Power ไทย และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    อาหารเป็นยา คืนคุณค่าโภชนาการและสมุนไพรสู่จานอาหาร

    ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network กล่าวว่า อาหารไทยมีความพร้อมอย่างมากในการเป็นหนึ่งในหัวใจของ Wellness Tourism เพราะเรามีภูมิปัญญาเรื่องสมุนไพร เครื่องแกง และการผสมรสที่สะท้อนหลัก อาหารเป็นยา ( Food as Medicine ) อย่างแท้จริง หากเรายกระดับความเข้าใจเรื่องคุณค่าอาหารไทย และสื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง รสชาติ สุขภาพ และ วัฒนธรรม ก็จะสามารถต่อยอดอาหารไทยให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของ Wellness Tourism ได้ ทั้งในแง่เศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ และคุณค่าทางใจของผู้มาเยือน

    เธอกล่าวเสริมว่า ข้อมูล GWI ยังระบุอีกว่าอุตสาหกรรม Wellness Tourism จะเติบโตเป็น1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 51 ล้านล้านบาท ภายในปี 2027 ซึ่งเติบโตเร็วกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปประมาณ 1,886 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 68,000 บาท สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 56% ขณะเดียวกันประเทศไทยยังครองอันดับ 1 ด้านการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ระหว่างปี 2022 – 2023 จากบรรดา 25 ตลาดสุขภาพชั้นนำของโลก

    “ด้วยจุดแข็งด้านอาหาร สมุนไพร และภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากที่จะก้าวสู่ ‘Wellness Hub แห่งเอเชีย โดยเฉพาะหากเรานำแนวคิดอาหารเป็นยา และ Wellness on a Plate มาต่อยอดเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทั้งอร่อย ดีต่อสุขภาพ และสะท้อนคุณค่าความเป็นไทยได้อย่างร่วมสมัย”
    ผศ.ดร. จุฑามาศ วิศาลสิงห์ กล่าวทิ้งท้าย

    The Sukhothai Spa สะท้อนแก่นแท้ Wellness Tourism ไทย

    มิสเตอร์ริชาร์ด ดอยท์ล ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ กล่าวว่า The Sukhothai Spa ถือเป็นตัวอย่างการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่นำเอกลักษณ์เรือนไทยโบราณผสานกับศาสตร์การบำบัดสมัยใหม่อย่างกลมกลืน จนกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างทั้งการพักผ่อนและการเยียวยาแบบองค์รวม เชื่อมโยงประสบการณ์ทางวัฒนธรรมเข้ากับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยได้อย่างโดดเด่น นอกจากนี้การได้รับรางวัล Michelin Keys 2 ดอก สะท้อนมาตรฐานการบริการระดับโลกของโรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Destination ชั้นนำของโลก ได้อย่างยั่งยืน

    เทรนด์ท่องเที่ยวสุขภาพมาแรง สะท้อนการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี เปิดเผยว่า สมาชิก  เคทีซีมีพฤติกรรมลงทุนด้านสุขภาพควบคู่กับการท่องเที่ยวมากขึ้นโดยยอดใช้จ่ายในโรงแรมที่ตอบโจทย์ Wellness มียอดต่อครั้งสูงกว่าโรงแรมทั่วไป 1.88 เท่า และยังเห็นสัญญาณการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพของกลุ่มคนอายุ 30–35 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เคทีซีมองว่าการท่องเที่ยวในอนาคตคือการสร้าง Travel Ecosystem ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและคุณภาพชีวิตในทุกขั้นตอน ผ่านการออกแบบสิทธิประโยชน์เฉพาะสำหรับ Customer Journey เช่น แพลตฟอร์ม KTC Wellness Hub ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์มากกว่า 60 พันธมิตร ครอบคลุมรีสอร์ทสุขภาพ โรงพยาบาล สปา และร้านอาหารสุขภาพ มอบสิทธิพิเศษที่ไม่ใช่แค่ส่วนลด แต่เปิดโอกาสให้สมาชิกเข้าถึงบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐาน สะดวก และคุ้มค่าอย่างแท้จริง

    “บทบาทของเคทีซีไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการบัตรเครดิตแต่คืออีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผู้ประกอบการเชื่อมต่อกับฐานลูกค้าคุณภาพกว่า 2.8 ล้านราย และสร้างโอกาสใหม่ในตลาด Wellness Tourism ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ Wellness Destination ชั้นนำของโลก” นางสาววริษฐา กล่าวทิ้งท้าย

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/09/585242/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tJC8B0ZuaXY0imuMqF7Gm

  • 10 ผงมัทฉะ ยี่ห้อไหนดี 2025 หอมอร่อย ชงง่าย ได้รสอูมามิ

    10 ผงมัทฉะ ยี่ห้อไหนดี 2025 หอมอร่อย ชงง่าย ได้รสอูมามิ

    “ชาเขียวมัทฉะ” เมนูเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมทั้งในกลุ่มคนทั่วไปและคนรักสุขภาพ เป็นเครื่องดื่มที่ช่วยเติมความสดชื่นระหว่างวันได้ดี ทั้งยังอุดมไปด้วยสารอาหารต่างๆ เช่น สารต้านอนุมูลอิสระ ที่มีส่วนช่วยในการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ไม่ว่าจะเป็นด้านผิวพรรณ การควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และยังมีส่วนช่วยเร่งการเผาผลาญอีกด้วย บทความนี้ไทยรัฐช็อปปิ้งขอแนะนำ 10 ผงมัทฉะ ยี่ห้อไหนดี รสชาติอร่อย ชงง่าย เหมาะกับการใช้ชงเครื่องดื่มเมนูร้อน-เย็น จะมียี่ห้อไหนที่น่าสนใจบ้าง ติดตามได้ที่นี่

    10 ผงมัทฉะ ยี่ห้อไหนดี 2025 อร่อยเข้มข้น มีกลิ่นหอม ชงง่าย ละลายไว

    1. ผงมัทฉะ Llamito

    ผงมัทฉะออร์แกนิก 100% Llamito รสชาติโทนสาหร่ายเข้มข้น กลมกล่อม ไม่ขมฝาด สามารถนำไปชงเครื่องดื่มได้หลากหลายเมนู ทั้งเมนูร้อนและเมนูเย็น ไม่ว่าจะเป็นมัทฉะลาเต้ร้อน, เพียวมัทฉะเย็น หรือนำไปปั่นพร้อมผลไม้ สำหรับเมนูสมูทตี้ก็ได้ ผงมัทฉะบรรจุอยู่ในกระป๋องมีฝาปิด ใช้งานสะดวกและจัดเก็บง่าย

    • ปริมาณ 250 กรัม
    • ราคา 499 บาท

    2. ผงมัทฉะ Kawami

    Kawami ผงมัทฉะ 100% นำเข้าจากเมืองอูจิ จังหวัดเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดชาญี่ปุ่นแห่งแรกของโลก โดดเด่นด้วยรสชาติอูมามิอันเป็นเอกลักษณ์ ไม่ติดขมหรือฝาด ดื่มง่าย มาพร้อมกลิ่นหอมละมุน มีสีเขียวสดตามธรรมชาติ ผงมัทฉะบดได้เนียนละเอียด สามารถละลายได้ดีทั้งในน้ำร้อนและน้ำเย็น จะชงเป็นเมนูเพียวมัทฉะ หรือชงผสมกับนม น้ำมะพร้าว หรืออื่นๆ ก็อร่อย

    • ปริมาณ 100 กรัม
    • ราคา 325 บาท

    3. ผงมัทฉะ MATCHAZUKI

    MATCHAZUKI ผงชาเขียวมัทฉะ เกรด Excellent เหมาะสำหรับเมนูเครื่องดื่มหรือขนมที่ต้องการความเข้มข้น เน้นสีและรสชาติของมัทฉะที่ชัดเจน แต่ไม่ติดรสขม เช่น มัทฉะน้ำมะพร้าว, มัทฉะลาเต้, ไอศกรีมมัทฉะ, พุดดิ้งมัทฉะ หรือบราวนี่มัทฉะ เนื้อผงมัทฉะเนียนละเอียด กลิ่นหอม ไม่ผสมสารเติมแต่ง สี กลิ่น และครีมเทียม

    • ปริมาณ 40 กรัม
    • ราคา 555 บาท

    4. ผงมัทฉะ Peace Oriental Teahouse

    Peace Oriental Teahouse ผงมัทฉะเกรด Classicist มีสีเขียวเข้ม กลิ่นหอมชัด รสชาติกลมกล่อม ไม่มีรสชาติขมหรือฝาดของมัทฉะ จะนำไปชงคู่กับนมเป็นเมนูลาเต้ ชงใสแบบเคลียร์มัทฉะ หรือนำไปทำขนมก็ได้ สามารถเลือกระดับความร้อนในการชงมัทฉะได้ 3 ระดับ  ซึ่งแต่ละระดับจะทำให้โทนรสชาติและกลิ่นของมัทฉะแตกต่างกัน ได้แก่

    • Low-Firing มีกลิ่นและรสชาติโทนสาหร่ายชัดเจน
    • Medium-Firing หอมกลิ่นคั่วอ่อนๆ รสชาติอยู่ตรงกลางระหว่างโทนถั่วกับโทนสาหร่าย
    • Medium-High Firing รสชาติโทนถั่ว ครีมมี่ กลมกล่อม หอมกลิ่นถั่วคั่ว
    • ปริมาณ 40 กรัม
    • ราคา 685 บาท

    5. ผงมัทฉะ Moonfarms (ไร่พระจันทร์)

    Moonfarms (ไร่พระจันทร์) ผงมัทฉะเกรดพรีเมียมจากเกษตรกรไทย รสชาติโทนสาหร่าย กลมกล่อม ติดขมเล็กน้อย มีกลิ่นหอมมัทฉะที่เป็นเอกลักษณ์ เหมาะกับการนำไปชงเป็นเครื่องดื่มเพียวมัทฉะ ช่วยเติมความสดชื่นในระหว่างวันได้ดี ผงมัทฉะมีความละเอียด ทำให้ชงง่าย ละลายน้ำได้เร็ว

    • ปริมาณ 100 กรัม
    • ราคา 399 บาท

    6. ผงมัทฉะ Tenju

    Tenju ผงมัทฉะนำเข้าจากเมืองโอกุระ ประเทศญี่ปุ่น มีส่วนผสมของน้ำตาล 1% รสชาติกลมกล่อม นุ่มนวล ติดรสขมเล็กน้อย ผงมัทฉะมีสีเขียวเข้ม มีกลิ่นหอม ละลายน้ำง่าย สามารถนำไปชงเครื่องดื่มได้ทั้งเมนูร้อนและเย็น และยังเหมาะกับการนำไปทำไอศกรีมและเมนูเบเกอรีอีกด้วย

    • ปริมาณ 100 กรัม
    • ราคา 230 บาท

    7. ผงมัทฉะ Boncafe

    ผงมัทฉะ Boncafe ผลิตจากยอดใบชาอ่อน 3 ใบแรกของต้นชา ที่ปลูกในเมืองนิชิโอะ ประเทศญี่ปุ่น หนึ่งในแหล่งผลิตชาเขียวชื่อดังของโลก เมื่อชงแล้วมีสีและรสชาติที่เข้มข้น ไม่ติดขม ไม่มีรสฝาด มีส่วนประกอบของน้ำตาล 1% เหมาะกับการนำไปชงเป็นมัทฉะลาเต้ หรือเมนูมัทฉะที่มีส่วนผสมของนม และสามารถนำไปใช้ทำเบเกอรีและไอศกรีมมัทฉะได้อีกด้วย

    • ปริมาณ 100 กรัม
    • ราคา 800 บาท

    8. ผงมัทฉะ CHADO

    Shino Matcha Powder จาก CHADO ผงมัทฉะเกรดพิธีการ สายพันธุ์โอคุมิโดริ นำเข้าจากเมืองนิชิโอะ ประเทศญี่ปุ่น ไม่มีส่วนผสมของนมและน้ำตาล มาในโทนสาหร่าย ถั่ว โกโก้ และวานิลา มีรสขมปานกลาง ฝาดเล็กน้อย คาเฟอีนสูง หอมกลิ่นมัทฉะชัด เหมาะกับผู้ที่ชอบดื่มมัทฉะรสชาติเข้มข้น สามารถชงได้ทั้งแบบ Koicha และ Usucha

    • ปริมาณ 50 กรัม
    • ราคา 975 บาท

    9. ผงมัทฉะ Aroma

    ผงมัทฉะ 100% จาก Aroma เนื้อเนียนละเอียด ละลายน้ำง่าย ไม่จับตัวเป็นก้อน มีสีเขียวอ่อน กลิ่นหอมมัทฉะชัด รสชาติเข้มข้น อาจมีติดรสขมและมีความฝาดของใบชาเล็กน้อย สามารถนำไปชงเครื่องดื่มได้หลากหลายเมนู ทั้งเมนูร้อน เย็น และเมนูปั่น สามารถนำไปใช้เป็นส่วนผสมของเบเกอรีและไอศกรีมได้เช่นกัน

    • ปริมาณ 100 กรัม
    • ราคา 299 บาท

    10. ผงมัทฉะ Richie

    สำหรับใครที่มองหาผงมัทฉะคุณภาพดี ราคาสบายกระเป๋า ผงมัทฉะของ Richie เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ นอกจากจะเป็นมัทฉะนำเข้าจากเมืองอูจิ ประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นแหล่งกำเนิดของชาเขียวมัทฉะแล้ว ยังได้รับรางวัลชนะเลิศจากงาน National Japanese Tea Contest ครั้งที่ 65 อีกด้วย ซึ่งผงอูจิมัทฉะสูตรนี้ มีสีเขียวสด รสชาติกลมกล่อม ขมและฝาดเล็กน้อย เหมาะสำหรับการนำไปชงดื่ม

    • ปริมาณ 100 กรัม
    • ราคา 259 บาท

    สำหรับใครที่ชื่นชอบมัทฉะโทนสาหร่าย อาจเลือกเป็นผงมัทฉะยี่ห้อ Llamito, Moonfarms หรือ CHADO หรือหากต้องการผงมัทฉะที่มีความเข้มข้น สีสด กลิ่นชัด แนะนำเป็นผงมัทฉะยี่ห้อ Peace Oriental Teahouse, MATCHAZUKI, Boncafe หรือ Aroma และใครที่ต้องการมัทฉะรสชาติกลมกล่อม ผงมัทฉะยี่ห้อ Kawami, Tenju หรือ Richie ก็เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ

    ทั้งหมดนี้คือลิสต์ผงมัทฉะที่ไทยรัฐช็อปปิ้งคัดมาให้ โดยผงมัทฉะของแต่ละยี่ห้อผลิตจากใบชาที่มาจากแหล่งเพาะปลูกที่แตกต่างกัน ทำให้ผงมัทฉะมีสี กลิ่น ความขมฝาด และรสชาติแตกต่างกันไป สามารถเลือกซื้อได้ตามความต้องการ หรือพิจารณาจากโทนรสชาติที่ชอบ หากยังไม่ถูกใจ สามารถเลือกซื้อยี่ห้ออื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ Shopee / Lazada 

    (ราคาสินค้าอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบราคาอีกครั้งก่อนสั่งซื้อ)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/shopping/food/1000817&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0adkkRdiNJokpkRJWnhlii

  • การพบปะระหว่างประธานองค์กรพลังงานปรมาณูของอิหร่านกับประธานบริษัทรัฐวิสาหกิจ “รูซอะตอม”

    การพบปะระหว่างประธานองค์กรพลังงานปรมาณูของอิหร่านกับประธานบริษัทรัฐวิสาหกิจ “รูซอะตอม”

    🔻หลังจากการเดินทางเยือนรัสเซียเมื่อเร็ว ๆ นี้ของ ประธานองค์การพลังงานปรมาณูแห่งชาติอิหร่าน เมื่อวันพุธที่ผ่านมา คณะผู้แทนจากบริษัท “รูซอะตอม” ของรัฐบาลรัสเซีย ซึ่งนำโดย นายนิโคไล สปาสกี้ รองประธานฝ่ายกิจการระหว่างประเทศของบริษัท ได้เดินทางมายังกรุงเตหะราน และเข้าพบหารือกับเจ้าหน้าที่ขององค์การพลังงานปรมาณูอิหร่าน
    🔸หัวข้อหลักในการเจรจา คือ การขยายความร่วมมือด้านเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) และ การก่อสร้างเตาปฏิกรณ์ขนาด 1,250 เมกะวัตต์
    🔻ในการเยือนกรุงมอสโกของ โมฮัมหมัด อิสลามี เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้มีการลงนามใน บันทึกความร่วมมือสองฉบับ ว่าด้วย เตาปฏิกรณ์ขนาดเล็ก และ โครงการโรงไฟฟ้า “อิหร่าน–โฮร์โมซ” ซึ่งประกอบด้วยเตาปฏิกรณ์ 1,250 เมกะวัตต์ จำนวน 4 เครื่อง รวมมูลค่าโครงการกว่า 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

  • 4 กับดักรั้งเศรษฐกิจไทย – วิธีแก้ปัญหา  จากมุมมอง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง

    4 กับดักรั้งเศรษฐกิจไทย – วิธีแก้ปัญหา จากมุมมอง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง

     วิเคราะห์ 4 กับดักสำคัญที่รั้งเศรษฐกิจไทย 

    แกนหลักในวิสัยทัศน์ของนายเอกนิติ คือการวิเคราะห์ถึง “โรค” ที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย ซึ่งเขาได้ระบุถึง 4 กับดักสำคัญ ที่ทำให้การเติบโตหลังวิกฤตปี 2540 ชะลอตัวลงอย่างน่าใจหาย

    1.กับดักด้านการลงทุน (The Investment Trap): ตัวเลขที่น่าตกใจคือ สัดส่วนการลงทุนของรัฐและเอกชนเคยสูงถึง 40% ของ GDP ก่อนปี 2540 แต่ปัจจุบันกลับลดฮวบลงมาเหลือเพียง 20% “ไม่มีการลงทุนใหม่ จะเอาที่ไหนไปโต” นายเอกนิติตั้งคำถามเชิงท้าทาย

    2. กับดักด้านประชากร (The Demographic Trap): ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัยอย่างรวดเร็ว โดยประชากร 1 ใน 5 มีอายุเกิน 60 ปี ซึ่งหมายถึงรายได้ที่หายไปจากระบบ ขณะที่คนรุ่นใหม่กลับมีทักษะไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ ก่อให้เกิดปัญหา “Skills Mismatch” ที่รุนแรง

    3.กับดักด้านเทคโนโลยี (The Technology Trap): แม้คนไทยจะใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในชีวิตประจำวันอย่างแพร่หลาย แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนผ่านไปสู่การสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ทันโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคของ AI

    4. กับดักด้านหนี้สิน (The Debt Trap): หนี้ครัวเรือนที่พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ได้กัดกินกำลังซื้อของประชาชนระดับฐานรากจนหมดสิ้น ทำให้กลไกการบริโภคภายในประเทศไม่สามารถขับเคลื่อนไปข้างหน้าได้ และกลายเป็นความเสี่ยงทางการเงินที่มาจากระดับ “จุลภาค”

    4 กับดักรั้งเศรษฐกิจไทย - วิธีแก้ปัญหา  จากมุมมอง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง

    การฟื้นฟูระยะยาว 

    แม้เวลา 4 เดือนจะไม่สามารถแก้ทุกปัญหาได้ แต่นายเอกนิติเชื่อว่าจะสามารถ “สร้างแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์” ได้ โดยได้วางแนวทางการแก้ปัญหาแต่ละกับดักไว้อย่างชัดเจน

    แก้กับดักการลงทุน: ปรับยุทธศาสตร์ของ BOI ใหม่ทั้งหมด จากเดิมที่เน้นอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ไปสู่การดึงดูด การลงทุนแนวใหม่ เช่น Data Center, เซมิคอนดักเตอร์, เศรษฐกิจ BCG ที่ต่อยอดจากฐานการเกษตรของประเทศไปสู่ Smart Farming และการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไปสู่ ห่วงโซ่อุปทานของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เช่น มอเตอร์ และเกียร์

    แก้กับดักด้านคน: มุ่งเน้นการ “สร้างคนให้ตรงกับความต้องการของตลาด” ผ่านการ Reskill และ Upskill อย่างจริงจัง โดยใช้กองทุนเพิ่มทักษะ 1 หมื่นล้านบาท และจัดอบรมระยะสั้นในรูปแบบ Bootcamp ที่เข้มข้นและใช้ได้จริง

    แก้กับดักเทคโนโลยี: ให้ BOI เป็นหัวหอกในการสนับสนุน การวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างเต็มที่ โดยจะมอบเงินทุนสนับสนุน (Grant) สูงถึง 50% เพื่อจูงใจให้เกิดนวัตกรรมในประเทศ

    แก้กับดักหนี้สิน:

    หนี้ครัวเรือน: จัดตั้งกองทุน 26,000 ล้านบาท เพื่อเข้า ซื้อหนี้เสียและปรับโครงสร้างหนี้ ให้กับลูกหนี้รายย่อย เป็นการ “ดึงเขาออกมา” จากวงจรหนี้

    หนี้ SMEs: เติมสภาพคล่องและผลักดันให้ SMEs เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain ของธุรกิจขนาดใหญ่

    หนี้สาธารณะ: ยกระดับวินัยการคลังและสร้างความโปร่งใส โดยยืนยันว่าโครงการ “คนละครึ่งพลัส” มูลค่า 44,000 ล้านบาท มาจากงบกลาง ไม่ได้เป็นการก่อหนี้เพิ่ม

    นี่คือการ”มองสั้น แต่คิดยาว” ที่ใช้มาตรการกระตุ้นเร่งด่วนเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างไปพร้อมกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนรากฐานที่สำคัญคือ วินัยทางการเงินและการคลังที่เข้มแข็ง เพื่อให้แน่ใจว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในครั้งนี้ จะเป็นการกลับมาอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืนอย่างแท้จริง

    4 กับดักรั้งเศรษฐกิจไทย - วิธีแก้ปัญหา  จากมุมมอง เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รมว.คลัง

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860154&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0L8a9dLQKvGLErVTgZLVte

  • ‘อนุทิน’ รีเซ็ตประเทศฝ่าความท้าทาย หวังเศรษฐกิจไทยโตยั่งยืน

    ‘อนุทิน’ รีเซ็ตประเทศฝ่าความท้าทาย หวังเศรษฐกิจไทยโตยั่งยืน

    ดังนั้น การรีเซ็ตประเทศไม่ใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนนโยบาย แต่คือ การเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีบริหารความร่วมมือ ซึ่งเราจะต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงพี่น้องประชาชน ที่จะต้องปรับตัว และให้ความร่วมมือไปพร้อมกัน

    นายอนุทิน กล่าวว่า สำหรับในส่วนของภาครัฐบาล ที่มีตน เป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น สิ่งที่ต้องรีเซ็ต เพื่อวางรากฐานใหม่ให้กับประเทศ ประกอบด้วยดังนี้

    1.การรีเซ็ต ด้านความมั่นคง ก่อนที่เศรษฐกิจจะเดินหรือจะวิ่งต่อไปได้ ความมั่นคงของประเทศจะต้องมีความชัดเจน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยรัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยใช้พลังทั้งการทูต การทหาร และพลังทางเศรษฐกิจ เพื่อนำสันติภาพกลับคืนสู่ชีวิตพี่น้องประชาชน เปลี่ยนความตึงเครียดให้กลับมาเป็นความร่วมมือในอนาคตอันใกล้ และนี่คือความคาดหวังและทิศทางที่จะดำเนินต่อไป

    ขณะเดียวกัน จะต้องจัดการกับปัญหาภัยทางสังคมที่กัดกล่อนประเทศ ทั้งยาเสพติด พนันออนไลน์ อาชญากรรมข้ามชาติ และการหลอกลวงทางเทคโนโลยี เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายชีวิตของประชาชนในประเทศเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการทุกท่าน โดยมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจของประเทศเราด้วย ดังนั้นจึงได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำงานร่วมกัน แบบเป็น Unitเดียวกัน บูรณาการ ยึดหลักนิติธรรมด้วยความโปร่งใสและเป็นธรรม โดยกฎหมายของประเทศจะต้องมีความศักดิ์สิทธิไม่เลือกปฏิบัติ และต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อปราบปรามการทุจริต คอรัปชั่น ซึ่งคือส่วนหนึ่งที่เป็นต้นทุนแฝง อยู่ในระบบเศรษฐกิจของประเทศเรา และ มีผลกระทบต่อผู้เป็นผู้ประกอบการไม่มากก็น้อย

    ทั้งนี้ ประเทศไทยกำลังอยู่ในกระบวนการสมัครเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD หรือ Organisation for Economic Co-operation and developmentซึ่งเป็นองค์กรระดับโลก ที่หากประเทศไหนได้เข้าเป็นสมาชิกได้ จะเป็นการยกระดับเรตติ้งของประเทศเช่นกัน โดยจะเน้นในเกณฑ์เรื่องการมีกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ที่จะต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ซึ่งเป็นเหตุผลหนึ่งที่ไทยจะต้องเร่งยกเครื่องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปรับปรุงกฎระเบียบต่างๆให้ได้มาตรฐานสากล และตอบสนองต่อความต้องการของสังคมในโลกยุคปัจจุบัน

    2.รีเซ็ตด้านเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลชุดนี้กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นเรื่องสำคัญ คือ การสร้างรายได้ ลดรายจ่าย ลดหนี้ ส่งเสริมภาคเกษตรกร และการสนับสนุนให้ธุรกิจเอสเอ็มอีฟื้นตัวได้ โดยในเรื่องการสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับประชาชนนั้น ได้เร่งดำเนินการลดค่าครองชีพต่างๆ รวมถึงลดค่าพลังงาน ลดค่าขนส่ง รวมถึงจัดให้มีโครงการต่างๆ ให้เข้าถึงทุกชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลความเจริญเ พื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าที่จำเป็นในราคาที่เป็นธรรม

    นอกจากนี้ ยังดำเนินโครงการล่าสุด โดยที่ประชุมครม.เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมาโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้นำเสนอโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเป็นนโยบายเศรษฐกิจเฉพาะกิจ ที่เป็นการกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว ซึ่งได้ผ่านครม.เรียบร้อยแล้ว และเชื่อว่า ในอีกไม่กี่สัปดาห์จะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ตั้งแต่ระดับฐานรากไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท โดยเป็นผลจากรัฐบาลใช้งบประมาณ 44,000 ล้านบาท และจากการเติมเงินจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 20,000 กว่าล้านบาท โดยโครงการคนละครึ่งรัฐบาลเติม 44,000 ล้านบาท ประชาชนเติม 44,000 ล้านบาท รวมเป็น 88,000 ล้านบาท รวมโครงการบัตรสวัสดิการ จะส่งผลให้มีเม็ดเงินรวมกว่า 100,000 ล้านบาท

    เชื่อว่าเขาเหล่านั้นจะทำการใช้จ่ายเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนและกระจายตัวของเม็ดเงิน มั่นใจว่าจะทำให้มีการเสริมรายได้เพิ่มมากขึ้นในวงกว้าง ฝากให้ทุกท่านกระจายข้อมูลข่าวสารเหล่านี้ เพราะหากเขาไม่เข้าใจ อาจทำให้เขาสูญเสียโอกาสได้

    นายอนุทิน ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะเดียวกันจะเสริมความมั่นคงทางการเกษตร และพลังงานด้วยแนวทาง smart farming โดยจะสนับสนุนเรื่องพลังงานพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และภาคครัวเรือนและภาคเกษตร รวมถึงบริหารราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นการสร้างเศรษฐกิจสีเขียว ที่ช่วยทั้งชาวนา และทำให้อยู่ในกติกาใหม่ของโลกไปพร้อมกัน ส่วนเรื่องการเสริมศักยภาพของภาคเอกชนและเอสเอ็มอี รัฐบาลเข้าว่า ท่านกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางการค้า สงครามการค้า และความผันผวนจากตลาดโลก ซึ่งไทยจะต้องเร่งเจรจาข้อตกลงภาษีต่างตอบแทน Agreement on Reciprocal Tax นอกจากนี้ยังผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างจริงจัง โดยการนำ AI และ Big DATA มาปรับใช้ในการผลิต การค้า และการบริการ รวมถึงอุตสาหกรรมอนาคตอย่างเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และกรีนเทคโนโลยี เป็นต้น

    วันนี้เราต้องตั้งเป้า เพราะวันนี้เราตามเวียดนาม และถือเป็นฝันร้ายของผม โดยไม่คิดว่าวันหนึ่งประเทศไทยจะมีเศรษฐกิจที่เติบโตช้ากว่าประเทศในภูมิภาค โดยพวกเราจะต้องช่วยกัน ซึ่งไม่เกินความสามารถ เรานำมาไกลมาก จนเราอาจจะรู้สึกอยู่ตัว และชะลอตัว ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และมีความสุขกับสิ่งที่เป็น แต่พอเผลอแปปเดียว เหมือนกระต่ายกับเต่า ที่พอตื่นขึ้นมาเขาแซงไปแล้ว ดังนั้นเราจะต้องกระโดดให้ทัน ด้วยประสบการณ์พื้นฐานที่ดีของระบบเศรษฐกิจไทย ที่วางรากฐานมาอย่างยาวนาน พื้นฐานโครงสร้าง อุตสาหกรรมเศรษฐกิจ สังคม มั่นใจว่า เรายังสามารถเกิดใหม่ โตใหม่ได้ ซึ่งหวังว่าประเทศไทยของเราจะยังสามารถคงความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจภูมิภาคได้ หากเราร่วมมือกัน

    นายอนุทิน กล่าวว่า ขณะเดียวกันไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ กับการเผชิญกับสังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ โดยวันนี้ประเทศไทยมีระบบประกันสุขภาพที่ดี รักษาทุกคน รักษาทุกที่ และรักษาทุกโรค แต่ทั้งนี้ก็มาพร้อมกับต้นทุนที่สูง อย่างไรก็ตาม หากไทยยังมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจเชื่อว่ายังไปต่อได้อย่างแน่นอน และคนเหล่านี้จะไม่เป็นภาระของลูกหลาน โดยปัจจุบัน รัฐบาลอยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนการเกษียณอายุราชการจากปัจจุบัน ที่ 60 ปี ซึ่งเชื่อว่า เรื่องดังกล่าวเอกชนมีระบบการรองรับอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน เราจะไม่ปล่อยให้เกิดวิกฤติเด็กเกิดน้อยเป็นปัญหาของเราในอนาคต โดยจะร่วมกันส่งเสริมให้เด็กไทยเกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ มีการพัฒนาทักษะ และกลับมาช่วยพัฒนาบ้านเกิด

    3.รีเซ็ตด้านสุดท้าย คือ ด้านสิ่งแวดล้อมและดิจิทัล ซึ่งโลกกำลังเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมาย Net Zero หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็น 0 ในปี ค.ศ.2050 หรือ อีก 25 ปีข้างหน้า ซึ่งไทยจะดำเนินการจัดตั้งให้มีตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตมาตรฐาน ผลักดันผลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรม และเกษตรให้ได้ตามเป้า เพื่อให้ไทยมีที่ยืนในเวทีโลก ประชากรของไทยจะได้รับการยอมรับในทุกประเทศ ไม่ให้มีการ ตั้งกฎเกณฑ์ที่ทำให้เราเสียเปรียบในเรื่องการค้า นอกจากนี้ยังมีการออกกฎหมายสำคัญ เช่น พ.ร.บ.จัดการอากาศสะอาด พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสะอาด สิ่งเหล่านี้ คือการลงทุนระยาว เพื่อความยั่งยืนในอนาคตของประเทศ ตามหลักของสหประชาชาติ

    ขณะที่ดิจิทัล จะเร่งสร้างความเป็นรัฐบาลดิจิทัล เชื่อมโยงกันทุกระบบ เป็นระบบที่เชื่อมโยงกันกันทั้งประเทศ ซึ่งจะมีผลคือ ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นผลบวกต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริต คอรัปชั่น

    ไม่มีรัฐบาลใดจะรีเซ็ตประเทศได้เพียงลำพัง เราต้องการพลังจากภาครัฐ เอกชน แรงงาน พี่น้องประชาชนทุกภาคส่วน รวมทั้งสื่อสารมวลชนด้วย ประเทศไทยไม่ได้ขาดศักยภาพแต่ขาดระบบที่เปิดโอกาสให้ศักยภาพนั้นได้ทำงานอย่างเต็มที่ วันนี้อยากให้เรากลับมามองประเทศไทยของเราด้วยสายตาที่เป็นมิตร จริงใจซึ่งกันและกันและ เราจะเห็นประเทศ ที่ไม่ใช่เพียงประเทศที่ต้องการฟื้นตัว แต่เป็นประเทศไทยเวอร์ชั่นที่พร้อมจะเติบโตอีกครั้งอย่างยั่งยืน และแซงเพื่อนบ้าน เป็นหนึ่งในภูมิภาคให้ได้ เชื่อว่า ไม่เกินความสามารถ ยืนยัน ด้วยความมั่นใจมากกว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าของพรรคภูมิใจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967850&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LwzBocID3W–DEnVkf3af

  • กรมทรัพย์สินทางปัญญา โชว์ความสำเร็จ ปี 68 เผย 10 สินค้า GI ไทยยอดฮิต ที่สร้างยอดขายติด Top 10 มั่นใจสินค้า GI สามารถสร้างรายได้ ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนไทย ด้วยคุณภาพ อัตลักษณ์และเรื่องราว ดึงดูดใจผู้บริโภค

    กรมทรัพย์สินทางปัญญา โชว์ความสำเร็จ ปี 68 เผย 10 สินค้า GI ไทยยอดฮิต ที่สร้างยอดขายติด Top 10 มั่นใจสินค้า GI สามารถสร้างรายได้ ยกระดับเศรษฐกิจชุมชนไทย ด้วยคุณภาพ อัตลักษณ์และเรื่องราว ดึงดูดใจผู้บริโภค

    นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เผยผลสำเร็จของการส่งเสริมสินค้า สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ในปี 2568 อย่างครบวงจร ตั้งแต่การขึ้นทะเบียน GI การควบคุมคุณภาพการส่งเสริมการตลาด GI ทั้งในไทยและในต่างประเทศ และสร้างความรู้ความเข้าใจในเรื่อง GI ให้กับผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป โดยมีเป้าหมายเพื่อให้สินค้า GI ไทยซึ่งปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่ามีอัตลักษณ์ มีความพิเศษจากสินค้าทั่วไป จากทั้งเรื่องราวความเป็นมาและคุณภาพของสินค้า สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่ผู้ประกอบการ ชุมชนที่ผลิตสินค้าได้ โดยในปี 2568 จากจำนวนสินค้า GI ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน 239 รายการ สามารถทำมูลค่าได้สูงถึงกว่า 82,000 ล้านบาท

    นางอรมน กล่าวว่า “สิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์” หรือ “GI” เป็นทรัพย์สินทางปัญญาที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน เพราะถือเป็นสินค้าที่มีความพิเศษ เป็นชื่อเสียงหรืออัตลักษณ์ของชุมชนที่สัมพันธ์กับลักษณะทางภูมิศาสตร์ (ดิน น้ำ อากาศ และภูมิปัญญาท้องถิ่นของพื้นที่) จึงมีความแตกต่างจากสินค้าทั่วไป เมื่อสามารถควบคุมคุณภาพและรักษามาตรฐานการผลิตโดยการขึ้นทะเบียนเป็น GI ได้ ก็ช่วยสร้างความมั่นใจแก่ผู้บริโภคว่าเป็นสินค้าที่ผลิตได้ตรงตามความคาดหวัง จึงขายได้ราคาดีกว่าสินค้าทั่วไป และสามารถสร้างรายได้และอาชีพให้กับชุมชน

    ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ขึ้นทะเบียนสินค้า GI ไทย 27 รายการ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 6,100 ล้านบาท ทำให้จำนวนสินค้า GI ของไทยในปัจจุบันอยู่ที่ 239 รายการ รวมมูลค่าการตลาดทั้งสิ้น 82,000 ล้านบาท (เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ที่มี GI ของไทย 212 รายการ มูลค่าการตลาด 76,000 ล้านบาท) โดยสินค้า GI ที่ทำรายได้ติด Top 10 ในปี 2568 ได้แก่ 1) ทุเรียนหมอนทองเขาบรรทัด (ตราด) 11,047 ล้านบาท 2) ทุเรียนสะเด็ดน้ำยะลา 6,661 ล้านบาท 3) ทุเรียนหมอนทองระยอง 4,886 ล้านบาท 4) ข้าวหอมมะลิดินภูเขาไฟบุรีรัมย์ 4,812 ล้านบาท 5) มะพร้าวทับสะแก (ประจวบคีรีขันธ์) 3,776 ล้านบาท 6) เหล้าแป้ (แพร่) 3,632 ล้านบาท 7) มะขามหวานเพชรบูรณ์
    3,363 ล้านบาท 8) หอมแดงศรีสะเกษ 2,882 ล้านบาท 9) กุ้งก้ามกรามบางแพ (ราชบุรี) 2,570 ล้านบาท และ 10) ทุเรียนบางนรา (นราธิวาส) 2,544 ล้านบาท

    นอกจากนี้ กรมฯ ยังส่งเสริมให้ผู้ผลิตสินค้า GI มีการทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า เพื่อรักษามาตรฐานการผลิต ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคว่าได้รับของดีมีคุณภาพที่มาจากแหล่งผลิตโดยตรงซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 กรมฯ ได้ช่วยผู้ผลิตจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า GI ให้กับ 9 สินค้า ได้แก่ ขนุนหนองเหียงชลบุรี ส้มสายน้ำผึ้งฝาง ลิ้นจี่จักรพรรดิฝาง (เชียงใหม่) มันแกวบรบือ (มหาสารคาม) สับปะรดบึงกาฬ ผ้าหมักโคลนบึงกาฬ กล้วยหอมทองเพชรบุรี ส้มควายภูเก็ต และทุเรียนหมอนทองเขาบรรทัด (ตราด) ส่งผลให้ปัจจุบันสินค้า GI ไทย มีระบบควบคุมคุณภาพสินค้าแล้ว 203 รายการ คิดเป็นร้อยละ 85 ของสินค้า GI ไทยทั้งหมด และมีผู้ประกอบการได้รับอนุญาตใช้ตราสัญลักษณ์ GI ไทยกว่า 16,000 ราย ซึ่งเป้าหมายของกรมฯ คือจะทยอยจัดทำระบบควบคุมคุณภาพให้กับสินค้า GI ทุกรายการ

    นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งความสำเร็จคือการส่งเสริมช่องทางการตลาดสินค้า GI ทั้งในและต่างประเทศ ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ การพาสินค้า GI สู่ตลาด ในงาน GI Market และงาน Thaifex – Anuga Asia การยกระดับสินค้า GI โดยการช่วยพัฒนาบรรจุภัณฑ์ โดยกิจกรรมไฮไลท์ในปี 2568 คือ การจับมือ คุณโชน ปุยเปีย นักออกแบบรุ่นใหม่ ดึงเสน่ห์ของผ้า GI ไทยอวดสู่สายตาชาวโลก ผ่านการออกแบบชุด เพื่อสวมใส่ให้กับรูปปั้นแมนเนเกน พิส สัญลักษณ์ประจำเมืองบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือกับร้านอาหารระดับ Fine Dining เพื่อนำวัตถุดิบ GI มารังสรรค์เป็นเมนูประจำร้าน และความร่วมมือกับสถาบันสอนทำอาหารเลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต สถาบันสอนทำอาหารเก่าแก่ระดับโลก เพื่อนำสินค้า GI มาเป็นวัตถุดิบในการเรียนการสอนหลักสูตรต่างๆ ของสถาบัน

    สำหรับแผนการส่งเสริมสินค้า GI ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กรมฯ พร้อมรับลูกนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ให้ความสำคัญและเดินหน้าส่งเสริมสนับสนุนสินค้า GI ไทย แบบครบวงจรอย่างต่อเนื่อง โดยจะมุ่งเน้นการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ พาณิชย์จังหวัด ในการเฟ้นหาสินค้าคุณภาพที่มีอัตลักษณ์โดดเด่นให้เข้าสู่ระบบการคุ้มครอง GI ทูตพาณิชย์ในต่างประเทศ เรื่องการวิเคราะห์ตลาดเป้าหมาย และขยายตลาดสินค้า GI ไทยสู่สากล รวมทั้งการพัฒนาต่อยอดสินค้า GI ให้ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในตลาดสินค้าพรีเมียม และร้านอาหาร Fine Dining ในการใช้ GI เป็นวัตถุดิบในการปรุงอาหาร ที่จะช่วยให้เกิดยอดสั่งซื้อ GI จากผู้ผลิตอย่างสม่ำเสมอ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า GI ยิ่งขึ้น โดยที่ผ่านมาสินค้า GI ที่ขึ้นทะเบียนแล้วจะมีมูลค่ามากกว่าสินค้าทั่วไปประมาณ 2-5 เท่า นำมาซึ่งรายได้และคุณภาพชีวิตที่ดีของเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่น อีกทั้งยังเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนต่อไป อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thailandplus.tv/archives/962998&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0r2CpYUAFaazyf65mp2ux3

  • สตม. เข้ม สกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยว

    สตม. เข้ม สกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีด้านการท่องเที่ยว

    ตามนโยบายสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร., พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร./ผอ.ศูนย์ปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการให้ สตม. สกัดกั้น ตรวจสอบ ระดมจับกุมคนต่างด้าวที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในประเทศไทย รวมทั้งให้ดำเนินการตรวจสอบชาวไทยและชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในขณะที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย กระทำผิดกฎหมาย ก่อเหตุอันตรายต่อความสงบสุขและความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ทำให้เกิดความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของประเทศ หรือกลุ่มคนร้ายข้ามชาติที่เข้ามาแฝงตัวอยู่ก่อเหตุ หรือโดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด

    ภายใต้อำนวยการของ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม., พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ธนิต ไทยวัชรามาศ รอง ผบช.สตม., พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม., พล.ต.ต.คธาธร คำเที่ยง ผบก.ตม.2, พ.ต.อ.รัฐโชติ โชติคุณ รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.วีรยศ การุณยธร รอง ผบก.ตม.2, พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันท์ รอง ผบก.ตม.2, พ.ต.อ.เฉลิมชนม์ แหลมทอง รอง ผบก.สส.สตม., พ.ต.อ.ณัฐกิตติ์ มีสุข ผกก.สส.ปป.บก.ตม.2, พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม., พ.ต.อ.อติศักดิ์ ปัญญา ผกก.ด่าน ตม.ทอ.ดอนเมือง บก.ตม.2, พ.ต.ท.สืบพงษ์ วิสูตรธนาวิทย์ รอง ผกก.ด่าน ตม.ทอ.ดอนเมือง บก.ตม.2 ร่วมแถลงข่าวการจับกุมและขยายผลคดีสำคัญในสนามบิน สร้างความเชื่อมั่น สกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติ ดังนี้

    1. ตม.สนามบิน ขยายผลจับกุมขบวนการขนคนต่างด้าวเข้าเมืองผิดกฎหมายไปมาเลเซีย

    สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 12 ส.ค.2568 เวลาประมาณ 18.40 น. ฝ่ายสืบสวน ด่าน ตม.ทอ.ดอนเมือง นำโดย พ.ต.ท.กฤตวัตน์ อำนาจ รอง ผกก.ด่าน ตม.ทอ.ดอนเมือง พร้อมด้วย ว่าที่ พ.ต.ท.รัฐพล สุวรรณรัฐ สว.ด่าน ตม.ทอ.ดอนเมือง ได้จับกุม นายโซอิด (สงวนนามสกุล) อายุ 47 ปี สัญชาติบังกลาเทศ ซึ่งหลบหนีเข้ามาจากประเทศเมียนมาแล้วจะมาขึ้นเครื่องบินเดินทางไปยัง อ.หาดใหญ่ จว.สงขลา เพื่อเดินทางต่อไปประเทศมาเลเซียเพื่อไปหาภรรยาซึ่งเป็นคนมาเลเซีย โดยจับกุมได้ที่บริเวณท่าอากาศยานดอนเมือง ฝั่งภายในประเทศ ต่อมา พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รอง ผบก.ตม.2 ที่รับผิดชอบงานมั่นคงและงานอาชญากรรมข้ามชาติ ได้รายงานให้ พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. ทราบ โดย พล.ต.ต.พันธนะฯ ได้สั่งการให้สืบสวนขยายผลและจับกุมขบวนการนำพาคนต่างด้าวดังกล่าวให้ถึงที่สุด

    จากการสืบสวนขยายผลสามารถขออนุมัติศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหา จำนวน 2 ราย ได้แก่

    1. นายฟิรเดาส์ (สงวนนามสกุล) สัญชาติไทย พื้นเพเป็นคนจังหวัดนราธิวาส ตามหมายจับศาลอาญาที่ 5493/2568 ลงวันที่ 22 ก.ย. 2568 ในความผิดฐาน “ผู้ใดนำหรือพาคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรหรือกระทำด้วยประการใด ๆ อันเป็นการอุปการะหรือช่วยเหลือ หรือให้ความสะดวกแก่คนต่างด้าวให้เข้ามาในราชอาณาจักร โดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้” และ “ผู้ใดรู้ว่าคนต่างด้าวคนใดเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืนพระราชบัญญัตินี้ ให้เข้าพักอาศัยซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม” อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ซึ่งมีอัตราโทษสูงสุด จำคุกไม่เกินสิบปี โดยนายฟิรเดาส์ฯ ทำหน้าที่ประสานงานการข้ามแดนจากฝั่งประเทศเมียนมาเข้าไทย หาที่พักคอย พร้อมทั้งจองตั๋วเครื่องบินภายในประเทศให้กับนายโซอิดฯ

    2. นายเอ็ม (นามสมมติ) สัญชาติบังกลาเทศ (ยังอยู่ที่บังกลาเทศ) ตามหมายจับศาลอาญาที่ 5494/2568 ลงวันที่ 22 ก.ย.2568 เป็นนายหน้าประสานงานขอวีซ่าให้กับนายโซอิดฯ เข้าประเทศเมียนมาและประสานงานกับนายฟิรเดาส์ฯ ในการเดินทางข้ามชายแดนทางช่องทางธรรมชาติ ต่อมา พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รอง ผบก.ตม.2 ได้นำกำลัง ฝ่ายสืบสวน ด่าน ตม.ทอ.ดอนเมือง และกำลังของ กก.1 บก.สส.สตม. ภายใต้การนำของ พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส. สตม. เพื่อร่วมกันเข้าจับกุมนายฟิรเดาส์ฯ ผู้ต้องหาตามหมายจับได้ที่อพาร์ทเม้นท์ ภายในซอยรามคำแหง 65 ซึ่งเป็นห้องพักของนายฟิรเดาส์ฯ จากการตรวจค้นห้องเช่าพบสัญญาเช่าบ้านหลังหนึ่งภายใน ซ.รามคำแหง 24 ที่นายฟิรเดาส์ฯ ใช้เป็นแหล่งพักพิงคนต่างด้าว ก่อนส่งเดินทางล่องใต้ไปยังจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองชุดจับกุมได้นำนายฟิรเดาส์ฯ ค้นบ้านเช่าหลังดังกล่าว พบนายโจ (สงวนนามสกุล) ชาวเมียนมา อายุประมาณ 40 ปี หลบอยู่ในบ้าน จากการสอบถามนายฟิรเดาส์ฯ และนายโจ ให้การรับว่านายโจเป็นบุคคลต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย โดยเดินทางกลับมาจากไปทำงานที่ประเทศมาเลเซีย และต้องการจะกลับประเทศเมียนมา มีขบวนการนำพามาส่งที่บ้านเช่าหลังนี้เพื่อพักไว้ ก่อนที่จะมีรถมารับไปส่งที่ชายแดนต่อไป เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงได้จับกุมนายฟิรเดาส์ฯ ตามหมายจับดังกล่าว นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง และจับกุมนายโจ นำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.หัวหมาก ดำเนินคดีในข้อหา เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต

    2. ตม.สนามบิน ขยายผลจับกุมชาวศรีลังกาใช้หนังสือเดินทางปลอมเพื่อเดินทางไปยุโรป

    เจ้าหน้าที่ กก.สส.ปป.บก.ตม.2 นำโดย พ.ต.ท.หญิง กมลทิพย์ เข็มนาค สว.กก.สส.ปป.บก.ตม.2 ได้ทำการจับกุม Mr.Sayanthan (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี สัญชาติศรีลังกา ที่ใช้หนังสือเดินทางปลอมสัญชาติฝรั่งเศส แสดงต่อเจ้าหน้าที่สายการบินที่หน้า Gate เพื่อเดินทางไปยังกรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ซึ่งแผนประทุษกรรมดังกล่าวที่ชาวศรีลังกามักจะเดินทางอพยพไปทำงานที่ประเทศแถบยุโรปโดยใช้หนังสือเดินทางปลอมนั้น เจ้าหน้าที่ กก.สส.ปป. บก.ตม.2 ได้เฝ้าสืบสวนติดตามมาโดยตลอด และสามารถจับกุมความผิดลักษณะดังกล่าวได้หลายรายแล้ว รวมทั้งยังขยายผลจับกุมต่อไปยังขบวนผู้ที่ส่งหนังสือเดินทางปลอมในสนามบินด้วย กก.สส.ปป.บก.ตม.2 นำโดย พ.ต.อ.พงศ์ธร พงศ์รัชตนันทน์ รอง ผบก.ตม.2 และ พ.ต.อ.ณัฐกิตติ์ มีสุข ผกก.สส.ปป.บก.ตม.2 ร่วมกับ กก.1 บก.สส.สตม. นำโดย พ.ต.อ.ธวัชชัย นรินรัตน์ ผกก.1 บก.สส.สตม. และสภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จว.สมุทรปราการ ได้สืบสวนสอบสวนขยายผลจนทราบว่า ผู้ที่มาส่งหนังสือเดินทางปลอมและ Check in ออก Boarding Pass ให้กับ Mr.Sayanthan ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ คือ Mr.Jo (นามสมมติ) อายุ 39 ปี สัญชาติสวีเดน ซึ่งเป็นลูกครึ่งอิรัก และยังคงพักอาศัยอยู่ในประเทศไทย ผบก.ตม.2 จึงได้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ของ Mr.Jo ต่อมาจากการสืบสวนพบว่า Mr.Jo หลบซ่อนตัวอยู่ที่โรงแรมแห่งหนึ่งย่านซอยนานาสุขุมวิท จึงไปตรวจสอบและควบคุมตัว และขออนุมัติศาลจังหวัดสมุทรปราการออกหมายจับในความผิดฐาน “ร่วมกันปลอมหนังสือเดินทางและใช้หนังสือเดินทางปลอม โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน” และจับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    พล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม. เปิดเผยว่า สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองให้ความสำคัญกับการสืบสวนปราบปรามอาชญากรรมที่เกี่ยวกับชาวต่างชาติและองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติทุกประเภท เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยนอกจากมุ่งจับกุมผู้กระทำความผิดแล้ว สตม. ยังมุ่งขยายผลต่อไปยังผู้ร่วมขบวนการทั้งหมด เพื่อขุดรากถอนโคนองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติที่อยู่ในประเทศไทย ไม่ต้องการให้คนร้ายใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการกระทำความผิด โดยสนามบินจะเป็นจุดสกัดเพื่อไม่ให้เป็นทางผ่านของอาชญากรรมอีกต่อไป สตม. ขอเรียนให้ท่านทราบว่า สตม. มีมาตรการในการตรวจสอบ กวดขัน และปราบปรามการกระทำความผิดในด้านต่าง ๆ รวมถึงการเฝ้าระวังบุคคลทั้งสัญชาติไทยและสัญชาติอื่น ๆ ที่มีหมายจับ และการเดินทางเข้า-ออกประเทศไทย หากประชาชนท่านใดพบเห็นเบาะแสการกระทำความผิด กรุณาแจ้งมายัง สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง อาคารเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร พระชนมพรรษา 60 พรรษา เลขที่ 904 หมู่ที่ 6 ต.บ้านใหม่ อ.ปากเกร็ด จว.นนทบุรี 11120 หรือติดต่อตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดในพื้นที่ หรือที่ www.immigration.go.th

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/247870&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gLp4-Gow4Lc9Mq4v5FSUb

  • “ซิตี้แบงก์” คาด GDP ไทยปี 68 โต 2.2% ก่อนชะลอเหลือ 1.6% ในปี 69 รับผลกระทบท่องเที่ยว-ส่งออก : อินโฟเควสท์

    “ซิตี้แบงก์” คาด GDP ไทยปี 68 โต 2.2% ก่อนชะลอเหลือ 1.6% ในปี 69 รับผลกระทบท่องเที่ยว-ส่งออก : อินโฟเควสท์

    ธนาคารซิตี้แบงก์ ชี้เศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังปี 68 อาจชะลอตัวเหลือโต 1.5% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและความท้าทายทางการค้าขณะที่เศรษฐกิจไทยตลอดปีคาดว่าจะเติบโต 2.2% และชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 69 โดยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการส่งออก การฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่กว้างขวาง และผลการดำเนินงานของภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่ถึงศักยภาพที่คาดหวัง

    โจฮันน่า ฉัว หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและตลาดเกิดใหม่ และตลาดภูมิภาคเอเชีย ซิตี้กรุ๊ป กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกล่าสุดยังคงมีความยืดหยุ่นแม้เผชิญความผันผวนโดยเฉพาะจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา สะท้อนจาก GDP โลกในครึ่งแรกของปี 68 เติบโต 2.4% เนื่องจากประเทศต่าง ๆ นอกจากจีน ยังไม่มีการตอบสนองต่อมาตรการภาษีสหรัฐฯ อย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจได้เร่งส่งออกล่วงหน้าและช่วยดูดซับต้นทุนจากภาษี ทำให้ผลกระทบต่อผู้บริโภคยังไม่ชัดเจน นอกจากนี้ อุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีอย่างการลงทุนใน AI อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ยังสนับสนุนการส่งออก ประกอบกับประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงประเทศไทยได้เห็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง เป็นปัจจัยช่วยพยุงเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อปัจจัยพยุงเหล่านี้เริ่มคลายตัว ซิตี้แบงก์คาดว่าเศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังของปี 68 จะชะลอลงเหลือเติบโต 1.5% ขณะที่ในครึ่งแรกและครึ่งหลังของปี 69 จะฟื้นตัวอยู่ที่ 2.9% และ 2.8% ตามลำดับ

    “ขณะที่สถานการณ์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มีแนวโน้มอ่อนค่าลงในช่วงครึ่งปีหลัง แม้จะช่วยกระตุ้นให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ แต่อาจสร้างความท้าทายต่อเศรษฐกิจเอเชียและไทย เนื่องจากค่าเงินแข็งค่าขึ้นในขณะที่ภาคการส่งออกยังถูกกดดันจากมาตรการภาษีการค้า อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อของประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อโลกที่ราว 3% ทำให้ธนาคารกลางในหลายประเทศมีช่องว่างในการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ”

    เหว่ย เจิ้ง คิต หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจตลาดเอเชีย ซิตี้ กล่าวว่า ซิตี้แบงก์คาดการณ์ว่า GDP ประเทศไทยจะเติบโต 2.2% ในปี 68 ก่อนจะชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 69 โดยเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับการชะลอตัวที่ยาวนานขึ้นในช่วงหลายไตรมาสข้างหน้า เนื่องจากผลจากการเร่งการผลิตลดลงและภาษีส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ภายในประเทศ การเติบโตของการส่งออกชะลอตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากมีการเร่งการผลิต แต่มีสัญญาณการชะลอตัวที่ชัดเจนขึ้นในครึ่งหลังของปี 68 การชดเชยการส่งออกในเดือนสิงหาคมแข็งแกร่งกว่าสำหรับประเทศไทย เมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนอื่นๆ โดยที่ส่วนเกินทางการค้าอาจบ่งชี้ถึงการเพิ่มขึ้นของการส่งออกสุทธิที่น้อยลงมาก (หรือแม้กระทั่งการหดตัว) ในไตรมาส 3/68 ในขณะที่การลดลงของการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรอาจบ่งชี้ถึงแรงฉุดจากการลดสต็อกสินค้าที่รุนแรงขึ้น

    สำหรับการลงทุนภาคเอกชนยังส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่จำกัดอยู่ในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ จากโครงการที่ได้รับอนุมัติในช่วงปี 66-67 อย่างไรก็ตาม ผลิตภาพแรงงานที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเชิงต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ อุปสรรคเชิงโครงสร้างยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการดึงดูดการลงทุนระยะยาวในอนาคต ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวยังคงเปราะบางจากประเด็นด้านความปลอดภัยและเงินบาทแข็งค่า โดยดัชนีนักท่องเที่ยวขาเข้าประเทศไทยล่าสุดในเดือนมิถุนายน 68 ยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนโควิด ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม มีปริมาณนักท่องเที่ยวสูงกว่าระดับก่อนโควิดแล้ว

    “สำหรับปีงบประมาณ 69 การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยกว่าปีก่อนหน้า เนื่องจากรัฐบาลตั้งเป้าลดระดับการขาดดุลลงเหลือ 4.3% ของ GDP ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการออกมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ เว้นแต่จะมีการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะสู่ระดับ 70% ของ GDP ภายใต้ข้อจำกัดด้านนโยบายการคลังดังกล่าว ซิตี้แบงก์คาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังคงดำเนินนโยบายการเงินในทิศทางผ่อนคลายต่อไป จากแรงกดดันด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำกว่าคาดและค่าเงินบาทที่แข็งค่า” นายคิต กล่าว

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535949&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1V8ScM2wScpi80GvLMnpd8

  • เปิดท่องเที่ยว

    เปิดท่องเที่ยว

    วันพฤหัสบดี ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.52 น.

    จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดงานเฉลิมฉลองบ้านรักไทยที่ติดอันดับหมู่บ้านที่สวยอันดับที่ 34 ของโลกในเว็บไซต์นิตยสารชื่อดังระดับโลกอย่าง Forbes ได้จัดอันดับ 50 หมู่บ้านที่สวยที่สุดในโลกล่าสุดและเป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทยที่ติดอันดับ ซึ่งถือได้ว่าบ้านรักไทยเป็นหมู่บ้านที่สวย อันดับหนึ่งของประเทศไทย

    เมื่อค่ำวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธานฯ และร่วมขบวนแห่เฉลิมฉลอง เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน โดยมีนายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน หัวหน้าส่วนราชการ นายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน ประชาชนในพื้นที่รวมถึงนักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรม โดยมีนางสาวอาหริ่ง แซ่หว่าง ผู้ใหญ่บ้านรักไทย นายกฤตภาส ศรีกฤตภาสกูล นายกสมาคมการท่องเที่ยวโรงแรม ร้านอาหารบ้านรักไทย ให้การต้อนรับ 

    นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ช่วงเดือน ตุลาคม ถึงเดือน กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นช่วงการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน “บ้านรักไทย” เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นคนไทย และชาวต่างชาติ  บ้านรักไทย จึงได้เตรียมความพร้อมในด้านที่พัก อาหารจีนยูนนาน กิจกรรมการล่องเรือชมบรรยากาศ และวิถีชีวิตของหมู่บ้านรักไทย

    อีกทั้งเป็นการเฉลิมฉลองที่บ้านรักไทย ติดอันดับหมู่บ้านที่สวยอันดับที่ 34 ของโลกในเว็บไซต์ชื่อดังระดับโลกอย่าง Forbes ได้จัดอันดับ 50 หมู่บ้านที่สวยที่สุดในโลกล่าสุด และมีชื่อของ “บ้านรักไทย” อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ของประเทศไทย ติดอยู่ที่อันดับ 34 ของโลก และเป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทยที่ติดอันดับ ซึ่งถือได้ว่าบ้านรักไทยเป็นหมู่บ้านที่สวย อันดับหนึ่งของประเทศไทย

    ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่าต่อไปว่า  อย่างไรก็ตาม การติดอันดับครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติวัฒนธรรม และความงดงามของวิถีชีวิตท้องถิ่น โดยเฉพาะบ้านรักไทยที่มีบรรยากาศเงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ และเพื่อการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย และร่วมกันเฉลิมฉลองที่บ้านรักไทยติดอันดับหมู่บ้านที่สวยอันดับที่ 34 ของโลก

    จึงได้กำหนดเปิดเทศกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทยในครั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในหมู่บ้านและส่งผลทำให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพิ่มขึ้น เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และส่งเสริมภาพลักษณ์ในด้านการท่องเที่ยว และเพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ในเรื่องการแก้ไขปัญหาเพจปลอมหรือมิจฉาชีพที่แอบอ้างทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวงอีกด้วย

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/likesara/919845&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29dtNblXC5AZ1exp3eGOnE

  • อิหร่านปล่อยตัวหนุ่มฝรั่งเศส-เยอรมัน วัย 19 ปี หลังถอนคดีข้อหาสอดแนม

    อิหร่านปล่อยตัวหนุ่มฝรั่งเศส-เยอรมัน วัย 19 ปี หลังถอนคดีข้อหาสอดแนม

    อิหร่านปล่อยตัวหนุ่มสัญชาติฝรั่งเศส-เยอรมันวัย 19 ปี หลังจากถอนข้อหาสอดแนมเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา โดย ฌอง-โนเอล บาร์โรต์ รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส ยืนยันการปล่อยตัวของ เลนนาร์ต มอนเตร์ลอส เมื่อวันพุธ พร้อมระบุว่าเขาจะเดินทางกลับฝรั่งเศสในวันพฤหัสบดี

    นักปั่นจักรยานท่องเที่ยวถูกจับ

    มอนเตร์ลอส ถูกจับกุมเมื่อวันที่ 16 มิถุนายนในเมืองบันดาร์อับบาส ทางตอนใต้ของอิหร่าน ซึ่งตรงกับวันที่ 3 ของความขัดแย้งระยะสั้นระหว่างอิหร่านและอิสราเอล หนุ่มคนนี้กำลังปั่นจักรยานท่องเที่ยวคนเดียวข้ามอิหร่าน เป็นส่วนหนึ่งของการเดินทางจากยุโรปไปเอเชียด้วยจักรยาน

    เขาถูกจับขณะมุ่งหน้าไปยังชายแดนอัฟกานิสถาน ในช่วงที่วีซ่าอิหร่านของเขากำลังจะหมดอายุ มอนเตอร์ลอสมีแม่เป็นชาวเยอรมัน บิดาเป็นชาวฝรั่งเศส และเติบโตขึ้นในภาคตะวันออกของฝรั่งเศส

    การปล่อยตัวและกระบวนการทางกฎหมาย

    ศาลอิหร่านประกาศถอนข้อหาสอดแนมต่อมอนเตร์ลอสเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา โดยเขาได้รับการปล่อยตัวจากเรือนจำเมื่อสุดสัปดาห์ และพักอยู่ที่สถานทูตฝรั่งเศสในเตหะรานขณะรอการยุติเอกสารเพื่อออกจากประเทศ

    ‘ครอบครัวเราโล่งใจที่ลูกชายจะกลับมาหาเรา’ พ่อแม่ของมอนเตร์ลอสกล่าวในแถลงการณ์เป็นลายลักษณ์อักษรผ่านทนายความ ชิรีนเน่ อาร์ดากานี

    คดีพลเมืองฝรั่งเศสคนอื่น

    ฝรั่งเศสยังมีพลเมืองหลายคนถูกคุมขังในอิหร่าน โดยเฉพาะ เซซิล โคห์เลอร์ และ ฌาค ปารีส คู่สามีภรรยาชาวฝรั่งเศสที่ถูกกล่าวหาว่าสอดแนมให้อิสราเอล ซึ่งถูกคุมขังมาเกือบ 3 ปีครึ่งและเผชิญโทษประหารชีวิต

    บาร์โรต์กล่าวว่า ‘ไม่ได้ลืมเซซิล โคห์เลอร์ และฌาค ปารีส ซึ่งเราเรียกร้องให้ปล่อยตัวทันที’ ทั้งคู่ถูกจับในวันสุดท้ายของการท่องเที่ยวเมื่อเดือนพฤษภาคม 2022

    แลกเปลี่ยนนักโทษและความหวัง

    ฝรั่งเศสและประเทศยุโรปอื่น ๆ สงสัยว่าอิหร่านจับตัวพลเมืองชาวตะวันตกเป็นตัวประกันเพื่อแลกเปลี่ยนกับข้อผ่อนปรนในประเด็นนิวเคลียร์และการยกเลิกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ขณะนี้อิหร่านคาดว่าคุมขังชาวยุโรปประมาณ 20 คน

    มีสัญญาณบวกสำหรับการแลกเปลี่ยนนักโทษ โดยทูตอิหร่าน อับบาส อาราชี กล่าวเมื่อเดือนที่แล้วว่าข้อตกลงใกล้จะถึงขั้นตอนสุดท้าย บาร์โรต์ระบุในสัมภาษณ์สื่อเมื่อวันจันทร์ว่ามี แนวโน้มที่จะสามารถนำพวกเขากลับมาได้ในสัปดาห์ข้างหน้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.spacebar.th/world/iran-releases-franco-german-teen-spy-charges-dropped&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Um4HeVXoucran0WN3EjjI