Blog

  • &

    &

    ธนาคารซิตี้แบงก์ ชี้เศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังของปี 2568 ชะลอตัวเหลือ 1.5% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ผันผวนและความท้าทายทางการค้าขณะที่เศรษฐกิจไทยตลอดปี 2568 คาดว่าจะเติบโตที่ 2.2% และชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 2569 โดยได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของการส่งออก การฟื้นตัวของการลงทุนภาคเอกชนที่ยังไม่กว้างขวาง และผลการดำเนินงานของภาคการท่องเที่ยวที่ยังไม่ถึงศักยภาพที่คาดหวัง

    โจฮันน่า ฉัว หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและตลาดเกิดใหม่ และตลาดภูมิภาคเอเชีย ซิตี้กรุ๊ป กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจโลกล่าสุดยังคงมีความยืดหยุ่นแม้เผชิญความผันผวนโดยเฉพาะจากนโยบายการค้าของสหรัฐอเมริกา สะท้อนจากจีดีพีโลกในครึ่งแรกของปี 2568 เติบโต 2.4% เนื่องจากประเทศต่าง ๆ นอกจากจีน ยังไม่มีการตอบสนองต่อมาตรการภาษีสหรัฐฯ อย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจได้เร่งส่งออกล่วงหน้าและช่วยดูดซับต้นทุนจากภาษี ทำให้ผลกระทบต่อผู้บริโภคยังไม่ชัดเจน นอกจากนี้ อุตสาหกรรมที่ไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีอย่างการลงทุนใน AI อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และเซมิคอนดักเตอร์ยังสนับสนุนการส่งออก ประกอบกับประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงประเทศไทยได้เห็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดลดลง เป็นปัจจัยช่วยพยุงเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม เมื่อปัจจัยพยุงเหล่านี้เริ่มคลายตัว ซิตี้แบงก์คาดว่าเศรษฐกิจโลกในครึ่งหลังของปี 2568 จะชะลอลงเหลือ 1.5% ขณะที่ในครึ่งแรกและครึ่งหลังของปี 2569 จะฟื้นตัวอยู่ที่ 2.9% และ 2.8% ตามลำดับ

    “ขณะที่สถานการณ์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ มีแนวโน้มอ่อนค่าลงในช่วงครึ่งปีหลัง แม้จะช่วยกระตุ้นให้เงินทุนไหลเข้าสู่ตลาดเกิดใหม่ แต่อาจสร้างความท้าทายต่อเศรษฐกิจเอเชียและไทย เนื่องจากค่าเงินแข็งค่าขึ้นในขณะที่ภาคการส่งออกยังถูกกดดันจากมาตรการภาษีการค้า อย่างไรก็ดี อัตราเงินเฟ้อของประเทศตลาดเกิดใหม่ยังคงอยู่ในระดับต่ำ เมื่อเทียบกับอัตราเงินเฟ้อโลกที่ราว 3% ทำให้ธนาคารกลางในหลายประเทศมีช่องว่างในการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ”

    เหว่ย เจิ้ง คิต หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจตลาดเอเชีย ซิตี้ กล่าวว่า “ซิตี้แบงก์คาดการณ์ว่าจีดีพีประเทศไทยจะเติบโต 2.2% ในปี 2568 ก่อนที่จะชะลอลงเหลือ 1.6% ในปี 2569 โดยเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับการชะลอตัวที่ยาวนานขึ้นในช่วงหลายไตรมาสข้างหน้า เนื่องจากผลจากการเร่งการผลิตลดลงและภาษีส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ภายในประเทศ การเติบโตของการส่งออกชะลอตัวน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ในเดือนกรกฎาคม เนื่องจากมีการเร่งการผลิต แต่มีสัญญาณการชะลอตัวที่ชัดเจนขึ้นในครึ่งหลังของปี 2568 การชดเชยการส่งออกในเดือนสิงหาคมแข็งแกร่งกว่าสำหรับประเทศไทย เมื่อเทียบกับประเทศอาเซียนอื่นๆ โดยที่ส่วนเกินทางการค้าอาจบ่งชี้ถึงการเพิ่มขึ้นของการส่งออกสุทธิที่น้อยลงมาก (หรือแม้กระทั่งการหดตัว) ในไตรมาส 3/2568 ในขณะที่การลดลงของการผลิตภาคอุตสาหกรรมและการเกษตรอาจบ่งชี้ถึงแรงฉุดจากการลดสต็อกสินค้าที่รุนแรงขึ้น”

    สำหรับการลงทุนภาคเอกชนยังส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่จำกัดอยู่ในหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ จากโครงการที่ได้รับอนุมัติในช่วงปี 2566-2567 อย่างไรก็ตาม ผลิตภาพแรงงานที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ส่งผลให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเชิงต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ อุปสรรคเชิงโครงสร้างยังคงเป็นข้อจำกัดต่อการดึงดูดการลงทุนระยะยาวในอนาคต ขณะเดียวกัน ภาคการท่องเที่ยวยังคงเปราะบางจากประเด็นด้านความปลอดภัยและเงินบาทแข็งค่า โดยดัชนีนักท่องเที่ยวขาเข้าประเทศไทยล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2568 ยังไม่ฟื้นตัวกลับสู่ระดับก่อนโควิด ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม มีปริมาณนักท่องเที่ยวสูงกว่าระดับก่อนโควิดแล้ว

    “สำหรับปีงบประมาณ 2569 การใช้จ่ายภาครัฐมีแนวโน้มกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยกว่าปีก่อนหน้า เนื่องจากรัฐบาลตั้งเป้าลดระดับการขาดดุลลงเหลือ 4.3% ของจีดีพี ซึ่งเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการออกมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ เว้นแต่จะมีการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะสู่ระดับ 70% ของจีดีพี ภายใต้ข้อจำกัดด้านนโยบายการคลังดังกล่าว ซิตี้แบงก์คาดการณ์ว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะยังคงดำเนินนโยบายการเงินในทิศทางผ่อนคลายต่อไป จากแรงกดดันด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจ เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำกว่าคาดและค่าเงินบาทที่แข็งค่า” นายคิต กล่าวสรุป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.newswit.com/th/ieytwqifzbcsppmdmpgexemrib63erqp&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ufH0ORjHpTTI2OvRWoJVQ

  • “รมว.อรรถกร” เผย “สหพันธ์เปตองโลก” อนุญาตบรรจุเปตองเข้ากีฬาซีเกมส์ครั้งที่33 พร้อมดันใช้คำว่า“มวยไทย”ลงในกีฬามวย ขอคนไทยเป็นเจ้าภาพที่ดีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว

    “รมว.อรรถกร” เผย “สหพันธ์เปตองโลก” อนุญาตบรรจุเปตองเข้ากีฬาซีเกมส์ครั้งที่33 พร้อมดันใช้คำว่า“มวยไทย”ลงในกีฬามวย ขอคนไทยเป็นเจ้าภาพที่ดีเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว

    เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายนายกฤดิทัช แสงธนโยธิน สส.กล้าธรรม ตั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจาเรื่องของปัญหาการจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่33 ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่9-20 ธ.ค.นี้ โดยนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ชี้แจงว่า ขณะนี้มีปัญหาในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ ซึ่งขณะนี่เรากำลังเร่งดำเนินการภายในอาทิตย์หน้าจะเริ่มมีการโฆษณาตามพื้นที่ที่มีประชาชนสัญจรไปมาไม่ว่าจะเป็นสนามบิน รถไฟฟ้า เราจะทำการประชาสัมพันธ์อย่างเต็มที่

    ส่วนชนิดกีฬาเบื้องต้นทางกระทรวงท่องเที่ยว และกีฬา ได้ของบประมาณสำหรับการแข่งขัน30ประเภทกีฬาเท่านั้น แต่ด้วยความพร้อมในขณะนี้มีการขอเพิ่มชนิดกีฬาเป็น50กว่าชนิดกีฬา รวมถึงการจัดอาเซียนพาราเกมส์ที่จ.นครราชสีมาในช่วงต้นปีหน้าสำหรับผู้พิการเราจำเป็นต้องจัดอย่างเต็มที่และยิ่งใหญ่

    “ภารกิจการจัดซีเกมส์เป็นภารกิจเร่งด่วน ด้วยเงื่อนไขเวลา กรอบงบประมาณที่จำกัด ซึ่งผมอยากขอให้คนไทยเป็นเจ้าภาพที่ดี เพื่อสร้างความประทับใจให้นักกีฬาต่างชาติพูดต่อและกลับมาเที่ยวประเทศไทยอีกครั้ง” นายอรรถกร กล่าว

    ส่วนที่สหพันธ์เปตองโลกสั่งแบนห้ามจัดแข่งในซีเกมส์นั้น นายอรรถกรระบุว่า เรื่องนี้มีปัญหาจากความไม่เข้าใจกันระหว่างสมาคมเปตองแห่งประเทศไทยและสหพันธ์เปตองโลก ซึ่งเป็นปัญหาก่อนที่ตนจะมาดำรงตำแหน่ง หากไม่มีการแข่งขันเปตองจะส่งผลให้นักกีฬาที่เก็บตัวมาเป็นปี ๆ สูญเสียเวลาและโอกาส รวมถึงไทยจะถูกตั้งคำถามว่าในฐานะเจ้าภาพจึงไม่สามารถบรรจุกีฬาเปตองเพื่อการแข่งขันได้ ซึ่งตนได้ประสานไปยังหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เพื่อไปคุยกับทางสหพันธ์เปตองโลกให้เข้าใจโดยการแสดงออกอย่างตรงไปตรงมา โดยทางร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และทางการกีฬาแห่งประเทศไทยได้เขียนจดหมายเพื่อปรับความเข้าใจ พร้อมให้ตัวแทนเดินทางไปยังประเทศฝรั่งเศส ซึ่งผลการตอบรับคือสหพันธ์เปตองโลกยอมรับและอนุญาตให้ซีเกมส์ครั้งนี้สามารถบรรจุกีฬาเปตองลงในการแข่งขันได้

    ส่วนการเปลี่ยนชื่อกีฬามวยจากเจ้าภาพก่อนหน้านี้ที่ใช้คำว่ากุนขแมร์ ในการแข่งขันครั้งนี้เราจะสามารถบรรจุกีฬาโดยใช้คำว่า ”มวยไทย“ ได้หรือไม่นั้น นายอรรถกร กล่าวว่า ในการแข่งขันมีมวนหลักอยู่ 2 ประเภทคือ มวยสากล หรือ Boxing และ มวยไทย ใช้คำว่า Muay ซึ่งคนทั่วโลกทราบอยู่แล้วว่ามวยไทยคืออะไรรากฐานมาจากไหน ดังนั้นการที่จะใช้คำว่ามวยเฉยๆแทนมวยไทยก็รับได้ แต่เราต้องการผลักดันให้มวยไทยดังมากกว่านี้ จึงจะมีการหารือและเสนอไปยังมนตรีซีเกมส์ เพื่อขอความเห็นและผลักดันเพื่อให้ได้ใช้คำว่ามวยไทยในการแข่งขันครั้งนี้

    ส่วนในการจัดการที่พัก รถโดยสาร รวมถึงการกินนั้นของนักกีฬานั้น นายอรรถกร กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็น จ.สงขลา จ.ชลบุรี รวมถึงกรุงเทพฯ ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของประเทศ ประกอบกับการจัดแข่งขันซีเกมส์นั้นช่วงในช่วงไฮซีซั่น เราได้กำกับดูแลไม่ให้ราคาแพงจนเกินไป ในการการเดินทางเราได้ประสานงานไปยังกระทรวงคมนาคมเพื่อให้ตรวจสอบเส้นทาง เพิ่มป้ายบอกทางเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักกีฬาและนักท่องเที่ยว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/247874&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2xwleik_U3kDV88bBGNgvA

  • “ไหลเรือไฟ 12 ราศี” สว่างไสวริมโขง อบจ.เชียงรายอัดงบ 3.5 แสนหนุนงานวัฒนธรรม

    “ไหลเรือไฟ 12 ราศี” สว่างไสวริมโขง อบจ.เชียงรายอัดงบ 3.5 แสนหนุนงานวัฒนธรรม

    ไหลเรือไฟ 12 ราศี” สว่างไสวริมโขง อบจ.เชียงรายอัดงบหนุน 3.5 แสน สืบสานมรดกวัฒนธรรมเชียงแสน–เชื่อมสองฝั่งลาว–ไทย ขับเคลื่อนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมทั้งปี

    เชียงราย, 8 ตุลาคม 2568 — ยามค่ำหลังออกพรรษา 1 วัน ลมแม่น้ำโขงพัดเอื่อยพาแสงไฟระยิบจากชุมชนบ้านสบคำ อำเภอเชียงแสน สะท้อนผิวน้ำเป็นริ้ว ยาวไปจนสุดสายตา “ไหลเรือไฟ 12 ราศี” ครั้งที่ 27 เปิดฉากขึ้นท่ามกลางเสียงสวดเบา ๆ ของคณะสงฆ์ เสียงซุ่มซ่ามของช่างไม้ที่เพิ่งยกโครงเรือไฟขึ้นค้ำยัน และเสียงผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขานความหลังให้เด็ก ๆ ฟัง นี่ไม่ใช่เพียงเทศกาล แต่คือการประกาศว่า วัฒนธรรมลุ่มน้ำโขงยังเต้นเป็นชีพจรของเชียงแสน และปีนี้ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.) ใส่คันเร่งเพิ่ม—อัดงบสนับสนุน 350,000 บาท ขยายงานให้เข้มแข็งขึ้น ตอกย้ำแนวทาง “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปีมีดีทุกอำเภอ”

    พิธีเปิดจัด ณ ลานกิจกรรมริมฝั่งโขง บ้านสบคำ ตำบลเวียง โดยมี นางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายก อบจ.เชียงราย (นายกนก) เป็นประธานฝ่ายฆราวาส และ พระราชวชิรคณี เจ้าคณะจังหวัดเชียงราย–เจ้าอาวาสวัดพระธาตุผาเงา เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมหัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น และประชาชนร่วมงานคับคั่ง ภาพของโคมไฟที่ขึงเรียงเป็นแนวเหนือระเบียงโขง รูปทรงเรือไฟที่ถักสานด้วยไม้ไผ่และกระดาษสา กับลวดลาย “12 ราศี” อันเป็นเอกลักษณ์ ล้วนสื่อความหมายถึงการ บูชาพระพุทธเจ้า พระแม่คงคา และ ขอบคุณธรรมชาติ ผู้หล่อเลี้ยงผู้คนสองฟากฝั่งมาตลอดชั่วอายุคน

    เรื่องเล่าจากสายน้ำ ไฟ แสง และความทรงจำของเชียงแสน

    หากจะเล่าประวัติศาสตร์เชียงแสนโดยไม่มีแม่น้ำโขงก็เหมือนเล่านิทานโดยละทิ้งตัวละครเอก เมืองท่าการค้ามาช้านานแห่งนี้รับอิทธิพลวัฒนธรรมจากล้านนาและฝั่งลาวอย่างลึกซึ้ง ไหลเรือไฟ” จึงไม่ใช่กิจกรรมตามฤดูกาล หากเป็นพิธีกรรมที่ชุมชนทำร่วมกัน เพื่อรับ–ส่งความหมายของชีวิต จากพรรษาสู่กาลใหม่ เมื่อไฟวิ่งตามกระแสน้ำ ชาวบ้านถือเป็นนิมิตหมายของความสว่างไสวที่จะเกิดขึ้นในปีถัดไป

    ที่ บ้านสบคำ จุดบรรจบของความทรงจำจากเวียงจันทน์กับเชียงแสน พิธีนี้เข้มข้นเป็นพิเศษ ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยมีเชื้อสายมาจากฝั่งลาว—ลวดลายเรือไฟ จึงถูกออกแบบโดยผสานลายพิสดารแบบลาวกับเส้นเรียบง่ายแบบล้านนา ตั้งแต่ ราศีเมษ–ราศีมีน ถูกเล่าผ่านโครงไม้ไผ่ โปรยกระดาษสา ติดไฟตามจังหวะราศี และประดับเครื่องหมายมงคล เช่น นellik หรือลายเครือวัลย์ ที่เชื่อว่าเรียกความอุดมสมบูรณ์ เมื่อไฟติด—แต่ละราศีเหมือนถูกปลุกให้ “ลอยเล่าเรื่อง” ต่อผู้ชม ขณะเสียงฆ้องกลองท้องถิ่นค่อย ๆ ประคองขบวนแสงลงสู่สายน้ำ

    งบ 3.5 แสนบาท กับโจทย์ใหญ่ “งานวัฒนธรรมที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง”

    อบจ.เชียงราย วางงบสนับสนุน 350,000 บาท สำหรับปีนี้ โดยเปิดเผยเป้าประสงค์ไว้ชัดเจน 3 ข้อ

    1. ส่งเสริมท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมพื้นบ้าน — ดัน “ไหลเรือไฟ 12 ราศี” ให้เป็นเหตุผลของการเดินทางช่วงหลังออกพรรษา ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพให้มาสัมผัสบรรยากาศริมโขงและใช้เวลาในพื้นที่มากขึ้น
    2. สร้างงาน–สร้างอาชีพ–กระจายรายได้ — ให้ช่างฝีมือท้องถิ่น ร้านค้าเล็ก ๆ แม่ค้าอาหารพื้นบ้าน กลุ่มเยาวชนอาสา และโฮมสเตย์/เกสต์เฮาส์ ได้งาน–ได้รายได้ อย่างเป็นธรรม
    3. อนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม — ให้ชุมชนเป็นเจ้าของพิธีกรรมอย่างแท้จริง ถ่ายทอดทักษะทำเรือไฟ การสานไม้ไผ่ การทำโคม และบทเพลงท้องถิ่นไปยังรุ่นใหม่

    เงินสนับสนุนก้อนนี้แม้ไม่ใหญ่เท่าโครงการยักษ์ แต่หาก บริหารแบบ “งานเล็ก–ผลลัพธ์ยาว” จะกลายเป็นเชื้อไฟที่ทำให้เทศกาลเดินต่อได้อย่างเข้มแข็ง องค์ประกอบสำคัญคือ การจัดระเบียบพื้นที่ (ตลาดชุมชน–จุดจอดรถ–จุดชม) ความปลอดภัย (เรือ–ริมตลิ่ง–การจราจร) และ การสื่อสารข้อมูล (ตารางพิธี–เส้นทางเข้าถึง–ข้อปฏิบัติด้านสิ่งแวดล้อม) ให้ “ทดลอง–เรียนรู้–อัปเกรด” ทุกปี

    สองฝั่งแม่น้ำ โครงการเดียวกัน เชื่อมลาว–ไทยผ่านไฟและศรัทธา

    เชียงแสนกับฝั่งลาวตรงข้ามมีประเพณีคล้ายคลึงกันมานาน ปีนี้ผู้จัดยังย้ำ มิติความร่วมมือสองฝั่งโขง ทั้งการเชิญคณะศิลปวัฒนธรรมจาก สปป.ลาว มาร่วมแสดง การสวดเจริญพระพุทธมนต์ร่วมกัน และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้การทำเรือไฟแบบ “หาบ–ขึง–ลอย” ให้ปลอดภัยและงามตามครรลอง เมื่อเรือไฟที่ประดับ สัญลักษณ์ 12 ราศี ล่องไปพร้อมกันในคืนเดียว ภาพที่เกิดขึ้นไม่เพียงสวยงาม แต่เป็น คำประกาศความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน ว่าพรมแดนธรรมชาติไม่อาจขวางกั้นความศรัทธาและวัฒนธรรมร่วม

    จากงานบุญสู่โมเดลเศรษฐกิจชุมชน เงินใหม่ไหลเข้า—ไม่ใช่แค่ไหลผ่าน

    คำถามเชิงนโยบาย คือ เทศกาลนี้ช่วยเศรษฐกิจได้จริงแค่ไหน? คำตอบอยู่ที่ โครงสร้างการใช้จ่ายของผู้มาเยือน” หากเทศกาลออกแบบเส้นทางท่องเที่ยว 1–2 วันควบคู่—เช่น แวะ วัดพระธาตุผาเงา จุดชมโค้งน้ำโขง, ตลาดชุมชนบ้านสบคำ, พิพิธภัณฑ์เขตโบราณสถานเชียงแสน—จะเพิ่ม ค่าใช้จ่ายต่อหัว ทั้งที่พัก อาหาร ของที่ระลึก และการเดินทางในพื้นที่

    แนวทางที่ผู้จัดพยายามผลักดัน (ตามนโยบาย “เที่ยวเชียงรายทั้งปีมีดีทุกอำเภอ”) ได้แก่

    • เปิด ซุ้มของดีชุมชน ผ้าทอ–จักสาน–กาแฟท้องถิ่น–อาหารพื้นบ้าน ให้เป็น พื้นที่ค้าขายของชาวบ้าน ไม่ใช่แค่พื้นที่ผู้รับเหมาภายนอก
    • จัด เวทีย่อย “เล่าไฟ–เล่าราศี” สาธิตงานหัตถกรรม ทำโคม–สานไม้ไผ่–จุดไฟอย่างปลอดภัย สร้างมูลค่าเพิ่มจาก เรียนรู้–ลงมือทำ–ซื้อกลับบ้าน”
    • สื่อสาร หลักกิน–เที่ยวอย่างรับผิดชอบ ใช้แก้วน้ำ/ภาชนะใช้ซ้ำ จุดคัดแยกขยะ ปลูกจิตสำนึก “คืนแม่น้ำให้สะอาดกว่าเดิม”
    • จัดการ จราจร–จอดรถ–รถรับ–ส่ง เพื่อลดแรงเสียดทานกับชุมชน ไม่ให้การท่องเที่ยวกลายเป็นภาระ

    หากทำได้สม่ำเสมอ เทศกาลจะ ผลิตเงินใหม่” ให้ชุมชน มากกว่าจะเป็นเพียง “เงินผ่าน” ที่ไหลไปกับขบวนพ่อค้าเร่

    ศิลป์พิธีกรรมในรายละเอียด ช่าง–เยาวชน–พระสงฆ์ และบทบาทที่เกาะเกี่ยวกัน

    เบื้องหลังเรือไฟหนึ่งลำจะมี ช่างหลัก 4–6 คน ควบคุมงานโครงไม้ไผ่ ขึงลวด เดินไฟ และปรับสมดุลให้ลอยน้ำได้ดี กลุ่ม เยาวชนอาสา รับหน้าที่ตัดกระดาษ ติดลาย–ลงสี จัดทำป้ายราศี และประดับโคม ส่วน พระสงฆ์ เป็นผู้วางพิธีกรรม เจริญพระพุทธมนต์ อธิษฐานเปิดงาน และ “ส่งเรือไฟ” ลงสู่แม่น้ำโดยสงบและเป็นมงคล

    การมีส่วนร่วมของ โรงเรียน–วัด–หน่วยงานท้องถิ่น ยังช่วยให้พิธี—ซึ่งเคยอยู่บนบ่าคนรุ่นพ่อแม่—ถูกส่งต่อสู่รุ่นลูกหลานอย่างเป็นระบบ เยาวชน เรียนรู้ทักษะฝีมือ จริง จับต้องไม้ไผ่จริง—ไม่ใช่ผ่านหน้าจอ—และเห็นคุณค่า งานบุญที่ทำด้วยมือ” มากกว่าเป็นเพียง “งานโชว์เพื่อการท่องเที่ยว”

    ความปลอดภัย–สิ่งแวดล้อม งานริมโขงยุคใหม่ต้อง “งาม–สะอาด–ปลอดภัย”

    ผู้จัดย้ำเกณฑ์ความปลอดภัย 3 ชั้น

    1. ชั้นชุมชน/พื้นที่ — กั้นแนวชม ปรับลาดตลิ่ง จุดอพยพฉุกเฉิน มีไฟส่องสว่างทางเดิน จัดเวรยามชุมชน
    2. ชั้นกิจกรรมเรือไฟ — ตรวจความมั่นคงโครงสร้างทุ่น, ใช้วัสดุไม่ติดไฟลุกลามง่าย, มีเรือช่วยเหลือพร้อม, ซ้อมแผนกรณีไฟติดผิดปกติ
    3. ชั้นสาธารณสุข — จุดปฐมพยาบาล, รถพยาบาลสแตนด์บาย, จุดน้ำสะอาด, ประชาสัมพันธ์ข้อปฏิบัติสำหรับผู้สูงอายุ–เด็กเล็ก

    ด้านสิ่งแวดล้อม มี แผนเก็บกวาดหลังงาน พร้อมการคัดแยกขยะและ การเก็บชิ้นส่วนเรือไฟ คืนจากแม่น้ำ โดยประสานเรือชาวบ้านและอาสาสมัคร เพื่อให้โขง สว่างเพียงชั่วคืน—สะอาดไปอีกนาน”

    นัยเชิงวัฒนธรรม Soft Power ที่ชี้นำด้วยความอ่อนโยน

    ในโลกที่เมืองท่องเที่ยววิ่งแข่งกันด้วยคอนเสิร์ตหมื่นคนและไฟงานอลังการ เชียงแสนเลือกยืนอยู่ในเลนของ “ความอ่อนโยน”—งานวัฒนธรรมที่ เล็ก–ละเอียด–ลึก” และมีเรื่องเล่าของตัวเอง 12 ราศี ไม่ได้เป็นเพียงลวดลายสวยงาม แต่สื่อถึง วงจรชีวิต–เวลา–ฟ้า–ดิน ที่ผู้คนลุ่มน้ำโขงอยู่กับมันมานับร้อยปี การสนับสนุนของ อบจ. ในปีนี้จึงไม่ใช่การเพิ่มสีสันชั่วครู่ แต่คือ การค้ำยันเสาหลักทางจิตวิญญาณของพื้นที่ ให้สูงพอจะมองเห็นจากไกล และมั่นคงพอให้ลูกหลานปีนขึ้นไปยืนได้

    ก้าวต่อไป ทำอย่างไรให้งานปีที่ 27 เป็น “บันได” ไม่ใช่ “เพดาน”

    เพื่อให้งานเติบโตอย่างยั่งยืน ผู้เชี่ยวชาญการจัดการเทศกาลวัฒนธรรมมักเสนอ 4 กลไก

    • ฐานข้อมูลผู้มาเยือน — เก็บข้อมูลอย่างยินยอม จังหวัด–ช่วงอายุ–พฤติกรรมเที่ยว–ค่าใช้จ่าย–ความพึงพอใจ เพื่อวางแผนปีถัดไป
    • เครือข่ายช่าง–ครูผู้รู้ — ทำคลังองค์ความรู้ชุมชน (how-to โครงเรือไฟ, ลายราศี, ตำรับโคม) ให้เยาวชนเข้าถึงได้จริง
    • ปฏิทิน “เที่ยวทั้งปี” — เชื่อมไหลเรือไฟกับกิจกรรมอื่น เช่น งานผ้าทอ, ลอยกระทงเชียงแสน, ปีใหม่ชนเผ่า ให้เกิด Route เชียงรายตลอดปี
    • ความร่วมมือข้ามพรมแดน — ทำ MOU ระหว่างชุมชนลาว–ไทย เพื่อแลกเปลี่ยนช่างฝีมือ เวทีการแสดง และริเริ่ม “คืนเรือไฟสองฝั่ง” ในรูปแบบร่วมสมัย

    หากทำได้ งานปีที่ 27 จะเป็นเพียง ขั้นบันได” สู่เวทีใหญ่ที่ยังคงหัวใจชุมชน และเพิ่มศักยภาพด้านเศรษฐกิจ–วัฒนธรรมไปพร้อมกัน

    เสียงจากชุมชนและผู้จัด แม้ไม่ใช่คำปราศรัยยาว แต่ชัดในเจตนา

    แม้ในพิธีเปิด ผู้บริหารและชุมชนไม่ได้ให้คำปราศรัยยืดยาวต่อสื่อ แต่การจัดสรรงบ การยืนเคียงของ นายก อบจ.เชียงราย–เจ้าคณะจังหวัด–ผู้นำท้องถิ่น และการเข้าร่วมของประชาชน คือ “ถ้อยคำในภาคปฏิบัติ” ที่ดังพอแล้วว่า—เชียงแสนตั้งใจจะรักษาและยกระดับมรดกริมโขง ให้เป็นเสาหลักของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และเป็นพื้นที่เรียนรู้ของคนรุ่นหลัง

    คู่มือสั้น ๆ ก่อนถึงริมน้ำ

    • ช่วงเวลา คืนแรม 1 ค่ำหลังออกพรรษา 1 วัน (ปีนี้ตรงกับ 8 ต.ค. 2568)
    • สถานที่ ลานกิจกรรมริมโขง บ้านสบคำ ตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน
    • การเดินทาง–จอดรถ ติดตามประกาศจุดจอดและรถรับ–ส่งจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อหลีกเลี่ยงการจราจรหนาแน่นริมตลิ่ง
    • สิ่งแวดล้อม พกแก้ว/ขวดใช้ซ้ำ ทิ้งขยะให้ถูกประเภท งดปล่อยโคมลอย/พลุในพื้นที่กำหนดเพื่อความปลอดภัย
    • ความปลอดภัย ระวังขอบตลิ่ง พาเด็กและผู้สูงอายุอยู่ในเขตปลอดภัยเสมอ

    ไฟที่สว่างบนสายน้ำ—เพื่อเห็นทางเดินของทั้งเมือง

    “ไหลเรือไฟ 12 ราศี” อาจกินเวลาแค่คืนเดียว แต่ผลสะเทือนของมันยาวนานกว่านั้น แสงไฟที่ล่องไปตามน้ำทำให้เราเห็นหลายอย่าง—เห็นเศรษฐกิจชุมชนที่ขยับได้ด้วยงานเล็ก, เห็นเยาวชนที่ได้เรียนรู้งานมือและพิธีกรรม, เห็นความร่วมมือสองฝั่งโขง, และ เห็นความตั้งใจของจังหวัด ที่ใช้วัฒนธรรมเป็นหัวเรือของการท่องเที่ยวตลอดปี งบ 350,000 บาท จึงไม่ใช่เพียงเลขเชิงบัญชี หากคือ การลงทุนในความทรงจำร่วม ซึ่งคืนผลตอบแทนเป็นศักดิ์ศรีและรายได้ให้ชุมชน

    เมื่อไฟดวงสุดท้ายดับลงในสายน้ำ ภาพที่ค้างตาอาจเป็นลายราศีที่ยังอุ่น แต่สิ่งที่ค้างใจคือ ความรู้สึกว่าเมืองนี้ยังสว่าง—ด้วยคนของเมืองนี้เอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-saen-fire-boat-festival-mekong-tourism/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Ojyt5oFUEAQsnVtPYcLE4

  • “นฤมล”ลุยศูนย์การศึกษาพิเศษ ย้ำไม่ทิ้งเด็กพิการ ดันสร้างอาชีพ

    “นฤมล”ลุยศูนย์การศึกษาพิเศษ ย้ำไม่ทิ้งเด็กพิการ ดันสร้างอาชีพ

    “นฤมล”ลุยศูนย์การศึกษาพิเศษ ย้ำไม่ทิ้งเด็กพิการ ดันสร้างอาชีพ

    วันที่ 9 ตุลาคม 2568 ที่ศูนย์การศึกษาพิเศษส่วนกลาง ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวง ลงพื้นที่เพื่อติดตามการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการและเด็กพิเศษ

                        “นฤมล”ลุยศูนย์การศึกษาพิเศษ ย้ำไม่ทิ้งเด็กพิการ ดันสร้างอาชีพ

    รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายจาก ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี ให้เร่งขับเคลื่อนนโยบายด้านการศึกษาพิเศษ ภายใต้แนวคิด “เด็กพิเศษไม่ใช่ภาระ แต่คือคนที่มีศักยภาพเฉพาะตัว” โดยรัฐจะต้องช่วยส่งเสริมให้มีงาน มีรายได้ และพัฒนาเต็มศักยภาพ ไม่ว่าจะด้านอาชีพ กีฬา หรือการเรียนรู้

    จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ปัจจุบันมีนักเรียนพิการเรียนรวมกว่า 351,531 คน อยู่ในโรงเรียน 21,165 แห่ง ทั่วประเทศ ตัวเลขนี้สวนทางกับจำนวนผู้เรียนโดยรวมที่ลดลง แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่รัฐต้องเร่งสนับสนุนอย่างจริงจัง

                          “นฤมล”ลุยศูนย์การศึกษาพิเศษ ย้ำไม่ทิ้งเด็กพิการ ดันสร้างอาชีพ

    รมว.ศึกษาธิการ ระบุว่า ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากผู้บริหาร ครู และบุคลากรหลายประเด็น เช่น ปัญหาใบประกอบวิชาชีพครู การเลื่อนวิทยฐานะ การขาดแคลนอุปกรณ์และงบประมาณ ตลอดจนสวัสดิการครูที่ไม่สอดคล้องกับภาระค่าใช้จ่าย โดยได้มอบหมายให้ สพฐ. และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ จัดประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อสรุปเป็นข้อเสนอเสนอต่อ ก.ค.ศ.

    ขณะเดียวกัน ยังสั่งการให้ สพฐ.หารือร่วมกับคุรุสภา เพื่อ “ปลดล็อก” การผลิตครูและพัฒนาครูในสาขาที่ยังไม่เชี่ยวชาญด้านการศึกษาพิเศษ โดยให้โรงเรียนเรียนรวมที่ประสบความสำเร็จ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงความรู้กับโรงเรียนอื่น ๆ

                        “นฤมล”ลุยศูนย์การศึกษาพิเศษ ย้ำไม่ทิ้งเด็กพิการ ดันสร้างอาชีพ

    ในประเด็นสวัสดิการครู ศ.ดร.นฤมล ชี้ว่า รัฐบาลจะเร่งบูรณาการทำงานกับการเคหะแห่งชาติ กระทรวงการคลัง และกรมธนารักษ์ เพื่อแก้ปัญหาบ้านพักครู โดยจัดทำในแผนงบประมาณปี 2570 ควบคู่มาตรการเร่งด่วนปีนี้

                          “นฤมล”ลุยศูนย์การศึกษาพิเศษ ย้ำไม่ทิ้งเด็กพิการ ดันสร้างอาชีพ

    “รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ จะไม่ทอดทิ้งเด็กพิเศษและครูการศึกษาพิเศษ เราจะสร้างระบบที่เท่าเทียม ให้ทุกคนมีโอกาส มีศักดิ์ศรี และมีคุณภาพชีวิตที่ดี” รมว.ศึกษาธิการ กล่าวย้ำ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/general-news/641027&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Rw3tw_W3E7nlWNJW1trp7

  • เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าขยายการใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนในธุรกิจ พร้อมยกระดับความโปร่งใสด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าขยายการใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนในธุรกิจ พร้อมยกระดับความโปร่งใสด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าขยายการใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนในธุรกิจ
    พร้อมยกระดับความโปร่งใสด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    เอปสัน ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการพิมพ์และโปรเจคเตอร์เปิดเผยรายงานความยั่งยืนประจำปีงบประมาณ 2567 (FY2024) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ซึ่งเผยให้เห็นความ ก้าวหน้าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน การเพิ่มความโปร่งใสในการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการขยายโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมทั่วภูมิภาค ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระดับโลก Environmental Vision 2050 ของเอปสัน ที่มุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นลบ และเลิกพึ่งพาทรัพยากรใต้ดินอย่างสิ้นเชิง

    เอปสันเริ่มเก็บข้อมูลการปล่อยคาร์บอนจากทั่วภูมิภาคตั้งแต่ปีงบประมาณ 2566 และรายงานฉบับล่าสุดได้สรุปความก้าวหน้าใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การบรรลุความยั่งยืนผ่านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Achieve Sustainability in a Circular Economy) การผลักดันอุตสาหกรรมสู่ขอบเขตใหม่ (Advance the Frontiers of Industry) การยกระดับคุณภาพชีวิต (Improve Quality of Life) และการขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคม (Fulfil Social Responsibility) ทั้งสี่ด้านนี้สะท้อนถึงแนวทางแบบองค์รวมของเอปสันในการสร้างผลกระทบเชิงบวก ภายใต้กรอบการดำเนินงานนี้ เอปสันสามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 11% ในปีงบประมาณ 2567 ส่งผลให้การปล่อยคาร์บอนทางอ้อม (Scope 2) ลดลงเหลือ 814 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) หรือใกล้เคียงกับการใช้พลังงานไฟฟ้าของตู้เย็นประมาณ 4,500 เครื่องต่อปี

    *การบรรลุความยั่งยืนผ่านเศรษฐกิจหมุนเวียน*
    เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าผลักดันวาระด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น ผ่านการลด
    ของเสียและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการขนส่ง โดยเพียงลำพังการขยายการทำ Drop Shipping ก็สามารถช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 113 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2566

    เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและสนับสนุนการตัดสินใจด้านความยั่งยืนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เอปสันได้ขยายการติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3 ซึ่งครอบคลุมการปล่อยที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การขนส่ง การใช้งานผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน ข้อมูลที่ครอบคลุมมากขึ้นนี้จะสนับสนุนแนวทางการดำเนินงานที่ปรับให้เหมาะกับบริบทของแต่ละประเทศ โดยแต่ละตลาดจะขับเคลื่อนโครงการเฉพาะของตนเองเพื่อลดขยะ อนุรักษ์ทรัพยากร และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความก้าวหน้าระดับภูมิภาค โดยเอปสันสามารถรีไซเคิลวัสดุสิ้นเปลืองจากหมึกได้มากกว่า 1,600 กิโลกรัม และแปรรูปเศษอาหารกว่า 500 กิโลกรัมเป็นปุ๋ย ซึ่งเทียบเท่ากับมื้ออาหารราว 1,700 มื้อ

    ความพยายามในการจัดการทรัพยากรหมุนเวียนภายในสำนักงานยังส่งผลให้สำนักงานแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับการรับรองมาตรฐาน BCA Green Mark ระดับ Gold ภายในช่วงเวลาการรายงาน และต่อมาอีก
    5 สำนักงานก็ได้รับการรับรองเพิ่มเติม ความสำเร็จระดับภูมิภาคนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอปสันต่อแนวปฏิบัติด้านอาคารที่ยั่งยืน ซึ่งมุ่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินต์

    *การเสริมสร้างธรรมาภิบาลและประสิทธิภาพเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรม*
    รายการความยั่งยืนประจำปีงบประมาณ 2567 ยังนำเสนอความพยายามอย่างต่อเนื่องของบริษัทฯ ในการผสานความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินงานผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การกำกับดูแลตามหลักธรรมาภิบาล และการดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงาน

    โดยเฉพาะในการกำกับดูแลการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล พนักงานได้เข้าร่วมการอบรมด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบครบถ้วน 100% ควบคู่กับมาตรการต่อต้านการทุจริต และมาตรการด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่เข้มงวด ที่สำคัญ ในปีงบประมาณ 2567 เอปสันสามารถบันทึกสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเป็นศูนย์ อีกทั้งยังเดินหน้าลงทุนในการพัฒนาบุคลากร ผ่านการฝึกอบรมเฉพาะด้านและโครงการส่งเสริมคุณภาพชีวิต สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอปสันต่อความเป็นเลิศในการดำเนินงานและความปลอดภัยของพนักงาน

    *การยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน*
    เอปสันยังคงมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ที่ดำเนินงาน ผ่านการสนับสนุนด้านการศึกษาและการเข้าถึงการเรียนรู้ ภายใต้โครงการ “Epson Goes to School” และการมอบเครื่องพิมพ์ เพื่อช่วยให้ครูและนักเรียนเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ เอปสันยังสนับสนุนโครงการหุ่นยนต์ในหลายประเทศ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนก้าวสู่การเป็นนักนวัตกรรม และเตรียมความพร้อมสู่โลกดิจิทัลในอนาคต

    *การธำรงไว้ซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคม*
    รายงานยังเน้นย้ำถึงพันธกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของเอปสัน ผ่านความร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคมและภาคีท้องถิ่น เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและลดปริมาณขยะ อาทิ โครงการเก็บกู้ขยะกว่า 1,400 กิโลกรัม ทั้งพลาสติกและโฟม และกิจกรรมทำความสะอาดใน 6 ประเทศ ขณะที่ในอินโดนีเซีย เอปสันร่วมกับ WWF ในโครงการ “Trees for Life” ปลูกต้นไม้กว่า 200,000 ต้น บนพื้นที่กว่า 1,875 ไร่ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศในระยะยาวและช่วยเหลือครอบ ครัวกว่า 300 ครัวเรือน

    *ตัน เมย์ ลิน หัวหน้าคณะทำงานด้านความยั่งยืน เอปสัน เอเชียนตะวันออกเฉียงใต้* กล่าวว่า “สำหรับเอปสัน ความยั่งยืนคือการมอบพลังให้กับพนักงานและชุมชนในการขับเคลื่อนร่วมกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความโปร่งใสด้านข้อมูลและความรับผิดชอบในภูมิภาค เพื่อให้เป้าหมายระดับโลกสอดคล้องกับการดำเนินงานในพื้นที่จริง”

    *เอลวิน ตัน ผู้รับผิดชอบโครงการในแต่ละประเทศ* เสริมว่า “ความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนต้องเกิดขึ้นจริงในทุกตลาดภายใต้การกำกับดูแลของเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นการลดการปล่อยคาร์บอน ลดขยะพลาสติก หรือการขยายโอกาสทางการศึกษา วิธีการแบบลงมือทำจริงนี้ช่วยให้ทั้งพนักงานและชุมชนได้รับประโยชน์ที่จับต้องได้ ทั้งต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม”

    รายงานความยั่งยืนประจำปีงบประมาณ 2567 ฉบับเต็มของเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถอ่านได้ที่นี่ และเวอร์ชันสรุปสำหรับผู้บริหารสามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/449845&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CIRpnSwnva-MexuTG3Uto

  • นายกฯ ย้ำประชุม ครม.เศรษฐกิจทุกบ่ายวันจันทร์

    นายกฯ ย้ำประชุม ครม.เศรษฐกิจทุกบ่ายวันจันทร์

    นายกฯ เผย ประชุม ครม.เศรษฐกิจทุกบ่ายวันจันทร์ กลั่นกรองเรื่องก่อนเข้าครม.ชุดใหญ่

    09 ต.ค.2568 – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจจะเริ่มได้เมื่อใด ว่า ครม.เศรษฐกิจได้มีการตั้งขึ้นมาแล้ว โดยคาดว่าจะประชุมทุกบ่ายวันจันทร์ จะได้มีการกลั่นกรองชั้นหนึ่งก่อน ซึ่งใน ครม.เศรษฐกิจก็มีหลายคนที่อยู่ในคณะรัฐมนตรีอยู่แล้ว ฉะนั้นเวลามีเรื่องที่จะเข้าสู่การประชุม ครม.ประจำสัปดาห์จะได้ทำความเข้าใจและพิจารณาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    เมื่อถามว่า ส่วนระยะเวลาการทำงาน 4 เดือนนี้จะตั้งคู่สมรสคณะรัฐมนตรีขึ้นมาช่วยทำงานและสนับสนุนภารกิจด้วยหรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า เอาไว้หลังเลือกตั้ง ตอนนี้เป็น ครม.มู ก่อนขอตัวขึ้นไปไหว้องค์นรสิงห์จำลองที่ด้านบนตึกไทยคู่ฟ้า

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/875968/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FjM3clQTUVErdAu2GG0hA

  • ผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟันธง Wellness Tourism คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    ผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟันธง Wellness Tourism คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – เคทีซี หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จัดงานเสวนา “Thailand Wellness Tourism: From Longevity Economy to Lifestyle for All” รวบรวมผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวประกอบด้วย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย  ชีวาศรม  ปัญญ์ปุริ  Thailand Gastronomy และโรงแรมสุโขทัย ประสานเสียง Wellness Tourism กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หลังโควิดดันพฤติ กรรมผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น สอดคล้องข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลกปี 2025 จะมีมูลค่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 230 ล้านล้านบาท ตลาด Wellness Tourism ของโลกเติบโตเร็วกว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า

    นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)  และที่ปรึกษา BDMS Wellness เปิดเผยว่า วิกฤตโควิด-19 ทำให้ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพทั้งด้านอาหาร การออกกำลังกาย และสุขภาพจิต จนแนวคิด Well-being กลายเป็นไลฟ์สไตล์สำคัญและต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่สร้างคุณค่าแก่ทั้งร่างกายและเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผู้ที่เดินทางเพื่อสุขภาพโดยตรง (Primary Wellness Tourism) และมียอดใช้จ่ายสูง สัดส่วน 15% และผู้ที่ท่องเที่ยวทั่วไปแต่ใช้จ่ายด้านสุขภาพเสริม (Secondary Wellness Tourism) มีสัดส่วน 85%

    Ecosystem แข็งแรง กุญแจสู่ Wellness Destination ของไทย

    คุณภูมิกิตติ์ย้ำว่า หากประเทศไทยต้องการเป็น Wellness Destination ระดับโลก ต้องเร่งขยายฐานกลุ่ม Primary ผ่านการสร้าง Ecosystem ครบวงจร ตั้งแต่นโยบายรัฐ มาตรฐานบริการ แพ็กเกจท่องเที่ยวสุขภาพแบบบูรณาการ จนถึงการสร้างสุขภาวะให้คนไทยเอง พร้อมทั้งเจาะตลาด Gen Z (13–28 ปี) นักเดินทางรุ่นใหม่ที่พร้อมลงทุนเพื่อประสบการณ์สุขภาพและคุณภาพชีวิต ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    ตลาด Wellness โตแรงนักท่องเที่ยวพร้อมเปย์ พักไทยยาวสูงสุด 6 เดือน

    นายกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานบริหารและประธานกรรมการ ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท กล่าวว่า ปัจจุบันลูกค้าชีวาศรม 80% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ และ 20% เป็นนักท่องเที่ยวไทย เพิ่มขึ้นจากก่อนโควิดที่มีไม่ถึง 2% กลุ่มหลักคือ Gen X (46–60 ปี) รองลงมาคือ Gen Y (31–45 ปี) ที่นิยมท่องเที่ยวควบคู่สุขภาพแบบองค์รวม มียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 60,000–100,000 บาทต่อคนต่อทริป และมีแนวโน้มพักระยะยาวมากขึ้น ตั้งแต่ 7 คืนจนถึง 3 เดือน บางรายอยู่นานถึง 6 เดือน

    เสน่ห์ของความเป็นไทย ต่อยอดรายได้ยั่งยืน

              นายกรดกล่าวเพิ่มเติมว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยได้ ต้องใช้เสน่ห์ความเป็นไทย เป็นตัวดึงดูดเพราะผู้คนทั่วโลกตระหนักว่าสุขภาพคือเรื่องสำคัญและใช้การท่องเที่ยวเป็นโอกาสปรับพฤติกรรม ประเทศไทยมีจุดแข็งครบ ทั้งอาหารสุขภาพ สมุนไพร การแพทย์แผนไทย และวัฒนธรรมที่สัมผัสได้จริง ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ แต่ยังช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    Thai Senses จุดแข็งของไทยในตลาดโลก

    สอดคล้องกับนายปราโมทย์ เดชะบุญศิริพานิช  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปุริ จำกัด ที่ระบุว่า  ประเทศไทยมีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมที่ผูกโยงกับ 5 Senses – กลิ่น รส สัมผัส เสียง และบรรยากาศ ซึ่งปัญญ์ปุริได้นำมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์และ Wellness Experience ที่แตกต่าง เช่น กลิ่นหอมจากพืชพันธุ์ธรรมชาติและภูมิปัญญาโบราณที่ช่วยบำบัดความเหนื่อยล้าได้จริง และยังเป็นกระจายสู่ท้องถิ่น จุดแข็งเหล่านี้คือ Top of Mind ที่สามารถต่อยอด และสร้างรายได้ในระดับโลก

    โอกาสและความท้าทายของผู้ประกอบการไทยในตลาด Wellness โลก

    ตลาด Wellness กำลังเปิดกว้างต่อประสบการณ์ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่น ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่มีความโดดเด่นและแตกต่าง อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่ตลาดโลกยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งเรื่องมาตรฐานสากลด้านคุณภาพ ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และการสื่อสารแบรนด์ให้ร่วมสมัย การพัฒนาตลาด Wellness จึงไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังเสริมพลัง Soft Power ไทย และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    อาหารเป็นยา คืนคุณค่าโภชนาการและสมุนไพรสู่จานอาหาร

    ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network กล่าวว่า อาหารไทยมีความพร้อมอย่างมากในการเป็นหนึ่งในหัวใจของ Wellness Tourism เพราะเรามีภูมิปัญญาเรื่องสมุนไพร เครื่องแกง และการผสมรสที่สะท้อนหลัก อาหารเป็นยา ( Food as Medicine ) อย่างแท้จริง หากเรายกระดับความเข้าใจเรื่องคุณค่าอาหารไทย และสื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง รสชาติ สุขภาพ และ วัฒนธรรม ก็จะสามารถต่อยอดอาหารไทยให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของ Wellness Tourism ได้ ทั้งในแง่เศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ และคุณค่าทางใจของผู้มาเยือน

    เธอกล่าวเสริมว่า ข้อมูล GWI ยังระบุอีกว่าอุตสาหกรรม Wellness Tourism จะเติบโตเป็น1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 51 ล้านล้านบาท ภายในปี 2027 ซึ่งเติบโตเร็วกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปประมาณ 1,886 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 68,000 บาท สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 56% ขณะเดียวกันประเทศไทยยังครองอันดับ 1 ด้านการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ระหว่างปี 2022 – 2023 จากบรรดา 25 ตลาดสุขภาพชั้นนำของโลก

    “ด้วยจุดแข็งด้านอาหาร สมุนไพร และภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากที่จะก้าวสู่ ‘Wellness Hub แห่งเอเชีย โดยเฉพาะหากเรานำแนวคิดอาหารเป็นยา และ Wellness on a Plate มาต่อยอดเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทั้งอร่อย ดีต่อสุขภาพ และสะท้อนคุณค่าความเป็นไทยได้อย่างร่วมสมัย”
    ผศ.ดร. จุฑามาศ วิศาลสิงห์ กล่าวทิ้งท้าย

    The Sukhothai Spa สะท้อนแก่นแท้ Wellness Tourism ไทย

    มิสเตอร์ริชาร์ด ดอยท์ล ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ กล่าวว่า The Sukhothai Spa ถือเป็นตัวอย่างการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่นำเอกลักษณ์เรือนไทยโบราณผสานกับศาสตร์การบำบัดสมัยใหม่อย่างกลมกลืน จนกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างทั้งการพักผ่อนและการเยียวยาแบบองค์รวม เชื่อมโยงประสบการณ์ทางวัฒนธรรมเข้ากับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยได้อย่างโดดเด่น นอกจากนี้การได้รับรางวัล Michelin Keys 2 ดอก สะท้อนมาตรฐานการบริการระดับโลกของโรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Destination ชั้นนำของโลก ได้อย่างยั่งยืน

    เทรนด์ท่องเที่ยวสุขภาพมาแรง สะท้อนการลงทุนเพื่อคุณภาพชีวิต

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี เปิดเผยว่า สมาชิก  เคทีซีมีพฤติกรรมลงทุนด้านสุขภาพควบคู่กับการท่องเที่ยวมากขึ้นโดยยอดใช้จ่ายในโรงแรมที่ตอบโจทย์ Wellness มียอดต่อครั้งสูงกว่าโรงแรมทั่วไป 1.88 เท่า และยังเห็นสัญญาณการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพของกลุ่มคนอายุ 30–35 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เคทีซีมองว่าการท่องเที่ยวในอนาคตคือการสร้าง Travel Ecosystem ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและคุณภาพชีวิตในทุกขั้นตอน ผ่านการออกแบบสิทธิประโยชน์เฉพาะสำหรับ Customer Journey เช่น แพลตฟอร์ม KTC Wellness Hub ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์มากกว่า 60 พันธมิตร ครอบคลุมรีสอร์ทสุขภาพ โรงพยาบาล สปา และร้านอาหารสุขภาพ มอบสิทธิพิเศษที่ไม่ใช่แค่ส่วนลด แต่เปิดโอกาสให้สมาชิกเข้าถึงบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐาน สะดวก และคุ้มค่าอย่างแท้จริง

    “บทบาทของเคทีซีไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการบัตรเครดิตแต่คืออีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผู้ประกอบการเชื่อมต่อกับฐานลูกค้าคุณภาพกว่า 2.8 ล้านราย และสร้างโอกาสใหม่ในตลาด Wellness Tourism ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ Wellness Destination ชั้นนำของโลก” นางสาววริษฐา กล่าวทิ้งท้าย

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/09/585242/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tJC8B0ZuaXY0imuMqF7Gm

  • ‘เอกนิติ’ เร่งปลดล็อค 4 กับดักฉุดเศรษฐกิจไทย ก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว

    ‘เอกนิติ’ เร่งปลดล็อค 4 กับดักฉุดเศรษฐกิจไทย ก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว

    วันนี้ (9 ตุลาคม 2568) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผนในงาน Thailand Economic Outlook 2026 “Out of The Trap” จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ว่า ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับดักที่ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถขยายตัวได้เต็มศักยภาพ โดยเฉพาะในช่วงตั้งแต่ปี 2560 เป็นต้นมา เศรษฐกิจไทย ขยายตัวได้ในระดับต่ำ เฉลี่ย 2% เท่านั้น ส่งผลให้ไม่สามารถผลักดันให้เป็นประเทศพัฒนาแล้วได้ 

    สำหรับกับดักที่ฉุดรั้งการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน เห็นว่ามีด้วยกัน 4 กับดักใหญ่ ซึ่งรัฐบาลกำลังหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน นั่นคือ 

    1.กับดักเรื่องของการลงทุน ปัจจุบันการลงทุนทั้งการลงทุนภาครัฐและภาคเอกชนในประเทศไทย ปรับลดลงเหลือเพียงสัดส่วน 20% ต่อ GDP ลดลงกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 ซึ่งมีการลงทุนสูงกว่า 40% ส่งผลให้เกิดปัญหาในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยอย่างมาก 

    ทั้งนี้ในแนวทางการแก้ไขปัญหา ล่าสุดได้หารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพื่อหาทางสนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ เช่น AI ดาต้าเซ็นเตอร์ เซมิคอนดักเตอร์ BCG และ EV โดยกำหนดเป้าหมายการดึงดูดให้ชัดเจน โดยกำหนดแนวทางการส่งเสริมแบบ Fast Pass คือการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศที่จะได้รับการอำนวยความสะดวกในการลงทุนแบบ Fast Track ควบคู่ไปกับการแก้ไขอุปสรรคในการลงทุน

    2.กับดักเรื่องของคน ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยมีสัดส่วนผู้สูงอายุเกินกว่า 20% เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรทั้งประเทศ ซึ่งจะกลายเป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต และยังเป็นต้นทุนเรื่องของงบประมาณภาครัฐในการเข้าไปดูแลสวัสดิการอีกด้วย

    สำหรับแนวทางในการแก้ไขปัญหานั้น ส่วนแรกนายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายออกมาแล้วเกี่ยวกับการขยายเกษียณอายุราชการ ขณะเดียวกันในตลาดแรงงานนั้น รัฐบาลกำลังหาทางสร้างคนให้ตรงกับงานและตรงความต้องการของตลาด โดยเฉพาะแรงงานในอุตสาหกรรมเป้าหมาย ล่าสุดได้หารือกับบีโอไอ เพื่อสร้างบุคลากรทักษะสูง ให้ได้ 100,000 คน ภายในระยะเวลา 4 เดือน

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผนในงาน Thailand Economic Outlook 2026

    3.กับดักเทคโนโลยี เพราะปัจจุบันเทคโนโลยีก้าวกระโดดไปมาก ดังนั้นจึงจำเป็นต้องปรับตัวให้ทัน โดยเพาะในภาคอุตสาหกรรม โดยรัฐบาลเตรียมออกมาตรการมาช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการปรับตัวได้ทัน ผ่านกลไกของกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศสำหรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยจะให้เงินสนับสนุน (Grant) เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการปรับตัว 

    โดยรัฐช่วยเหลือสัดส่วน 50% หากเป็นรายเล็กจะได้วงเงินไม่เกิน 20 ล้านบาท และรายกลาง ได้วงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังมีสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากสถาบันการเงินของรัฐเข้าไปช่วยเหลือด้วย ล่าสุดได้หารือกับสมาคมธนาคารไทยแล้ว และยืนยันที่จะช่วยเหลือผู้ประกอบการในการปรับตัว

    4.กับดักหนี้ ปัจจุบันมีหนี้อยู่ 3 ขาสำคัญ คือหนี้ภาคประชาชน ซึ่งเป็นหนี้ครัวเรือน ต่อมาคือหน้าเอสเอ็มอี และสุดท้ายคือนี้ภาครัฐ ทั้งนี้ส่วนที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดคือหนี้ภาคประชาชน ล่าสุดรัฐบาลมีนโยบายในการช่วยเหลือประชาชนที่มาระหนี้ โดยเตรียมซื้อหนี้เสีย หรือ NPL ของประชาชนออกมา แต่ในการตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เพื่อซื้อหนี้ อาจจะทำไม่ทันในช่วงเวลา 4 เดือน 

    ดังนั้นรัฐบาลอาจใช่กลไกเดิมที่มีอยู่เข้ามาดำเนินการ เช่น การให้บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือ SAM และ บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM เข้ามาดำเนินการในช่วงแรกไปก่อน

    ส่วนหนี้ของเอสเอ็มอี รัฐบาลจะให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาดูแลเรื่องการค้ำประกันสินเชื่อ ขณะที่หนี้ภาครัฐ จะพยายามรักษาวินัยการเงินการคลังให้อยู่ในกรอบ

    ‘เอกนิติ’ เร่งปลดล็อค 4 กับดักฉุดเศรษฐกิจไทย ก้าวสู่ประเทศพัฒนาแล้ว

    “แม้รัฐบาลจะมีเวลาแค่ 4 เดือน และไม่สามารถแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ทั้งหมด แต่ก็ต้องเริ่มต้นทำ และการดำเนินการผ่านแผนงานต่าง ๆ เชื่อว่า จะเป็นการวางรากฐานในการแก้ปัญหาระยะยาวนี้ได้”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641005&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XW2WibK7TnlJ-wsA6QXdT

  • IMF คาดเศรษฐกิจโลกปีนี้-ปีหน้าชะลอตัวเล็กน้อย แม้เผชิญแรงกดดันหลายด้าน : อินโฟเควสท์

    IMF คาดเศรษฐกิจโลกปีนี้-ปีหน้าชะลอตัวเล็กน้อย แม้เผชิญแรงกดดันหลายด้าน : อินโฟเควสท์

    คริสตาลินา กอร์เกียวา กรรมการผู้จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าวเมื่อวันพุธ (8 ต.ค.) ว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกมีความยืดหยุ่นมากกว่าที่คาด แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากผลกระทบหลายด้าน พร้อมคาดการณ์ว่าอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกปีนี้และปี 2569 จะชะลอลงเพียงเล็กน้อย

    กอร์เกียวาระบุว่า ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เริ่มชะลอตัว แต่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะถดถอยซึ่งหลายฝ่ายวิตกเมื่อ 6 เดือนก่อนได้ โดยเศรษฐกิจสหรัฐฯ และหลายประเทศยังทรงตัวได้ดี เนื่องจากมีนโยบายเหมาะสม ภาคเอกชนปรับตัวได้ดี ภาษีนำเข้าส่งผลกระทบไม่รุนแรง และภาวะการเงินเอื้ออำนวย

    กอร์เกียวาเผยว่า IMF คาดการณ์อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปีนี้และปีหน้าจะลดลงเพียงเล็กน้อย ขณะที่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโลกสามารถทนแรงกดดันจากผลกระทบหลายด้านได้

    เมื่อเดือน ก.ค. ที่ผ่านมา IMF ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกปี 2568 ขึ้น 0.2% เป็น 3.0% และปรับขึ้น 0.1% เป็น 3.1% สำหรับปี 2569

    ทั้งนี้ IMF มีกำหนดเผยแพร่รายงาน World Economic Outlook ฉบับใหม่ในวันอังคารหน้า (14 ต.ค.) ระหว่างการประชุมประจำปีของ IMF และธนาคารโลกที่กรุงวอชิงตัน โดยการประชุมเกิดขึ้นในช่วงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ สร้างผลกระทบต่อการค้าระดับโลกด้วยการกำหนดภาษีศุลกากรในอัตราสูงและดำเนินนโยบายเข้มงวดเรื่องการเข้าประเทศ ขณะที่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีและแนวโน้มตลาดแรงงานอย่างรวดเร็ว

    กอร์เกียวากล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจโลกโดยรวมดีกว่าที่วิตกกัน แต่ยังแย่กว่าที่ควรจะเป็น โดย IMF คาดว่าอัตราการเติบโตระยะกลางของเศรษฐกิจโลกจะอยู่ที่ราว 3% ต่ำกว่าระดับคาดการณ์ที่ 3.7% ก่อนเกิดการระบาดของโรคโควิด-19

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535871&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JxMXYQW7qGOSW8aBVKiSN

  • “ออกซฟอร์ด” ยืนหนึ่งมหาวิทยาลัยดีที่สุดในโลก 10 ปีซ้อน เอเชียแรงสุด ติดโผ 929 แห่ง : อินโฟเควสท์

    “ออกซฟอร์ด” ยืนหนึ่งมหาวิทยาลัยดีที่สุดในโลก 10 ปีซ้อน เอเชียแรงสุด ติดโผ 929 แห่ง : อินโฟเควสท์

    นิตยสาร Times Higher Education ของสหราชอาณาจักรเผยแพร่ผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุดในโลกประจำปี 2568 โดยมีสถาบันการศึกษาจากเอเชียติดอันดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 929 แห่ง

    รายงานระบุว่า 10 อันดับแรกยังคงเป็นของมหาวิทยาลัยจากอังกฤษและสหรัฐฯ โดย มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ครองอันดับหนึ่งเป็นปีที่ 10 ติดต่อกัน ตามด้วยสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) อันดับ 2 แต่จำนวนสถาบันการศึกษาของสหรัฐฯ ใน 500 อันดับแรกนั้นต่ำสุดเป็นประวัติการณ์โดยมีเพียง 102 แห่ง

    ส่วนในเอเชียนั้น มหาวิทยาลัยจีนมากกว่า 1 ใน 5 เลื่อนอันดับขึ้นจากปีที่ผ่านมา โดยมหาวิทยาลัยชิงหัวครองอันดับสูงสุดของเอเชียที่อันดับ 12 ติดต่อกันเป็นปีที่ 3 ขณะที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งอยู่ที่อันดับ 13

    สำหรับญี่ปุ่น มีมหาวิทยาลัยติดอันดับทั้งหมด 115 แห่ง โดยมหาวิทยาลัยโตเกียวขยับขึ้น 2 อันดับมาอยู่ที่ 26 ขณะที่มหาวิทยาลัยเกียวโตร่วงจาก 55 มาอยู่ที่ 61 ส่วนมหาวิทยาลัยโทโฮคุอยู่ที่อันดับ 103 มหาวิทยาลัยโอซาก้าอยู่ที่ 151 และมหาวิทยาลัยจุนเทนโดติดกลุ่ม 600 อันดับแรกเป็นครั้งแรก

    ด้านเกาหลีใต้มีมหาวิทยาลัย 4 แห่งติด 100 อันดับแรก เพิ่มเป็นสองเท่าจากปีก่อน ขณะที่ฮ่องกงมีมหาวิทยาลัย 6 แห่งติด 200 อันดับแรก ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์

    การประเมินมหาวิทยาลัยสหรัฐฯ ส่วนใหญ่อ้างอิงข้อมูลปีการศึกษา 2566 ก่อนผลกระทบจากนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เช่น การยกเลิกเงินทุนวิจัย และการเพิกถอนใบอนุญาตรับนักศึกษาและนักวิชาการต่างชาติ ซึ่งนิตยสารระบุว่า ผู้เชี่ยวชาญกังวลว่า ผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวอาจทำให้อันดับมหาวิทยาลัยสหรัฐฯ ชั้นนำลดลง

    ทั้งนี้ มีสถาบันการศึกษาทั้งหมด 3,168 แห่งเข้ารับการประเมินใน World University Rankings 2026 ครอบคลุมด้านสภาพแวดล้อมการวิจัย คุณภาพงานวิจัย และมุมมองระดับนานาชาติ และมี 2,191 แห่งจาก 115 ประเทศและดินแดนติดอันดับ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/535994&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0NFHtq110ZUkp4cCUaJLyD