Blog

  • “ศุภจี”  แนะ ไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 3 ด้าน พาไทยหลุดกับดักเศรษฐกิจ

    “ศุภจี” แนะ ไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 3 ด้าน พาไทยหลุดกับดักเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    09 ต.ค. 2025 เวลา 15:45 น.

    “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” ชี้ไทยเผชิญความท้าทายจากปัญหาเศรษฐกิจโลก และ 4 เทรนด์กระแสโลก ทำเศรษฐกิจไทยเติบโตน้อยลง  แนะไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 3 ด้านพาไทยหลุดกับดัก “พาณิชย์” พร้อมเร่งขับเคลื่อนนโยบายภายใต้ 3 ยุทธศาสตร์ 7 นโยบาย

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน “Thailand Economic Outlook 2026 : Out of the Trap” จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ  ว่า  วันนี้ก็รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสมาร่วมสัมมนาในเวทีที่มีความสําคัญ ยิ่งแล้วก็ในวาระที่เป็นวาระที่มีความสําคัญของทางธุรกิจ และกลุ่มเนชั่น เนื่องด้วยที่ว่าปีนี้เป็นปีที่ครบรอบ 38 ปี ก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่ดี ซึ่งเรามาร่วมกันวิเคราะห์เจาะลึกว่า  เราจะหาทางออก Out of the Trap ได้อย่างไร

    กระทรวงพาณิชย์ภายใต้การดูแลการค้าทั้งใน และต่างประเทศ จะทำอย่างไร  ซึ่งเราคงต้องดูบริบทโลกภาวะเศรษฐกิจโลก และสิ่งที่ประเทศไทยต้องเผชิญ ใน 4 ด้าน คือ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และผันผวนทั่วโลก จากปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical)   

    มาตรการทางภาษีของสหรัฐที่ส่งผลต่อโครงสร้างการค้าโลก ซึ่งไทยถูกสหรัฐประกาศเก็บภาษีตอบโต้ที่   19% ทำให้สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ได้  อย่างไรก็ตามเราต้องพยายามเจรจาเรื่องต่างๆ ให้จบภายในปลายปีนี้ทั้งนี้เพราะสหรัฐ เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย มีทั้งโอกาส และความท้าทาย หลายประเทศต้องหาคู่ค้าใหม่เพื่อรองรับผลกระทบจากการขึ้นภาษีของสหรัฐ  หากการเจรจาเรื่องนี้ไม่สำเร็จอาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปสหรัฐ ซึ่งมีมูลค่าถึง 1.9 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา และอาจเกิด Trade Diversion (การหาคู่ค้าใหม่)

    ขณะที่นโยบายการเงินของสหรัฐ มีแนวโน้มลดลงส่งผลต่อไทย ทำให้เงินบาทแข็งค่ากระทบส่งออก ทำให้ความสามารถแข่งขันเราลดน้อยลง อีกทั้งยังต้องจับตาความผันผวนของราคาพลังงาน แม้อุปทานที่เพิ่มขึ้นจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพบางส่วน แต่ก็สะท้อนอุปสงค์ที่ชะลอตัวในอีกด้านเช่นกัน

    นอกจากนี้ เรื่องของ ภาวะเศรษฐกิจของโลกแล้วยังมีในเรื่องของ เทรนด์ ที่น่าสนใจ 4 เรื่องได้ แก่ 1. DEGLOBALIZATION การค้าเสรี  มีการเจรจามากยิ่งขึ้น ทำอย่างไรให้เราอยู่ในห่วงโซ่ซัพพลายเชนมีการปรับเปลี่ยนห่วงโซ่อุปทาน และห่วงโซ่มูลค่าในระดับภูมิภาค

    2. DECARBONIZATION นโยบายการค้าที่มุ่งสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น มาตรการ CBAM ของ สหภาพยุโรป จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสามารถในการแข่งขัน ในระยะยาว ไทยต้องเร่งปรับมาตรฐานการผลิต และปรับกฎระเบียบภายในประเทศให้สอดรับกัน

     3. DIGITALIZATION การปรับตัวการนำเทคโนโลยีมาใช้ และ  4. DIMOGRAPHICS  ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบตั้งแต่ปีที่แล้ว และกำลังจะเป็น Super-Aged Society ในไม่ช้า ส่งผลให้ Domestic Consumption (การบริโภคในประเทศ) ลดลง และความสามารถในการแข่งขันด้านแรงงานลดลง เพราะจำนวน Work Force (แรงงาน) ลดลงต่อเนื่อง 4-5 ปี

    ส่วนภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน การเติบโตของประเทศลดลงอย่างต่อเนื่อง GDP ของไทยเติบโตช้าลง อย่างเห็นได้ชัดจากเดิม 5% เหลือ 3% และปัจจุบัน คาดว่าจะขยายตัวเพียง 1.8% – 2.3% ขณะที่เงินเฟ้อต่ำ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 (-0.7%) จากราคาพลังงาน และราคาอาหารสดที่ลดลง อาจนำไปสู่ภาวะ เงินฝืด (Deflation) หากไม่เร่งกระตุ้นอุปสงค์ (Demand) รัฐบาลจึงได้ออกโปรแกรมกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส

    ทั้งนี้  นโยบายของกระทรวงพาณิชย์ ที่ออกมาจึงสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล คือ กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว โดยวางยุทธศาสตร์สำคัญ แบบ Quick Win ใน 3 ด้าน 7 นโยบายหลัก ได้แก่ 1. เสริมรายได้ฐานราก และสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้เกษตรกร โดยรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร และดูแลต้นทุนผ่านโครงการ “ธงเขียว” 2. สร้างตลาดใหม่ และขยายการค้า โดยปัจจุบันไทยมี FTA แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ และตั้งเป้าจะให้ FTA ไทย–สหภาพยุโรป และไทย–เกาหลีใต้ สำเร็จภายในปี 2568 และ 3. ลดภาระค่าครองชีพ และพยุงกำลังซื้อ เช่น ความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยเพื่อลดค่าขนส่งสินค้า และดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนใน 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา โดยทุกมาตรการสามารถดำเนินการได้ภายใน 4 เดือน

    นางศุภจี กล่าวว่า สำหรับโอกาส และความท้าทาย Out of the Trap โดยประเทศไทยมีจุดแข็งคือ1. ที่ตั้งเป็นศูนย์กลางการผลิต หากมาผลิตสินค้าที่ไทย แกนกลางห่วงโซ่อุปทานโลก จากการเคลื่อนย้าย ห่วงโซ่การผลิตของบริษัทข้ามชาติ 2.องค์ความรู้ และภูมิปัญญา คือ ประเทศก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย ฉะนั้นต้องการพัฒนาการแพทย์สมัยใหม่ สนับสนุนการพัฒนา สินค้ามูลค่าสูง G Wellness Economy 3. ครัวไทยสู่โลก ซึ่งไทยมีศักยภาพการเป็นแหล่งอาหารที่สมบูรณ์ปลอดภัยของโลก 4. Green Economy คือ เรื่อง Sustainability สู่ศักยภาพการแข่งขันไทยในตลาดโลก

    อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เพื่อออกจากการกับดักเศรษฐกิจ ใน 3 ด้านคือ 1. ปรับโครงสร้างการค้าสินค้าเกษตรสู่เกษตรแม่นยำ เปลี่ยนจากระบบผลิตตามอุปทาน (Supply-driven) สู่การผลิตตามความต้องการตลาด (Demand-driven) 2. มุ่งสู่ตลาดอาหารแห่งอนาคต พัฒนาแบรนด์ และนวัตกรรมอาหารให้ไทยเป็นศูนย์กลาง Future Food ของภูมิภาค และ 3. พัฒนาระบบนิเวศทางการค้าสู่ดิจิทัล ยกระดับเศรษฐกิจไปสู่ Value-based Economy ผ่านเทคโนโลยี และระบบ Trade Intelligence รวมถึงบริการแพลตฟอร์ม “MOC+” แบบ One-stop Service

    “ภาครัฐสร้างความเชื่อมั่น ภาคเอกชนสร้างโอกาส ประชาชนได้รับผลประโยชน์จริง ประเทศไทยจะสามารถหลุดพ้นจากกับดักก้าวสู่อนาคตที่มั่นคง ยั่งยืน เมื่อการค้าเดินได้ เศรษฐกิจก็เดินหน้า และเมื่อเศรษฐกิจเดินหน้า ประเทศไทยก็เติบโต” นางศุภจี กล่าว

    พิสูจน์อักษร….สุรีย์  ศิลาวงษ์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1202464&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw107aD9PbunkahRrKV6Wezk

  • กัมพูชาคาดเศรษฐกิจปี 68 โตชะลอ 5% เซ่นพิษปมชายแดนไทย-ภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    กัมพูชาคาดเศรษฐกิจปี 68 โตชะลอ 5% เซ่นพิษปมชายแดนไทย-ภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    วงเซ วิสโซธ รองนายกรัฐมนตรีกัมพูชา เปิดเผยตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจของกัมพูชาว่าจะขยายตัวที่ 5% ในปี 2568 ซึ่งเป็นอัตราที่ชะลอตัวลงจาก 6% ในปี 2567

    รองนายกฯ กัมพูชากล่าวระหว่างพิธีเปิดตัวแผนพัฒนายุทธศาสตร์แห่งชาติในวันนี้ (9 ต.ค.) ว่า การขยายตัวที่ชะลอลงกว่าที่คาดการณ์ไว้นั้นเป็นผลมาจากความขัดแย้งบริเวณชายแดนกับประเทศไทย และการที่สหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการทางภาษีในอัตรา 19% ต่อสินค้ากัมพูชา

    รองนายกฯ กัมพูชาระบุเพิ่มเติมว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศต่อหัวประชากร (GDP per Capita) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 3,000 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 จาก 2,713 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 และ 2,520 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2566

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า โครงสร้างเศรษฐกิจของกัมพูชามีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากภาคการส่งออกสินค้าประเภทเสื้อผ้า รองเท้า และสินค้าเพื่อการเดินทาง ตลอดจนภาคการท่องเที่ยว เกษตรกรรม และภาคอสังหาริมทรัพย์และการก่อสร้าง

    รายงานจากกระทรวงเศรษฐกิจและการคลังของกัมพูชาคาดการณ์แนวโน้มการขยายตัวรายภาคอุตสาหกรรมสำหรับปี 2568 โดยคาดว่า ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งประกอบด้วยการผลิตเสื้อผ้า สินค้าที่ไม่ใช่เสื้อผ้า และการก่อสร้าง จะขยายตัว 7.1%, ภาคบริการ ซึ่งครอบคลุมการท่องเที่ยว การขนส่ง โทรคมนาคม การค้า และอสังหาริมทรัพย์ จะขยายตัว 3.8% และภาคเกษตรกรรมจะขยายตัว 0.9%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/536100&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1u89SLDvZWIHI5FPqbWDRM

  • เศรษฐกิจไทยต้องรีเซ็ต! กลยุทธ์เก่าใช้ไม่ได้ในยุค “3 น้อย”

    เศรษฐกิจไทยต้องรีเซ็ต! กลยุทธ์เก่าใช้ไม่ได้ในยุค “3 น้อย”

    ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ นักเศรษฐศาสตร์ นักการเงิน กล่าวภายในงาน Thailand Economic Outlook 2026 จัดโดย กรุงเทพธุรกิจ ว่า โลกปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีตโดยสิ้นเชิง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี แต่ประเทศไทยยังคงใช้ “กลยุทธ์เก่า” ที่ไม่สอดคล้องกับ “ภูมิทัศน์ใหม่” ของโลก

    “เรารู้ว่าความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นแล้ว และพยายามปรับตัวอยู่ตลอด แต่การมองและการปรับทิศทางของเรายังตั้งอยู่บนฐานความคิดแบบเดิม เหมือนพยายามขับรถที่มีล้อในโลกที่กลายเป็น Water World สุดท้ายก็จมอยู่ดี” 

    โลกจากยุค “3 มาก” สู่ “3 น้อย”

    ดร.สมประวิณ อธิบายว่า โลกหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นยุคของ “3 มาก” ได้แก่

    1. คนมาก คือประชากรเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ทำให้ปริมาณ มีความสำคัญ
    2. ความร่วมมือมาก มีเวทีความร่วมมือพหุภาคีจำนวนมาก 
    3. กิจกรรมทางเศรษฐกิจมาก ประเทศต่าง ๆ ร่วมมือกันสร้างความเติบโต

    แต่โลกปัจจุบันกลับกลายเป็น “3 น้อย”

    1. คนน้อยลง  โครงสร้างประชากรแก่ตัวทั่วโลก
    2. ความร่วมมือน้อยลง การเมืองโลกแยกขั้ว ประเทศต่าง ๆ พึ่งพาตนเอง
    3. กิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนตัวมากขึ้น แต่ละประเทศให้ความสำคัญกับความมั่นคงของตนเองมากกว่าความร่วมมือ

    “วันนี้ความร่วมมือแบบในอดีตแทบไม่เหลือแล้ว โลกเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจและการแข่งขันเพื่อความอยู่รอด” 

    ปรับโมเดลพัฒนาเศรษฐกิจให้สอดคล้องยุค 3 น้อย 

    ดร.สมประวิณ กล่าวว่า กลยุทธ์การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยในอดีตนั้น “ถูกต้องตามบริบทโลกในยุคนั้น” เพราะเป็นยุคที่ต้องผลิตให้ได้มาก ถูก และเร็ว เพื่อแข่งขันในตลาดโลก แต่ในยุค 3 น้อย แนวทางดังกล่าวใช้ไม่ได้อีกต่อไป โดยเฉพาะเมื่อโลกกำลังขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมมากกว่าปริมาณ

    โดยเสนอให้ไทยปรับกลยุทธ์หลัก 3 ด้าน ได้แก่

    1. จาก Outside-in เป็น Inside-out เปลี่ยนจากการพึ่งพาซัพพลายเชนโลก มาสร้างมูลค่าจากศักยภาพภายในประเทศ
    2. จาก Top-down เป็น Bottom-up เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนและท้องถิ่นมีส่วนร่วมมากขึ้น
    3. จาก Exclusive เป็น Inclusive Growth ทำให้การเติบโตครอบคลุม ไม่จำกัดอยู่เพียงบางกลุ่ม

    สร้างโอกาสเท่าเทียม พัฒนาฝั่งอุปทาน

    ดร.สมประวิณ กล่าวอีกว่า หัวใจของการเปลี่ยนผ่านคือ การพัฒนา “ฝั่งอุปทาน” (Supply Side) หรือ “การพัฒนาตัวเราเอง” โดยเริ่มจากฐานรากของสังคม เราต้องทำให้ประชาชนรู้สึกว่าเขามีโอกาสทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน ทั้งในด้านการเข้าถึงทรัพยากร การเข้าสู่ตลาด และการแข่งขัน

    อย่างไรก็ตาม รัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแซงกลไกตลาด แต่ควรทำให้ตลาดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสแข่งขันอย่างเป็นธรรม

    ดร.สมประวิณ กล่าวว่า แม้ไทยจะให้ความสำคัญกับ “Hard Infrastructure” เช่น สนามบินหรือรถไฟความเร็วสูง แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ “Soft Infrastructure” หรือโครงสร้างพื้นฐานที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งช่วยให้คนทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น โดยมีองค์ประกอบคือ การกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมของประชาชน และระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ

    “เรามักเรียกร้องให้เอกชนเพิ่มผลิตภาพหรือสร้างนวัตกรรม แต่ไม่ค่อยมีใครถามว่า ‘ผลิตภาพของภาครัฐ’ เป็นอย่างไร ทักษะของแรงงานรัฐ หรือความคิดเชิงนวัตกรรมของรัฐอยู่ตรงไหน ข้อมูลจากสภาพัฒน์ฯระบุว่า ความสามารถในการแข่งขันของไทยลดลง 5 อันดับ โดยสาเหตุหลักคือ ‘ประสิทธิภาพของรัฐ’ ดังนั้นสิ่งที่ต้องปฏิรูปมากที่สุดในเวลานี้ ไม่ใช่แค่ ‘รัฐ’ แต่คือ กลไกการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ ทั้งระบบ” ดร.สมประวิณ กล่าวทิ้งท้าย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/business/731660&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2AYaSa8H6lIKnJcLriNF2N

  • ทางหลวงชนบท เดินหน้าโครงการปี69 กระตุ้นเศรษฐกิจ

    ทางหลวงชนบท เดินหน้าโครงการปี69 กระตุ้นเศรษฐกิจ

    เศรษฐกิจ

    ทางหลวงชนบท เดินหน้าโครงการปี69 กระตุ้นเศรษฐกิจ

    วันพฤหัสบดี ที่ 09 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.00 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ทางหลวงชนบท เดินหน้าโครงการปี69 กระตุ้นเศรษฐกิจ

    นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีวันคล้ายวันสถาปนากรมทางหลวงชนบท ครบรอบ 23 ปี ว่ากรมทางหลวงชนบท (ทช.) ซึ่งถือเป็นหน่วยงานหลัก ในการพัฒนาโครงข่ายถนนสายรองที่เชื่อมโยงระหว่างเมืองกับชนบท ให้ประชาชนทุกพื้นที่เข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยวได้อย่างเท่าเทียม ซึ่งกรมทางหลวงชนบทได้พัฒนาถนนให้ได้มาตรฐานและปลอดภัยสำหรับทุกชีวิตบนท้องถนน ซึ่งในรัฐบาลชุดปัจจุบัน ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กำหนดแนวทางชัดเจนว่า “ทุกโครงสร้างพื้นฐานต้องตอบโจทย์ประชาชนอย่างแท้จริง” และในช่วง 4 เดือนจากนี้ กระทรวงคมนาคมจะเร่งผลักดันให้เกิด ผลงานเป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากการเดินหน้าโครงการสำคัญในพื้นที่ภาคใต้ ได้แก่ โครงการสะพานข้ามทะเลสาบสงขลา (ตำบลเกาะใหญ่ – จองถนน จังหวัดสงขลา – พัทลุง) และโครงการสะพานเชื่อมเกาะลันตา (ตำบลเกาะ เกาะลันตาน้อย จังหวัดกระบี่) ซึ่งทั้ง 2โครงการจะช่วยลดระยะเวลาเดินทาง เพิ่มความปลอดภัย และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากของภาคใต้ให้เติบโต“สะพานทั้ง 2แห่งนี้จะเชื่อมชีวิต ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และคุณภาพชีวิตซึ่งโครงการอยู่ระหว่าง ขั้นตอนการพิจารณารายงานด้านเทคนิคโดยธนาคารโลก (World Bank) ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้ในเร็ว ๆ นี้ นอกจากการขับเคลื่อนโครงการเชิงยุทธศาสตร์แล้ว 

     

     ทั้งนี้ นายพิพัฒน์ ยังกล่าวถึงสถานการณ์อุทกภัยที่ส่งผลกระทบต่อเส้นทางหลวงชนบทใน 22 จังหวัดทั่วประเทศ โดยมีสายทางได้รับความเสียหาย 59 สายทาง ขณะนี้สามารถเปิดสัญจรได้แล้ว 40 สายทาง และอยู่ระหว่างซ่อมแซมอีก 19 สายทาง พร้อมสั่งการให้กรมทางหลวงชนบท เร่งติดตั้งสะพานเบลีย์ชั่วคราว เปิดทางสัญจรให้ประชาชนโดยเร็ว รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่ประจำจุดเสี่ยง ติดตั้งป้ายเตือน และให้ข้อมูลเส้นทางเลี่ยงเพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้ถนน

    นายพิพัฒน์ กล่าวว่า รัฐบาลและกระทรวงคมนาคมตั้งเป้าให้ เร่งยกระดับมาตรฐานถนนในพื้นที่ เศรษฐกิจสำคัญ สนับสนุนเส้นทางเชื่อมต่อระบบรถไฟทางคู่ เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก และเส้นทางท่องเที่ยวหลักทั่วประเทศ เพื่อให้การลงทุนด้านคมนาคมตอบสนองชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างแท้จริง ทั้งในด้านเศรษฐกิจ การเดินทาง และความปลอดภัย

     ด้านนายพิชิต หุ่นศิริ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทางหลวงชนบท  (ทช.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันกรมทางหลวงชนบท ดูแลโครงข่ายถนนทั่วประเทศกว่า 51,000 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 77 จังหวัด โดยในปีงบประมาณ 2569 ได้รับงบประมาณกว่า 53,000 ล้านบาท เพื่อใช้ดำเนินโครงการสำคัญทั้งการก่อสร้างถนน สะพาน และระบบอำนวยความปลอดภัยทางถนน เช่น ถนนเชื่อมเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ถนนเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและการค้า ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ และโครงการทางต่างระดับจุดตัดสำคัญทั่วประเทศ พร้อมย้ำว่ากรมทางหลวงชนบท จะเดินหน้าปฏิบัติภารกิจภายใต้นโยบาย “ทางหลวงชนบทเพื่อประชาชน” อย่างเต็มกำลังเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต

    นอกจากนี้ ทช.ยังมีแผนก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ปีงบประมาณ 2569 เช่น 1.ถนนสายแยกทช.ชม.3029 แยกทล.1006 อ.เมืองเชียงใหม่ สันกำแพง จ.เชียงใหม่ตอนที่2 วงเงิน 720 ล้านบาท 2.ถนนสายแยก ทช.ชม.3029 แยกทล.1006 อ.เมืองเชียงใหม่ สันกำแพง จ.เชียงใหม่ตอนที่ 3 วงเงิน 780 ล้านบาท 3. ถนนสายแยก ทล.34 เชื่อมกับถนนทางหลวงชนบทสายฉช.3001 จังหวัดสมุทรปราการ ตอนที่2 ช่วงที่ 1 วงเงิน 700ล้านบาท และ4.สะพานข้ามทางรถไฟบนถนนเชื่อมศูนย์ซ่อมอากาศยานศูนย์กลางการค้าส่งชายแดนบริเวณสะพานมิตรภาพแห่งที่ 3 อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนมวงเงิน 610 ล้านบาทรวมงบประมาณทั้งสิ้น 2810 ล้านบาท

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/economy/449895&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UJEaK1oFyE5WlHJiAJaUF

  • นายกฯ ผุดมาตรการเศรษฐกิจเฟสถัดไปแล้ว : ยามเช้าริมเจ้าพระยา 09/10/2025 ช่วงที่1

    นายกฯ ผุดมาตรการเศรษฐกิจเฟสถัดไปแล้ว : ยามเช้าริมเจ้าพระยา 09/10/2025 ช่วงที่1

    เผยแพร่:

    นายกฯ ผุดมาตรการเศรษฐกิจเฟสถัดไปแล้ว ชี้ปัญหา ศก.เกิดจากคอร์รัปชั่นไม่ใช่เปลี่ยนรัฐบาลบ่อย Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/J7pgSpkydSY&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Hv7KP8rKhOe81SP82MTv0

  • หุ้นโรงไฟฟ้าวิ่งคึก! รับ “พลังงาน” ดัน 8 บิ๊กโปรเจกต์

    หุ้นโรงไฟฟ้าวิ่งคึก! รับ “พลังงาน” ดัน 8 บิ๊กโปรเจกต์

    ผู้สื่อข่าวรายงาน วันนี้ (9 ต.ค.68) ราคาหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าบวกคึก นำโดย บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL ณ เวลา 10.25 น. อยู่ที่ระดับ 2.02 บาท บวก 0.05 บาท หรือ 2.54% สูงสุดที่ระดับ 2.04 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 1.98 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 30.20 ล้านบาท

    บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ราคาหุ้น ณ เวลา 10:25 น. อยู่ที่ระดับ 44.00 บาท บวก 0.25 บาท หรือ 0.57% สูงสุดที่ระดับ 44.25 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 43.75 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 211.55 ล้านบาท

    บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ราคาหุ้น ณ เวลา 10:28 น. อยู่ที่ระดับ 14.40 บาท บวก 0.20 บาท หรือ 1.41% สูงสุดที่ระดับ 14.50 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 14.30 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 72.35 ล้านบาท

    บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP ณ เวลา 10:31 น. อยู่ที่ระดับ 4.06 บาท บวก 0.02 บาท หรือ 0.50% สูงสุดที่ระดับ 4.10 บาท ต่ำสุดที่ระดับ 4.02 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 3.67 ล้านบาท

    ด้านนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวแถลงนโยบายพลังงานว่า ช่วง 4 เดือนนับจากนี้ จะเร่งผลักดันนโยบาย “Quick Big Win” ด้านพลังงาน ให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาล ทั้งด้านเศรษฐกิจ การส่งเสริมการลงทุน การผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำ และการส่งเสริมบทบาทภาคเอกชนในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ เพื่อสร้างรายได้ ลดรายจ่าย ฟื้นเศรษฐกิจของประเทศ

    ทั้งนี้คาดว่าประโยชน์ที่จะได้รับด้านนโยบายพลังงาน จะกระตุ้นเศรษฐกิจได้กว่า 700,000 ล้านบาท เกิดการสร้างงานกว่า 16,000 ตำแหน่ง ลดการปล่อยคาร์บอนกว่า 10 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี สู่เป้าหมาย Net Zero เร็วขึ้นในปี 2593 จากปี 2608

    : เร่งลงทุน 8 โครงการใหญ่

    สำหรับนโยบายด้านพลังงาน ภาคประชาชน จะผลักดันทั้งหมด 8 โครงการ ประกอบด้วย 1) โครงการโซลาร์ชุมชน 1,500 เมกะวัตต์ ขนาดไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ต่อชุมชน ช่วยลดค่าไฟในชุมชน คาดว่าจะประกาศรับซื้อได้ภายในเดือน พ.ย. 2568 เกิดการสร้างงาน 1,600 ตำแหน่ง เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจ 30,000 ล้าบาท ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 0.80 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

    2) โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร ตั้งเป้าหมาย 1,200 ระบบ ครอบคลุมพื้นที่กว่า 7 แสนไร่ทั่วประเทศ แบ่งเป็นกองทุนพัฒนาไฟฟ้า 50 ระบบ วงเงิน 536 ล้านบาท กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาาน 1,150 ระบบ วงเงิน 11,960 ล้านบาท กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้ ตั้งเป้าหมายลดค่าพลังงาน 1,500 บาทต่อไร่ต่อปี คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 12,500 ล้านบาท สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 0.06 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

    3) การเร่งรัดมาตรการลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์ แต่ไม่เกินจริง 200,000 บาทต่อครัวเรือน ตั้งเป้าผู้เข้าร่วม 90,000 ครัวเรือน เริ่มดำเนินการหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ตั้งเป้าหมายลดการใช้ไฟฟ้ากว่า 585 ล้านหน่วยต่อปี เกิดการสร้างงานกว่า 450 ตำแหน่ง กระตุ้นเศรษฐกิจ 20,250 ล้านบาท สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 0.28 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

    4) โครงการโซลาร์ลอยน้ำใน 3 เขื่อนหลักของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กำลังการผลิตรวม 1,638 เมกะวัตต์ จากเขื่อนภูมิพล 778 เมกะวัตต์ เขื่อนศรีนครินทร์ 770 เมกะวัตต์ และเขื่อนวชิราลงกรณ 90 เมกะวัตต์ คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจกว่า 53,000 ล้านบาท ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 0.82 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

    5) นโยบายด้านพลังงาน ภาคอุตสาหกรรม จะทำสัญญาซื้อขายพลังงานโดยตรงระหว่างผู้ผลิตพลังงาน และผู้ใช้พลังงานโดยตรง ไม่ผ่านตัวกลาง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) 2,000 เมกะวัตต์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ รองรับอุตสาหกรรม Data Center จะเสนอคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) พิจารณาร่างหลักเกณ์และอัตราค่าบริการ TPA ภายในเดือน พ.ย.นี้ กำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน 2,600 เมกะวัตต์ เกิดการสร้างงานกว่า 3,094 ตำแหน่ง คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจ 65,000 ล้านบาท สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 1.66 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

    6) การพัฒนาระบบไฟฟ้ารองรับอุตสาหกรรมภาคตะวันออก ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) ทั้งการพัฒนาระบบผลิตและระบบส่งไฟฟ้าด้วยกรอบงบประมาณเดิม สามารถรองรับปริมาณความต้องการไฟฟ้าได้ 800 เมกะวัตต์ แบ่งเป็นจังหวัดชลบุรี 650 เมกะวัตต์ ระยอง 150 เมกะวัตต์ รองรับธุรกิจ Data Center 16 ราย ที่ต้องการไฟฟ้าประมาณ 3,817.5 เมกะวัตต์ ในปี 2580 คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงปี 2568-2570 ประมาณ 1,380 ล้านบาท ตั้งเป้าหมายไทยมีสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้ 50% ในปี 2580

    7) การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม ผ่านกลไกกองทุนเพื่อการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เช่น การสนับสนุนการลงทุนปรับเปลี่ยนปรับปรุงเครื่องจักร วัสดุอุปกรณ์เพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ตั้งเป้าลดการใช้พลังงานได้ 10 ktoe ต่อปี คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 800 ล้านบาท สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 0.03 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

    สำหรับการสร้างความยั่งยืนระยะยาว รองรับ Net Zero ปี 2593 จะผลักดันโครงการโซลาร์ภาคประชาชน สามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 1.96 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี ซึ่งอยู่ระหว่างเร่งจัดทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ​ (PDP) จะทบทวนรายละเอียดให้ตอบโจทย์กับเป้าหมายใหม่ ให้สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero และนโยบายพลังงาน เช่น พยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ สัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น และสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากภาคประชาชน

    8) การพัฒนาการดับจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) นำร่องในแหล่งอาทิตย์ เริ่มการเก็บคาร์บอนในปี 2571 ปริมาณการกักเก็บตลอดโครงการรวม 8 ล้านตันคาร์บอน และแหล่งอ่าวไทยตอนบน เริ่มการเก็บคาร์บอนในปี 2577 ปริมาณการกักเก็บตลอดโครงการ 225 ล้านตันคาร์บอน รวมสามารถกักเก็บคาร์บอนได้กว่า 230 ล้านตันคาร์บอนได ออกไซด์ต่อปี เกิดการสร้างงานกว่า 11,000 ตำแหน่ง กระตุ้นเศรษฐกิจ 540,000 ล้านบาท ลดการปล่อยคาร์บอนได้กว่า 6.4 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี

    สำหรับนโยบายดูแลราคาพลังงาน ทั้งน้ำมันดีเซล ก๊าซ LPG และค่าไฟ ยืนยันว่ากระทรวงพลังงานจะยังคงดูแลต่อไป โดยยังตรึงราคาดีเซล ไม่เกิน 32 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคา LPG ยังคงเดิม 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม และค่าไฟงวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 2569 จะไม่สูงขึ้นไปกว่าเดิมแน่นอน และจะพยายามหาเครื่องมือเพื่อช่วยลดค่าไฟต่อไป

    :เซ็นเอ็มโอยูพลังงานอาเซียน

    นายอรรถพล กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากได้รับตำแหน่งและรัฐบาลได้มีการแถลงนโยบายอย่างเป็นทางการแล้ว ก็ได้เร่งดำเนินงานโครงการที่สำคัญในหลากหลายมิติ ซึ่งส่วนของการเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงาน โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงพลังงานก็ได้นำเสนอเรื่องเข้า ครม. 2 เรื่องสำคัญที่จะต้องมีการลงนามระหว่างรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน 10 ประเทศในการประชุมรัฐมนตรีอาเซียนด้านพลังงานครั้งที่ 43 หรือ AMEM จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 14-17 ต.ค. 2568 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ สหพันธรัฐมาเลเซีย

    โดยเรื่องแรกนั้นเป็นร่างบันทึกความเข้าใจเพิ่มเติมว่าด้วยโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (Enhanced Memorandum of Understanding on ASEAN Power Grid) จะมีผลบังคับใช้หลังจากประเทศสมาชิกอาเซียนส่งมอบสัตยาบันเรียบร้อยแล้ว โดยสาระสำคัญ ได้แก่ 1) การส่งเสริมการดำเนินกิจกรรมเพื่อขยายความเชื่อมโยงด้านไฟฟ้าภายในภูมิภาค ทั้งในพื้นที่บนบกและในทะเล ด้วยการพัฒนานโยบาย การพัฒนาตลาดไฟฟ้าอาเซียน โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมเทคโนโลยีและการใช้ประโยชน์จากพลังงานสะอาด โดยต้องสอดคล้องกับบริบทและกฎหมายของแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียน

    2) อาเซียนจะร่วมกันศึกษา ประเมินและทบทวนนโยบาย กฎหมาย และแผนงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาโครงการเชื่อมโยงโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน โดยการผลักดันการดำเนินกิจกรรม/โครงการต่าง ๆ รวมถึงประสานงานกับหน่วยงาน/องค์กร/คู่เจรจา เพื่อจัดสนับสนุนงบประมาณ เงินลงทุน และการสนับสนุนด้านเทคนิคที่จำเป็น เพื่อให้การดำเนินกิจกรรม/โครงการบรรลุตามวัตถุประสงค์

    ส่วนเรื่องที่ 2 เป็นร่างกรอบความตกลงว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียมของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Petroleum Security) ซึ่งจะร่วมกันจัดตั้งกลไกสำหรับช่วยเหลือประเทศสมาชิกที่กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนปิโตรเลียมในสภาวะวิกฤตด้านพลังงานหรือสถานการณ์ฉุกเฉิน ด้วยการร่วมกันจัดหา/แบ่งปันปิโตรเลียมให้ประเทศผู้ประสบปัญหาเพื่อบรรเทาปัญหา โดยการให้ความช่วยเหลือจะเป็นไปตามความสมัครใจและความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์ นอกจากนี้ สมาชิกอาเซียนจะร่วมกันพัฒนาและปรับใช้มาตรการด้านพลังงานทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อลดความเสี่ยงและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคพลังงานในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน เป็นต้น

    :หุ้นไฟฟ้า-พลังงาน-ก่อสร้างคึก

    นายสุวัฒน์ สินสาฎก กรรมการผู้จัดการหัวหน้าฝ่ายวิจัยสถาบัน บริษัทหลักทรัพย์ โกลเบล็ก จำกัด (มหาชน)  กล่าวว่า มีมุมมองเชิงบวกต่อราคาหุ้นกลุ่มไฟฟ้า ที่จะรับผลดีจากนโยบายของรมว.พลังงานคนใหม่ที่ผลักดันโซลาร์เซลล์ ทั้งโซลาร์ชุมชน การลดหย่อนภาษีติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป แต่หากมองว่าหุ้นตัวใดที่จะรับประโยชน์มากที่สุด เชื่อว่าจะเป็นบริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ GUNKUL ที่มีธุรกิจครอบคลุม ทั้งการก่อสร้าง (EPC) และจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับระบบไฟฟ้าครบวงจร

    ขณะที่บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF ก็มีความร่วมมือกับ GUNKUL ดังนั้นมองว่าทั้ง GUNKUL และ GULF มีโอกาสคว้างานโซลาร์ชุมชนมากที่สุด

    บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง จำกัด (มหาชน) ระบุว่า กรณีรัฐบาลเดินหน้าโครงการและมาตรการพลังงานสำคัญ คาดว่า บริษัทจดทะเบียนที่จะได้รับประโยชน์ชัดเจน แบ่งเป็น 1) โครงการโซลาร์ชุมชน กระตุ้นเศรษฐกิจ 30,000 ล้านบาท หุ้นได้ประโยชน์ ได้แก่ GUNKUL 2) โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร กระตุ้นเศรษฐกิจ 12,500 ล้านบาท หุ้นได้ประโยชน์ ได้แก่ GUNKUL 3) มาตรการลดหย่อนภาษีโซลาร์เซลล์กระตุ้นเศรษฐกิจ 20,250 ล้านบาท หุ้นได้ประโยชน์ ได้แก่ GUNKUL

    4) โครงการโซลาร์ลอยน้ำ 3 เขื่อน กระตุ้นเศรษฐกิจ 53,000 ล้านบาท หุ้นที่ได้ประโยชน์ ได้แก่ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) BGRIM รับงาน EPC โครงการโซลาร์ลอยน้ำ 5) Direct PPA ภาคอุตสาหกรรม กระตุ้นเศรษฐกิจ 65,000 ล้านบาท หุ้นที่ได้ประโยชน์ ได้แก่ บริษัท ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ WHAUP (เพิ่มโอกาสขายไฟให้ Data center)

    6) พัฒนาระบบไฟฟ้า EEC กระตุ้นเศรษฐกิจ 1,380 ล้านบาท หุ้นได้ประโยชน์ ได้แก่ GUNKUL ดำเนินธุรกิจก่อสร้างสายส่งและสถานีจ่ายไฟฟ้า 7) พัฒนาการดับจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) กระตุ้นเศรษฐกิจ 540,000 ล้านบาท นำร่องในแหล่งอาทิตย์ และอ่าวไทย หุ้นได้ประโยชน์ ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP และ บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU

    บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) โครงการและมาตรการที่กระทรวงพลังงานออกมาล่าสุด เป็นบวกต่อหุ้น GULF, BGRIM และ GUNKUL มากสุด เช่นเดียวกับ บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ STECON  และบริษัท ช.การช่าง จำกัด (มหาชน) หรือ CK

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/breakingnews/788095&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38rl2duw5nhRt-jjoZKFUr

  • ‘

    เจ้าของธุรกิจอสังหาฯ-ภัตตาคารจี้รัฐบาลสร้างบรรยากาศใช้จ่าย แนะตัวเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจไทยขยายตัวเกิน 2% เชียร์ ‘ควิก บิ๊ก วิน’ เติมเงินใช้จ่าย-เร่งเบิกจ่ายงบปี’69-ลดภาระหนี้-ขยายโครงการคุณสู้เราช่วย ปัจจัยหลักช่วย ‘เอสเอ็มอี’ สร้างแต้มต่อ-ประคองธุรกิจ

        ช่วยเอสเอ็มอีลดหนี้-ต่อลมหายใจ

       จี้รัฐบิลด์บรรยากาศ’กินช้อปเที่ยว’

        นายพสุ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียล เอสเตท จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในกรุงเทพฯ หัวหิน และภูเก็ต เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการ ไม่ว่าจะรายใหญ่หรือรายเล็ก อยากให้รัฐบาลเร่งสร้างบรรยากาศ หรือออกแรงกระตุ้นให้ประชาชนและผู้บริโภคใช้จ่ายและท่องเที่ยวมากขึ้น สะท้อนได้จากจำนวนคนเข้าไปใช้บริการในห้างสรรพสินค้า หรือร้านอาหารทั่วไป ค่อนข้างน้อยมากในวันปกติ หรือแม้วันหยุดบางช่วงก็ตาม อีกทั้งที่ผ่านมาเจอปัจจัยกดดันผู้ประกอบการ อย่างประเด็นค่าเงินบาทแข็ง ซึ่งเงินบาทไทยแข็งค่ากว่าเงินสกุลประเทศอื่นในอาเซียนด้วยกันถึง 7% ทำให้เกิดความลังเลใช้จ่าย หรืออย่างในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะลูกค้าต่างชาติเห็นการลังเลที่จะจอง หรือรับโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อในไทย อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมเห็นด้วยที่รัฐบาลจะเริ่มออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส โครงการกระตุ้นภาคท่องเที่ยว หรือโครงการลดภาระผู้ประกอบการ ซึ่งต้องทำไปพร้อมกับการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณ 2569 ที่มีส่วนสำคัญต่อการเพิ่มเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ

        นายพสุกล่าวว่า อีกประเด็นที่ผู้ประกอบการอยากให้รัฐบาลเร่งแก้ไขคือ การแก้หนี้ครัวเรือนและลดภาระผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอี วันนี้ต้องเร่งกระตุ้นเงินเข้าระบบเศรษฐกิจ ไม่แค่ออกโครงการแจกเงิน แต่สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เข้าถึงแหล่งทุนได้อย่างจริงจัง อยากให้มีการตอกย้ำ “โครงการคุณสู้เราช่วย” ให้กว้างขึ้น มีการปรับปรุงการพิจารณาและวิธีการดึงคนเข้าระบบสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้มากขึ้น การกระตุ้น เศรษฐกิจต้องทำควบคู่กันทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย เมื่อเอสเอ็มอี มีความคล่องเพียงพอและภาระหนี้ลดลงก็จะยังทำการค้าขายต่อเนื่องและเพิ่มขึ้น กลุ่มเหล่านี้จะเป็นห่วงโซ่การหมุนเวียนทางธุรกิจ การฟ้นตัวของเศรษฐกิจก็รวดเร็ว

        “รัฐบาลต้องทำให้ผู้ซื้อและผู้ขายมีความเชื่อมั่นและมั่นใจที่จะใช้จ่าย ไม่ว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้น หากกลุ่มหลักของประเทศยังใช้จ่าย ล้อการหมุนเวียนของเศรษฐกิจก็จะทำงาน นโยบายควิก บิ๊ก วิน หากทำได้เร็วและแรงต่อเนื่อง ผมเชื่อว่าจะช่วยประคองให้เศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้ายปี 2568 ขยายตัวดีกว่าไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวได้เพียง 1.5% และทำให้เศรษฐกิจไทยทั้งปีนี้โตได้เกิน 2%” นายพสุกล่าว

         นายพสุกล่าวว่า อีกประเด็นที่กังวลคือ สถานการณ์ตามชายแดนไทย-กัมพูชา ต้องยอมรับว่ากระทบกับทุกคน ไม่แค่การค้าชายแดน โดยเฉพาะทักษะผู้ใช้แรงงาน ซึ่งแรงงานกัมพูชาก็เด่นในเรื่องการปูกระเบื้อง เป็นต้น อีกประเด็นที่รัฐบาลต้องเร่งคือการหาตลาดใหม่ ซึ่งไม่ได้ทำได้ง่ายในเวลาอันสั้น และเป็นเรื่องที่มีการแข่งขันสูงมากในวันนี้

        นายนพดล นฤตรรกกุล กรรมการผู้จัดการ บริษัท หงเปา อีวี จำกัด เจ้าของและผู้บริหารภัตตาคาร “หงเปา” เปิดเผยว่า ธุรกิจร้านอาหารต้องอาศัยอารมณ์ผู้บริโภคและบรรยากาศที่คึกคักในการกระตุ้นการออกมาบริโภคอาหารนอกบ้าน ซึ่งปี 2568 นี้ยอมรับยอดขายร้านอาหารทั่วไปหายไป 15-20% ดังนั้น เป็นเรื่องดีที่รัฐบาลจะออกโครงการที่จะกระตุ้นใช้จ่าย แม้ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อภัตตาคาร แต่เมื่อคนมีรายได้เพิ่มเติมในการใช้จ่ายประจำวันก็จะใช้เงินที่มีบางส่วนในการเลี้ยงสังสรรค์ในโอกาสพิเศษ หรือวันหยุดยาว ซึ่งร้านอาหารระดับภัตตาคารก็คาดหวังกำลังซื้อจากส่วนนี้
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.reic.or.th/News/RealEstate/470286&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TP5vlsbAvp3eacaS2Y2pq

  • นักวิชาการ ชี้ ‘เงินฝืด’ คุกคามเศรษฐกิจไทย แนะ เติม-กระตุ้น กำลังซื้อรากหญ้า

    นักวิชาการ ชี้ ‘เงินฝืด’ คุกคามเศรษฐกิจไทย แนะ เติม-กระตุ้น กำลังซื้อรากหญ้า

    นักวิชาการ ชี้ ‘เงินฝืด’ คุกคามเศรษฐกิจไทย แนะ เติม-กระตุ้น กำลังซื้อรากหญ้า

    ผศ. ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรม การสื่อสารและการตลาดยั่งยืน สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และหัวหน้าภาควิชาการตลาด คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงความกังวลต่อสถานการณ์ “ภาวะเงินฝืด” ที่มีโอกาสจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 (Q4) ของปีนี้ โดยเตือนว่า หากเกิดภาวะดังกล่าวจริง จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้างถึง 3 ระดับ และทางออกที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการคือการ “อัดฉีดความมั่นใจ” เข้าสู่ระบบอย่างเร่งด่วน

    ภาวะเงินฝืดจะสร้างผลกระทบหลักคือการ ขาดความเชื่อมั่น (Confidence) ในทุกภาคส่วน โดยแบ่งผลกระทบได้ดังนี้

    • ระดับมหภาค ส่งผลกระทบต่อ ภาพลักษณ์ของประเทศ ทำให้ความน่าสนใจในการลงทุนลดลง นักลงทุนต่างชาติอาจชะลอการตัดสินใจ ทำให้การลงทุนใหม่ ๆ ไม่เกิดขึ้น
    • ระดับธุรกิจ ผู้บริหารจะเกิดความไม่มั่นใจ เนื่องจากคาดการณ์ว่า ลูกค้าปลายทางจะลดการใช้จ่าย ทำให้สินค้าและบริการ ขายยากขึ้น ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการของธุรกิจโดยตรง
    • ระดับครัวเรือน ประชาชนจะ ระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น รู้สึกว่า “ใช้ชีวิตได้ยากขึ้น” และพร้อมใจกันเก็บเงินแทนการใช้จ่าย ซึ่งจะยิ่งทำให้เงินในระบบหมุนเวียนช้าลง และเร่งให้เกิดภาวะเงินฝืดลึกขึ้น

    ผศ.ดร.เอกก์ กล่าวว่า ในมุมมองของ นักวิชาการมองว่าความเสี่ยงของ “เงินฝืด” (deflation) ในช่วงไตรมาส 4 ไม่ได้เป็นปัญหาเชิงตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่จะกัดกร่อนความเชื่อมั่น (confidence) ในทุกระดับของเศรษฐกิจ พร้อมเสนอแนะว่า มาตรการของรัฐบาลที่ใช้ในการแก้ไขปัญหาจะต้องทำควบคู่กัน 2 ส่วน เพื่อแก้ปัญหาการขาดความมั่นใจ

    การเติมเงิน เป็นการลดค่าใช้จ่ายพื้นฐาน เพื่อให้ประชาชนมีเงินเหลือในกระเป๋าเพิ่มขึ้น เช่น นโยบายลดค่าไฟหรือค่าแก๊สที่กำลังดำเนินการ แต่มาตรการนี้ ไม่เพียงพอ

    นักวิชาการ ชี้ 'เงินฝืด’ คุกคามเศรษฐกิจไทย แนะ เติม-กระตุ้น กำลังซื้อรากหญ้า

    การกระตุ้น เป็นการกระตุ้นให้เงินที่ถูกเติมเข้าไป ไหลออกจากกระเป๋า ผ่านการใช้จ่าย โครงการอย่าง “คนละครึ่ง” หรือโครงการในลักษณะ Quick Big Win ที่รัฐบาลช่วยอุดหนุนการใช้จ่าย จึงถือเป็นการ ตีโจทย์ได้ดี เพราะกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย

    “ธุรกิจต้องได้ กระตุ้น ไม่ใช่แค่ผู้บริโภค ในมุมของภาคธุรกิจ เน้นว่ารัฐไม่ควรมองแค่การอัดเงินเข้ากระเป๋าประชาชน เช่น ลดค่าไฟ ค่าน้ำ หรือคูปองส่วนลด แต่ต้องมีมาตรการที่กระตุ้นฝั่งธุรกิจให้พร้อมรับการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เช่น สนับสนุนสินเชื่อเพื่อการออโตเมชั่น การให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อปรับระบบดิจิทัล หรือมีโครงการร่วมโปรโมชันกับภาครัฐเพื่อเพิ่มกำลังซื้อของผู้บริโภคและขยายช่องทางจำหน่ายให้เอสเอ็มอีเข้าถึงได้จริง ถ้าเติมเงินแล้วคนเก็บ ไม่ใช้ เงินฝืดก็ยังอยู่ดี”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/business/marketing/640996&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0afsfnnLiqyqHqQV41133I

  • “รศ.ดร.โอฬาร” ชี้ข้อดี “คนละครึ่งพลัส” ไม่ใช่แจกเงินไร้ยุทธศาสตร์ แต่เพิ่มกำลังซื้อกระตุ้นศก.โดยตรง | TOPNEWS

    “รศ.ดร.โอฬาร” ชี้ข้อดี “คนละครึ่งพลัส” ไม่ใช่แจกเงินไร้ยุทธศาสตร์ แต่เพิ่มกำลังซื้อกระตุ้นศก.โดยตรง | TOPNEWS

    รศ.ดร.โอฬาร อธิบายว่า จุดเด่นของโครงการคือแนวคิด “รัฐช่วยครึ่ง ประชาชนจ่ายครึ่ง” ซึ่งทำให้ผู้เข้าร่วมโครงการมีส่วนร่วมในเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ประชาชนจะตระหนักถึงคุณค่าของเงิน ขณะเดียวกันเงินที่รัฐสมทบก็จะหมุนกลับสู่ร้านค้าและผู้ประกอบการรายเล็กในชุมชน

    โดยสิทธิ์ในโครงการแบ่งเป็น 3 กลุ่ม ประชาชนทั่วไปนอกระบบภาษี ได้รับสิทธิ์ 2,000 บาท ผู้อยู่ในระบบภาษี ได้รับสิทธิ์ 2,400 บาท ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกว่า 13 ล้านคน ได้รับเงินเพิ่มอีก 1,700 บาท รวมเป็น 2,000 บาทต่อคน

    เกิด ประโยชน์ต่อประชาชนและผู้ประกอบการ โครงการนี้ช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชนรายได้น้อย สามารถซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ลดภาระค่าใช้จ่าย และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจครัวเรือน ขณะเดียวกันผู้ประกอบการรายย่อยได้รับผลดีจากยอดขายที่เพิ่มขึ้น รายได้หมุนเวียนในพื้นที่สูงขึ้น เกิดการจ้างงาน และลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1349460&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-4c0HPAHGWbDTEtiqzOvP

  • ✨พช. ขานรับ “คนละครึ่ง พลัส” เติมพลังเศรษฐกิจฐานราก-หนุนชุมชนค้าขายมั่งคั่ง ✨

    ✨พช. ขานรับ “คนละครึ่ง พลัส” เติมพลังเศรษฐกิจฐานราก-หนุนชุมชนค้าขายมั่งคั่ง ✨

    ✨พช. ขานรับ “คนละครึ่ง พลัส” เติมพลังเศรษฐกิจฐานราก-หนุนชุมชนค้าขายมั่งคั่ง ✨


    9/10/2568 | 33 | |

    ✨พช. ขานรับ “คนละครึ่ง พลัส” เติมพลังเศรษฐกิจฐานราก-หนุนชุมชนค้าขายมั่งคั่ง ✨

        กรมการพัฒนาชุมชน ขานรับนโยบายรัฐบาล พร้อมขับเคลื่อนโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” เติมพลังเศรษฐกิจฐานราก – หนุนชุมชนค้าขายมั่นคง เพื่อสร้างแรงส่งให้เศรษฐกิจระดับฐานรากหมุนเวียนอย่างเข้มแข็ง และช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนในทุกพื้นที่

        นายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน กำชับ “พัฒนาการจังหวัดทั่วประเทศ” เดินหน้าประชาสัมพันธ์เชิงรุก สร้างการรับรู้ และสนับสนุนผู้ประกอบการชุมชน ร้านค้า OTOP และวิสาหกิจชุมชน เข้าร่วมโครงการอย่างกว้างขวาง โดยมีแนวทางในการส่งเสริมและสนับสนุน ดังนี้
    1. ประชาสัมพันธ์เชิงรุก “รู้สิทธิ เข้าใจ เข้าถึงโครงการ”
    2. หนุนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP “เข้าร่วมง่าย ได้ประโยชน์”
    3. จัดกิจกรรม “OTOP คนละครึ่ง พลัส”
    4. ให้สำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอ/จังหวัด ทั่วประเทศ เป็นทีมพี่เลี้ยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP 
    5. ติดตาม ประเมินผล และรายงานความสำเร็จ

    #กระทรวงมหาดไทย
    #กรมการพัฒนาชุมชน
    #คนละครึ่งพลัส
    #คนละครึ่ง


    รูปภาพ

    ” id=”lightGallery”>


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/273918&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3dZj-VminCOkFMfzD2q1-I