Blog

  • “ซาบีนา” เปิดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ​ ครั้งที่ 30 ชูแนวคิด “Melody of Books” จุดประกายสังคมแห่งการอ่านสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน !!

    “ซาบีนา” เปิดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ​ ครั้งที่ 30 ชูแนวคิด “Melody of Books” จุดประกายสังคมแห่งการอ่านสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน !!

    “ซาบีนา ไทยเศรษฐ์” เปิดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติ​ ครั้งที่ 30 อย่างยิ่งใหญ่ ชูแนวคิด “Melody of Books – อ่านหรือยัง ฟังหรือเปล่า” จุดประกายสังคมแห่งการอ่านสู่พลังการพัฒนาอย่างยั่งยืน

    วันนี้ (9 ตุลาคม 2568) เวลา 14.30 น. ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์​ น.ส.ซาบีนา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิด “งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 30 (Book Expo Thailand 2025)” ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9 – 19 ตุลาคม 2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ภายใต้แนวคิด “Melody of Books – อ่านหรือยัง ฟังหรือเปล่า”

    ภายในพิธีเปิดบรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีการแสดงละครหุ่นโดย “เจ้าขุนทองและผองเพื่อน” แบรนด์สัญลักษณ์ที่อยู่คู่ความทรงจำของผู้อ่านไทยมาช้านาน

    จากนั้น นายณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) กล่าวรายงานว่า งานมหกรรมหนังสือระดับชาติถือเป็นเวทีสำคัญของอุตสาหกรรมหนังสือไทย ที่จัดต่อเนื่องมายาวนานกว่า 30 ปี เพื่อส่งเสริมการอ่าน พัฒนาอุตสาหกรรมหนังสือ และเป็นพื้นที่กลางให้ “นักเขียน–ผู้อ่าน” ได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแรงบันดาลใจร่วมกัน ปีนี้งานจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ มี สำนักพิมพ์กว่า 400 แห่ง หนังสือใหม่กว่า 2 ล้านเล่ม ครอบคลุมทุกหมวดหมู่ ตั้งแต่วรรณกรรม นิยาย การศึกษา เด็กและเยาวชน ไปจนถึงหนังสือแนวสร้างแรงบันดาลใจ พร้อมนิทรรศการและกิจกรรมเสริม เช่น การประกวดหนังสือสร้างสรรค์แห่งปี, นิทรรศการ “หรือทิวทัศน์” และ พื้นที่เปิดให้นักเขียนอิสระแบ่งปันผลงาน ตลอดจนโซนหนังสือสำหรับผู้พิการ เพื่อสร้างโอกาสการเข้าถึงความรู้ของทุกกลุ่มคน

    ด้าน​ น.ส.ซาบีนา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม​ กล่าวในพิธีเปิดว่า รู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นประธานเปิดงานในปีนี้ ซึ่งจัดภายใต้ธีม “Melody of Books – อ่านหรือยัง ฟังหรือเปล่า” สะท้อนแนวคิดการอ่านในยุคดิจิทัล ที่ขยายขอบเขตจากหนังสือสู่รูปแบบใหม่ ๆ เช่น Podcast, Audiobook และ eBook พร้อมกล่าวว่า “การอ่านเป็นรากฐานของความคิด และความคิดคือรากฐานของการสร้างสรรค์ ส่วนการสร้างสรรค์คือต้นทุนของการพัฒนาอย่างยั่งยืน” พร้อมย้ำว่า การสร้างสังคมแห่งการอ่านเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะเป็นการสร้างทุนทางปัญญาให้ประชาชน

    รมว.วัฒนธรรม​ ยังเล่าประสบการณ์ส่วนตัวว่า ได้รับการปลูกฝังให้รักการอ่านตั้งแต่เด็ก หนังสือเล่มแรกที่อ่านคือ “พระราชกรณียกิจของในหลวงรัชกาลที่ 9” และต่อมาคือ “ลูกแม่ถ้วน​ ชวนหลีกภัย” เรื่องราวของแม่ค้าขายปลาผู้เลี้ยงลูกจนเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งปลุกแรงบันดาลใจให้เห็นคุณค่าของการเรียนรู้ผ่านหนังสือ​ พร้อม กล่าวอีกว่า ปีที่ผ่านมา มีผู้เข้าชมงานกว่า 1.4 ล้านคน มีเม็ดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจ กว่า 400 ล้านบาท ถือเป็นงานที่มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเชิงวัฒนธรรมของประเทศ​และคาดว่าปีนี้จะมีจำนวนเพิ่มขึ้น พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่าการอ่านไม่เพียงสร้างความรู้ แต่ยังสร้างแรงบันดาลใจ และทำให้ปัญญาเติบโต จึงอยากเชิญชวนให้ประชาชนทุกคนมาร่วมเปิดหนังสือและเปิดใจไปกับเสียงแห่งตัวอักษรในงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งนี้”

    ทั้งนี้จากการสำรวจ ความพึงพอใจของนักอ่านที่เข้าร่วมงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 53 และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ครั้งที่ 23 ในปี 2568 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 4,314 ตัวอย่าง พบว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่มีอายุ 15-18 ปี นิยมอ่านหนังสือแบบเล่ม แบบเสียค่าใช้จ่ายสูงถึง 86% ถัดมาเป็นกลุ่มที่มีอายุ 23-28 ปี สัดส่วน 84% อายุ 12-14 ปี สัดส่วน 83% และกลุ่มอายุ 19-22 ปี และ 29-35 ปี สัดส่วน 82% เท่ากัน ขณะเดียวกันจะเห็นว่าการผ่านหนังสือแบบรายตอนผ่านแอพพลิเคชั่น/เว็บไซต์ เริ่มมีกลุ่มเด็กลง คืออายุระหว่าง 12-28 ปีมากขึ้น บ่งชี้ให้เห็นว่า เด็กและเยาวชน ให้ความสนใจเลือกซื้อหนังสือและอ่านหนังสือมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    ขณะที่การสำรวจพฤติกรรมการอ่านและการซื้อหนังสือของคนไทย ในปี 2567 พบว่า คนไทยมีการอ่านหนังสือเฉลี่ย 50.77 นาที/วัน โดยเป็นการอ่านในรูปแบบกระดาษ 51.37 นาที/วัน และการอ่านทุกอย่างบนแพลตฟอร์มออนไลน์ 152.10 นาที/วัน โดยรูปแบบหนังสือที่คนไทยนิยมอ่าน ได้แก่ อิเล็กทรอนิกส์ 56.13% หนังสือกระดาษ 26.16% และ หนังสือเสียง 15.76%

    สำหรับภาพรวมอุตสาหกรรมหนังสือไทยในปี 2568 มีมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาท เติบโตเฉลี่ย 3.5% ต่อปี โดยปัจจัยที่ส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ ได้แก่ 1.ปัจจัยทางการเมือง จากนโยบายซอฟต์พาวเวอร์ ที่หนังสือเป็น 1 ใน 11 อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 2. ปัจจัยด้านกฎหมาย/กฎระเบียบ 3.ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ที่ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้ากระดาษจากต่างประเทศ 4.ปัจจัยด้านสังคม จากวัฒนธรรมการอ่าน ค่านิยมการเรียนรู้ 5. ปัจจัยทางเศรษฐกิจ เป็นต้น

    https://vt.tiktok.com/ZSUMhvVf2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/247934&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gxgj3EnY9aZTpJ8QMP42s

  • องค์อัครศาสนูปถัมภก ศูนย์รวมใจพสกนิกรทุกศาสนา

    องค์อัครศาสนูปถัมภก ศูนย์รวมใจพสกนิกรทุกศาสนา

    องค์อัครศาสนูปถัมภก ศูนย์รวมใจพสกนิกรทุกศาสนา


    9/10/2568 | 87 |

    พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงตระหนักถึงความสำคัญของการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข และทรงมีพระราชประสงค์ให้ศาสนาเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนทุกหมู่เหล่า ด้วยทรงตระหนักดีว่าจุดมุ่งหมายของแต่ละศาสนาล้วนแล้วแต่ปรารถนาให้ศาสนิกชนดำรงตนเป็นคนดีมีจริยธรรม ด้วยพระวิสัยทัศน์นี้ พระองค์จึงทรงดำรงพระองค์ในฐานะ “องค์อัครศาสนูปถัมภก” เพื่อทำนุบำรุงศาสนาทุกศาสนาในประเทศอย่างเสมอภาค

    สำหรับพระพุทธศาสนา พระองค์ทรงแสดงพระองค์เป็นพุทธมามกะและเสด็จออกผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสนาราม เป็นเวลา ๑๕ วัน สะท้อนถึงพระราชศรัทธาอันแน่วแน่ รวมทั้งพระราชกรณียกิจหลากหลายตลอดรัชกาล อาทิ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ก่อตั้งโครงการทุนเล่าเรียนหลวงสำหรับพระสงฆ์ไทย ให้มีโอกาสศึกษาพุทธศาสนาอย่างถูกต้องและสามารถนำไปเผยแผ่ต่อไป และพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อการบูรณปฏิสังขรณ์วัด ส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรม การสร้างพระพุทธรูปสำคัญหลายองค์ การชำระและจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับสมบูรณ์และฉบับคอมพิวเตอร์

    ศาสนาอิสลาม พระองค์เสด็จฯ เยี่ยมเยียนพี่น้องมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้หลายครั้ง โดยทรงสนับสนุนการศึกษาศาสนาอิสลาม พระราชทานทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยมุสลิม มีพระราชดำริให้แปลพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานเป็นภาษาไทย ตลอดจนเสด็จฯ ไปร่วมงานเมาลิดกลางเป็นประจำ และทรงสนับสนุนการสร้างมัสยิดหลายแห่ง

    ศาสนาคริสต์ ทรงอุปถัมภ์กิจการต่าง ๆ เสด็จฯ เยือนนครรัฐวาติกัน การต้อนรับสมเด็จพระสันตปาปา และเสด็จฯ ไปในงานพิธีสำคัญของคริสต์ศาสนิกชน

    ศาสนาซิกข์และพราหมณ์ – ฮินดู ทรงเป็นองค์ประธานในงานฉลองครบรอบ ๕๐๐ ปี แห่งศาสนาซิกข์ ทรงให้การอุปถัมภ์สำนักพราหมณ์ และทรงธำรงไว้ซึ่งพระราชพิธีตามโบราณราชประเพณี อันมีพิธีพราหมณ์ประกอบด้วย

    ด้วยพระราชปณิธานในการสร้างความสามัคคี พระองค์จึงทรงเป็นศูนย์รวมใจของพสกนิกรทุกหมู่เหล่า ไม่เพียงทรงเป็นผู้นำด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แต่ยังทรงเป็นผู้นำด้านจิตใจที่ปลูกฝังความเข้าใจในความแตกต่าง พระมหากรุณาธิคุณนี้ทำให้ประชาชนไทยทุกเชื้อชาติศาสนารู้สึกมั่นคงและภาคภูมิใจในร่มพระบารมี นำพาประเทศไทยสู่ความสันติสุขและความเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/430515&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zi4PmGBKhCGr4B3U0VgCN

  • เปิดฤดูกาลวังน้ำเขียว ชมวิวพาโนรามา “ผารักษ์สลัดได”

    เปิดฤดูกาลวังน้ำเขียว ชมวิวพาโนรามา “ผารักษ์สลัดได”

    เที่ยวสามผา นอนกางเต็นท์ ดูดาว ชมทะเลหมอก ฤดูกาลท่องเที่ยววังน้ำเขียวกำลังจะเริ่ม ห้ามพลาดเช็กอินผารักษ์สลัดไดและผาเก็บตะวัน

    ปลายฝนต้นหนาวคือฤดูกาลที่วังน้ำเขียวโรแมนติกที่สุด ผารักษ์สลัดได บ้านพุทธชาติ ต.ไทยสามัคคี กำลังกลับมาคึกคักอีกครั้งกับ ทะเลหมอกยามเช้า จุดนี้อยู่สูงราว 530 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล พร้อมกับมอบวิวพาโนรามา 180 องศาให้เห็นทั้งผืนป่ากว้าง เมืองหมอกบาง และเส้นขอบฟ้าที่ค่อยๆ เปลี่ยนสีตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นไปจนถึงยามอาทิตย์ลับขอบเขาในตอนเย็น เรียกว่ามาเช้าก็ฟิน มาเย็นก็เพลิน

    เปิดฤดูกาลวังน้ำเขียว
    เปิดฤดูกาลวังน้ำเขียว
    วิวสวยระดับ 180 องศา
    วิวสวยระดับ 180 องศา
    ฤดูกาลท่องเที่ยววังน้ำเขียวกำลังจะเริ่ม
    ฤดูกาลท่องเที่ยววังน้ำเขียวกำลังจะเริ่ม

    รอบๆ จุดชมวิวรายล้อมด้วยต้นสลัดได พืชท้องถิ่นหาชมยาก ซึ่งกลายเป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ ช่วงนี้จึงเห็นนักท่องเที่ยวแวะเช็กอินกันตั้งแต่ตีห้ากว่าๆ เพื่อจับจองมุมโปรด สูดอากาศเย็นๆ แล้วนั่งมองหมอกค่อยๆ คลี่ตัวเหนือภูเขา เป็นความเรียบง่ายที่ชวนหลงรักแบบไม่ต้องปรุงแต่ง

    ทางด้านสมาคมการท่องเที่ยวอำเภอวังน้ำเขียวร่วมกับชุมชนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ ภายใต้สโลแกน “เที่ยวสามผา นอนกางเต็นท์ ดูดาว ชมทะเลหมอก” ชวนปักหมุดเส้นทางครบรสทั้งผารักษ์สลัดได และผาเก็บตะวัน แห่งอุทยานแห่งชาติทับลาน 

    “เที่ยวสามผา นอนกางเต็นท์ ดูดาว ชมทะเลหมอก” สโลแกนเที่ยววังน้ำเขียวปีนี้
    “เที่ยวสามผา นอนกางเต็นท์ ดูดาว ชมทะเลหมอก” สโลแกนเที่ยววังน้ำเขียวปีนี้

    ใครคิดถึงทริปธรรมชาติสบายๆ ใกล้กรุงเทพฯ กำหนดการเปิดซีซันกำลังจะมาถึงในเร็วๆ นี้ เตรียมกล้องให้พร้อม แล้วไปนั่งดูหมอกด้วยกันที่วังน้ำเขียว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2888136&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10bAU9f7rUOTUBqu2bvyul

  • ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดบวก 126.34 จุด หุ้นไอทีหนุนตลาด

    ภาวะตลาดหุ้นอินเดีย: ดัชนี Sensex เปิดบวก 126.34 จุด หุ้นไอทีหนุนตลาด

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (09 ต.ค. 68)

    ดัชนี Sensex ตลาดหุ้นอินเดียเปิดบวกเล็กน้อยในวันนี้ (9 ต.ค.) โดยได้รับปัจจัยหนุนจากความคาดหวังว่าจะมีแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาอีกครั้ง ประกอบกับราคาหุ้นกลุ่มไอทีที่ปรับตัวสูงขึ้นก่อนการเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาส

    ดัชนี Sensex เปิดตลาดที่ระดับ 81,900.00 จุด เพิ่มขึ้น 126.34 จุด หรือ +0.15%

    ทั้งนี้ นักลงทุนสถาบันต่างชาติได้ยุติการขายสุทธิที่ดำเนินมาติดต่อกัน 10 วันทำการในช่วงต้นสัปดาห์ และพลิกกลับมาเป็นผู้ซื้อสุทธิในวันพุธและพฤหัสบดี (8-9 ต.ค.)

    หุ้น 12 ใน 16 กลุ่มอุตสาหกรรมหลักปรับตัวขึ้น นำโดยกลุ่มไอทีที่บวกขึ้น 0.2%

    ด้านหุ้นรายตัว ราคาหุ้น Tata Consultancy Services ซึ่งเป็นบริษัทไอทีขนาดใหญ่ที่สุดของอินเดีย ปรับตัวขึ้น 0.2% ก่อนการเปิดเผยผลประกอบการรายไตรมาส

    โดย พสิษฐ์ อุ่นเมตตาจิต/รัตนา พงศ์ทวิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-ir980iq8ik9j86rm0tjp7zktjw9if2ne&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27_2DZ2XniG5gLBkJnWfxs

  • สนค.เผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ย.ขยับขึ้นเล็กน้อย หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นศก.

    สนค.เผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ย.ขยับขึ้นเล็กน้อย หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นศก.

    สนค.เผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ย.ขยับขึ้นเล็กน้อย หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นศก.

    09 ตุลาคม 2568, 13:34น.

              นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,793 ราย พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ระดับ 49.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความคาดหวังต่อมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในอนาคต ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนแนวโน้มความเชื่อมั่นโดยรวมของประชาชน ขณะที่ภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันยังเป็นแรงกดดันสำคัญที่ส่งผลต่อความกังวลของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

              ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม ซึ่งประกอบด้วย ความเชื่อมั่นในปัจจุบันและความเชื่อมั่นในอนาคต พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกันยายน 2568 ยังอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นที่ระดับ 49.4 แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 47.9 ในเดือนก่อนหน้า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 39.6 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 39.2 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นคาดว่ามาจากความกังวลต่อภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายของประชาชนและภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยวชะลอตัวส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจบริการ

              สินค้าเกษตรไทยยังเผชิญกับการแข่งขันสูงในตลาดโลก และสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนที่ยืดเยื้อระหว่างไทย-กัมพูชาขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 56.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 53.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตอยู่ในระดับเชื่อมั่น คาดว่ามาจากประชาชนมีทัศนคติเชิงบวกต่อการปรับเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐโดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งที่จะเริ่มลงทะเบียนได้ในเดือนตุลาคมนี้ และภาคการท่องเที่ยวขยายตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวไทยที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศและสนับสนุนธุรกิจ ภาคการค้าและบริการ ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

              อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อาทิ ภัยธรรมชาติในหลายพื้นที่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทย ซึ่งอาจจะเป็นแรงกดดันที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะต่อไป

              ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 47.90 รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 12.84 การเมือง ร้อยละ 9.93 สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 9.15 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 8.16 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 6.51 ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 2.16 อื่น ๆ ร้อยละ 1.97 และภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 1.38 ตามลำดับ

              ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 1 ภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 51.9 ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 49.9 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 48.8 และ ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 46.9 ซึ่งแม้อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ยกเว้นดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคใต้ลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 48.7

              แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายนจะยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่นหรือต่ำกว่าระดับ 50 จากความกังวลต่อสถานการณ์ค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง แต่ดัชนีฯ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสะท้อนถึงความเชื่อมั่น ต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา ประกอบกับความคาดหวังของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในอนาคต รวมถึงการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลสำคัญยังคงเป็นแรงผลักดันต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้น

     

     #ความเชื่อมั่นผู้บริโภคกันยายน

    #สนค

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155366&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qF73zBWaWsspWCaTIRRJx

  • กนง. แจง “พร้อมลดดอกเบี้ย” หากเศรษฐกิจแย่กว่าคาด!  ห่วงเครดิต Outlook ส่อเป็นลบ

    กนง. แจง “พร้อมลดดอกเบี้ย” หากเศรษฐกิจแย่กว่าคาด! ห่วงเครดิต Outlook ส่อเป็นลบ

    นายสักกะภพ พันธ์ยานุกูล เลขานุการ คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยภายหลังแถลงผลการประชุม เสร็จสิ้นว่า จากผลการประชุมที่ออกมาว่า กนง. ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ด้วยคะแนนเสียง 5:2 นั้นอย่างไรก็ตามต้องขอชี้แจงว่า แม้ที่ประชุมจะ มีมติให้คงอัตราดอกเบี้ย แต่ กนง. ก็พร้อมปรับลดดอกเบี้ยลง หากตัวเลขเศรษฐกิจในระยะต่อไปมีการเปลี่ยนแปลง จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้อย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งการปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ผ่านมาได้รองรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นไว้แล้ว

    โดยในที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)  มีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทย หรือ GDP ของปีนี้ลงอยู่ที่ 2.2% และปีหน้าอยู่ที่ 1.6% จากเดิมที่ 2.3% และ 1.7% โดยการคาดการณ์ดังกล่าว ได้รวมผลของโครงการคนละครึ่งพลัส และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นของรัฐบาลชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว โดย กนง. ยังคาดด้วยว่า GDP ในไตรมาส 3 และ 4 ของปีนี้ จะโตต่ำกว่า 2% 

    ที่มีปัจจัยมาจากการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรม หรือ MPI ที่เริ่มชะลอลงจากผลกระทบของมาตรการภาษีสหรัฐ และโรงงานปิดซ่อมบำรุงเป็นระยะเวลานานและจำนวนมากกว่าที่คาด ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมภาคการผลิต โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ ที่จะปิดซ่อมบํารุงไปจนถึงช่วงปลายปี ส่วนโรงกลั่นจะปิดประมาณ 2 เดือน  แต่ทั้งนี้มาตรการภาษีของสหรัฐส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกน้อยกว่าที่คาด โดย กนง. คาดว่าการส่งออกปีนี้จะขยายตัว 10% จากเดิมที่คาดไว้ว่าจะขยายตัวเพียง 4% 

    นอกจากนี้ นายสักกะภพ มองว่า ประเทศไทยยังไม่มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่สภาวะเงินฝืด  แม้ว่าการคาดการณ์เงินเฟ้อในปีจะอยู่ที่ 0.0% ก็ตาม เนื่องจากราคาสินค้าไม่ได้ลดลงเป็นวงกว้าง แต่เงินเฟ้อที่ลดลงมาจากการลดลงของราคาพลังงานและราคาอาหารสดที่มีผลผลิตออกมาค่อนข้างมากเท่านั้น 

    ขณะที่ค่าเงินบาท ยอมรับว่า แข็งค่าขึ้นมากในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบกับผู้ส่งออกโดยเฉพาะ SME ในกลุ่มเกษตรและเกษตรแปรรูป โดยตั้งแต่ต้นปีจนถึง 30 กันยายน ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐพบว่าแข็งค่าขึ้นแล้ว 5.2% อย่างไรก็ตามธนาคารแห่งประเทศไทยจะเข้าไปดูแลการเคลื่อนไหวของเงินบาทถ้าหากพบว่ามีความผันผวนหรือเคลื่อนไหวเร็วกว่าพื้นฐานที่ควรจะเป็น

    นายสักกะภพ ได้แนะนำให้ผู้ส่งออกซื้อป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยน ให้มากยิ่งขึ้นด้วย เนื่องจาก ผู้ส่งออกโดยเฉพาะ SME ไม่มีการทำป้องกันความเสี่ยงของอัตราแลกเปลี่ยนถึง 81% ซึ่งถ้าหากว่ามีการป้องกันความเสี่ยงก็จะช่วยลดผลกระทบความผันผวนที่เกิดขึ้นจากค่าเงินบาท

    ส่วนเรื่องการดูแลซื้อขายทองคำที่ก่อนหน้านี้ธนาคารแห่งประเทศไทยได้มีการหารือกับผู้ประกอบการ ขณะนี้ยังคง อยู่ระหว่างการหารือและยังไม่ได้มีมาตรการใดออกมา 

    สำหรับกรณีที่ประเทศไทยถูกบริษัทจัดอันดับเครดิตปรับ มุมมองของประเทศ หรือ Outlook เป็นลบ นายสักกะภพ ระบุว่า เป็นเรื่องที่ กนง. ให้ความสำคัญและได้ส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้าแล้ว เนื่องจากว่าหากประเทศไทยถูกปรับลดอันดับเครดิตลง จะส่งผลต่อการลงทุนของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการออกหุ้นกู้ของภาคธุรกิจ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ กนง. หารือกันมาสักพักแล้ว และให้ความสำคัญอย่างมาก ซึ่งเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องรักษาวินัยทางการคลังและรักษาเสถียรภาพทางการคลัง ให้อยู่ในระดับที่เกิดความมั่นใจต่อต่างชาติ โดยตนเองเชื่อว่าที่รัฐบาลรับรู้ปัญหาดังกล่าวแล้ว และจะสามารถแก้ไขปัญหาได้ในระยะต่อไป อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวเป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

    นอกจากนี้ นายสักกะภพ กล่าวว่า กนง. สนับสนุนให้ธนาคารแห่งประเทศไทยออกมาตรการทางการเงินเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง SME และภาคครัวเรือนที่มีรายได้น้อย โดยแนะนำให้ทำเป็นมาตรการเฉพาะจุด ซึ่งคาดว่าเร็วๆนี้จะมีมาตรการออกมาชัดเจน เช่น การจัดตั้ง AMC เพื่อซื้อหนี้เสียของกลุ่มผู้มีรายได้น้อยออกมาบริหารจากสถาบันการเงินและการสนับสนุนสินเชื่อให้กับภาค SME เพิ่มเติม 

    ขณะที่สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ในปีนี้ยังคงหดตัวแต่อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงเดิม ขณะที่หนี้เสียในภาพรวมค่อนข้างทรงตัวยกเว้นหนี้เสียของกลุ่ม SME ที่ปรับตัวลดลง นายสักกะภพ กล่าวทิ้งท้าย

    ธนาคารแห่งประเทศไทย
    ผลการประชุมที่ออกมาว่า กนง. ได้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.50% ด้วยคะแนนเสียง 5:2

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/monetary/258846&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3zaUKKBEXjHUUpbCKN_MS2

  • ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมชาวต่างชาติ ตระเวนหลอกแลกเงินหลายท้องที่ ความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท

    ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมชาวต่างชาติ ตระเวนหลอกแลกเงินหลายท้องที่ ความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท

    ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมชาวต่างชาติ ตระเวนหลอกแลกเงินหลายท้องที่ ความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท

    (9 ต.ค.68) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.ท.ศักย์ศิรา เผือกอ่ำ ผบช.ทท. พร้อมด้วยพล.ต.ต.พงษ์สยาม มีขันทอง รอง ผบช.ทท., พล.ต.ต.กฤษณ์ วาฤทธิ์ รอง ผบช.ทท.,พล.ต.ต.ม.ล.สันธิกร วรวรรณ  รอง ผบช.ทท.,พล.ต.ต.ดนุ กล่ำสุ่ม ผบก.ทท.1 , พ.ต.อ.มนพร  ลิขิตมานนท์  ผกก.3 บก.ทท.1  แถลงผลการปฏิบัติงาน ” ตำรวจท่องเที่ยว กก.3 บก.ทท.1  “ตำรวจท่องเที่ยวจับกุมชาวต่างชาติหลอกแลกเงินหลายท้องที่ความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท” หลังตะเวนก่อเหตุในหลายพื้นที่

    สืบเนื่องเมื่อวันที่ ตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี สน.ดอนเมือง วันที่ 6 ต.ค.68 เวลา 14.56 น. มีเจ้าหน้าที่ธนาคารประจำเคาน์เตอร์แลกเงินตราต่างประเทศ ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง  แจ้งว่าเมื่อวันที่ 5 ต.ค.68 เวลาประมาณ 19.40 น. มีชายอ้างว่าเป็นชาวต่างชาติแสดงภาพถ่ายหนังสือเดินทางผ่านทางโทรศัพท์มือถือใช้ชื่อหนึ่ง มาขอแลกเงินสกุลดอลล่า จำนวน 8,389 ดอลล่า คิดเป็นเงินบาทไทย จำนวน 244,958 บาท เมื่อเจ้าหน้าที่ธนาคารนับเงินดอลล่าเสร็จ และเตรียมเงินบาทให้ชายคนดังกล่าว ขณะนั้นชายคนดังกล่าวได้ขอเงินดอลล่ากลับคืนไปนับอีกครั้ง พร้อมทั้งชวนคุย แต่ไม่ได้คืนเงินดอลล่าให้เจ้าหน้าที่ธนาคาร โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารเข้าใจว่าได้รับเงินดอลล่ามาครบแล้ว ซึ่งชายคนดังกล่าวได้รับเงินบาทไทยไป จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ธนาคารรู้ตัวจึงได้รีบเดินออกไปตามแต่ไม่พบชายคนดังกล่าว จึงมาแจ้งตำรวจท่องเที่ยว กก.3 บก.ทท.1 และร้องทุกข์ต่อ พงส.สนดอนเมือง เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.3 บก.ทท.1 ได้ทำการสืบสวนหาข้อมูลจนทราบตัวผู้กระทำผิด เป็นผู้ชายต่างชาติ อายุ 43 ปี จึงได้รวบรวมพยานหลักฐานให้พนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง ต่อมาศาลอาญาได้อนุมัติหมายจับ ที่ 5904/2568 ลงวันที่ 8 ตุลาคม  2568 ข้อหา “ร่วมกันลักทรัพย์ในท่าอากาศยานในเวลากลางคืน”

    จากการตรวจสอบรูปพรรณของผู้ต้องสงสัยและพฤติการณ์ก่อเหตุพบว่า เคยมีลักษณะการก่อเหตุคล้าย กันกับร้านรับแลกเงิน ดังนี้

    1.เมื่อวันที่ 29 ก.ย.68 ก่อเหตุพื้นที่ สภ.ปากเกร็ด ความเสียหายประมาณ 251,018 บาท
    2.เมื่อวันที่ 1 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สน.ชนะสงคราม ความสียหายประมาณ  185,600 บาท 
    3.เมื่อวันที่ 1 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สน.ลุมพีนี ความสียหายประมาณ  107,330 บาท 
    4.เมื่อวันที่ 2 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สภ.พระนครศรีอยุทธยา ความสียหายประมาณ  201,330 บาท 
    5.เมื่อวันที่ 5 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สน.ดอนเมือง ความสียหายประมาณ  244,958 บาท 
    6.เมื่อวันที่ 7 ต.ค.68 ก่อเหตุพื้นที่ สภ.เมืองกาญจนบุรี ความเสียหายประมาณ 195,688 บาท

    ต่อมาเจ้าพนักงานตำรวจชุดจับกุมได้สืบสวนหาข่าว ทราบว่า ชายคนดังกล่าว ใช้หนังสือเดินทาง ผู้ต้องหาตามหมายจับ พักอาศัยที่โรงแรมแถวพระราม 9 กรุงเทพฯ และเช่ารถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า สีดำ ขับตระเวนก่อเหตุ ชุดสืบสวนจับกุม ได้ร่วมกันไปเฝ้าสังเกตการณ์ในพื้นที่ต่อมาพบชาวต่างชาติซึ่งมีรูปพรรณตรงตามหมายจับ ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่น Cross สีดำ ออกจากโรงแรมที่พัก จึงได้ติดตามรถคันด้งกล่าว จนกระทั่งไปถึง อ.หัวหิน จังหวัดประจวงคีรีขันธ์ พบรถยนต์คันดังกล่าวจอดอยู่ริมถนน ต่อมาพบเห็นตัว จึงได้แสดงตัวขอทำการตรวจสอบ ชายคนดังกล่าว และเป็นบุคคลตามหมายจับนี้จริง  จึงได้แจ้งให้ผู้ถูกจับกุมทราบว่า จะต้องถูกจับพร้อมทั้งแจ้งข้อกล่าวหาและแจ้งสิทธิให้ผู้ถูกจับทราบ ทำการจับกุมนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สน.ดอนเมือง เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/58812&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0JJCcwXcvumcHi7US48i5k

  • สนค.เผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ย.ขยับขึ้นเล็กน้อย หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นศก.

    สนค.เผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ย.ขยับขึ้นเล็กน้อย หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นศก.

    สนค.เผยความเชื่อมั่นผู้บริโภคก.ย.ขยับขึ้นเล็กน้อย หลังรัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นศก.

    09 ตุลาคม 2568, 13:34น.

              นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน จำนวน 5,793 ราย พบว่าดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ระดับ 49.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของประชาชนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากความคาดหวังต่อมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในอนาคต ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยหนุนแนวโน้มความเชื่อมั่นโดยรวมของประชาชน ขณะที่ภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันยังเป็นแรงกดดันสำคัญที่ส่งผลต่อความกังวลของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

              ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม ซึ่งประกอบด้วย ความเชื่อมั่นในปัจจุบันและความเชื่อมั่นในอนาคต พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนกันยายน 2568 ยังอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นที่ระดับ 49.4 แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 47.9 ในเดือนก่อนหน้า สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบัน อยู่ที่ระดับ 39.6 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 39.2 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่นคาดว่ามาจากความกังวลต่อภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายของประชาชนและภาคธุรกิจ ภาคการท่องเที่ยวชะลอตัวส่งผลต่อรายได้ของธุรกิจบริการ

              สินค้าเกษตรไทยยังเผชิญกับการแข่งขันสูงในตลาดโลก และสถานการณ์ความตึงเครียดชายแดนที่ยืดเยื้อระหว่างไทย-กัมพูชาขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) อยู่ที่ระดับ 56.0 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 53.7 ในเดือนก่อนหน้า โดยปัจจัยที่ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตอยู่ในระดับเชื่อมั่น คาดว่ามาจากประชาชนมีทัศนคติเชิงบวกต่อการปรับเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐโดยเฉพาะโครงการคนละครึ่งที่จะเริ่มลงทะเบียนได้ในเดือนตุลาคมนี้ และภาคการท่องเที่ยวขยายตัวจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติและชาวไทยที่เพิ่มขึ้นในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยวปลายปี จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศและสนับสนุนธุรกิจ ภาคการค้าและบริการ ซึ่งส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

              อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นที่ต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด อาทิ ภัยธรรมชาติในหลายพื้นที่ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศและการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกที่อาจส่งผลต่อภาคการผลิตและการส่งออกของไทย ซึ่งอาจจะเป็นแรงกดดันที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระยะต่อไป

              ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภค พบว่า ด้านเศรษฐกิจไทยส่งผลต่อความเชื่อมั่นผู้บริโภคมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 47.90 รองลงมา คือ มาตรการของภาครัฐ ร้อยละ 12.84 การเมือง ร้อยละ 9.93 สังคม/ความมั่นคง ร้อยละ 9.15 เศรษฐกิจโลก ร้อยละ 8.16 ราคาสินค้าเกษตร ร้อยละ 6.51 ผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิง ร้อยละ 2.16 อื่น ๆ ร้อยละ 1.97 และภัยพิบัติ/โรคระบาด ร้อยละ 1.38 ตามลำดับ

              ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคจำแนกรายภูมิภาค จำนวน 5 ภูมิภาค พบว่า ดัชนีอยู่ในช่วงเชื่อมั่น 1 ภาค ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 51.9 ในขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 49.9 ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 48.8 และ ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 46.9 ซึ่งแม้อยู่ในระดับต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่น แต่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้า ยกเว้นดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของภาคใต้ลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ระดับ 48.7

              แม้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายนจะยังอยู่ในช่วงไม่เชื่อมั่นหรือต่ำกว่าระดับ 50 จากความกังวลต่อสถานการณ์ค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง แต่ดัชนีฯ ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นสะท้อนถึงความเชื่อมั่น ต่อสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่เพิ่มมากขึ้นในช่วงเดือนที่ผ่านมา ประกอบกับความคาดหวังของประชาชนต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐในอนาคต รวมถึงการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวและเทศกาลสำคัญยังคงเป็นแรงผลักดันต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่เพิ่มมากขึ้น

     

     #ความเชื่อมั่นผู้บริโภคกันยายน

    #สนค

    ข่าวทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.js100.com/en/site/news/view/155366&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qF73zBWaWsspWCaTIRRJx

  • แม่ฮ่องสอน เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย หมู่บ้านท่องเที่ยวที่สวยอันดับที่ 34 ของโลก

    แม่ฮ่องสอน เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย หมู่บ้านท่องเที่ยวที่สวยอันดับที่ 34 ของโลก

    ภูมิภาค

    แม่ฮ่องสอน เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย หมู่บ้านท่องเที่ยวที่สวยอันดับที่ 34 ของโลก

    วันพฤหัสบดี ที่ 09 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ณ หมู่บ้านรักไทย ตำบลหมอกจำแป่ อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมขบวนแห่เฉลิมฉลอง และเป็นประธานในพิธีเปิดฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย โดยมี นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน  ว่าที่พันตรียุทธนา  เจ้าดูรี  นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน หัวหน้าส่วนราชการ นายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน ประชาชนในพื้นที่รวมถึงนักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรม โดยมี นางสาวอาหริ่ง แซ่หว่าง ผู้ใหญ่บ้านรักไทย ให้การต้อนรับ มี นายกฤตภาส ศรีกฤตภาสกูล นายกสมาคมการท่องเที่ยวโรงแรม ร้านอาหารบ้านรักไทย กล่าวรายงานวัตถุประสงค์และความสำคัญของกิจกรรม

    เนื่องด้วยช่วงเดือน ตุลาคม ถึงเดือน กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นช่วงการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน “บ้านรักไทย” เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นคนไทย และชาวต่างชาติ ทั้งนี้บ้านรักไทยจึงได้เตรียมความพร้อมในด้านที่พัก อาหารจีนยูนนาน กิจกรรมการล่องเรือชมบรรยากาศ และวิถีชีวิตของหมู่บ้านรักไทย อีกทั้งเป็นการเฉลิมฉลองที่บ้านรักไทยติดอันดับหมู่บ้านที่สวยอันดับที่ 34 ของโลกในเว็บไซต์ชื่อดังระดับโลกอย่าง Forbes ได้จัดอันดับ 50 หมู่บ้านที่สวยที่สุดในโลก ล่าสุดและมีชื่อของ “บ้านรักไทย” อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ของประเทศไทย ติดอยู่ที่อันดับ 34 ของโลก และเป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทยที่ติดอันดับ ซึ่งถือได้ว่าบ้านรักไทยเป็นหมู่บ้านที่สวย อันดับหนึ่งของประเทศไทย

    อย่างไรก็ตาม การติดอันดับครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติ วัฒนธรรม และความงดงามของวิถีชีวิตท้องถิ่น โดยเฉพาะบ้านรักไทยที่มีบรรยากาศเงียบสงบเหมาะแก่การพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ และเพื่อการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย และร่วมกันเฉลิมฉลองที่บ้านรักไทยติดอันดับหมู่บ้านที่สวยอันดับที่ 34 ของโลก จึงได้กำหนดเปิดเทศกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทยในครั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในหมู่บ้านและส่งผลทำให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพิ่มขึ้น เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และส่งเสริมภาพลักษณ์ในด้านการท่องเที่ยว และเพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ในเรื่องการแก้ไขปัญหาเพจปลอมหรือมิจฉาชีพที่แอบอ้างทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวงอีกด้วย.
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/449825&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iL-yZpA_sDPbVdom5W1x5

  • ททท. จุดแสงแห่งศรัทธา ฉลอง “ดีวาลี 2568” ยิ่งใหญ่ที่สุดนอกอินเดีย ที่คลองโอ่งอ่าง-พาหุรัด

    ททท. จุดแสงแห่งศรัทธา ฉลอง “ดีวาลี 2568” ยิ่งใหญ่ที่สุดนอกอินเดีย ที่คลองโอ่งอ่าง-พาหุรัด

    เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเทศกาลแห่งแสงสว่างที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เชิญชวนทุกคนร่วมเฉลิมฉลองเทศกาลดีวาลีสุดตระการตาในงาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025”

    โดยงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 จะเนรมิตย่านคลองโอ่งอ่างและพาหุรัดให้สว่างไสวไปด้วยมนต์เสน่ห์แห่งวัฒนธรรมไทย-อินเดีย ในวันที่ 16 – 31 ตุลาคม 2568 นี้

    ปีนี้มาในแนวคิด “Light Unites Us – แสงเชื่อมสัมพันธ์” ที่จะใช้แสงไฟนับพันดวงเป็นสัญลักษณ์แห่งความหวัง พลังชีวิต และมิตรภาพอันงดงามระหว่างสองประเทศ การันตีความยิ่งใหญ่ในฐานะการเฉลิมฉลองเทศกาลดีวาลีนอกประเทศอินเดียที่ยิ่งใหญ่ที่สุด!

    ไฮไลต์เด็ดงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 

    โดยงานจะแบ่งเป็น 2 โซนหลักที่เต็มไปด้วยกิจกรรมสุดพิเศษ

    โซนพาหุรัด ในวันที่ 16 – 31 ตุลาคม 2568 โดยจะทำการเปลี่ยนถนนทั้งสาย ให้มีการประดับประดาด้วยไฟสุดอลังการและเทคโนโลยีสื่อผสมสุดล้ำ ตั้งแต่ เวลา 16.00 – 22.00 น. รวมถึงมีโชว์วัฒนธรรมสุดพิเศษ ในวันที่ 18-20 ต.ค. 2568 ให้นักท่องเที่ยวได้ตื่นตาตื่นใจกับการแสดงแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมไทย-อินเดีย วันละ 4 รอบ เช่น ระบำโคม, นาฏยศิลป์ร่วมสมัย, Bharatanatyam, Bihu, Bollywood Dance และอีกมากมาย

    พร้อมมินิคอนเสิร์ตจากศิลปินดัง และกิจกรรมและเวิร์กชอป ให้เพลิดเพลินกับการเพ้นท์เฮนน่า, เพ้นท์โคมไฟ, ร้อยลูกปัด, ชิมอาหารและชอปสินค้าสไตล์อินเดีย

    รวมถึงเสริมสิริมงคล ให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมสักการะบูชาพระแม่ลักษมีและพระพิฆเนศ เพื่อต้อนรับแสงสว่างแห่งความสำเร็จและโชคลาภ พร้อมการจุดพลุ ในวันที่ 19 ตุลาคม และขบวนแห่ “Happiness Troop” ที่จะมาสร้างสีสันและความคึกคัก นำโดยขบวนแห่พระแม่ลักษมี พระพิฆเนศ และขบวนสไตล์บอลลีวูดสุดอลังการ

    โซนคลองโอ่งอ่าง ในวันที่ 16 – 31 ตุลาคม 2568 จะพานักท่องเที่ยวไปสัมผัสมนต์เสน่ห์ริมคลอง ชมความงดงามของแสงไฟหลากสีที่สะท้อนบนผืนน้ำ ตกแต่งด้วยศิลปะ “รังโกลี” (Rangoli) และตะเกียง Diyas นับร้อยดวง พร้อมการแสดงวัฒนธรรม ในวันที่ 16-20 ต.ค. 2568 และการแสดงบนเวทีย่อยริมคลอง ที่จะมาสร้างบรรยากาศให้ค่ำคืนของคุณพิเศษยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีงานศิลปะบนกำแพง (Art Wall) และบนพื้น (Art Street) ที่สร้างสรรค์ขึ้นเป็นพิเศษสำหรับงานนี้โดยเฉพาะ

    งาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 ไม่ใช่แค่เพียงอีเวนต์ แต่คือการเฉลิมฉลองทางวัฒนธรรมครั้งสำคัญที่ตอกย้ำมิตรภาพไทย-อินเดีย และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอีเวนต์ระดับโลก

    Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025 จัดขึ้นในวันที่ 16 – 31 ตุลาคม 2568 ที่คลองโอ่งอ่าง และ ถนนพาหุรัด กรุงเทพมหานคร ตั้งแต่เวลา 16.00 – 22.00 น. นักท่องเที่ยวสามารถเข้าชมได้ฟรี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2888165&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1w6nqwzCCNZdAXUosHVTZk