Blog

  • คลังชี้ 4 กับดักเศรษฐกิจไทย ลุยปรับแผนการคลังฟื้นเชื่อมั่น

    คลังชี้ 4 กับดักเศรษฐกิจไทย ลุยปรับแผนการคลังฟื้นเชื่อมั่น

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษในงาน “Thailand Economic Outlook 2026 : Out of the Trap” จัดโดยกรุงเทพธุรกิจ ระบุว่า รัฐบาลตระหนักดีถึงข้อจำกัด 4 เดือน ทีมเศรษฐกิจจึงกำหนดแนวทางทำงานภายใต้แนวคิด “Quick Big Win” คือ ทำเร็วและทำทันที โดยเร่งกระตุ้นระยะสั้นเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นจากหล่ม พร้อมทั้งได้ผลยาวเพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ และเน้นกระจายตัวด้วยเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
     

    คลังชี้ 4 กับดักเศรษฐกิจไทย ลุยปรับแผนการคลังฟื้นเชื่อมั่น

    1.กับดักด้านการลงทุนเป็นประเด็นแรก ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ที่เก่าและติดกับดักการเติบโตในอุตสาหกรรมเดิม แต่ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่ยุค AI, Data Center, EV, ระบบอัตโนมัติ และโลกสีเขียว ดังนั้นจะให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นหัวหอกหลักในการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมยุคใหม่เหล่านี้

    ทั้งนี้ เพื่อปลดล็อกการลงทุน รัฐบาลจะจัดทำโครงการ Fast Pass เพื่อแก้ปัญหากฎ กติกา ที่ทำให้ผู้ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนแล้วแต่ยังไม่สามารถลงทุนได้จริง เนื่องจากติดปัญหาขอใบอนุญาตน้ำหรือไฟ การขอให้คนที่มีความสามารถมาทำงานในไทย

    2.กับดักเรื่องคน และทักษะแรงงานไทยกำลังเผชิญปัญหาโครงสร้างประชากร วันนี้มีผู้อายุเกิน 60 ปี ราว 20% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเมื่อเกษียณแล้วรายได้จะหายไป รายจ่ายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเจ็บป่วยและจะเพิ่มภาระงบประมาณและหนี้สาธารณะในอนาคต นอกจากนี้กำลังแรงงานไทยยังมีทักษะไม่ตรงความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ทำให้นักลงทุนย้ายไปประเทศอื่น

    ทั้งนี้ รัฐบาลจะเน้นการ Re-skill และ Up-skill ทักษะแรงงาน โดยจัดสรรเงินจากกองทุนเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน 10,000 ล้านบาท เพื่อใช้ฝึกอบรมระยะสั้น และการอบรมออนไลน์ที่ตรงความต้องการของตลาด และตามความต้องการของภาคธุรกิจ มีการตั้งเป้าหมาย 4 เดือนแรก จะอบรมแรงงาน 100,000 คน พร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งจะเพิ่มรายได้ให้คนไทย

    รวมทั้ง จะทำต่อยอดจากโครงการคนละครึ่งพลัส เปิดหลักสูตรอบรมผ่านแอปถุงเงิน เพื่อให้ร้านค้าในระบบมาเรียนรู้ทักษะสร้างรายได้ การบริหารจัดการต้นทุนการเงินและภาษี

    คลังชี้ 4 กับดักเศรษฐกิจไทย ลุยปรับแผนการคลังฟื้นเชื่อมั่น

    3.กับดักด้านเทคโนโลยี เป็นอีกประเด็นสำคัญ เนื่องจากธุรกิจไทยหลายแห่งไม่ทันโลกยุคใหม่ โดยช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมากจากยุค Digital Transformation ก้าวไปสู่ AI ที่ทำงานแทนคนได้ และรัฐบาลจะช่วยเหลือ SME โดยให้เงินสนับสนุน (Grant) 50% สำหรับการทำวิจัยพัฒนา (R&D) กำหนดวงเงินสำหรับรายเล็กที่ 20 ล้านบาท และรายใหญ่ 50 ล้าน 

    รวมทั้งสนับสนุนการลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักรเป็นระบบอัตโนมัติ โดยให้สถาบันการเงินของรัฐออกสินเชื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเพื่อให้ SME ได้รับเงินอุดหนุนทันที

    4.กับดักหนี้และวินัยการคลัง โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูงมาก ประชาชนรายย่อยต้องแบกรับภาระผ่อนต้น ผ่อนดอก และมีกำลังซื้อลดลง หากไม่แก้ไขกำลังซื้อที่หดหายจะเริ่มกระทบธุรกิจ SME และอาจลามไปถึงธุรกิจรายใหญ่ รวมถึงหนี้รัฐหรือหนี้สาธารณะที่ปัจจุบันอยู่ระดับ 64% ของ GDP

    คลังชี้ 4 กับดักเศรษฐกิจไทย ลุยปรับแผนการคลังฟื้นเชื่อมั่น

    ขณะนี้กระทรวงการคลังหารือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยจะดึงหนี้จากคนตัวเล็กตัวน้อยออกมาจากระบบ และนำไปไว้ในบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เนื่องจากหากตั้ง AMC ใหม่ อาจไม่ทันใน 4 เดือน จึงอาจใช้สิ่งที่มีอยู่แล้ว คือ ดำเนินการผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิทจำกัด (SAM) 

    ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวจะแก้ปัญหาได้เร็ว มาตรการนี้จะช่วยให้คนไทยมีภาระหนี้ลดลง และจะสนับสนุนให้รวบหนี้ที่อยู่หลายธนาคารไว้ที่เดียว โดยจะเห็นผลการดำเนินการ AMC ภายในเดือน ต.ค.นี้

    กระทรวงการคลังจะยกระดับวินัยการคลังให้โปร่งใสและชัดเจน โดยจะทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) เดือน พ.ย.นี้ ให้ลงรายละเอียดการดำเนินนโยบายการคลังชัดเจนว่ารัฐบาลจะไม่ก่อหนี้เพิ่ม เพื่อแสดงให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agency) ลดความกังวลต่อการก่อหนี้สาธารณะไทย

    คลังชี้ 4 กับดักเศรษฐกิจไทย ลุยปรับแผนการคลังฟื้นเชื่อมั่น

    นายเอกนิติ กล่าวถึงการปรับปรุงระบบภาษีและค่าลดหย่อนว่า จะปรับปรุงเกณฑ์ค่าลดหย่อน โดยไม่ต้องแก้ พ.ร.บ.เนื่องจากปัจจุบันการลดหย่อนภาษีมีความหลากหลายมาก 

    ทั้งนี้ จะกำหนดเพดาน (Ceiling) ที่ชัดเจนการลดหย่อนใน 1 ปี ได้เท่าไร โดยข้อเสนอที่น่าสนใจคือ Individual Saving Account (ISA) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งจะให้ประชาชนมีเพดานและอิสระเลือกลงทุนหุ้น พันธบัตร หรือลงทุนต่างประเทศได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องออกผลิตภัณฑ์เฉพาะเจาะจงเหมือนอดีต รวมถึง Framework ลดหย่อนจะเสร็จในเดือน พ.ย.นี้ 

    นอกจากนี้ การนำระบบดิจิทัลมาใช้ในระบบภาษี และการยกเว้นให้เฉพาะผู้ที่เข้าไม่ถึงระบบ จะช่วยให้ภาษีของรัฐบาลโตขึ้นเยอะ

    แม้รัฐบาลมีเวลาแค่ 4 เดือน และแก้ปัญหานี้ไม่ได้ทั้งหมดแต่ต้องเริ่มต้นทำ และการดำเนินการผ่านแต่ละแผนงานเชื่อว่าจะวางรากฐานการแก้ปัญหาระยะยาวได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378967911&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0oiENnAN0cxepsBuhj6DkH

  • “ศุภจี” ชี้ เศรษฐกิจโลกชะลอ ไทย ต้องเร่งปรับตัวรับ 4 เทรนด์ใหญ่

    “ศุภจี” ชี้ เศรษฐกิจโลกชะลอ ไทย ต้องเร่งปรับตัวรับ 4 เทรนด์ใหญ่

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand’s Opportunities & Challenges” โดยระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการค้าอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรัฐบาลไทยจะเร่งเจรจาในรายละเอียดเกี่ยวกับภาษีการค้ากับสหรัฐฯ เพื่อให้มีความชัดเจนของรายการสินค้า และตั้งเป้าจะให้การเจรจาดังกล่าวเสร็จสิ้นภายในปลายปีนี้ โดยถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทายที่ไทยต้องปรับตัวให้ทัน

    ช่างภาพพีพีทีวี
    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand’s Opportunities & Challenges”

    ขณะเดียวกัน นโยบายการเงินของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้เงินทุนไหลเข้าสู่ประเทศกำลังพัฒนาและทำให้เงินบาทแข็งค่า กระทบต่อการส่งออกของไทย อีกทั้งยังต้องจับตาความผันผวนของราคาพลังงาน แม้อุปทานที่เพิ่มขึ้นจะช่วยบรรเทาค่าครองชีพบางส่วน แต่ก็สะท้อนอุปสงค์ที่ชะลอตัวในอีกด้านเช่นกัน

    นางศุภจี กล่าวต่อว่า ปัจจุบันโลกเผชิญ 4 เทรนด์สำคัญ ได้แก่

    1. Deglobalization การปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่มูลค่าในระดับภูมิภาค
    2. Decarbonization การค้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เช่น มาตรการ CBAM ของสหภาพยุโรป ที่จะมีผลต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ไทยจึงต้องเร่งปรับมาตรฐานการผลิตและกฎระเบียบให้สอดรับ
    3. Digitalization ทุกภาคส่วนรวมถึงกระทรวงพาณิชย์ต้องปรับตัวให้ทันต่อเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ (AI)
    4. Demographics การลดลงของจำนวนประชากรและการเข้าสู่สังคมสูงวัยเป็นความท้าทายต่อผลิตภาพของประเทศ

    สำหรับภาวะเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน GDP ไทยเติบโตช้าลงจากเดิมที่เคยอยู่ราว 5% เหลือเพียง 3% และล่าสุด คาดว่า จะขยายตัวเพียง 1.8–2.3% ขณะที่ เงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ที่ระดับ -0.7% จากราคาพลังงานและอาหารสดที่ลดลง สะท้อนภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ยังชะลอตัว ขณะเดียวกัน ผลิตภาพแรงงานลดลง ตลาดแรงงานไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างจากการเข้าสู่สังคมสูงวัย และการลงทุนเพื่อพัฒนาทักษะใหม่ๆ ที่ลดลง

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ ได้กำหนดยุทธศาสตร์สำคัญ 3 ด้าน 7 นโยบายหลัก ได้แก่

    1. เสริมรายได้ฐานรากและสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้เกษตรกร โดยรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและดูแลต้นทุนผ่านโครงการ “ธงเขียว”
    2. สร้างตลาดใหม่และขยายการค้า โดยปัจจุบันไทยมี FTA แล้ว 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ และตั้งเป้าจะให้ FTA ไทย–สหภาพยุโรป และไทย–เกาหลีใต้ สำเร็จภายในปี 2568
    3. ลดภาระค่าครองชีพและพยุงกำลังซื้อ เช่น ความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยเพื่อลดค่าขนส่งสินค้า และดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนใน 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา

    โดยทุกมาตรการสามารถดำเนินการได้ภายใน 4 เดือน

    นอกจากนี้ นางศุภจี ยังเสนอแนวทางเสริมศักยภาพประเทศใน 3 ด้าน คือ

    1. ปรับโครงสร้างการค้าสินค้าเกษตรสู่เกษตรแม่นยำ เปลี่ยนจากระบบผลิตตามอุปทาน (Supply-driven) สู่การผลิตตามความต้องการตลาด (Demand-driven)
    2. มุ่งสู่ตลาดอาหารแห่งอนาคต พัฒนาแบรนด์และนวัตกรรมอาหารให้ไทยเป็นศูนย์กลาง Future Food ของภูมิภาค
    3. พัฒนาระบบนิเวศทางการค้าสู่ดิจิทัล ยกระดับเศรษฐกิจไปสู่ Value-based Economy ผ่านเทคโนโลยีและระบบ Trade Intelligence รวมถึงบริการแพลตฟอร์ม “MOC+” แบบ One-stop Service

    เตรียมรายงานคืบหน้า! “การเจรจาภาษีสหรัฐฯ” ย้ำ! เป้าหมายปิดดีลภายในปีนี้

    นางศุภจี ยังกล่าวด้วยว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)​ เศรษฐกิจ​นัดแรกที่จะถึงในสัปดาห์หน้านั้น ทางฝั่งกระทรวงพาณิชย์​ จะรายงานความคืบหน้าการเจรจาภาษีกับสหรัฐฯ โดยขณะนี้มีการพูดคุยทางเทคนิคแล้ว และมีรายละเอียดที่ต้องพูดคุยกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยพยายามจะเจรจาให้แล้วเสร็จภายในปี 2568 และจะพูดคุยถึงรายละเอียดรายการประเภทสินค้าอย่างชัดเจน รวมถึงรายละเอียดในเรื่องของสินค้าที่มาจากต่างประเทศที่จะทำให้ไทยได้ประโยชน์​สูงสุด และทำให้ไม่มีปัญหาเรื่อง Transshipment มากจนเกินไป

    ส่วนหัวหน้าทีมเจรจาทีมไทยแลนด์ คณะรัฐมนตรี ​ต้องมีการแต่งตั้ง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการแต่งตั้ง โดยในส่วนของกระทรวงพาณิชย์สามารถ​เป็นหัวหน้าทีมเจรจาได้ แต่ในมุมของประเทศยังไม่ใช่ เพราะมีหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

    คณะรัฐมนตรี​เศรษฐกิจ​ จะต้องมีการพูดคุยเรื่องนี้กันก่อน เพราะการเจรจาไม่ใช่เฉพาะกระทรวงพาณิชย์ ​แต่ต้องนำภาคเอกชน และกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้องไปพูดคุยด้วย

    นอกจากนี้ กระทรวง​พาณิชย์​ ยังได้หารือกับภาคเอกชนอย่างสภาหอการค้าไทย โดยสภาหอการค้าฯ ได้ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับบางอุตสาหกรรม​ที่จะได้รับประโยชน์​จากการเจรจา​การค้ากับสหรัฐฯ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/258910&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sfpaBh3Rq3c0eRkPa_kbW

  • ศุภจี ฉายภาพแผนรับมือพิษเศรษฐกิจ – เพิ่มรายได้เกษตร หาตลาดใหม่ ลดค่าครองชีพ

    ศุภจี ฉายภาพแผนรับมือพิษเศรษฐกิจ – เพิ่มรายได้เกษตร หาตลาดใหม่ ลดค่าครองชีพ

    ในขณะเดียวกัน สภาพเศรษฐกิจภายในประเทศเองก็อยู่ในภาวะที่น่ากังวล อัตราการเติบโตของ GDP ลดลงอย่างต่อเนื่องจากในอดีตที่เคยสูงถึง 5% เหลือคาดการณ์เพียง 1.8% – 2.3% ในปัจจุบัน ประกอบกับภาวะเงินเฟ้อทั่วไปที่ติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 ซึ่งอาจนำไปสู่ ภาวะเงินฝืด (Deflation) หากไม่มีการกระตุ้นอุปสงค์ในประเทศอย่างทันท่วงที

    ยุทธศาสตร์ ‘กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว’ 

    เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว นางศุภจีได้เสนอยุทธศาสตร์หลักของกระทรวงพาณิชย์ภายใต้แนวคิด “กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว” ผ่าน 3 ยุทธศาสตร์ 7 นโยบายหลักที่เน้นผลลัพธ์รวดเร็ว (Quick Big Win) ดังนี้

    เสริมรายได้ฐานราก: มุ่งเน้นไปที่การสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้เกษตรกร ผ่านการรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร และการลดต้นทุนปัจจัยการผลิต เช่น โครงการ “ธงเขียว” ที่ช่วยลดราคาปุ๋ย

    สร้างตลาดใหม่และขยายการค้า: เร่งผลักดันการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่มีอยู่ 14 ฉบับให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมตั้งเป้าปิดการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป และไทย-เกาหลีใต้ ให้สำเร็จภายในปี 2568 รวมถึงการจัดคณะผู้แทนการค้า (Trade Mission) เพื่อเจาะตลาดใหม่ที่มีศักยภาพ เช่น อินเดียและตะวันออกกลาง

    ลดภาระค่าครองชีพ: เดินหน้าโครงการ “ธงฟ้า” อย่างต่อเนื่อง พร้อมริเริ่มความร่วมมือใหม่ๆ เช่น การร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยเพื่อลดค่าขนส่งสินค้า และการสร้างความโปร่งใสด้านราคายาในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดภาระให้ประชาชนได้กว่า 32,400 ล้านบาทต่อปี

    [ เปลี่ยนโครงสร้างสู่อนาคตที่ยั่งยืน ]
     
    นอกเหนือจากมาตรการเร่งด่วนแล้ว นางศุภจีได้ย้ำถึงความจำเป็นในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว โดยใช้จุดแข็งของไทยให้เป็นประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นที่ตั้งทางยุทธศาสตร์, ศักยภาพด้าน “ครัวของโลก” (Kitchen of the World) และการเป็นศูนย์กลางสุขภาพ (Wellness Economy) โดยมีเป้าหมายเพื่อ:

    ปรับโครงสร้างเกษตรกรรม สู่เกษตรแม่นยำที่ผลิตตามความต้องการของตลาด (Demand-driven)

    มุ่งสู่ตลาดอาหารแห่งอนาคต (Future Food) โดยใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่ม

    พัฒนาระบบนิเวศทางการค้าสู่ดิจิทัล ผ่านแพลตฟอร์ม “MOC+” เพื่อยกระดับสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยคุณค่า (Value-based Economy)

    “เมื่อภาครัฐสร้างความเชื่อมั่น ภาคเอกชนสร้างโอกาส ประชาชนก็จะได้รับผลประโยชน์อย่างแท้จริง” นางศุภจีกล่าวทิ้งท้าย “เมื่อการค้าเดินได้ เศรษฐกิจก็เดินหน้า และเมื่อเศรษฐกิจเดินหน้า ประเทศไทยก็จะเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/hot-issue/860167&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw33x-91zOxoIpb-HpCLIn8q

  • รมช.ศธ. “องอาจ” มอบนโยบายขับเคลื่อนลูกเสือไทยยุคใหม่ สืบสานอุดมการณ์ “จิตอาสา มีวินัย จงรักภักดี” ย้ำ “ลูกเสือ คือพลังของชาติ” – กระทรวงศึกษาธิการ

    รมช.ศธ. “องอาจ” มอบนโยบายขับเคลื่อนลูกเสือไทยยุคใหม่ สืบสานอุดมการณ์ “จิตอาสา มีวินัย จงรักภักดี” ย้ำ “ลูกเสือ คือพลังของชาติ” – กระทรวงศึกษาธิการ

    ข่าว ศธ. 360 องศา

    จังหวัดชลบุรี – 9 ตุลาคม 2568 / นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มอบนโยบายขับเคลื่อนกิจการลูกเสือ โดยมีนายวรัท พฤกษาทวีกุล รองปลัด ศธ. ทำหน้าที่เลขาธิการสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ (สลช.) นายสุภชัย จันปุ่ม รองเลขาธิการ สกศ. ทำหน้าที่รองเลขาธิการ สลช. นางสาววันเพ็ญ บุรีสูงเนิน ผตร.ศธ. ทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขาธิการ สลช. นายพงศ์ธสิษฐ์ ปิจนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี คณะกรรมการบริหาร สลช. บุคลากรทางการลูกเสือ ให้การต้อนรับและเข้าร่วม ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ

    รมช.ศธ. กล่าวว่า การได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์) ให้กำกับดูแลสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ถือเป็นภารกิจสำคัญที่รัฐบาลและคณะรัฐมนตรีให้ความสำคัญเป็นลำดับต้น ๆ เนื่องจากกิจการลูกเสือเป็นรากฐานสำคัญของการสร้างเยาวชนไทยให้เติบโตเป็นคนดี มีคุณธรรม จงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และมีจิตสาธารณะเพื่อส่วนรวม ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาประเทศ

    ถึงแม้ว่ารัฐบาลชุดนี้มีกรอบระยะเวลาการบริหารงาน แต่มีความมุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนนโยบายสำคัญด้านการศึกษา เพื่อสร้างความมั่นคงทางจิตใจ และเสริมสร้างรากฐานที่เข้มแข็งให้กับเยาวชนไทย ซึ่งท่านรองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ (ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า) ได้ให้นโยบายว่า “ความจงรักภักดี” เป็นหนึ่งในเป้าหมายหลักของการพัฒนาเยาวชนไทยในยุคปัจจุบัน และมอบหมายให้กระทรวงศึกษาธิการส่งเสริมบทบาทของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ให้เข้ามามีส่วนสำคัญในการปลูกฝังจิตสำนึกผ่านกิจกรรมและหลักสูตรลูกเสือที่หลากหลายและทันสมัยมากยิ่งขึ้น

    สำหรับแนวทางการดำเนินงานขอให้สำนักงานลูกเสือแห่งชาติพิจารณาปรับปรุงหลักสูตรลูกเสือให้สอดคล้องกับบริบทของโลกยุคใหม่ โดยบูรณาการเทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ากับกิจกรรมลูกเสือ เช่น สำรวจพื้นที่ การใช้ระบบ AI เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลภูมิประเทศ และการฝึกทักษะดิจิทัลควบคู่กับทักษะชีวิต เพื่อให้ลูกเสือรุ่นใหม่สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงและสร้างประโยชน์ให้แก่สังคม ขณะเดียวกันก็ควรส่งเสริมแนวคิด “ลูกเสือเฉพาะทางหรือลูกเสือประจำภูมิภาค”

    เพราะแต่ละภูมิภาคมีบริบทที่แตกต่างกันจึงควรเพิ่มความรู้เฉพาะทางให้กับลูกเสือตามลักษณะพื้นที่ ลูกเสือเฉพาะทางในพื้นที่ชายแดน ที่เรียนรู้การดูแลชุมชน และสร้างความเข้าใจร่วมกับเพื่อนบ้านในภูมิภาค หรือลูกเสือในพื้นที่ท่องเที่ยว ที่สามารถนำความรู้ด้านการบริการและความปลอดภัยมาช่วยดูแลนักท่องเที่ยว และช่วยเหลือเมื่อเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ถือเป็นการ “ต่อยอดองค์ความรู้เดิม เพิ่มเติมองค์ความรู้ใหม่” และเป็นการสร้างโอกาสให้เยาวชนได้เรียนรู้ทักษะชีวิตที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม

    นอกจากนี้การปลูกฝัง “จิตอาสา มีวินัย จงรักภักดี” ผ่านกิจกรรมลูกเสือที่มุ่งให้เยาวชนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง จะเป็นการส่งเสริมให้เยาวชนภาคภูมิใจในการสวมเครื่องแบบลูกเสือ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติ ศักดิ์ศรี และความมีระเบียบวินัย และพร้อมเสนอแนวทางให้ภาครัฐพิจารณาช่วยเหลือด้านค่าใช้จ่ายในการจัดหาเครื่องแบบลูกเสือ เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กทุกคนได้เข้าร่วมกิจกรรมอย่างเท่าเทียม

    ขอมอบหมายให้สำนักงานลูกเสือแห่งชาติร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในการจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เช่น โครงการลูกเสืออาสาพัฒนา การบำเพ็ญประโยชน์ในพื้นที่ประสบภัยพิบัติ และโครงการจิตอาสาพัฒนาชุมชน เพื่อให้ลูกเสือไทยเป็นพลังแห่งการทำความดีและสร้างสังคมที่มีน้ำใจ ซึ่งในช่วงเดือนพฤศจิกายนจะมีการจัดกิจกรรมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 “องค์พระบิดาแห่งลูกเสือไทย” เนื่องในวันสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า (25 พฤศจิกายนของทุกปี) เพื่อสืบสานเจตนารมณ์ของพระองค์ในการสร้างเยาวชนที่เข้มแข็งและมีคุณธรรม

    “ขอบคุณคณะผู้บริหารและบุคลากรทางการลูกเสือทุกท่าน ที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจในการขับเคลื่อนกิจการลูกเสือให้เป็นพลังสำคัญของการพัฒนาเยาวชนไทย ทั้งในด้านคุณธรรม ความจงรักภักดี และความพร้อมในการเป็นพลเมืองที่ดีของชาติ กิจการลูกเสือคือหัวใจของการสร้างคนดีให้แก่บ้านเมือง และเชื่อมั่นว่า ลูกเสือไทยจะยังคงเป็นสถาบันที่สร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนก้าวสู่การเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพ และที่สำคัญ ลูกเสือ คือ พลังของชาติ”

    เลขาธิการ สลช. กล่าวด้วยว่า สํานักงานลูกเสือแห่งชาติ เป็นหน่วยงานที่มุ่งเน้นในการพัฒนาเยาวชนให้เป็นพลเมืองดี มีความรับผิดชอบ เป็นกําลังหลักในพัฒนาประเทศให้มีความสงบสุข เจริญก้าวหน้า จึงได้มีการจัดประชุมในครั้งนี้ เพื่อรับฟังนโยบายขับเคลื่อนกิจการลูกเสือ นําไปเป็นแนวทางในการพัฒนากิจกรรม ความร่วมมือ การบูรณาการให้สอดคล้องกับหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่การพัฒนากิจการลูกเสือไทยอย่างต่อเนื่อง

    จากนั้น รมช.ศธ. และคณะ ได้เยี่ยมชมสภาพแวดล้อมภายในค่ายลูกเสือวชิราวุธ บนพื้นที่กว่า 498 ไร่ พร้อมพบปะและให้กำลังใจผู้เข้ารับการอบรมการจัดทำสื่อการฝึกอบรมหลักสูตรผู้กำกับลูกเสือขั้นความรู้ทั่วไป (G.I.C.) และผู้กำกับลูกเสือขั้นความรู้เบื้องต้น (B.T.C.) โดยหวังให้เป็นกำลังสำคัญในการบูรณาการการทำงานกับหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนพัฒนาลูกเสือไทยให้ยั่งยืนสืบไป

    อานนท์ วิชานนท์ / ข่าว
    พีรณัฐ ยุชยะทัต / ภาพ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.moe.go.th/moe-sema2-policy-nsot/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1x-5drIT6HH6LAe3-FtTMU

  • การประท้วงของคนเจนซีผ่านโซเชียลมีเดียสร้าง “ความหวัง” หรือ “ความเสี่ยง” ? – BBC News ไทย

    การประท้วงของคนเจนซีผ่านโซเชียลมีเดียสร้าง “ความหวัง” หรือ “ความเสี่ยง” ? – BBC News ไทย

    ‘เจนซี’ กำลังลุกขึ้นมาล้มล้างรัฐบาล แต่การประท้วงผ่านโซเชียลมีเดียจะนำความเปลี่ยนแปลงถาวรมาได้จริงไหม ?

    ที่มาของภาพ, Donwilson Odhiambo / Getty Images

    คำบรรยายภาพ, กลุ่มคนเจนซีของเคนยาได้รำลึกถึงการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในปี 1990 ของประเทศ
      • Author, หลุยส์ บาร์รูโช และ เทสซา หว่อง
      • Role, บีบีซี เวิล์ด เซอร์วิส

    จากโมร็อกโกถึงมาดากัสการ์ ปารากวัยสู่เปรู การประท้วงที่นำโดยคนหนุ่มสาวกำลังปะทุขึ้นทั่วโลก เมื่อกลุ่มคนเจนซี หรือผู้ที่มีอายุระหว่าง 13 ถึง 28 ปี ออกมาระบายความไม่พอใจต่อรัฐบาลและเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

    สิ่งหนึ่งที่การประท้วงเหล่านี้มีร่วมกันนอกจากความเยาว์วัยของคนรุ่นใหม่ ก็คือการที่ความเคลื่อนไหวเหล่านี้เริ่มต้นขึ้นและถูกขับเคลื่อนด้วยพลังของสื่อสังคมออนไลน์ ทว่าผู้เชี่ยวชาญกลับออกมาเตือนว่า พลังเดียวกันนี้อาจแฝงไปด้วยเมล็ดพันธุ์ที่จะบ่อนทำลายความเคลื่อนไหวนี้เสียเอง

    การประท้วงประเด็นไฟฟ้าและน้ำที่ขาดแคลนในมาดากัสการ์นำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาล การชุมนุมต่อต้านการทุจริตและระบบเล่นพรรคเล่นพวกในเนปาลทำให้นายกรัฐมนตรีต้องลาออก ขณะเดียวกันกลุ่มเจนซีในเคนยาออกมาเดินถนนและรณรงค์ในโลกออนไลน์ประท้วงเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบและปฏิรูปประเทศ

    ที่มาของภาพ, Klebher Vasquez / Anadolu via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, กลุ่มผู้แสดงออกชาวเจนซีปะทะกับตำรวจเปรูที่ปกป้องอาคารสภาคองเกรสเมื่อวันที่ 27 ก.ย. เพื่อประท้วงต่อข้อกล่าวหาการทุจริตของเจ้าหน้าที่รัฐและปัญหาความมั่นคงในชีวิตที่มีมากขึ้น

    ในเปรู ฝูงชนแห่งคนรุ่นใหม่ออกมาเดินขบวนด้านหน้ารัฐสภา พร้อมกับกลุ่มพนักงานขับรถบัสและคนขับรถแท็กซี่เพื่อระบายความโกรธเกรี้ยวของพวกเขาต่อข่าวฉาวเรื่องการทุจริตและความรู้สึกไม่มั่นคงปลอดภัยที่มีเพิ่มขึ้น ด้านแรงงานชั่วคราวในอินโดนีเซียออกมาประท้วงต่อต้านการตัดลดสวัสดิการ

    สำหรับโมร็อกโก การประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งนี้นับว่า เป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี โดยกลุ่มผู้ประท้วงเรียกร้องระบบสาธารณสุขและการศึกษาที่ดีขึ้น พร้อมวิจารณ์งบประมาณนับพัน ๆ ล้านที่ถูกทุ่มลงไปกับการสร้างสนามกีฬาหลายแห่งที่ใช้จัดการแข่งขันฟุตบอลโลก (World Cup)

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    ที่มาของภาพ, Abu Adem Muhammed / Anadolu via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, สำหรับโมร็อกโก การประท้วงต่อต้านรัฐบาลครั้งนี้นับว่าเป็นครั้งที่ใหญ่ที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งจัดตั้งโดยกลุ่มเจนซี

    ในการประท้วงทั้งหมดนี้ สื่อสังคมออนไลน์นับว่ามีบทบาทสำคัญ ในฐานะการเป็นแพลตฟอร์มแห่งการเล่าเรื่อง การสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน การประสานงานเชิงยุทธวิธี และการเรียนรู้ข้ามพรมแดน

    ทว่าทั้งหมดนี้เป็นเพียง “ระลอกล่าสุดของการประท้วงที่นำโดยคนหนุ่มสาวตลอดช่วง 15 ปีที่ผ่านมา ซึ่งถูกหล่อหลอมด้วยการเชื่อมต่อทางดิจิทัล” ตามคำกล่าวของ ผศ.จันจิรา สมบัติพูนศิริ จาก สถาบันเยอรมันเพื่อการศึกษาระดับโลกและภูมิภาค (German Institute for Global and Area Studies)

    กระแสการประท้วงดังกล่าวรวมถึง อาหรับสปริง (Arab Spring) ในปี 2010–2011, การเคลื่อนไหวยึดวอลล์สตรีท (Occupy Wall Street) ในปี 2011, ขบวนการ Indignados [ภาษาสเปนแปลว่า “ผู้โกรธเคือง” หรือ “ผู้ไม่พอใจ”] ต่อต้านนโยบายรัดเข็มขัดในสเปนช่วงปี 2011–2012, รวมถึงการประท้วงเพื่อประชาธิปไตยใน ประเทศไทย (ปี 2020–2021), ศรีลังกา (ปี 2022) และ บังกลาเทศ (ปี 2024)

    ที่มาของภาพ, Akila Jayawardana / NurPhoto via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ผู้ประท้วงที่สนับสนุนสหภาพเยาวชนสังคมแห่งศรีลังกาเผชิญหน้ากับตำรวจในกรุงโคลอมโบ เมื่อเดือน ก.ย. ปี 2022

    ‘การทุจริตกลายเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้’

    สตีเวน เฟลด์สตีน นักวิชาการอาวุโสจากสถาบันคลังสมองสหรัฐฯ อย่าง มูลนิธิคาร์เนกีเพื่อสันติภาพระหว่างประเทศ (Carnegie Endowment for International Peace) มองว่า ปรากฏการณ์นี้สามารถย้อนกลับไปได้ไกลกว่านั้นอีก คือตั้งแต่ตอนที่ข้อความ SMS ได้การจุดประกาย การปฏิวัติประชาชนครั้งที่สองของฟิลิปปินส์ในปี 2001

    เขากล่าวว่า “การที่คนหนุ่มสาวใช้เทคโนโลยีเพื่อขับเคลื่อนการเคลื่อนไหวมวลชน ไม่ใช่เรื่องใหม่”

    ทว่าสิ่งที่แตกต่างในตอนนี้ คือ ระดับความซับซ้อนของเทคโนโลยีที่สูงขึ้นมาก จากการใช้โทรศัพท์มือถืออย่างแพร่หลาย สื่อสังคมออนไลน์ แอปพลิเคชันส่งข้อความ ไปจนถึง ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ (Artificial Intelligence – AI) ที่เข้ามาช่วยให้การระดมผู้คนทำได้ง่าย รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพกว่าที่เคย

    ที่มาของภาพ, Prabin Ranabhat / AFP via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, การประท้วงล่าสุดในเนปาลลุกลามจนกลายเป็นการปะทะรุนแรง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 70 คน และบาดเจ็บมากกว่า 2,000 คน

    “[เจนซี] โตขึ้นมากับสิ่งนี้ นี่คือวิธีการที่พวกเขาใช้สื่อสาร” เฟลด์สตีนกล่าว

    “วิธีการที่คนรุ่นนี้ใช้รวมตัวกัน ก็เป็นเพียงผลลัพธ์ตามธรรมชาติของสิ่งนั้นเอง”

    ภาพและโพสต์ต่าง ๆ เดินทางได้ไกลและเร็วกว่าเดิม และนั่นส่งผลให้ทั้งความโกรธเกรี้ยว และความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันถูกขยายไปพร้อม ๆ กัน

    อธีนา ชารานน์ เพรสโต นักสังคมวิทยาจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย กล่าวเสริมว่า “สื่อสังคมออนไลน์ได้เปลี่ยนสิ่งที่อาจดูเหมือนโพสต์ไลฟ์สไตล์ ให้กลายเป็น ‘หลักฐานทางการเมือง’ และในหลายกรณี มันคือเสียงเรียกร้องให้ลุกขึ้นสู้”

    “คอร์รัปชันมักดูเป็นเรื่องนามธรรม เมื่อมันถูกพูดถึงในรายงานหรือในศาล แต่เมื่อผู้คนเห็นมันบนหน้าจอของตัวเอง การทุจริตก็กลายเป็นรูปธรรมจับต้องได้”

    “เมื่อการทุจริตปรากฏอยู่ในรูปของคฤหาสน์ รถสปอร์ต หรือถุงชอปปิงหรู ๆ ระยะห่างระหว่าง อภิสิทธิ์ของชนชั้นนำ กับความยากลำบากของคนทั่วไปก็กลายเป็นการดูถูกซึ่งหน้า เพราะแนวคิดนามธรรมเรื่องคอร์รัปชันได้พังทลายกลายเป็นภาพที่จับต้องได้จริง ๆ”

    ที่มาของภาพ, Instagram / sgtthb

    คำบรรยายภาพ, ภาพถ่ายในบัญชีอินสตาแกรมของลูกชายนักการเมืองชาวเนปาลที่โพสท่าข้างต้นคริสต์มาสซึ่งทำจากกล่องแบรนด์หรู กลายเป็นชนวนให้เกิดการประท้วงครั้งใหญ่ทั่วประเทศ

    ตัวอย่างเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมาในเนปาล หลังภาพในอินสตาแกรมของลูกชายนักการเมือง ที่โพสท่าข้างต้นคริสต์มาสซึ่งทำจากกล่องแบรนด์เนมหรู จุดกระแสการประท้วงครั้งใหญ่ขึ้นทั่วประเทศ และสถานการณ์ที่คล้ายกันนี้ก็เกิดขึ้นในฟิลิปปินส์เช่นกัน

    เพรสโตกล่าวว่า “เรื่องนี้กินใจกับคนหนุ่มสาวในฟิลิปปินส์อย่างมากเช่นเดียวกับในเนปาล เพราะมันตอกย้ำให้เห็นภาพที่ชัดเจนของสิ่งที่พวกเขารู้อยู่แล้วว่า ชนชั้นการเมืองใช้ชีวิตอย่างฟุ่มเฟือยเกินขอบเขต”

    “และในกรณีของฟิลิปปินส์ ความฟุ่มเฟือยเหล่านั้นยิ่งน่าขมขื่น เพราะมาจากเงินที่นักการเมืองยักยอกจากโครงการป้องกันน้ำท่วม ขณะที่ชาวฟิลิปปินส์จำนวนมากกำลังจมน้ำตายในอุทกภัยที่เลวร้ายขึ้นทุกปี”

    ที่มาของภาพ, Delphia Ip / NurPhoto via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ผู้ประท้วงชาวไทยนำยุทธวิธี “จงเป็นเหมือนน้ำ” [be water] ของฮ่องกงมาใช้ โดยพวกเขาจะเปลี่ยนสถานที่ชุมนุมในนาทีสุดท้ายผ่านแอปฯ เทเลแกรม เพื่อหลีกเลี่ยงและชิงไหวชิงพริบกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

    สื่อสังคมออนไลน์ยังเปิดโอกาสให้เกิดการแลกเปลี่ยนยุทธวิธีการประท้วงข้ามพรมแดนด้วยเช่นกัน

    แฮชแท็ก #MilkTeaAlliance ซึ่งเป็นเครือข่ายเรียกร้องประชาธิปไตยระดับเอเชียที่เกิดขึ้นจากการประท้วงในฮ่องกงเมื่อปี 2019 ได้กลายเป็นศูนย์กลางในการเชื่อมโยงนักเคลื่อนไหวจาก เมียนมา ไทย และอีกหลายประเทศในภูมิภาค

    มีกรณีตัวอย่าง เช่น ผู้ประท้วงชาวไทยได้นำยุทธวิธี”จงเป็นเหมือนน้ำ” (be water) ของฮ่องกงมาใช้ วิธีการนี้ผู้จัดการชุมนุมจะประกาศนัดชุมนุมเพื่อเปลี่ยนสถานที่ในนาทีสุดท้ายผ่านช่องทางเทเลแกรมจนเจ้าหน้าที่ไม่สามารถสกัดกั้นได้ทัน

    ผศ.จันจิรา อธิบายว่า “ยุทธวิธีนี้ช่วยให้ประชาชนหลบเลี่ยงการถูกจับตาและการจับกุมได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

    ดาบสองคม

    ที่มาของภาพ, Anusak Laowilas / NurPhoto via Getty Images

    เมื่อกระแสคัดค้านแพร่สะพัดออกไปบนโลกออนไลน์ รัฐบาลเผด็จการหลายประเทศก็ตอบโต้ด้วยการ ปิดกั้นและใช้กำลัง แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า มาตรการปราบปรามเช่นนี้มักจะให้ผลตรงข้ามเพราะยิ่งจะจุดชนวนให้เกิดการชุมนุมครั้งใหญ่ขึ้น โดยเฉพาะเมื่อภาพการใช้ความรุนแรงของรัฐถูกถ่ายทอดสดและปลุกความโกรธในหมู่ประชาชน

    กรณีของ บังกลาเทศในปี 2024 ถือเป็นตัวอย่างชัดเจน ตอนนั้นรัฐบาลพรรค อาวามีลีก (Awami League) สั่งปิดอินเทอร์เน็ต จับกุมนักเคลื่อนไหวภายใต้กฎหมายความมั่นคงทางดิจิทัลและใช้กระสุนจริงยิงใส่นักศึกษาที่ออกมาชุมนุม

    ทว่าเพียงแค่ภาพภาพเดียวของนักศึกษาที่ชื่อว่า อาบู ซาเยด ที่ถูกตำรวจยิงเสียชีวิต ก็กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งการต่อสู้และจุดกระแสให้ผู้ประท้วงรุ่นใหม่หลั่งไหลออกมาบนท้องถนนอีกระลอกใหญ่

    ที่มาของภาพ, NurPhoto via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, นักศึกษาและผู้สนับสนุนการเคลื่อนไหวในบังกลาเทศตะโกนเรียกร้องระหว่างการเดินขบวน “March for Unity” (แปลเป็นไทยว่า การเดินขบวนเพื่อเอกภาพ) ซึ่งจัดขึ้นโดยขบวนการนักศึกษาต่อต้านการเลือกปฏิบัติ ที่กรุงธากา เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2024

    รูปแบบที่คล้ายกันนี้ยังเกิดขึ้นใน ศรีลังกา อินโดนีเซีย และเนปาล ที่การสังหารผู้ประท้วงได้จุดชนวนความโกรธแค้น ทำให้ข้อเรียกร้องเข้มข้นขึ้น และในบางกรณีก็นำไปสู่การล่มสลายของรัฐบาล

    อย่างไรก็ตาม แม้สื่อสังคมออนไลน์จะช่วยเสริมพลังให้ขบวนการประท้วงแต่มันก็เปิดช่องให้เกิดการแตกแยกและการถูกปราบปรามได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

    ผศ.จันจิรา อธิบายว่าการเคลื่อนไหวแบบไร้ผู้นำได้ทำให้เกิด “ความยืดหยุ่นและความรู้สึกเท่าเทียม” แต่ขณะเดียวกันก็อาจทำให้กลุ่มเหล่านี้ เสี่ยงต่อการถูกแทรกซึม ใช้ความรุนแรง หรือเบี่ยงเบนวาระจากเป้าหมายเดิมได้เช่นกัน

    ที่มาของภาพ, Anusak Laowilas / NurPhoto via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลเข้าร่วมการชุมนุมเรียกร้องให้ยกเลิกประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

    ในประเทศไทย การถกเถียงกันบนโลกออนไลน์ได้กลายเป็นจุดแตกหักของการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในปี 2020 หลังจากมีการใช้แฮชแท็กอย่าง #RepublicOfThailand และโพสต์ที่มีสัญลักษณ์คอมมิวนิสต์ ซึ่งทำให้แนวร่วมบางส่วนรู้สึกแปลกแยกและถอนตัวออกไป

    ขณะเดียวกัน ในเนปาล และ บังกลาเทศ การชุมนุมที่ประสานงานกันอย่างหลวม ๆ ก็ลุกลามกลายเป็นความรุนแรงในบางครั้ง

    ผศ.จันจิรา กล่าวว่า “นับตั้งแต่ยุคอาหรับสปริง รัฐบาลหลายประเทศได้พัฒนาระบบเฝ้าระวังด้วยปัญญาประดิษฐ์ เพิ่มการเซ็นเซอร์ข้อมูล และออกกฎหมายจำกัดเสรีภาพมากขึ้น จนทำให้นักเคลื่อนไหวต้องทำงานภายใต้ความเสี่ยงตลอดเวลา”

    ที่มาของภาพ, Patrick Baz / AFP via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, กระแสอาหรับสปริงเป็นการลุกฮือของประชาชนทั่วตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ ภาพนี้คือเด็ก ๆ ชาวลิเบียที่ทาหน้าเป็นสีของธงชาติแบบเก่า เข้าร่วมการประท้วงในเมืองโทบรูค ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของฝ่ายต่อต้าน เมื่อเดือน ก.พ. ปี 2011 ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมืองและการลุกฮือเพื่อต่อต้านระบอบของ มูอัมมาร์ กัดดาฟี ซึ่งต่อมาถูกโค่นอำนาจลง

    ผู้เชี่ยวชาญยังคงถกเถียงกันถึง ผลกระทบระยะยาวของการประท้วงที่ขับเคลื่อนด้วยสื่อสังคมออนไลน์

    งานวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ซึ่งตีพิมพ์ในปี 2020 ชี้ว่า ในช่วงทศวรรษ 1980–1990 การเคลื่อนไหวโดยไม่ใช้ความรุนแรงประสบความสำเร็จถึง 65% แต่ระหว่างปี 2010–2019 ตัวเลขนี้ลดลงเหลือเพียง 34% เท่านั้น

    ผศ.จันจิรา กล่าวเพิ่มเติมว่า “แม้การเคลื่อนไหวมวลชนจะสามารถเปลี่ยนรัฐบาลหรือโค่นระบอบได้ แต่การเปลี่ยนแปลงระยะยาวนั้นยังห่างไกลจากคำว่า รับประกันความสำเร็จ”

    เธออธิบายว่า “บางครั้งการประท้วงอาจลุกลามกลายเป็นสงครามกลางเมือง เช่น ใน ซีเรีย เมียนมา และเยเมน เมื่อกลุ่มต่าง ๆ แย่งชิงอำนาจกันเอง หรือในบางประเทศ เช่น อียิปต์ ตูนิเซีย และเซอร์เบีย ที่ผู้นำเผด็จการกลับมามีอำนาจอีกครั้งเพราะการปฏิรูปไม่สามารถรื้อโครงสร้างอำนาจที่หยั่งรากลึกของระบอบเดิมได้จริง”

    มากกว่าแค่แฮชแท็ก

    ที่มาของภาพ, FITA / AFP via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การใช้ “ยุทธศาสตร์แบบผสมผสาน” (Hybrid strategies) ที่ผนวกทั้งการเคลื่อนไหว บนโลกออนไลน์และในโลกจริง เข้าด้วยกัน เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างแท้จริง

    เฟลด์สตีนกล่าวว่า “โดยธรรมชาติแล้ว [สื่อสังคมออนไลน์] ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว เพราะคุณต้องพึ่งพาอัลกอริทึม กระแสความโกรธ และแฮชแท็ก เพื่อให้การเคลื่อนไหวดำเนินต่อไปได้”

    เขาเสริมว่า “การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเกิดจากการที่ผู้คนสามารถเปลี่ยนจากการเคลื่อนไหวออนไลน์ที่กระจัดกระจายไปสู่ขบวนการที่มีวิสัยทัศน์ระยะยาว และมีสายสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นจริงในโลกออฟไลน์ควบคู่ไปกับออนไลน์”

    ผู้เชี่ยวชาญยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของ “ยุทธศาสตร์แบบผสมผสาน” (hybrid strategies)

    ผศ.จันจิรา ชี้ว่า “กลยุทธ์เหล่านี้ควรผสานระหว่างการเคลื่อนไหวทางออนไลน์กับรูปแบบการประท้วงแบบดั้งเดิม เช่น การนัดหยุดงานและการชุมนุมบนท้องถนน”

    เธอยังระบุว่า “สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การสร้างพันธมิตรในวงกว้างเพื่อเสริมพลังความร่วมมือระหว่างภาคประชาสังคม พรรคการเมือง สถาบันต่าง ๆ และขบวนการออนไลน์ให้แข็งแกร่งมากขึ้น”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/c5ygnmymn8xo.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1J6tfU2tB__bpkW-QY4FsZ

  • ‘สิริพงศ์’ โวสัญญาณความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ ปรับตัวดีขึ้น จากหลายมาตรการ Quick Big Win

    ‘สิริพงศ์’ โวสัญญาณความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ ปรับตัวดีขึ้น จากหลายมาตรการ Quick Big Win

    ‘สิริพงศ์’ ชี้สัญญาณความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ปรับตัวดีขึ้น จากหลายมาตรการ Quick Big Win ของรัฐบาล ชี้ ‘คนละครึ่ง พลัส’ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจ ช่วยปชช.ใช้สอยมากขึ้นไตรมาสสุดท้ายของปี

    10 ต.ค.2568- นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สัญญาณความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ปรับตัวดีขึ้นในหลายจุด จากทัศนคติเชิงบวกของประชาชนต่อการปรับเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง พลัส และภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัว ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศและสนับสนุนธุรกิจภาคการค้าและบริการ เชื่อจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวม

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต (3 เดือนข้างหน้า) ปรับตัวเพิ่มขึ้น อยู่ที่ระดับ 56.0 ซึ่งสอดคล้องกับศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ได้เปิดเผย ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค เดือนกันยายน 2568 อยู่ที่ 50.7 ปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวม อยู่ที่ 44.4 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคต อยู่ที่ 59.3 ซึ่งดัชนีความเชื่อมั่นฯ ทุกรายการปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือนเช่นเดียวกัน โดยปัจจัยบวกสำคัญมาจากการเมืองในประเทศเริ่มมีความชัดเจนขึ้น หลังจากที่นายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งหนุนความเชื่อมั่น บรรยากาศการลงทุน และภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

    นายสิริพงศ์ กล่าวว่า ขณะที่สภาธุรกิจตลาดทุนไทยก็ได้ สำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน (FETCO Investor Confidence Index) ในเดือนกันยายน 2568 พบว่าอยู่ในเกณฑ์ร้อนแรง ในอีก 3 เดือนข้างหน้า (ธันวาคม 2568) โดยนักลงทุนมองว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐเป็นปัจจัยหนุนความเชื่อมั่นมากที่สุด ขณะที่ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทยก็เห็นว่า การสานต่อนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบันสร้างความต่อเนื่องทางเศรษฐกิจ เช่น จาก โครงการคนละครึ่ง ต่อยอดสู่ “โครงการคนละครึ่ง พลัส” การออมเพื่อการเกษียณอายุและหวยออมทรัพย์ เป็นต้น

    “นายกฯกำชับทุกกระทรวง โดยเฉพาะทีมกระทรวงเศรษฐกิจที่ต้องเร่งเดินหน้ามาตรการ “Quick Big Win” ให้เห็นผลอย่างเป็นรูปธรรมภายใน 4 เดือนข้างหน้า กระตุ้นโมเมนตัม จุดติดเครื่องยนต์เศรษฐกิจ พลิกฟื้นบรรยากาศการค้า และการลงทุน ทำให้ประชาชนพร้อมจะกลับมาจับจ่ายใช้สอยในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ แม้จะเป็นมาตรการระยะสั้น แต่เชื่อว่าจะส่งต่อเนื่องในระยะยาวอีกด้วย” นายสิริพงศ์ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/876587/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WK783eDOfy7t_8c8jQn7j

  • ฝ่า 4 กับดักเศรษฐกิจไทย ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่-ปลดล็อคลงทุน

    ฝ่า 4 กับดักเศรษฐกิจไทย ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่-ปลดล็อคลงทุน

    เศรษฐกิจ

    10 ต.ค. 2025 เวลา 6:00 น.

    “เอกนิติ” ชี้ 4 กับดักเศรษฐกิจไทย ดัน ‘BOI-Fast Pass’ ปลดล็อกลงทุนยุค AI เร่งอัปสกิลแรงงาน ตั้งเพดานลดหย่อนภาษี หวังสร้างวินัยการคลัง “ศุภจี” ระบุไทยเผชิญความท้าทางจากปัญหาเศรษฐกิจโลก และ 4 เทรนด์กระแสโลก ทำเศรษฐกิจไทยเติบโตน้อยลง แนะไทยปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ 3 ด้าน พร้อมเร่งขับเคลื่อนนโยบาย 3 ยุทธศาสตร์ 7 นโยบาย

    “กรุงเทพธุรกิจ” จัดงาน “Thailand Economic Outlook 2026 : Out of the Trap” โดยมีภาครัฐ ภาคเอกชนและนักวิชาการร่วมประเมินทิศทางเศรษฐกิจปี 2569 รวมถึงแนวทางการก้าวข้ามกับดักประเทศ

    นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า รัฐบาลตระหนักดีถึงข้อจำกัด 4 เดือน ทีมเศรษฐกิจจึงกำหนดแนวทางทำงานภายใต้แนวคิด “Quick Big Win” คือ ทำเร็วและทำทันที โดยเร่งกระตุ้นระยะสั้นเพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นจากหล่ม พร้อมทั้งได้ผลยาวเพื่อแก้ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจ และเน้นกระจายตัวด้วยเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า ในอดีตไทยเคยเป็นเสือตัวที่ 5 ของเอเชีย แต่วันนี้กลายเป็นคนป่วย แต่เป็นคนป่วยมีทางเลือกหากรู้ว่าป่วยอะไรจะรู้วิธีรักษาและกลับมาแข็งแรงได้ โดยกับดักที่ไทยติดอยู่ประกอบด้วย 4 เรื่อง

    1.กับดักด้านการลงทุนเป็นประเด็นแรก ที่รัฐบาลให้ความสำคัญ นายเอกนิติ กล่าวว่า ประเทศไทยมีภาพลักษณ์ที่เก่าและติดกับดักการเติบโตในอุตสาหกรรมเดิม แต่ปัจจุบันโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่ยุค AI, Data Center, EV, ระบบอัตโนมัติ และโลกสีเขียว ดังนั้นจะให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เป็นหัวหอกหลักในการส่งเสริมการลงทุนอุตสาหกรรมยุคใหม่เหล่านี้

    ทั้งนี้ เพื่อปลดล็อกการลงทุน รัฐบาลจะจัดทำโครงการ Fast Pass เพื่อแก้ปัญหากฎ กติกา ที่ทำให้ผู้ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนแล้วแต่ยังไม่สามารถลงทุนได้จริง เนื่องจากติดปัญหาขอใบอนุญาตน้ำหรือไฟ การขอให้คนที่มีความสามารถมาทำงานในไทย

    2.กับดักเรื่องคน และทักษะแรงงานไทยกำลังเผชิญปัญหาโครงสร้างประชากร วันนี้มีผู้อายุเกิน 60 ปี ราว 20% ของประชากรทั้งหมด ซึ่งเมื่อเกษียณแล้วรายได้จะหายไป รายจ่ายเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเจ็บป่วยและจะเพิ่มภาระงบประมาณและหนี้สาธารณะในอนาคต นอกจากนี้กำลังแรงงานไทยยังมีทักษะไม่ตรงความต้องการของตลาด ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ทำให้นักลงทุนย้ายไปประเทศอื่น

    ทั้งนี้ รัฐบาลจะเน้นการ Re-skill และ Up-skill ทักษะแรงงาน โดยจัดสรรเงินจากกองทุนเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน 10,000 ล้านบาท เพื่อใช้ฝึกอบรมระยะสั้น และการอบรมออนไลน์ที่ตรงความต้องการของตลาด และตามความต้องการของภาคธุรกิจ มีการตั้งเป้าหมาย 4 เดือนแรก จะอบรมแรงงาน 100,000 คน พร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งจะเพิ่มรายได้ให้คนไทย

    รวมทั้ง จะทำต่อยอดจากโครงการคนละครึ่งพลัส เปิดหลักสูตรอบรมผ่านแอปถุงเงิน เพื่อให้ร้านค้าในระบบมาเรียนรู้ทักษะสร้างรายได้ การบริหารจัดการต้นทุนการเงินและภาษี

    ฝ่า 4 กับดักเศรษฐกิจไทย ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่-ปลดล็อคลงทุน

    3.กับดักด้านเทคโนโลยี เป็นอีกประเด็นสำคัญ เนื่องจากธุรกิจไทยหลายแห่งไม่ทันโลกยุคใหม่ โดยช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมากจากยุค Digital Transformation ก้าวไปสู่ AI ที่ทำงานแทนคนได้ และรัฐบาลจะช่วยเหลือ SME โดยให้เงินสนับสนุน (Grant) 50% สำหรับการทำวิจัยพัฒนา (R&D) กำหนดวงเงินสำหรับรายเล็กที่ 20 ล้านบาท และรายใหญ่ 50 ล้าน 

    รวมทั้งสนับสนุนการลงทุนเปลี่ยนเครื่องจักรเป็นระบบอัตโนมัติ โดยให้สถาบันการเงินของรัฐออกสินเชื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเพื่อให้ SME ได้รับเงินอุดหนุนทันที

    นอกจากนี้จะทำโครงการพี่ช่วยน้องให้ธุรกิจรายใหญ่สนับสนุน SME โดยไม่ได้หมายถึงการควบรวมกิจการ แต่เป็นมาตรการให้บริษัทใหญ่ที่จ้างงานจาก SMEนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ 1.5 เท่า หรือ 2 เท่า เพื่อสนับสนุนการซื้อสินค้าไทย และการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ มาตรการนี้จะอยู่ในแพ็กเกจ SME ที่จะออกมาต่อเนื่องภายใน 120 วัน

    4.กับดักหนี้และวินัยการคลัง โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูงมาก ประชาชนรายย่อยต้องแบกรับภาระผ่อนต้น ผ่อนดอก และมีกำลังซื้อลดลง หากไม่แก้ไขกำลังซื้อที่หดหายจะเริ่มกระทบธุรกิจ SME และอาจลามไปถึงธุรกิจรายใหญ่ รวมถึงหนี้รัฐหรือหนี้สาธารณะที่ปัจจุบันอยู่ระดับ 64% ของ GDP

    โอนหนี้ AMC ชัดเจนภายในต.ค.นี้

    ขณะนี้กระทรวงการคลังหารือธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยจะดึงหนี้จากคนตัวเล็กตัวน้อยออกมาจากระบบ และนำไปไว้ในบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) เนื่องจากหากตั้ง AMC ใหม่ อาจไม่ทันใน 4 เดือน จึงอาจใช้สิ่งที่มีอยู่แล้ว คือ ดำเนินการผ่านบริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM และบริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิทจำกัด (SAM) 

    ทั้งนี้ แนวทางดังกล่าวจะแก้ปัญหาได้เร็ว มาตรการนี้จะช่วยให้คนไทยมีภาระหนี้ลดลง และจะสนับสนุนให้รวบหนี้ที่อยู่หลายธนาคารไว้ที่เดียว โดยจะเห็นผลการดำเนินการ AMC ภายในเดือน ต.ค.นี้

    นายเอกนิติ กล่าวว่า กระทรวงการคลังจะยกระดับวินัยการคลังให้โปร่งใสและชัดเจน โดยจะทบทวนแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) เดือน พ.ย.นี้ ให้ลงรายละเอียดการดำเนินนโยบายการคลังชัดเจนว่ารัฐบาลจะไม่ก่อหนี้เพิ่ม เพื่อแสดงให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Rating Agency) ลดความกังวลต่อการก่อหนี้สาธารณะไทย

    เล็งกำหนดเพดานลดหย่อนภาษี

    นายเอกนิติ กล่าวถึงการปรับปรุงระบบภาษีและค่าลดหย่อนว่า จะปรับปรุงเกณฑ์ค่าลดหย่อน โดยไม่ต้องแก้ พ.ร.บ.เนื่องจากปัจจุบันการลดหย่อนภาษีมีความหลากหลายมาก 

    ทั้งนี้ จะกำหนดเพดาน (Ceiling) ที่ชัดเจนการลดหย่อนใน 1 ปี ได้เท่าไร โดยข้อเสนอที่น่าสนใจคือ Individual Saving Account (ISA) ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ซึ่งจะให้ประชาชนมีเพดานและอิสระเลือกลงทุนหุ้น พันธบัตร หรือลงทุนต่างประเทศได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องออกผลิตภัณฑ์เฉพาะเจาะจงเหมือนอดีต รวมถึง Framework ลดหย่อนจะเสร็จในเดือน พ.ย.นี้ 

    นอกจากนี้ การนำระบบดิจิทัลมาใช้ในระบบภาษี และการยกเว้นให้เฉพาะผู้ที่เข้าไม่ถึงระบบ จะช่วยให้ภาษีของรัฐบาลโตขึ้นเยอะ

    นายเอกนิติ กล่าวว่า แม้รัฐบาลมีเวลาแค่ 4 เดือน และแก้ปัญหานี้ไม่ได้ทั้งหมดแต่ต้องเริ่มต้นทำ และการดำเนินการผ่านแต่ละแผนงานเชื่อว่าจะวางรากฐานการแก้ปัญหาระยะยาวได้

    ฝ่า 4 กับดักเศรษฐกิจไทย ปรับโครงสร้างครั้งใหญ่-ปลดล็อคลงทุน

    “พาณิชย์” เร่งเจรจาสหรัฐให้จบ

    นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า บริบทเศรษฐกิจโลกทำให้ไทยต้องเผชิญ ใน 4 ด้าน คือ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและผันผวนทั่วโลกจากปัจจัยหลายอย่าง รวมถึงภูมิรัฐศาสตร์โดยมาตรการทางภาษีของสหรัฐส่งผลต่อโครงสร้างการค้าโลก ซึ่งไทยถูกสหรัฐประกาศเก็บภาษีตอบโต้ที่ 19% ซึ่งไทยต้องพยายามเจรจราให้จบในปลายปี 2568 เพราะสหรัฐเป็นคู่ค่าสำคัญของไทย

    สำหรับเศรษฐกิจไทยพบว่าการเติบโตลดลงต่อเนื่อง โดยลดจากเดิม 5% เหลือ 3% และปัจจุบันจะขยายตัวเพียง 1.8-2.3% ขณะที่เงินเฟ้อต่ำ อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 จากราคาพลังงานและราคาอาหารสดที่ลดลงอาจนำไปสู่ภาวะเงินฝืดหากไม่เร่งกระตุ้นอุปสงค์ โดยรัฐบาลจึงมีโครงการกระตุ้นการใช้จ่าย เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส

    ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์วางยุทธศาสตร์ Quick Win ใน 3 ด้าน 7 นโยบายหลักที่ทำได้ใน 4 เดือน ได้แก่ 

    1.เสริมรายได้ฐานรากและสร้างความมั่นคงรายได้เกษตรกร โดยรักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตรและดูแลต้นทุนผ่าน “ธงเขียว” 

    2.สร้างตลาดใหม่และขยายการค้า โดยปัจจุบันไทยมีข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) 14 ฉบับ ครอบคลุม 18 ประเทศ และตั้งเป้าให้ FTA ไทย-สหภาพยุโรป และไทย-เกาหลีใต้ สำเร็จในปี 2568 

    3.ลดภาระค่าครองชีพและพยุงกำลังซื้อ เช่น ความร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยเพื่อลดค่าขนส่งสินค้า และดูแลความเป็นอยู่ประชาชน 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา 

    3 แนวทางไทยพ้นจากกับดักประเทศ

    สำหรับโอกาสและความท้าทาย Out of the Trap โดยประเทศไทยมีจุดแข็งด้านที่ตั้งเป็นศูนย์กลางการผลิต รวมถึงภูมิปัญญาและครัวไทยสู่โลก และ Green Economy ซึ่งไทยต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อออกจากกับดักเศรษฐกิจ 3 ด้าน คือ 

    1.ปรับโครงสร้างการค้าสินค้าเกษตรสู่เกษตรแม่นยำ เปลี่ยนจากระบบผลิตตามอุปทานเป็นการผลิตตามความต้องการตลาด

    2.มุ่งสู่ตลาดอาหารแห่งอนาคต พัฒนาแบรนด์และนวัตกรรมอาหารให้ไทยเป็นศูนย์กลาง Future Food ของภูมิภาค

    3.พัฒนาระบบนิเวศทางการค้าสู่ดิจิทัล ยกระดับเศรษฐกิจไปสู่ Value-based Economy ผ่านเทคโนโลยีและระบบ Trade Intelligence 

    “ภาครัฐสร้างความเชื่อมั่น ภาคเอกชนสร้างโอกาส ประชาชนได้รับผลประโยชน์จริง ซึ่งไทยจะหลุดพ้นจากกับดัก เมื่อการค้าเดินได้ เศรษฐกิจก็เดินหน้าและไทยก็เติบโต” นางศุภจี กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1202520&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2V9TWoCJZN_8Pjvrmsu6Ap

  • ศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย ให้โอกาสมีชีวตใหม่

    ศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย ให้โอกาสมีชีวตใหม่

    พลังศิลปะสร้างการเปลี่ยนแปลงและมอบความหวังให้แก่ผู้ลี้ภัย เมื่อเหล่าศิลปินไทยกว่า 30 คน ทั้งศิลปินแห่งชาติ ศิลปินชื่อดัง และศิลปินรุ่นใหม่รังสรรค์ผลงานสื่อความหมายลึกซึ้ง จุดประกายความคิด และการลงมือทำ เพื่อให้โลกใบนี้งดงามยิ่งขึ้นในนิทรรศการศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย ครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “ความหวัง…ใช้ชีวิตให้ดี ทำโลกให้งาม” จัดโดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR), พระเมธีวชิโรดม (ท่าน ว.วชิรเมธี ) ผู้อุปถัมภ์ด้านสันติภาพและเมตตาธรรมของ UNHCR และพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK)   ระดมทุนสนับสนุนแคมเปญ “Aiming Higher” ของ UNHCR ที่จัดขึ้นทั่วโลก เพื่อมอบทุนการศึกษาให้เยาวชนผู้ลี้ภัยที่มีความรู้ได้สานต่อความหวังและความฝันการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาและฝึกทักษะวิชาชีพเฉพาะด้าน

    แทมมี่ ชาร์ป ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า กว่าสิบปีที่ผ่านมาจำนวนผู้ลี้ภัยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลกกว่า 123 ล้านคน ที่ถูกบังคับให้พลัดถิ่น   เพราะความขัดแย้ง ความรุนแรง หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน สำหรับเด็กและเยาวชนผู้ลี้ภัยการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญช่วยสร้างความมั่นคง ความปลอดภัย มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่และเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมอย่างมีความหมายต่อชุมชนของตนเอง UNHCR  มีเป้าหมายเพิ่มโอกาสเด็กผู้ลี้ภัยได้เรียนต่อระดับอุดมศึกษา ร้อยละ 15 ภายในปี 2573  จากร้อยละ 7 ในปัจจุบัน เพื่อลดช่องว่าง ไม่มองผู้ลี้ภัยเป็นภาระ แต่เป็นเพื่อนมนุษย์มีศักดิ์ศรี 

    “ ท่ามกลางภาวะงบประมาณด้านมนุษยธรรมลดลงทั่วโลก นิทรรศการศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัยมีบทบาทสำคัญ ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างวุฒิการศึกษา แต่คือการมอบความหวัง การเปลี่ยนแปลง เสริมพลังให้เยาวชนผู้ลี้ภัยได้แสดงศักยภาพและแบ่งปันอนาคตที่ดีร่วมกันทั่วโลก  ” แทมมี่ ชาร์ป กล่าว 

    ท่าน ว.วชิรเมธี กล่าวว่า นิทรรศการ “ศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย” เริ่มต้นขึ้น 8 ปีที่แล้ว ขณะนั้นจำนวนผู้ลี้ภัยมี 80 ล้านคน ปัจจุบันสถานการณ์ผู้ลี้ภัยก็ไม่ได้ดีขึ้น ตัวเลขกลับเพิ่มมากขึ้น นอกจากในค่ายผู้ลี้ภัยแล้ว ยังกระจายทั่วทุกแห่งปัญหาผู้ลี้ภัยในภูมิภาคต่างๆ ของโลกเชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และส่งผลกระทบต่อไทยเราไม่อาจอยู่เฉยกับวิกฤตการณ์ของโลกที่เกิดขึ้นไทยเองก็เจอปัญหาหนัก อยากชวนทุกคนเยียวยาโลกใบนี้ มองโลกอย่างมีความหวังดั่งชื่อนิทรรศการ เพราะหากสิ้นหวังจะปล่อยปละละเลยและยอมจำนน แต่ถ้ามองโลกแบบมีความหวังจะเกิดพลังพิเศษสานพลังกันเยียวยาปัญหา

     “ ศิลปินแถวหน้าของไทยสร้างงานศิลปะนำมาจัดแสดงในนิทรรศการเกิดพลังอย่างมากมายสถานการณ์ผู้ลี้ภัยและสงครามจะดียิ่งขึ้นกว่านี้หากมองโลกอย่างมีความหวัง ไม่ว่าวิกฤติเท่าใดก็ผ่านไปได้ ตนเขียนกวินนิพนธ์และส่งต่อคิวเรเตอร์ จากนั้นอาจารย์โอม รัชเวทย์ ต่อยอดสร้างเป็นภาพวาดจัดแสดงนิทรรศการศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัยสังคมปัจจุบันขาดเมตตาธรรม ความเห็นอกเห็นใจก็หายากขึ้นทุกที ศิลปะจะช่วยชุบชูใจให้สดชื่นรื่นรมย์ เมื่อเกิดสติ จะเบียดเบียนกันน้อยลง และปฏิบัติดีต่อเพื่อนร่วมโลก ” ท่าน ว.วชิรเมธี กล่าว 

    ในฐานะผู้อุปถัมภ์ด้านสันติภาพและเมตตาธรรม UNHCR  ย้ำการศึกษาสำคัญ คือพลัง คือโอกาส คือการให้ชีวิตใหม่กับเด็กและเยาวชน ครั้งนี้ได้ขยายความช่วยเหลือมาถึงน้อง ๆ ผู้ลี้ภัยให้ได้รับการศึกษาขั้นสูง เพื่อให้ได้รับโอกาสครั้งที่สอง และเป็นประชากรที่มีคุณภาพของโลก

    นิทรรศการศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัยได้รับการสนับสนุนจากศิลปินไทย อาทิ ศ.ปรีชา เถาทอง, ปัญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ, ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ, วรสันต์ สุภาพ ,ลำพู กันเสนาะ, แทน โฆษิตพิพัฒน์, ชัชวาล รอดคลองตัน , ธนชัย อุชชิน, เสงี่ยม ยารังษี,เอกชัย ลวดสูงเนิน,โอม รัชเวทย์ ฯลฯ  

    ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ ศิลปินร่วมสมัย กล่าวว่า ถือเป็นครั้งที่3 ร่วมแสดงผลงานนิทรรศการศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย ครั้งนี้โจทย์คือความหวัง เพื่อสร้างความตระหนักลดความขัดแย้งที่นำไปสู่สงคราม รวมถึงหารายได้ช่วยการศึกษาแก่เด็กผู้ลี้ภัย ตนวาดภาพ“หม้อดอก” หรือ “ปูรณฆฏะ” เชื่อกันว่าเป็นหม้อดอกไม้แห่งความสมบูรณ์ รวมถึงความสุข สงบ ร่มเย็น อุดมสมบูรณ์ เบ่งบาน เพื่อแทนความหวังจะเกิดขึ้นได้เมื่อทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน ทำให้โลกใบนี้สงบสุข 

    นิทรรศการปักหมุดที่ MOCA BANGKOK เปิดให้เข้าชมฟรี ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ต.ค. 2568 ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น G รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้ UNHCR เพื่อนำไปสนับสนุนแคมเปญ “Aiming Higher” มอบทุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและฝึกทักษะวิชาชีพเฉพาะด้านแก่เยาวชนผู้ลี้ภัยต่อไป ร่วมมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนผู้ลี้ภัยทั่วโลก ติดต่ออมรศรี พัฒนศิษฎางกูร ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมความร่วมมือภาคเอกชน     โทร. 063-270-9334

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/news-update/876208/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tYCpgD6D6Qu0XtZK8UX8j

  • เศรษฐกิจหด..รัฐบาล(อายุ)สั้น.!?

    เศรษฐกิจหด..รัฐบาล(อายุ)สั้น.!?

    หนึ่งในไฮไลต์สำคัญ บนเวทีเสวนา “พลิกเกมสู้เศรษฐกิจโลกป่วน” หัวข้อ The Future Direction of Thailand ที่จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ นั่นคือเนื้อหาจาก “ผยง ศรีวณิช” กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTB ในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย..!!

    ที่ระบุว่า “ปัจจุบันขนาดของภาคธนาคารพาณิชย์ไทย ยังเล็กกว่าหลายประเทศในภูมิภาค ทั้งเวียดนาม, ฟิลิปปินส์, อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ขณะที่ภาคเอกชนไทย ต้องเผชิญปัญหาหลายด้าน โดยเฉพาะปัญหาเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ผลิตภาพ (Productivity) ที่ต่ำ และประสิทธิภาพการบริหารจัดการของภาครัฐ ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุสำคัญทำให้การเติบโตของประ เทศชะลอตัว”

    หากมองระยะ 5 ปีข้างหน้าทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และฐานข้อมูลสถิติทางเศรษฐกิจและการเงินระดับโลก (CEIC) ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.7% ต่อปี ขณะที่ประเทศกลุ่มอาเซียน จะเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 4.5% ต่อปีสะท้อนว่าศักยภาพของไทยลดลง จากเดิมที่เคยเป็น “พี่ใหญ่ของอาเซียน”..!!

    ถอดถ้อยรหัสจาก “ผยง ศรีวณิช” บ่งชี้ชัดเจนว่า ธนาคารพาณิชย์ไทยกำลัง “ติดกับดักการเติบโต” นั่นเอง..!!

    สะท้อนจากเป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่แต่ละแห่ง ที่ประกาศไว้เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา อาทิเช่น ธนาคารกรุงไทย (KTB) เป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อ “คงที่ (Flat)” ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) 2.9-3.2% NPL Ratio ไม่เกิน 3.25%

    ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) เป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อ “คงที่ (Flat)” ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) 3.3-3.5% NPL Ratio ไม่เกิน 3.25% และธนาคารไทยพณิชย์ (SCB) เป้าหมายการเติบโตของสินเชื่อ 1-3% ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ(NIM) 3.6-3.8% NPL Ratio ไม่เกิน 1.5-1.7%

    การเติบโตของสินเชื่อธนาคารพาณิชย์ บ่งชี้ให้เห็นถึงภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำ และการลงทุนขยายตัวอย่างถดถอยตลอดหลายปีที่ผ่านมา..

    อีกนัยฯ จากประธานสมาคมธนาคารไทย ที่ระบุว่า “SMEs มีสัดส่วนเพียง 30% ของ GDP แต่สร้างการจ้างงานมากถึง 70% ของประเทศ ขณะที่บริษัทขนาดใหญ่มีเพียง 1% ของจำนวนธุรกิจทั้งหมด กลับสร้างสัดส่วน GDP สูงถึง 65% ทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจ “กระจุกตัว” และประชาชนส่วนใหญ่ไม่สามารถมีส่วนร่วมกับผลของการขยายตัวทางเศรษฐกิจได้อย่างทั่วถึง.!”

    เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจขณะที่เศรษฐกิจไทยติดกับดัก “รวยกระจุกจนกระจาย” แต่เศรษฐกิจประเทศเพื่อนบ้าน กลับมีการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และเดินนำหน้าไทยไปหลายตัว..

    ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ “เวียดนาม” ล่าสุดไตรมาส 3/68 ตัวเลข GDP เติบโตว่า 8.23% ถือเป็นตัวเลขเติบโตเร็วสุดรอบ 3 ปีที่ผ่านมา โดยมียอดการลงทุนทางตรง (FDI) ในเวียดนาม ช่วง 9 เดือนแรก เติบโตกว่า 15.2% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน

    เรียกได้ว่า..เป็นการขยายตัวสูงสุด จากทั้งหมด 11 ประเทศในอาเซียน..!!

    กลับมาที่ประเทศไทย..โจทย์ใหญ่ไม่ใช่ว่า “จะเติบโตเท่าไหร่”..แต่เป็นว่า “จะฟื้นตัวอย่างไร” ต่างหาก..!!?

    ภายใต้ “อายุรัฐบาลที่สั้นจู๋” ที่เป็นอยู่ขณะนี้..!!?

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/column/788287&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ZzPKmzYVz1IjlB-mHfQ09