Blog

  • ‘คนละครึ่ง-อัดเงินบัตรคนจน’ชี้ชะตานโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลอนุทิน

    ‘คนละครึ่ง-อัดเงินบัตรคนจน’ชี้ชะตานโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลอนุทิน

    ‘คนละครึ่ง-อัดเงินบัตรคนจน’ชี้ชะตานโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลอนุทิน

    มีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงภาวะเศรษฐกิจซบเซารุนแรง พร้อมเร่งสร้างแรงกระตุ้นในภาคการบริโภค การลงทุน การค้าภายในประเทศ และการท่องเที่ยว

    วัตถุประสงค์ของนโยบาย กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเร่งด่วน (“Quick”) มีขนาดเม็ดเงินเพียงพอให้เกิดผลในระดับภาพรวม (“Big”) และกระจายประโยชน์ให้กับประชาชนและธุรกิจรายย่อยทั่วประเทศ (“Win”)

    สำหรับความคืบหน้าของโครงการสำคัญล่าสุด ในส่วนของของโครงการคนละครึ่ง พลัส เตรียมเปิดใช้งานในวันที่ 29 ตุลาคม 2568 ผ่ายแอปฯเป๋าตัง ใช้งบประมาณ 44,000 ล้านบาท ส่วนการเติมเงินผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน โดยจะเพิ่มวงเงินให้ 850 บาทต่อคนต่อเดือน รวมเป็น 1,700 บาทต่อคนต่อ 2 เดือน เริ่มโอนเงินรอบแรกพฤศจิกายน-ธันวาคมนี้ ใช้งบ 22,780 ล้านบาท ขณะที่ยังมีการค้ำประกันสินเชื่อ SMEs วงเงิน 50,000 ล้านบาท โดยบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลชุดก่อนเป็นอีกตัวช่วยผู้ประกอบการให้ไปต่อ

    ‘คนละครึ่ง-อัดเงินบัตรคนจน’ชี้ชะตานโยบายเศรษฐกิจ รัฐบาลอนุทิน

    ขณะที่กระทรวงพลังงาน สั่งตรึงราคา LPG (ก๊าซหุงต้ม) ไว้ที่ 423 บาทต่อถัง (15 กก.)ไปจนถึงวันที่ 31 ตุลาคม 2568 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ ส่วนกระทรวงพาณิชย์สั่งดำเนินมาตรการธงฟ้า สินค้าราคาประหยัด ช่วยพี่น้องประชาชนในพื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา การจับมือกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ในการเปิดเผยราคายาอย่างโปร่งใส และสามารถไปหาซื้อยาจากร้านข้างนอกได้ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่าย เป็นต้น

    อย่างไรก็ตาม จุดแข็งของนโยบายรัฐบาลในครั้งนี้อยู่ที่ความชัดเจนด้านเป้าหมายและไทม์ไลน์ ที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่ารัฐบาลได้ขยับแล้ว นอกจากนี้ยังใช้เครื่องมือที่ประชาชนคุ้นเคย เช่น เป๋าตัง บัตรสวัสดิการฯ ครอบคลุมทั้งภาคประชาชน ผู้ประกอบการ SMEs และภาคบริการ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจทั้งระยะสั้น คือการกระตุ้นกำลังซื้อของประชาขน และระยะยาวคือการพัฒนาอุตสาหกรรม และต่อลมหายใจผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งเป็นผู้ประกอบการส่วนใหญ่ของประเทศ

    แต่ทั้งนี้นโยบาย Quick Big Win ยังมีจุดอ่อนและความเสี่ยง คือ กรอบเวลา 4 เดือนสั้นเกินไปในการดำเนินโครงการให้เห็นผลจริงในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และกำลังซื้อ ขณะที่เม็ดเงินยังมีขนาดจำกัดเมื่อเทียบกับความต้องการในระบบเศรษฐกิจ รวมถึงการเข้าถึงโครงการของประชาชนในกลุ่มเปราะบางยังอาจมีข้อจำกัด มีความเสี่ยงด้านการคลังและภาระหนี้ระยะยาว และปัจจัยภายนอก เช่น เศรษฐกิจโลก และปัจจัยภายในประเทศเช่นน้ำท่วม และภัยธรรมชาติ อาจบั่นทอนผลกระทบเชิงบวก

    อย่างไรก็ดีหากพิจารณาแล้ว โอกาสความสำเร็จของโครงการ ก็มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จสูง เพราะโครงการใช้กลไกที่เคยประสบความสำเร็จมาก่อนได้ถูกนำมาใช้อีกครั้ง เช่น “คนละครึ่ง” และ “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” แต่ก็มีความเสี่ยงล้มเหลวเช่นกัน เนื่องจากโครงการใหม่อาจมีความล่าช้าจากความไม่พร้อมในทางระบบ และในแง่กฎหมาย และต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย

    บทสรุปนโยบาย Quick Big Win เป็นก้าวแรกที่จำเป็นและเร่งด่วนของรัฐบาลอนุทิน ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยช่วงปลายปี ภายใต้กรอบเวลาที่จำกัด ซึ่งหากโครงการสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพจะสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของประชาชน อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของนโยบายจะขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการเชิงระบบ ความเร็วในการดำเนินงาน และการติดตามประเมินผลอย่างใกล้ชิด ซึ่งรัฐบาลควรใช้โอกาสนี้เป็นจุดเริ่มต้น สู่การฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในปีถัดไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/641007&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1tcB79tuzeR8Gx_xC89Kyv

  • เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าขยายการใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนในธุรกิจ พร้อมยกระดับความโปร่งใสด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าขยายการใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนในธุรกิจ พร้อมยกระดับความโปร่งใสด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าขยายการใช้เศรษฐกิจหมุนเวียนในธุรกิจ
    พร้อมยกระดับความโปร่งใสด้านการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

    เอปสัน ผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีการพิมพ์และโปรเจคเตอร์เปิดเผยรายงานความยั่งยืนประจำปีงบประมาณ 2567 (FY2024) ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SEA) ซึ่งเผยให้เห็นความ ก้าวหน้าในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน การเพิ่มความโปร่งใสในการรายงานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการขยายโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมทั่วภูมิภาค ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ระดับโลก Environmental Vision 2050 ของเอปสัน ที่มุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นลบ และเลิกพึ่งพาทรัพยากรใต้ดินอย่างสิ้นเชิง

    เอปสันเริ่มเก็บข้อมูลการปล่อยคาร์บอนจากทั่วภูมิภาคตั้งแต่ปีงบประมาณ 2566 และรายงานฉบับล่าสุดได้สรุปความก้าวหน้าใน 4 ด้านหลัก ได้แก่ การบรรลุความยั่งยืนผ่านเศรษฐกิจหมุนเวียน (Achieve Sustainability in a Circular Economy) การผลักดันอุตสาหกรรมสู่ขอบเขตใหม่ (Advance the Frontiers of Industry) การยกระดับคุณภาพชีวิต (Improve Quality of Life) และการขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคม (Fulfil Social Responsibility) ทั้งสี่ด้านนี้สะท้อนถึงแนวทางแบบองค์รวมของเอปสันในการสร้างผลกระทบเชิงบวก ภายใต้กรอบการดำเนินงานนี้ เอปสันสามารถลดการใช้ไฟฟ้าได้ประมาณ 11% ในปีงบประมาณ 2567 ส่งผลให้การปล่อยคาร์บอนทางอ้อม (Scope 2) ลดลงเหลือ 814 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (CO2e) หรือใกล้เคียงกับการใช้พลังงานไฟฟ้าของตู้เย็นประมาณ 4,500 เครื่องต่อปี

    *การบรรลุความยั่งยืนผ่านเศรษฐกิจหมุนเวียน*
    เอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เดินหน้าผลักดันวาระด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น ผ่านการลด
    ของเสียและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการขนส่ง โดยเพียงลำพังการขยายการทำ Drop Shipping ก็สามารถช่วยหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้มากถึง 113 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า เพิ่มขึ้นร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2566

    เพื่อเพิ่มความโปร่งใสและสนับสนุนการตัดสินใจด้านความยั่งยืนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เอปสันได้ขยายการติดตามการปล่อยก๊าซเรือนกระจก Scope 3 ซึ่งครอบคลุมการปล่อยที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การขนส่ง การใช้งานผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการจัดการซากผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน ข้อมูลที่ครอบคลุมมากขึ้นนี้จะสนับสนุนแนวทางการดำเนินงานที่ปรับให้เหมาะกับบริบทของแต่ละประเทศ โดยแต่ละตลาดจะขับเคลื่อนโครงการเฉพาะของตนเองเพื่อลดขยะ อนุรักษ์ทรัพยากร และเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึงความก้าวหน้าระดับภูมิภาค โดยเอปสันสามารถรีไซเคิลวัสดุสิ้นเปลืองจากหมึกได้มากกว่า 1,600 กิโลกรัม และแปรรูปเศษอาหารกว่า 500 กิโลกรัมเป็นปุ๋ย ซึ่งเทียบเท่ากับมื้ออาหารราว 1,700 มื้อ

    ความพยายามในการจัดการทรัพยากรหมุนเวียนภายในสำนักงานยังส่งผลให้สำนักงานแห่งหนึ่งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้รับการรับรองมาตรฐาน BCA Green Mark ระดับ Gold ภายในช่วงเวลาการรายงาน และต่อมาอีก
    5 สำนักงานก็ได้รับการรับรองเพิ่มเติม ความสำเร็จระดับภูมิภาคนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอปสันต่อแนวปฏิบัติด้านอาคารที่ยั่งยืน ซึ่งมุ่งยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงานและลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพรินต์

    *การเสริมสร้างธรรมาภิบาลและประสิทธิภาพเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรม*
    รายการความยั่งยืนประจำปีงบประมาณ 2567 ยังนำเสนอความพยายามอย่างต่อเนื่องของบริษัทฯ ในการผสานความยั่งยืนเข้ากับการดำเนินงานผ่านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล การกำกับดูแลตามหลักธรรมาภิบาล และการดูแลคุณภาพชีวิตของพนักงาน

    โดยเฉพาะในการกำกับดูแลการดำเนินงานตามหลักธรรมาภิบาล พนักงานได้เข้าร่วมการอบรมด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบครบถ้วน 100% ควบคู่กับมาตรการต่อต้านการทุจริต และมาตรการด้านสุขภาพและความปลอดภัยที่เข้มงวด ที่สำคัญ ในปีงบประมาณ 2567 เอปสันสามารถบันทึกสถิติการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานเป็นศูนย์ อีกทั้งยังเดินหน้าลงทุนในการพัฒนาบุคลากร ผ่านการฝึกอบรมเฉพาะด้านและโครงการส่งเสริมคุณภาพชีวิต สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของเอปสันต่อความเป็นเลิศในการดำเนินงานและความปลอดภัยของพนักงาน

    *การยกระดับคุณภาพชีวิตชุมชน*
    เอปสันยังคงมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่ที่ดำเนินงาน ผ่านการสนับสนุนด้านการศึกษาและการเข้าถึงการเรียนรู้ ภายใต้โครงการ “Epson Goes to School” และการมอบเครื่องพิมพ์ เพื่อช่วยให้ครูและนักเรียนเข้าถึงสื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ เอปสันยังสนับสนุนโครงการหุ่นยนต์ในหลายประเทศ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนก้าวสู่การเป็นนักนวัตกรรม และเตรียมความพร้อมสู่โลกดิจิทัลในอนาคต

    *การธำรงไว้ซึ่งความรับผิดชอบต่อสังคม*
    รายงานยังเน้นย้ำถึงพันธกิจด้านความรับผิดชอบต่อสังคมของเอปสัน ผ่านความร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคมและภาคีท้องถิ่น เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและลดปริมาณขยะ อาทิ โครงการเก็บกู้ขยะกว่า 1,400 กิโลกรัม ทั้งพลาสติกและโฟม และกิจกรรมทำความสะอาดใน 6 ประเทศ ขณะที่ในอินโดนีเซีย เอปสันร่วมกับ WWF ในโครงการ “Trees for Life” ปลูกต้นไม้กว่า 200,000 ต้น บนพื้นที่กว่า 1,875 ไร่ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศในระยะยาวและช่วยเหลือครอบ ครัวกว่า 300 ครัวเรือน

    *ตัน เมย์ ลิน หัวหน้าคณะทำงานด้านความยั่งยืน เอปสัน เอเชียนตะวันออกเฉียงใต้* กล่าวว่า “สำหรับเอปสัน ความยั่งยืนคือการมอบพลังให้กับพนักงานและชุมชนในการขับเคลื่อนร่วมกันเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความโปร่งใสด้านข้อมูลและความรับผิดชอบในภูมิภาค เพื่อให้เป้าหมายระดับโลกสอดคล้องกับการดำเนินงานในพื้นที่จริง”

    *เอลวิน ตัน ผู้รับผิดชอบโครงการในแต่ละประเทศ* เสริมว่า “ความก้าวหน้าด้านความยั่งยืนต้องเกิดขึ้นจริงในทุกตลาดภายใต้การกำกับดูแลของเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ไม่ว่าจะเป็นการลดการปล่อยคาร์บอน ลดขยะพลาสติก หรือการขยายโอกาสทางการศึกษา วิธีการแบบลงมือทำจริงนี้ช่วยให้ทั้งพนักงานและชุมชนได้รับประโยชน์ที่จับต้องได้ ทั้งต่อผู้คนและสิ่งแวดล้อม”

    รายงานความยั่งยืนประจำปีงบประมาณ 2567 ฉบับเต็มของเอปสัน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถอ่านได้ที่นี่ และเวอร์ชันสรุปสำหรับผู้บริหารสามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/it/449845&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2CIRpnSwnva-MexuTG3Uto

  • เศรษฐกิจไทย

    เศรษฐกิจไทย

    ประเทศไทยเคยถูกขนานนามว่าเป็น ‘เสือเศรษฐกิจตัวใหม่’ ของภูมิภาค แต่วันนี้สถานะของประเทศไทยกลับน่าเป็นห่วง เมื่อตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) รั้งท้ายในกลุ่มประเทศอาเซียนมานานหลายปี จนหลายคนเริ่มเรียกว่าเป็น ‘คนป่วยแห่งอาเซียน’ (The Sick Man of ASEAN) เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย และเราจะปลุกเศรษฐกิจที่หลับใหลนี้ให้ตื่นขึ้นมาได้อย่างไร?

    บนเวทีเสวนา ‘Wake Up Thailand Economy’ สองผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมและแวดวงเศรษฐศาสตร์ อย่าง คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ นักเศรษฐศาสตร์และนักการเงิน ได้ร่วมกันวิเคราะห์ถึงต้นตอของปัญหา พร้อมชี้ทางออกที่ประเทศไทยต้องลงมือทำอย่างเร่งด่วน

    โลกเปลี่ยน แต่ไทยยังใช้ ‘กลยุทธ์เก่า’ ในสนามรบใหม่

    ดร. สมประวิณ เปิดประเด็นอย่างน่าสนใจว่า ปัญหาพื้นฐานของเศรษฐกิจไทยคือ ‘เรากำลังใช้กลยุทธ์เก่าบนภูมิทัศน์ใหม่’ เปรียบเสมือนโลกกลายเป็น ‘Waterworld’ ไปแล้ว แต่เรายังพยายามผลิตรถยนต์ที่มีล้อเพื่อวิ่งบนน้ำ ซึ่งไม่มีทางประสบความสำเร็จ

    ในอดีตหลังสงครามโลก บริบทโลกมี ‘3 มาก’ คือ ‘คนมาก’ ทำให้เน้นการผลิตปริมาณมาก ราคาถูก, ‘ความร่วมมือมาก’ ผ่านเวทีพหุภาคี และ ‘กิจกรรมทางเศรษฐกิจร่วมกันมาก’ ทำให้กลยุทธ์แบบ ‘Outside-in’ (พึ่งพา Supply Chain โลก), ‘Top-down’ (สั่งการจากบนลงล่างเพื่อให้เร็ว) และ ‘Exclusive’ (มีตัวแทนไม่กี่รายเข้าร่วมการผลิต) เป็นสิ่งที่ถูกต้องในยุคนั้น

    แต่ปัจจุบัน โลกเปลี่ยนเป็น ‘3 น้อย’ คือ ‘คนน้อยลง’ (สังคมสูงวัย), ‘ความร่วมมือน้อยลง’ (เน้นดีลทวิภาคี) และ ‘กิจกรรมทางเศรษฐกิจร่วมกันน้อยลง’ (ทุกประเทศเน้นพึ่งพาตัวเอง) ดังนั้น กลยุทธ์เดิมจึงใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป การพยายามผลิตสินค้าจำนวนมากเพื่อแข่งกับจีนก็เป็นไปไม่ได้แล้ว

    ทางรอดคือการปรับกลยุทธ์ใหม่ 3 ด้าน คือ

    • จาก Outside-in สู่ Inside-out: เลิกพึ่งพาคนอื่น แล้วหันกลับมามองฐานทรัพยากรและจุดแข็งของตัวเองเพื่อสร้างมูลค่า
    • จาก Top-down สู่ Bottom-up: สร้างการมีส่วนร่วมจากฐานราก เพื่อกระจายการเติบโตและแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
    • จาก Exclusive สู่ Inclusive Growth: ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงโอกาสและเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตได้

    ส่องปัญหาเชิงโครงสร้างและสารพัด ‘กับดัก’ ที่ฉุดรั้งประเทศ

    ด้านคุณเกรียงไกร ได้ฉายภาพปัญหาที่รุมเร้าประเทศไทยให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยชี้ว่า GDP ไทยโตเฉลี่ยเพียง 2% ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพอย่างมาก ปัญหาเหล่านี้มาจากทั้งปัจจัยภายนอกและปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึกภายในประเทศ

    ปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ได้แก่

    • สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ มีประชากรสูงอายุถึง 21% ขณะที่อัตราการเกิดใหม่ต่ำกว่าอัตราการเสียชีวิต ทำให้ขาดแคลนแรงงานซึ่งเคยเป็นจุดแข็งในอดีต
    • กฎหมายล้าสมัย กฎหมายกว่าแสนฉบับกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาและนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน
    • กับดักรายได้ปานกลาง อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ยังติดอยู่กับการเป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) ที่มีมูลค่าเพิ่มต่ำ ไม่สามารถก้าวไปสู่การออกแบบ (ODM) หรือสร้างแบรนด์ของตัวเอง (OBM) ได้
    • งบประมาณไม่สมดุล ฐานผู้เสียภาษีมีเพียง 4 ล้านคน แต่ต้องเลี้ยงดูประชากรกว่า 60 ล้านคน ทำให้ขาดงบประมาณในการพัฒนาประเทศ
    • ระบบการศึกษา หลักสูตรการศึกษาไม่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต

    นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเฉพาะหน้าที่ส่งผลกระทบโดยตรง เช่น สงครามการค้าที่ทำให้สินค้าจีนทะลักเข้าไทยจน SME ล้มตาย, หนี้ครัวเรือนที่สูงถึง 140% (รวมหนี้นอกระบบ) ฉุดกำลังซื้อ, และค่าเงินบาทที่แข็งค่ากระทบต่อการส่งออกและการท่องเที่ยว

    ทางออกประเทศไทย ปฏิรูปภาครัฐและขับเคลื่อนด้วย ‘4 Go’

    ทั้งสองท่านเห็นตรงกันว่าทางออกต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดย ดร.สมประวิณ ย้ำว่า Priority สูงสุดคือ ‘การปฏิรูปกลไกการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ’ หรือพูดง่ายๆ คือ ‘ปฏิรูปประสิทธิภาพของภาครัฐ’ ซึ่งข้อมูลจาก IMD ชี้ว่าเป็นจุดที่ฉุดรั้งความสามารถในการแข่งขันของไทยมากที่สุด โดยการปฏิรูปจะสำเร็จได้ต้องอาศัย ‘ภาวะผู้นำที่มุ่งมั่น’ (Leadership Commitment) เป็นอันดับแรก

    ขณะที่คุณเกรียงไกรเสนอแนวทางสำหรับภาคอุตสาหกรรมในการปรับตัวภายใต้นโยบาย ‘4 Go’ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากอุตสาหกรรมดั้งเดิม (First Industry) ไปสู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต (Next-Gen Industry)

    1. Go Digital & AI นำเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน
    2. Go Innovation เปลี่ยนจากการ ‘ทำมากได้น้อย’ ไปสู่การ ‘ทำน้อยได้มาก’ ด้วยอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม
    3. Go Global หาตลาดส่งออกใหม่ๆ และเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Global Supply Chain ในอุตสาหกรรมใหม่
    4. Go Green ปรับตัวสู่การเติบโตที่ยั่งยืน ตามเป้าหมาย Net Zero เพื่อให้สอดคล้องกับกติกาโลกใหม่

    เสียงนาฬิกาปลุกทางเศรษฐกิจได้ดังขึ้นแล้ว ประเทศไทยไม่มีเวลาให้หลับใหลอีกต่อไป การจะตื่นขึ้นมาอย่างแข็งแกร่งได้นั้น ต้องอาศัยความมุ่งมั่นจากผู้นำในการปฏิรูปภาครัฐอย่างจริงจัง ควบคู่ไปกับการปรับตัวของภาคเอกชนเพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันบนสมรภูมิโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://techsauce.co/tech-and-biz/wake-up-thailand-economy&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw38wAP7fatj5tjdGTmCpWg5

  • บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 9 ตุลาคม 2568 – InterGold

    บทวิเคราะห์ราคาทองคำประจำวันที่ 9 ตุลาคม 2568 – InterGold

    วันที่ 9 ตุลาคม 2568 เวลา 10.19 น.

    กลยุทธ์ : เเบ่งขายทำกำไร
    แนวรับ : $3,990  หรือ  61,800 บาท
    แนวต้าน : $4,100  หรือ  63,000 บาท

    ข่าว :  

    .

    ราคาทองคำเช้านี้ผันผวน โดยลงมาทดสอบแนวรับสำคัญที่ $4,000 ก่อนดีดกลับมาที่ราว $4,020 ต่อออนซ์ ขณะที่ราคาทองคำในประเทศยังทรงตัวเหนือ 62,000 บาท ปัจจัยหลักที่หนุนการเคลื่อนไหวของทองคำ ได้แก่ ภาวะ Government Shutdown ในสหรัฐฯ ที่ยืดเยื้อมากกว่า 9 วัน ส่งผลให้ตลาดเกิดความไม่แน่นอนและหนุนแรงซื้อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย รวมถึงแนวโน้มที่เฟดอาจลดดอกเบี้ยในเดือนตุลาคม ซึ่งยังคงเป็นแรงหนุนสำคัญในระยะกลางถึงยาว

    .

    วิเคราะห์ทองคำ :   

    .

    ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะยุโรปยังคงอ่อนแอ ทำให้นักลงทุนหันมาถือทองคำเพิ่มขึ้น ด้านประเทศไทย กนง. มีมติคงดอกเบี้ยและปล่อยให้เงินบาทอ่อนค่า ช่วยหนุนราคาทองคำในประเทศให้ทรงตัวได้ดี อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระวังความผันผวนของค่าเงินในอนาคต รวมถึงปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างสงครามรัสเซีย–ยูเครน ที่ยังคงเป็นแรงหนุนเชิงพื้นฐานของทองคำในระยะยาว

    กลยุทธ์ :

    .

    ในเชิงเทคนิค ระดับ $4,000 ถือเป็นแนวรับ–แนวต้านทางจิตวิทยาที่สำคัญ หากยืนเหนือได้มีโอกาสขึ้นไปทดสอบแนวต้านถัดไปที่ $4,100 แต่หากหลุดแนวรับนี้ อาจอ่อนตัวลงไปที่ $3,900 ภาพรวมยังคงเป็นขาขึ้น โดยกลยุทธ์ที่เหมาะสมคือ “ย่อซื้อ” ที่แนวรับสำคัญ สำหรับนักลงทุนระยะยาวยังคงถือได้ ส่วนผู้ที่มีกำไรแล้วควรแบ่งขายทำกำไรบางส่วน และเน้นการบริหารความเสี่ยงอย่างรอบคอบในภาวะตลาดผันผวนสูง.

    .

    #ข่าวตัวเลขเศรษฐกิจ #InterGOLD #อินเตอร์โกลด์ #ลงทุนทองคำแท่ง #ราคาทองวันนี้ #ทองคำแท่ง #ทองคำแท่งราคา

    สนใจเปิดบัญชีซื้อขายทองคำแท่ง : คลิก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.intergold.co.th/investor_core/analyze-09-oct-2025/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1sdjRMQTO3D0IC4N0ssvUG

  • ‘เจด้า-ชอน’อึ้งพาไปค้นประสบการณ์ลี้ลับสมัยเรียน ของ ‘อ.ฟิล์ม’ใน’เสียงจากหลุม’ – แนวหน้า

    ‘เจด้า-ชอน’อึ้งพาไปค้นประสบการณ์ลี้ลับสมัยเรียน ของ ‘อ.ฟิล์ม’ใน’เสียงจากหลุม’ – แนวหน้า

    เจด้า-ชอน” ชวน “อ.ฟิล์ม” แชร์ประสบการณ์ลี้ลับสมัยเรียน ที่ต้องทำโปรเจกต์จบ ร่วมหลอนไปพร้อมกัน ใน “เสียงจากหลุม” ตอน “โปรเจกต์หลอน”สัปดาห์นี้ เจด้า-ศรัณย่า ชุณหศาสตร์ …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/920000&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1EVC7LMKCzJELK5WQQeEuS

  • เทคโนเซล (เฟรย์) ฉลองครบ 30 ปี – แนวหน้า

    เทคโนเซล (เฟรย์) ฉลองครบ 30 ปี – แนวหน้า

    บริษัท เทคโนเซล (เฟรย์) จำกัด ผู้นำเข้าและจัดจำหน่ายฟิล์มกรองแสงรถยนต์และอาคาร “ลามิน่า” ผลิตโดย อีสท์แมน เพอร์ฟอร์แมนซ์ฟิล์ม สหรัฐอเมริกา ฉลองครบรอบ 30 ปี ในประเทศไทย …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/business/919876&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0vLgC-ubP6Gfnn2aKlUtUx

  • ค้าน กทม. ขึ้นค่าโดยสาร รถไฟฟ้าสายสีเขียว อย่าผลักภาระให้ประชาชน

    ค้าน กทม. ขึ้นค่าโดยสาร รถไฟฟ้าสายสีเขียว อย่าผลักภาระให้ประชาชน

    ค้าน กทม. ขึ้นค่าโดยสาร รถไฟฟ้าสายสีเขียว อย่าผลักภาระให้ประชาชน

    สภาผู้บริโภค ไม่เห็นด้วย กทม. เตรียมปรับค่าโดยสาร รถไฟฟ้าสายสีเขียว เป็น 65 บาทตลอดสาย ชี้เป็นการผลักภาระผู้โดยสาร พร้อมเสนอให้ใช้งบกลางและมาตรการทางเลือกอื่นแทนการขึ้นราคา

    จากกรณีที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) เตรียมประกาศปรับขึ้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็น 65 บาทตลอดสาย โดยให้เหตุผลเรื่องภาระหนี้สินกว่า 32,000 ล้านบาท และการแบกรับผลขาดทุนจากการเดินรถส่วนต่อขยายสายสีเขียว สภาผู้บริโภคค้านกทม.ผลักภาระให้ประชาชน

    ค้าน กทม. ขึ้นค่าโดยสาร รถไฟฟ้าสายสีเขียว อย่าผลักภาระให้ประชาชน : คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ

    คงศักดิ์ ชื่นไกรลาศ ผู้ช่วยเลขานุการอนุกรรมการด้านการขนส่งและยานพาหนะ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า การให้ข้อมูลของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม.เป็นการสร้างความสับสนให้กับประชาชน เพราะไม่มีรายละเอียดว่าจะขึ้นเท่าไหร่ โดยเฉพาะส่วนต่อขยาย 1 – 2 ที่ กทม. เป็นผู้บริหารจัดการและมีอำนาจในการปรับขึ้นค่าโดยสาร จะกระทบต่อความเดือดร้อนของประชาชนจำนวนมากที่ต้องเดินทางจากชานเมืองเข้ามาเรียน และทำงานภายในเขตเมืองชั้นในของกรุงเทพฯ

    ขณะที่ “ส่วนไข่แดง” หรือเส้นทางสัมปทานหลัก (หมอชิต – อ่อนนุช)  กทม. ไม่สามารถไปปรับเองได้เนื่องจากอัตราค่าโดยสารยังอยู่ภายใต้สัญญาสัมปทาน นอกจากนี้การโยนหินถามทางของ กทม. ครั้งนี้ ยังแฝงไปด้วยคำถามมากมาย เช่น ตัวเลขที่มาของ 65 บาท คิดคำนวณจากอะไร ทำไมต้อง 65 บาท ขณะที่อัตราค่าโดยสารสูงสุดของ รถไฟฟ้าสายสีเขียว ตลอดสายปัจจุบันอยู่ที่ 62 บาท

    ที่สำคัญ กทม. ไม่ควรผลักภาระต้นทุนการบริหารจัดการขนส่งสาธารณะไปให้ประชาชนผ่านการปรับขึ้นราคา เพราะระบบขนส่งสาธารณะเป็นบริการขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนควรเข้าถึงได้ในราคาที่เป็นธรรมและเหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจ พร้อมย้ำหลักการสำคัญว่า “ค่าเดินทางไม่ควรเกิน 10% ของรายได้ขั้นต่ำ” เพื่อให้ระบบขนส่งสาธารณะเป็นทางเลือกที่เข้าถึงได้ ไม่ใช่ภาระทางเศรษฐกิจ

    “การที่ ผู้ว่าฯ กทม. ระบุว่า ปัจจุบันมีหนี้อีกมากกว่า 32,000 ล้านบาท และ กทม. ต้องจ่ายค่าจ้างเดินรถประมาณปีละ 8,000 ล้านบาท ขณะที่การเก็บค่าโดยสารส่วนต่อขยายสามารถเก็บได้เพียงประมาณ 2,000 ล้านบาท เป็นเหตุผลสำคัญในการจะขึ้นค่าโดยสารสายสีเขียวส่วนต่อขยายครั้งนี้  ซึ่งจะทำให้ กทม. มีรายได้เพิ่มขึ้นหลักพันล้านบาทต่อปี แต่อย่าลืมว่ารายได้ที่ กทม. จะจัดเก็บ มาจากเงินรายจ่ายของประชาชน” คงศักดิ์ กล่าว

     ขณะที่ กทม. ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษที่มีทางเลือกอื่นในการหางบประมาณมาทดแทน เช่น การของบประมาณสนับสนุนจากรัฐ การเพิ่มภาษีน้ำมันท้องถิ่น 2 บาทต่อลิตรเพื่อนำมาสนับสนุนระบบขนส่งสาธารณะ หรือใช้โอกาสใกล้หมดสัญญาสัมปทานเจรจาต่อรองกับบริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (บีทีเอสซี) เพื่อลดค่าจ้างเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งมีผู้โดยสารมากกว่า 800,000 เที่ยว – คนต่อวัน เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและรักษาระดับค่าโดยสารให้อยู่ในระดับที่ประชาชนเข้าถึงได้จริง

    นอกจากนี้ ล่าสุดการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มี อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ยังมีมติให้รถไฟฟ้าสายสีแดงและสายสีม่วงดำเนินนโยบาย 20 บาทต่อไปอีกสองเดือน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน ดังนั้นการผลักภาระค่าใช้จ่ายส่วนต่างในการเดินรถไฟฟ้าสายสีเขียว ประมาณ 3,500 ล้านบาทของกทม. มาเก็บจากประชาชนจึงเป็นเรื่องที่ไม่สมควรและซ้ำเติมประชาชน กทม.ควรต้องพิจารณาเรื่องนี้ให้รอบคอบที่สุด

    “กทม.ต้องหาทางออกที่ไม่ใช่การปรับขึ้นค่าโดยสาร เพราะนี่คือการเพิ่มภาระให้ประชาชนในช่วงเวลาที่ค่าครองชีพสูงขึ้น ค่าเดินทางควรถูกมองว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน ไม่ใช่ต้นทุนที่ถูกผลักให้ผู้โดยสารรับผิดชอบเพียงฝ่ายเดียว”คงศักดิ์กล่าว

    อย่างไรก็ตาม หนี้ของสายสีเขียวเป็น “มรดกบาป” จากการตัดสินใจของรัฐบาลในอดีต จึงไม่ควรปล่อยให้ กทม. รับภาระเพียงลำพัง อยากเรียกร้องให้รัฐบาลเข้ามามีส่วนร่วมแก้ปัญหา โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนและการปรับโครงสร้างสัญญาสัมปทานเพื่อแบ่งเบาภาระให้กทม. การแก้ปัญหาทั้งหมดไม่ควรผลักภาระมาให้ผู้บริโภค เพราะกระทบกับสิทธิการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะและคุณภาพชีวิตของประชาชนจำนวนมาก ขณะที่รถไฟฟ้าสายสีเขียวมีพื้นที่ให้บริการประชาชนครอบคลุม  3 จังหวัด คือ ปทุมธานี กรุงเทพมหานคร และสมุทรปราการ จะเข้ามามีส่วนร่วมในการแบ่งเบาภาระความรับผิดชอบนี้ร่วมกันอย่างไร

    คงศักดิ์ ให้ความเห็นว่า ในระยะสั้น รัฐบาลควรเร่งออกมาตรการลดค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพของประชาชน โดยหนึ่งในทางเลือกสำคัญ คือ การเข้ามาอุดหนุนค่าโดยสารสายสีเขียวให้กับประชาชน เช่นเดียวกับที่ได้ขยายมาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายของสายสีแดง – ม่วง ส่วนระยะกลางถึงยาว กทม. ควรมีมาตรการรองรับเพื่อการจัดสรรงบประมาณ อาทิ การออก “พันธบัตรเพื่อการขนส่งสาธารณะ” ให้ประชาชนและนักลงทุนซื้อ เพื่อนำเงินไปอุดหนุนค่าโดยสาร หรือการจัดสรรงบประมาณจากภาษีรถยนต์ (รายได้ 16,000 ล้านบาทต่อปี) หรือค่าธรรมเนียมรถติด เพื่อกระตุ้นให้คนหันมาใช้ขนส่งสาธารณะ พร้อมพัฒนาระบบบัสเลนและโครงสร้างพื้นฐานรองรับอย่างจริงจัง


    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    กทม. ชำระหนี้บีทีเอส 3.2 หมื่นล้าน ภายใน 31 ต.ค. เตรียมปรับโครงสร้างค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 65 บาท

    เปิดงานวิจัย รถไฟฟ้าสายสีเขียว 20 บาท คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/09102568_greenline-65_news/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0h93BhJoIekUpVE0ZO-irb

  • กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะ ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

    กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะ ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

    กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะ ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา


    ภาพประกอบเนื้อหา 0 กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะ ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

    วันที่ 1 ตุลาคม 2568 โรงไฟฟ้าจะนะให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา ที่มาศึกษาการดำเนินงานด้านการผลิตกระแสไฟฟ้า การดำเนินงานด้านความรับผิดชอบทางสังคม โดยมีนางธัญนุช พูลสวัสดิ์ วิทยากรระดับ 6 แผนกประชาสัมพันธ์และชุมชนสัมพันธ์โรงไฟฟ้าจะ เป็นวิทยากรบรรยายพร้อมตอบข้อซักถาม หลังจากนั้น คณะฯได้เข้าเยี่ยมชมตัวโรงไฟฟ้าจะนะ และศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. จะนะ เป็นลำดับต่อไป

    ภาพประกอบเนื้อหา 1 กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะ ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา

    เนื้อหานี้ในภาษาอื่น


    • กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะร่วมจัดกิจกรรมโครงการเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุ ตำบลคลองเปียะ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ประจำเดือนตุลาคม 2568

      กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะร่วมจัดกิจกรรมโครงการเยี่ยมผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุ ตำบลคลองเปียะ อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ประจำเดือนตุลาคม 2568
    • กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะ ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

      กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะ ให้การต้อนรับคณะศึกษาดูงานจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
    • กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะ ร่วมเป็นเกียรติต้อนรับคณะกรรมการประเมินนักเรียน เพื่อขอรางวัลพระราชทาน ระดับการศึกษาชั้นพื้นฐานประจำปีการศึกษา 2568

      กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะ ร่วมเป็นเกียรติต้อนรับคณะกรรมการประเมินนักเรียน เพื่อขอรางวัลพระราชทาน ระดับการศึกษาชั้นพื้นฐานประจำปีการศึกษา 2568
    • รวมพลคนเทคโนรัตภูมิ” คืนสู่เหย้าอบอุ่น วิทยาลัยรัตภูมิ มทร.ศรีวิชัย “สานสายใยศิษย์เก่า กลับถิ่นเก่า  เล่าความหลัง

      รวมพลคนเทคโนรัตภูมิ” คืนสู่เหย้าอบอุ่น วิทยาลัยรัตภูมิ มทร.ศรีวิชัย “สานสายใยศิษย์เก่า กลับถิ่นเก่า เล่าความหลัง
    • อบจ.สงขลา พร้อมรับทัพนักกีฬา-กองเชียร์ ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ณ จังหวัดสงขลา

      อบจ.สงขลา พร้อมรับทัพนักกีฬา-กองเชียร์ ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ครั้งที่ 33 ณ จังหวัดสงขลา
    • อบจ.สงขลา ประชุมเตรียมความพร้อมการจัดการแข่งขันฟุตบอลการกุศลนัดพิเศษ “Songkhla Pao Charity 2025” ครั้งที่ 1/2568

      อบจ.สงขลา ประชุมเตรียมความพร้อมการจัดการแข่งขันฟุตบอลการกุศลนัดพิเศษ “Songkhla Pao Charity 2025” ครั้งที่ 1/2568
    • กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะ ให้การต้อนรับคณะทูต 21 ประเทศ และสื่อมวลชนต่างประเทศ

      กฟผ. โรงไฟฟ้าจะนะ ให้การต้อนรับคณะทูต 21 ประเทศ และสื่อมวลชนต่างประเทศ
    • อบจ.สงขลา เดินหน้าสร้างสุขชาวอำเภอเทพา เปิดศูนย์สร้างสุขชุมชนตำบลวังใหญ่ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสในสังคม

      อบจ.สงขลา เดินหน้าสร้างสุขชาวอำเภอเทพา เปิดศูนย์สร้างสุขชุมชนตำบลวังใหญ่ ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาสในสังคม
    • อบจ.สงขลา ร่วมงาน

      อบจ.สงขลา ร่วมงาน “Farm to Cocktail” ชูเสน่ห์สงขลาสู่สายตาคณะฑูต 22 ประเทศ พร้อมเป็นเมืองสร้างสรรค์ด้านอาหารยูเนสโก
    • อบจ.สงขลา ร่วมการประชุม คกก. จัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยจังหวัดสงขลา ครั้งที่ 2/2568

      อบจ.สงขลา ร่วมการประชุม คกก. จัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยจังหวัดสงขลา ครั้งที่ 2/2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.gimyong.com/content/f91fa66201&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LbVZ0GFa_JvIgmo5UItn5

  • [

    [

                การขับเคลื่อนเศรษฐกิจต้องดำเนินควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของแรงงาน การลงทุนด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ไม่เพียงช่วยลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุและโรคจากการทำงาน แต่ยังสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในระดับสถานประกอบกิจการและระดับประเทศ

                การประเมินผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าวผ่านกรอบวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์ ซึ่งครอบคลุมทั้งมิติของความสูญเสียทางตรง ความสูญเสียทางอ้อม และประโยชน์ที่ไม่อาจจับต้องได้จากการส่งเสริมสุขภาวะของแรงงานอย่างยั่งยืน จะช่วยสนับสนุนให้เกิดการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ด้านการบริหารจัดการความปลอดภัยและสุขภาพแรงงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยสามารถนำข้อมูลที่ได้มาใช้เป็นเครื่องมือในการจัดทำแผนงาน เสนอแนวทางต่อผู้บริหาร และผลักดันให้เกิดการดำเนินการเชิงนโยบายได้อย่างเหมาะสม

                การสัมมนาหัวข้อนี้ มุ่งเน้นการถ่ายทอดองค์ความรู้จากงานวิจัยให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และแนวปฏิบัติที่สามารถนำไปปรับใช้หรือพัฒนาต่อยอดให้เกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศ อันจะนำไปสู่การพัฒนาระบบความปลอดภัยในการทำงานอย่างยั่งยืนต่อไป

    สมัครสัมมนาฟรี

    เงื่อนไขการสมัครสัมมนา

    •  สถาบันฯ จะประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมสัมมนาให้ทราบล่วงหน้าก่อนวันสัมมนา

    •  จป.วิชาชีพ  จป.เทคนิค  และ จป.เทคนิคขั้นสูง สามารถนำไปสะสมชั่วโมงอบรมเพิ่มเติมตามกฎกระทรวงได้

    •  หลังจากเสร็จสิ้นการสัมมนา 3 วันทำการ จะได้รับลิงก์ดาวน์โหลดใบรับรองการเข้าสัมมนารูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

    •  ผู้เข้าสัมมนาลงทะเบียนก่อนเข้าสัมมนา (เช้า – บ่าย) ณ สถานที่จัดสัมมนา

    •  ผู้เข้าสัมมนาต้องเข้าร่วมสัมมนาเต็มเวลา 6 ชั่วโมง  และต้องทำแบบทดสอบความรู้ก่อน – หลัง รวมทั้งแบบประเมินการเข้าร่วมสัมมนา จึงจะมีสิทธิ์ได้รับใบรับรองการเข้าสัมมนา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tosh.or.th/index.php/tosh-news/tosh-promote/1337-081068-2&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2LkzauDptc2GmfXu6y8GDu

  • อบจ.พิษณุโลก ร่วมประชุมเตรียมงาน ประเพณีปักธงชัย ประจำปี 2568 | TOPNEWS

    อบจ.พิษณุโลก ร่วมประชุมเตรียมงาน ประเพณีปักธงชัย ประจำปี 2568 | TOPNEWS

    วันที่ 9 ตุลาคม 2568 นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก มอบหมายให้ นายเอกพงษ์ กุลเจริญ รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก พร้อมด้วย นายวิโรจน์ มะลิซ้อน ผู้อำนวยการกองการศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม องค์การบริหารส่วนจังหวัดพิษณุโลก และ นายอโณทัย บัวขัน ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนศรีอินทราทิตย์พิทยาคม เข้าร่วมประชุมเตรียมการจัดงานประเพณีปักธงชัยและงานกาชาดอำเภอนครไทย ประจำปี 2568 ครั้งที่ 3/2568 ณ ห้องประชุมพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ที่ว่าการอำเภอนครไทย อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก โดยมี นายบุณยภู ชูวัฒนา ปลัดอำเภอ (เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการพิเศษ) รักษาราชการแทนนายอำเภอนครไทย เป็นประธานในการประชุม และมีส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอนครไทยเข้าร่วมประชุม

    ทั้งนี้ การจัดงานประเพณีปักธงชัยและงานกาชาดอำเภอนครไทย ประจำปี 2568 จัดโดยอำเภอนครไทย ร่วมกับกิ่งกาชาดอำเภอนครไทย ส่วนราชการ หน่วยงานรัฐวิสาหกิจองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มูลนิธิพ่อขุนบางกลางท่าว กำนัน ผู้ใหญ่บ้านฯลฯ พ่อค้า และประชนชนในพื้นพื้นที่อำเภอนครไทย โดยกำหนดจัดงานประเพณีปักธงชัยและงานกาชาดอำเภอนครไทย ประจำปี 2568 ขึ้นระหว่างวันที่ 30 ตุลาคม – 5 พฤศจิกายน 2568 ณ บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ตำบลนครไทย อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก

    ประเพณีปักธงชัย เป็นประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวนครไทย เป็นประเพณีที่เกิดจากความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องวีรกรรมของพ่อขุนบางกลางท่าว ที่ได้รับชัยชนะจากการสู้รบกับศัตรู จึงนำผ้าคาดเอวของท่านผูกปลายไม้ปักไว้ที่ยอดเขาช้างล้วงเพื่อแสดงถึงชัยชนะ ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ บรมกษัตริย์ของประเทศไทย

    โดยก่อนเริ่มงานวันที่ 27 ตุลาคม 2568 มีพิธีทอธง ทอใจ ลงด้ายเส้นแรก และวันเปิดงานมีพิธีบวงสรวงพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ (หนองปู่) รำถวายฯ, ขบวนแห่เทิดพระเกียรติพ่อขุนศรีอินทราทิตย์, การประกวดธง, กิจกรรม To Be Number One, การแข่งขันว่าว, การประกวดร้องเพลงผู้นำท้องถิ่น/ท้องที่, การประกวดธิดาพ่อขุนบางกลางท่าว, การประกวดร้องเพลงประเภทบุคคลทั่วไป (OPEN), พิธีบวงสรวงพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ (วัดกลาง), การเดินแบบผ้าไทยการกุศล, พิธีขึ้นเขาปักธงชัย, การแสดงแสง เสียง เทิดพระเกียรติฯ และการออกร้านรางวัลกาชาดอำเภอนครไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1349959&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1vAl6P0CzIanA2scMVmZ5B