Blog

  • เปิดท่องเที่ยวบ้านรักไทย หมู่บ้านสวยอันดับที่ 34 ของโลก

    เปิดท่องเที่ยวบ้านรักไทย หมู่บ้านสวยอันดับที่ 34 ของโลก

    จังหวัดแม่ฮ่องสอน จัดงานเฉลิมฉลองบ้านรักไทย ที่ติดอันดับหมู่บ้านที่สวยอันดับที่ 34 ของโลกในเว็บไซต์นิตยสารชื่อดังระดับโลกอย่าง Forbes ได้จัดอันดับ 50 หมู่บ้านที่สวยที่สุดในโลกล่าสุด และเป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทยที่ติดอันดับ ซึ่งถือได้ว่าบ้านรักไทยเป็นหมู่บ้านที่สวย อันดับหนึ่งของประเทศไทย

    เมื่อค่ำวันที่ 8 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นประธาน ฯ และร่วมขบวนแห่เฉลิมฉลอง เปิดฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย ต.หมอกจำแป่ อ.เมือง จ.แม่ฮ่องสอน โดยมี นายอุดมศักดิ์ ขาวหนูนา รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน นายอำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน หัวหน้าส่วนราชการ นายกเทศมนตรีเมืองแม่ฮ่องสอน ประชาชนในพื้นที่รวมถึงนักท่องเที่ยวร่วมกิจกรรม โดยมี นางสาวอาหริ่ง แซ่หว่าง ผู้ใหญ่บ้านรักไทย นายกฤตภาส ศรีกฤตภาสกูล นายกสมาคมการท่องเที่ยวโรงแรม ร้านอาหารบ้านรักไทย ให้การต้อนรับ

    นางสาวชุติพร เสชัง ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ช่วงเดือน ตุลาคม ถึงเดือน กุมภาพันธ์ ของทุกปี เป็นช่วงการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน “บ้านรักไทย” เป็นหมู่บ้านท่องเที่ยวที่เป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นคนไทย และชาวต่างชาติ บ้านรักไทย จึงได้เตรียมความพร้อมในด้านที่พัก อาหารจีนยูนนาน กิจกรรมการล่องเรือชมบรรยากาศ และวิถีชีวิตของหมู่บ้านรักไทย อีกทั้งเป็นการเฉลิมฉลองที่บ้านรักไทย ติดอันดับหมู่บ้านที่สวยอันดับที่ 34 ของโลกในเว็บไซต์ชื่อดังระดับโลกอย่าง Forbes ได้จัดอันดับ 50 หมู่บ้านที่สวยที่สุดในโลกล่าสุด และมีชื่อของ “บ้านรักไทย” อำเภอเมืองแม่ฮ่องสอน จังหวัดแม่ฮ่องสอน ของประเทศไทย ติดอยู่ที่อันดับ 34 ของโลก และเป็นหนึ่งเดียวของประเทศไทยที่ติดอันดับ ซึ่งถือได้ว่าบ้านรักไทยเป็นหมู่บ้านที่สวย อันดับหนึ่งของประเทศไทย

    ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่าต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม การติดอันดับครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพด้านการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งอุดมไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติวัฒนธรรม และความงดงามของวิถีชีวิตท้องถิ่น โดยเฉพาะบ้านรักไทยที่มีบรรยากาศเงียบสงบ เหมาะแก่การพักผ่อนท่ามกลางธรรมชาติ และเพื่อการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทย และร่วมกันเฉลิมฉลองที่บ้านรักไทยติดอันดับหมู่บ้านที่สวยอันดับที่ 34 ของโลก จึงได้กำหนดเปิดเทศกาลท่องเที่ยวบ้านรักไทยในครั้งนี้ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในหมู่บ้านและส่งผลทำให้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอนเพิ่มขึ้น เกิดการสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและประชาชนในพื้นที่ อีกทั้งยังเป็นการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวของจังหวัดแม่ฮ่องสอนให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น และส่งเสริมภาพลักษณ์ในด้านการท่องเที่ยว และเพื่อช่วยประชาสัมพันธ์ในเรื่องการแก้ไขปัญหาเพจปลอมหรือมิจฉาชีพที่แอบอ้างทำให้นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้รับความเสียหายจากการถูกหลอกลวงอีกด้วย

    ร่วมแสดงความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.chiangmainews.co.th/social/3789980/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3yBBnyuD4aWRhI-OAb3h9V

  • คณะกรรมาธิการท่องเที่ยว รับหนังสือผู้ประกอบการ โอดเดือดร้อนจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เสียหายแล้ว 9 พันล้าน

    คณะกรรมาธิการท่องเที่ยว รับหนังสือผู้ประกอบการ โอดเดือดร้อนจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เสียหายแล้ว 9 พันล้าน

    การเมือง

    คณะกรรมาธิการท่องเที่ยว รับหนังสือผู้ประกอบการ โอดเดือดร้อนจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เสียหายแล้ว 9 พันล้าน

    วันพฤหัสบดี ที่ 09 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.05 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    คณะกรรมาธิการท่องเที่ยว รับหนังสือผู้ประกอบการ โอดเดือดร้อนจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา เสียหายแล้ว 9 พันล้านบาท สระแก้ว-ศรีสะเกษ อ่วม เลิกจ้างแรงงาน50เปอร์เซ็นต์แล้ว วอนรัฐออกมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน 

    เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2568  นางสาวชนก จันทาทอง สส.จังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย(พท.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการท่องเที่ยว พร้อมด้วยนายยอดชาย พึ่งพร สส.จังหวัดชลบุรี พรรคประชาชน(ปชน.) ในฐานะกรรมาธิการท่องเที่ยว พร้อมด้วยตัวแทนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยว 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา แถลงข่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมาธิการ เรื่องมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฯ 

    โดยนางสาวชนก ระบุว่า นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้เข้ามารับหนังสือตัวแทนผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยว และก็รับทราบถึงข้อเรียกร้องของผู้ประกอบการ ทั้ง 11 ข้อ ขณะเดียวกัน คณะกรรมาธิการก็ได้พิจารณาเรื่องนี้  ซึ่งบางเรื่องรู้สึกตกใจ โรงแรมที่พัก ร้านอาหาร รถเช่า ได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรงแรม เพราะถูกลูกค้าทั้งเลื่อนและยกเลิกห้องพัก ทำให้ผู้ประกอบการโรงแรมจำเป็นต้องเลิกจ้างแรงงาน แต่ยังไม่ปิดกิจการ โดยจากข้อมูลที่มีพบว่าจังหวัดที่น่าเป็นห่วง คือ จังหวัดสระแก้วและจังหวัดศรีสะเกษ 

    นางสาวชนก ระบุอีกว่า ทางคณะกรรมาธิการเข้าใจดีว่าช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงเปลี่ยนผ่านรัฐบาล แต่ก็อยากเรียกร้องไปยังรัฐบาลใหม่ให้เยียวยาผู้ประกอบ อีกทั้งอยากให้ไทยช่วยไทยด้วย และประการสำคัญ คือ ในระยะสั้นนี้อยากให้มีโครงการเฉกเช่นโครงการแอ่วเหนือคนละครึ่ง จัดขึ้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา  ทั้งนี้ 7 จังหวัดชายแดนดังกล่าวมีการปะทะเพียงบางจุดเท่านั้น ไม่ได้ปะทะทั้งจังหวัด ดังนั้นจึงอยากเชิญชวนทุกคนเข้าไปเยี่ยมชมและศึกษาดูงานได้

    ด้านตัวแทนผู้ประกอบการ เปิดเผยว่า นับแต่ที่มีการประกาศกฎอัยการศึก ตัวเลขความเสียของการท่องเที่ยว 7 จังหวัด อยู่ที่ 9,000 ล้านบาท โรงแรมภายในจังหวัดสระแก้วได้เลิกจ้างแรงงานทั้งแรงงานไทยและกัมพูชา รวมแล้ว  50เปอร์เซ็นต์ อย่างไรก็ตาม อยากฝากถึงภาคส่วนต่างๆให้สื่อสารกับสังคมว่า จังหวัดชายแดนนั้น ปะทะเพียงบางจุดเท่านั้น ไม่ไช่ปะทะทั้งจังหวัด ภาพรวมส่วนใหญ่ของจังหวัดปลอดภัยดี อย่างทะเลจันทบุรี ทะเลตราด ก็ปลอดภัย   

    สำหรับมาตรการการบรรเทาความเดือดร้อนที่ผู้ประกอบการต้องการให้ทางรัฐบาลช่วยเหลือในสถานการณ์เป็นกรณีพิเศษ มีทั้งหมด 11 ข้อ อาทิเช่น 1.จัดทำโครงการเหมือนแอ่วเหนือคนละครึ่ง ให้กับในพื้นที่ทั้ง ๗ จังหวัด ที่ได้รับผลกระทบ 2.จัดโครงการหรือมหกรรมเทศกาลท่องเที่ยว 3.กำหนดมาตรการลดหย่อนภาษีบุคคลธธรรมดาหรือนิติบุคคลสำหรับนักท่องเที่ยวในการเดินทางและใช้บริการท่องเที่ยวในพื้นที่ทั้ง 7 จังหวัด 4.กำหนดมาตรการยกเว้นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง สำหรับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ 5.กำหนดมาตรการพักชำระหนี้และยกเว้นดอกเบี้ยให้กับผู้ประกอบการ รวมถึงกำหนดให้มีโครงการเงินกู้ระยะสั้น ดอกเบี้ยต่ำ เป็นระยะเวลา 6 เดือน เป็นต้น 
     
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/449912&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2WaZTqPUMGmGx27rhjo9aY

  • สำนักงาน กกต. เผยแพร่เอกสารโครงงานเชิงปฏิบัติการ พนต. 1 รวมองค์ความรู้จากผู้เข้ารับการอบรม เพื่อขับเคลื่อนประชาธิปไตยไทยอย่างยั่งยืน

    สำนักงาน กกต. เผยแพร่เอกสารโครงงานเชิงปฏิบัติการ พนต. 1 รวมองค์ความรู้จากผู้เข้ารับการอบรม เพื่อขับเคลื่อนประชาธิปไตยไทยอย่างยั่งยืน

    ภูมิภาค

    สำนักงาน กกต. เผยแพร่เอกสารโครงงานเชิงปฏิบัติการ พนต. 1 รวมองค์ความรู้จากผู้เข้ารับการอบรม เพื่อขับเคลื่อนประชาธิปไตยไทยอย่างยั่งยืน

    วันพฤหัสบดี ที่ 09 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 11.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง โดยสถาบันวิทยาการพรรคการเมืองและการเลือกตั้ง ได้จัดการศึกษาอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้นำทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย 
    รุ่นที่ 1 (พนต. 1) มีผู้เข้ารับการศึกษาอบรมจำนวน 140 คน ประกอบด้วยบุคลากรจากหลากหลายภาคส่วน เช่น บุคลากรของพรรคการเมือง นักการเมืองระดับชาติและท้องถิ่น ข้าราชการ ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ นักวิชาการ สื่อมวลชน ภาคธุรกิจ ศิลปิน และภาคประชาสังคม โดยในการศึกษาอบรมหลักสูตรดังกล่าว ได้กำหนดให้ผู้เข้ารับการศึกษาอบรมจัดทำเอกสารโครงงานเชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เข้ารับการศึกษาอบรม โดยการนำองค์ความรู้จากการศึกษาอบรมมาจัดทำโครงงานเชิงปฏิบัติการและลงพื้นที่สู่การปฏิบัติ 
            
    สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งได้รวบรวมและเผยแพร่เอกสารโครงงานเชิงปฏิบัติการของการศึกษาอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้นำทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 1 (พนต. 1) ที่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วนสมบูรณ์ตามหลักวิชาการ และเป็นไปตามรูปแบบที่สถาบันวิทยาการพรรคการเมืองและการเลือกตั้งกำหนด จำนวน 6 เรื่อง ได้แก่
            
    1. ผลของการใช้บัญชีทางการ LINE OA ต่อความถูกต้องในการปฏิบัติงานของคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) : กรณีศึกษาการเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองบางแก้ว อำเภอบางพลี จังหวัดสมุทรปราการ
            
    2. การเสริมสร้างความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งท้องถิ่นแก่เยาวชนในสถาบันการศึกษาสู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
            
    3. การเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย กรณีศึกษานักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม จังหวัดนนทบุรี
            
    4. สูตร (ไม่สำเร็จ) การลาออกของผู้บริหารท้องถิ่นก่อนครบวาระการดำรงตำแหน่ง : ศึกษากรณีการเลือกตั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดราชบุรี

    5. การวิเคราะห์บทบาทของโซเชียลมีเดียในการสื่อสารแนวคิดประชาธิปไตย : การส่งเสริมการแสดงออกของวัยรุ่นในกระบวนการประชาธิปไตย
            
    6. การศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษาไทยต่อการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผ่านระบบออนไลน์ในกรุงเทพมหานคร
            
    การจัดทำเอกสารโครงงานเชิงปฏิบัติการนี้ได้บรรลุวัตถุประสงค์ในการเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจและการเพิ่มพูนประสบการณ์ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติเกี่ยวกับการเมือง การเลือกตั้ง รวมถึงปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม และการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้กับผู้เข้ารับการศึกษาอบรม ซึ่งเป็นกำลังสำคัญส่วนหนึ่งให้กับสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งในการขับเคลื่อนประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง และยั่งยืนต่อไป
            
    สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง ขอเชิญประชาชนและผู้สนใจดาวน์โหลดเอกสารโครงงานเชิงปฏิบัติการของการศึกษาอบรมหลักสูตรการพัฒนาผู้นำทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย รุ่นที่ 1 (พนต. 1) ได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง www.ect.go.th หรือสแกน QR Code ด้านล่าง 


     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/449806&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1icnoRQtonfEAjmuDfUfU-

  • “นฤมล” ยันไม่ทิ้งเด็กพิเศษ เร่งผลักดันนโยบายสร้างอาชีพ-รายได้

    “นฤมล” ยันไม่ทิ้งเด็กพิเศษ เร่งผลักดันนโยบายสร้างอาชีพ-รายได้

    “นฤมล” ยันไม่ทิ้งเด็กพิเศษ เร่งผลักดันนโยบายสร้างอาชีพ-รายได้

    “นฤมล” ตรวจเยี่ยมศูนย์การศึกษาพิเศษส่วนกลาง ย้ำ ไม่ทิ้งเด็กพิเศษ เร่งผลักดันนโยบายสร้างอาชีพ รายได้ พร้อมปฏิรูปการศึกษาพิเศษให้เท่าทันโลก

    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ยืนยันความมุ่งมั่นที่จะ ยกระดับการศึกษาพิเศษ โดยเฉพาะการผลักดันนโยบาย สร้างอาชีพและรายได้ ให้กับเด็กพิเศษตามแนวคิดที่มองผู้เรียนกลุ่มนี้เป็นผู้ที่มีศักยภาพและความสามารถที่แตกต่าง พร้อมสั่งการให้มีการ ปฏิรูปการศึกษาพิเศษ ให้เท่าทันโลก

    รมว.ศธ. พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร ได้ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ศูนย์การศึกษาพิเศษส่วนกลาง เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรค โดยระบุว่าได้รับมอบหมายจากรองนายกรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ให้ขับเคลื่อนงานนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากปัจจุบันมีนักเรียนพิการที่เรียนรวมในสังกัด สพฐ. และ สศศ. มากถึง 351,531 คน

    ศ.ดร.นฤมล ยืนยันว่า รัฐบาลพร้อมสนับสนุนด้าน งบประมาณ อุปกรณ์ และอัตรากำลัง เพื่อยกระดับโรงเรียนที่ดูแลเด็กพิเศษให้เป็นรูปธรรม

    “นฤมล” ยันไม่ทิ้งเด็กพิเศษ เร่งผลักดันนโยบายสร้างอาชีพ-รายได้

    รมว.ศธ. ได้รับฟังเสียงสะท้อนจากครูและบุคลากรเกี่ยวกับการจัดการศึกษาพิเศษ จึงได้สั่งการให้ เลขาธิการ กพฐ. และสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ เร่งจัดประชุมระดมความคิดเห็นเพื่อทบทวน หลักเกณฑ์การขอวิทยฐานะ สำหรับครูการศึกษาพิเศษโดยเฉพาะ เพื่อนำเสนอต่อ ก.ค.ศ. ต่อไป

    นอกจากนี้ ยังมอบให้ สพฐ. หารือกับคุรุสภาเพื่อหาแนวทาง ปลดล็อก การเข้ามาเป็นครูการศึกษาพิเศษ และให้โรงเรียนเรียนรวมที่มีความโดดเด่นทำหน้าที่ พัฒนาครู ที่จบเฉพาะสาขาให้มีความรู้ด้านการดูแลเด็กพิการ

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวทิ้งท้ายว่า กระทรวงฯ จะให้ความสำคัญกับการ เกลี่ยงบประมาณ สนับสนุนการศึกษาพิเศษให้มากขึ้น รวมถึงการแก้ไขปัญหา สวัสดิการครู ที่มีค่าใช้จ่ายและค่าครองชีพสูง โดยจะร่วมมือกับ การเคหะแห่งชาติ กระทรวงการคลัง และกรมธนารักษ์ เพื่อ ปรับปรุงบ้านพักครู ทั้งในระยะเร่งด่วนปีนี้ และบรรจุในแผนงบประมาณปี 2570 เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/731656&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1MCm9N1tySYXXufhjZBmnZ

  • เทียบโปรไฟล์ “วราวุธ VS สุริยะ” ลือแคนดิเดตนายกฯ จากเพื่อไทย

    เทียบโปรไฟล์ “วราวุธ VS สุริยะ” ลือแคนดิเดตนายกฯ จากเพื่อไทย

    เปิดประวัติ “สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ” 

    นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ในฐานะผู้อำนวยการการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ถือเป็นอีกหนึ่งคน ที่ถูกหลายฝ่ายจับตามองว่า อาจมีชื่อเป็น 1 ในแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคเพื่อไทย 

    สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นักการเมืองอาวุโสและผู้มีบทบาทสำคัญในหลายรัฐบาลไทย เกิดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2497 ที่กรุงเทพมหานคร ด้วยภูมิหลังด้านการศึกษาที่แข็งแกร่งและประสบการณ์ที่ยาวนาน ทั้งในภาคธุรกิจและการเมือง ทำให้เขากลายเป็นบุคคลสำคัญที่ถูกจับตามาโดยตลอด

    พลิกผันจากแพทย์สู่ “วิศวะ”

    เส้นทางการศึกษาของสุริยะเริ่มต้นที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา จากนั้นได้เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาด้าน แพทยศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยมหิดล แต่ด้วยความสนใจด้านอื่น เขาได้ตัดสินใจเปลี่ยนสายไปศึกษาต่อด้าน วิศวกรรมอุตสาหการ ที่ University of California, Berkeley ประเทศสหรัฐอเมริกา และสำเร็จการศึกษาในปี พ.ศ. 2521 ก่อนจะเข้ารับการอบรมหลักสูตรสำคัญอย่าง วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่นปี 2538

    เส้นทางการเมือง จากรัฐมนตรีช่วยฯ สู่เลขาธิการพรรค

    นายสุริยะเริ่มก้าวเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเป็นทางการในปี 2541 ในยุครัฐบาลชวน หลีกภัย (สมัยที่ 2) โดยได้ดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม

    จุดเปลี่ยนสำคัญคือการเข้าร่วมกับพรรคไทยรักไทย ในปี 2544 ซึ่งทำให้เขาได้รับเลือกเป็น สส.บัญชีรายชื่อ และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสำคัญอย่างเลขาธิการพรรค ในปีถัดมา บทบาทของเขาจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในรัฐบาล แต่ยังเป็นแกนนำสำคัญในการขับเคลื่อนพรรคในขณะนั้น

    บทบาทสำคัญในตำแหน่งรัฐมนตรีหลายสมัย

    ด้วยความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ ทำให้สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในหลายกระทรวงสำคัญ อาทิ

    • กระทรวงอุตสาหกรรม
    • กระทรวงคมนาคม
    • กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    ผลงานเด่นที่ถูกจารึกไว้ในช่วงที่เขามีบทบาทบริหาร ได้แก่ การจัดตั้ง ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME Bank) เพื่อเป็นกลไกในการสนับสนุนผู้ประกอบการ และการดำเนินการ แปรรูปการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ซึ่งเป็นวาระสำคัญในขณะนั้น

    ที่มา : รัฐบาลไทย 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/860165&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mGneSpg9Cg1b1V6n05wwD

  • ลูกสาว 2 ขวบ สะดุ้งตื่นกลางดึก พูด 1 ประโยค พ่อคนดังช็อก! ทำคลิปแฉรร.อนุบาล

    ลูกสาว 2 ขวบ สะดุ้งตื่นกลางดึก พูด 1 ประโยค พ่อคนดังช็อก! ทำคลิปแฉรร.อนุบาล

    Sanook//s.isanook.com/sr/0/images/logo-new-sanook.png60060

    //s.isanook.com/ns/0/ud/1970/9850022/new-thumbnail1200x720_v2(3).jpg

    ลูกสาว 2 ขวบ สะดุ้งตื่นกลางดึก พูด 1 ประโยค พ่อคนดังช็อก! ทำคลิปแฉรร.อนุบาล

    ยูทูบเบอร์ดังเล่าทั้งน้ำตา ลูกสาววัย 2 ขวบ สะดุ้งตื่นกลางดึก ร้อง “อย่าตีหนู” เปิดโปงความจริงสุดช็อกที่โรงเรียนอนุบาล 

    เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2025 YouTuber ชื่อดัง Ted จากช่อง 35線上賞屋 ได้เปิดเผยผ่านวิดีโอความยาวเกือบ 7 นาที ถึงประสบการณ์สุดสะเทือนใจของลูกสาววัย 2 ขวบกว่า ที่ถูกทำร้ายในโรงเรียนอนุบาลสองภาษาแห่งหนึ่งในไต้หวัน

    เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

    ในวิดีโอ Ted เล่าว่า ลูกสาวของเขาได้ตื่นขึ้นกลางดึก พร้อมกับร้องขอว่า “อย่าตีหนู” และ “อย่าตีหน้าหนู” ซึ่งเป็นคำพูดที่สะท้อนถึงความกลัวและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นในใจของเด็กน้อย

    นอกจากนี้ Ted ยังได้เปิดเผยว่า โรงเรียนดังกล่าวมีการกระทำที่ไม่เหมาะสม เช่น การขู่เด็กด้วยการติดสติกเกอร์ที่ปาก และการทำร้ายร่างกาย ซึ่งมีผู้ปกครองหลายคนออกมาให้ข้อมูลสนับสนุนในเรื่องนี้

    การตอบสนองจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

    หลังจากที่ข่าวนี้ถูกเปิดเผย สำนักงานการศึกษาของเมืองนิวไทเปได้ดำเนินการตรวจสอบ และพบว่า โรงเรียนดังกล่าวได้จดทะเบียนในฐานะ “โรงเรียนกวดวิชา” แต่กลับดำเนินการในลักษณะของโรงเรียนอนุบาล ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายว่าด้วยการศึกษาของเด็กอายุไม่เกิน 6 ปี

    ทางสำนักงานการศึกษาจึงได้สั่งปิดโรงเรียนดังกล่าว และมีโทษปรับสูงสุดถึง 300,000 ดอลลาร์ไต้หวัน (ประมาณ 318,000 บาท)

    การสนับสนุนและการเรียกร้องความยุติธรรม

    Ted ได้กล่าวขอบคุณผู้ปกครองที่กล้าออกมาเปิดเผยข้อมูล และยืนยันว่าจะต่อสู้เพื่อความยุติธรรมให้กับลูกสาวและเด็ก ๆ ทุกคนที่ตกเป็นเหยื่อของการกระทำที่ไม่เหมาะสมนี้

    เขายังได้เรียกร้องให้สังคมให้ความสำคัญกับความปลอดภัยของเด็ก และให้มีการตรวจสอบและควบคุมโรงเรียนอนุบาลอย่างเข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นอีกในอนาคต

    1. Mirror Media

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9850022/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2HSLgKefxxNTGBvOUu11DF

  • กัมพูชาอวด ได้อันดับ 5 ประเทศเป็นมิตรที่สุดในโลก เหนือกว่าเวียดนาม-ไทย

    กัมพูชาอวด ได้อันดับ 5 ประเทศเป็นมิตรที่สุดในโลก เหนือกว่าเวียดนาม-ไทย

    นิตยสารท่องเที่ยว Condé Nast Traveller จัดอันดับ “ประเทศเป็นมิตรที่สุดในโลก” พบ กัมพูชาอยู่อันดับ 5 ส่วนไทยอยู่อันดับ 8

    เมื่อวันที่ 8 ต.ค. 68 กระทรวงการท่องเที่ยวของกัมพูชา รายงานว่า กัมพูชาได้รับการยกย่องให้เป็น “ประเทศที่เป็นมิตรเป็นอันดับ 5 ของโลก” จากรางวัล Condé Nast Traveller 2025 Readers’ Choice Awards

    โดยกระทรวงการท่องเที่ยวกัมพูชาระบุว่า กัมพูชาได้รับคะแนน 97.33 คะแนน แซงหน้าเวียดนามในอันดับ 6 ซึ่งได้คะแนน 97.27 และไทยที่ได้อันดับ 8 ด้วยคะแนน 96.36 คะแนน

    FB/ក្រសួងទេសចរណ៍ Ministry of Tourism, Cambodia
    กัมพูชาอวด ได้อันดับ 5 ประเทศเป็นมิตรที่สุดในโลก

    Condé Nast Traveller ให้ความเห็นว่า “ในฐานะประเทศที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท กัมพูชาจึงมีแนวคิดหลักคือ ‘เมตตา’ ซึ่งเป็นคำภาษาบาลีที่แปลว่า ความรักที่ไม่มีเงื่อนไขต่อสรรพชีวิต จึงไม่น่าแปลกใจที่ชาวกัมพูชาจะต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความเมตตาอันเป็นสากลและอบอุ่นใจ ไม่ว่าพวกเขาจะมีภูมิหลังอย่างไรก็ตาม”

    Condé Nast Traveller เสริมว่า “ดินแดนแห่งนี้เป็นที่ตั้งของเมืองใหญ่ ๆ มากมาย เช่น พนมเปญ เมืองหลวงริมแม่น้ำที่คึกคัก และนครวัดอันงดงาม ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็นอนุสรณ์สถานทางศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก แต่ลองมุ่งหน้าสู่ชนบทเพื่อสัมผัสประสบการณ์อันแท้จริงของสถานที่แห่งนี้ ซึ่งโครงการโฮมสเตย์ของชาวกัมพูชาเผยให้เห็นวัฒนธรรมอันรุ่มรวยของหมู่บ้านทอผ้าไหมและฟาร์ม”

    สำหรับการจัดอันดับของ Condé Nast Traveller นั้น พบว่า “เคนยา” ครองอันดับ 1 ของประเทศที่เป็นมิตรที่สุดในโลก ด้วยคะแนน 98.46 ตามมาด้วยบาร์เบโดส 98.18 คะแนน และเม็กซิโก 98.00 คะแนน

    Condé Nast Traveller เป็นนิตยสารท่องเที่ยวของอังกฤษที่จัดพิมพ์โดย Condé Nast มุ่งเป้าไปที่ผู้อ่านที่สนใจการเดินทาง โดยเน้นประสบการณ์ระดับไฮเอนด์และความเป็นท้องถิ่น

    เรียบเรียงจาก Khmer Times

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2595%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259B%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B0%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A8/258831&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DjeNAtXNu2Q5WYMFAMFc7

  • เทรนด์ Wellness Tourism มาแรง โตเร็วกว่าท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า!

    เทรนด์ Wellness Tourism มาแรง โตเร็วกว่าท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า!

    ผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวชี้ “Wellness Tourism” คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    เคทีซีผนึกพันธมิตรวงการท่องเที่ยว เปิดเวที “Thailand Wellness Tourism: From Longevity Economy to Lifestyle for All” จุดประกายแนวคิดสุขภาพเชื่อมเศรษฐกิจ สร้างโอกาสใหม่ให้ไทยสู่ Wellness Destination ระดับโลก

    เคทีซี หรือบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จัดงานเสวนา “Thailand Wellness Tourism: From Longevity Economy to Lifestyle for All” โดยรวบรวมผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวชั้นนำของไทย ได้แก่ สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชีวาศรม ปัญญ์ปุริ Thailand Gastronomy Network และโรงแรมสุโขทัย มาร่วมวิเคราะห์ทิศทาง “Wellness Tourism” หรือการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งกำลังกลายเป็น “เครื่องยนต์ใหม่” ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุคหลังโควิด-19

    เทรนด์ Wellness Tourism มาแรง โตเร็วกว่าท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า!

    ข้อมูลล่าสุดจาก Global Wellness Institute (GWI) คาดการณ์ว่า ภายในปี 2025 ตลาดการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพทั่วโลกจะมีมูลค่าสูงถึง 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 230 ล้านล้านบาท) และเติบโตเร็วกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “สุขภาพกาย ใจ และคุณภาพชีวิต” มากขึ้น

    นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย

    Wellness Ecosystem คือกุญแจสำคัญ สู่การเป็น Wellness Destination ของไทย

    นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และที่ปรึกษา BDMS Wellness ชี้ว่า วิกฤตโควิด-19 ได้เปลี่ยนแนวคิดเรื่องสุขภาพให้กลายเป็น “ไลฟ์สไตล์ถาวร” ผู้คนทั่วโลกหันมาดูแลตัวเองทั้งในด้านอาหาร การออกกำลังกาย และสุขภาพจิต นำไปสู่การเติบโตของ “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism)” ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ

    • Primary Wellness Tourism – นักเดินทางที่ตั้งใจท่องเที่ยวเพื่อสุขภาพโดยเฉพาะ (15%) มียอดใช้จ่ายสูง
    • Secondary Wellness Tourism – นักท่องเที่ยวทั่วไปที่มีกิจกรรมเพื่อสุขภาพเสริมระหว่างทริป (85%)

    “หากประเทศไทยต้องการก้าวสู่การเป็น Wellness Destination ระดับโลก เราต้องสร้าง Ecosystem ครบวงจร ตั้งแต่นโยบายภาครัฐ มาตรฐานบริการ ไปจนถึงการส่งเสริมสุขภาวะของคนไทยเอง โดยเฉพาะการเจาะตลาด Gen Z (อายุ 13–28 ปี) ที่พร้อมลงทุนเพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิต” — นายภูมิกิตติ์กล่าว

    นายกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานบริหารและประธานกรรมการ ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท

    ชีวาศรมชี้ตลาดโตแรง นักท่องเที่ยวสุขภาพพักยาวสูงสุด 6 เดือน

    นายกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานบริหารและประธานกรรมการ ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท เผยว่า ปัจจุบันนักท่องเที่ยวของชีวาศรมกว่า 80% เป็นชาวต่างชาติ และอีก 20% เป็นชาวไทย ซึ่งเพิ่มขึ้นมากจากก่อนโควิดที่มีไม่ถึง 2% โดยกลุ่มหลักคือ Gen X (46–60 ปี) และ Gen Y (31–45 ปี) ที่นิยมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแบบองค์รวม ใช้จ่ายเฉลี่ย 60,000–100,000 บาทต่อทริป และมีแนวโน้มพักระยะยาว ตั้งแต่ 7 คืนจนถึง 3 เดือน บางรายอยู่ถึง 6 เดือน

    นายกรดย้ำว่า “เสน่ห์ความเป็นไทย” คือหัวใจในการสร้างความแตกต่างของตลาด Wellness Tourism เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งครบ ทั้งอาหารสุขภาพ สมุนไพร การแพทย์แผนไทย และวัฒนธรรมที่จับต้องได้ สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ แต่ยังช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนอย่างยั่งยืน

    นายปราโมทย์ เดชะบุญศิริพานิช  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปุริ จำกัด

    “Thai Senses” พลังแห่งเอกลักษณ์ไทยบนเวทีโลก

    นายปราโมทย์ เดชะบุญศิริพานิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปุริ จำกัด แบรนด์เครื่องหอมสัญชาติไทย “ปัญญ์ปุริ (PAÑPURI)” กล่าวเสริมว่า เอกลักษณ์ของไทยอยู่ที่การเชื่อมโยง “5 Senses” กลิ่น รส สัมผัส เสียง และบรรยากาศ ซึ่งปัญญ์ปุรินำมาสร้างสรรค์เป็น Wellness Experience ที่แตกต่าง เช่น กลิ่นหอมจากพืชสมุนไพรไทยเช่น กระเพรา หรือดอกไม้หอมอย่างมะลิ และภูมิปัญญาโบราณที่ช่วยฟื้นฟูพลังใจ “จุดแข็งเหล่านี้คือ Top of Mind ของโลก ที่เราสามารถต่อยอดเป็นรายได้ระดับโลกได้อย่างแท้จริง” เขากล่าว

    ยิ่งกว่านั้นการจัดการกับความเครียดของคนในยุคนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเสริมให้ตลาด wellness เติบโตไวไม่เฉพาะในกลุ่มคนสูงวัยเท่านั้น

    “อาหารเป็นยา” หัวใจของ Wellness Tourism ไทย

    ผศ.ดร. จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network

    ผศ.ดร. จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network กล่าวว่า อาหารไทยคือหัวใจสำคัญของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เพราะผสานภูมิปัญญาสมุนไพร เครื่องแกง และหลัก “Food as Medicine – อาหารเป็นยา” ไว้อย่างลงตัว “หากเราสื่อสารให้ผู้บริโภคทั่วโลกเห็นคุณค่าทางโภชนาการ และความสัมพันธ์ระหว่างรสชาติ สุขภาพ และวัฒนธรรม จะสามารถต่อยอดอาหารไทยให้เป็นพลังขับเคลื่อน Wellness Tourism ได้อย่างยั่งยืน”

    เธอยังเปิดเผยว่า GWI คาดว่าในปี 2027 อุตสาหกรรม Wellness Tourism จะมีมูลค่า 1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 51 ล้านล้านบาท) โดยนักท่องเที่ยวสุขภาพใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริป 1,886 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 68,000 บาท) สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 56% ทั้งนี้ ประเทศไทยยังครอง อันดับ 1 ของโลกด้านการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ระหว่างปี 2022–2023 ในกลุ่ม 25 ประเทศชั้นนำ

    “ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากที่จะเป็น ‘Wellness Hub แห่งเอเชีย’ หากเรานำแนวคิด Wellness on a Plate มาสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ทั้งอร่อย ดีต่อสุขภาพ และสะท้อนความเป็นไทยอย่างร่วมสมัย” — ผศ.ดร.จุฑามาศ กล่าวทิ้งท้าย

    มิสเตอร์ ริชาร์ด ดอยท์ล ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ

    The Sukhothai Spa ตัวอย่างต้นแบบของการผสานวัฒนธรรมกับสุขภาพ

    มิสเตอร์ ริชาร์ด ดอยท์ล ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพฯ กล่าวว่า The Sukhothai Spa คือหนึ่งในตัวอย่างของ “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพแบบไทย” ที่ผสมผสานเรือนไทยโบราณเข้ากับศาสตร์บำบัดสมัยใหม่ได้อย่างกลมกลืน จนกลายเป็นพื้นที่แห่งการพักผ่อนและเยียวยาแบบองค์รวม พร้อมยกระดับด้วยมาตรฐานสากล ซึ่งการได้รับรางวัล Michelin Keys 2 ดอก ตอกย้ำความเป็นเลิศด้านบริการระดับโลก และช่วยผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Destination ชั้นนำของโลก อย่างยั่งยืน

    นางสาว วริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี

    เคทีซีปักหมุด Wellness Hub สร้าง Ecosystem การเดินทางสุขภาพครบวงจร

    นางสาว วริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุดฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี เปิดเผยว่า สมาชิกเคทีซีมีแนวโน้มใช้จ่ายด้านสุขภาพมากขึ้น โดยพบว่ายอดใช้จ่ายในโรงแรมที่เน้น Wellness สูงกว่าโรงแรมทั่วไปถึง 1.88 เท่า และมีกลุ่มคนอายุ 30–35 ปี ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    เคทีซีจึงพัฒนาแพลตฟอร์ม “KTC Wellness Hub” ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์จากกว่า 60 พันธมิตร ครอบคลุมรีสอร์ทสุขภาพ โรงพยาบาล สปา และร้านอาหารสุขภาพ เพื่อมอบสิทธิ์เข้าถึงบริการสุขภาพคุณภาพสูงได้อย่างสะดวกและคุ้มค่า

    “บทบาทของเคทีซีไม่ใช่แค่ผู้ให้บริการบัตรเครดิต แต่คือฟันเฟืองสำคัญในการเชื่อมต่อผู้ประกอบการไทยกับฐานลูกค้าคุณภาพกว่า 2.8 ล้านราย เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่การเป็น Wellness Destination แห่งเอเชีย อย่างแท้จริง” — นางสาววริษฐากล่าวทิ้งท้าย
     

    กระแส Wellness Tourism ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็น “โอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ” ที่รวมพลังของสุขภาพ วัฒนธรรม และการท่องเที่ยวเข้าไว้ด้วยกันอย่างกลมกลืน ภายใต้จุดแข็งของไทยทั้งด้านอาหาร สมุนไพร การแพทย์แผนไทย และการบริการระดับโลก หากทุกภาคส่วนเดินหน้าร่วมกัน ประเทศไทยมีศักยภาพที่จะก้าวขึ้นเป็น ศูนย์กลางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของโลก (Global Wellness Hub) ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/731668&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1YrHXbUFoAW8v2mFDCCoj1

  • BEDO-UNDP โชว์ศักยภาพ! ประจวบคีรีขันธ์ พลิกเกมอนุรักษ์สู่ “ท่องเที่ยวชีวภาพ”

    BEDO-UNDP โชว์ศักยภาพ! ประจวบคีรีขันธ์ พลิกเกมอนุรักษ์สู่ “ท่องเที่ยวชีวภาพ”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/102607&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0mag5kNSQgU7iwPpn8e5KW

  • หนองบัวลำภูเปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่สาย “ธรรมะ-ธรรมชาติ” ชูเสน่ห์ “วิถีแพรพรรณลุ่มภู” ดึงดูดนักเดินทางยุคใหม่

    หนองบัวลำภูเปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่สาย “ธรรมะ-ธรรมชาติ” ชูเสน่ห์ “วิถีแพรพรรณลุ่มภู” ดึงดูดนักเดินทางยุคใหม่

    ภูมิภาค

    หนองบัวลำภูเปิดเส้นทางท่องเที่ยวใหม่สาย “ธรรมะ-ธรรมชาติ” ชูเสน่ห์ “วิถีแพรพรรณลุ่มภู” ดึงดูดนักเดินทางยุคใหม่

    วันพฤหัสบดี ที่ 09 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.50 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 9 ต.ค.2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศ ณ ลานหน้าศาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช คึกคักเป็นพิเศษ เมื่อนายศศิน พัฒนภิรมย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู รักษาราชการแทนผู้ว่าราชการจังหวัดฯ ประธานในพิธีเปิดทริปทดสอบเส้นทางท่องเที่ยวใหม่ ผสมผสาน ทั้งสาย “ธรรมะ” สำหรับนักเดินทางที่แสวงหาความสงบ และสาย “ธรรมชาติ” สำหรับผู้ที่รักการผจญภัยและดื่มด่ำกับความเขียวขจี โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน สื่อมวลชน และเหล่าอินฟลูเอนเซอร์ ร่วมในกิจกรรม

    สำหรับทริปทดสอบสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9-12 ตุลาคมนี้ ได้เชิญเหล่าผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว สื่อมวลชน และอินฟลูเอนเซอร์ มาร่วมคาราวานสำรวจศักยภาพของเส้นทางต่างๆ ในรูปแบบทริป 2 วัน 1 คืน 2 เส้นทาง 1.เส้นทางอำเภอโนนสัง อำเภอศรีบุญเรือง และอำเภอเมือง ในจุดท่องเที่ยวสำคัญอาทิ วัดถ้ำกลองเพล Skywalk ภูแอ่น สะพานเชื่อมฮักบ้านตาดไฮ เป็นต้น 2.เส้นทางอำเภอสุวรรณคูหา อำเภอนากลาง และอำเภอนาวัง ชมแหล่งท่องเที่วสำคัญอาทิ สถานีภูซาง แพดงสวรรค์บ้านสระแก้ว วัดถ้ำเอราวรรณ วัดภูผายาว บ้านภูผาเจาะ เพื่อเก็บข้อมูลและรับฟังความคิดเห็น สำหรับนำไปพัฒนาและปรับปรุงให้สมบูรณ์แบบที่สุด ก่อนเปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวอย่างเป็นทางการ

    การเปิดเส้นทางครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของจังหวัด ภายใต้โครงการ “ยกระดับการท่องเที่ยวสร้างสรรค์” ที่ไม่ได้มีดีแค่การสร้างเส้นทางใหม่ๆ แต่เป็นการชุบชีวิตการท่องเที่ยวทั้งระบบ โดยเชื่อมโยงมนต์เสน่ห์ของ “วิถีแพรพรรณลุ่มภู” ซึ่งเป็นวัฒนธรรมอันเป็นเอกลักษณ์ เข้ากับการเกษตรและเทรนด์การท่องเที่ยวที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อปูทางสู่การเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าจับตามอง เชื่อมโยงสู่งานพืชสวนโลกที่กำลังจะจัดขึ้นในปี 2569 ที่จังหวัดอุดรธานี ต่อไป
     

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/449878&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1L1o4kfwrLb9lFFccMfziU