Blog

  • ‘นักวิชาการ’ ชี้ ‘คนละครึ่งพลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อย แนะทำมาตรการพุ่งเป้า

    ‘นักวิชาการ’ ชี้ ‘คนละครึ่งพลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อย แนะทำมาตรการพุ่งเป้า

    เศรษฐกิจ

    ‘นักวิชาการ’ ชี้ ‘คนละครึ่งพลัส’ กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อย แนะทำมาตรการพุ่งเป้า

    11 ต.ค. 2025 เวลา 10:50 น.

    “เกรียงศักดิ์” มอง “คนละครึ่งพลัส” ชี้ ผลลัพธ์ ศก.น้อยแค่ 0.3% แนะรัฐบาลปรับแผนให้พุ่งเป้าหวังผลระยะยาว ห่วง ประชาชนใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ นักวิชาการอาวุโสมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด  กล่าวถึง นโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ว่า เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ยกนโยบาย “คนละครึ่ง” ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์มาปรับใช้ ซึ่งประกาศเป็นนโยบายเรือธงเรื่องแรก เนื่องจากรัฐบาลไม่มีเวลามาก เพราะสถานการณ์ทางการเมืองอาจมีแนวโน้มจะยุบสภาก่อน 4 เดือน รัฐบาลจึงไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องออกนโยบายที่ทำได้เร็วและทำให้คนรู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้นโดยเร็ว แม้ว่าจากการวิเคราะห์พบว่า มีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยมาก โดยมีผลต่อจีดีพีเพียงร้อยละ 0.3 เท่านั้น
     
    ขณะเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบการใช้นโยบาย “คนละครึ่ง” ในสมัยพลเอกประยุทธ์ กับนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ในยุคของ นายกฯอนุทิน เป็นสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน โดยสถานการณ์ในช่วงที่ใช้นโยบายนี้ อยู่ในช่วงที่ประเทศประสบกับปัญหาโควิด ในปี 2563 ซึ่งเศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง จีดีพีติดลบถึงร้อยละ 6.1 ต่อปี ภาคท่องเที่ยวหยุดนิ่งไม่มีนักท่องเที่ยว ธุรกิจปิดตัว คนตกงานจำนวนมาก และรายได้หดตัว
     

    ขณะที่สถานการณ์ในปี 2568 แม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมาก โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวประมาณร้อยละ 1.8 และจีดีพีเศรษฐกิจไตรมาส 3 น่าจะติดลบ ส่วนปี 2569 ตัวเลขเศรษฐกิจน่าจะเติบโตเพียงร้อยละ 1 การกระตุ้นเศรษฐกิจมีความจำเป็น แต่ไม่จำเป็นมากเท่ากับช่วงโควิด ยิ่งไปกว่านั้น ผลลัพธ์ของโครงการคนละครึ่ง กระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยมาก ประกอบกับความเชื่อมั่นและสภาพเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศค่อนข้างแย่ จึงไม่ง่ายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ประเทศยังมีความเสี่ยงถูกดาวน์เกรดในปี 2570 และคาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะจะชนเพดานที่ร้อยละ 70 ของจีดีพีอย่างแน่นอน หากนโยบายของทุกพรรคที่มาเป็นรัฐบาลเน้นนโยบายประชานิยม
     

    “ผมเข้าใจดีว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งผลักดันนโยบายออกมาในเวลาสั้น ๆ ซึ่งการออกนโยบายคนละครึ่งพลัสก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แต่ก็อย่าไปฝากความหวังว่า จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นเพราะเป็นไปได้ยาก รวมทั้งยังอาจสร้างความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะแรงกดดันด้านหนี้สาธารณะ และการถูกลดเครดิต ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของประเทศเพิ่มสูงขึ้น”

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เสนอแนะรัฐบาลว่า การทำให้คนละครึ่งพลัสได้ผล หรือ นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ มีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกระดับ ควรทำแบบพุ่งเป้า โดยแจกเงินกับกลุ่มคนที่มีผลทวีคูณทางเศรษฐกิจ หรือพุ่งเป้าไปที่หมวดสินค้าบางชนิดที่มีผลลัพธ์สูง จะมีผลกระแทกตัวเลขเศรษฐกิจได้แรง ซึ่งต้องมีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำถึงประชาชนว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ

    เมื่อรัฐบาลมีการกระตุ้นให้นำเงินออกมาใช้เพื่อจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นโดยเร็ว แม้เป็นการช่วยรัฐบาล แต่บางกรณีอาจเป็นการใช้จ่ายในส่วนที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นประชาชนควรระวังการใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจจะแย่ไปอีกระยะหนึ่ง จึงต้องวางแผนการเงินให้รอบคอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/economic/1202717&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2eurDSOSke5JXP5vZHnjdI

  • ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์อ่อนค่าหลังทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีจีน หวั่นกระทบเศรษฐกิจ

    ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลล์อ่อนค่าหลังทรัมป์ขู่ขึ้นภาษีจีน หวั่นกระทบเศรษฐกิจ

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ต.ค. 68)

    ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันศุกร์ (10 ต.ค.) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ขู่ว่าจะปรับขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีน ซึ่งทำให้เกิดความกังวลรอบใหม่เกี่ยวกับผลกระทบของสงครามการค้าต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.56% สู่ระดับ 98.977

    ดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่าแตะระดับ 151.72 เยนในวันศุกร์ (10 ต.ค.) จากระดับ 153.18 เยนในวันพฤหัสบดี (9 ต.ค.) ขณะที่อ่อนค่าลงสู่ระดับ 0.8013 ฟรังก์สวิส จาก 0.8074 ฟรังก์สวิส และอ่อนค่าสู่ระดับ 1.4000 ดอลลาร์แคนาดา จาก 1.4031 ดอลลาร์แคนาดา

    ส่วนยูโรแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.1609 ดอลลาร์สหรัฐในวันศุกร์ จาก 1.1547 ดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี ขณะที่เงินปอนด์อังกฤษแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.3346 ดอลลาร์ จาก 1.3281 ดอลลาร์

    ทรัมป์ยังระบุด้วยว่า อาจยกเลิกการประชุมที่วางแผนไว้กับประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน พร้อมโพสต์ข้อความบนโซเชียลมีเดียโจมตีสิ่งที่เขาเรียกว่าเป็น “แผนของจีนที่จะจับเศรษฐกิจโลกเป็นตัวประกัน” หลังจากจีนประกาศขยายมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากอย่างมีนัยสำคัญเมื่อวันพฤหัสบดี (9 ต.ค.)

    คำกล่าวของทรัมป์หนุนให้ค่าเงินยูโรและเงินเยนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ ขณะที่สกุลเงินที่เชื่อมโยงกับสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ดอลลาร์ออสเตรเลีย อ่อนค่าลง

    นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า “สุดท้ายแล้ว แนวโน้มดังกล่าวสร้างบรรยากาศเชิงลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ อย่างมาก จีนอาจต้องตอบโต้รุนแรงเพื่อบีบให้สหรัฐฯ เจรจาด้วยเงื่อนไขที่ดีกว่า ซึ่งทำให้เกิดความไม่แน่นอนสูง”

    บรรดานักลงทุนยังจับตาสัญญาณการเปิดทำการของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจที่จะมีผลต่อทิศทางนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด)

    สำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐฯ (BLS) ระบุว่าจะเผยรายงานเงินเฟ้อผู้บริโภคประจำเดือนก.ย. ในวันที่ 24 ต.ค. เพื่อช่วยสำนักงานประกันสังคมคำนวณอัตราการปรับค่าครองชีพประจำปี 2569

    รายงานดังกล่าวมีขึ้นหลังเจ้าหน้าที่เฟดหลายคนแสดงความกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงของเงินเฟ้อในการประชุมล่าสุด โดยนักวิเคราะห์ของธนาคารสโกเทียแบงก์ในโทรอนโตกล่าวว่า “การผ่อนคลายนโยบายของธนาคารกลางหลายแห่ง รวมถึงเฟด กำลังถูกดำเนินการอย่างระมัดระวังต่อแรงกดดันเงินเฟ้อ”

    นักลงทุนให้น้ำหนักถึง 97% ที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนต.ค. และมีโอกาส 92% ที่จะลดเพิ่มอีกครั้งในเดือนธ.ค. ตามข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group

    เงินเยนแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์ หลังซานาเอะ ทาคาอิจิ หัวหน้าพรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) และว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่นกล่าวเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เธอไม่ต้องการให้เงินเยนอ่อนค่ามากเกินไป และย้ำว่าการกำหนดนโยบายการเงินเป็นหน้าที่ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) แต่ต้องสอดคล้องกับเป้าหมายของรัฐบาล

    ทาคาอิจิมีแนวโน้มจะได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีในการลงมติของรัฐสภาญี่ปุ่นในวันที่ 15 ต.ค. แต่วันลงคะแนนอาจถูกเลื่อนออกไป หลังพรรคโคเมซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลถอนการสนับสนุนพรรค LDP ทำให้การเป็นพันธมิตรยาวนาน 26 ปีสิ้นสุดลง

    ดอลลาร์แคนาดาแข็งค่าขึ้นหลังข้อมูลแสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจแคนาดาสร้างงานเพิ่มขึ้น 60,400 ตำแหน่งในเดือนก.ย. ซึ่งเกินความคาดหมายของตลาด โดยนักวิเคราะห์ระบุว่า ตลาดยังคงคาดว่า ธนาคารกลางแคนาดาอาจลดดอกเบี้ย แต่แรงหนุนจากตัวเลขจ้างงานทำให้แนวโน้มดังกล่าวลดลงเล็กน้อย

    โดย กัลยาณี ชีวะพานิช

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR9A0IQ0CYSLCMVHUORH65MHA0Z9E123&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3o-gT1A_mFX8NJQ84gZiaR

  • “ทรัมป์” ขู่เก็บภาษีจีนอีก 100% | เข้มข่าวค่ำ | 11 ต.ค.68

    “ทรัมป์” ขู่เก็บภาษีจีนอีก 100% | เข้มข่าวค่ำ | 11 ต.ค.68

    ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ประกาศว่าจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มอีก 100% จากจีน โดยจะมีผลตั้งแต่เดือนหน้า

    #ภาษีทรัมป์ #ภาษีจีน #ภาษีสหรัฐ #เข้มข่าวค่ำ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36

    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/202909&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0QC7cvOVuvzvnY-9tNZRL1

  • นายกฯ บอกทุกอย่างมีขั้นตอน หลัง “พิธา” ติงยกเลิก MOU 43-44 ทำไมไม่ใช้กลไกสภา (คลิป)

    นายกฯ บอกทุกอย่างมีขั้นตอน หลัง “พิธา” ติงยกเลิก MOU 43-44 ทำไมไม่ใช้กลไกสภา (คลิป)

    “อนุทิน” ขอให้รอฟังผล กมธ.ศึกษาฯ ปมยกเลิก MOU 43-44 ก่อน ค่อยพิจารณาร่วมกัน หลัง “พิธา” ตั้งคำถามทำไมไม่ใช้กลไกรัฐสภา ชี้ทุกอย่างต้องมีขั้นตอน

    เมื่อเวลา 09.10 น. วันที่ 11 ต.ค. 2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล(ก.ก.)ตั้งคำถามรัฐบาลทำประชามติยกเลิก MOU 43-44 ทำไมไม่ใช้กลไกรัฐสภาประชุมลับว่า ขณะนี้รัฐสภากำลังศึกษาอยู่ ทั้ง 2 สภา เมื่อถามว่า จริงๆแล้วสามารถใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเลิกได้เลยใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างต้องมีขั้นตอน

    เมื่อถามต่อว่า ต้องรอข้อสรุปของคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาข้อดี-ข้อเสีย MOU 43-44 ใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ในเมื่อกมธ.ทั้ง 2 สภา ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรกำลังศึกษาอยู่ เราก็รอฟังผลการศึกษา

    เมื่อถามว่า หากผลออกมาเป็นทางบวกกับประเทศไทยมีโอกาสไม่ต้องทำประชามติใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รอให้ผลการศึกษาออกมาก่อน แล้วค่อยมาพิจารณาร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2888428&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2qQ4Fn8ytYdGp_ucFwxYEF

  • “วิว เยาวภา” ปลุกเศรษฐกิจกีฬาเมืองหัวหิน เปิดศึกเทควันโดเยาวชน “เด็กไทยเตะฉ่ำ” นักกีฬาทั่วประเทศร่วมกว่า 500 คน

    “วิว เยาวภา” ปลุกเศรษฐกิจกีฬาเมืองหัวหิน เปิดศึกเทควันโดเยาวชน “เด็กไทยเตะฉ่ำ” นักกีฬาทั่วประเทศร่วมกว่า 500 คน

    กีฬา

    “วิว เยาวภา” ปลุกเศรษฐกิจกีฬาเมืองหัวหิน เปิดศึกเทควันโดเยาวชน “เด็กไทยเตะฉ่ำ” นักกีฬาทั่วประเทศร่วมกว่า 500 คน

    วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.13 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    อดีตฮีโร่โอลิมปิก “วิว–เยาวภา บุรพลชัย” นำพลังเยาวชนสู่สังเวียนเทควันโด จัดการแข่งขัน “Bluport X Legend Taekwondo Championships 2025” อย่างยิ่งใหญ่ หวังกระตุ้นเศรษฐกิจและท่องเที่ยวหัวหินให้คึกคัก 

    เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ที่ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อดีตนักกีฬาเทควันโดเหรียญทองแดงโอลิมปิก “วิว – เยาวภา บุรพลชัย” เปิดการแข่งขันเทควันโดเยาวชนรายการ “Bluport X Legend Taekwondo Championships 2025” ภายใต้แนวคิด “เทควันโดพัฒนาเยาวชน เด็กไทยเตะฉ่ำ” โดยมี นายประสูตร หอมบรรเทิง นายอำเภอหัวหิน ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการ

    การแข่งขันจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง เดอะเลเจ้นท์ อารีน่า หัวหิน และ ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน มีนักกีฬาเทควันโดจากทั่วประเทศกว่า 500 คน เข้าร่วมชิงชัย ทั้งในประเภท พุมเซ่ (ท่ารำ) และ เคียวรูกิ (ต่อสู้) สร้างบรรยากาศคึกคักทั้งในสนามแข่งขันและย่านท่องเที่ยวรอบเมืองหัวหิน

    “วิว เยาวภา” ชี้ กีฬาคือพลังเศรษฐกิจ – เงินหมุนเวียนท้องถิ่นเพิ่ม

    นางสาวเยาวภา กล่าวถึงจุดประสงค์ของการจัดกิจกรรมว่า “การแข่งขันในครั้งนี้ไม่เพียงช่วยเสริมสร้างพลังเยาวชน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่น เพราะเมื่อมีนักกีฬาและผู้ติดตามจากทั่วประเทศเดินทางมาร่วมแข่งขัน เมืองหัวหินก็มีการจองที่พัก โรงแรม ร้านอาหาร และท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน”

    พันธมิตรภาคธุรกิจร่วมหนุน – มอบบัตรสวนน้ำเป็นขวัญกำลังใจ

    งานนี้ยังได้รับการสนับสนุนจาก สวนน้ำวานานาวา หัวหิน ซึ่งมอบบัตรเข้าสวนน้ำให้แก่นักกีฬาและผู้ฝึกสอนทุกคน เพื่อเป็นรางวัลแห่งความตั้งใจและแรงบันดาลใจในการพัฒนาศักยภาพด้านกีฬา

    “ต้องขอขอบคุณพันธมิตรทุกภาคส่วนในหัวหินที่ร่วมกันส่งเสริมกิจกรรมนี้ เพราะนี่คือพลังสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจกีฬา (Sport Economy) ที่เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งในมิติของเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการพัฒนาเยาวชนคนรุ่นใหม่” — เยาวภา บุรพลชัย กล่าวทิ้งท้าย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/sport/450128&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0EqmUfseIn57L7FPS-tKsG

  • มอบนโยบายเชิงรุก! “ธรรมนัส” ลงพื้นที่เชียงราย ขับเคลื่อนภาคเกษตร เน้นลดต้นทุนผลิต หนุนความเข้มแข็งให้เกษตรกร พร้อมสร้างเศรษฐกิจจากท่องเที่ยว 

    มอบนโยบายเชิงรุก! “ธรรมนัส” ลงพื้นที่เชียงราย ขับเคลื่อนภาคเกษตร เน้นลดต้นทุนผลิต หนุนความเข้มแข็งให้เกษตรกร พร้อมสร้างเศรษฐกิจจากท่องเที่ยว 

    การเมือง

    มอบนโยบายเชิงรุก! “ธรรมนัส” ลงพื้นที่เชียงราย ขับเคลื่อนภาคเกษตร เน้นลดต้นทุนผลิต หนุนความเข้มแข็งให้เกษตรกร พร้อมสร้างเศรษฐกิจจากท่องเที่ยว 

    วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.03 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 11 ต.ค. 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึง นายอนุรัตน์ ตันบรรจง และนายจีรเดช ศรีวิราช สส.พะเยา พรรคกล้าธรรม และคณะผู้บริหารทั้ง 2 กระทรวง ลงพื้นที่ตรวจราชการที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จ.เชียงราย เพื่อนโยบายและแนวทางในการปฏิบัติให้กับผู้นำท้องถิ่นจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมกว่า 145 แห่ง และผู้นำชุมชนในพื้นที่กว่า 1,753 หมู่บ้าน เพื่อรับฟังนโยบายและแนวทางการปฏิบัติด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และการเกษตรในระดับพื้นที่

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้กำกับและติดตามการดำเนินงานในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนทั้งหมด รวมถึงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนกำกับดูแล 4 กระทรวงตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เพื่อให้การบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกล่าวยืนยันว่า เราไม่มีวันหยุด ต้องทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

    “รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานต้องลงพื้นที่ เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง คลุกคลีกับพี่น้องในพื้นที่ เพื่อเข้าใจปัญหาจากของจริง เราต้องนำปัญหามาเป็น ‘โจทย์หลัก’ แล้วจัดทำแผนเพื่อจัดสรรงบประมาณให้ตรงจุด สำหรับจังหวัดเชียงราย มีปัญหาหลักๆ ที่พบ เช่น ปัญหาน้ำท่วมแม่สายที่เกิดซ้ำซาก รวมถึงสารเจือปนในแหล่งน้ำที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยจะนำเข้าหารือในที่ประชุม ครม. เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางเจรจาในระดับการทูต เพื่อหาทางออกร่วมกัน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว 

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า จังหวัดเชียงราย ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงทั้งด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว จึงต้องการพัฒนาให้เมืองเชียงรายกลับมาคึกคักอีกครั้ง สร้างรายได้ให้เกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากได้ ลดหนี้สิน เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และพัฒนาเศรษฐกิจในทุกมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การศึกษา และสวัสดิการประชาชน โดยได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำแนวทางนโยบายไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ในส่วนของการพัฒนาภาคการเกษตร ได้เน้นย้ำให้ลดต้นทุนการผลิต โดยให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ให้คำแนะนำเกษตรกรเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และชีวภัณฑ์อย่างเหมาะสม พร้อมสั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยให้แก่สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศ

    นอกจากนี้ ยังมอบแนวนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อบริหารจัดการผลผลิตและหาตลาดจำหน่าย โดยให้สหกรณ์ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสินค้าปศุสัตว์ โดยได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์และกรมวิชาการเกษตร ทำงานร่วมกันเพื่อดันราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น โดยราคาวัวจะต้องอยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวนาปี อยู่ที่ 8,000-10,000 บาทต่อตันและให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน โดยยืนยันว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างตั้งใจ เชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุผลได้ตามเป้าหมาย

    ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง เพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ให้เป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ แต่นั้นบ้านพักครูหลายแห่งที่อยู่ในสภาพทรุดโทรม และไม่ปลอดภัยต่อการอยู่อาศัย เพราะติดข้อจำกัดตามระเบียบราชการเก่า ตนจึงได้เน้นย้ำว่า ต้องเร่งปรับปรุงให้ดี ครูเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สอง ครูที่ดีคือรากฐานสำคัญของเด็กไทย การสร้างคุณภาพการศึกษาที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี แต่ต้องเริ่มจากการทำให้ครูมีความมั่นคงในชีวิต มีบ้านพักที่ปลอดภัย และมีขวัญกำลังใจที่ดี

    จากนั้น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เดินทางตรวจติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำกก ณ เขื่อนเชียงราย ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย ก่อนเดินทางต่อไปยังที่ว่าการอำเภอเวียงชัย เพื่อรับฟังปัญหาความต้องการในพื้นที่ พร้อมมอบสิ่งของและปัจจัยการผลิต เช่น มอบโฉนดเพื่อการเกษตร พันธุ์สัตว์น้ำ น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ รวมทั้งป้ายปัจจัยการผลิตโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/450124&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2S6taUII89s3jHfxUlwCY3

  • ‘วิว เยาวภา’ดันเศรษฐกิจกีฬาหัวหิน จัดเทควันโด้เยาวชน คึกคักทั่วเมือง

    ‘วิว เยาวภา’ดันเศรษฐกิจกีฬาหัวหิน จัดเทควันโด้เยาวชน คึกคักทั่วเมือง

    เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลา 09.00 น. ณ หัวหินคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

    อดีตฮีโร่เหรียญทองแดงโอลิมปิก “วิว – เยาวภา บุรพลชัย” เปิดศึกการแข่งขัน “Bluport X Legend Taekwondo Championships 2025” อย่างยิ่งใหญ่ภายใต้แนวคิด “เทควันโดพัฒนาเยาวชน เด็กไทยเตะฉ่ำ”

    การจัดงานครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายประสูตร หอมบรเทิง นายอำเภอหัวหินให้เกียรติเป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันอย่างเป็นงการโดยมีผู้บริหารจากภาครัฐ ภาคเอกชน ผู้ปกครอง และเยาวชนเข้าร่วมอย่างคึกคักการแข่งขันจัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง

    เดอะเลเจ้นท์ อารีน่า หัวหิน และ ศูนย์การค้าบลูพอร์ต หัวหินมีนักกีฬาเทควันโดจากทั่วประเทศกว่า 500 คน เข้าร่วมประชันฝีเท้าทั้งในประเภท พุมเซ่ (ท่ารำ) และ เคียวรูกิ (ต่อสู้) สร้างบรรยากาศคึกคักไปทั่วเมืองหัวหิน ทั้งภายในสนามแข่งขันและแหล่งท่องเที่ยวรอบเมือง“วิว เยาวภา” กล่าวว่า

    “การจัดกิจกรรมกีฬาในครั้งนี้ไม่เพียงส่งเสริมพลังเยาวชน แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ เพราะเมื่อมีนักกีฬาและผู้ติดตามจากทั่วประเทศเดินทางมาร่วมแข่งขัน ก็เกิดการจองที่พัก โรงแรม ร้านอาหาร และการท่องเที่ยวภายในเมืองหัวหิน ทำให้เงินหมุนเวียนในระบบท้องถิ่นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด”

    นอกจาก25นี้ ยังได้รับการสนับสนุนจาก สวนน้ำวานานาวา หัวหินที่มอบบัตรเข้าสวนน้ำให้กับนักกีฬาและผู้ฝึกสอนทุกคน เพื่อเป็นรางวัลและแรงบันดาลใจในการเข้าร่วมกิกรรมในครั้งนี้“ต้องขอขอบคุณพันธมิตรในหัวหินที่ร่วมส่งเสริมกิจกรรมกีฬา เพราะทุกภาคส่วนคือพลังสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจกีฬา (Sport Economy) ที่เติบโตอย่างยั่งยืน ทั้งด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และพลังคนรุ่นใหม่” — วิว เยาวภา กล่าวทิ้งท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/sport-news/877168/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Ag6pmi8lxRRaPT4qYVJxV

  • ดีอี เตือนข่าวปลอม “เริ่มลงทะเบียนดิจิทัลวอลเล็ต” สร้างความเข้าใจผิด

    ดีอี เตือนข่าวปลอม “เริ่มลงทะเบียนดิจิทัลวอลเล็ต” สร้างความเข้าใจผิด

    ดีอี เตือนข่าวปลอม “เริ่มลงทะเบียนดิจิทัลวอลเล็ต” สร้างความเข้าใจผิด

    เช็ก 10 ข่าวปลอมประจำสัปดาห์ พบประชาชนให้ความสนใจสูงสุดอันดับที่ 1 เรื่อง เริ่มลงทะเบียนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ได้ตั้งแต่วันที่ 1-5 ต.ค. 68

    นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยความมั่นคงและภัยทางสังคมของนายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่ต้องการให้มีการบูรณาการข้อมูลของหน่วยงานเพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลให้กับประชาชน โดยยกระดับความสำคัญเรื่องการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือน

    ทั้งนี้ในระหว่างวันที่ 3 – 9 ตุลาคม 2568 พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมด 1,029,742 ข้อความ โดยมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,031 ข้อความ

    สำหรับช่องทางที่มีการพบเบาะแสมากที่สุด คือ ข้อความที่มาจาก Social Listening จำนวน 1,010 ข้อความ ตามมาด้วยการแจ้งเบาะแสผ่าน Line Official จำนวน 6 ข้อความ ช่องทาง Website จำนวน 2 ข้อความ และช่องทาง Facebook จำนวน 13 ข้อความ รวมเรื่องที่ต้องดำเนินการตรวจสอบทั้งหมด 224 เรื่อง และจากการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้รับผลการตรวจสอบกลับมาแล้ว 73 เรื่อง 

    กระทรวงดีอี ได้แบ่งข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย

    กลุ่มที่ 1 : นโยบายรัฐบาล ข่าวสารทางราชการ ความสงบเรียบร้อยของสังคม ขัดศีลธรรมอันดี และความมั่นคงภายในประเทศ จำนวน 151 เรื่อง 

    กลุ่มที่ 2 : ผลิตภัณฑ์สุขภาพ วัตถุอันตราย เครื่องสำอาง รวมถึงสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายจำนวน 26 เรื่อง

    กลุ่มที่ 3 : ภัยพิบัติ จำนวน 3 เรื่อง 

    กลุ่มที่ 4 : เศรษฐกิจ จำนวน 0 เรื่อง 

    กลุ่มที่ 5 : กลุ่มอาชญากรรมออนไลน์ จำนวน 44 เรื่อง

    10 อันดับข่าวปลอมรายสัปดาห์

    นางสาวสุชาดา กล่าวต่อว่า เมื่อพิจารณาจากข่าวปลอมที่ได้รับความสนใจในลำดับต้นๆ ในสัปดาห์นี้ส่วนใหญ่เป็นข่าวเกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลและการให้บริการของหน่วยงานรัฐ ความมั่นคงระหว่างประเทศ ข่าวที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์สุขภาพ ซึ่งทั้งหมดมีผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิด สับสน ตื่นตระหนก และวิตกกังวลได้ รวมทั้งอาจทำให้สูญเสียทรัพย์สิน หรือ ข้อมูลส่วนบุคคล โดยข่าวที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่

    อันดับที่ 1 : เรื่อง เริ่มลงทะเบียนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ได้ตั้งแต่วันที่ 1-5 ต.ค. 68

    อันดับที่ 2 : เรื่อง ทหารกัมพูชาตรึงกำลังตั้งฐานที่ปราสาทคนา

    อันดับที่ 3 : เรื่อง เปิดเกณฑ์รับเงินคนละครึ่ง แบ่ง 3 กลุ่ม แจกสูงสุด 2,400 บาท

    อันดับที่ 4 : เรื่อง หญิงที่ไม่มีเพศสัมพันธ์เป็นเวลานาน เพิ่มความเสี่ยงสมองตาย และเป็นมะเร็งรังไข่

    อันดับที่ 5 : เรื่อง ทอ. สั่งบิน F-16 สอดแนมฐานทัพกัมพูชา

    อันดับที่ 6 : เรื่อง จังหวัดเพชรบูรณ์เกิดเหตุคอกวัวแตกหลังฝนตกหนัก

    อันดับที่ 7 : เรื่อง เกิดเหตุเครื่องบินตกในกรุงเทพฯ สูญเสีย 750 ราย

    อันดับที่ 8 : เรื่อง การแสดง “โขน” ต้นฉบับเป็นของกัมพูชา

    อันดับที่ 9 : เรื่อง งอนิ้วชี้ไปมาข้างละ 100 ครั้งต่อวัน ช่วยให้ตับดี สมองดี สายตาดี

    อันดับที่ 10 : เรื่อง ไทยขายใบนัดแพทย์ปลอม ให้คนกัมพูชาใช้ผ่านข้ามแดน

    สำหรับอันดับ 1 เรื่อง “เริ่มลงทะเบียนโครงการดิจิทัลวอลเล็ต ได้ตั้งแต่วันที่ 1-5 ต.ค. 68” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง ตรวจสอบแล้วพบว่า เป็นข้อมูลเท็จ โดยขอชี้แจงว่า ปัจจุบัน กระทรวงการคลัง ยังไม่มีการดำเนินการโครงการดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ในระยะที่ 3 ทั้งนี้ หากมีการดำเนินโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะประชาสัมพันธ์แจ้งต่อประชาชนให้รับทราบต่อไป

    ด้านข่าวปลอมอันดับ 2 เรื่อง “ทหารกัมพูชาตรึงกำลังตั้งฐานที่ปราสาทคนา” กระทรวงดีอี ประสานงานร่วมกับ กองทัพบก กระทรวงกลาโหม ตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นข่าวปลอม โดยขอชี้แจงว่า จากข้อมูลบันไดไม้ที่สร้างโดยฝ่ายกัมพูชามีวัตถุประสงค์หลักเพื่อการส่งกำลังบำรุงไปยังฐานตรวจการณ์บนหน้าผา และต่อมาได้ถูกนำมาใช้เพื่อการท่องเที่ยวของประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ กำลังทหารกัมพูชาที่ประจำการอยู่บริเวณดังกล่าวไม่มีท่าทีคุกคาม และจุดเฝ้าตรวจของกัมพูชาไม่ได้มีลักษณะเป็นป้อมปราการทางทหารแต่อย่างใด   

    อย่างไรก็ตาม ดีอี ห่วงใยประชาชน เรื่องความตระหนักรู้เท่าทันข่าวปลอมที่ถูกแพร่กระจายบนสื่อออนไลน์ โซเชียล ซึ่งหากขาดความรู้เท่าทัน และส่งต่อข้อมูลข่าวปลอม ทำให้เกิดการหลงเชื่อ สร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เกิดความวิตกกังวล หรืออาจสร้างความเสียหายต่อชีวิต ทรัพย์สิน หรือข้อมูลส่วนบุคคล และอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในสังคมเป็นวงกว้าง ดังนั้นจึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงของข่าวหรือลิงก์เว็บไซต์ให้แน่ชัด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/731735&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IIe7gAQFmezVnbqPA_CyU

  • แนะ ‘เดอะแบก’ เร่งวางแผนการเงิน รับมือเศรษฐกิจไม่ดี-เสี่ยงตกงาน-เกษียณตอนอายุ 45 ปี

    แนะ ‘เดอะแบก’ เร่งวางแผนการเงิน รับมือเศรษฐกิจไม่ดี-เสี่ยงตกงาน-เกษียณตอนอายุ 45 ปี

    ในยุคที่เทคโนโลยีและเศรษฐกิจการเงินของโลกผันผวนเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บวกกับเศรษฐกิจเติบโตต่ำ ล้วนส่งผลกระทบต่อ ‘คนทำงาน’ เงินเดือนไม่ขึ้น-โบนัสไม่มี-โอทีไม่ได้ แถมเสี่ยงตกงาน และหลายองค์กรเริ่มเปิดให้พนักงานสมัครใจเกษียณได้ตั้งแต่อายุ 45 ปี สะท้อนให้เห็นถึงสัญญาณว่า คนไทยอาจต้องเผชิญกับ ‘ชีวิตการทำงานที่สั้นลง’ (20–25 ปี) แต่ ‘ชีวิตหลังเกษียณยาวนานขึ้น’ (35–40 ปี)

    สิ่งที่เกิดขึ้น ถือเป็นปัจจัยสั่นคลอนต่อฐานะการเงินของคนไทย โดยเฉพาะ ‘คนชั้นกลาง’ ซึ่งส่วนใหญ่เป็น ‘เดอะแบก’ ที่มีภาระรับผิดชอบดูแลทั้งพ่อแม่และครอบครัวตนเอง ส่งผลให้จาก ‘กลุ่มที่เคยมั่นคง’ อาจกลายเป็น ‘กลุ่มเปราะบาง’ หากขาดการวางแผนการเงินที่ดี เพราะรายได้หดหายไป มีความเสี่ยงจากหลายๆ ปัจจัย ขณะที่ยังมีภาระหนี้สินและค่าใช้จ่ายครอบครัวอยู่

    ในงานเสวนา ‘วันวางแผนการเงินโลก World Financial Planning Day 2025’ สมาคมนักวางแผนการเงิน ได้แชร์ถึงทางรอดและวิธีสร้างความมั่นคงทางการเงินเพื่อให้รับมือกับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นไว้น่าสนใจ

    การเงินดี ไม่ใช่แค่ตัวเลขในสมุด

    ‘วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ’ นายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทยคนแรก กล่าวว่า สําหรับนักวางแผนการเงิน คําว่า ‘การเงินดี ไม่ได้หมายถึงแค่ตัวเลขในสมุด แต่คือสะพานที่พาเราไปถึงเป้าหมายของชีวิต คือ เกราะป้องกันที่ช่วยให้เรายืนหยัดท่ามกลางพายุ และเป็นพลังที่ทําให้เรามีอิสระในการเลือกอนาคตที่เราอยากเป็น

    สถานการณ์ในโลกปัจจุบันที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเร็วแบบไม่มีใครคาดเดาได้ว่าวันพรุ่งนี้จะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้น การจัดการชีวิต วางแผนรับมือกับความเปลี่ยนแปลงจึงสําคัญมาก โดยวิกฤตการณ์การเงินโลก และการระบาดของโควิด-19 มีหลักฐานประจักษ์ชัดว่า คนที่มีการวางแผนการเงินที่ดี ชีวิตจะมีความมั่นคงกว่า สามารถผ่านช่วงเวลายากลําบากหรือเหตุไม่คาดฝันในชีวิตได้ดีกว่าคนที่ไม่ได้วางแผน

    อย่างไรก็ตาม จากการสํารวจของ Financial Planning Standards Board พบว่า มีคนเพียง 20% เท่านั้น ที่มั่นใจว่ามีแผนการเงินที่ดี สามารถรับมือกับอนาคตได้เป็นอย่างดี ส่วนอีก 80% ยังไม่มั่นใจ หรือยัง ‘ไม่มีแผน’ จะรับมือกับเรื่องการเงินในชีวิตได้

    ทางรอดที่สำคัญที่สุดตอนนี้ คือ ให้เร่ง ‘ลงทุนในตัวเอง’ ด้วยการพัฒนาตัวเองทั้ง ความรู้ความสามารถและทักษะใหม่ๆ ที่ทันสมัยรับมือ อาทิ ทักษะด้าน AI เพื่อรับมือและให้อยู่รอดได้ในโลกยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ควบคู่ไปกับต้องรู้จักใช้ชีวิตอย่างมีวินัย เช่น ‘ใช้น้อยกว่าที่หาได้-เก็บออมให้เป็น-ลงทุนอย่างมีเป้าหมายและหลักการ’ แต่ต้องไม่เป็นทาสของเงินหรือวัตถุ เพราะคุณค่าที่แท้จริงมิได้อยู่ที่สิ่งที่เราครอบครอง แต่อยู่ที่สิ่งที่เราเป็น

    แนะการวางแผนการเงินรับมือเหตุไม่คาดคิด

    ด้านนายกสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ‘วิโรจน์ ตั้งเจริญ’ ได้แชร์ถึงงานวิจัยระดับโลกจาก FPSB พบว่า

    79% ของผู้ที่วางแผนการเงินเชื่อว่าช่วยทำให้ฝันในชีวิตเป็นจริงได้

    73% ของผู้ที่วางแผนการเงินรู้สึกว่ารับมือปัญหาสุขภาพได้ดีกว่า

    51% มองการวางแผนการเงินส่งผลดีต่อชีวิตครอบครัว

    51% บอกว่าช่วยให้สุขภาพจิตดีขึ้น

    สมาคมนักวางแผนการเงินไทย แนะนำการรับมือการวางแผนเกษียณให้พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ไม่คาดคิดใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ ‘คนทั่วไป’ และ ‘กลุ่มคนที่ถูกให้ออกจากงาน’ ทั้งที่อายุต่ำกว่า 55 ปี และกลุ่มอายุสูงกว่า 55 ปี

    กลุ่มคนทั่วไป : นอกเหนือจากเงินฉุกเฉิน 6-12 เดือน ต้องวางแผนภาษี ลดความเสี่ยงในชีวิต และวางแผนเกษียณควบคู่กันไปด้วย

    สำหรับการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน จะใช้หลัก 4 Magic no. คือ จากรายได้ 100% แบ่งใช้จ่ายดังนี้ 40% นำไปใช้หนี้, 30% ใช้จ่ายทั่วไป, 20% ออมเพื่อ ตัวเอง และ 10% ทำประกันเพื่อลดความเสี่ยง

    นอกจากนี้ต้องไม่เป็นหนี้เกินความจำเป็น และท่องไว้ ‘ออมก่อนใช้’ สุดท้ายใช้หลัก 3 รู้

    1)รู้เป้าหมายชีวิต ลงทุนเพื่ออะไร

    2) รู้จักตัวเองว่ารับความเสี่ยงได้แค่ไหน

    3) รู้จักเครื่องมือในการลงทุน

    กลุ่มคนที่ถูกให้ออกจากงาน : ต้องเริ่มจากตรวจสอบสินทรัพย์เพียงพอหรือยัง เมื่อเทียบกับเงินที่ต้องใช้หลังเกษียณ (ได้แก่ สินทรัพย์ต่างๆ, เงินฝาก, PVD, RMF, ภาษี และเงินชดเชยต่างๆ ที่ได้จากตอนออกจากงาน)

    นอกจากนี้ ต้องตรวจสอบภาระหนี้สินที่มีอยู่ ว่ามีหนี้อะไรบ้าง เพื่อนำมาวางแผนเคลียร์หนี้ โดยต้องเคลียร์หนี้ที่จ่ายดอกเบี้ยสูงก่อน

    รวมถึงประมาณการรายได้กับค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นในแต่ละเดือนว่ามีรายรับจากอะไร (เช่น ค่าเช่า, ดอกเบี้ย, เงินปันผล เป็นต้น) และมีค่าใช้จ่ายเท่าไร หากค่าใช้จ่ายมากกว่ารายรับ ต้องพิจารณาว่าตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นไหนออกได้บ้าง หรือต้องหารายได้เสริม จากความถนัดของตัวเอง หรือต้อง Upskill / Reskill เพิ่ม โดยลดรายจ่าย-เพิ่มรายได้แบบนี้วนไป จนกว่าจะครอบคลุมค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด

    กรณีที่ 1  คนที่ถูกให้ออกจากงาน ที่อายุต่ำกว่า 55 ปี ต้องทำดังนี้

    o   ตรวจสอบประกันสุขภาพว่ามีเพียงพอ

    o   ตรวจสอบสิทธิประกันสังคมที่พึงได้

    o   ควรคงเงิน PVD และ RMF ไว้ก่อน!!

    o   พิจารณาว่าจะหางานใหม่หรือพอแค่นี้

    กรณีที่ 2 คนที่ถูกให้ออกจากงาน อายุ 55 ปีขึ้นไป

    o   การจัดสรรเงินเกษียณ และเงินชดเชยที่ได้ จะบริหารเงินก้อนนี้ยังไง?

    o   สิทธิรักษาพยาบาล มีอะไรติดตัวบ้าง

    o   ตรวจสอบสิทธิที่พึงได้จากภาครัฐ เช่น เงินบำนาญจากประกันสังคม, เบี้ยเงินชรา เป็นต้น

    o   เปรียบเทียบ สิทธิบัตรทอง หรือ ประกันสังคม แบบไหนดีและเหมาะสมกับตัวเองกว่ากัน

    o   พิจารณาว่า Early Retire หรือทำงานต่อ ถ้าจะทำงานต่อต้อง Reskill ด้านไหนเพิ่มบ้าง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1542578&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1zIH__PKHKcor4D2pgYyAI

  • กต.เตรียมชงครม.เศรษฐกิจช่วยเอกชนไทยในเขมร-ยันไม่เสนอเปิดด่าน

    กต.เตรียมชงครม.เศรษฐกิจช่วยเอกชนไทยในเขมร-ยันไม่เสนอเปิดด่าน

    กต. เตรียมชง ครม.เศรษฐกิจ ออกมาตรการช่วยเอกชนไทยในกัมพูชา หลังถูกบอยคอตสินค้า – ยันไม่เสนอเปิดด่าน ชี้ สหรัฐฯ แม้พลาดโนเบลแต่ยังพร้อมช่วยไทยคลี่คลายวิกฤต

    นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศ และโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงผลการประชุมระหว่างนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กับคณะผู้แทนภาคเอกชนไทยในกัมพูชา ว่า กระทรวงจะนำข้อมูลจากการประชุมไปใช้ในการจัดทำมาตรการเยียวยา และเสริมขีดความสามารถให้กับภาคธุรกิจไทยในกัมพูชาอย่างเป็นรูปธรรม

    โดยการประชุมครั้งนี้ มีผู้แทนจากทั้งภาครัฐและเอกชนกว่า 90 คน เข้าร่วม อาทิ กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง กรมศุลกากร ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) รวมถึงภาคเอกชนจากหลากหลายสาขา ทั้งการเงิน การเกษตร พลังงาน ก่อสร้าง ค้าปลีก–ค้าส่ง ท่องเที่ยว โรงพยาบาล และสายการบิน ตลอดจนตัวแทนจากหอการค้า 7 จังหวัดชายแดนไทย–กัมพูชา

    โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้สะท้อนผลกระทบที่เกิดขึ้นจากมาตรการตอบโต้ของกัมพูชา ทั้งการห้ามนำเข้าน้ำมัน ผัก ผลไม้ และสื่อบันเทิงจากไทย ตลอดจนกระแสการบอยคอตสินค้าไทยในกัมพูชา ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่อยอดขายและการดำเนินธุรกิจหลายกลุ่ม ขณะที่การค้าชายแดนชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด โดยฝ่ายไทยยืนยันเสมอว่าความขัดแย้งระหว่างรัฐไม่ควรกระทบต่อประชาชน แต่ฝ่ายกัมพูชา ยังคงดำเนินมาตรการที่ทำให้ประชาชนทั้งสองประเทศเดือดร้อน

    ภาคเอกชนได้เสนอให้รัฐบาลพิจารณามาตรการช่วยเหลือทั้งในด้านภาษี วงเงินสินเชื่อ การลดค่าไฟ และการสนับสนุนการส่งออก โดยกรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศจะรวบรวมข้อเสนอทั้งหมด เสนอต่อคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อออกนโยบายช่วยเหลือภาคเอกชนโดยเร็วที่สุด หากไม่ทันบรรจุวาระในสัปดาห์หน้า จะเสนอในรอบถัดไปภายในเดือนตุลาคมนี้แน่นอน

    นายนิกรเดช ระบุว่า ภาคเอกชนยังไม่มีข้อเสนอให้ “เปิดด่านชายแดน” แต่เพียงสอบถามถึงแนวทางและช่วงเวลาที่อาจฟื้นฟูความสัมพันธ์ เพื่อกลับมาค้าขายได้ตามปกติ พร้อมยืนยันว่าไทยยังยึดมั่นแนวทางการทูตเชิงรุกและการแก้ปัญหาด้วยสันติวิธี

    นอกจากนี้ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ยังกล่าวถึงกรณีที่มีประเทศมหาอำนาจแสดงความประสงค์จะช่วยเป็นผู้ประสานความขัดแย้งระหว่างไทย–กัมพูชา โดยยอมรับว่าประเทศดังกล่าวอาจมีแรงจูงใจ จากการหวังได้รับ “รางวัลโนเบลสันติภาพ” แต่ย้ำว่าไทยเชื่อมั่นในความหวังดีและพร้อมขอบคุณที่ยื่นมือเข้ามาช่วยประสานงาน แม้ไม่ได้รับรางวัลก็ตาม ซึ่งหวังว่าประเทศมหาอำนาจนั้น จะยังคงช่วยไทย ในการผลักดันให้กัมพูชาเดินหน้าในเงื่อนไขสำคัญ เช่น การถอนอาวุธหนัก การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน เพื่อให้ความสัมพันธ์กลับสู่ภาวะปกติได้ในที่สุด

    ทั้งนี้ ก่อนเกิดความขัดแย้ง ไทยเป็นคู่ค้าอันดับ 4 ของกัมพูชา โดยมูลค่าการค้ารวมปี 2567 อยู่ที่ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 15,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2570 โดยครึ่งหนึ่งเป็นการค้าชายแดน อย่างไรก็ตาม หลังเกิดความตึงเครียด ตัวเลขการค้าในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเหลือเพียง 10 ล้านบาท ขณะที่สินค้าไทยหลายประเภท โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคและธุรกิจบันเทิง สูญเสียส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง

    ส่วนด้านการลงทุน ไทยเป็นนักลงทุนอันดับ 9 ของกัมพูชา มูลค่าประมาณ 1,100 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 ขณะที่ภาคการท่องเที่ยว ไทยและกัมพูชายังคงเป็นตลาดสำคัญของกันและกัน โดยปีที่แล้วมี นักท่องเที่ยวชาวกัมพูชาเดินทางเข้าไทยกว่า 550,000 คน และนักท่องเที่ยวไทยไปกัมพูชากว่า 2 ล้านคน ซึ่งถือเป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติอันดับ 1 ของกัมพูชา

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_947160/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20o0xS2omiL7ZF9kIGT3Tj