Blog

  • “บังจู” เตือนผู้ค้าอย่าสต็อกเกิน—จับตาราคาปรับลงช่วงกินเจ

    “บังจู” เตือนผู้ค้าอย่าสต็อกเกิน—จับตาราคาปรับลงช่วงกินเจ

    “บังจู” เตือนผู้ค้าอย่าสต็อกเกิน—จับตาราคาปรับลงช่วงกินเจ

    นายสุธาศิน อมฤก หรือ “บังจู” เลขานุการสมาคมการค้าผู้ค้าไข่ไทย เปิดเผยกับ ฐานเศรษฐกิจ ถึงสถานการณ์ตลาดไข่ไก่ ณ วันที่ 11 ตุลาคม 2568 ว่า บรรยากาศการค้าขายยังคงซบเซาต่อเนื่องตั้งแต่กลางเดือนกันยายนที่ผ่านมา และเริ่มเห็นสัญญาณชัดเจนว่าภาวะเศรษฐกิจโดยรวมไม่ค่อยดี มีแนวโน้มว่าราคาไข่ไก่อาจปรับลดลงในช่วงสัปดาห์หน้า หรืออย่างช้าก็ในเทศกาลกินเจ ระหว่างวันที่ 21–29 ตุลาคม 2568

    “บังจู” เตือนผู้ค้าอย่าสต็อกเกิน—จับตาราคาปรับลงช่วงกินเจ

    “ขณะนี้ปริมาณไข่ไก่ในตลาดมีมากเกินความต้องการ โดยเฉพาะไข่เบอร์ใหญ่ 0, 1 และ 2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปลายปี 2566 และ 2567 สถานการณ์ปีนี้ถือว่าหนักกว่า โดยจะเห็นผลชัดที่สุดตั้งแต่ปลายเดือนตุลาคมไปจนถึงพฤศจิกายน”

    สำหรับความต้องการบริโภคไข่ไก่ในประเทศชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา แต่ถือเป็น “โอกาสของผู้บริโภค” ที่จะสามารถเข้าถึงแหล่งโปรตีนคุณภาพดีในราคาที่สมเหตุสมผล พร้อมเตือนผู้ค้าระมัดระวังการสต็อกสินค้า ไม่ควรซื้อเกินความต้องการในช่วงที่ตลาดนิ่ง

    ส่วนกรณีการซื้อขายไข่ไก่ผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ขณะนี้ยังไม่เห็นความชัดเจน อีกทั้งมีความกังวลเรื่องภาษีที่อาจถูกเก็บย้อนหลัง ซึ่งต้องรอดูท่าทีจากภาครัฐและการตอบรับของพ่อค้าแม่ค้าในตลาดสดและตลาดนัดว่าจะมีความตื่นตัวมากน้อยเพียงใด แต่โดยภาพรวม มองว่าโครงการลักษณะนี้จะช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายและหมุนเวียนเศรษฐกิจได้ระดับหนึ่ง

    ด้านนายมาโนช ชูทับทิม นายกสมาคมผู้เลี้ยงไก่ไข่ กล่าวว่า ในช่วงออกพรรษาและปิดเทอมที่ยาวต่อเนื่องถึงเทศกาลกินเจ ถือเป็นจังหวะสำคัญที่ผู้เลี้ยงควรเร่ง “ปลดไก่” เพื่อลดปริมาณไข่ในระบบ ช่วยภาครัฐรักษาเสถียรภาพราคา พร้อมทั้งขอความร่วมมือเกษตรกรให้รักษาวินัยในระบบ เพื่อให้ตลาดไข่ไก่กลับเข้าสู่สมดุล

    “ช่วงนี้ยังมีการผลักดันการส่งออกไข่ไก่ไปยังตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น ทั้งตลาดประจำและตลาดใหม่ในตะวันออกกลาง ซึ่งถือเป็นสัญญาณดี แม้จะยังอยู่ในระดับจำกัด แต่ก็ช่วยระบายผลผลิตส่วนเกินได้บางส่วน” นายมาโนชกล่าวย้ำในตอนท้าย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/trade-agriculture/641186&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw27qDTrozW7u1JID-uD5oIG

  • ปลุกเศรษฐกิจไทย: ปรับกลยุทธ์จาก ‘3 มาก’ สู่ ‘3 น้อย’ เพื่อหลุดพ้นจากกับดัก

    ปลุกเศรษฐกิจไทย: ปรับกลยุทธ์จาก ‘3 มาก’ สู่ ‘3 น้อย’ เพื่อหลุดพ้นจากกับดัก

    เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้รับเกียรติให้ขึ้นพูดบนเวที ‘Wake Up! Thailand Economy’ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฉายภาพปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยและเสนอแนะแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืน บทความนี้ คือการขยายความและสังเคราะห์ข้อเสนอเหล่านั้น เพื่อให้เราตระหนักถึงความจำเป็นในการ ‘ตื่นตัว’ และลงมือปรับโครงสร้างเชิงสถาบันอย่างเร่งด่วน

    เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังแสดงอาการน่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการที่คล้ายคลึงกับ ‘ทศวรรษที่สูญหาย’ (The Lost Decade) ในช่วงต้นของญี่ปุ่น ศักยภาพการเติบโตระยะยาวเสื่อมถอยลง และคนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญกับปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน การแก้ไขจึงไม่ใช่เรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือการเปลี่ยนโมเดลการเติบโตภายใต้ภูมิทัศน์โลกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

    การเปลี่ยนผ่านของภูมิทัศน์โลก: จาก 3 มาก สู่ 3 น้อย

    กลยุทธ์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จ (The Winning Strategy) ของประเทศต่างๆ ถูกกำหนดโดยภูมิทัศน์โลก (Landscape) ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ภูมิทัศน์โลกถูกขับเคลื่อนด้วย ‘3 มาก’:

    1. ประชากรมากขึ้น: นำไปสู่จำนวนแรงงานและความต้องการบริโภคที่สูงขึ้น
    2. ความร่วมมือมากขึ้น: ผ่านกลไกพหุภาคี
    3. การแบ่งงานกันทำมากขึ้น: ก่อให้เกิดห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain)

    กลยุทธ์ที่เหมาะสมในช่วงนั้น คือการมุ่งเน้น ‘ปริมาณ’ ความถูก และประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งประเทศไทยเติบโตด้วยโมเดลนี้มาโดยตลอด:

    • Outside-in: การเติบโตที่เชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเข้ากับสายพานการผลิตโลก โดยมีบริษัทข้ามชาติเป็นตัวขับเคลื่อน
    • Top-down: การเติบโตที่ต้องการความเร็วและประสิทธิภาพ ผ่านพิมพ์เขียวที่กำหนดจากส่วนกลาง
    • Exclusive Growth: การสนับสนุนธุรกิจ ‘ตัวแทน’ ให้มีขนาดใหญ่พอที่จะเข้าร่วมห่วงโซ่โลก (Economies of Scale)

    อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษหลังมิลเลนเนียม ภูมิทัศน์โลกได้พลิกกลับสู่ ‘3 น้อย’ คือ ประชากรน้อยลง ความร่วมมือลดลง และการพึ่งพาตนเองมากขึ้น หากเรายังคงใช้กลยุทธ์เก่าภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่นี้ ก็เหมือนกับความพยายามผลิตรถที่มีล้อเพื่อวิ่งแข่งในโลกที่กลายเป็น Water World ไปแล้ว และก็อาจกลายเป็นรถที่จมน้ำอยู่ดี

    ปัญหาเชิงโครงสร้าง: เศรษฐกิจไทยโลกสองใบ

    อาการของเศรษฐกิจไทยที่ติดอยู่ใน ‘กับดักรายได้ปานกลาง’ และเสี่ยงเข้าสู่ทศวรรษที่สูญหายอย่างน่ากังวล สะท้อนความล้มเหลวของโมเดล Outside-in ในการสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง

    หัวใจของความไม่สมดุลนี้คือ ‘เศรษฐกิจไทยโลกสองใบ’ (Dualism) ซึ่งเป็นการขาดโอกาสในการเลื่อนชั้นทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะในมิติที่สำคัญที่สุดคือ โลกของธุรกิจขนาดใหญ่ (Large Firms) กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs):

    1. ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และความมั่งคั่ง: ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่มีรายได้ไม่พอรายจ่าย ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง (91% ต่อ GDP ณ ปี 2021)
    2. ปัญหาผลิตภาพ: การจัดสรรทรัพยากรการผลิตทำได้ไม่เหมาะสม ธุรกิจที่มีผลิตภาพสูงยังเข้าไม่ถึงเงินทุน ขณะที่ธุรกิจซอมบี้ (Zombie Firms) ยังคงได้รับเงินทุนเพื่อต่อลมหายใจ
    3. การขาดส่วนร่วม (Inclusiveness): การประเมินของ World Economic Forum (WEF) ชี้ว่า คุณภาพของการเติบโตของไทยที่ด้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วมากที่สุดคือมิติของ ‘การเติบโตอย่างมีส่วนร่วม’ (Inclusiveness) ซึ่งทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจไปอย่างมหาศาล

    กลยุทธ์ 3 เปลี่ยน เพื่อการเติบโตแบบ Inside-Out

    โมเดลการพัฒนาใหม่ต้องเน้นที่ ‘คุณภาพ’ (Quality) ซึ่งประกอบด้วยนวัตกรรม (Innovativeness), ความยั่งยืน (Sustainability), ความแข็งแกร่ง (Resilience), และการมีส่วนร่วม (Inclusiveness) กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงต้องเปลี่ยนกระบวนท่า 3 ประการ:

    1. เปลี่ยนจาก Outside-in สู่ Inside-out: การเติบโตต้อง ‘ระเบิดจากข้างใน’ โดยมุ่งเน้นการยกระดับผลิตภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากฐานทรัพยากรภายในประเทศ
    2. เปลี่ยนจาก Top-down สู่ Bottom-up: การสร้างกลไกที่เอื้อต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลายและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และวัฒนธรรม
    3. เปลี่ยนจาก Exclusive Growth สู่ Inclusive Growth: การทำให้ทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจมีส่วนร่วมในการผลิต และได้รับผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม

    โมเดลนี้เป็น การพัฒนาจากฝั่งอุปทาน (Supply-side Development Model) ที่เน้นการทำให้ ‘ตัวเรา’ ดีขึ้น เก่งขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

    รากฐานของการปฏิรูปเชิงสถาบัน (Soft Infrastructure)

    การเปลี่ยนผ่านสู่โมเดล Inside-Out ต้องอาศัยการปฏิรูปโครงสร้างเชิงสถาบันทางเศรษฐกิจเพื่อปรับแรงจูงใจและเงื่อนไขการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    A. การสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกัน (ฐานรากของพีระมิด)

    รากฐานที่สำคัญที่สุดคือการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกัน 3 มิติ:

    1. โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร: โดยเฉพาะทรัพยากรทางการเงิน
    2. โอกาสในการเข้าสู่ตลาด: การเข้าถึงตลาดต้องทำได้อย่างทั่วถึง
    3. โอกาสในการแข่งขันอย่างเป็นธรรม: ตลาดต้องมีกติกาที่ยุติธรรม

    B. การปฏิรูปภาคการเงิน: เสี่ยงอย่างไรให้ทั่วถึง

    ระบบการเงินไทยมี ‘สุขภาพดี’ แต่กลับ ‘ไปไม่ถึงภาคเศรษฐกิจจริง’ ภาคการเงินยังคงระมัดระวังความเสี่ยงมากเกินไป ซึ่งข้อมูลชี้ว่า SMEs มีความต้องการสินเชื่อสูง แต่สถาบันการเงินกลับเพิ่มความเข้มงวดในการให้สินเชื่อ

    โจทย์สำคัญของประเทศรายได้ปานกลางอย่างไทย ไม่ใช่การเลือกระหว่างการให้สินเชื่อกับการระวังความเสี่ยง (Trade-off) เหมือนประเทศร่ำรวย แต่คือการ สนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจก่อน

    1. ซ่อม-สร้าง สินเชื่อ: ต้องเร่งบริหารหนี้เสีย (NPLs) ก่อนเพื่อ ‘ซ่อม’ งบดุลของสถาบันการเงิน จากนั้นจึง ‘สร้าง’ กลไกโยกย้ายทรัพยากรจากสินเชื่อเพื่อการบริโภคไปเป็นสินเชื่อธุรกิจที่ก่อให้เกิดรายได้
    1. จัดตั้ง ‘ตัวกลางเครดิต’ (Credit Mediator): สถาบันเฉพาะกิจนี้จำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหา ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการปล่อยสินเชื่อให้ SMEs 
    • หน้าที่หลักคือการ รวบรวมและส่งต่อข้อมูล คุณภาพระหว่างธุรกิจกับสถาบันการเงิน
    • ทำหน้าที่เป็นกลางในการประเมินโอกาสและความเสี่ยง และประสานงานให้เกิดการปล่อยสินเชื่อ
    • ควรถูกจัดตั้งเป็นสถาบันถาวร และมีบทบาทเป็น ‘Automatic Stabilizer’ ในช่วงวิกฤต
    1. สร้างระบบนิเวศสินเชื่อบนฐานข้อมูลข่าวสาร: ต้องใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (เช่น Mobile Banking) เพื่อลดต้นทุนการเข้าถึงข้อมูล และใช้ ‘ข้อมูลทางเลือก’ (Alternative Data) หรือรอยเท้าดิจิทัล (Digital Footprint) เพื่อประเมินศักยภาพและความเสี่ยงของผู้กู้อย่างแม่นยำและทั่วถึง.

    C. การเสริมสร้างการแข่งขันและการเชื่อมต่อ

    การสร้างตลาดแข่งขันที่มีประสิทธิภาพเป็นหลักการสำคัญ

    • Competition Advocacy: โครงสร้างเชิงสถาบันต้องให้อำนาจองค์กรกำกับดูแลการแข่งขันในการ บังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า อย่างจริงจัง เพื่อสกัดกั้นการสะสมอำนาจตลาดของกลุ่มผลประโยชน์เดิม
    • การเชื่อมต่อธุรกิจขนาดเล็กกับห่วงโซ่ของธุรกิจขนาดใหญ่: นี่คือกลยุทธ์ที่ช่วย ‘เพิ่มกำลังในการเติบโต’ ให้ SMEs โดยเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้าถึงทรัพยากร (วัตถุดิบ, Trade Credit, Supply Chain Financing) และเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น

    D. การกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของพลเมือง (ยอดพีระมิด)

    ระบบธรรมาภิบาลสาธารณะ (Public Governance) เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น

    • การกระจายอำนาจและการคลัง: ต้องปลดล็อกการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยให้ ‘อิสระทางการคลัง’ (Fiscal Autonomy) แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
    • การใช้เทคโนโลยีเพื่อปลดล็อกข้อมูล: ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่นเคยเป็นอุปสรรค แต่ปัจจุบันสามารถใช้ แพลตฟอร์มสารสนเทศ เป็นพื้นที่กลางในการสื่อสาร ติดตาม และสนับสนุนการทำงานของท้องถิ่นได้ดีขึ้น
    • สร้างความเชื่อใจผ่านการมีส่วนร่วม: ความเชื่อใจในปัจจุบันถูกกำหนดโดย ‘ข้อมูลข่าวสาร’ และ ‘กลไกที่เอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่โปร่งใส’ การสร้างกลไกที่เป็นทางการและโปร่งใสสำหรับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกแบบและติดตามนโยบายสาธารณะ (เช่น People’s Assembly หรือ Participatory Budgeting) จะทำให้เกิด ‘ความเชื่อใจเพราะมีส่วนร่วม’

    บทสรุป: ปฏิรูปจากแรงจูงใจ สู่ความรุ่งเรืองที่แบ่งปัน

    ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย โดยเฉพาะปัญหา ‘การเติบโตอย่างทั่วถึง’ ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายประชานิยมที่หวังผลระยะสั้นและแทรกแซงกลไกตลาด

    สิ่งที่ขาดหายไปคือ โครงสร้างเชิงสถาบันที่ ‘จูงใจ’ ให้ผู้ดำเนินนโยบายและภาคประชาชนมองเห็นผลประโยชน์ระยะยาวร่วมกัน และยินดีที่จะเปลี่ยนโมเดลการเติบโต เราต้องกล้าที่จะทบทวนและปรับโครงสร้างเชิงสถาบันของหน่วยงานเศรษฐกิจหลัก เพื่อให้มี แรงจูงใจและเครื่องมือ ที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางโอกาส เพื่อให้หลุดพ้นจาก ‘วงจรรายได้น้อย-ประชานิยม’ ที่จำกัดศักยภาพประเทศได้ในที่สุด หากเราสามารถสร้างดุลยภาพทางเศรษฐกิจ-การเมือง ที่กลุ่มอำนาจและคนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและแบ่งปันผลประโยชน์ เราก็จะสามารถก้าวข้ามกับดักการพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

    “The only true and sustainable prosperity is shared prosperity.” – Joseph E. Stiglitz

    ได้เวลาที่เราทุกคนต้องร่วมมือกัน ‘ลงมือทำ’ เพื่อเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริงครับ

    ภาพ: Francesco Carta fotografo / Getty Images, esancai / Getty Images

    ABOUT THE AUTHOR

    สมประวิณ มันประเสริฐ

    นักเศรษฐศาสตร์มหภาค นักบริหาร และนักการเงิน ที่มีประสบการณ์ครอบคลุมทั้งงานวิชาการ งานที่ปรึกษาเชิงนโยบายในภาครัฐ และการบริหารยุทธศาสตร์องค์กรในภาคการเงินการธนาคาร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/thailand-economy-wakeup-inside-out-reform-lost-decade/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37bdOs4iR8q1CCLSCYyXiS

  • นายกฯ เวียดนามคาด GDP ปีนี้โตเกิน 8% มุ่งเป้าพัฒนานวัตกรรม-ดิจิทัล-เศรษฐกิจสีเขียว : อินโฟเควสท์

    นายกฯ เวียดนามคาด GDP ปีนี้โตเกิน 8% มุ่งเป้าพัฒนานวัตกรรม-ดิจิทัล-เศรษฐกิจสีเขียว : อินโฟเควสท์

    VNExpress สื่อท้องถิ่นของเวียดนามรายงานว่า ฝ่าม มิงห์ จิ๋งห์ นายกรัฐมนตรีเวียดนามกล่าวเมื่อวันศุกร์ (10 ต.ค.) ว่า การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของเวียดนามในปีนี้ อาจสูงกว่า 8% ตามเป้าหมายที่รัฐสภากำหนด หากไม่มีความผันผวนสำคัญเข้ามากระทบ

    จิ๋งห์กล่าวในระหว่างการประชุมสมัชชาใหญ่โครงการภูมิทัศน์เศรษฐกิจเอกชนเวียดนามปี 2568 ว่า แรงขับเคลื่อนการเติบโตที่แข็งแกร่งในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ สร้างสภาวะที่เอื้อต่อการบรรลุเป้าหมายรายปีของประเทศ

    ข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติระบุว่า GDP ของเวียดนามขยายตัว 8.2% ในไตรมาส 3 ส่งผลให้การเติบโตในช่วง 9 เดือนแรกอยู่ที่ 7.85% โดยสำนักงานคาดว่า GDP ไตรมาส 4 จะต้องเติบโต 8.4% เพื่อให้ประเทศบรรลุระดับเป้าหมายของทั้งปี

    จิ๋งห์ยังเรียกร้องให้ภาคเอกชนเพิ่มศักยภาพด้านนวัตกรรม, การเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัล และการเติบโตสีเขียว เพื่อให้การพัฒนาธุรกิจสอดคล้องกับเป้าหมายของชาติในการก้าวสู่ประเทศที่มีรายได้สูงภายในปี 2588

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/536610&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cWEsQuKX8s2VIWHvWFIx_

  • “มท.4” ลงพื้นที่พังงา มอบนโยบายขับเคลื่อนพัฒนาชุมชน หนุนเศรษฐกิจฐานราก สร้างชุมชนเข้มแข็งยั่งยืน

    “มท.4” ลงพื้นที่พังงา มอบนโยบายขับเคลื่อนพัฒนาชุมชน หนุนเศรษฐกิจฐานราก สร้างชุมชนเข้มแข็งยั่งยืน

    “มท.4” ลงพื้นที่พังงา มอบนโยบายขับเคลื่อนพัฒนาชุมชน หนุนเศรษฐกิจฐานราก สร้างชุมชนเข้มแข็งยั่งยืน


    11/10/2568 | 24 | |

    “มท.4” ลงพื้นที่พังงา มอบนโยบายขับเคลื่อนพัฒนาชุมชน หนุนเศรษฐกิจฐานราก สร้างชุมชนเข้มแข็งยั่งยืน

    วันที่ 11 ตุลาคม 2568 เวลา 14.00 น. ณ วัดศรัทธาราม (วัดมะรุ่ย) อำเภอทับปุด จังหวัดพังงา นางสาวศศิธร กิตติธรกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ลงพื้นที่จังหวัดพังงา มอบนโยบาย ติดตามการดำเนินงานตามภารกิจของกระทรวงมหาดไทยและกรมการพัฒนาชุมชน พร้อมด้วยนายสุรศักดิ์ อักษรกุล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน และคณะผู้บริหาร โดยมีนายไพรัตน์ เพชรยวน ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายบัญชา ธนูอินทร์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายบุญธรรม ถาวรทัศนกิจ รองผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา นายประพันธ์ วรรณบวร พัฒนาการจังหวัดพังงา หัวหน้าส่วนราชการ ผู้นำท้องถิ่น ผู้นำท้องที่ เครือข่ายองค์กรสตรี และประชาชนร่วมให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เยี่ยมชมนิทรรศการแสดงผลการขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชน ประจำปี 2568 จำนวน 22 บูท และมอบนโยบายขับเคลื่อนงานพัฒนาชุมชนที่มีสาระสำคัญ ดังนี้

    *** พลัง “องค์กรสตรี” เป็นกลไกที่สำคัญในการพัฒนาครอบครัว ชุมชน และประเทศชาติ โดยขอให้สตรีทุกระดับตั้งแต่หมู่บ้านถึงจังหวัด พัฒนาศักยภาพ องค์ความรู้ และบทบาทผู้นำ เพื่อเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาชุมชน สร้างเครือข่ายความร่วมมือ และเป็นแบบอย่างที่ดีของสังคม

    *** การพัฒนาและยกระดับผลิตภัณฑ์ OTOP ให้มีคุณภาพมาตรฐาน สร้างความแตกต่างด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี ซึงจะช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ ให้สามารถแข่งขันได้ทั้งตลาดในประเทศและต่างประเทศ

    #กรมการพัฒนาชุมชน

    #กระทรวงมหาดไทย


    X-Twitter Line Tiktok Instagram QRCode



    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.cdd.go.th/th/content/category/detail/id/8/iid/274506&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YEV0dNDa2WU8WdGy0Nh1t

  • ‘เอส’ สวนวิกฤตเศรษฐกิจ โต 6% ขึ้นแท่นเบอร์ 2 ในตลาดน้ำสี หลังตลาดรวมติดลบ

    ‘เอส’ สวนวิกฤตเศรษฐกิจ โต 6% ขึ้นแท่นเบอร์ 2 ในตลาดน้ำสี หลังตลาดรวมติดลบ

    “วิกฤตเศรษฐกิจในปีนี้ถือว่าหนักหน่วงกว่าที่ผ่านมา ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ตัวเลข GDP ที่ไม่เติบโต ส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และสร้างความท้าทายต่อการดำเนินธุรกิจโดยรวม โดยเฉพาะตลาดน้ำอัดลมในประเทศที่มีมูลค่ารวมกว่า 67,000 ล้านบาท แบ่งเป็นตลาดน้ำดำ 70% และน้ำสี 30%” สุภรณ์ เด่นไพศาล ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารสูงสุด สายธุรกิจเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ประเทศไทย บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าว

    สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดน้ำอัดลมโดยรวมติดลบ จากที่เคยเติบโตเฉลี่ยราว 10% ต่อปีในช่วงสองปีที่ผ่านมา และแม้แต่ตลาดน้ำอัดลมไม่มีน้ำตาล ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 9% ของตลาดทั้งหมด ก็ยังไม่สามารถขยายตัวเพิ่มขึ้นได้ แม้เทรนด์สุขภาพจะได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องก็ตาม

    ภายใต้ภาพรวมตลาดที่ชะลอตัว ‘เอส’ น้ำอัดลมในเครือไทยเบฟฯ ซึ่งสามารถสร้างการเติบโตในตลาดน้ำสีได้ถึง 6% ขณะที่ตลาดรวมหดตัวลง 6% โดยเฉพาะในช่องทาง Modern Trade ที่เอสมีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มสูงสุดถึง 24.6% และปัจจุบันเอสสามารถก้าวขึ้นมาเป็นเบอร์ 2 ในตลาดน้ำสี ด้วยส่วนแบ่งตลาด 14.9%

    ความเคลื่อนไหวดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเอสสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้กว่า 5.2% จากเดิมที่มีเพียง 9.7% และเป็นแบรนด์เดียวที่ยังคงเติบโตในตลาดน้ำสี โดยเฉพาะในช่องทางร้านสะดวกซื้อ ซึ่งปัจจุบันช่องว่างระหว่างเอสกับผู้นำตลาดเหลือเพียง 4.3% เท่านั้น

    สุภรณ์ กล่าวว่า แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะไม่เอื้อ แต่เอสไม่เคยหยุดปรับตัว โดยตลอดช่วง 3 ปีที่ผ่านมาได้เดินหน้าทำรีแบรนด์ดิ้ง ปรับภาพลักษณ์ให้สดใส ทันสมัย และตอบโจทย์กลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่อย่าง Gen Z ควบคู่ไปกับการทำตลาดเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงพื้นที่จัดบูธให้ทดลองชิมสินค้าใหม่ ๆ เพื่อขยายฐานลูกค้าและสร้างการรับรู้แบรนด์ให้กว้างขึ้น

    จากการศึกษาอินไซต์ผู้บริโภค พบว่า กลุ่ม Gen Z มีความสนใจที่หลากหลาย เห็นได้จากพฤติกรรมการซื้อไม่ได้มุ่งเน้นที่รสชาติเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ จึงทำให้เอสต้องเข้าไปสร้างประสบการณ์ร่วมกับผู้บริโภคผ่านกิจกรรมหลากหลาย 

    ทั้งการสนับสนุนสื่อด้านกีฬา งานดนตรี รวมถึงการทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งผ่านซีรีส์ต่าง ๆ จนสามารถขยายฐานลูกค้ารวมเพิ่มขึ้น 14% และเฉพาะกลุ่ม Gen Z เพิ่มขึ้นกว่า 31% พร้อมกระตุ้นความถี่ในการบริโภคเพิ่มขึ้น 23%

    เมื่อวัดผลจากช่องทางออนไลน์ พบว่า เอส สามารถสร้างเอนเกจเมนต์เพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า จากความสำเร็จของแคมเปญต่าง ๆ โดยเฉพาะแคมเปญ ‘est x Squid Game 2: Dare To Be Awesome กล้าเล่นให้สุด’ ที่คอลแลบกับ Netflix ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลามจากกลุ่มเป้าหมาย

    สำหรับทิศทางและกลยุทธ์การตลาดในปี 2569 เอสเตรียมเดินหน้าทำการตลาดต่อเนื่องผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่

    1. พัฒนารสชาติใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้เปิดตัวน้ำอัดลมสี 4 รสชาติใหม่ หลังจากรสชาติขายดีอย่าง เอส ลิ้นจี่, เอส เกรปเบอร์รี่ และ เอส กามิกาเซ่ ประสบความสำเร็จเกินคาด เชื่อว่ารสชาติใหม่ก็จะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคอย่างดี
    1. สร้างประสบการณ์ใหม่ให้ผู้บริโภค เอสมองว่าการแข่งขันในตลาดที่มีตัวเลือกเพิ่มขึ้น สินค้าจะต้องตอบโจทย์ทั้งด้านรสชาติและประสบการณ์ที่แปลกใหม่ พร้อมทำการตลาดตลอดทั้งปี โดยจะเน้นหนักในช่วงฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่ยอดขายสูงกว่าปกติถึง 25%
    1. ใช้พรีเซนเตอร์รุ่นใหม่ขยายฐานผู้บริโภค ปีนี้เอสได้เปิดตัว 4 หนุ่มวง GELBOYS ได้แก่ นิว-ชยภัค, ไปป์-มนธภูมิ, พีเจ-มหิดล และเลออน เซค มาถ่ายทอดเอกลักษณ์ของแต่ละรสชาติ ผ่านภาพยนตร์โฆษณาออนไลน์ ‘แล็บจ๋า’ พร้อมทั้งเตรียมจัดกิจกรรมเปิดบูธทดลองชิมทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสประสบการณ์จริงกับรสชาติใหม่ ๆ ของเอส

    นอกจากนี้ บริษัทยังคาดหวังว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยเฉพาะโครงการคนละครึ่ง จะช่วยสร้างบรรยากาศการจับจ่ายให้คึกคักมากขึ้น ส่วนผลกระทบจากภาษีความหวานเฟส 4 ที่เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ยังไม่มีผลต่อธุรกิจ เนื่องจากสูตรของน้ำอัดลมสีเอสมีปริมาณน้ำตาลต่ำกว่าระดับที่ถูกจัดเก็บภาษีอยู่แล้ว

    สุภรณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในภาพรวมของ 3 ปีที่ผ่านมา ถือว่าเอสทำได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ แต่จะไม่หยุดเพียงเท่านี้ เพราะเป้าหมายต่อไปคือการสร้างยอดขายและเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้มากขึ้น พร้อมขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศในอนาคต

    โดยปัจจุบัน เอสมีการส่งออกไปยังมาเลเซีย จีน และเวียดนาม แม้สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศยังไม่มากนัก แต่บริษัทตั้งใจจะสร้างแบรนด์ในประเทศไทยให้แข็งแกร่งก่อน หลังจากนั้นจะวางแผนเร่งขยายตลาดสู่ต่างประเทศอย่างจริงจังในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/est-6-percent-growth/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3PEpel9JMSFVPTR2kGVVQS

  • ‘อนุทิน’ บอกกมธ.สภากำลังศึกษาปมยกเลิก MOU 43-44 | เดลินิวส์

    ‘อนุทิน’ บอกกมธ.สภากำลังศึกษาปมยกเลิก MOU 43-44 | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5194715/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19sLTmpzS5wkklnMpiYtsI

  • “ธรรมนัส”ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ขับเคลื่อนภาคเกษตร เน้นลดต้นทุนผลิต หนุนความเข้มแข็งให้เกษตรกร พร้อมสร้างเศรษฐกิจจากท่องเที่ยว

    “ธรรมนัส”ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ขับเคลื่อนภาคเกษตร เน้นลดต้นทุนผลิต หนุนความเข้มแข็งให้เกษตรกร พร้อมสร้างเศรษฐกิจจากท่องเที่ยว

    วันที่ 11 ต.ค. 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึง นายอนุรัตน์ ตันบรรจง และนายจีรเดช ศรีวิราช สส.พะเยา พรรคกล้าธรรม และคณะผู้บริหารทั้ง 2 กระทรวง ลงพื้นที่ตรวจราชการที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จ.เชียงราย เพื่อนโยบายและแนวทางในการปฏิบัติให้กับผู้นำท้องถิ่นจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมกว่า 145 แห่ง และผู้นำชุมชนในพื้นที่กว่า 1,753 หมู่บ้าน เพื่อรับฟังนโยบายและแนวทางการปฏิบัติด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และการเกษตรในระดับพื้นที่

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้กำกับและติดตามการดำเนินงานในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนทั้งหมด รวมถึงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนกำกับดูแล 4 กระทรวงตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เพื่อให้การบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกล่าวยืนยันว่า เราไม่มีวันหยุด ต้องทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

    “รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานต้องลงพื้นที่ เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง คลุกคลีกับพี่น้องในพื้นที่ เพื่อเข้าใจปัญหาจากของจริง เราต้องนำปัญหามาเป็น ‘โจทย์หลัก’ แล้วจัดทำแผนเพื่อจัดสรรงบประมาณให้ตรงจุด สำหรับจังหวัดเชียงราย มีปัญหาหลักๆ ที่พบ เช่น ปัญหาน้ำท่วมแม่สายที่เกิดซ้ำซาก รวมถึงสารเจือปนในแหล่งน้ำที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยจะนำเข้าหารือในที่ประชุม ครม. เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางเจรจาในระดับการทูต เพื่อหาทางออกร่วมกัน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า จังหวัดเชียงราย ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงทั้งด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว จึงต้องการพัฒนาให้เมืองเชียงรายกลับมาคึกคักอีกครั้ง สร้างรายได้ให้เกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากได้ ลดหนี้สิน เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และพัฒนาเศรษฐกิจในทุกมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การศึกษา และสวัสดิการประชาชน โดยได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำแนวทางนโยบายไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ในส่วนของการพัฒนาภาคการเกษตร ได้เน้นย้ำให้ลดต้นทุนการผลิต โดยให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ให้คำแนะนำเกษตรกรเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และชีวภัณฑ์อย่างเหมาะสม พร้อมสั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยให้แก่สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศนอกจากนี้ ยังมอบแนวนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อบริหารจัดการผลผลิตและหาตลาดจำหน่าย โดยให้สหกรณ์ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสินค้าปศุสัตว์ โดยได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์และกรมวิชาการเกษตร ทำงานร่วมกันเพื่อดันราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น โดยราคาวัวจะต้องอยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวนาปี อยู่ที่ 8,000-10,000 บาทต่อตัน และให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน โดยยืนยันว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างตั้งใจ เชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุผลได้ตามเป้าหมาย

    ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง เพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ให้เป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ แต่นั้นบ้านพักครูหลายแห่งที่อยู่ในสภาพทรุดโทรม และไม่ปลอดภัยต่อการอยู่อาศัย เพราะติดข้อจำกัดตามระเบียบราชการเก่า ตนจึงได้เน้นย้ำว่า ต้องเร่งปรับปรุงให้ดี ครูเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สอง ครูที่ดีคือรากฐานสำคัญของเด็กไทย การสร้างคุณภาพการศึกษาที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี แต่ต้องเริ่มจากการทำให้ครูมีความมั่นคงในชีวิต มีบ้านพักที่ปลอดภัย และมีขวัญกำลังใจที่ดี

    จากนั้น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เดินทางตรวจติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำกก ณ เขื่อนเชียงราย ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย ก่อนเดินทางต่อไปยังที่ว่าการอำเภอเวียงชัย เพื่อรับฟังปัญหาความต้องการในพื้นที่ พร้อมมอบสิ่งของและปัจจัยการผลิต เช่น มอบโฉนดเพื่อการเกษตร พันธุ์สัตว์น้ำ น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ รวมทั้งป้ายปัจจัยการผลิตโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/248404&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20NktCcu9TsUXzppLwF60Z

  • กลับมาอีกครั้ง !! นิทรรศการ ‘ศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย ครั้งที่ 3’ UNHCR ระดมทุนเพื่อการศึกษาแก่เยาวชนผู้ลี้ภัยทั่วโลก

    กลับมาอีกครั้ง !! นิทรรศการ ‘ศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย ครั้งที่ 3’ UNHCR ระดมทุนเพื่อการศึกษาแก่เยาวชนผู้ลี้ภัยทั่วโลก

    วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    สำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR), พระเมธีวชิโรดม (ท่านว.วชิรเมธี) ผู้อุปถัมภ์ด้านสันติภาพและเมตตาธรรมของ UNHCR และพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA BANGKOK) นิทรรศการศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย : Art for Refugees ครั้งที่ 3 ภายใต้แนวคิด “ความหวัง…ใช้ชีวิตให้ดี ทำโลกให้งาม” โดยมีเป้าหมายในการระดมทุนสนับสนุนแคมเปญ “Aiming Higher” ของ UNHCR ที่จัดขึ้นทั่วโลก เพื่อมอบทุนการศึกษาให้เยาวชนผู้ลี้ภัยที่มีความรู้ความสามารถได้สานต่อความหวังและความฝันสำหรับการเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาและฝึกทักษะวิชาชีพเฉพาะด้าน

    กว่าทศวรรษที่ผ่านมา จำนวนผู้ลี้ภัยยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลกกว่า 123 ล้านคน ที่ถูกบังคับให้พลัดถิ่น เพราะความขัดแย้ง การประหัตประหาร ความรุนแรง หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน สำหรับเด็กและเยาวชนผู้ลี้ภัย การศึกษา เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยสร้างความมั่นคง ความปลอดภัย ช่วยให้พวกเขาได้มีโอกาสเริ่มต้นชีวิตใหม่ และเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมอย่างมีความหมายต่อชุมชนของตนเอง

    อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงการศึกษายังคงมีความท้าทายอยู่มาก มีเยาวชนผู้ลี้ภัยเพียงร้อยละ 7 เท่านั้นที่ได้เรียนต่อระดับอุดมศึกษา แคมเปญ Aiming Higher ของ UNHCR มีเป้าหมายเพื่อลดช่องว่างในส่วนนี้ และสนับสนุนวิธีการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายภายในปี 2030 และขยายผลเพื่อให้ถึงเป้าหมาย เพื่อให้เยาวชนผู้ลี้ภัยร้อยละ 15 ได้เข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษา  ซึ่งงรู้จักกันในชื่อเป้าหมาย “15by30”

    “ท่ามกลางภาวะงบประมาณด้านมนุษยธรรมลดลงทั่วโลก โครงการที่ดำริโดยพระเมธีวชิโรดม พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA) และศิลปินไทยทั้ง 31 ท่าน ถือว่ามีบทบาทสำคัญในการมอบความหวังและโอกาสสำหรับเยาวชนผู้ลี้ภัย”  แทมมี่ ชาร์ป ผู้แทนข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ ประจำประเทศไทย กล่าว “รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจากนิทรรศการครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและการฝึกทักษะวิชาชีพเฉพาะด้าน นี่ไม่ใช่เพียงแค่การสร้างวุฒิการศึกษา แต่คือการเปลี่ยนแปลงเพื่อเสริมพลังให้เยาวชนผู้ลี้ภัยได้แสดงศักยภาพและแสดงความคิดเห็น   เตรียมความพร้อมที่จะมีส่วนร่วมกับชุมชนของพวกเขาอย่างมีความหมาย และแบ่งปันอนาคตที่ดีร่วมกันทั่วโลก”

    แนวคิดของนิทรรศการ “ศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย” เริ่มต้นขึ้น 8 ปี ที่ผ่านมา โดยพระเมธีวชิโรดม ซึ่งให้การสนับสนุน UNHCR ประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559 ช่วยเผยแพร่เมตตาธรรมและสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและผู้ที่ถูกบังคับให้พลัดถิ่น

    “งานสร้างคน สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด การศึกษาคือสิ่งที่อาตมาเน้น และให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพราะการศึกษาคือพลังคือโอกาส คือการให้ชีวิตใหม่กับเด็ก และเยาวชน ในครั้งนี้ ได้ขยายความช่วยเหลือมาถึงน้องๆ ผู้ลี้ภัยให้ได้รับการศึกษาขั้นสูงเพื่อให้พวกเขาได้รับโอกาสครั้งที่สอง และเป็นประชากรที่มีคุณภาพของโลก” พระเมธีวชิโรดม ผู้อุปถัมภ์ด้านสันติภาพและเมตตาธรรมของ UNHCR กล่าว

    นิทรรศการ “ศิลปกรรมเพื่อผู้ลี้ภัย ครั้งที่ 3” ได้รับการสนับสนุนจากศิลปินไทยจำนวน 31 ราย  ได้แก่ กวีนิพนธ์โดย พระเมธีวชิโรดม (ว.วชิรเมธี)  ศ. เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) ปํญญา วิจินธนสาร ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) กิตติศักดิ์ เทพเกาะ ศิลปินที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ โดดเด่น และสุดสวิง ด้วยการใช้การวาดเส้นผสมตัดเส้นเทคนิคใหม่ๆ อย่างการกรีดและสร้างร่องรอยในผืนผ้าใบ  เกียรติอนันต์ เอี่ยมจันทร์ ศิลปินชาวไทยฉายา LINECENSOR โดดเด่นงานจิตรกรรม และภาพพิมพ์  คณชัย เบญจรงคกุล ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA Bangkok) จักรพงษ์ เทพเกาะ ศิลปินจิตรกรรมชาวไทยที่มีผลงานโดดเด่นในด้านการสะท้อนอารมณ์ และความคิดผ่านเทคนิคสีน้ำมัน และอะคริลิกบนผ้าใบ จักรี คงแก้ว ศิลปินภาพพิมพ์แกะไม้ที่สร้างสรรค์ผลงานมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการแกะไม้เป็นหิน ชัชวาล รอดคลองตัน ศิลปินจิตรกรรมและประติมากรรมชาวไทยที่มีชื่อเสียงในวงการศิลปะ  ชัชวาลย์ วรรณโพธิ์ ศิลปินจิตรกรรมและภาพพิมพ์ชาวไทยที่มีผลงานโดดเด่นในด้านการถ่ายทอดความงามในบรรยากาศของแสงธรรมชาติผ่านเทคนิคสีน้ำมันและภาพพิมพ์เทคนิคผสม

    ชัยรัตน์ แสงทอง ศิลปินผู้สะท้อนสัจธรรมและความงามอันเรียบง่ายของวิถีชนบทไทย ผ่านจิตรกรรมเหมือนจริง  งดงามในเชิงทัศนศิลป์ เปี่ยมด้วยความรู้สึก และเรื่องราวที่ลึกซึ้ง เญอรินดา แก้วสุวรรณ ศิลปินจิตรกรรมและศิลปะประดิษฐ์ชาวไทยที่มีผลงานโดดเด่นในด้านการใช้เทคนิค เย็บปักถักร้อย เพื่อสะท้อนประเด็นสิ่งแวดล้อมและความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ แทน โฆษิตพิพัฒน์ ศิลปินชาวไทย ผู้มีผลงานโดดเด่นในด้าน จิตรกรรมและศิลปะดิจิทัล ธงชัย ศรีสุขประเสริฐ ศิลปินชาวไทยผู้มีผลงานโดดเด่นในด้านจิตรกรรมและประติมากรรมไทยร่วมสมัย ธณกฤษภ์ ทิพย์วารี ศิลปินไทยที่มีชื่อเสียงทางด้านจิตรกรรม ธนชัย อุชชิน ศิลปินที่มีความโดดเด่นในด้าน จิตรกรรมสไตล์แอบสแตรกต์ (Abstract)  ธีร์พาทิศ บุญวิจิตรนิธิธร อาจารย์และศิลปินชาวไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตรกรรมที่สะท้อนประเด็นด้านความเท่าเทียมทางเพศ  นที อนันทะประดิษฐ์ ศิลปินไทย ผู้มีผลงานโดดเด่นในด้าน ประติมากรรมดินเผา โดยเฉพาะ “ตุ๊กตาดินเผา” ปรีชา ชัยสร ศิลปินผู้ถ่ายทอดชีวิตใหม่ให้แก่ก้อนหินไร้ชีวิต ผ่านปลายพู่กัน เปลี่ยนสิ่งธรรมดาให้กลายเป็นภาษาศิลป์ ที่เปี่ยมด้วยจิตวิญญาณและความหมาย

    พลวัฒน์ สามิดี ศิลปินไทยรุ่นใหม่ ที่ทำงานด้านจิตรกรรม ภาราดา วิรัสวีร์ ศิลปินอิสระ (และอาจารย์พิเศษ) ซึ่งโดดเด่นด้านงาน ประติมากรรม / สื่อประสม 3 มิติ ลำพู กันเสนาะ ศิลปินหญิงชาวไทย ที่โดดเด่นในแนวงานจิตรกรรมล้อเลียน (caricature-influenced) ผ่านภาพใบหน้าและร่างกายที่มีสัดส่วน “หัวโต” วรสันต์ สุภาพ ศิลปินไทย ผู้มีชื่อเสียงในวงการศิลปะ จิตรกรรม วิษณุพงษ์ หนูนันท์ศิลปินร่วมสมัยที่มีผลงานโดดเด่นในนิทรรศการ “Mammals” ที่สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์และธรรมชาติ  สุรสิทธิ์ เสาว์คง ศิลปินไทย ที่มีชื่อเสียงในวงการจิตรกรรม   สุริยา นามวงษ์           ศิลปินไทย และภัณฑารักษ์ (Curator) ที่ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA Bangkok) สุวัฒน์ชัย ทับทิม ศิลปินที่ทำงานในรูปแบบของงานจิตรกรรมไทยที่มีความร่วมสมัย  เสงี่ยม ยารังษี ศิลปินเชียงราย กับการนำเสนอผลงานศิลปะ ที่วาดรูปในแนวธรรมชาติ อนันต์ยศ จันทร์นวล ศิลปินไทยที่มีผลงานโดดเด่นในด้านจิตรกรรม เอกชัย ลวดสูงเนิน ศิลปินแนวอิมเพสชั่นนิสม์อันดับต้น ๆ ของประเทศไทย  โอม รัชเวทย์ นักวาดการ์ตูนอิสระ ผลิตผลงานนิยายภาพ พุทธประวัติ และบุคคลสำคัญในพุทธศาสนา

    นิทรรศการเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้ ถึง 31 ตุลาคม 2568 ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ชั้น G พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย โดยไม่มีค่าเข้าชม  รายได้หลังหักค่าใช้จ่ายมอบให้ UNHCR เพื่อนำไปสนับสนุนแคมเปญ “Aiming Higher” มอบทุนการศึกษาในระดับอุดมศึกษาและฝึกทักษะวิชาชีพเฉพาะด้านแก่เยาวชนผู้ลี้ภัยต่อไป

    ในขณะที่การศึกษาระดับสูงคือการบ่งชี้เส้นทางชีวิตของเราทุกคน สำหรับผู้ลี้ภัย การศึกษาคือ โอกาสครั้งที่สองในการสร้างชีวิตใหม่และอนาคตที่ดีขึ้นของพวกเขา ครอบครัว และชุมชนที่มอบที่พักพิง ร่วมมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนผู้ลี้ภัยทั่วโลก โปรดติดต่อ อมรศรี พัฒนศิษฎางกูร ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมความร่วมมือภาคเอกชน  โทร. 063-270-9334

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/lady/919947&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1wcVwXiaifjlrZ944_45K3

  • ขอรอฟังก่อน! กมธ.สภา กำลังศึกษายกเลิก MOU : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./วันที่ 11 ต.ค.68

    ขอรอฟังก่อน! กมธ.สภา กำลังศึกษายกเลิก MOU : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./วันที่ 11 ต.ค.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/ST54DzVsgYY&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fl3T5scm4eLoqHAqkay3D

  • รู้จัก 3 คนในข่าว สุริยะ – วราวุธ – ณัฐพงศ์ ลือนั่งแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย

    รู้จัก 3 คนในข่าว สุริยะ – วราวุธ – ณัฐพงศ์ ลือนั่งแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย

    3 ว่าที่แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย “สุริยะ” เก๋าเกมการเมือง “วราวุธ” ทายาทบ้านใหญ่ และ “ณัฐพงศ์” เขยชินวัตร กำลังถูกพูดถึงในหน้าสื่อตอนนี้ หลังพรรคยังไม่ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการ

    เพื่อไทยจะกลับมา สนามการเมืองไทยกำลังเริ่มเป็นที่สนใจมากขึ้นเรื่อยๆ นับถอยหลังอีกราว 5 เดือน สำหรับการเลือกตั้งใหญ่ในช่วงต้นปี 2569 ความเคลื่อนไหวใน “พรรคเพื่อไทย” เพิ่งเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร สส. ในงาน “ยกเครื่องเพื่อไทย ยกเครื่องประเทศไทย” แต่ยังไม่เปิดเผยรายชื่อ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แต่ที่แน่ๆ จะไม่มีคนนามสกุล “ชินวัตร” ตามที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าพรรคได้กล่าวไว้บนเวที

    โดยในช่วงที่ผ่านมา มีหลายคนที่ถูกเชื่อมโยงว่า มีโอกาสจะมานั่งแคนดิเดตนายกฯ ได้แก่ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นักการเมืองมากประสบการณ์ ผอ.การเลือกตั้งป้ายแดงของพรรคเพื่อไทย, นายวราวุธ ศิลปอาชา ทายาทการเมืองจากบ้านใหญ่สุพรรณบุรี ลูกชายอดีตนายกฯ บรรหาร และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา คนสุดท้ายคือ นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ลูกเขยของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

    สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ: นักการเมือง “เก๋าเกม”

    นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เกิดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2497 อายุ 70 ปี โลดแล่นอยู่ในแวดวงการเมืองไทยมายาวนาน ด้วยประสบการณ์ที่โชกโชน ผ่านการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงสำคัญมาแล้วหลายสมัย สำเร็จการศึกษาแพทย์ มหิดล รุ่นเดียวกับ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขานายกฯ ยุคทักษิณ เศรษฐา และแพทองธาร ก่อนไปศึกษาต่อวิศวกรรมอุตสาหการ ที่ University of California, Berkeley สหรัฐอเมริกา และกลับมาสานต่อธุรกิจ “ซัมมิท กรุ๊ป” ของครอบครัวจึงรุ่งเรืองกิจ

    นายสุริยะ เริ่มเข้าสู่การเมืองครั้งแรกในปี 2541 ในตำแหน่ง รมช.อุตสาหกรรม สมัยรัฐบาลนายชวน หลีกภัย โควตาของพรรคกิจสังคม ก่อนถึงจุดเปลี่ยนสำคัญในปี 2544 เมื่อเขาย้ายมาร่วมงานกับพรรคไทยรักไทย และกลายเป็นหนึ่งในขุนพลคนสำคัญของนายทักษิณ ชินวัตร โดยได้รับตำแหน่งเลขาธิการพรรค และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการในหลายกระทรวง

    ล่าสุด ในเวที “ยกเครื่องเพื่อไทย ยกเครื่องประเทศไทย” น.ส.แพทองธาร ประกาศให้ นายสุริยะ เป็นผู้อำนวยการการเลือกตั้งของพรรคเพื่อไทย นักวิเคราะห์ทางการเมืองจึงมองว่า นี่คือตำแหน่งแม่ทัพคนสำคัญ ที่อาจถูกวางไว้เป็นแคนดิเดตนายกฯ อันดับที่ 1 ได้เลย ด้วยความอาวุโสและบารมีในแวดวงการเมืองมานานร่วม 30 ปี

    วราวุธ ศิลปอาชา: ลูกชายบรรหาร บ้านใหญ่สุพรรณฯ

    นายวราวุธ ศิลปอาชา หรือ “ท็อป” เกิดเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม 2516 อายุ 52 ปี เขาคือทายาททางการเมืองของนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกรัฐมนตรีผู้ล่วงลับ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา และ สส.บัญชีรายชื่อ สมัยที่ 2 ต่อเนื่อง

    นายวราวุธ จบการศึกษาระดับปริญญาตรีด้านวิศวกรรมเครื่องกลจาก University College London (UCL) ประเทศอังกฤษ และปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจ (การเงินและการธนาคาร) จาก University of Wisconsin-Madison สหรัฐอเมริกา มีความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษได้อย่างดีเยี่ยม จนเป็นที่ชื่นชมของผู้คนในสังคมเป็นวงกว้าง

    สำหรับเส้นทางการเมืองของนายวราวุธ เริ่มต้นในปี 2544 โดยได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดสุพรรณบุรี สังกัดพรรคชาติไทย และได้รับเลือกตั้งต่อเนื่องหลายสมัย เขาเคยดำรงตำแหน่ง รมช.คมนาคมในปี 2551 ก่อนถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง 5 ปี จากการยุบพรรคชาติไทย ก่อนจะกลับมาเป็น รมว. 2 สมัย ในยุค พล.อ.ประยุทธ์ และเพื่อไทย ในเก้าอี้ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม และ รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

    นอกจากนี้ นายวราวุธ ยังรับไม้ต่อจากพี่สาว (กัญจนา) เป็นหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา แต่ได้ สส.อยู่เพียง 10 คนเท่ากันในสนามเลือกตั้ง ปี 2562 และ 2566 จะไปถึงตำแหน่งนายกฯ จึงเป็นไปได้ยาก เพราะต้องมี สส.ในพรรคมากกว่า 25 คน และด้วยชื่อเสียงส่วนตัวที่ไม่ค่อยมีข่าวเสียหายอะไรมากนัก จากการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่อเนื่อง 6 ปี จึงถูกจับตามองว่า ด้วยสายสัมพันธ์อันดีของนายวราวุธ กับพรรคเพื่อไทย จึงเป็นอีกหนึ่งชื่อที่โผล่มาในหน้าข่าวขณะนี้ว่าอาจจะมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้ในการเลือกตั้งที่จะถึงนี้

    ณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์: คนธุรกิจรุ่นใหม่ ความหวัง “ชินวัตร”

    นายณัฐพงศ์ คุณากรวงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2523 อายุ 45 ปี เป็นที่รู้จักในฐานะนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และการเป็นสามีของ น.ส.พินทองทา คุณากรวงศ์ บุตรสาวของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

    นายณัฐพงศ์ สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และปริญญาโทด้านบริหารธุรกิจจาก DePaul University เมืองชิคาโก สหรัฐอเมริกา ปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในเครือชินวัตร

    แม้นายณัฐพงศ์จะยังไม่เคยมีประสบการณ์ทางการเมือง แต่ถูกจับตามองว่า เป็นคนในเครือญาติชินวัตร ใกล้ชิดนายทักษิณที่มีโปรไฟล์น่าสนใจที่สุดแล้ว จึงเป็นไปได้ว่าจะเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวของบ้านที่มารับไม้ต่อจาก น.ส.แพทองธาร ที่ประกาศว่าไม่สามารถลงแคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทยได้อีกแล้ว แต่ครั้งหนึ่งเคยตอบนักข่าวว่า ยังไม่ได้คิดเรื่องนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2888375&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2BIlg0dWKTTjp3gVZ-7ujJ