Blog

  • ‘สว.นพดล’ โต้ ‘พิธา’ กลไกสภายังศึกษาMOU 43-44 ยันเป็นกลางยึดผลประโยชน์ชาติ  | เดลินิวส์

    ‘สว.นพดล’ โต้ ‘พิธา’ กลไกสภายังศึกษาMOU 43-44 ยันเป็นกลางยึดผลประโยชน์ชาติ  | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 12 ต.ค. นายนพดล อินนา ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา กล่าวถึงความคืบหน้าในการศึกษา MOU 2543-2544 ว่า เมื่อวันที่ 9-10 ต.ค. ที่ผ่านมา กมธ.ได้ลงพื้นที่ จ.ตราด ไปดูหลักหมุดของเขตไทย-กัมพูชาที่ 73 ซึ่งเป็นหลักหมุดสุดท้าย อยู่บนพื้นที่ No man land โดย กมธ. ได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์มาก จากนาวิกโยธิน กองทัพเรือ เช่น ข้อมูลว่ามีการละเมิดของฝั่งกัมพูชาที่ จ.จันทบุรีและตราดหลายครั้งมาก ฝ่ายไทยก็ประท้วงไปหลายครั้ง ในครั้งนี้ กมธ. ได้ไปสุดชายแดน ซึ่งได้รับรายงานว่าฝ่ายกัมพูชายังไม่อยากยอมรับหลักหมุดที่ 73 ของเรา และพยายามจะเลื่อนมาทางฝั่งไทย นอกจากนี้ หลักหมุดที่ 72 ก็สูญหายไป ต้องใช้หลักหมุดชั่วคราวไป

    “เราลงไป ฝ่ายกัมพูชาก็ถ่ายรูปเราไปพอสมควร เราเห็นการสร้างอาคารที่จะทำเป็นแนวดักตะกอน ยื่นออกไปในทะเลตรงนั้น ตรงสุดปลายเขตของไทย ที่เชื่อมระหว่างกัมพูชากับตราด ทำให้มีการกัดเซาะพื้นที่ของประเทศไทย ผมเลยบอกว่าขอให้ทางทัพเรือลองเอาแผนที่ดาวเทียม แล้วเปรียบเทียบไปเรื่อยๆ จะได้รู้ว่าเมื่อเวลาผ่านไปมันเซาะเท่าไร ตรงนี้เราจะได้เก็บมาเป็นข้อมูลทั้งหมด” นายนพดล กล่าว

    นายนพดล กล่าวต่อว่า ถ้า กมธ.ไม่มา เราจะไม่รู้เลยว่ากัมพูชาละเมิดกี่ครั้ง สถานการณ์เป็นอย่างไร ตอนนี้ตนให้นำข้อมูลการละเมิดทั้งหมด รวมถึงหลังประท้วงได้แก้ไขหรือไม่ เข้าสู่ที่ประชุมแล้ว คงจะได้มีการถกเถียงกัน

    ส่วนที่มีการถกเถียงว่าควรยกเลิก MOU 2543-2544 หรือไม่ นายนพดล กล่าวว่า ประชาชนยังขาดข้อมูลอยู่ โดยในปี ค.ศ. 1909-1910 หลังจาก 3 ปีที่ไทยได้จันทบุรีและตราดคืนมาแล้ว ตอนนั้นก็มีการปักหลักไม้เกิดขึ้นตลอดแนวแล้ว หลังจากนั้น 10 ปี  ก็มีการปักหลักปูน ที่สำคัญ ในปี พ.ศ. 2538 ช่วงที่นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ไปเจรจากับกัมพูชา แล้วตั้งคณะกรรมการ GBC และ RBC แล้วหลังจากนั้นจึงเกิด JBC ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดก่อน MOU 2543-2544 ตนมองว่าไม่ว่าจะมี MOU 2543-2544 หรือไม่ ก็มีคณะกรรมการเหล่านี้อยู่ดีที่รองรับได้

    “หลักหมุด 73 หลัก ที่ตกลงกันได้ 45 หลัก  ถ้าทั้งสองฝ่ายจริงใจต่อกัน ผมคิดว่ายกเลิกหรือไม่ ตรงนั้นเขายอมรับอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมาจากพื้นฐานอะไร แต่นี่คือข้อเท็จจริงที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับอยู่แล้ว ถ้าทะเลาะกันมากๆ ถึงมี MOU อยู่ ถ้าเขาจะไม่ยอมรับขึ้นมา มันก็เป็นไปได้หมด ขึ้นอยู่กับการเคารพของแต่ละฝ่าย อันนี้สำคัญ” นายนพดล กล่าว

    นายนพดล กล่าวต่อว่า ตนได้ประสานนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี มาให้ข้อมูลกับ กมธ. ในวันที่ 28 ต.ค.นี้ เพราะขณะที่เป็นนายกฯ เคยนำเรื่องเสนอเข้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเลิก MOU 2544 แต่ยังไม่สำเร็จ ซึ่งนายอภิสิทธิ์ ก็ได้ตกลง และตนก็พร้อมพอดี

    เมื่อถามว่านายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งข้อสังเกตว่าทำไมรัฐบาลไม่ใช้กลไกสภา ในการยกเลิก MOU 2543-2544 เหตุใดถึงใช้ประชามติ นายนพดล กล่าวว่า ขณะนี้ อย่างน้อยก็มี กมธ.ของ สว.อยู่แล้ว ซึ่งตนได้เรียนกับ กมธ.ตั้งแต่วันแรกว่าเราจะไม่ยึดโยงกับเรื่องอื่น เราจะยึดผลประโยชน์ของชาติและแผ่นดินเป็นหลัก เป็นกลางจริงๆ เราอยากให้ข้อมูลกับประชาชน ศึกษาข้อดีข้อเสีย เราจะบอกและให้ข้อมูลเป็นระยะๆ ตนได้ประสานไปยังประธานวุฒิสภาแล้ว ว่าจะรายงานความคืบหน้า ไม่ประชุมลับ เปิดเผยได้ตลอด อยากให้ประชาชนได้เห็นด้วยว่าเป็นอย่างไร และจะทำอย่างไรต่อ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5196955/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35xUykLwgktNntv4b-MSh1

  • เลขาฯกพฐ.เยี่ยมบ้านพักครู

    เลขาฯกพฐ.เยี่ยมบ้านพักครู

    การศึกษา

    เลขาฯกพฐ.เยี่ยมบ้านพักครู

    วันอาทิตย์ ที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 09.17 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เลขาฯกพฐ.เยี่ยมบ้านพักครู

    นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ลงพื้นที่อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพื่อตรวจเยี่ยมและติดตามสภาพความเป็นอยู่ของบ้านพักครูโรงเรียนบ้านแม่ตาว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 โดยมีผู้บริหารจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ผู้บริหารสถานศึกษา และคณะครู ร่วมให้การต้อนรับ พร้อมทั้งนำเสนอข้อมูลและสะท้อนปัญหาเกี่ยวกับสภาพบ้านพักครู

    โอกาสนี้ เลขาธิการ กพฐ. ตรวจสภาพบ้านพักครูด้วยตนเองอย่างใกล้ชิด พร้อมพูดคุยแลกเปลี่ยนกับครูผู้พักอาศัย เพื่อรับฟังความคิดเห็นและปัญหาที่แท้จริงจากพื้นที่ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการดูแลสวัสดิการครู ซึ่งเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนคุณภาพการศึกษาของประเทศ ทั้งนี้ได้กล่าวชื่นชมการดำเนินงานของโรงเรียนและสำนักงานเขตพื้นที่ฯ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสวัสดิการบุคลากรทางการศึกษา พร้อมยืนยันว่าจะนำข้อมูลและข้อเสนอแนะที่ได้รับไปพิจารณา เพื่อกำหนดแนวทางสนับสนุนและปรับปรุงในระดับนโยบายต่อไป

    ข่าวได้ที่  email : saowaporn12345@gmail.com   และ  bat_mamsao@yahoo.com

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/education/450174&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw29lAvbqjzZ8vFFRvuT4sJQ

  • MOU 43, 44 คืออะไร (4/4): ข้อดี-ข้อเสีย หากทำประชามติยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับ – BBC News ไทย

    MOU 43, 44 คืออะไร (4/4): ข้อดี-ข้อเสีย หากทำประชามติยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับ – BBC News ไทย

    ที่มาของภาพ, THAINEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, ผู้สนับสนุนการยกเลิก MOU 43, 44 บอกว่าเหตุกระทบกระทั่งที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว ในช่วงที่ผ่านมา เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ทำให้เห็นว่าบันทึกความเข้าใจฯ ไม่มีประโยชน์ แต่ฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ยกเลิก บอกว่าเหตุละเมิดต่าง ๆ ที่กล่าวโทษกันไปมา เป็นเรื่องของหลายกลไกที่ดูแลบริหารงานชายแดน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ MOU เท่านั้น
      • Author, จิราภรณ์ ศรีแจ่ม
      • Role, ผู้สื่อข่าวบีบีซีไทย

    เข้าสู่บทความตอนสุดท้ายของซีรีส์ชุด MOU 43, 44 คืออะไร โดยบทความนี้จะเน้นไปที่เหตุผลของฝ่ายที่ต้องการยกเลิกและไม่ยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับ รวมถึงตอบคำถามว่าการยกเลิกทำได้โดยไม่ต้องมีประชามติหรือไม่

    ก่อนหน้านี้ บีบีซีไทยนำเสนอบทความไปแล้วสามตอนด้วยกัน ซึ่งมีเนื้อหาอธิบายที่มาของแผนที่สำคัญสองฉบับ นั่นคือแผ่นที่อัตราส่วน 1:200,000 และแผนที่อัตราส่วน 1:50,000 รวมถึงรายละเอียดที่ปรากฏใน MOU ทั้งสองฉบับและเนื้อหาเชิงเทคนิคของตัวบันทึกความเข้าใจฯ เอง

    MOU 2543 หมายถึง บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก

    ขณะที่ MOU 2544 หมายถึง บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน โดยตัวเลขพ่วงท้ายหมายถึงปีที่ทั้งสองประเทศลงนามในบันทึกความเข้าใจดังกล่าว

    ทั้งนี้ ฝ่ายกัมพูชาจะเรียกว่า MOU 2000 และ MOU 2001 ซึ่งเป็นปีคริสต์ศักราช (ค.ศ.) แทน

    Skip ได้รับความนิยมสูงสุด and continue reading

    ได้รับความนิยมสูงสุด

    End of ได้รับความนิยมสูงสุด

    เหตุผลของฝ่ายที่ต้องการให้ยกเลิก MOU 43, 44

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ให้ความเห็นในวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาในวันที่ 30 ก.ย. 2568 ว่าขณะนี้กำลังรอผลการศึกษาของ กมธ.วิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา สภาผู้แทนราษฎร

    เขาบอกว่า หากผลการศึกษาของ กมธ.วิสามัญฯ ชุดดังกล่าวออกมามีความชัดเจนว่าไม่ต้องศึกษา ก็อาจจะยกเลิกได้เลยโดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะอำนาจอยู่ที่ ครม.

    อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีก็ให้ความเห็นด้วยว่า “ถ้า MOU ทั่วไปจะเขียนว่าภายใน 2 ปี หากไม่บรรลุวัตถุประสงค์ ก็ต้องถือว่าเป็นอันสิ้นสุด ดังนั้น ต้องดูบริบทใน MOU 43, 44 ว่ามีการกำหนดให้มีการสิ้นสุดไปของ MOU นี้หรือไม่อย่างไร หากไม่มีการกำหนดเลย ก็จะบอกว่าทำไม 20 ปี ยังไม่มีความเข้าใจ ยังหาข้อตกลงกันไม่ได้ แล้วจะเก็บไว้ทำไมถ้าประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์ ถ้าประเทศไทยได้ประโยชน์ ก็จะเก็บ แต่ถ้าประเทศไทยไม่ได้ประโยชน์ ก็จะเลิก”

    นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดีวิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ในฐานะประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ให้เหตุผลว่า MOU 43 ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง และมันตอกย้ำสถานภาพแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ที่จัดทำขึ้น “โดยฝรั่งเศสเพียงฝ่ายเดียว” และบันทึกความเข้าใจฯ ฉบับดังกล่าวยังเป็น “แรงจูงใจให้กัมพูชารุกล้ำแผ่นดินไทยมากขึ้น เพราะหวังจะได้ดินแดนเพิ่ม” รายงานของสำนักข่าวนิวส์วัน (NEWS1) ระบุ

    อย่างไรก็ตาม ผู้อ่านสามารถกลับไปทำความเข้าใจที่มาของแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ได้ที่บทความตอนแรกของชุดบทความนี้

    นายปานเทพมองว่าประเทศไทยประท้วงการละเมิด MOU 43 ของฝ่ายกัมพูชาไปแล้วกว่า 600 ครั้ง แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรได้ ในทางกลับกันฝ่ายกัมพูชา “ใช้ทั้งทหารและพลเรือนเป็นเกราะให้ทหารอีกที มาโวยวายว่าทหารไทยทำร้ายพลเรือนกัมพูชาและรุกล้ำแผ่นดินกัมพูชาตามแผนที่ 1:200,000 โดยหยิบยกคำพิพากษาศาลโลกในปี 2505 และปี 2556 มาประกอบ”

    เขายังอ้างว่ากัมพูชากำลัง “เริ่มรุกรานบริเวณ จ.ตราด ใกล้เกาะกูด” ซึ่งมีกาสิโน บ่อนการพนัน และเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์อีกมากมาย

    ในรายการคนดังนั่งเคลียร์ ทางช่อง 8 นายปานเทพให้เหตุผลเพิ่มเติมว่าสำหรับข้อกังวลว่าหากยกเลิก MOU แล้วจะยิ่งทำให้กัมพูชาดึงไทยไปศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) หรือศาลโลกนั้น เขาเห็นว่าไม่มีความเป็นไปได้ เพราะไทยไม่ได้ยอมรับอำนาจศาลมานานมากแล้ว

    นายปานเทพยังบอกด้วยว่า ไทยควรใช้สิทธิตามอนุสัญญาเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา ปี ค.ศ. 1969 เพื่อยกเลิก MOU โดยอ้างอิงมาตรา 60 ที่ระบุว่าการละเมิดสนธิสัญญาทวิภาคีอย่างร้ายแรงโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง จะทำให้ฝ่ายอื่นมีสิทธิอ้างการละเมิดดังกล่าวเป็นเหตุผลในการยุติสัญญา หรือระงับการดำเนินการของสนธิสัญญาทั้งหมดหรือบางส่วน

    เขามองว่าเหตุการปะทะระหว่างไทยกับกัมพูชาครั้งล่าสุด ซึ่งส่งผลกระทบต่อชีวิตประชาชน บ้านเรือน และโรงพยาบาล รวมถึงการใช้อาวุธที่ไม่มีความแม่นยำ การวางทุ่นระเบิด และการเป็นแหล่งอาชญากรทางเทคโนโลยี ถือเป็นการละเมิดอย่างร้ายแรงมากแล้ว และรัฐบาลไม่ควรซื้อเวลาต่อไปอีก

    ที่มาของภาพ, AFP via Getty Images

    คำบรรยายภาพ, ความพยายามยกเลิก MOU 43 ไม่ได้เกิดขึ้นในปีนี้เป็นครั้งแรก ย้อนไปในปี 2553 กลุ่มที่เรียกตนเองว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ก็เคยเรียกร้องให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจฉบับนี้

    ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานพรรคไทยภักดี ให้เหตุผลว่า MOU 43 มีสาระหลักคือ ต้องร่วมกันดำเนินการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกระหว่างไทยกับกัมพูชาให้เป็นไปตามเอกสารต่าง ๆ ที่ระบุไว้ เช่น อนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปีต่าง ๆ โดยเขามองว่าเอกสารเหล่านั้นรับรองแผนที่ 1:200,000 ซึ่ง “ฝรั่งเศสจัดทำโดยฝ่ายเดียว” และมีความผิดพลาดอย่างมาก “จากเส้นสันปันน้ำจริง” โดยเฉพาะแผนที่ระวางดงรัก

    เขามองว่าที่ผ่านมา ฝ่ายไทยปฏิเสธแผนที่ฉบับนี้มาโดยตลอด “เพราะมีโอกาสทำให้ฝ่ายไทยเสียดินแดนให้กับกัมพูชา” และการใช้เทคโนโลยีไลดาร์ (LiDAR) “เพื่อจัดทำแผนที่ใหม่” ก็ยิ่งทำให้แผนที่มาตราส่วน 1:200,000 มีความละเอียดมากถึงมาตราส่วน 1:25,000 และไม่รับประกันว่าฝ่ายกัมพูชาจะยอมรับสันปันน้ำภายใต้เทคโนโลยีใหม่นี้

    ทั้งนี้ การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา (Joint Boundary Commission – JBC) ครั้งที่ 6 จัดขึ้นในวันที่ 14 มิ.ย. ปี 2568 ณ กรุงพนมเปญ เพิ่งเห็นชอบให้นำเทคโนโลยีไลดาร์มาใช้ในการจัดทำภาพถ่ายทางอากาศ เพื่อความรวดเร็วในการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน

    นอกจากนี้ MOU 43 ก็ไม่สามารถระงับข้อพิพาทระหว่างสองฝ่ายได้จริง เนื่องจาก นพ.วรงค์เห็นว่า “ฝ่ายกัมพูชาได้พูดในที่ประชุมอย่างหนึ่ง และปฏิบัติจริงอีกอย่างหนึ่ง”

    ส่วน MOU 44 ปัญหาหลัก ๆ ในทัศนะของเขาคือ การที่ไปยอมรับการมีอยู่ของเส้นแบ่งเขตไหล่ทวีปของประเทศกัมพูชาที่ผ่านหรืออ้อมเกาะของอีกประเทศหนึ่ง และไม่เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเขาบอกว่า “เรื่องแบบนี้ไม่มีประเทศไหนในโลกยอมกัน”

    “มีข้อกังวลจากบางท่านว่า ถ้ามีการยกเลิก MOU จะไม่มีเงื่อนไขใด ๆ ที่ผูกมัดว่ากัมพูชาจะต้องมาเจรจากับไทย และมีโอกาสที่จะถูกนำเสนอต่อศาลโลก ในความเป็นจริงแล้ว กรอบการเจรจา JBC (ตกลงกันปี 2540) และ GBC /RBC (มีข้อตกลงปี 2538) นั้นยังอยู่ ยังไม่ได้ถูกยกเลิก ถ้าทั้งสองประเทศพร้อมก็สามารถกลับมาเจรจากันได้ และในความเป็นจริงการเจรจาว่าระหว่างประเทศบางประเทศเราก็ไม่มี MOU เช่นการเจรจากับประเทศมาเลเซีย จนเหลือพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล 7,000 ตารางกิโลเมตร ในที่สุดก็ได้มาพัฒนาร่วมกัน ไม่ได้มีการใช้ MOU เลย” นพ.วรงค์กล่าวในเพจเฟซบุ๊ก

    อย่างไรก็ตาม นพ.วรงค์ เห็นว่าการนำเรื่องนี้ไปทำประชามตินั้น “เป็นการโยนภาระให้กับประชาชน” แม้นายอนุทินปฏิเสธว่าไม่ใช่ก็ตาม

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    คำบรรยายภาพ, กองทัพภาคที่ 1 และ กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจที่ 12 จัดชุดตรวจค้นวัตถุระเบิด พร้อมด้วยรถถากถางหุ้มเกราะ D5 เข้าจัดการเพื่อป้องกันอันตรายจากวัตถุระเบิดที่ตกค้างในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 2568

    ในเอกสารประกอบการพิจารณาญัตติด่วนที่นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้เสนอขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา MOU43, 44 ในสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ระบุในบทวิเคราะห์ว่ากรณีที่ควรยกเลิก MOU 43 เป็นเพราะบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ กำหนดให้ไทยและกัมพูชาต้องสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตามเอกสารสำคัญ 3 ชุด คือ อนุสัญญาไทย-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1904, สนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศส ค.ศ. 1907 และแผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการผสมตามหนังสือสัญญาทั้ง 2 ชุด นั่นก็คือแผนที่มาตราส่วน 1:200,000 ซึ่ง “กำหนดให้ปราสาทพระวิหารอยู่ในเขตกัมพูชา”

    “และศาลยุติธรรมระหว่างประเทศใช้ประกอบการตัดสินคดีในปี ค.ศ. 1962 ว่า ปราสาทพระวิหารตั้งอยู่ในพื้นที่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชา อีกทั้งการตีความคำพิพากษานั้นในปี ค.ศ. 2013 ตามคำร้องของฝ่ายกัมพูชาภายหลังการพิพาทกัน ครั้งล่าสุดยังได้สำทับอีกว่าพื้นที่ซึ่งเป็นภูเขาในชื่อเดียวกันกับตัวปราสาทก็อยู่ภายใต้อำนาจอธิปไตยของกัมพูชาด้วย” เอกสารดังกล่าว ระบุ

    ส่วน MOU 44 มีข้อบกพร่องตรงที่ไปให้การยอมรับ “การกำหนดไหล่ทวีปที่ไม่มีพื้นฐานทางกฎหมายระหว่างประเทศใด ๆ ของฝ่ายกัมพูชา” ซึ่งเป็นการอ้างสิทธิเกินกว่าสิ่งที่พึงมีพึงได้ ทำให้เกิดพื้นที่ที่อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกันมีขนาดใหญ่เกินไป อาจจะทำให้ไทยต้องแบ่งทรัพยากรที่ฝ่ายไทยอ้างสิทธิเอาว่าเป็นของตนนั้นไปให้กัมพูชาด้วย

    ข้อกังวลอีกประการหนึ่งของฝ่ายที่คัดค้าน MOU 44 คือ กัมพูชาได้กำหนดเขตไหล่ทวีปเข้ามาในเขตที่ใกล้กับเกาะกูด ทำให้ประเทศไทยมีความเสี่ยงที่จะ “เสียดินแดน” ส่วนนี้ไปให้กัมพูชา ทั้ง ๆ ที่สนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1907 ได้กำหนดเอาไว้โดยชัดแจ้งแล้วว่าเกาะกูดเป็นของไทย

    ทั้งนี้ ผู้อ่านสามารถอ่านทำความเข้าใจเรื่องเกาะกูดได้ในบทความตอนที่ 3 ซึ่งบีบีซีไทยเผยแพร่ไปแล้วก่อนหน้านี้

    เหตุผลของฝ่ายที่บอกว่า ไม่ควรยกเลิก MOU43, 44

    เช่นเดียวกัน ในเอกสารประกอบการพิจารณาญัตติด่วนที่นายสฤษฏ์พงษ์ เกี่ยวข้อง สส.พรรคภูมิใจไทย เป็นผู้เสนอขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา MOU43, 44 ในสมัยประชุมสามัญประจำปีครั้งที่ 1 ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ก็ได้ให้ความเห็นของกลุ่มผู้ไม่ต้องการให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับไว้ด้วย

    ฝ่ายที่เห็นว่าไม่ควรยกเลิก MOU ให้ความเห็นว่าการบอกเลิกเพิกถอนบันทึกความเข้าใจ 2 ฉบับ ไม่ได้มีบทบัญญัติว่าด้วยการยกเลิกเอาไว้ ดังนั้น จากหลักทั่วไปของหนังสือสัญญาระหว่างประเทศ การบอกเลิกต้องได้รับความยินยอมจากคู่ภาคี เว้นเสียแต่ว่าจะพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนว่ามีการละเมิดพื้นฐานของหลักการอย่างร้ายแรง จนเป็นเหตุให้การบังคับใช้เป็นไม่ได้อย่างแน่แท้

    “จริงอยู่ว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทเรื่องเขตแดนถึงขั้นใช้กำลังทหารกัน แต่นั่นถือว่าเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจอย่างร้ายแรงหรือไม่” รายงานดังกล่าว ระบุ

    ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเกิดเหตุปะทะกันระหว่างสองประเทศ ทั้งคู่ก็กลับมาเปิดประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาข้อพิพาท นั่นย่อมแสดงให้เห็นว่า MOU 43 ยังเป็นหนังสือสัญญาที่บังคับใช้สำหรับเขตแดนทางบกได้อยู่

    “ที่สำคัญที่สุด คือ ฝ่ายที่ต้องการยกเลิกบันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับ ไม่ได้ให้หลักประกันว่าจะมีฉบับใหม่ที่ดีกว่านี้ขึ้นมาทดแทนอย่างไร หรือมีกลไกอื่นใดที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้”

    ฝ่ายที่ไม่สนับสนุนการยกเลิกเห็นว่า MOU 43 และ MOU 44 ไม่ใช่ข้อตกลงที่มอบอำนาจหรืออธิปไตยให้กัมพูชา แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยรักษาผลประโยชน์ของประเทศไทยในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลและทางบก และเปิดช่องให้มีการเจรจาในอนาคต

    “เป็นหลักประกันของไทยที่จะมีสิทธิ์ร่วมกำหนดอนาคตของพื้นที่ทับซ้อน ไม่เสียเปรียบเชิงยุทธศาสตร์ หากไทยยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับ โดยไม่มีกรอบหรือแนวทางรองรับที่เหมาะสม จะทำให้ไทยสูญเสียสถานะการเจรจาในเวทีระหว่างประเทศทันที ขณะที่กัมพูชาอาจหันไปเจรจากับประเทศที่ 3 แทน ซึ่งอาจทำให้ไทยพลาดโอกาสในการร่วมลงทุนและแบ่ง ผลประโยชน์จากแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล” รายงานดังกล่าว ระบุ

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    ด้านนายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศในสมัยรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ให้ความเห็นว่าการยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับจะทำให้ไทยเสียเปรียบเข้าทางกัมพูชา และยืนยันว่าบันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับนั้นเป็นเพียงกรอบการเจรจา ไม่ใช่ “สัญญาเสียดินแดน”

    เขาอธิบายว่าในอดีตเคยมีการประชุม JBC เกิดขึ้นหลายครั้ง แต่การเจรจาไม่มีทิศทาง จึงได้สร้าง MOU 43 ขึ้นมา เพื่อให้การพูดคุยมีแบบแผนที่ชัดเจนขึ้น และในเมื่อปัจจุบันกัมพูชาเป็นฝ่ายที่กำลังละเมิดข้อตกลงใน MOU 43 อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ ในพื้นที่ที่ตกลงกันว่าห้ามเปลี่ยนแปลง หรือความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการเจรจาทวิภาคีตามกรอบ JBC เพื่อนำเรื่องไปสู่เวทีอื่น เช่น ศาลโลก ดังนั้น “ยิ่งยกเลิกก็ยิ่งเข้าทางเขา”

    “พูดให้เข้าใจง่าย ๆ MOU43 คือเงื่อนไขสำคัญที่ยังดึงให้กัมพูชากลับสู่โต๊ะเจรจากับไทย”

    “หากเราเป็นฝ่ายยกเลิก MOU ตอนนี้ ก็จะเข้าทางเขาเลย เพราะเท่ากับเราปลดปล่อยเขาออกจากพันธกรณีที่ต้องคุยกับเราในโต๊ะเจรจา การที่เรายังยืนยันใน MOU นี้ ก็เพื่อจะชี้ให้โลกเห็นว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายที่ไม่ทำตามข้อตกลง” นายรัศม์ กล่าว

    ขณะที่ นายรังสิมันต์ โรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ซึ่งเป็นประธาน กมธ. ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กับสื่อขณะนำคณะ กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐฯ ลงพื้นที่ชายแดน จ.ศรีสะเกษ เมื่อวันที่ 5 ต.ค. ที่ผ่านมาว่า หากยกเลิก MOU 43, 44 โดยไม่มีกรอบการพูดคุยอย่างเป็นทางการแบบทวิภาคีใหม่ที่ชัดเจน ก็มีความเสี่ยงว่าฝ่ายกัมพูชาอาจใช้ช่องว่างนี้เพื่อนำข้อพิพาทเขตแดนไปสู่กระบวนการฟ้องร้องต่อศาลโลก ซึ่งไม่สามารถทราบได้เลยว่าผลตัดสินจะออกมาเป็นคุณแก่ฝ่ายใด

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    ในเวลาเดียวกัน ผศ.อัครพงษ์ ค่ำคูณ อาจารย์ประจำวิทยาลัยนานาชาติปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวทูเดย์ (TODAY) ว่า MOU 43 คือการสำรวจสิ่งที่ไม่มีพิกัดภูมิศาสตร์ให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดยใช้ฐานจากแผนที่ที่มีการปักปันอยู่แล้วตามอนุสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส ปี ค.ศ. 1904 และสนธิสัญญา ค.ศ. 1907 รวมถึงเอกสารอื่น ๆ และแผนที่หลายชุดที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นจึงไม่ใช่การเขียนแผนที่ขึ้นมาใหม่

    เขาอธิบายว่า MOU 43 คือการที่ไทยและกัมพูชามาพูดคุยกันว่าเส้นเขตแดนที่มีตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 และหลักเขตแดนที่ปักในสมัยรัชกาลที่ 6 ยังดีอยู่ไหม โดยการดำเนินงานทำตามกรอบ TOR ที่เกิดจากข้อตกลง MOU 43

    ส่วน MOU 44 เขาระบุว่าเป็นคนละเรื่องกับ MOU 43 ไม่สามารถนำมาปนกันได้ และเน้นย้ำว่าการเปลี่ยนแปลงเขตแดนทางบกไม่ได้ส่งผลต่อไหล่ทวีปในทะเล

    นักวิชาการผู้นี้เห็นว่า ข้อกล่าวหาที่บอกว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดรุกล้ำเขตแดน เคลื่อนทัพเข้ามาพื้นที่ฝั่งไทย หรือละเมิดข้อตกลงหยุดยิง เป็นเรื่องที่อยู่ในกรอบการพูดคุยกลไกระดับคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) และคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกลไก JBC ซึ่งเป็นเรื่องทางเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับงานด้านสำรวจและจัดทำเส้นเขตแดนตามกรอบ MOU 43

    ดังนั้นหากเกิดการละเมิดในกลไกอื่น ก็ต้องนำเรื่องดังกล่าวเข้าไปยังกลไกที่เกี่ยวข้อง ไม่ใช่มาบอกว่าเป็นการละเมิด MOU 43 ซึ่งไม่มีความเกี่ยวข้องกัน

    ผศ.อัครพงษ์ มองว่าประชามติเป็นสิ่งที่ทำได้ แต่คำถามต้องมีความถูกต้อง ประชาชนต้องได้ข้อมูลรอบด้าน รวมถึงคาดการณ์ผลที่จะตามมา “เหมือนหมอที่ต้องให้ข้อมูลญาติก่อนผ่าตัด” แต่ความซับซ้อนของบันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับ “อาจเป็นคำตอบว่าเรื่องนี้ไม่ควรทำประชาติหรือไม่”

    ที่มาของภาพ, THAI NEWS PIX

    ย้อนกลับไปในปี 2553 ศ.ดร.พวงทอง ภวัครพันธุ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเขียนบทความลงประชาไท ระบุว่า แผนที่ที่จัดทำขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับฝรั่งเศสชุดนี้มีทั้งหมด 11 ระวาง ครอบคลุมเขตแดนทางบกด้านตะวันออกของไทย ตั้งแต่ลาวลงมาถึงกัมพูชา (ตอนเขาดงรักหรือบริเวณปราสาทพระวิหาร เป็น 1 ใน 11 ระวาง) ฉะนั้น แผนที่ชุดนี้จึงไม่ได้ถูกใช้เป็นเอกสารในการปักปันเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชาเท่านั้น แต่ยังถูกใช้ในการปักปันเขตแดนระหว่างไทย-ลาวด้วย

    “หากฝ่ายไทยขอยกเลิก MOU 43 กับกัมพูชา ด้วยเหตุผลว่าไทยไม่ยอมรับแผนที่ชุดนี้ ก็อาจกระทบต่อการปักปันเขตแดนที่กระทำร่วมกับลาวด้วย” ศ.ดร.พวงทอง ชี้

    ยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับ โดยไม่ต้องทำประชามติได้หรือไม่

    ด้าน ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ.ให้ความเห็นในเฟซบุ๊กว่าไม่ควรทำประชามติเรื่อง MOU ทั้งสองฉบับ เนื่องจากด้วยข้อเท็จจริงคือ เป็นไปไม่ได้เลยที่จะถกเถียงข้อดี-ข้อเสีย ในเรื่องนี้ให้สาธารณชนรับทราบโดยทั่วไป เนื่องจากรายละเอียดทั้งหมดมีข้อมูลด้านความมั่นคงที่เพื่อนบ้านไม่ควรรับรู้ ระดับชั้นของข้อมูลเป็น “ความลับราชการ”

    “ยังมีประเด็นอีกว่า ทั้งสองประเทศยังดำเนินการเจรจากันอยู่ หากให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายไทยมาอธิบายก็จะอธิบายได้แค่เพียง ‘ท่าทีการเจรจา’ ที่ไทยใช้กับกัมพูชาเท่านั้น คงไม่สามารถมาอธิบายเป็นการสาธารณะได้ว่า ท่าทีไทยจะได้เปรียบในจุดไหน หรือฝ่ายไทยจะยอมกัมพูชาในจุดใดได้บ้าง ซึ่งก็เป็นสภาพของการเจรจาโดยทั่วไป” เขากล่าว

    อาจารย์จาก มธ. ผู้นี้จึงเห็นว่าในการออกเสียงประชามติ ประชาชนจะได้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจที่ไม่ครบถ้วน ขาดข้อมูลสำคัญ ๆ รวมถึง ข้อมูลบางส่วนที่ระบุว่าฝ่ายไทยได้เปรียบอย่างไรบ้าง

    ขณะเดียวกัน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน และ สส.พรรคประชาชน ตั้งกระทู้ถามนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ด้วยวาจา ระหว่างการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 9 ต.ค. โดยอ้างอิงนิด้าโพลที่พบว่าประชาชนร้อยละ 69 ยังไม่เข้าใจเกี่ยวกับ MOU ทั้ง 2 ฉบับ เพื่อสอบถามว่ารัฐบาลมีแผนจัดทำประชามติอย่างไรเพื่อไม่ให้การยกเลิก MOU ขัดต่อกฎหมายประชามติที่ระบุว่าการออกเสียงประชามติจะต้องไม่ถูกชี้นำ และรัฐบาลกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต้องให้ความรู้และเปิดให้มีการแสดงความเห็นอย่างรอบด้านทั่วถึง โดยต้องคำนึงว่ากัมพูชาจะไม่รู้ข้อเสียเปรียบ-ได้เปรียบของไทย

    เขายังถามว่าหากมีการยกเลิก MOU รัฐบาลจะมีมาตรการป้องกันความเสียหายอย่างไร หรือมีมาตรการใดที่ดีกว่า MOU ทั้ง 2 ฉบับในการปักปันเขตแดนไทย-กัมพูชา รวมถึงมีมาตรการใดในการป้องกันความเสียหายจากกรณีเอกชนที่เซ็นสัญญาสัมปทานขุดเจาะก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเล เอาเรื่องไปฟ้องอนุญาโตตุลาการ เพื่อเรียกค่าเสียหายกับประเทศไทย

    นอกจากนี้ ผู้นำฝ่ายค้านยังถามด้วยว่า หากรัฐบาลเดินหน้าจัดทำประชามติที่สุ่มเสี่ยงขัดต่อกฎหมาย และอาจมีผู้ร้องว่ากระบวนการทำประชามติไม่เป็นไปตามกฎหมาย ทำให้ประชามติเป็นโมฆะ แล้วรัฐบาลจะเดินหน้าต่อจริงหรือไม่

    ที่มาของภาพ, Getty Images

    ด้านนายสีหศักดิ์ ตอบกระทู้ของนายณัฐพงษ์ว่า MOU เป็นเรื่องสำคัญเกี่ยวกับอธิปไตยเขตแดน และประชาชนควรมีส่วนในการแสดงความเห็นในการดำเนินการ จึงเป็นที่มาของการทำประชามติ ส่วนวิธีการดำเนินการต้องให้เป็นไปด้วยความรอบคอบ ศึกษาให้ดี เพราะเป็นเรื่องสำคัญและมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึง

    เขายืนยันว่ารัฐบาลคำนึงถึงการให้ข้อมูลข่าวสารและการเยียวยาภาคเอกชน โดยในสัปดาห์หน้า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี จะประชุมเกี่ยวกับเรื่องนี้

    รมว.ต่างประเทศบอกว่าตนเองน้อมรับข้อคิดเห็นของผู้นำฝ่ายค้านที่จะหารือในรายละเอียด คำนึงถึงทุกประเด็นที่อาจจะเกิดขึ้น หากมีความชัดเจนแล้วถึงแผนการในการดำเนินการ ก็จะมาชี้แจงที่รัฐสภาครั้งหนึ่ง

    นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศยังให้ความสำคัญว่าอะไรคือแผนรองรับ หากไม่มี MOU เพื่อไม่ให้ผลประโยชน์ของชาติได้รับผลกระทบ

    ส่วนนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ อดีต รมว.ต่างประเทศ ในรัฐบาลเพื่อไทย บอกว่ารัฐบาลนายอนุทิน “พยายามสร้างความชอบธรรมทางการเมือง โดยผลักภาระไปให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจ ทั้ง ๆ ที่รัฐบาลสามารถตัดสินใจเองได้ เพราะเป็นเรื่องนโยบายการบริหารประเทศ”

    เขาเห็นว่ารัฐบาลสามารถตัดสินยกเลิก MOU ทั้งสองฉบับได้เลย โดยไม่ต้องทำประชามติ แต่อย่าลืมว่าบันทึกความเข้าใจทั้งสองฉบับนั้นผ่านการตกผลึกโดยหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมกันมานานกว่า 20 ปี และที่ผ่านมาหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องก็ใช้ประโยชน์จากความตกลงดังกล่าวเพื่อเป็นกรอบในการเจรจาเรื่องเขตแดนกับกัมพูชา

    อดีต รมว.ต่างประเทศ เห็นว่าหากยกเลิก MOU ก็แสดงว่าต้องกลับไปเริ่มการเจรจาปักปันเขตแดนกับกัมพูชาขึ้นใหม่ แต่ไม่สามารถสร้างความได้เปรียบเหนือกัมพูชาเหมือนในอดีต ซึ่ง “รัฐบาลก็จะต้องรับผิดชอบด้วย”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bbc.com/thai/articles/czrp51g185lo.amp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1fHP_pXawV0Xp5-hXqZ9OB

  • นิด้าโพล ชี้  ปชช.สับสนมาก เลือกตั้งหน้า บัตร 4 ใบ 6 คำถาม รบ.4 เดือน ไม่พอทำความเข้าใจ แก้รธน.-MOU

    นิด้าโพล ชี้  ปชช.สับสนมาก เลือกตั้งหน้า บัตร 4 ใบ 6 คำถาม รบ.4 เดือน ไม่พอทำความเข้าใจ แก้รธน.-MOU


    นิด้าโพล ชี้  ปชช. 48.55%สับสนมาก เลือกตั้งครั้งหน้า บัตรลงคะแนน 4 ใบ 6 คำถาม 30.23% มอง อายุรัฐบาล 4 เดือนไม่พอต่อการทำความเข้าใจ เรื่องแก้รธน.- MOU43 และ 44  แต่ 49.16% ยังเห็นด้วย ให้ทำวันเดียวกัน

    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เผยผลการสำรวจ เรื่อง “บัตรลงคะแนน 4 ใบ 6 คำถาม จะไหวไหม” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อบัตรลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่าง โดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความสับสนเกี่ยวกับบัตรลงคะแนน 4 ใบ รวม 6 คำถาม (บัตรเลือก สส. ระบบเขตเลือกตั้งหนึ่งใบ; บัตรเลือก สส. ระบบบัญชีรายชื่อหนึ่งใบ; บัตรลงคะแนนประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหนึ่งใบ สองข้อ;  บัตรลงคะแนนประชามติเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 หนึ่งใบ สองข้อ) ในการเลือกตั้งครั้งหน้าของประชาชนทั่วไป พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 48.55 ระบุว่า สับสนมาก รองลงมา ร้อยละ 30.61 ระบุว่า ค่อนข้างสับสน ร้อยละ 11.99 ระบุว่า ไม่สับสนเลย และร้อยละ 8.85 ระบุว่า ไม่ค่อยสับสน

    ด้านความสับสนเกี่ยวกับบัตรลงคะแนน 4 ใบ รวม 6 คำถาม ในการเลือกตั้งครั้งหน้าของตนเอง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 34.73 ระบุว่า ไม่สับสนเลย รองลงมา ร้อยละ 26.80 ระบุว่า สับสนมาก ร้อยละ 23.36 ระบุว่า ค่อนข้างสับสน และร้อยละ 15.11 ระบุว่า ไม่ค่อยสับสน

    สำหรับความเพียงพอของระยะเวลา 4 เดือน ภายใต้รัฐบาลนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ในการเตรียม ความพร้อมเลือกตั้งและสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่เพียงพอเลย รองลงมา ร้อยละ 24.43 ระบุว่า เพียงพอแน่นอน ร้อยละ 22.14 ระบุว่า ค่อนข้างเพียงพอ ร้อยละ 20.53 ระบุว่า ไม่ค่อยเพียงพอ และร้อยละ 2.67 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดให้มีการเลือกตั้ง สส. การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการทำประชามติยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ในวันเดียวกัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 49.16 ระบุว่า เห็นด้วยที่จะมีการดำเนินการทั้งหมดในวันเดียวกัน รองลงมา ร้อยละ 26.11 ระบุว่า ควรแยกการดำเนินทั้งสามเรื่องเป็นคนละวันกัน ร้อยละ 12.60 ระบุว่า ควรแยกเฉพาะการลงคะแนนเลือกตั้ง สส. ออกไปอีกวัน ร้อยละ 5.42 ระบุว่า ควรแยกเฉพาะการทำประชามติเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ออกไปอีกวัน ร้อยละ 3.89 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ และร้อยละ 2.82 ระบุว่า ควรแยกเฉพาะการทำประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกไปอีกวัน

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ และร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 95.49 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 3.82 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.69 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 35.58 สถานภาพโสด ร้อยละ 62.21 สมรส และร้อยละ 2.21 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.38 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 17.18 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 34.96 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 11.91 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 30.84 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 4.73 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 8.93 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 18.85 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 21.07 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 11.53 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 15.04 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 19.77 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงานและร้อยละ 4.81 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 19.47 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 3.66 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 14.35 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 34.20 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 10.53 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 4.96 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.37 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 1.06 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.31 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.08 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.38 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 8.63 ไม่ระบุรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/news/36402&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw121BSp64cQvtrIYkrbPBw1

  • เวียดนามคาดการณ์เศรษฐกิจของประเทศ อาจขยายตัวเกิน 8% ในปี 2568 | เดลินิวส์

    เวียดนามคาดการณ์เศรษฐกิจของประเทศ อาจขยายตัวเกิน 8% ในปี 2568 | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5196935/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KVXIxjbN_3dyyO5THiJSu

  • ดุสิตโพล เผยคนมองนโยบายรัฐบาลกระตุ้นศก.แค่ชั่วคราว ระยะยาวอยากเห็นแก้น้ำท่วม-ภัยแล้ง : อินโฟเควสท์

    ดุสิตโพล เผยคนมองนโยบายรัฐบาลกระตุ้นศก.แค่ชั่วคราว ระยะยาวอยากเห็นแก้น้ำท่วม-ภัยแล้ง : อินโฟเควสท์

    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “นโยบายเศรษฐกิจแบบแจก ช่วยจริง หรือแค่ชั่วคราว”

    อันดับ ความคิดเห็น ร้อยละ
    1 เน้นแจกเงินหรือช่วยเฉพาะหน้า 29.51%
    2 ยังไม่เห็นแนวทางที่ชัดเจน 28.26%
    3 ทั้งแจกและพัฒนาไปพร้อมกัน 21.86%
    4 สร้างงานและเพิ่มรายได้ในระยะยาว 20.37%
    อันดับ ประเด็น ร้อยละ
    1 ลงทุนจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วม ภัยแล้ง 53.72%
    2 พัฒนาอาชีพ สร้างรายได้ระยะยาว 51.96%
    3 ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน กระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวม 49.37%
    อันดับ แนวทางแก้ไข ร้อยละ
    1 จัดทำแผนบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการระดับประเทศ 67.17%
    2 ลงทุนสร้างระบบป้องกันน้ำท่วมระยะยาว เช่น เขื่อน แก้มลิง บายพาสน้ำ 58.23%
    3 ฟื้นฟูอาชีพและเศรษฐกิจในพื้นที่น้ำท่วมหลังน้ำลด 54.05%

    ทั้งนี้ ผลสำรวจดังกล่าว มาจากความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 1,203 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 7-10 ตุลาคม 2568

    น.ส.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลสำรวจชี้ว่าประชาชนมองนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทินเป็น การ “เยียวยาเฉพาะหน้า” แม้จะบรรเทาความเดือดร้อนได้บ้าง แต่ยังต้องการให้รัฐบาลวางแผนแก้ปัญหาระยะยาว โดยเฉพาะ “ปัญหา น้ำท่วม” ที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจฐานราก

    เมื่อถามถึงความเชื่อมั่นต่อการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ แม้พรรคภูมิใจไทยจะนำมาในการสำรวจครั้งนี้ แต่ก็เป็นความคาดหวังต่อ รัฐบาลโดยตรง และส่วนหนึ่งก็ยังคงไม่มั่นใจในพรรคการเมืองใดอย่างชัดเจน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/536665&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0eATqT80uUAGRt438SbhB6

  • ลงทะเบียนร้านค้า คนละครึ่ง 2568 รายเก่า – ใหม่ เช็กเงื่อนไขดูเลย

    ลงทะเบียนร้านค้า คนละครึ่ง 2568 รายเก่า – ใหม่ เช็กเงื่อนไขดูเลย

    ลงทะเบียนร้านค้า คนละครึ่ง 2568 รายเก่า – ใหม่ “ฐานเศรษฐกิจ” เกาะติดโครงการคนละครึ่งพลัส เมื่อพลิกไปดูตารางการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส กลุ่มแรกที่ได้รับสิทธิลงทะเบียนเป็นอันดับแรก คือ กลุ่มร้านค้าทั่วไปทั้งรายเก่า และ รายใหม่ โดย www.คนละครึ่งพลัส.com กำหนดให้ร้านค้าทั่วไปรายใหม่ เปิดลงทะเบียนตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม – 19 ธันวาคม 2568

    ส่วนร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งเฟส 5 และ ผ่านเกณฑ์ : ไม่ต้องลงทะเบียน (แค่เพียงอัปเดต แอปฯถุงเงิน และ กดยอมรับเงื่อนไขเท่านั้น)

    เช็กเงื่อนไขร้านค้าคนละครึ่งเฟส 5 และ ผ่านเกณฑ์ ไม่ต้องลงทะเบียน ทำตามขั้นตอนดังนี้

    • อัปเดตแอปฯถุงเงิน เป็นเวอร์ชันล่าสุด
    • กดยอมรับเงื่อนไขโครงการ ที่รูปโครงการคนละครึ่งพลัส

    ร้านค้าที่ยังไม่เคยเข้าร่วมโครงการ

    ขั้นตอนการลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ

    1. สมัครเป็น ร้านค้าถุงเงิน

    2. เตรียมเอกสารดังนี้

    ㆍบัญชีธนาคารกรุงไทย

    ㆍบัตรประชาชน

    ㆍ รูปถ่ายร้านค้าที่มีเจ้าของขณะกำลังประกอบกิจการ

    3. กรอกแบบฟอร์มและยื่นเอกสาร

    กรณีเป็นร้านที่ต้องได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ”

    • ดาวน์โหลดและกรอก แบบฟอร์มสมัครร้านค้า สำหรับกระทรวงมหาดไทย/กทม.
    • เจ้าหน้าที่รัฐยืนยันการประกอบกิจการ
    • ยื่นแบบฟอร์มที่ได้รับการยืนยันแล้ว พร้อมเอกสาร ที่จุดตั้งบูธหรือสาขาธนาคารกรุงไทย

    กรณีเป็นร้านที่ต้องตรวจสอบคุณสมบัติเฉพาะ”

    •  ดาวน์โหลดและกรอก แบบฟอร์มสมัครร้านค้า สำหรับเจ้าหน้าที่กรุงไทย
    • ยื่นแบบฟอร์มได้ที่จุดตั้งบูธหรือสาขาธนาคารกรุงไทย

    ร้านค้าที่ยังไม่สมัครเป็นร้านค้าถุงเงิน

    สมัครได้ที่ ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขา หรือ www.ถุงเงินกรุงไทย.com (คลิกที่นี่)

    เช็กเงื่อนไขร้านค้าคนละครึ่งเฟส 5 และ ผ่านเกณฑ์ ไม่ต้องลงทะเบียน

    กลุ่มร้านค้าใหม่

    ร้านที่ต้องได้รับการยืนยันจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ

    เงื่อนไข : เป็นร้านค้าที่ต้องได้รับการยืนยันการประกอบกิจการจริงจากเจ้าหน้าที่ของรัฐของกระทรวงมหาดไทย/กทม.

    ร้านค้าบุคคลธรรมดา

    • ร้านอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป
    • ร้านค้า/บริการของวิสาหกิจชุมชน
    • ผู้ประกอบการรับจ้างขนส่งผู้โดยสาร เช่น สามล้อถีบ เป็นต้น
    • ร้านทำเล็บ ทำผม

    ร้านค้านิติบุคคล ร้านค้าที่ต้องยืนยันจากเจ้าหน้าที่ของรัฐ

    • ร้านค้า/บริการของวิสาหกิจชุมชน

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสร้านค้าเก่า - ใหม่ ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส

     ร้านที่ต้องตรวจสอบ คุณสมบัติเฉพาะ

    เงื่อนไข:   เป็นร้านค้าที่ต้องตรวจสอบใบอนุญาต หรือ ใบขับขี่สาธารณะหรือตรวจสอบข้อมูลกับ หน่วยงานของรัฐ

    ร้านค้าบุคคลธรรมดา

    • ร้านให้บริการนวด สปา
    • ผู้ประกอบการจนส่งสาธารณะ ได้แก่  แท็กซี่มิเตอร์ รถตู้โดยสารประจำทาง รถสองแถว รถยนต์สามล้อ รถจักรยานยนต์รับจ้าง

    ร้านค้านิติบุคคลธรรมดา

    ร้านค้านิติบุคคลขนาดเล็ก มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท (ยื่น ภ.ง.ด. 50 รอบบัญชี 67 ข้อมูล ณ 30 ก.ย. 68)

    • ขายอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป
    • ให้บริการนวด สปา ทำเล็บ  ทำผม
    • ให้บริการขนส่งสาธารณะ

    ร้านค้าของกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง.

    ที่มา:

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641200&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2MbsUAzpvypHWe9a1YWNXo

  • SECURE  ผู้นำอุตสาหกรรม Cybersecurity ดันงบโตทะลุเศรษฐกิจ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    SECURE  ผู้นำอุตสาหกรรม Cybersecurity ดันงบโตทะลุเศรษฐกิจ – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น- SECURE โดยบล.หยวนต้า(ประเทศไทย) คาดกำไรปกติ Q3/68  ที่ 29.8 ล้านบาท (-11.5% QoQ, +6.8% YoY) กำไรปกติที่เติบโตได้ YoY แม้ฐานปีก่อนสูงมากและเศรษฐกิจโดยรวมอ่อนแอ สะท้อนความแข็งแกร่งของตลาด Cybersecurity
    เราคงประมาณการกำไรปกติปี 68-69  ที่ 128 ล้านบาท (+9% YoY) และ 140 ล้านบาท (+9%YoY)

    ปรับไปใช้ราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 69 ที่ 22.20 บาทต่อหุ้น อิง PER 16.4x (-1.OSD)  คงแนะนำ “ซื้อ” หุ้นซื้อขายบน PER26 ที่ 9.4 เท่า   หุ้นถูกมากหากพิจารณาว่าบริษัทฯ เป็นผู้นำในอุตสาหกรรมที่เติบโตได้อีกมากในประเทศไทยแถมด้วยเงินสดในงบดุลที่ 5.34 บาทต่อหุ้น

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/12/585768/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2f-0lu9v00BlDxti1dPb5c

  • “เกรียงศักดิ์” มอง “คนละครึ่งพลัส” เน้นผลความรู้สึก แนะรัฐบาลปรับแผนให้พุ่งเป้าหวังผลระยะยาว | TOPNEWS

    “เกรียงศักดิ์” มอง “คนละครึ่งพลัส” เน้นผลความรู้สึก แนะรัฐบาลปรับแผนให้พุ่งเป้าหวังผลระยะยาว | TOPNEWS

    “เกรียงศักดิ์” มอง “คนละครึ่งพลัส” เน้นผลความรู้สึก แนะรัฐบาลปรับแผนให้พุ่งเป้าหวังผลระยะยาว

    • เผยแพร่ : 11/10/2025 22:44

    “เกรียงศักดิ์” มอง “คนละครึ่งพลัส” เน้นผลความรู้สึก แนะรัฐบาลปรับแผนให้พุ่งเป้าหวังผลระยะยาว

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ (ดร.แดน) ประธานสถาบันการสร้างชาติ นักวิชาการอาวุโสมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด กล่าวถึง นโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ว่า เป็นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ยกนโยบาย “คนละครึ่ง” ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ์มาปรับใช้ ซึ่งประกาศเป็นนโยบายเรือธงเรื่องแรก เนื่องจากรัฐบาลไม่มีเวลามาก เพราะสถานการณ์ทางการเมืองอาจมีแนวโน้มจะยุบสภาก่อน 4 เดือน รัฐบาลจึงไม่มีทางเลือก จำเป็นต้องออกนโยบายที่ทำได้เร็วและทำให้คนรู้สึกว่าเศรษฐกิจดีขึ้นโดยเร็ว แม้ว่าจากการวิเคราะห์พบว่า มีผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยมาก โดยมีผลต่อจีดีพีเพียงร้อยละ 0.3 เท่านั้น

    ขณะเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบการใช้นโยบาย “คนละครึ่ง” ในสมัยพลเอกประยุทธ์ กับนโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ในยุคของนายกฯอนุทิน เป็นสถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน โดยสถานการณ์ในช่วงที่ใช้นโยบายนี้ อยู่ในช่วงที่ประเทศประสบกับปัญหาโควิด ในปี 2563 ซึ่งเศรษฐกิจหดตัวอย่างรุนแรง จีดีพีติดลบถึงร้อยละ 6.1 ต่อปี ภาคท่องเที่ยวหยุดนิ่งไม่มีนักท่องเที่ยว ธุรกิจปิดตัว คนตกงานจำนวนมาก และรายได้หดตัว

    ขณะที่สถานการณ์ในปี 2568 แม้ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวมาก โดยคาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวประมาณร้อยละ 1.8 และจีดีพีเศรษฐกิจไตรมาส 3 น่าจะติดลบ ส่วนปี 2569 ตัวเลขเศรษฐกิจน่าจะเติบโตเพียงร้อยละ 1 การกระตุ้นเศรษฐกิจมีความจำเป็น แต่ไม่จำเป็นมากเท่ากับช่วงโควิด ยิ่งไปกว่านั้น ผลลัพธ์ของโครงการคนละครึ่งกระตุ้นเศรษฐกิจได้น้อยมาก ประกอบกับความเชื่อมั่นและสภาพเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศค่อนข้างแย่ จึงไม่ง่ายที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ประเทศยังมีความเสี่ยงถูกดาวน์เกรดในปี 2570 และคาดการณ์ว่าหนี้สาธารณะจะชนเพดานที่ร้อยละ 70 ของจีดีพีอย่างแน่นอน หากนโยบายของทุกพรรคที่มาเป็นรัฐบาลเน้นนโยบายประชานิยม

    “ผมเข้าใจดีว่า รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งผลักดันนโยบายออกมาในเวลาสั้น ๆ ซึ่งการออกนโยบายคนละครึ่งพลัสก็ดีกว่าไม่ทำอะไรเลย แต่ก็อย่าไปฝากความหวังว่า จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นเพราะเป็นไปได้ยาก รวมทั้งยังอาจสร้างความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะแรงกดดันด้านหนี้สาธารณะ และการถูกลดเครดิต ซึ่งจะทำให้ต้นทุนทางการเงินของประเทศเพิ่มสูงขึ้น”

    ศ.ดร.เกรียงศักดิ์ เสนอแนะรัฐบาลว่า การทำให้คนละครึ่งพลัสได้ผล หรือนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกระดับ ควรทำแบบพุ่งเป้า โดยแจกเงินกับกลุ่มคนที่มีผลทวีคูณทางเศรษฐกิจ หรือพุ่งเป้าไปที่หมวดสินค้าบางชนิดที่มีผลลัพธ์สูง จะมีผลกระแทกตัวเลขเศรษฐกิจได้แรง ซึ่งต้องมีการกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด นอกจากนี้ยังมีคำแนะนำถึงประชาชนว่า ในช่วงที่เศรษฐกิจตกต่ำ เมื่อรัฐบาลมีการกระตุ้นให้นำเงินออกมาใช้เพื่อจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นโดยเร็ว แม้เป็นการช่วยรัฐบาล แต่บางกรณีอาจเป็นการใช้จ่ายในส่วนที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นประชาชนควรระวังการใช้จ่ายโดยไม่จำเป็น เพราะแนวโน้มเศรษฐกิจจะแย่ไปอีกระยะหนึ่ง จึงต้องวางแผนการเงินให้รอบคอบ

    SOCAIL 16-9 copy

    SOCAIL 16-9 copy

    น้ำตกรวงทอง​ลึกลับ​ กลางเทือกเขาโบสถ์​ ที่ไม่มีคนนอกรู้นอกจากคนท้องถิ่น​ สวยมาก​ ​ธรรมชาติ​ สุดๆ

    เชียงใหม่ นักเรียนวัฒโนฯ เปิดประสบการณ์นอกห้องเรียน เรียนรู้ภาษาและประวัติศาสตร์ไทย

    ทีมนักกีฬารักบี้ฟุตบอล จ.เชียงราย เข้าร่วมแข่งขันรักบี้ฟุตบอล7 คน ชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทย

    “ยาย” สุดเศร้า “หลานสาว” วัย 10 ขวบ ถูกไฟช็อตดับคาห้อง หลังใช้ไดร์เป่าผม เชื่อสินค้าไม่ได้มาตรฐาน

    นายกฯอนุทิน โพสต์ซึ้ง ขอบคุณ ปชช.นำอาหารมาให้ สัญญาจะรักษาประโยชน์ชาติ-ประชาชนจนสุดชีวิต

    ทหารสกัดจับแก๊งนำพา คนไทย 8 ชีวิต หวังไปทำงานแอดมิน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1352714&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tC5hcUy3GGq5cS1J60Bmr

  • นิด้าโพลเผยคนไทยสับสนบัตรลงคะแนน 4 ใบ

    นิด้าโพลเผยคนไทยสับสนบัตรลงคะแนน 4 ใบ

    12 ต.ค. 2568   ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒน บริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “บัตรลงคะแนน 4 ใบ 6 คำถาม จะไหวไหมทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7-9 ตุลาคม 2568 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อบัตรลงคะแนนเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า

    การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

    จากการสำรวจเมื่อถามความสับสนเกี่ยวกับบัตรลงคะแนน 4 ใบ รวม 6 คำถาม (บัตรเลือก สส. ระบบเขตเลือกตั้งหนึ่งใบ; บัตรเลือก สส. ระบบบัญชีรายชื่อหนึ่งใบ; บัตรลงคะแนนประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญหนึ่งใบ สองข้อ;  บัตรลงคะแนนประชามติเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 หนึ่งใบ สองข้อ) ในการเลือกตั้งครั้งหน้าของประชาชนทั่วไป พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 48.55 ระบุว่า สับสนมาก รองลงมา ร้อยละ 30.61 ระบุว่า ค่อนข้างสับสน ร้อยละ 11.99 ระบุว่า ไม่สับสนเลย และร้อยละ 8.85 ระบุว่า ไม่ค่อยสับสน

    ด้านความสับสนเกี่ยวกับบัตรลงคะแนน 4 ใบ รวม 6 คำถาม ในการเลือกตั้งครั้งหน้าของตนเอง พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 34.73 ระบุว่า ไม่สับสนเลย รองลงมา ร้อยละ 26.80 ระบุว่า สับสนมาก ร้อยละ 23.36 ระบุว่า ค่อนข้างสับสน และร้อยละ 15.11 ระบุว่า ไม่ค่อยสับสน

    สำหรับความเพียงพอของระยะเวลา 4 เดือน ภายใต้รัฐบาลนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ในการเตรียมความพร้อมเลือกตั้งและสร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงการยกเลิก MOU 4และ MOU 44 พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 30.23 ระบุว่า ไม่เพียงพอเลย รองลงมา ร้อยละ 24.43 ระบุว่า เพียงพอแน่นอร้อยละ 22.14 ระบุว่า ค่อนข้างเพียงพอ ร้อยละ 20.53 ระบุว่า ไม่ค่อยเพียงพอ และร้อยละ 2.67 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อการจัดให้มีการเลือกตั้ง สส. การทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ และการทำประชามติยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ในวันเดียวกัน พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 49.16 ระบุว่า เห็นด้วยที่จะมีการดำเนินการทั้งหมดในวันเดียวกัน รองลงมา ร้อยละ 26.11 ระบุว่า ควรแยกการดำเนินทั้งสามเรื่องเป็นคนละวันกัน ร้อยละ 12.60 ระบุว่า ควรแยกเฉพาะการลงคะแนนเลือกตั้ง สส. ออกไปอีกวัน ร้อยละ 5.42 ระบุว่า ควรแยกเฉพาะการทำประชามติเรื่องการยกเลิก MOU 43 และ MOU 44 ออกไปอีกวัน ร้อยละ 3.89 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ และร้อยละ 2.82 ระบุว่า ควรแยกเฉพาะการทำประชามติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ออกไปอีกวัน
               

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/hi-light/877419/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2Zut9lnoYrcgH7J4gXcGoG