Blog

  • “อนุทิน” ตอบ”พิธา”กมธ.สภากำลังศึกษายกเลิก MOU 43-44

    “อนุทิน” ตอบ”พิธา”กมธ.สภากำลังศึกษายกเลิก MOU 43-44

    ข่าว

    11 ตุลาคม 2025 – 11:06

    Featured Image

    “อนุทิน” ย้ำ กมธ.สภา กำลังศึกษายกเลิก MOU 43-44 หลัง “พิธา” ถาม เหตุใดใช้กลไกสภาไม่ได้ ขอรอฟังข้อสรุปแล้วค่อยพิจารณาทีหลัง

    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มาดไทย กล่าวถึงกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่าเหตุใดจึงใช้กลไกของรัฐสภา ไม่ได้ในการยกเลิก MOU 43-44 โดยระบุว่า ขณะนี้รัฐสภากำลังศึกษาอยู่ ทั้ง 2 สภา

    เมื่อถามว่า จริงๆแล้วสามารถใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเลิกได้เลยใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างต้องมีขั้นตอน

    เมื่อถามต่อว่า ต้องรอข้อสรุปของกรรมาธิการใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ในเมื่อกรรมาธิการทั้ง 2 สภา ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรกำลังศึกษาอยู่ เราก็รอฟังผลการศึกษา

    เมื่อถามว่า หากผลออกมาเป็นทางบวกกับประเทศไทยมีโอกาสไม่ต้องทำประชามติใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รอให้ผลการศึกษาออกมาก่อน แล้วค่อยมาพิจารณาร่วมกัน

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Twitter : https://twitter.com/innnews

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_947253/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1erP7aR2rJmqsGc4uL7ld4

  • ผู้นำธุรกิจทุ่มแสนล้าน ดันไทยสู่ Net Zero ปี 2593 ขับเคลื่อนอนาคตด้วย “ความยั่งยืน”

    ผู้นำธุรกิจทุ่มแสนล้าน ดันไทยสู่ Net Zero ปี 2593 ขับเคลื่อนอนาคตด้วย “ความยั่งยืน”


    ภาคเอกชนจับมือทุกภาคส่วน สร้างโมเดลเศรษฐกิจใหม่ มุ่งลดคาร์บอน-เพิ่มขีดแข่งขันระยะยาว ใช้ “ความยั่งยืน” เป็นกลยุทธ์หลักฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจโลก

    งานสัมมนา Future Forum 2025: The Great Transformation จัดโดย สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) ผู้นำองค์กรชั้นนำทั้งภาคอุตสาหกรรม การเงิน และธุรกิจบริการต่างแสดงจุดยืนร่วมกันว่า “ความยั่งยืนคือหัวใจสำคัญของการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย” ท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และภัยจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    “Reinvent Thailand” โมเดลร่วมสร้างอนาคตยั่งยืน

    นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เน้นว่า การขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ผ่านแพลตฟอร์ม “Reinvent Thailand” โดยภาคเอกชนต้องเป็นแกนหลักในการเปลี่ยนแปลง ปรับโครงสร้างธุรกิจ พัฒนาเทคโนโลยีและบุคลากร ขณะที่ภาครัฐควรสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน และภาคการเงินต้องสนับสนุนสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม เพื่อช่วยธุรกิจขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย Net Zero

    ศาสตร์และศิลป์ของ “ความยั่งยืน”

    นางต้องใจ ธนะชานันท์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ไทยเบฟเวอเรจ กล่าวว่า ความยั่งยืนไม่ใช่แค่เรื่องเทคนิคหรือวิทยาศาสตร์ แต่คือ “ศิลปะในการเข้าใจผู้คน” โดยเฉพาะเมื่อปัญหาสภาพภูมิอากาศกระทบชีวิตประชาชนโดยตรง จึงต้องใช้ทั้งเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหา และการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและแรงสนับสนุนจากทุกภาคส่วน

    ทุ่มงบแสนล้าน ขับเคลื่อนสู่ Net Zero ปี 2593

    องค์กรชั้นนำต่างเดินหน้าลงทุนมหาศาลเพื่อเป้าหมาย Net Zero:

    • ปตท. ทุ่มกว่า 33,000 ล้านบาท พัฒนาเทคโนโลยีและ AI ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมลงทุนอีก 10,000 ล้านบาท ในโครงการ Carbon Capture and Storage (CCS) ที่แหล่งก๊าซฯ อาทิตย์ เพื่อกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ล้านตันภายในปี 2571

    • ไทยพาณิชย์ (SCBX) ตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อ 150,000 ล้านบาท (ปี 2566-2568) ให้ธุรกิจลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมสิทธิประโยชน์ทางการเงินสำหรับธุรกิจสีเขียว

    • SCG ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแล้ว 20% ตั้งเป้า Net Zero ภายในปี 2593 พร้อมพัฒนาผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ และผลักดันมาตรฐานอุตสาหกรรมใหม่

    • PTTGC หนึ่งในผู้ผลิตพลาสติกรีไซเคิลรายใหญ่ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งเป้าลดคาร์บอน 20% ภายในปี 2573 พร้อมต่อยอดธุรกิจใหม่ เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน (SAF) จากน้ำมันใช้แล้ว

    ก้าวข้ามเป้าหมายธุรกิจ สู่การสร้างคุณค่าให้สังคม

    ผู้บริหารจาก ธนาคารกสิกรไทย และ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ สะท้อนทิศทางใหม่ขององค์กร ที่ขยับจาก “การแสวงหากำไร” มาสู่ “การสร้างคุณค่า” ผ่านการใช้เทคโนโลยี AI การลงทุนในนวัตกรรม และความใส่ใจในผลกระทบทางสังคม โดยเฉพาะในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับชีวิตผู้คน เช่น การแพทย์และการดูแลสุขภาพ

    การเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนในครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การ “ลดคาร์บอน” แต่คือการ ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ ที่เน้นความร่วมมือข้ามภาคส่วน เทคโนโลยี นวัตกรรม และความเข้าใจในมิติทางสังคม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

    “Net Zero ไม่ใช่แค่เป้าหมาย แต่คือใบเบิกทางสู่โลกธุรกิจยุคใหม่ ที่ต้องอาศัยทั้งมิตรภาพ และความยั่งยืน” – ข้อสรุปจากเวที Future Forum 2025

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36381&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37fSsddUSFwN_ltoPu6TG0

  • ครู ตชด. :: การเรียนรู้ของเด็ก ๆ นั้น สำคัญไม่แพ้อธิปไตยของชาติ

    ครู ตชด. :: การเรียนรู้ของเด็ก ๆ นั้น สำคัญไม่แพ้อธิปไตยของชาติ

    ครู ตชด. :: การเรียนรู้ของเด็ก ๆ นั้น สำคัญไม่แพ้อธิปไตยของชาติ


    12/10/2568 | 5 |

    ครู ตชด. ผู้สร้างแสงสว่างในแดนไกล: มากกว่าการสอนหนังสือ คือการสร้างอนาคต

    ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร และเสี่ยงภัยของประเทศไทย ที่ถนนหนทางยังเข้าไม่ถึง แสงไฟจากหลอดไฟอาจยังเป็นสิ่งแปลกใหม่ แต่กลับมีดวงประทีปแห่งความรู้ที่ส่องสว่างนำทางเด็ก ๆ นั่นคือ “ครูตำรวจตระเวนชายแดน” (ครู ตชด.) ผู้ที่ไม่ได้มีแค่หน้าที่ปกป้องอธิปไตย แต่ยังเป็นผู้มอบโอกาสทางการศึกษา สร้างอนาคต และหัวใจที่เปี่ยมด้วยความหวังให้กับเยาวชนในถิ่นทุรกันดาร

    ” โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนแห่งแรกก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2499 ตั้งขึ้นเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงตามแนวชายแดน ซึ่งเป็นพื้นที่ทุรกันดาร โดยใช้วิธีการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก ซึ่งการให้การศึกษาถือเป็นการสร้างให้เป็นพลเมืองที่ดี และเป็นกำลังพัฒนาให้ชาติต่อไปในอนาคต โดยมีจุดเริ่มต้นจากพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ โดยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีทรงเป็นผู้อุปถัมภ์หลักในช่วงแรก และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสืบสานและพัฒนางานโรงเรียนอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน “

    เมื่อพูดถึงตำรวจตระเวนชายแดน หลายคนจะนึกถึงภาพเจ้าหน้าที่ในชุดเครื่องแบบ ที่ถือปืน คอยลาดตระเวนรักษาความปลอดภัยตามแนวชายแดน แต่ในอีกด้านหนึ่ง ภาพของ “ครู ตชด.” คือภาพของชายหญิงในเครื่องแบบ ที่ยืนอยู่หน้ากระดานดำ ถือชอล์ก และสอนหนังสือเด็ก ๆ ในโรงเรียนที่อาจเป็นเพียงอาคารไม้เล็ก ๆ กลางป่าเขา

    พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่ครูที่ถ่ายทอดความรู้ตามตำรา แต่ยังเป็น:

    • ผู้ปกป้อง: เป็นผู้ที่คุ้มครองความปลอดภัยให้เด็ก ๆ และชุมชนจากภัยคุกคามต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นยาเสพติด การค้ามนุษย์ หรือการแทรกซึมจากผู้ไม่หวังดี
    • ผู้พัฒนา: เป็นผู้ที่เข้ามาช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กและชุมชนในทุกมิติ ทั้งสุขอนามัย โภชนาการ และอาชีพเสริม
    • ผู้สร้างแรงบันดาลใจ: เป็นแบบอย่างของการทำความดี ความเสียสละ และความอดทน ให้เด็ก ๆ ได้เห็นและซึมซับ

    ความเสียสละที่ยิ่งใหญ่ในพื้นที่ห่างไกล : เบื้องหลังการสอนหนังสือของครู ตชด. คือ “ความเสียสละ” อันยิ่งใหญ่ที่หลายคนอาจมองไม่เห็น พวกเขาเลือกที่จะทิ้งความสะดวกสบายในเมือง สละเวลาส่วนตัว และความสุขกับครอบครัว เพื่อมาใช้ชีวิตในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยความท้าทาย

    • ความท้าทายด้านภูมิศาสตร์: หลายโรงเรียนตั้งอยู่ในถิ่นทุรกันดาร การเดินทางยากลำบาก ไม่มีไฟฟ้า ไม่มีน้ำประปา ครู ตชด. ต้องปรับตัวและใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากสังคมเมืองโดยสิ้นเชิง
    • ความเสี่ยงภัยจากสถานการณ์ชายแดน: ในบางพื้นที่ ยังคงมีภัยคุกคามจากผู้ไม่หวังดี หรือกลุ่มผู้กระทำผิดกฎหมาย ครู ตชด. ต้องแบกรับความเสี่ยงภัยนี้ไปพร้อมกับการทำหน้าที่ครู ซึ่งต้องอาศัยความกล้าหาญและความเข้มแข็งทางจิตใจอย่างสูง
    • การอุทิศตนเพื่ออนาคตของเด็ก: พวกเขาไม่ได้สอนเพียงแค่วิชาการ แต่ต้องเป็นทั้งพ่อ แม่ พี่เลี้ยง และเพื่อนของเด็ก ๆ คอยดูแลเอาใจใส่ ให้คำปรึกษา และสร้างขวัญกำลังใจ เพื่อให้เด็กเหล่านั้นรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัยราวกับอยู่บ้านของตนเอง การอุทิศตนนี้คือหัวใจสำคัญที่ทำให้เด็กๆ ได้รับการพัฒนาอย่างรอบด้าน

    ผลลัพธ์อันยิ่งใหญ่จากการสอนของครู ตชด. การสอนหนังสือของครู ตชด. ส่งผลดีอย่างมหาศาล ซึ่งอาจมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่ส่งผลต่ออนาคตของชาติในระยะยาว:

    1. จุดประกายความรู้และโอกาส: เด็กในพื้นที่ห่างไกลจำนวนมากขาดโอกาสในการเข้าถึงการศึกษา ครู ตชด. ได้นำพาความรู้เข้าไปถึงพวกเขา ทำให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ ได้อ่านออกเขียนได้ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการประกอบอาชีพและดำรงชีวิต
    2. ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียม: การที่เด็กทุกคนไม่ว่าจะอยู่แห่งหนใด ได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่าเทียมกัน เป็นการลดช่องว่างและความเหลื่อมล้ำในสังคม ทำให้พวกเขามีโอกาสเติบโตเป็นพลเมืองที่ดีและมีคุณภาพ
    3. สร้างความมั่นคงในพื้นที่: เมื่อเด็กได้รับการศึกษา ชุมชนมีความรู้ความเข้าใจ ก็จะสามารถป้องกันตนเองจากภัยคุกคามต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ลดโอกาสที่พวกเขาจะถูกชักจูงไปในทางที่ผิด และยังเป็นการเสริมสร้างความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนให้เข้มแข็ง
    4. ปลูกฝังคุณธรรมและจริยธรรม: นอกจากความรู้ทางวิชาการแล้ว ครู ตชด. ยังได้ปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม ความรักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความสามัคคีให้แก่เด็ก ๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างพลเมืองที่ดี
    5. เป็นสะพานเชื่อมระหว่างรัฐกับประชาชน: การที่ครู ตชด. เข้าไปใช้ชีวิตและทำงานร่วมกับชุมชนในพื้นที่ห่างไกล ทำให้เกิดความเข้าใจ ความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างภาครัฐกับประชาชน เป็นการสร้างความผูกพันและเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดี

    จงตระหนักไว้ว่า ทุกครั้งที่ครู ตชด. ยืนอยู่หน้าชั้นเรียนในโรงเรียนเล็ก ๆ กลางป่าเขา ไม่ได้มีแค่ตัวอักษรและตัวเลขที่ถูกถ่ายทอด แต่ยังมีหัวใจที่เปี่ยมด้วยความเสียสละ ความรัก และความมุ่งมั่นที่จะเห็นเด็ก ๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดี มีคุณภาพ และเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติบ้านเมืองต่อไปในอนาคต


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/31/iid/431048&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ls0Xaj7Gy8oKcKGFgEcG-

  • คุณภาพวิจัย-นานาชาติ! มฟล. อันดับ 1 ของไทย 6 ปีซ้อน ขยับสู่ Top 1200 โลก

    คุณภาพวิจัย-นานาชาติ! มฟล. อันดับ 1 ของไทย 6 ปีซ้อน ขยับสู่ Top 1200 โลก

    มฟล. ผงาดเวทีโลก คว้า “ดับเบิลแชมป์ไทย” ด้านคุณภาพงานวิจัย–ความเป็นนานาชาติ ขยับกลุ่ม 1001–1200 ของโลก ตอกย้ำเชียงรายสู่ศูนย์กลางวิชาการนานาชาติ

    เชียงราย, 11 ตุลาคม 2568 — เช้าวันฝนพรำที่ดอยแม่ฟ้าหลวง ลมหอบกลิ่นดินชื้นพัดผ่านสวนสวยและอาคารเรียนทรงร่วมสมัย นักศึกษาต่างชาติกลุ่มเล็กกำลังยืนถ่ายภาพกับชุดครุยจำลองหน้าป้ายมหาวิทยาลัย ขณะที่นักวิจัยรุ่นใหม่ผลัดกันหิ้วกล่องตัวอย่างขึ้นตึกทดลอง บนสันเขาที่ทอดยาวนี้ “เมืองมหาวิทยาลัย” กำลังขยับตัว—และในสัปดาห์นี้การขยับตัวนั้นก้องไกลไปถึงแวดวงอุดมศึกษาทั่วโลก เมื่อ Times Higher Education (THE) ประกาศผล THE World University Rankings 2026 ให้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ขึ้นไปอยู่ในช่วง 1001–1200 ของโลก ขยับจากปีที่ผ่านมา และก้าวขึ้นเป็น อันดับ 4 ร่วมของประเทศไทย ในภาพรวม

    มากกว่าตัวเลขอันดับโลก สอง “คะแนนยุทธศาสตร์” ยืนยันความก้าวกระโดดของ มฟล. แบบมี “ฐาน” และ “ความต่อเนื่อง” คือ
    (1) Research Qualityอันดับ 1 ของประเทศ คะแนน 61.4 พุ่งจาก 49.3 และ
    (2) International Outlookอันดับ 1 ของไทย ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 คะแนน 64.1 เพิ่มจาก 58.2

    ทั้งสองแกนชี้ชัดว่า มฟล. มิได้เพียง “สวยงาม” ในเชิงภูมิทัศน์ หาก “เข้มแข็ง” ในระบบวิจัยและเครือข่ายนานาชาติที่ปลี่ยนเป็น “ทุนเชิงยุทธศาสตร์” ของจังหวัดเชียงรายและภาคเหนือ

    “การเติบโตของคะแนน ‘คุณภาพงานวิจัย’ สะท้อนการยกระดับมาตรฐานเชิงวิชาการที่วัดผลได้ และการครองที่หนึ่งด้าน ‘ความเป็นนานาชาติ’ ต่อเนื่องหลายปี คือหลักฐานของโครงข่ายความร่วมมือที่ขยายตัวจริง” — ความเห็นเชิงวิเคราะห์จากแหล่งวิชาการในพื้นที่

    เมื่อคะแนนไม่ใช่แค่คะแนน สัญญะของ “คุณภาพงานวิจัย” และ “ความเป็นนานาชาติ”

    การจัดอันดับของ THE วัดสมรรถนะหลักผ่าน 5 เสาหลัก ได้แก่ Teaching, Research Environment, Research Quality, International Outlook, และ Industry (การเชื่อมกับภาคอุตสาหกรรม) ในมิตินี้ การที่ มฟล. ครองที่หนึ่งของไทยด้าน Research Quality พร้อมกับยืนหนึ่งด้าน International Outlook ต่อเนื่อง สื่อถึงสองพลังคู่ขนาน

    1. คุณภาพงานวิจัย—ไม่ใช่แค่จำนวนบทความ แต่รวมถึงผลกระทบเชิงวิชาการ (citation/field-weighted impact) ความเข้มแข็งของ peer recognition และมาตรฐานการตีพิมพ์ที่สม่ำเสมอ การขยับจาก 49.3 เป็น 61.4 คะแนน ภายในรอบปี คือการไต่ระดับที่ต้องมี “ฐานข้อมูล–ฐานคน–ฐานห้องปฏิบัติการ” รองรับ
    2. ความเป็นนานาชาติ—สะท้อนความร่วมมือข้ามพรมแดนในมิติการร่วมวิจัย (co-publication) ความหลากหลายของคณาจารย์–นักศึกษา การเคลื่อนย้ายนักวิชาการ และศักยภาพการดึงดูดทุนวิจัยต่างประเทศ คะแนนที่เพิ่มจาก 58.2 เป็น 64.1 พร้อมสถิติ อันดับ 1 ของไทย 6 ปีซ้อน คือหลักฐานของเครือข่ายที่หนาแน่นขึ้น ไม่ใช่ความสำเร็จเฉพาะกิจ

    หากพิจารณาเชิงระบบ การขยับจากช่วง 1201–1500 ไปสู่ 1001–1200 ในปี 2026 (ในบริบทที่ THE จัดอันดับมหาวิทยาลัยทั่วโลก 2,191 แห่ง จาก 115 ประเทศ) แปลว่า มฟล. แข่งขันได้ในสนามที่ “แน่นขึ้นและยากขึ้น” กว่าทุกปี—การติด “ดับเบิลแชมป์ไทย” จึงให้สัญญะว่า “เชียงราย” ไม่ได้เป็นแค่เมืองปลายทางท่องเที่ยว แต่กำลังก้าวเป็น เมืองฐานความรู้” ในเชิงปฏิบัติ

    เชียงรายในแผนที่อุดมศึกษาโลก เมื่อ “ภูมิศาสตร์ชายแดน” กลายเป็น “จุดยุทธศาสตร์ความรู้”

    ผลการจัดอันดับมาถึงพร้อมข่าวใหญ่อีกชิ้น เชียงราย ถูกเลือกเป็นเจ้าภาพประชุมวิชาการนานาชาติ APACPH Conference ครั้งที่ 56 (4–7 พ.ย. 2568) ของ สมาพันธ์วิชาการสาธารณสุขภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งหมายความว่า เมืองมหาวิทยาลัยบนภูเขาแห่งนี้จะต้อนรับผู้เชี่ยวชาญสาธารณสุขจากทั่วภูมิภาค ในหัวข้อ “ความท้าทายด้านสาธารณสุขในโลกที่มีการหยุดชะงัก”

    ในแง่เศรษฐกิจฐานความรู้ (knowledge-based economy) และงานประชุมสัมมนานานาชาติ (MICE) การมี มหาวิทยาลัยที่มีอันดับโลกขยับขึ้น และ ถือธงความเป็นนานาชาติ เป็นตัวดึงดูดสำคัญทั้งวิทยากร–ทุนวิจัย–ผู้เข้าร่วมระดับผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งท้ายที่สุดจะเปลี่ยนเป็น การจับจ่าย–การจ้างงาน–และชื่อเสียงเมือง ในระยะกลาง–ยาว

    ทำไม “Research Quality” ถึงสำคัญต่อจังหวัด?

    ในระดับมหภาค “คุณภาพงานวิจัย” คือสมการที่แปลงเป็น ทุนทางปัญญา–นวัตกรรม–และอุตสาหกรรมใหม่ ได้จริง ยิ่งในพื้นที่ชายแดนที่มีเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เกษตรมูลค่าสูง ชีวเวชภัณฑ์ และ BCG เป็นโอกาส มฟล. ที่มีคะแนนวิจัยขยับเด่นจึงเป็น “เข็มทิศ” ให้จังหวัดจัดวางยุทธศาสตร์ จับคู่ ห้องปฏิบัติการ–ศูนย์วิจัย–สตาร์ทอัพ–ผู้ประกอบการท้องถิ่น

    • เกษตร–อาหาร–สุขภาพ งานวิจัยด้านสมุนไพร การแปรรูปอาหารฟังก์ชัน การแพทย์แม่นยำ และสาธารณสุขชายแดน สามารถเชื่อมกับห่วงโซ่คุณค่าในพื้นที่
    • ท่องเที่ยวคุณภาพสูง ความเชี่ยวชาญด้านสุขภาพ/สิ่งแวดล้อม ช่วยเพิ่มมาตรฐาน “ปลายทางสุขภาพ–ธรรมชาติ–วัฒนธรรม” ของเชียงรายให้ต่างชาติมั่นใจ
    • ความร่วมมือ GMS ฐานวิชาการนานาชาติของ มฟล. ทำให้เชียงรายเป็นจุดนัดหมายใหม่ของนักวิจัย–ผู้กำหนดนโยบายในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

    ตัวเลขที่เล่าเรื่อง จากคะแนน…สู่ความหมายเชิงระบบ

    • กลุ่มอันดับโลกของ มฟล.: จาก 1201–1500 (ปีก่อน) → 1001–1200 (ปี 2026)
    • อันดับในไทย (รวม): อันดับ 4 ร่วม (ในบรรดา 21 สถาบัน ที่ติดอันดับปีนี้)
    • Research Quality: ที่ 1 ของไทย คะแนน 61.4 (↑ จาก 49.3)
    • International Outlook: ที่ 1 ของไทย ต่อเนื่องปีที่ 6 คะแนน 64.1 (↑ จาก 58.2)
    • กรอบการแข่งขันโลก: มหาวิทยาลัยที่ได้รับการจัดอันดับ 2,191 แห่ง จาก 115 ประเทศ

    ตัวเลขเหล่านี้แปลว่าอะไร? ในภาษาที่เข้าใจง่าย—งานวิจัยของ มฟล. ถูกอ่าน อ้างอิง และยอมรับมากขึ้น ในขณะที่ ความสัมพันธ์กับโลกภายนอกแน่นแฟ้นขึ้น ทำให้การชวน “พันธมิตรต่างชาติ” มาร่วมทดลอง–ลงทุน–หรือเปิดหลักสูตรร่วม มีโอกาสสำเร็จมากขึ้น และนี่เองคือ “ทุนมองไม่เห็น” ที่เมืองมหาวิทยาลัยต้องใช้เป็นคันโยก

    เสียงสะท้อนจากพื้นที่ นักศึกษาต่างชาติ–อาจารย์–ผู้ประกอบการท้องถิ่น

    แม้รายงานอันดับไม่ได้รวบรวมคำให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ แต่สัญญาณในพื้นที่สะท้อนคล้ายกัน—นักศึกษาต่างชาติ ให้ความสนใจหลักสูตรที่บูรณาการ “สุขภาพ–ความยั่งยืน–ธุรกิจ” มากขึ้น ขณะที่ อาจารย์–นักวิจัย เห็นโอกาสยื่นทุนข้ามพรมแดนชัดเจนขึ้น เช่น กองทุนวิจัยร่วมในอาเซียนและ GMS ส่วน ผู้ประกอบการท้องถิ่น เริ่มจับมือมหาวิทยาลัยพัฒนาผลิตภัณฑ์สุขภาพ–อาหารพื้นถิ่นมูลค่าสูง เพื่อสร้างแบรนด์สู่ตลาดนักท่องเที่ยวคุณภาพ

    จากวิสัยทัศน์สู่สนามจริง “The University for Well-being and Sustainable Future”

    คำประกาศวิสัยทัศน์ของ มฟล.—“The University for Well-being and Sustainable Future”—มองเผินๆ อาจเป็นเพียงถ้อยคำสวยงาม แต่เมื่อเทียบกับคะแนนที่พุ่งใน Research Quality และการครองเบอร์หนึ่งด้าน International Outlook ต่อเนื่อง หลายโครงการของมหาวิทยาลัยเริ่มมี “ฟันเฟือง” ที่หมุนจริง เช่น

    • การบูรณาการทุนวิชาการกับทุนท้องถิ่น โครงการวิจัยที่ดึงผู้ประกอบการและชุมชนเข้ามาร่วมตั้งแต่ต้นทาง เพื่อให้ผลวิจัยต่อยอดได้จริง
    • จับมือภาคอุตสาหกรรม ยกระดับงานวิจัยสู่ผลิตภัณฑ์/บริการ เชื่อมโยงกับแนวทาง BCG (Bio–Circular–Green) ที่สอดคล้องกับภูมิประเทศเชียงราย
    • หลักสูตรสอดรับความยั่งยืน สอดแทรกประเด็นสุขภาพ–สิ่งแวดล้อม–ดิจิทัล เข้าในรายวิชา เพื่อผลิตบัณฑิตที่พร้อมตอบโจทย์ตลาดแรงงานสมัยใหม่

    APACPH 2025 เวทีพิสูจน์ “บทบาทชายแดน” ในสาธารณสุขโลก

    การที่ APACPH เลือกเชียงรายเป็นเจ้าภาพประชุมครั้งที่ 56 ภายใต้หัวข้อ “Public Health Challenges in a Disruptive World” ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ตำแหน่งที่ตั้งของเชียงราย—บรรจบเมียนมา–ลาว อยู่ในหัวใจอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง—ทำให้ประเด็น สุขภาพข้ามพรมแดน–ชนกลุ่มน้อย–ผู้อพยพ–ระบบสุขภาพชายแดน–ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ถูกหยิบขึ้นมาวางบนโต๊ะเจรจาโดยมี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เป็น “เวทีวิชาการกลาง” การมีอันดับและคะแนนที่สะท้อนศักยภาพด้านวิจัย–นานาชาติ จึงเป็น “ตราประทับความน่าเชื่อถือ” เพิ่มเติม

    ในทางปฏิบัติ เมืองเจ้าภาพอย่างเชียงรายต้องจัดการ โลจิสติกส์–ความปลอดภัย–การสื่อสารสองภาษา–โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ให้พร้อม การมีมหาวิทยาลัยที่คุ้นเคยกับความร่วมมือข้ามชาติอยู่แล้วช่วยลดแรงเสียดทานและยกระดับมาตรฐานงานประชุมโดยรวม

    เงื่อนไขความยั่งยืน จากปีแห่ง “ชัยชนะ” สู่ “ระบบที่ชนะต่อเนื่อง”

    คำถามสำคัญหลังเสียงปรบมือคือ “จะรักษา–และขยาย–ความสำเร็จอย่างไร” นักวิเคราะห์ชี้ 4 เงื่อนไขสำคัญ

    1. ทุนวิจัยที่ต่อเนื่องและพอเพียง คะแนน Research Quality จะทรุดเร็วหากแหล่งทุนสะดุด ต้องวางพอร์ตโฟลิโอทุนในประเทศ–ต่างประเทศที่หลากหลาย และใช้ระบบ guidance/mentoring ให้นักวิจัยรุ่นใหม่ยื่นขอทุนได้สำเร็จ
    2. คน–โครงสร้าง–อุปกรณ์ ห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน เครื่องมือซ่อมบำรุงเร็ว และการเติมคนรุ่นใหม่อย่างสม่ำเสมอ คือฐานที่ทำให้งานวิจัย “วิ่ง” ต่อ
    3. พันธมิตรนานาชาติที่ลึกขึ้น จาก MOU สู่ co-author และจาก co-author สู่ co-fund/co-lab—เอาความเป็นอันดับ 1 ด้านนานาชาติมาแปลงเป็นโครงการที่วัดผลได้
    4. การสื่อสารสาธารณะ ดึงผลวิจัยออกไปสู่สังคมและตลาด—สร้าง “วงจรศรัทธา” ให้คนเชียงรายเห็นว่างานวิจัยช่วยชีวิต–ช่วยอาชีพอย่างไร

    เมืองมหาวิทยาลัยที่ “จับต้องได้” เชียงรายในสายตานักลงทุนและนักวิจัยต่างชาติ

    ด้วยสนามบินนานาชาติและความพร้อมของเมือง (โรงแรม ศูนย์ประชุม โครงข่ายการเดินทาง) การประกาศอันดับ THE ปีนี้เป็น “สัญญาณเชิญชวน” อย่างไม่เป็นทางการสำหรับ บริษัทเทคโนโลยีสุขภาพ–อาหาร–ท่องเที่ยวคุณภาพ–ดิจิทัลคอนเทนต์ ที่มองหา “ฐานวิจัย–ทดลองตลาด–ทดสอบผลิตภัณฑ์” ในเมืองที่ค่าใช้จ่ายเหมาะสมและมีบุคลากรพร้อม เชียงราย–มฟล. จึงมีโอกาสก่อรูปเป็น เขตนวัตกรรมระดับภูมิภาค ที่อิงศาสตร์สุขภาพและความยั่งยืนได้จริง

    จากคะแนนบนกระดาษ…สู่การเปลี่ยนชีวิตผู้คนบนภูเขา

    ท้ายที่สุด การได้ “ดับเบิลแชมป์ไทย” ของ มฟล. ไม่ใช่เพียงกล่องเช็คในเอกสารรับรองคุณภาพ หากคือ จุดเริ่มต้นของการใช้มหาวิทยาลัย “ขับเคลื่อนเมือง”—เมื่อห้องทดลองเชื่อมกับไร่กาแฟ–ไร่ชา–ชุมชนบนดอย งานประชุมวิชาการนานาชาติเดินทางมาที่ชายแดน และนักศึกษาไทย–ต่างชาติร่วมกันสร้างนวัตกรรมเล็กๆ ทุกวัน เมืองมหาวิทยาลัยบนสันเขาแห่งนี้จะค่อยๆ สะสม “ทุนความเชื่อมั่น” จนกลายเป็น ศูนย์กลางวิชาการระดับสากลของภาคเหนือ อย่างสมบูรณ์

    ปีนี้ มฟล. ได้พิสูจน์ว่าคะแนนวิจัยและความเป็นนานาชาติ “แปล” เป็นความหมายที่จับต้องได้แล้ว ขั้นต่อไปคือการทำให้ความสำเร็จนี้ สถิต อยู่ในระบบ—ไม่ใช่เพียง สถิติ ในรายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/mfu-the-ranking-research-quality-international-outlook-champion/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_1YrsROhTk89dY1oZHLdJ

  • น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9 พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี จัดงานใหญ่แห่งปี มหกรรมในความทรงจำ | TOPNEWS

    น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9 พิพิธภัณฑ์การเกษตรฯ ปทุมธานี จัดงานใหญ่แห่งปี มหกรรมในความทรงจำ | TOPNEWS

    เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 ตุลาคม 2568 ที่ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จังหวัดปทุมธานี กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดพิธีเปิดงานมหกรรม “ในความทรงจำ” อย่างสมพระเกียรติเพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระผู้ทรงเป็น“กษัตริย์นักพัฒนา” ผู้วางรากฐานความมั่นคงของแผ่นดินด้วยศาสตร์แห่งปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยได้รับเกียรติจาก นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีเปิดงาน

    นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 70 ปี แห่งการครองราชย์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรทรงอุทิศพระวรกายเพื่อปฏิบัติพระราชกรณียกิจนานัปการ อันก่อให้เกิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริหลายพันโครงการ ที่ยังคงงอกงามและสร้างความผาสุกแก่พสกนิกรทั่วประเทศ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเป็นปรัชญาแห่งการสร้างความยั่งยืน เป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ทั้งระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กร จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    วันที่ 13 ตุลาคม 2559 ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญของประเทศไทยที่ประชาชนชาวไทยต่างร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของในหลวงรัชกาลที่ 9 พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยทั่วประเทศ สำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (องค์การมหาชน) สังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดงานมหกรรม “ในความทรงจำ” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระราชจริยวัตรอันงดงามและพระราชกรณียกิจอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ได้ทรงบำเพ็ญเพื่อพสกนิกรไทยตลอดพระชนม์ชีพ พร้อมกันนี้เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกกลุ่ม ได้มาเรียนรู้ แลกเปลี่ยน แบ่งปัน เก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านการเกษตรจากรูปธรรมความสำเร็จของกลุ่มวิสาหกิจ เกษตรกร ที่ประสบความสำเร็จในการพึ่งตนเองตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงด้านการเกษตร ซึ่งภายในงานมีทั้งวิธีคิด แนวปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ให้ได้เรียนรู้และไปปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับวิถีของตนเอง และที่สำคัญเป็นการร่วมสืบสาน ต่อยอด งานของกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่”

    ด้านพันจ่าเอก ประเสริฐ มาลัย ผู้อำนวยการสำนักงานพิพิธภัณฑ์เกษตรเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กล่าวเพิ่มเติมว่า “งานมหกรรมในความทรงจำในครั้งนี้ จัดขึ้นด้วยหัวใจแห่งความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เพื่อเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้รำลึกถึงพระราชจริยวัตรอันงดงามพระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่า และร่วมเรียนรู้ศาสตร์พระราชาผ่านนิทรรศการและกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อสืบสาน ต่อยอดแนวพระราชดำริสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”

    ภายในงาน “มหกรรมในความทรงจำ” ได้จัดกิจกรรมหลากหลายเพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณและถ่ายทอดแนวคิด “ศาสตร์พระราชา” สู่การเรียนรู้ของประชาชนผ่านกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ นิทรรศการเทิดพระเกียรติ “รำลึก ร.9 ในความทรงจำ” นำเสนอเรื่องราวพระราชกรณียกิจในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดาร สะท้อนพระวิริยะอุตสาหะและพระเมตตา โดยมุ่งเน้นการพัฒนาทรัพยากรน้ำ ดิน และป่าไม้ ซึ่งเป็นรากฐานของการเกษตรและคุณภาพชีวิตของประชาชนตลอดระยะเวลา 70 ปีที่ทรงครองราชย์นิทรรศการเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ “ผู้น้อมนำ คำพ่อสอน” ถ่ายทอดเรื่องราวของบุคคลและชุมชนที่น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่การปฏิบัติจริง ผ่าน 8 ฐานนิทรรศการ ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ประชาชนได้เรียนรู้แนวคิดและหลักปฏิบัติด้านการเกษตรอย่างแท้จริง

    วิทยากรมากประสบการณ์และเกษตรกรตัวจริงเสียงจริง ที่ถ่ายทอดองค์ความรู้อันน่าสนใจ พร้อม Workshop ที่จัดขึ้นกว่า 12 หลักสูตร โดยไม่มีค่าใช้จ่าย และสามารถเข้าร่วมได้ทั้งแบบ Onsite และ Online ผ่าน YouTube ของพิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯนิทรรศการพิเศษ “ในความทรงจำ” จากหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และภาคีความร่วมมือกว่า 10 หน่วยงาน เช่น กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมวิชาการเกษตร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และสภากาชาดไทย เป็นต้นตลาดเศรษฐกิจพอเพียง รวมสินค้าเกษตรปลอดภัย ผลิตภัณฑ์แปรรูป พันธุ์ไม้ดอก ไม้ผล และอาหารพื้นบ้านจากเครือข่ายพิพิธภัณฑ์เกษตรฯ กว่า 200 ร้านค้า พร้อมกิจกรรม “ขาดทุน คือ กำไร” จำหน่ายสินค้าคุณภาพในราคาต่ำกว่าทุน เพื่อส่งต่อกำไรที่เรียกว่า “ความสุข” ให้สังคม

    นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษน้อมรำลึกเนื่องใน“วันนวมินทรมหาราช” วันที่ 13 ตุลาคม 2568 เริ่มเวลา 08.30 น. ทำบุญตักบาตรข้าวสารอาหารแห้งแด่พระภิกษุสงฆ์ จำนวน 59 รูป เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และเวลา 15.52 น. ร่วมพิธีน้อมรำลึกกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ด้วยการนำภาพพระบรมฉายาลักษณ์ของในหลวงรัชกาลที่ 9 พร้อมรับฟังบทเพลงพระราชนิพนธ์จาก อ.ธนิสร์ ศรีกลิ่นดี ศิลปินแห่งชาติ และคุณขวัญข้าว ธิดารินทร์ อีกทั้งเปิดเข้าชมพิพิธภัณฑ์ในหลวงรักเรา พิพิธภัณฑ์มหัศจรรย์พันธุกรรม พิพิธภัณฑ์ป่าดงพงไพร และพิพิธภัณฑ์ดินดล โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันที่ 11–13 ตุลาคม 2568 ณ พิพิธภัณฑ์การเกษตรเฉลิมพระเกียรติฯ จังหวัดปทุมธานี

    อนันต์  วิจิตรประชา  ผู้สื่อข่าว topnewsทั่วไทย จ.ปทุมธานี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1352586&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Hiom2-aHwwn76wL6cPBCv

  • ททท. แจงดราม่าโซเชียล ผู้ว่าฯ ลงโฆษณาสื่อ ย้ำสื่อสารยุทธศาสตร์

    ททท. แจงดราม่าโซเชียล ผู้ว่าฯ ลงโฆษณาสื่อ ย้ำสื่อสารยุทธศาสตร์

    ททท. แจงดราม่าโซเชียล ผู้ว่าฯ ลงโฆษณาสื่อ ย้ำสื่อสารยุทธศาสตร์ นโยบายอุตสาหกรรมท่องเที่ยว

    หลังเพจชื่อดังออกมาโพสต์เมื่อวาน 10 ต.ค.68 โดยมีภาพคลิปวิดีโอของผู้ว่าการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งระบุว่า ผอ.ททท. จ่ายเงิน 4 แสนให้ The Standard Wealth สัมภาษณ์ตัวเองจริงหรือไม่ ? โพสต์ล่าสุดจากเพจ THE STANDARD WEALTH (3 ต.ค.) ระบุชัดว่าเป็น [ADVERTORIAL]

    หรือก็คือ “บทความโฆษณา” ที่มีผู้สนับสนุนจ่ายเงินให้เพื่อเผยแพร่เนื้อหา โดยเนื้อหานำเสนอ “3 กลยุทธ์การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” คำถามคือ…เนื้อหานี้ “ใครเป็นผู้จ่าย?”

    คือ งบของ ททท. หรือ เงินส่วนตัวของ ผอ.ททท.? เพราะถ้าใช้งบหลวงจริง ก็หมายถึงการนำเงินภาษีประชาชนมา “โปรโมตตัวบุคคล”

    ซึ่งเข้าข่ายการใช้งบประชาสัมพันธ์ของรัฐในทางส่วนตัว และต้องเปิดเผยต่อสาธารณะว่า

    • ใช้งบเท่าไหร่

    • ผ่านขั้นตอนจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่

    • และเหตุผลที่ต้องสัมภาษณ์ ผอ. เองคืออะไร

    ล่าสุด วันนี้ 11 ต.ค.68 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ชี้แจงว่า ประเด็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการดำเนินงาน เผยแพร่ประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์องค์กรของ ททท. ตามที่ มีการเผยแพร่ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการดำเนินงานเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ภาพลักษณ์องค์กร ของ ททท. ในสื่อ social media บางราย นั้น

    ททท. ขอชี้แจงว่า การสัมภาษณ์ดังกล่าวเป็นไปเพื่อสื่อสารสร้างความเข้าใจ และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์นโยบายรวมถึงยุทธศาสตร์การดำเนินงานของ ททท. เพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีแก่ประชาชน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว อันจะทำให้เกิดความร่วมมือในการขับเคลื่อนโยบายทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศอย่างกว้างขวาง รวมถึงการเสริมสร้างความมั่นใจของนักลงทุนและผู้ประกอบการรวมถึงนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างประเทศด้วย

    ทั้งนี้มีการนำเสนอเนื้อหาที่หลากหลายแง่มุม ในรูปแบบที่หลากหลาย นอกเหนือจากการสัมภาษณ์ มุมมองผู้บริหารของ ททท. แล้ว ยังมีการสัมภาษณ์ผู้มีส่วนได้เสียต่าง ๆ อาทิ ผู้ประกอบการโรงแรม และผู้ประกอบการชุมชนท่องเที่ยวในท้องถิ่น เพื่อสร้างความตระหนักของสาธารณะถึงความสำคัญ ของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยที่มีต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศในวงกว้างต่อไป

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2888513&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Mw0gx7FDPaBNtUtJWIWBS

  • “ธรรมนัส”ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ขับเคลื่อนภาคเกษตร เน้นลดต้นทุนผลิต หนุนความเข้มแข็งให้เกษตรกร พร้อมสร้างเศรษฐกิจจากท่องเที่ยว

    “ธรรมนัส”ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ขับเคลื่อนภาคเกษตร เน้นลดต้นทุนผลิต หนุนความเข้มแข็งให้เกษตรกร พร้อมสร้างเศรษฐกิจจากท่องเที่ยว

    วันที่ 11 ต.ค. 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึง นายอนุรัตน์ ตันบรรจง และนายจีรเดช ศรีวิราช สส.พะเยา พรรคกล้าธรรม และคณะผู้บริหารทั้ง 2 กระทรวง ลงพื้นที่ตรวจราชการที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จ.เชียงราย เพื่อนโยบายและแนวทางในการปฏิบัติให้กับผู้นำท้องถิ่นจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมกว่า 145 แห่ง และผู้นำชุมชนในพื้นที่กว่า 1,753 หมู่บ้าน เพื่อรับฟังนโยบายและแนวทางการปฏิบัติด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และการเกษตรในระดับพื้นที่

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้กำกับและติดตามการดำเนินงานในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนทั้งหมด รวมถึงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนกำกับดูแล 4 กระทรวงตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เพื่อให้การบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกล่าวยืนยันว่า เราไม่มีวันหยุด ต้องทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

    “รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานต้องลงพื้นที่ เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง คลุกคลีกับพี่น้องในพื้นที่ เพื่อเข้าใจปัญหาจากของจริง เราต้องนำปัญหามาเป็น ‘โจทย์หลัก’ แล้วจัดทำแผนเพื่อจัดสรรงบประมาณให้ตรงจุด สำหรับจังหวัดเชียงราย มีปัญหาหลักๆ ที่พบ เช่น ปัญหาน้ำท่วมแม่สายที่เกิดซ้ำซาก รวมถึงสารเจือปนในแหล่งน้ำที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยจะนำเข้าหารือในที่ประชุม ครม. เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางเจรจาในระดับการทูต เพื่อหาทางออกร่วมกัน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า จังหวัดเชียงราย ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงทั้งด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว จึงต้องการพัฒนาให้เมืองเชียงรายกลับมาคึกคักอีกครั้ง สร้างรายได้ให้เกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากได้ ลดหนี้สิน เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และพัฒนาเศรษฐกิจในทุกมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การศึกษา และสวัสดิการประชาชน โดยได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำแนวทางนโยบายไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ในส่วนของการพัฒนาภาคการเกษตร ได้เน้นย้ำให้ลดต้นทุนการผลิต โดยให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ให้คำแนะนำเกษตรกรเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และชีวภัณฑ์อย่างเหมาะสม พร้อมสั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยให้แก่สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศนอกจากนี้ ยังมอบแนวนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อบริหารจัดการผลผลิตและหาตลาดจำหน่าย โดยให้สหกรณ์ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสินค้าปศุสัตว์ โดยได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์และกรมวิชาการเกษตร ทำงานร่วมกันเพื่อดันราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น โดยราคาวัวจะต้องอยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวนาปี อยู่ที่ 8,000-10,000 บาทต่อตัน และให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน โดยยืนยันว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างตั้งใจ เชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุผลได้ตามเป้าหมาย

    ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง เพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ให้เป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ แต่นั้นบ้านพักครูหลายแห่งที่อยู่ในสภาพทรุดโทรม และไม่ปลอดภัยต่อการอยู่อาศัย เพราะติดข้อจำกัดตามระเบียบราชการเก่า ตนจึงได้เน้นย้ำว่า ต้องเร่งปรับปรุงให้ดี ครูเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สอง ครูที่ดีคือรากฐานสำคัญของเด็กไทย การสร้างคุณภาพการศึกษาที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี แต่ต้องเริ่มจากการทำให้ครูมีความมั่นคงในชีวิต มีบ้านพักที่ปลอดภัย และมีขวัญกำลังใจที่ดี

    จากนั้น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เดินทางตรวจติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำกก ณ เขื่อนเชียงราย ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย ก่อนเดินทางต่อไปยังที่ว่าการอำเภอเวียงชัย เพื่อรับฟังปัญหาความต้องการในพื้นที่ พร้อมมอบสิ่งของและปัจจัยการผลิต เช่น มอบโฉนดเพื่อการเกษตร พันธุ์สัตว์น้ำ น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ รวมทั้งป้ายปัจจัยการผลิตโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/248404&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20NktCcu9TsUXzppLwF60Z

  • พลาดตรงไหน? “คนละครึ่งพลัส” ลงทะเบียนไม่ผ่านต้องแก้ไขยังไง? | เดลินิวส์

    พลาดตรงไหน? “คนละครึ่งพลัส” ลงทะเบียนไม่ผ่านต้องแก้ไขยังไง? | เดลินิวส์

    เมื่อพูดถึงโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ถือเป็นมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจครั้งสำคัญของรัฐบาล ที่เตรียมเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนรับสิทธิร่วมจ่าย 50% สูงสุด 2,400 บาท ตลอดโครงการ โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนเพียง 20 ล้านสิทธิ เท่านั้น

    เงื่อนไขและสิทธิประโยชน์ คนละครึ่งพลัส

    โครงการคนละครึ่งพลัส มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการบริโภคในประเทศ โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้
    – คุณสมบัติผู้ลงทะเบียน สัญชาติไทย อายุ 16 ปีขึ้นไป ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
    – วงเงินสนับสนุน รัฐร่วมจ่าย 50% ไม่เกิน 200 บาทต่อคนต่อวัน
    – วงเงินรวมสูงสุด 2,400 บาท (สำหรับผู้ยื่นแบบภาษี) และ 2,000 บาท (สำหรับประชาชนทั่วไป)
    – ช่วงเวลาลงทะเบียน 20-26 ตุลาคม 2568 (เวลา 06.00-22.00 น.)
    – ช่วงเวลาใช้จ่าย 29 ตุลาคม-31 ธันวาคม 2568
    – กำหนดใช้ครั้งแรก ภายใน 11 พฤศจิกายน 2568 (23.00 น.) มิฉะนั้นจะถูกตัดสิทธิ

    คู่มือ ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ผ่านแอปเป๋าตัง

    การลงทะเบียนและการใช้จ่าย จะต้องทำผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เท่านั้น โดยแบ่งขั้นตอนตามสถานะผู้ใช้งาน ดังนี้

    1.สำหรับผู้ที่เคยรับสิทธิ คนละครึ่ง เฟส 5 มาก่อน

    – อัปเดตแอปเป๋าตัง ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด
    – เปิดแอปและกดที่แบนเนอร์ “โครงการคนละครึ่งพลัส”
    – กดยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไขเพื่อยืนยันการรับสิทธิ
    – รอรับการแจ้งเตือนผลการลงทะเบียนผ่านแอป
    – เติมเงินเข้า G-Wallet และเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568

    2.สำหรับผู้ที่ไม่เคยรับสิทธิ หรือไม่เคยเข้าร่วมเฟส 5

    – ติดตั้งและเปิดแอปเป๋าตัง จากนั้นดำเนินการผูกบัญชี G-Wallet ให้สำเร็จ
    – กดที่แบนเนอร์ “โครงการคนละครึ่งพลัส”
    – อ่านเงื่อนไขและกดปุ่ม “ลงทะเบียน”
    – รอผลการตรวจสอบคุณสมบัติผ่าน SMS และการแจ้งเตือนบนแอปภายใน 3 วัน
    – เมื่อได้รับสิทธิ ให้เติมเงินเข้า G-Wallet และเริ่มใช้จ่าย

    หมายเหตุ: สามารถเริ่มใช้สิทธิสั่งอาหารผ่านฟู้ดเดลิเวอรีบนแอปเป๋าตัง ได้ตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป

    วิธีแก้ปัญหา เมื่อลงทะเบียนไม่สำเร็จ หรือมีปัญหาแอปเป๋าตัง

    5 สาเหตุหลักที่อาจทำให้ลงทะเบียนไม่สำเร็จ
    – สิทธิเต็ม : โควตา 20 ล้านสิทธิ ถูกลงทะเบียนครบแล้ว
    – ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ : ระบบตรวจสอบพบว่าเป็นผู้ได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
    – คุณสมบัติไม่เข้าเงื่อนไข : เช่น อายุไม่ถึง 16 ปี หรือเคยถูกระงับสิทธิในโครงการเดิม
    – ลงทะเบียนนอกเวลา : ลงทะเบียนนอกช่วงเวลาที่กำหนด (06.00-22.00 น.)
    – อายุไม่ถึงเกณฑ์ : อายุต่ำกว่า 16 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่ลงทะเบียน

    แนวทางแก้ไขปัญหาการใช้งานแอปเป๋าตัง (ลืมรหัส, สแกนหน้าไม่ผ่าน)

    หากพบปัญหาในการเข้าใช้งานแอปเป๋าตัง เช่น ลืมรหัสผ่าน, เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ หรือยืนยันตัวตน/สแกนใบหน้าไม่สำเร็จ วิธีแก้ไข คือ :
    – ให้นำบัตรประจำตัวประชาชนตัวจริง ไปติดต่อ ธนาคารกรุงไทย ทุกสาขาทั่วประเทศ
    – ควรดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จ ก่อนวันที่ 20 ตุลาคม 2568 เพื่อไม่ให้พลาดช่วงเวลาการลงทะเบียน..

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5195065/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AbGDO_NPpgwVfPM6yeTRY

  • “ทุ่งทานตะวัน” แปลงแรกของลพบุรี บานสะพรั่งแล้ว รอรับนักท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาว

    “ทุ่งทานตะวัน” แปลงแรกของลพบุรี บานสะพรั่งแล้ว รอรับนักท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาว

    สวยงามมาก “ทุ่งทานตะวัน” แปลงแรกของ จ.ลพบุรี บานสะพรั่งแล้ว พร้อมรอรับนักท่องเที่ยวช่วงวันหยุดยาว

    วันที่ 11 ต.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทุ่งดอกทานตะวัน แปลงแรกของจังหวัดลพบุรี บานสะพรั่งแล้ว ณ ไร่จำรัส เฟส 2 ในพื้นที่หมู่ที่ 7 ตำบลนิคมสร้างตนเอง อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี พร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวยาวต่อเนื่อง ถึงวันที่ 20 ต.ค.นี้ โดยเฉพาะในช่วงวันหยุดยาว ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ทราบข่าวต่าง ๆ ทยอยเดินทางไปเก็บภาพความประทับใจและเพลิดเพลินกับการท่องเที่ยวเชิงเกษตรกันอย่างคึกคัก

    นายรัฐพล ธุระพันธ์ นายอำเภอเมืองลพบุรี เผยว่า ทานตะวันแปลงแรกของจังหวัดลพบุรี ซึ่งเป็นการเพาะปลูกทานตะวันนอกฤดูกาล ปกติจะบานช่วงปลายเดือน พ.ย. – ม.ค. ซึ่งทุ่งทานตะวันแปลงนี้มีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใคร โดยทุ่งดอกทานตะวันของคุณจำรัส อินทร์เผือก เกษตรกรผู้มากประสบการณ์วัย 54 ปี ใช้พื้นที่กว่า 4 ไร่ ปลูกทานตะวันเพื่อการท่องเที่ยวแบบเกษตรวิถีไทย ซึ่งจะมีฉากหลังภูเขาสามลูกสุดอลังการ

    ทั้งนี้ ดอกทานตะวันไม่ได้มีดีแค่ความสวยงามเท่านั้น แต่ยังมีทัศนียภาพอันโดดเด่นที่ยากจะหาที่ใดเหมือน โดยมีเทือกเขาที่สลับซับซ้อนถึง 3 ลูก ได้แก่ เขาจีนแล, เขากระดึง และ เขาโหนกวัว เป็นฉากหลังสุดอลังการ ตัดกับท้องฟ้าสีคราม ทำให้ภาพถ่ายที่นี่สวยงามและมีมิติที่ไม่ซ้ำใคร นักท่องเที่ยวจะได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศที่เงียบสงบและงดงามราวกับภาพวาดจากธรรมชาติ และสัมผัสความงดงามของทุ่งดอกทานตะวันแรกของฤดูกาล

    สำหรับดอกทานตะวัน ไม่ใช่แค่ความสวย แต่ยังมีประโยชน์หลากหลายจาก “ทานตะวัน” พืชเศรษฐกิจที่ยั่งยืน สำหรับการปลูกดอกทานตะวันแปลงนี้ นอกเหนือจากการเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ดึงดูดผู้คนให้มาเยือนแล้ว ดอกทานตะวันยังเป็นพืชเศรษฐกิจที่มีประโยชน์หลากหลายและสนับสนุนการเกษตรอย่างยั่งยืน เป็นพืชน้ำมันคุณภาพสูง เมล็ดทานตะวัน สามารถนำไปสกัดเป็นน้ำมันทานตะวัน ซึ่งอุดมไปด้วยไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน เช่น กรดไลโนเลอิก ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด และยังใช้ในการผลิตอาหารสัตว์ กากเมล็ดทานตะวันที่เหลือจากการสกัดน้ำมัน เป็นผลพลอยได้ที่มีโปรตีนสูง สามารถนำไปผลิตเป็นอาหารสัตว์ที่มีคุณภาพ เป็นแหล่งอาหารสุขภาพ ต้นอ่อนทานตะวันเป็นที่นิยมอย่างมากในกลุ่มผู้รักสุขภาพ เพราะมีโปรตีน วิตามิน (A, B2, E, D, K) และสารต้านอนุมูลอิสระสูง ช่วยบำรุงสายตา ผิวพรรณ และชะลอความชรา

    อย่างไรก็ตาม ทานตะวันยังเป็นพืชเพื่อการฟื้นฟูดิน มีระบบรากที่ลึก ช่วยปรับปรุงสภาพดินให้มีความร่วนซุย และเพิ่มฮิวมัสให้กับดิน ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์มากขึ้น เหมาะสำหรับการปลูกพืชหมุนเวียนในรอบต่อไป.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/2888480&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1QMruetBbrpVC9QYzYalIB

  • ผู้ว่าฯศรีสะเกษนำคณะเยี่ยมภูมะเขือ เตรียมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลังศึกสงบ

    ผู้ว่าฯศรีสะเกษนำคณะเยี่ยมภูมะเขือ เตรียมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลังศึกสงบ

    ผู้ว่าฯศรีสะเกษนำคณะเยี่ยมภูมะเขือ เตรียมพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวหลังศึกสงบ

    วันเสาร์ ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.26 น.

    ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ นำคณะเยี่ยมภูมะเขือ ตรวจติดตามงานพัฒนา น้ำ ไฟฟ้า ถนน หนุนความมั่นคงชายแดนไทย–กัมพูชา

    วันที่ 11 ตุลาคม 2568 ณ ห้องประชุม กันทรลักษ์เรืองรอง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ได้มีการประชุมหารือสำคัญ ว่าด้วยแนวทางการพัฒนาเพื่อความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมี นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานการประชุม ร่วมด้วย นายสุริยา บุตรจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ, นายสุกิจ เหลืองสกุลไทย ปลัดจังหวัดศรีสะเกษ และ จ่าเอกสมควร สิงห์คำ นายอำเภอกันทรลักษ์

    ภายในที่ประชุมยังมีหัวหน้าส่วนราชการ ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ รวมถึงผู้แทนจาก กองทัพภาคที่ 2 เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างพร้อมเพรียง เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาในพื้นที่ชายแดนให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน ทั้งในมิติของ ถนน แหล่งน้ำ และระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญ

    การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการ รับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างแนวทางการขับเคลื่อนที่เป็นเอกภาพ พร้อมเชื่อมโยงการพัฒนาให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง และส่งเสริมให้พื้นที่ชายแดนเป็นทั้ง “แนวหน้าแห่งความมั่นคง” และ “แนวร่วมแห่งการพัฒนา”

    จังหวัดศรีสะเกษได้จัดตั้ง ศูนย์สั่งการชายแดน เพื่อเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการการทำงานระหว่างฝ่ายปกครองและฝ่ายทหาร โดยมีภารกิจหลักในการสนับสนุนการรักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ และเป็นศูนย์กลางในการประสานงานเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตชายแดน

    หลังจากการประชุม นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ พร้อมคณะผู้บริหารจังหวัดและหัวหน้าหน่วยงาน ได้เดินทางลงพื้นที่ ภูมะเขือ ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ ซึ่งถือเป็น จุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทหาร และเคยเป็นพื้นที่เกิดเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ในปัจจุบัน สถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว โดยกองกำลังทหารไทยได้เข้าดูแลพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จและต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าชายแดนไทยมีความสงบ ปลอดภัย และมั่นคง

    เมื่อสถานการณ์ในพื้นที่มีเสถียรภาพมากเพียงพอ ทางจังหวัดศรีสะเกษมีแผนที่จะพัฒนา “ภูมะเขือ” ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และความมั่นคงของชาติ เพื่อให้ประชาชนทั่วไป รวมถึงเยาวชนรุ่นหลัง ได้เรียนรู้และสัมผัสถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ และความหวงแหนในอธิปไตยของแผ่นดินไทย ตลอดจนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน ซึ่งไม่เพียงเป็นแนวป้องกันประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งความสามัคคี และความภาคภูมิใจในผืนแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นเจตนารมณ์สำคัญของการประชุมและการลงพื้นที่ในครั้งนี้

    พร้อมกันนี้ คณะได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคแก่เจ้าหน้าที่ทหาร ที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบในพื้นที่บนภูมะเขือ เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกล ก่อนร่วมกันถ่ายภาพแห่งประวัติศาสตร์ความภูมิใจกับธงชาติไทยที่โบกสะบัดเหนือยอดภูมะเขือ

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/920501&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1BN6st6GeJ2Nvd2U1hRxsJ