Blog

  • ภารกิจใหม่ “แม่ทัพกุ้ง” จากสนามรบสู่ผืนนา คิกออฟ “ข้าวแม่ทัพไทย-สิรินข้าวสีสด” ยกระดับคุณภาพชีวิตทหารและเกษตรกรไทยสู่เศรษฐกิจสูงวัย

    ภารกิจใหม่ “แม่ทัพกุ้ง” จากสนามรบสู่ผืนนา คิกออฟ “ข้าวแม่ทัพไทย-สิรินข้าวสีสด” ยกระดับคุณภาพชีวิตทหารและเกษตรกรไทยสู่เศรษฐกิจสูงวัย

    พลโท บุญสิน พาดกลาง (แม่ทัพกุ้ง) อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 นายทหารผู้ทุ่มเทปกป้องแผ่นดิน ได้ประกาศภารกิจครั้งสำคัญในด้านความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้บริโภคอาหารปลอดภัยไร้สารพิษ ด้วยเกษตรอินทรีย์  ทั้งนี้ ได้มีการเปิดตัวแบรนด์ข้าวคุณภาพ “ข้าวแม่ทัพไทย” และ “สิรินข้าวสีสด” สร้างมิติใหม่ให้กับวงการเกษตรและสุขภาพสู่เศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) เมื่อเร็วๆ นี้ ณ สวนเสียงไผ่ สถาบันทิวา ทาวน์อินทาวน์

    การเปิดตัวแบรนด์ข้าวนี้ ถือเป็นส่วนสำคัญที่ร่วมขับเคลื่อนโครงการสิรินฟาร์มมาร์เก็ต (Sirin Farm Market) และ Grow Longevity Ecovillage ที่มุ่งมั่นสร้างความมั่นคงทางอาหาร ยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ได้บริโภคอาหารปลอดภัยไร้สารพิษ และนำไปสู่ “สังคมสุขยืนยาว” (Longevity Society) อย่างยั่งยืน ผ่านการเน้นย้ำถึงการใช้เกษตรอินทรีย์ 100%

    พลโท บุญสิน พาดกลาง (แม่ทัพกุ้ง) อดีตแม่ทัพภาคที่ 2

    จากนักรบสู่ชาวนาผู้พิทักษ์ : ปณิธานเพื่อสุขภาพคนไทย

    พลโท บุญสิน ได้กล่าวบรรยายพิเศษในหัวข้อ “จากลูกชาวนาสู่ภารกิจความมั่นคงของแผ่นดินไทย ก้าวสู่ภารกิจใหม่สร้างความมั่นคงทางอาหารและสังคมไทย” โดยเน้นย้ำว่า การเข้าร่วมสนับสนุนโครงการนี้ เพราะประทับใจในแนวคิดที่จะทำเพื่อคนไทยอย่างแท้จริง และไม่มุ่งเน้นผลกำไรสูงสุด โดยชี้ว่าโครงการนี้คือ “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงอีกแขนงหนึ่งของประเทศชาติ” นอกเหนือจากการป้องกันชายแดน และยังมีความชื่นชมในจุดยืนที่ต้องการสร้าง “บลูโซน” (Blue Zone) ให้เกิดขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้คนไทยมีอายุยืนยาว สุขภาพดี ด้วยการบริโภค อาหารดี อากาศดี และอารมณ์ดี
    “โครงการนี้จะนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ โดยเฉพาะระบบ AI มาใช้ในการสั่งสินค้าและบริหารจัดการผลผลิต เพื่อแก้ปัญหาการตลาดของโครงการทหารพันธุ์ดีและโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ที่ก่อนหน้านี้ทหารต้องนำสินค้าไปจำหน่ายเองตามตลาด มาเป็นการจำหน่ายใน สิรินฟาร์มมาร์เก็ต (Sirin Farm Market)  ไม่ว่าจะเป็นการปลูกผักไร้สารเคมี และข้าวสีสด ซึ่งเป็นข้าวบริสุทธิ์ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของทั้งทหาร ประชาชนและเกษตรกร” พลโท บุญสิน กล่าว
    นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา และ Grow Longevity Ecovillage
    ด้าน นายชยดิฐ หุตานุวัชร์ ประธานสถาบันทิวา และ Grow Longevity Ecovillage กล่าวว่า โครงการ Grow Longevity Ecovillage ที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา แห่งนี้ เป็นโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในรูปแบบ Longevity Living และ Social Enterprise ที่ผสมผสานการทำฟาร์มแบบ Smart Farm เข้ากับการสร้างชุมชนเพื่อการมีสุขภาพดี โดยมีเป้าหมายสูงสุดในการผลักดันให้พื้นที่นี้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการเกษตรระดับโลก หรือ “Blue Zone” แห่งใหม่ของประเทศไทย ซึ่งจะสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
    “เศรษฐกิจของประเทศไม่ควรพึ่งพาแค่การส่งออกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างระบบที่สามารถอยู่ได้ด้วยตัวเอง เพื่อให้คนหนุ่มสาวสามารถกลับไปอยู่ต่างจังหวัดได้อย่างมีความสุข นำไปสู่การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ใหม่ Longivity Economy โดยมีเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นเมืองที่น่าสนใจสำหรับการมีชีวิตยืนยาวและสุขภาพดี มีการออกแบบชีวิตใหม่ให้คนได้มีอากาศที่ดี อาหารที่ไร้สารเคมี และสามารถทำงานได้ในทุกที่ ท่ามกลางชุมชนที่เกื้อกูล จะทำให้คนไทยมีความสุขมากขึ้น”  นายชยดิษฐ์กล่าว

    การผนึกกำลัง สู่ Grow Longevity Ecovillage

    ในงานยังได้มีพิธีลงนามบันทึกความร่วมมือภาคีเครือข่าย (MOU) การพัฒนารูปแบบนวัตกรรมและระบบของการพัฒนาเมือง ภายใต้แนวความคิด “Longevity Farm Stay Destination” ต่อการส่งเสริมซอฟต์พาวเวอร์ทางวัฒนธรรมไทยและอัตลักษณ์ของวิถีชุมชน เพื่อการยกระดับเศรษฐกิจคุณภาพชีวิตและการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ในเขตพื้นที่ Blue Zone เพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันของประเทศไทย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ระหว่างสถาบันทิวา, กองทัพบก โดยกองทัพภาคที่ 2, Grow Longevity Ecovillage และ Grow Longevity Ecovillage : Khao Yai โดยมีอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ.ให้เกียรติมอบกระเช้าแสดงความยินดีและร่วมสนับสนุนกิจกรรมด้วย
    (ซ้าย) นายอลงกรณ์ พลบุตร ประธานสถาบันเอฟเคไอไอ. // (ขวา) พลโท บุญสิน พาดกลาง (แม่ทัพกุ้ง) อดีตแม่ทัพภาคที่ 2

    “สิริน ข้าวสีสด” : นวัตกรรมสีข้าวโชว์ ตอบโจทย์รสชาติและคุณค่า

    ผลิตภัณฑ์เรือธงในงานนี้คือ “สิริน ข้าวสีสด” ชูจุดเด่นด้วยนวัตกรรม “สีสดใหม่ตามคำสั่งซื้อ” โดยในงานมีการนำโรงสีขนาดเล็กมาสีข้าวให้ชมและชิมกันสดๆ เพื่อยืนยันถึงความสดใหม่และคุณภาพที่คงไว้ครบถ้วน “ข้าวสีสด” ตอบโจทย์ทุกความต้องการด้วยรสชาติที่หอม อร่อย นุ่มหนึบ และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ
    หลักการคือการเก็บข้าวในรูปแบบ “ข้าวเปลือก” และสีเป็นข้าวสารเมื่อลูกค้าสั่งเท่านั้น ซึ่งตอกย้ำถึงคุณภาพปลอดภัย 100% เก็บในรูปแบบข้าวเปลือกที่จะรักษาคุณค่าได้ดีที่สุดและสีสดส่งตรงถึงมือผู้บริโภค
    คุณค่าเต็มเมล็ด กระบวนการสีถูกออกแบบมาเพื่อรักษาส่วนของ “จมูกข้าว” และเยื่อหุ้มเมล็ดไว้

    สิรินฟาร์มมาร์เก็ต (Sirin Farm Market) : เพื่อสังคมและเศรษฐกิจสร้างสรรค์

    แบรนด์ข้าวเรือธงทั้งสองชนิดจัดจำหน่ายผ่าน สิรินฟาร์มมาร์เก็ต (Sirin Farm Market) ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลัก 3 มิติ ได้แก่
    ยกระดับคุณภาพชีวิตทหารและเกษตรกร : เป็นช่องทางหลักในการจัดจำหน่ายสินค้าจากโครงการ “ทหารพันธุ์ดี” ที่ครอบคลุมพื้นที่กว่า 3,000 ไร่ ใน 20 ค่ายทหารภาคอีสาน เพื่อสร้างรายได้และอาชีพที่ยั่งยืน รวมถึงรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรและชุมชนในราคาที่เป็นธรรม
    สร้างความมั่นคงทางอาหาร : ทำให้คนไทยเข้าถึงอาหารอินทรีย์ปลอดภัยและมีคุณภาพในราคาที่เข้าถึงได้
    ขับเคลื่อน Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ : มุ่งเน้นการใช้ทุนทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ในการพัฒนาเศรษฐกิจบนพื้นฐานของ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ผ่านแนวคิด Grow Low Carbon City และ Grow Organic AI Smart Farming
    สิรินฟาร์มมาร์เก็ต (Sirin Farm Market) ประกอบด้วยพื้นที่บริการหลัก ได้แก่ SIRIN Market, SIRIN Gindee Restaurant และ สิรินข้าวสีสด
    ทั้งนี้ งานดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนจาก หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หรือ บพข. และ บริษัทไปรษณีย์ไทย จำกัด ในการดำเนินงานเพื่อให้โครงการมีประสิทธิภาพ และดำเนินต่อไปด้วยความยั่งยืน

    Post Views: 119

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.salika.co/2025/10/11/sirin-farm-market-grow-longevity-ecovillage/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0Vs5qNRoU2VOBegsw0juWm

  • สาวฝรั่ง รีวิวเข้า รพ. ที่ไทย ทึ่งทำเอกซเรย์-MRI รู้ผลไวไปไหน เห็นราคายิ่งช็อก

    สาวฝรั่ง รีวิวเข้า รพ. ที่ไทย ทึ่งทำเอกซเรย์-MRI รู้ผลไวไปไหน เห็นราคายิ่งช็อก

      
                สาวต่างชาติ รีวิวเข้า รพ. ที่ไทย ทึ่งจัด ทำเอกซเรย์-MRI ทั้งหมดนี่ใช้เวลาไม่กี่ ชม. แถมจ่ายไม่ถึง 20,000 หมื่น เทียบกับอเมริกาเหมือนฟ้ากับเหว 

    เรื่องราวดี ๆ
    ภาพจาก TikTok @wheretonextyall

    เรื่องราวดี ๆ
    ภาพจาก TikTok @wheretonextyall

                  นอกเหนือจากเรื่องแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ที่ดึงดูดใจคนต่างชาติให้มาเยือนประเทศไทยแล้ว ภาคงานบริการและการแพทย์ในประเทศไทย ก็ยังเป็นอีกหนึ่งจุดแข็งที่ทำให้ไทยกลายมาเป็นจุดหมายของชาวต่างชาติให้ตัดสินใจบินมาเช่นกัน 

                  ขณะที่ไม่นานมานี้ คลิปของหญิงต่างชาติรายหนึ่งที่ได้ลงรีวิว ขณะมาเข้าโรงพยาบาลในประเทศไทย พร้อมเปิดค่ารักษาที่ทำให้ตัวเองถึงกับอึ้ง ได้กลายมาเป็นไวรัลที่ได้รับความสนใจอย่างมาก จนมีผู้เข้ามาชมกว่า 4.6 แสนวิว 

    เรื่องราวดี ๆ
    ภาพจาก TikTok @wheretonextyall

                  “พวกคุณ 6 ล้านคนต้องช็อกเหมือนเรา ในวันที่ฉันมาโรงพยาบาลในประเทศไทย” ผู้ใช้ TikTok @wheretonextyall ระบุ 

                  หญิงสาว เริ่มด้วยการบอกว่า “ให้รอฟังราคาได้เลย” พร้อมเล่าว่า เธอมีปัญหาที่หลัง อาการปวดหลังแย่มากจนรู้สึกลำบากสุด ๆ ตอนนั่งบนเครื่องบิน แม้แต่เดินยังเจ็บ แถมยังไม่สามารถแบกกระเป๋าได้ ซึ่งเป็นปัญหากับสายท่องเที่ยวรอบโลกอย่างเธอ ซึ่งต้องย้ายที่ทุก ๆ 4-5 วัน เธอพยายามใช้วิธีการต่าง ๆ เพื่อบรรเทาอาการแล้ว แต่ก็ไม่ดีขึ้น สุดท้ายก็เลยตัดสินใจมาโรงพยาบาล 

                  เธอยอมรับว่า ตอนแรกก็รู้สึกประหม่าที่ต้องมาโรงพยาบาลในต่างแดน เธอได้ยินเรื่องน่ากลัวมามากมาย แต่ก็เคยได้ยินมาว่าประเทศไทยมีการดูแลทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยม จึงตัดสินใจมาลอง และนำประสบการณ์มาเล่าให้ฟัง พร้อมย้ำว่ามันเหลือเช่ามาก 

    เรื่องราวดี ๆ
    ภาพจาก TikTok @wheretonextyall

                  เมื่อได้เจอคุณหมอ หญิงสาวก็เล่าอาการผิดปกติต่าง ๆ ที่กระดูกสันหลัง และอาการปวดให้หมอฟัง ซึ่งหมอก็สั่งให้ทำเอกซเรย์และ MRI ทันที มันรวดเร็วมาก เธอเข้าออกห้องต่าง ๆ จนรู้สึกเหมือนทั้งโรงพยาบาลมีแค่เธอเพียงคนเดียว มันน่าทึ่งที่ได้รับการรักษารวดเร็วขนาดนี้ ทั้งที่เธอไม่ได้นัดหมายด้วยซ้ำ ต่างจากที่อเมริกา ซึ่งจะต้องใช้เวลานานกว่านี้มาก 

                  ภายใน 4 ชั่วโมง หมอก็อ่านผลให้ฟังพร้อมสั่งจ่ายยา และที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือทางโรงพยาบาลยังส่งภาพ MRI ทั้งหมดให้เธอทางอีเมล รวมถึงนำผลเอกซเรย์ใส่ลง CD เผื่อเธอต้องไปหาหมอเรื่องอาการปวดหลังอีก เนื่องจากพวกเธอต้องเดินทางไปเที่ยวโลก  

    เรื่องราวดี ๆ
    ภาพจาก TikTok @wheretonextyall

                  ขณะมาเข้าโรงพยาบาลในประเทศไทย เธอได้พบแพทย์ 3 คน ทำเอกซเรย์ ทำ MRI โดยทราบผลการตรวจภายใน 4 ชั่วโมง 

                  ทั้งนี้ สรุปแล้วว่าการมาโรงพยาบาลในประเทศไทยครั้งนี้ เธอได้พบกับคุณหมอ 3 รอบ ทำเอกซเรย์ ทำ MRI โดยตราบผลการตรวจภายใน 4 ชั่วโมง ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดนี้ มีราคาเพียง 19,812 บาท เท่านั้น ซึ่งประสบการณ์ครั้งนี้ เธอขอให้คะแนนเต็ม 10 ไม่หัก

    เรื่องราวดี ๆ
    ภาพจาก TikTok @wheretonextyall

    เรื่องราวดี ๆ
    ภาพจาก TikTok @wheretonextyall

    เรื่องราวดี ๆ
    ภาพจาก TikTok @wheretonextyall

                  ขณะที่ชาวเน็ตคนอื่น ๆ พากันเข้ามาคอมเมนต์ ทึ่งมากกับค่ารักษาที่ถือว่าถูกสุด ๆ เมื่อเทียบกับค่ารักษาในอเมริกา ซึ่งขั้นตอนทั้งหมดนี่อาจต้องจ่ายถึง 4,000 ดอลลาร์ (ราว 130,000 บาท) และใช้เวลานานถึง 4 เดือน 

                  มีชาวเน็ตบางคนเข้ามาแชร์ประสบการณ์ ทำ MRI ในนอร์ธแคลิฟอร์เนีย ได้รับแจ้งว่าต้องรอ 2 สัปดาห์หรือนานกว่านั้น เพราะคนไม่พออ่านผล ซึ่งสุดท้ายกว่าจะรู้ผลก็ปาเข้าไป 2 เดือน 

                  นอกจากทึ่งในส่วนของความเร็วและค่ารักษาแล้ว บางคนยังแอบสะดุดตา กับร้านขนมที่มีเปิดขายในโรงพยาบาลด้วย ซึ่งก็มีคนเข้ามาตอบว่า โรงพยาบาลในไทยไม่ได้มีเพียงร้านโดนัทเท่านั้น แม้แต่ร้านกาแฟ หรือ 7-11 ก็มี ทั้งในโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลรัฐ 

                  อย่างไรก็ตาม คนไทยบางส่วนเข้ามายืนยันว่าบริการจากโรงพยาบาลเอกชนในไทยนั้น ถือว่ายอดเยี่ยมสุด ๆ จริง แต่ในส่วนค่ารักษาที่ชาวต่างชาติมองว่าถูก ก็ยังนับว่าสูงและใช่จะเข้าถึงได้ทุกคน เนื่องจากค่าครองชีพและรายได้ของคนที่นี่ 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://hilight.kapook.com/view/249876&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw24DeGq9WLJ5rN5G_91AiVl

  • ‘เอ็มไอที’ ปฏิเสธข้อเสนอเงินทุน ชี้นโยบายสถาบันไม่สอดคล้องกับรัฐบาลสหรัฐ | เดลินิวส์

    ‘เอ็มไอที’ ปฏิเสธข้อเสนอเงินทุน ชี้นโยบายสถาบันไม่สอดคล้องกับรัฐบาลสหรัฐ | เดลินิวส์

    สำนักข่าวเอเอฟพีรายงานจากกรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ว่าข้อเสนอของรัฐบาลกลางที่ส่งเป็นลายลักษณ์อักษร ไปยังมหาวิทยาลัย 9 แห่งของสหรัฐ เมื่อต้นเดือนต.ค. ที่ผ่านมา กำหนดให้สถาบันแต่ละแห่ง หยุดพิจารณาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับเพศ เชื้อชาติ ชาติพันธุ์ และปัจจัยอื่น ประกอบการพิจาณารับนักศึกษา หากต้องการรับเงินทุนสนับสนุนจากรัฐบาล

    นอกจากนั้น เงื่อนไขยังกำหนดให้สถาบันต่าง ๆ สร้างสภาพแวดล้อมทางวิชาการ ที่เอื้อต่อแนวคิดอนุรักษ์นิยมอีกด้วย

    อย่างไรก็ตาม นางแซลลี คอร์นบลูธ อธิการบดีเอ็มไอที ส่งหนังสือถึงนางลินดา แมคแมน รมว.ศึกษาธิการของสหรัฐ ว่าเอกสารของรัฐบาลมีหลักการที่มหาวิทยาลัยไม่เห็นด้วย ซึ่งรวมถึงการจำกัดเสรีภาพในการแสดงออก และความเป็นอิสระ

    MIT has become the first school to reject the Trump administration’s proposal that offered a select few universities preferential access to federal funds in exchange for agreeing to a set of demands. https://t.co/vgyQDQO08U

    — NBC News (@NBCNews) October 10, 2025

    โดยพื้นฐานแล้ว หลักการของเอกสารฉบับนี้ไม่สอดคล้องกับความเชื่อหลักของเอ็มไอทีว่า เงินทุนสนับสนุนทางวิทยาศาสตร์ ควรพิจารณาจากคุณค่าทางวิทยาศาสตร์ “เพียงอย่างเดียว”

    นอกจากนี้ ข้อตกลงที่รัฐบาลทรัมป์เสนอให้มหาวิทยาลัยเปลี่ยนแปลงหรือยกเลิกหน่วยงานสถาบัน ซึ่งเจตนาลงโทษ ดูถูก หรือจุดชนวนความรุนแรงต่อ “แนวคิดอนุรักษนิยม”

    ในเวลาเดียวกัน กระทรวงศึกษาธิการสหรัฐส่งหนังสือแบบเดียวกับที่ส่งถึงเอ็มไอที ไปยังมหาวิทยาลัยแอริโซนา มหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย มหาวิทยาลัยเซาเทิร์นแคลิฟอร์เนีย มหาวิทยาลัยเทกซัส มหาวิทยาลัยเวอร์จิเนีย มหาวิทยาลัยบราวน์ วิทยาลัยดาร์ตมัธ และมหาวิทยาลัยแวนเดอร์บิลต์ กำหนดให้สถาบันการศึกษาแต่ละแห่งต้องตอบกลับ ภายในวันที่ 20 ต.ค. นี้.

    เครดิตภาพ : AFP

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5196205/&ct=ga&cd=CAIyHDY2MTU4YTVjYWRlYjI0MDk6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2tKAPWXe8jux5ouVXAf4OT

  • ชาวเน็ตแซวชุดเจ๊แต๋วคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนนะอังเคิล? | คมชัดลึก

    ชาวเน็ตแซวชุดเจ๊แต๋วคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนนะอังเคิล? | คมชัดลึก

    กลายเป็นเรียกเสียงฮือฮากันทั้งโซเชียล เมื่อ filmguruth บริษัท ฟิล์ม กูรู จำกัด ปล่อยทีเซอร์ของภาพยนตร์ “หอแต๋วแตกแหกหลีหู” ภาพยนตร์แนวตลกเสียดสี …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/news/social/608490&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3sbgFB3IDyRJZJ0V2x1Le3

  • “อนุทิน” ขอรอฟังข้อสรุป “กมธ.สภา” ศึกษาปมยกเลิก MOU 43-44

    “อนุทิน” ขอรอฟังข้อสรุป “กมธ.สภา” ศึกษาปมยกเลิก MOU 43-44

    “นายกฯอนุทิน” ชี้ “กมธ.สภา” กำลังศึกษาปมยกเลิก MOU 43-44 หลัง “พิธา”ถาม เหตุใดใช้กลไกสภาไม่ได้ ขอ รอฟังข้อสรุปแล้วค่อยพิจารณาทีหลัง

    วันที่ 11 ต.ค.2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่าเหตุใดจึงใช้กลไกของรัฐสภาไม่ได้ในการยกเลิก MOU 43-44 โดยระบุว่า ขณะนี้รัฐสภากำลังศึกษาอยู่ ทั้ง 2 สภา

    เมื่อถามว่า จริงๆแล้วสามารถใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเลิกได้เลยใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างต้องมีขั้นตอน

    ผู้สื่อข่าว พีพีทีวี
    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

    ส่วนจะต้องรอข้อสรุปของกรรมาธิการใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ในเมื่อกรรมาธิการทั้ง 2 สภา ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรกำลังศึกษาอยู่ เราก็รอฟังผลการศึกษา

    ส่วนหากผลออกมาเป็นทางบวกกับประเทศไทยมีโอกาสไม่ต้องทำประชามติใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รอให้ผลการศึกษาออกมาก่อน แล้วค่อยมาพิจารณาร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/news/%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587/258989&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw32BNyJR3GlANs9cb42woeC

  • ข่าวในพระราชสำนัก ประจำวันที่ 10 ตุลาคม 2568

    ข่าวในพระราชสำนัก ประจำวันที่ 10 ตุลาคม 2568

    ข่าวในพระราชสำนัก ประจำวันที่ 10 ตุลาคม 2568

    – พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ เอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ถวายพระราชสาส์นตราตั้ง และอักษรสาส์นตราตั้ง

    – พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ส่งข้อความพระราชสาส์น อำนวยพรไปยังประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐฟีจี ในโอกาสวันฟีจีของสาธารณรัฐฟีจี

    – กรมสมเด็จพระเทพฯ เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปยังมหิดลสิทธาคาร มหาวิทยาลัยมหิดล อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม ในการพระราชทานปริญญาบัตร และประกาศนียบัตร แก่ผู้สำเร็จการศึกษา จากมหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปีการศึกษา 2567 เป็นวันที่ 2

    – พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเฉลิมศึกยุคล ทรงบำเพ็ญพระกุศลถวาย พระนางเจ้าสุวัทนา พระวรราชเทวี ในรัชกาลที่ 6 เนื่องในวันคล้ายวันสิ้นพระชนม์ ปีที่ 40

    – องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ไปในพิธีพระราชทานปริญญาบัตร แก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏ เขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตอนล่าง ประจำปีการศึกษา 2566 เป็นวันแรก

    – องคมนตรี เป็นประธานในพิธีบําเพ็ญกุศล น้อมรําลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันนวมินทรมหาราช

    – องคมนตรีประชุมเตรียมงานเปิดอาคารเรียนรู้เฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา และงานโครงการหลวงเชียงใหม่ ประจำปี 2568

    – สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเจริญอริยมรรค “สัมมาทิฏฐิ” เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ch3plus.com/news/royal/royalnews/449442&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0TFKE5500Ee9bK8GfTSsjj

  • “ธรรมนัส”ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ขับเคลื่อนภาคเกษตร เน้นลดต้นทุนผลิต หนุนความเข้มแข็งให้เกษตรกร พร้อมสร้างเศรษฐกิจจากท่องเที่ยว

    “ธรรมนัส”ลงพื้นที่ จ.เชียงราย ขับเคลื่อนภาคเกษตร เน้นลดต้นทุนผลิต หนุนความเข้มแข็งให้เกษตรกร พร้อมสร้างเศรษฐกิจจากท่องเที่ยว

    วันที่ 11 ต.ค. 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ และนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมถึง นายอนุรัตน์ ตันบรรจง และนายจีรเดช ศรีวิราช สส.พะเยา พรรคกล้าธรรม และคณะผู้บริหารทั้ง 2 กระทรวง ลงพื้นที่ตรวจราชการที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมือง จ.เชียงราย เพื่อนโยบายและแนวทางในการปฏิบัติให้กับผู้นำท้องถิ่นจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้าร่วมกว่า 145 แห่ง และผู้นำชุมชนในพื้นที่กว่า 1,753 หมู่บ้าน เพื่อรับฟังนโยบายและแนวทางการปฏิบัติด้านการพัฒนาเศรษฐกิจ การศึกษา และการเกษตรในระดับพื้นที่

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนได้รับมอบหมายจากนายกรัฐมนตรี ให้กำกับและติดตามการดำเนินงานในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนทั้งหมด รวมถึงพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนกำกับดูแล 4 กระทรวงตามที่นายกรัฐมนตรีมอบหมาย เพื่อให้การบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกล่าวยืนยันว่า เราไม่มีวันหยุด ต้องทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน โดยยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก

    “รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานต้องลงพื้นที่ เข้าถึงประชาชนอย่างแท้จริง คลุกคลีกับพี่น้องในพื้นที่ เพื่อเข้าใจปัญหาจากของจริง เราต้องนำปัญหามาเป็น ‘โจทย์หลัก’ แล้วจัดทำแผนเพื่อจัดสรรงบประมาณให้ตรงจุด สำหรับจังหวัดเชียงราย มีปัญหาหลักๆ ที่พบ เช่น ปัญหาน้ำท่วมแม่สายที่เกิดซ้ำซาก รวมถึงสารเจือปนในแหล่งน้ำที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยจะนำเข้าหารือในที่ประชุม ครม. เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาแนวทางเจรจาในระดับการทูต เพื่อหาทางออกร่วมกัน” ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวต่อว่า จังหวัดเชียงราย ถือเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพสูงทั้งด้านการเกษตรและการท่องเที่ยว จึงต้องการพัฒนาให้เมืองเชียงรายกลับมาคึกคักอีกครั้ง สร้างรายได้ให้เกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากได้ ลดหนี้สิน เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และพัฒนาเศรษฐกิจในทุกมิติ ทั้งด้านการท่องเที่ยว การศึกษา และสวัสดิการประชาชน โดยได้มอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดนำแนวทางนโยบายไปปฏิบัติอย่างจริงจัง ในส่วนของการพัฒนาภาคการเกษตร ได้เน้นย้ำให้ลดต้นทุนการผลิต โดยให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ลงพื้นที่ให้คำแนะนำเกษตรกรเกี่ยวกับการใช้ปุ๋ย ยาฆ่าแมลง และชีวภัณฑ์อย่างเหมาะสม พร้อมสั่งการให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยให้แก่สมาชิกสหกรณ์ทั่วประเทศนอกจากนี้ ยังมอบแนวนโยบายส่งเสริมให้เกษตรกรรวมกลุ่มกันในรูปแบบสหกรณ์ เพื่อบริหารจัดการผลผลิตและหาตลาดจำหน่าย โดยให้สหกรณ์ทำหน้าที่เชื่อมโยงกับตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงสินค้าปศุสัตว์ โดยได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมปศุสัตว์และกรมวิชาการเกษตร ทำงานร่วมกันเพื่อดันราคาสินค้าเกษตรให้สูงขึ้น โดยราคาวัวจะต้องอยู่ที่ 80 บาทต่อกิโลกรัม และข้าวนาปี อยู่ที่ 8,000-10,000 บาทต่อตัน และให้เห็นผลเป็นรูปธรรมภายใน 3 เดือน โดยยืนยันว่าหากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างตั้งใจ เชื่อมั่นว่าจะสามารถบรรลุผลได้ตามเป้าหมาย

    ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ยังได้กล่าวถึงบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทที่ต้องได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึง เพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ให้เป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ แต่นั้นบ้านพักครูหลายแห่งที่อยู่ในสภาพทรุดโทรม และไม่ปลอดภัยต่อการอยู่อาศัย เพราะติดข้อจำกัดตามระเบียบราชการเก่า ตนจึงได้เน้นย้ำว่า ต้องเร่งปรับปรุงให้ดี ครูเปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สอง ครูที่ดีคือรากฐานสำคัญของเด็กไทย การสร้างคุณภาพการศึกษาที่ดี ไม่ใช่แค่เรื่องนวัตกรรมหรือเทคโนโลยี แต่ต้องเริ่มจากการทำให้ครูมีความมั่นคงในชีวิต มีบ้านพักที่ปลอดภัย และมีขวัญกำลังใจที่ดี

    จากนั้น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมคณะ เดินทางตรวจติดตามสถานการณ์และการบริหารจัดการน้ำในลุ่มน้ำกก ณ เขื่อนเชียงราย ตำบลรอบเวียง อำเภอเมืองเชียงราย ก่อนเดินทางต่อไปยังที่ว่าการอำเภอเวียงชัย เพื่อรับฟังปัญหาความต้องการในพื้นที่ พร้อมมอบสิ่งของและปัจจัยการผลิต เช่น มอบโฉนดเพื่อการเกษตร พันธุ์สัตว์น้ำ น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ รวมทั้งป้ายปัจจัยการผลิตโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตข้าวของเกษตรกรผู้ประสบอุทกภัย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/248404&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20NktCcu9TsUXzppLwF60Z

  • ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ เตรียมพัฒนา “ภูมะเขือ” เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลังศึกสงบ | เดลินิวส์

    ผู้ว่าฯ ศรีสะเกษ เตรียมพัฒนา “ภูมะเขือ” เป็นแหล่งท่องเที่ยวหลังศึกสงบ | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ที่ห้องประชุมกันทรลักษ์เรืองรอง อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานการประชุมหารือสำคัญ ว่าด้วยแนวทางการพัฒนาเพื่อความมั่นคงบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยมี นายสุริยา บุตรจินดา รองผู้ว่าราชการจังหวัดศรีสะเกษ พร้อมด้วย นายสุกิจ เหลืองสกุลไทย ปลัดจังหวัดศรีสะเกษ และ จ่าเอกสมควร สิงห์คำ นายอำเภอกันทรลักษ์ นำส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้แทนจาก กองทัพภาคที่ 2 เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาในพื้นที่ชายแดนให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืน ทั้งในมิติของ ถนน แหล่งน้ำ และระบบไฟฟ้า ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญ

    โดยการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการรับฟังปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างแนวทางการขับเคลื่อนที่เป็นเอกภาพ พร้อมเชื่อมโยงการพัฒนาให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง และส่งเสริมให้พื้นที่ชายแดนเป็นทั้ง “แนวหน้าแห่งความมั่นคง” และ “แนวร่วมแห่งการพัฒนา”

    ทั้งนี้ จังหวัดศรีสะเกษ ได้จัดตั้งศูนย์สั่งการชายแดนเพื่อเป็นกลไกสำคัญในการบูรณาการการทำงานระหว่างฝ่ายปกครองและฝ่ายทหาร โดยมีภารกิจหลักในการสนับสนุนการรักษาความสงบเรียบร้อย ดูแลความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ และเป็นศูนย์กลางในการประสานงานเมื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตชายแดน

    หลังจากการประชุม นายอนุพงศ์ สุขสมนิตย์ พร้อมคณะผู้บริหารจังหวัดและหัวหน้าหน่วยงานได้เดินทางลงพื้นที่ ภูมะเขือ ตำบลเสาธงชัย อำเภอกันทรลักษ์ ซึ่งถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทหารและเคยเป็นพื้นที่เกิดเหตุการณ์ปะทะบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา เมื่อช่วงปลายเดือน กรกฎาคม 2568 ที่ผ่านมา ในปัจจุบันสถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวได้กลับเข้าสู่สภาวะปกติแล้ว โดยกองกำลังทหารไทยได้เข้าดูแลพื้นที่อย่างเบ็ดเสร็จและต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่าชายแดนไทยมีความสงบ ปลอดภัย และมั่นคง

    เมื่อสถานการณ์ในพื้นที่มีเสถียรภาพมากเพียงพอ ทางจังหวัดศรีสะเกษ จึงได้มีแผนที่จะพัฒนา “ภูมะเขือ” ให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และความมั่นคงของชาติเพื่อให้ประชาชนทั่วไปรวมถึงเยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้และสัมผัสถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ และความหวงแหนในอธิปไตยของแผ่นดินไทย ตลอดจนตระหนักถึงความสำคัญของการรักษาความสงบและความมั่นคงในพื้นที่ชายแดน ซึ่งไม่เพียงเป็นแนวป้องกันประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งความสามัคคี และความภาคภูมิใจในผืนแผ่นดินไทย ซึ่งเป็นเจตนารมณ์สำคัญของการประชุมและการลงพื้นที่ในครั้งนี้

    พร้อมกันนี้ คณะได้มอบสิ่งของอุปโภคบริโภคแก่เจ้าหน้าที่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบในพื้นที่บนภูมะเขือเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ห่างไกล ก่อนร่วมกันถ่ายภาพแห่งประวัติศาสตร์ความภูมิใจกับธงชาติไทยที่โบกสะบัดเหนือยอดภูมะเขือ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5196075/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3C14EpWkvqVUUppVcMEk-A

  • นายกฯ ชี้ กมธ.สภากำลังศึกษา ปมยกเลิก MOU 43-44 หลัง “พิธา” ตั้งคำถามถาม รอฟังข้อสรุป แล้วพิจารณาอีกครั้ง

    นายกฯ ชี้ กมธ.สภากำลังศึกษา ปมยกเลิก MOU 43-44 หลัง “พิธา” ตั้งคำถามถาม รอฟังข้อสรุป แล้วพิจารณาอีกครั้ง

    วันที่ 11 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งคำถามถึงรัฐบาลว่าเหตุใดจึงใช้กลไกของรัฐสภาไม่ได้ ในการยกเลิก MOU 43-44 โดยระบุว่า ขณะนี้รัฐสภากำลังศึกษาอยู่ ทั้ง 2 สภา เมื่อถามว่า จริงๆ แล้วสามารถใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเลิกได้เลยใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ทุกอย่างต้องมีขั้นตอน

    ส่วนต้องรอข้อสรุปของกรรมาธิการใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ในเมื่อกรรมาธิการทั้ง 2 สภา ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร กำลังศึกษาอยู่ เราก็รอฟังผลการศึกษา
    นักข่าวถามอีกว่าหากผลออกมาเป็นทางบวกกับประเทศไทยมีโอกาสไม่ต้องทำประชามติใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รอให้ผลการศึกษาออกมาก่อน แล้วค่อยมาพิจารณาร่วมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/58901&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0FFwYP6UuFhRxjd5dl0558

  • เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา ภารกิจ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ สอนภาษานักโทษ | เดลินิวส์

    เกาะประเด็นการเมืองวันนี้ จับตา ภารกิจ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ สอนภาษานักโทษ | เดลินิวส์

    อยู่ในภาวะระส่ำระสายจริงๆ สำหรับพรรคเพื่อไทย (พท.) ทั้งๆ ที่เคยยิ่งใหญ่ในทางการเมือง นับตั้งแต่พรรคไทยรักไทย (ทรท.) ต่อเนื่องมาถึงพรรค พท. ลงเลือกตั้งครั้งใด คว้าชัยชนะทุกครั้ง จะเว้นการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่แพ้พรรคประชาชน (ปชน.) แต่ก็ได้เป็นแกนนำรัฐบาลในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ไล่ตั้งแต่รัฐบาลนายเศรษฐา ทวีสิน ต่อเนื่องมาถึง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร แต่ในช่วง 2 ปีที่เป็นฝ่ายบริหาร ถือว่าล้มเหลว ทั้งคู่ก็ต้องพ้นจากตำแหน่งนายกฯ ด้วยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ (รธน.) อันเนื่องมาจากปัญหาจริยธรรม หาก “น.ส.แพทองธาร” ไม่สามารถเป็นแคนดิเดตนายกฯ ได้ ทำให้ต้องสรรหาแคนดิเดตนายกฯ ซึ่งในระหว่างการทำกิจกรรม ยกเครื่องเพื่อไทย-ยกเครื่องประเทศไทย หัวหน้าพรรค พท. เตรียมแคนดิเดตไว้เรียบร้อยแล้ว พร้อมทั้งยืนยันไม่ใช้คนในตระกูลชินวัตร และยังมีข่าว “นายวราวุธ ศิลปอาชา” หัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ทายาทการเมือง “นายบรรหาร ศิลปอาชา” นายกฯ คนที่ 21 เจ้าของพื้นที่ จ.สุพรรณบุรี อาจจะควบรวมกับพรรค พท. โดย “ลูกท็อป” อาจได้เป็น สส.บัญชีรายชื่อลำดับต้นๆ หรืออาจจะถึงขั้นเป็น 1 ในแคนดิเดตนายกฯ

    ด้าน “นายวราวุธ ศิลปอาชา” สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรค ชทพ. กล่าวถึงกระแสข่าวที่ระบุว่า พรรค พท.จะเสนอชื่อให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค พท. ว่า ไม่ทราบว่าใครเป็นคนให้ข่าวดังกล่าว ยืนยันว่าวันนี้ยังเป็นหัวหน้าพรรค ชทพ. พรรคเรามี 10 เสียง ยังอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มก้อน การทำงานของพรรค ชทพ. เราทำงานร่วมกัน  ดังนั้นไม่ว่าจะทำอะไร ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของใครคนใดคนหนึ่ง  ทั้ง 10 สส.รวมทั้งกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ชทพ. เราร่วมกันในการตัดสินใจที่จะทำอะไรในทางการเมือง ยืนยันว่าวันนี้เรายังไม่ได้ตกลงกับใคร เราทุกคนยังเป็นพรรค ชทพ. หากจะมีอะไรเกิดขึ้น ขอยืนยันว่า 10 เสียง สส.และกก.บห. รวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แม้จะยืนยันว่ายังเป็นหัวหน้าพรรค ชทพ. แต่ขอบอกว่าหากต้องตัดสินใจทางการเมือง ต้องเป็นเรื่องของ สส. และกก.บห. ต้องตัดสินใจทางการเมืองร่วมกัน

    ด้วยสภาพการเมืองที่แบ่งข้างอย่างชัดเจน และด้วยสถานการณ์ที่พลิกผันได้ตลอด ดังนั้นการดำรงพรรค ชทพ.ไว้ น่าจะเป็นผลดีกับนายวราวุธหรือไม่ เพราะสามารถพลิกขั้วได้ตลอดเวลา อีกทั้งบทเรียนของการเป็นนายกฯ นอกตระกูล “ชินวัตร” ทั้งนายสมัคร สุนทรเวช และนายเศรษฐา ทวีสิน น่าจะทำให้นายวราวุธต้องคิดหนัก อีกทั้งในส่วนของพรรค พท.ย่อมทำให้แกนนำพรรคบางคน อาจมีความรู้สึกเหมือนตนเองไม่มีศักยภาพเพียงพอกับการได้รับการคัดเลือกให้เป็นแคนดิเดตนายกฯ อาจตัดสินไม่อยู่ต่อกับพรรค พท. ดังนั้นดีที่สุดเพื่อยุติความสับสน พรรค พท.อาจต้องรีบเปิดตัวแคนดิเดตนายกฯ เพื่อยุติความสับสน เมื่อเทียบกับพรรคคู่แข่ง พรรคประชาชน (ปชน.) ชู “นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” และจะส่งแคนดิเดตนายกฯ ครบทั้ง 3 คน เช่นเดียวกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นอกจากจะส่ง “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” ลงชิงเก้าอี้นายกฯ อีกสมัย ยังจะส่งแคนดิเดตอีก 1 คนด้วย นั่นหมายความว่า ถ้าหากพรรค พท.ยังไม่เปิดรายชื่อบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่นายกฯ หากได้เป็นแกนนำรัฐบาล อาจกลายเป็นจุดอ่อนของพรรคสีแดง กับการสร้างกระแสในช่วงก่อนมีการเลือกตั้ง

    ส่วนความคืบหน้าคดีการเสนอสินบน 40 ล้าน “นายไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เพื่อแลกกับการไม่ให้เร่งปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และพนันออนไลน์นั้น ในส่วนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ด้านเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีของกองปราบปรามอยู่ระหว่างเร่งพิสูจน์ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด นอกจากนี้ยังมีการจัดส่งกำลังเจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กก.1 บก.ป. ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานที่ต่างๆ ที่มีการกล่าวอ้างว่าเป็นสถานที่ที่นายภูวศิษฐ์ ไชยอรุณโรจน์ หรือ “คิว” นัดเจรจาพูดคุยกับคนกลาง เกี่ยวกับเรื่องที่จะให้คนกลาง นำข้อเสนอสินบน 40 ล้านบาท แลกกับการให้หยุดหรือชะลอการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ สแกมเมอร์ และพนันออนไลน์ ในช่วงนี้ไปเสนอต่อ นายไชยชนก ทั้งนี้ก็เพื่อพิสูจน์ทราบให้แน่ชัดว่า มีการเจรจาพูดคุยกันที่สถานที่ดังกล่าวจริงหรือไม่

    ขณะเดียวกันทางพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. ยังเตรียมออกหมายเรียกพยานบุคคลต่างๆ ประมาณ 3-4 คน ที่ถูกพาดพิงว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องดังกล่าวมาเข้าให้ปากคำในฐานะพยานเพื่อซักถามข้อเท็จจริงต่างๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อนำไปประกอบสำนวนคดีและพยานหลักฐานต่างๆ ก่อนรวบรวมส่งต่อให้กับ ป.ป.ช. พิจารณาต่อไป

    ด้าน “นายไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี ให้สัมภาษณ์ถึงสาเหตุไม่ไปให้ข้อมูลกับคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเทคโนโลยีสารสนเทศฯ แต่ส่งเอกสารชี้แจงสินบน 40 ล้านบาทแทน ว่า ยังมีข้อมูลที่อยู่ในกระบวนการ จึงมีความกังวลว่า ถ้าเราให้ข้อมูลเพิ่มเติมน่าจะมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และการดำเนินคดีจึงอยากรอให้เป็นไปตามกระบวนการ  ถ้าในกระบวนการมีข้อสรุป ยินดีให้ข้อมูลพร้อมจะชี้แจงอยู่แล้ว ยืนยันทุกอย่างที่ตนพูดไปเป็นเรื่องจริง  จึงอยากให้รอกระบวนการ รอให้มีการสืบสวนสอบสวนและดำเนินคดี ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอย่างเต็มที่ พร้อมยืนยันว่าทุกข้อมูลที่ออกไปส่งผลแน่นอน ขอให้ตนได้เก็บข้อมูล ไม่อยากให้ฝ่ายไหนออกมาพูดเลย เมื่อถามอีกว่าขบวนการนี้จะเกี่ยวข้องกี่คน และกระบวนการเป็นอย่างไรนั้น นายไชยชนก กล่าวว่า ขอให้รอพ้นการสืบสวนสอบสวน น่าจะมีการซัดทอดกันไปเรื่อยๆ ซึ่งผลสอบจะไม่นาน ไม่น่าจะถึง 1 เดือน นายไชยชนก กล่าวเพิ่มเติมว่า กระบวนการดังกล่าวน่าจะมีความพยายามติดต่อมาหลายครั้ง มีการติดต่อผ่านช่องทางมาหาตน แต่ไม่ได้ติดต่อโดยตรง พร้อมบอกว่าหน่วยงานเดียวไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงานแต่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญ จะดำเนินการสุดความสามารถ ส่วนรัฐบาลที่ผ่านมามีการจ่ายสินบนหรือไม่นั้น ตนคอนเฟิร์มไม่ได้ คงต้องรอกระบวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ จะสาวลึกไปถึงผู้เกี่ยวข้องได้มากน้อยแค่ไหน และบทสรุปที่เกิดขึ้น จะมีผลกระทบกับ “นายไชยชนก ชิดชอบ” รมว.ดีอี ซึ่งเป็นเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หรือไม่

    ในที่สุดก็มีความชัดเจน หลัง “กรมราชทัณฑ์” มอบหมายภารกิจให้ “นายทักษิณ ชินวัตร” ในฐานะผู้ต้องขัง เป็นอาจารย์ภาษาอังกฤษให้ผู้ต้องขังในเรือนจำ โดย “พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล” อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวถึงกรณีการคุมขังนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะมีแผนฝึกอบรม หรือให้ออกไปบำเพ็ญประโยชน์ ตามที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวให้สัมภาษณ์ว่าบิดาอยากช่วยคุมการลอกท่อว่า นายทักษิณเป็นผู้ต้องขังสูงอายุ คงไม่ทำงานใช้แรงมาก จึงอยากให้ไปช่วยเหลือด้านการศึกษา เช่น เป็นอาจารย์ภาษาอังกฤษให้ผู้ต้องขังในเรือนจำมากกว่า แต่ยังไม่สามารถบอกได้ว่าจะเริ่มเมื่อใด ต้องเป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์เรือนจำ ส่วนการยื่นขอทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย ครั้งที่ 2 ของนายทักษิณนั้น เป็นไปตามขั้นตอน 

    สำหรับกรณีการเข้าเกณฑ์ผู้ต้องขัง ที่จะได้รับการพักโทษนั้น รายงานข่าวภายในกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงว่า ตามระเบียบกรมราชทัณฑ์ ผู้ต้องขังทั่วไปจะต้องรับโทษมาไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 แต่หากเป็นผู้ต้องขังอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ระเบียบกำหนดต้องรับโทษมาไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 6 เดือนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อคำนวณโทษออกมาแล้ว เงื่อนใดมีโทษมากกว่ากัน โดยให้ยึดตามโทษที่มากกว่า ผู้เข้าหลักเกณฑ์จึงจะสามารถยื่นขอรับการพักโทษได้ จากนั้นกรมราชทัณฑ์ก็จะนำเรื่องเข้าคณะกรรมการเพื่อพิจารณา ซึ่งจะมีการประชุมเดือนละ 1 ครั้ง โดยหลักเกณฑ์นี้เป็นระเบียบที่ใช้กับผู้ต้องขังทุกราย ส่วนกรณีของนายทักษิณนั้น กรมราชทัณฑ์เน้นดูแลใน 2 เรื่อง คือ ดูแลสุขภาพ ยารักษาโรคตามที่มีประวัติความเจ็บป่วย ส่วนอีกเรื่อง คือความปลอดภัย และการป้องกันความขัดแย้งทางการเมืองภายในเรือนจำ เนื่องจากภายในเรือนจำกลางคลองเปรม มีผู้ต้องขังที่มีความเห็นทางการเมืองหลากหลาย จึงต้องมีการแยกแดนเพื่อลดการเผชิญหน้าของผู้ต้องขังแต่ละกลุ่ม

    ส่วนการยื่นขอทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะราย ครั้งที่ 2 ต้องเป็นนักโทษประหารชีวิตหรือไม่นั้น ไม่จำเป็น เนื่องจากการขอพระราชทานอภัยโทษเฉพาะรายเป็นสิทธิของผู้ต้องขังทุกคน โดยในชั้นเรือนจำฯ และกรมราชทัณฑ์ จะทำหน้าที่ตรวจสอบเอกสารว่าครบถ้วนหรือไม่ โดยเป็นพระราชอำนาจวินิจฉัยต้องส่งไปตามขั้นตอน ยกตัวอย่างกรณี นายบรรยิน ตั้งภากรณ์ เคยถูกตัดสินประหารชีวิตก็ยื่นขอพระราชทานอภัยโทษ แต่หากฎีกาถูกยกคือไม่ลดโทษให้ ดังนั้น อีก 2 ปี จึงขอยื่นได้ใหม่อีกครั้ง

    ที่น่าสนใจคือระเบียบกำหนดการพักโทษ ผู้ต้องขังที่มีอายุเกิน 70 ปีขึ้นไป ต้องรับโทษไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 หรือไม่น้อยกว่า 6 เดือนขึ้นไป ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อคำนวณโทษออกมาแล้ว เงื่อนใดมีโทษมากกว่ากัน โดยให้ยึดตามโทษที่มากกว่า ผู้เข้าหลักเกณฑ์จึงจะสามารถยื่นขอรับการพักโทษได้

    “ทีมข่าวการเมือง”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5193517/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lwcf5ZSU6U3P1crhHFg1j