Blog

  • บขส.ร่วม คนละครึ่งพลัส เดินทางทั่วไทย ปลุกท่องเที่ยวปลายปี

    บขส.ร่วม คนละครึ่งพลัส เดินทางทั่วไทย ปลุกท่องเที่ยวปลายปี

    บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ประกาศเข้าร่วมโครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ตามนโยบายรัฐบาลและกระทรวงคมนาคม เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าเดินทางของประชาชนในช่วงปลายปี โดยเปิดให้ประชาชนใช้สิทธิ์ชำระค่าตั๋วรถโดยสาร บขส. ได้ทั่วประเทศในอัตราเพียงครึ่งเดียว ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568

    อรรถวิท รักจำรูญ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บขส. เผย โครงการดังกล่าวถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาคครัวเรือนและการท่องเที่ยวในประเทศ ซึ่งช่วยให้ประชาชนเดินทางได้สะดวก ปลอดภัย และประหยัดมากขึ้น โดยสามารถใช้สิทธิ์ได้ที่ช่องจำหน่ายตั๋วทุกสถานีของ บขส. ทั่วประเทศ

    สำหรับเงื่อนไขการใช้สิทธิ์ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ในการเดินทางกับ บขส. ผู้ใช้สิทธิ์ต้องซื้อตั๋วด้วยตนเองภายในวงเงิน 200 บาทต่อวัน หากค่าโดยสารเกินวงเงินจะต้องชำระส่วนต่างเป็นเงินสด ทั้งนี้สามารถใช้สิทธิ์ได้กับรถโดยสารทุกมาตรฐานและทุกเส้นทางทั่วประเทศ

    transport-half-and-half-plus-travel-tourism-SPACEBAR-Photo01.jpg

    บขส. คาดว่าโครงการนี้จะช่วยเพิ่มการเดินทางของประชาชนในช่วงเทศกาลและวันหยุดยาว ปลุกบรรยากาศเศรษฐกิจภูมิภาค และกระตุ้นรายได้ให้กับธุรกิจท่องเที่ยวและร้านค้าท้องถิ่น

    ประชาชนสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและจองตั๋วล่วงหน้าได้ที่เว็บไซต์ บขส. แอปพลิเคชัน E-Ticket หรือช่องทางออนไลน์ของ บขส. ทุกแพลตฟอร์ม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/transport-half-and-half-plus-travel-tourism&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1AU99iWIj3f1wlhS3vTrE2

  • P

    P

    15 49.0138 8.38624 arrow 0 none 0 4000 1 0 horizontal https://maya-channel.com 300 0 1

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://maya-channel.com/2025/10/18/klook-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%258A%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2584/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3BEeDxvpKt1otGLAZ1KGMx

  • ‘ไลฟ์การ์ด’ ด่านป้องกันแรกและความช่วยเหลือสุดท้ายเหตุ นทท.จมน้ำภูเก็ต

    ‘ไลฟ์การ์ด’ ด่านป้องกันแรกและความช่วยเหลือสุดท้ายเหตุ นทท.จมน้ำภูเก็ต

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Jealousy Leads To Fatal Beating, Roadside Phuket Stabbing, High Hope For Veg Fest || Thailand News

    Phuket TV – PHUKET XTRA: VIDEO: Jealousy Leads To Fatal Beating, Roadside Phuket Stabbing, High Hope For Veg Fest || Thailand News

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.khaophuket.com/%25E0%25B9%2584%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%259F%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A3%25E0%25B9%258C%25E0%25B8%2594-%25E0%25B8%2594%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%259B%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%2581%25E0%25B8%25B1%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A3%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B0%25E0%25B8%2584%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%258A%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%25A5%25E0%25B8%25B7%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B8%25E0%25B8%2594%25E0%25B8%2597%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B2%25E0%25B8%25A2%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AB%25E0%25B8%2595%25E0%25B8%25B8-%25E0%25B8%2599%25E0%25B8%2597%25E0%25B8%2597-%25E0%25B8%2588%25E0%25B8%25A1%25E0%25B8%2599%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25B3%25E0%25B8%25A0%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%2581%25E0%25B9%2587%25E0%25B8%2595-13604.php&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Mo3-G703Pq3gwASimSFEp

  • “ททท.” เร่งกระตุ้นรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติช่วงไฮซีซัน – INN News

    “ททท.” เร่งกระตุ้นรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติช่วงไฮซีซัน – INN News

    ททท. เร่งกระตุ้นการใช้จ่ายนักท่องเที่ยวต่างชาติส่งท้ายปีกับ Amazing Thailand Passport Privileges ‎มอบสิทธิพิเศษพร้อมความประทับใจแก่นักท่องเที่ยว กระตุ้นรายได้ท่องเที่ยวไทยเติบโตช่วงไฮซีซัน

    ‎เช้าวันนี้ (17 ตุลาคม 2568) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ร่วมกับพันธมิตรชั้นนำ เปิดตัว โครงการ Amazing Thailand Passport Privileges มอบของที่ระลึก ส่วนลดและสิทธิพิเศษสำหรับสินค้า และบริการด้านการท่องเที่ยว ดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติกระตุ้นเศรษฐกิจผลักดันรายได้ท่องเที่ยว ‎พร้อมสร้างภาพลักษณ์การบริการที่ดีให้กับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

    ‎โดยมีนายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการ‎ด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม รองประธาน‎สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย นางพาณินี ไชยสระแก้ว ผู้อำนวยการฝ่ายการท่าอากาศยาน ‎ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและตัวแทนนักท่องเที่ยว เหล่าอินฟลูเอนเซอร์ให้เกียรติเข้าร่วมงานฯ ณ ห้องโถง ‎ธนะรัชต์ ชั้น 1 อาคาร ททท.

    ‎นายณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว ททท. กล่าวว่า ททท. เร่งดำเนินมาตรการ‎ส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างต่อเนื่องตามนโยบายของรัฐบาล โดยให้ความสำคัญต่อการกระตุ้นการเดินทางและ‎การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติผ่านสิทธิพิเศษและแคมเปญทางการตลาด (Grand Privilege) เพื่อเร่งการฟื้น‎ตัวของภาคการท่องเที่ยว โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 จึงได้ดำเนินโครงการ Amazing Thailand ‎Passport Privileges ขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เพื่อมอบส่วนลดและสิทธิพิเศษสำหรับสินค้าและบริการ

    ‎ด้านการท่องเที่ยวจากสถานประกอบการชั้นนำทั่วไทยกว่า 300 สถานประกอบการ รวมถึงมอบของที่ระลึกที่ได้ ‎แรงบันดาลใจจาก 5 Must Do in Thailand ให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยในช่วงเดือน ‎พฤศจิกายน – ธันวาคม 2568 ซึ่งถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวไทย

    ‎ ทั้งนี้ ททท. เชื่อมั่นว่าโครงการ ‎“Amazing Thailand Passport Privileges จะเป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยว สามารถ‎กระจายรายได้ไปยังอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในทุกภาคส่วน พร้อมสร้างภาพลักษณ์การบริการที่ดีให้กับการท่องเที่ยว‎ไทย และคาดว่าการดำเนินโครงการจะสร้างรายได้หมุนเวียนไม่น้อยกว่า 400 ล้านบาท

    ‎สำหรับโครงการ Amazing Thailand Passport Privileges ในปีนี้เติมความพิเศษ ด้วย 2 กิจกรรมไฮไลต์ดังนี้ กิจกรรมส่งเสริมการขาย (Sales Promotion) มอบส่วนลดและสิทธิพิเศษสำหรับสินค้าและบริการ‎ด้านการท่องเที่ยวจากสถานประกอบการชั้นนำทั่วไทยกว่า 300 สถานประกอบการ ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหาร โรงแรมที่พัก และศูนย์การค้า นอกจากนี้ยังสร้างภาพลักษณ์การบริการที่ดีให้กับการท่องเที่ยวไทยผ่าน กิจกรรม  ‎“Amazing Bag” ของขวัญแห่งความทรงจำแบบไทยที่คัดสรรของที่ระลึก (Lucky Gift) จากชุมชนทั่วไทย

    ‎ซึ่งได้แรงบันดาลใจจาก 5 Must Do in Thailand ได้แก่

    Must Taste มะม่วงไทยอบแห้ง Must Try พวงกุญแจ‎นักมวยไทย ศิลปะการต่อสู้ของไทย Must Buy สินค้าจากผ้าไทยหัตถกรรมไทย กระเป๋าย่ามผ้าไทย ผ้าพันคอผ้า‎ไทย จังหวัดสกลนคร หมวกผ้าไทย จังหวัดแพร่ Must Seek สินค้าที่สื่อถึงวิถีชีวิตของคนไทย พวกกุญแจตุ๊กตา ไดโนเสาร์จากผ้าขาวม้าทอมือ จังหวัดกาฬสินธุ์ พวงกุญแจนาคกี้ จังหวัดบึงกาฬ พวงกุญแจพู่ ลายชาติพันธุ์ จังหวัด‎เชียงราย Must See เป็นของที่ระลึกจากการแสดงศิลปะไทย อย่างพวงกุญแจตัวละครโขน พวงกุญแจผีตาโขน ‎จังหวัดเลย พร้อมลุ้นรับ Lucky Bag ของรางวัลจากพันธมิตรทางการท่องเที่ยว มูลค่ารวมกว่า 1,000,000 บาท

    ‎สำหรับวิธีการเข้าร่วมกิจกรรมฯ เพียงนักท่องเที่ยวแสดงหนังสือเดินทาง ณ บูทกิจกรรม ‎ณ 3 ท่าอากาศยาน ได้แก่ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ท่าอากาศยานดอนเมือง และท่าอากาศยาน‎นานาชาติภูเก็ตตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน – 15 ธันวาคม 2568 จะได้รับของที่ระลึก Amazing Bag ‎ทันที จากนั้นสแกน QR Code เพื่อลงทะเบียนรับ Voucher ส่วนลดและสิทธิพิเศษสำหรับสินค้าและบริการ ‎ด้านการท่องเที่ยวจากสถานประกอบการชั้นนำทั่วไทย และสามารถนำไปใช้ได้ในสถานประกอบการที่เข้าร่วม‎โครงการกว่า 300 แห่ง

    ‎ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการ Amazing Thailand Passport Privilegesได้ที่เว็บไซต์www.tourismthailand.org amazingthailandpassportprivileges

     

    ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

    Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

    Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

    TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

    LINE Official Account : @innnews

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.innnews.co.th/news/news_950224/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2wZ_tKuSy0N_GXRGxbk4bG

  • OR มอบทุนการศึกษา

    OR มอบทุนการศึกษา

    บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เดินหน้าสานต่อโครงการมอบทุนการศึกษาแก่เยาวชนรอบพื้นที่ปฏิบัติการของ OR ทั่วประเทศ ตอกย้ำวิสัยทัศน์ “เติมเต็มโอกาส เพื่อทุกการเติบโตร่วมกัน” มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิต และสร้างโอกาสทางการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนที่มีผลการเรียนดี มีความประพฤติดี แต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ รวมจำนวนทั้งสิ้น 522 ทุน มูลค่ารวมกว่า 1.79 ล้านบาท ครอบคลุมโรงเรียนจำนวน 103 แห่งทั่วประเทศ

    กาญจนี อุดมกุลวณิชย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านปฏิบัติการคลังปิโตรเลียม OR เปิดเผยว่า โครงการมอบทุนการศึกษาครั้งนี้ จัดขึ้นให้ชุมชนรอบพื้นที่ คลังน้ำมัน คลังปิโตรเลียม และพื้นที่ปฏิบัติการ OR ทั่วประเทศ รวม 18 แห่ง เช่น คลังน้ำมันลำลูกกา คลังน้ำมันสระบุรี คลังปิโตรเลียมสงขลา คลังปิโตรเลียมขอนแก่น คลังน้ำมันเชียงใหม่ รวมทั้งคลังก๊าซบ้านโรงโป๊ะ และพื้นที่ศูนย์ธุรกิจไลฟ์สไตล์ Cafe Amazon (OASYS) และสถาบันพัฒนาศักยภาพผู้นำและธุรกิจ (ORA) โดยได้ดำเนินกิจกรรมระหว่างเดือนมิถุนายน-กันยายน 2568 ที่ผ่านมา

    นอกจากการมอบทุนการศึกษาแล้ว OR ยังจัดกิจกรรม Open House ด้วยการเปิดบ้านให้เยาวชน และคณะครูได้เข้าเยี่ยมชมการดำเนินงานของคลังน้ำมัน และคลังปิโตรเลียม เพื่อสร้างความเข้าใจในมาตรการความปลอดภัย ตลอดจนเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจที่อยู่ภายใต้การบริหารของ OR อันจะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่น และความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนโดยรอบ

    OR เชื่อมั่นว่า การส่งเสริมการศึกษา และการสร้างโอกาสให้เยาวชนเติบโตอย่างมั่นคง จะเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาชุมชน และสังคมไทยให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://autoinfo.co.th/online/569348&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2U4i-jvT7pBRZQ1x8Scg7t

  • คอลัมน์การเมือง – เปิดประสบการณ์ ‘ฐานการเรียนรู้ทางการแพทย์’ แนะแนวศึกษาต่อสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ’69

    คอลัมน์การเมือง – เปิดประสบการณ์ ‘ฐานการเรียนรู้ทางการแพทย์’ แนะแนวศึกษาต่อสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ’69

    ต่อเนื่องเป็นครั้งที่ 2 โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เปิดโอกาสให้นักเรียนระดับมัธยมปลายจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรมภายใต้โครงการ CRA Open House ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์เปิดบ้านแนะแนวศึกษาต่อสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้นักเรียนที่มีความมุ่งมั่นในการศึกษาต่อสายแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ และสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ได้ฝึกทักษะแบ่งเป็นฐานการเรียนรู้หลากหลายสาขาทางการแพทย์ และได้เยี่ยมชมศูนย์การรักษาที่มีความเป็นเลิศ สร้างความมั่นใจในศักยภาพของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ อันเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติของนักศึกษาสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ซึ่งนักเรียนที่มาร่วมกิจกรรมจะได้สัมผัสเทคโนโลยีเครื่องมือนวัตกรรมทางการแพทย์ที่ทันสมัยทัดเทียมมาตรฐานสากล ตลอดจนเป็นการสร้างความสัมพันธ์ภาคีเครือข่ายร่วมกับสถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ เพื่อเป็นการขับเคลื่อนพันธกิจของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ในด้านการผลิตบัณฑิตแพทย์ พยาบาลและการสาธารณสุข  ที่มีคุณภาพทางวิชาการและสมรรถนะทางวิชาชีพที่เป็นเลิศ อีกทั้งเป็นทางเลือกในการเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ณ อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร

    รศ.นพ.สุรศักดิ์ ลีลาอุดมลิปิ รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เผยว่า โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นหน่วยงานภายใต้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ และเป็นสถานพยาบาลในกำกับของรัฐ ซึ่งในปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลในการฝึกปฏิบัติทักษะทางคลินิกของนักศึกษาแพทย์ พยาบาล และวิชาชีพทางการแพทย์ มีความเชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคมะเร็ง ให้บริการทางการแพทย์ด้วยศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านต่างๆ มีการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยในการตรวจวินิจฉัยและรักษาผู้ป่วยโรคซับซ้อน ด้วยทีมแพทย์และพยาบาลเฉพาะทาง ให้การสนับสนุนการวิจัยและการศึกษาในหลักสูตรต่างๆ ของราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของประเทศและช่วยดูแลส่งเสริมสุขภาพของคนไทย สืบสานพระปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี องค์ประธานและนายกสภาราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่ทรงมุ่งหวังให้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์จุฬาภรณ์เป็นศูนย์กลางการศึกษาและวิจัย สู่ความเป็นเลิศด้านวิชาการและวิชาชีพเพื่อบริการมวลมนุษยชาติอย่างยั่งยืน ภายใต้ปรัชญา “เป็นเลิศเพื่อทุกชีวิต”

    สำหรับ โครงการ CRA Open House ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เปิดบ้านแนะแนวศึกษาต่อสายวิทยาศาสตร์สุขภาพ ในวันนี้ มีนักเรียนระดับมัธยมปลายจากทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรม จำนวนทั้งสิ้น 292 คน ซึ่งโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ได้จัดเตรียม ฐานการเรียนรู้ทางการแพทย์”  เพื่อเปิดโลกการเรียนรู้ทางการแพทย์ จำนวน 8 ฐาน ประกอบด้วย

    ฐานที่ 1 Heart Hero – หัวใจและหลอดเลือด , ฐานที่ 2 X-ray – รังสีวินิจฉัยและร่วมรักษา, ฐานที่ 3 Mission: recovery – เวชศาสตร์ฟื้นฟู, ฐานที่ 4 Inside the OR – ห้องผ่าตัด, ฐานที่ 5 ENT & Sleep Guard – หูคอจมูกและดมยา, ฐานที่ 6 Life Saver – การแพทย์ฉุกเฉิน, ฐานที่ 7 Scan Hunter – ไซโคลตรอนและเพทสแกน, ฐานที่ 8 Kid Doc & Smart Nutrition – หมอเด็กโภชนาการ ซึ่งนักเรียนที่มาร่วมในแต่ละฐานจะได้รับความรู้จากบุคลาการทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด ได้สัมผัสกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่ใช้ในการตรวจ วินิจฉัย และรักษาผู้ป่วยจริง ณ อาคารกรมพระศรีสวางควัฒน โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และ ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ

    โดยกิจกรรมนี้ไม่เพียงแต่ช่วยให้นักเรียนได้เห็นภาพรวมของการเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์สุขภาพอย่างแท้จริง แต่ยังมีเป้าหมายในการสร้างแรงบันดาลใจในการเตรียมความพร้อมสู่วิชาชีพด้านการแพทย์และการสาธารณสุข รวมทั้งเพิ่มความมั่นใจในการศึกษาต่อที่ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ที่มีความพร้อมทางวิทยาการและบุคลากรด้านการแพทย์เทียบเท่าระดับสากล

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/64279&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1FSNU_cn3gEqV6skzDNUe6

  • ‘ศรีฟ้าเบเกอรี่’ ขายเค้กฝอยทอง จนเซเว่นเอาไปวางขาย ปีนี้คาดรายได้เกิน 1,000 ล้าน

    ‘ศรีฟ้าเบเกอรี่’ ขายเค้กฝอยทอง จนเซเว่นเอาไปวางขาย ปีนี้คาดรายได้เกิน 1,000 ล้าน

    ขายขนมปังได้ดิบได้ดี จนมีโอกาสร่วมงานกับ Minor Food และเซเว่น?

    ศรีฟ้า

    คุณเคยได้ยินแบรนด์ขนมอบที่ชื่อว่า ‘ศรีฟ้าเบเกอรี่’ ไหม? รู้หรือไม่? ทุกอย่างมันเริ่มมาจากจุดเล็กๆ ที่เรียกว่า ‘แพสชัน’ ของผู้ชายคนหนึ่ง

    ชายผู้นั้นมีชื่อว่า ‘วิเชียร เจนตระกูลโรจน์’ เขาหลงใหลและมุ่งมั่นอยากจะเป็นเจ้าของร้านเบเกอรีในจังหวัดกาญจนบุรีให้ได้ ซึ่งนั่นทำให้เขาไปสมัครเรียนที่โรงเรียนสอนทำขนมอบสด UFM

    เมื่อสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนสอนทำขนมอบสด ‘วิเชียร’ ตระเวนไปสมัครงานที่ร้านเบเกอรีต่างๆ ในกรุงเทพฯ เพื่อสั่งสมประสบการณ์ จนสุดท้าย ความฝันก็เป็นจริง เพราะในปี 1986 เขาลงทุนเปิดร้านชื่อศรีฟ้าเบเกอรี่ ในตลาดท่าเรือ อำเภอท่ามะกา จังหวัดกาญจนบุรี

    ปัจจุบัน วิเชียรเป็นกรรมการผู้จัดการ ‘บริษัท ศรีฟ้าโฟรเซนฟู้ด จำกัด’ ที่ไม่ได้มีแค่ร้านเบเกอรีเล็กๆ ในกาญจนบุรีอย่างเดียวแล้ว แต่ยังขยายสาขาไปจังหวัดอื่นมากมาย พร้อมรับทำ OEM ผลิตขนมอบให้ร้านค้าปลีก ร้านสะดวกซื้อต่างๆ รวมถึงร้านอาหารแบบ Quick Service Restaurant (QSR) อย่าง Burger King ด้วย

    เรียกได้ว่า ศรีฟ้าเบเกอรี่เป็นทั้งผู้ผลิตและจำหน่าย เค้กแช่แข็ง เค้กสำเร็จรูป เบเกอรี ไส้ผลิตภัณฑ์ ขนมทองม้วน รวมถึงกลุ่มขนมอบกรอบอย่างครบวงจรเลย แถมยังการันตีด้วยผลประกอบการที่ดีขึ้นทุกปี โดย

    • 2022: รายได้รวม 708 ล้านบาท / กำไร 10 ล้านบาท
    • 2023: รายได้รวม 662 ล้านบาท / กำไร 15 ล้านบาท
    • 2024: รายได้รวม 813 ล้านบาท / กำไร 51 ล้านบาท

    สำหรับ 2025 แม้ยังไม่จบปี แต่ ‘พีรวัส เจนตระกูลโรจน์’ ทายาทรุ่นที่ 2 ของศรีฟ้าเบเกอรี่ก็เผยภายในงาน ‘SCALE FAST – Business Accelerator Summit 2025’ ว่า ปีนี้ ทางบริษัทจะสามารถทำรายได้หลักถึง 1,100 ล้าน พร้อมกำไรอีก 100 ล้านบาทตามที่คาดไว้

    จริงๆ แล้ว กว่าจะมีวันนี้ ศรีฟ้าเบเกอรี่ผ่านอะไรมาบ้าง? และที่เกริ่นไปตอนแรกว่าได้ร่วมงานกับ Minor Food นั้นหมายถึงยังไง? มาดูกัน

    พลิกผันเพราะขายเค้กฝอยทองในเซเว่น โตขึ้นอีกเพราะได้ทำงานกับ Minor

    ศรีฟ้า
    ภาพจาก Minor Food

    หลังจากที่วิเชียรเปิดศรีฟ้าเบเกอรี่สาขาแรกในปี 1986 แล้วขยายสาขาไปมากมาย จนต้องทำโรงงานเพื่อควบคุมคุณภาพสินค้า ‘พีรวัส’ บอกว่า จุดที่ทำให้ธุรกิจพลิกผันคือปี 2009 ที่พวกเขามีโอกาสไปขายใน ‘เซเว่นอีเลฟเว่น’ 

    พีรวัสเล่าว่า เซเว่นติดต่อศรีฟ้าเบเกอรี่มา เพราะอยากนำ ‘เค้กฝอยทอง’ ของพวกเขาไปขาย ส่งผลให้กิจการต้องพัฒนาโรงงานให้สามารถรองรับการผลิต เพื่อส่งให้เซเว่นที่ ณ ตอนนั้น มีมากกว่า 3,000 สาขาได้

    “เราต้องอัปเกรดเครื่องไม้เครื่องมือ เราต้องอัปเกรดโรงงานของเรา เพื่อให้มันมีกำลังการผลิตมากพอที่จะส่งให้กับสาขาจำนวน 3,000 กว่าสาขา ไม่ใช่แค่ 10 สาขาที่เรามี ในด้านคุณภาพ ในด้านมาตรฐานโรงงานก็เหมือนกัน เราจะมาทำอย่างงี้ไม่ได้แล้ว เพราะเขามี QA ตรวจโรงงาน เขาต้องการระบบ GMP, HACCP ต้องการ ISO ต้องการหลายอย่างเลย มันก็เลยทำให้เราต้องลงทุนสร้างโรงงานและลงทุนเครื่องจักร สมัยนั้น คุณพ่อก็ลงทุนไป 100 กว่าล้านนะ แค่เป้าเดียวเลย แค่อยากขายเค้กฝอยทองให้เซเว่น”

    พอได้เข้าไปขายในเซเว่น ห้างสรรพสินค้าและแบรนด์อื่นๆ ก็เริ่มติดต่อให้ศรีฟ้าเบเกอรี่มาผลิตขนมอบส่งให้หน่อย ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ‘BreadTalk’ ร้านเบเกอรีสัญชาติสิงคโปร์ชื่อดัง ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยโดย ‘Minor Food Group’

    นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ ศรีฟ้าเบเกอรี่ได้รู้จักกับกลุ่มจัดซื้อของเครือ Minor และรักษาความสัมพันธ์นี้มายาวนานตั้งแต่ปี 2016 จนวันหนึ่ง เมื่อทาง Minor Food อยากจะทำธุรกิจเบเกอรีเองบ้าง จึงติดต่อพวกเขาให้มาร่วมงาน

    “ก่อนที่จะมาเจอเรา มีแคนดิเดตอยู่ 3 เจ้า มีบริษัทหนึ่งที่เป็นบริษัทอินเตอร์เลย เป็นโรงงานเบเกอรีจากออสเตรเลีย ซึ่ง Minor เขามีความสัมพันธ์กับทางออสเตรเลียเยอะมากอยู่แล้ว และก็มีผู้ผลิตรายใหญ่ในเมืองไทยอีกเจ้าหนึ่ง แล้วก็มีศรีฟ้า ซึ่งเล็กที่สุดและมาหลังสุด เขาเพิ่งจะมาบอกผมตอนผมไปสวัสดีปีใหม่ ผมรู้ผมก็แบบ เฮ้ย ตกขบวนหรือยัง? ถ้ายังไม่ตก ขอนะ ขอ study ด้วย ก็ปรากฎคุยประมาณปีนึง ได้เซ็นต้นปี 2018 ตอนนั้นนี่แทบไม่เชื่อโชคชะตาเลยว่า เราได้เซ็นได้ไงวะ? คือถ้าดูโปรไฟล์ เราไม่ได้ดีกว่า 2 เจ้าที่เขาคุยอยู่ก่อน”

    จากความสงสัยนั้น พีรวัสมีโอกาสเข้าไปคุยกับผู้บริหารฝ่ายจัดซื้อท่านหนึ่งของ Minor จึงรู้ว่า ที่พวกเขาเลือกศรีฟ้าเบเกอรี่ เป็นเพราะ ‘William Heinecke’ เจ้าของ Minor International ชอบ ‘เถ้าแก่’ แต่บริษัทใหญ่ๆ ชอบส่งผู้จัดการโครงการมาคุย แถมใช้เวลาคุยนาน ยิ่งถ้าเป็นบริษัทต่างชาติ ก็ยิ่งมีเรื่องไทม์โซนเข้ามาเกี่ยว

    กลับกัน ในกรณีของศรีฟ้าเบเกอรี่คือ หากนัดประชุมวันนี้ ไม่มะรืนนี้ก็พรุ่งนี้ พีรวัสจะเข้าไปคุยเองเลย ทาง Heinecke จึงบอกว่า “นี่ล่ะถึงจะทำงานแล้ว DNA มันตรงกัน”

    นั่นคือจุดเริ่มต้นของบริษัท ‘Art of Baking’ ผู้ผลิตเบเกอรีและแป้งแช่แข็งชั้นนำของไทยที่ทำกำไรทะลุ 100 ล้านบาทเป็นที่เรียบร้อย โดย

    • 2022: รายได้รวม 416 ล้านบาท / กำไร 35 ล้านบาท
    • 2023: รายได้รวม 518 ล้านบาท / กำไร 58 ล้านบาท
    • 2024: รายได้รวม 658 ล้านบาท / กำไร 105 ล้านบาท

    ในส่วนของผลประกอบการประจำปี 2025 พีรวัสคาดว่า Art of Baking จะสามารถทำรายได้หลักถึง 816 ล้านบาท พร้อมกำไรราวๆ 122 ล้านบาทเลย

    จากคำบอกเล่าของพีรวัส Art of Baking ถือเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่มาพร้อมกำลังการผลิต 2,000 ตันต่อเดือน

    “พอเราได้เงินจากนักลงทุนที่เขาไม่มีลิมิต เรื่อง cash ผมก็ลงทุนเยอะเลย สร้างโรงงานผลิต frozen dough ที่ดีที่สุด มันเหมือนเป็นโรงงานในฝัน เด็กๆ เคยอยากได้อะไร ก็สร้างมันที่นี่ เพราะมีคนช่วยจ่ายตังค์ แล้วมันก็ได้ผลนะ เพราะว่า efficiency มันดีมาก productivity ก็ดีมาก” 

    เดินหน้าขยายธุรกิจแฟรนไชส์ เพราะอยากเสริมสร้างเศรษฐกิจระดับชุมชน

    ศรีฟ้า
    ภาพจาก Scale Fast 2025

    หลังจากมีโรงงานที่ประสบความสำเร็จถึง 2 แห่ง พีรวัสจึงตัดสินใจนำศรีฟ้าเบเกอรี่มาทำเป็น ‘แฟรนไชส์’ ในปี 2023

    “ถ้าเรารับจ้างผลิตต่อไปเรื่อยๆ เราไม่เปลี่ยน คือเราไม่มี Business Model ใหม่ เราไม่มีกลยุทธ์ใหม่ ผมเห็นเทรนด์ของกำไร มันมาละ ขายเยอะจริงนะ แต่กำไรจาก High Single ลงมาเป็น Low Single หมายถึงจากเคยได้ 7-8% ลงมาเหลือ 1-2% ตอนนั้นก็เลยคิดว่า ต้องทำอะไรสักอย่างละ แล้วก็เอาศรีฟ้าเบเกอรี่ ธุรกิจของที่บ้านมาปรับโมเดล ให้มันขยายได้ โดยที่เราไม่ต้องลงทุนเอง” 

    แม้ในปีแรกที่ตัดสินใจทำ พีรวัสจะสามารถขายแฟรนไชส์ได้แค่ 3 สาขาเท่านั้น แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขาพัฒนาต่อเรื่อยๆ จนขยายเพิ่มในปี 2024 อีก 25 สาขา และปีนี้เอง ก็มีคนซื้อศรีฟ้าเบเกอรี่ไปทำเป็นแฟรนไชส์เพิ่มอีก 44 แห่ง

    ปัจจุบัน ศรีฟ้าเบเกอรี่มีทั้งหมด 87 สาขา ครอบคลุมถึง 41 จังหวัดทั่วไทย และภายใน 3-4 ปีหลังจากนี้ พีรวัสยังอยากขยายสาขาเพิ่มให้ครอบคลุมทั้งประเทศ เพราะเขาเรียนรู้แล้วว่า ธุรกิจแฟรนไชส์คือการสร้างเศรษฐกิจให้หมุนเวียนอยู่ในชุมชน

    “มันไปทำให้สร้างเถ้าแก่ใหม่ เขาก็พลิกชีวิตเลย จากเคยทำแต่อพาร์ตเมนต์ มาทำธุรกิจเบเกอรี รายได้เดือนนึงหลายๆ ล้าน จ้างคนในร้าน 10-12 คน แล้วก็ไปเปิดสาขา 2 เปิดสาขา 3 มันทำให้ผมมีกำลังใจในการเดินหน้าสนับสนุน Franchisee ต่อไป เพราะว่ามันทำให้ความมั่งคั่งกระจายตัว ไม่กระจุก มันทำให้เกิดเถ้าแก่ใหม่ มันทำให้เกิดการจ้างงาน มันทำให้เกิดเศรษฐกิจที่มันหมุนเวียนอยู่ในชุมชน”

    ท้ายที่สุด ศรีฟ้าเบเกอรี่พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แม้จะเริ่มจากร้านเล็กๆ ในต่างจังหวัด แต่ด้วยแพสชันและความไม่หยุดพัฒนาของพวกเขา จึงทำให้กลายเป็นที่รู้จักในนามของผู้ผลิตเบเกอรีระดับอุตสาหกรรมได้

    หวังว่ากรณีศึกษาของศรีฟ้าเบเกอรี่จะปลุกกำลังใจให้ผู้ประกอบการไทยทุกคน และบทความหน้า Brand Inside จะพาไปรับชมเรื่องราวความสำเร็จของแบรนด์ไทยเจ้าไหนอีก รอติดตามได้เลย

    ที่มา: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า, Srifa Frozen Food, Srifa Bakery

    ติดตามข่าวสารจาก Brand Inside ได้จาก Facebook ของเรา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://brandinside.asia/srifa-bakery-success-story/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20-K5xJT31PyQJsWNVtGMt

  • ‘บวรศักดิ์’ นำถกแนวทางยกเลิก MOU 43-44 ศึกษาข้อดีข้อเสีย บอกถึงเวลาจะพูด

    ‘บวรศักดิ์’ นำถกแนวทางยกเลิก MOU 43-44 ศึกษาข้อดีข้อเสีย บอกถึงเวลาจะพูด

    17 ต.ค.2568- ที่ตึกสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีรัฐ (สลค.) ทำเนียบรัฐบาล นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี เรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องประชุมหารือแนวทางการยกเลิก MOU 43-44 โดยมี พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณา MOU 43-44 สภาผู้แทนราษฎร พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายศุภชัย ใจสมุทร โฆษกกระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานความมั่นคง เข้าร่วมด้วย

    พล.ท.อดุลย์ กล่าวภายหลังการประชุมว่า เป็นแค่การหารือกันเบื้องต้น ไม่มีอะไรเลย ส่วนรายละเอียดให้สอบถาม นายบวรศักดิ์

    ขณะที่ นายบวรศักดิ์ ได้เดินมาขึ้นรถที่ลานจอดชั้นใต้ดิน ผู้สื่อข่าวได้พยายามตะโกนสอบถามถึงผลการหารือ นายบวรศักดิ์ จึงลดกระจกรถยนต์ลง และตะโกนบอกผู้สื่อข่าวว่า “ถึงเวลาจะพูด”

    ด้านแหล่งข่าวเปิดเผยว่า การประชุมในวันนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เป็นการหารือเรื่องข้อดีข้อเสีย และแนวทางที่จะดำเนินการต่อไป ซึ่งกองทัพเป็นผู้เสนอ และหลังจากนี้จะให้หน่วยงานต่างๆแยกย้ายไปทำข้อมูลเพื่อนำกลับมาส่งให้กับรัฐบาล

    เมื่อถามว่า กรมแผนที่ทหารมีความกังวลในการยกเลิก MOU หรือไม่ เพราะส่งผลต่อการปักปันเขตแดน แหล่งข่าวระบุว่า ทหารได้หมดอยู่แล้ว เพราะไม่ว่าจะทางไหนก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งต้องนำข้อดีมาใช้ประโยชน์ และแก้ไขข้อเสีย ยืนยันว่าขณะนี้ไม่มีความกังวลในเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศแต่อย่างใด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/x-cite-news/880350/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EnphqZrKFrBgQ1RktrQiu

  • 5 เมืองท่องเที่ยวไทยติดท็อป 100 แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลกปี 2025

    5 เมืองท่องเที่ยวไทยติดท็อป 100 แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลกปี 2025

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    5 เมืองท่องเที่ยวไทยติดท็อป 100 แหล่งท่องเที่ยวยั่งยืนโลกปี 2025

    18 ต.ค. 2568 04:56 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    คอลัมน์หนังสือพิมพ์ดูทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2889596&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3hrr4ruHp6B_ZKvfhDMWp2

  • ส่องวิถีคนกรุง : ยุคที่ ‘เมือง’ ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือ ‘Vibe’ สะท้อนตัวตน

    ส่องวิถีคนกรุง : ยุคที่ ‘เมือง’ ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือ ‘Vibe’ สะท้อนตัวตน

    คนรุ่นใหม่ ‘เลือกสไตล์’ ก่อน ‘เลือกสถานที่’

    สิ่งที่น่าสนใจไม่ใช่แค่ตัวเลขย่านไหนมาแรง แต่คือการที่คนรุ่นใหม่ ไม่ได้เลือกเที่ยวตามสถานที่อย่างเดียว แต่กำลัง “เลือกไลฟ์สไตล์” ที่ตรงกับตัวตน ไม่ว่าจะไปสุขุมวิท พระนคร หรือเยาวราช สุดท้ายแล้วกิจกรรมที่ทำต้องตอบโจทย์ว่าตัวเองเป็น “สายคาเฟ่” “สายช้อป” “สายปาร์ตี้” หรือ “สายรักสงบ” ต่างหาก

    1. สาย Lifestyle & Cafe Hopping (Engagement แรงสุด 65.2%)

    คนรุ่นใหม่ Gen Z และ Millennial ไม่ได้ต้องการแค่ ‘เที่ยว’ แต่ต้องการ ‘ประสบการณ์ที่มีสไตล์’ และสามารถ ‘แสดงตัวตน’ ผ่านโซเชียลมีเดียได้ การไปนั่งจิบกาแฟสไตล์ CafeHopping หรือคอนเทนต์แนว Aesthetic (ความสวยงามทางสายตา, การจัดองค์ประกอบภาพ) จึงมาแรงสุดในยุคนี้ การถ่ายรูปสวยๆ แล้วแชร์ลงโซเชียล กลายเป็นเรื่องของสไตล์ การแสดงตัวตน “ฉันมาแล้วนะ” และการตามหา ‘Vibe’ ที่ใช่

    1. สาย Shopping & Urban Life (Engagement 24.6%)

    แม้จะถูกคาเฟ่แซงหน้า แต่การเที่ยวแบบ ‘คนเมือง’ (Urban Life) ก็ยังคงเป็นที่นิยม เพราะกรุงเทพฯ คือศูนย์กลางความเจริญที่เดินทางง่าย มีทั้ง BTS/MRT เหมาะกับไลฟ์สไตล์เร่งรีบแต่ต้องการความหลากหลาย ภายในวันเดียว ทั้งชอปปิงในห้าง เดินเล่นตามตลาด หรือการชมวิวจากตึกสูง วิถีชีวิตคนเมืองแท้ๆ

    1. สาย Experience & Creative Activity (Engagement 5.2%)

    สายนี้อาจจะดูเล็กๆ เงียบๆ แต่กำลังมา! นี่คือกลุ่มที่มองหา ‘คุณค่า’ และ ‘ประสบการณ์ที่ไม่ซ้ำใคร’ มากกว่าแค่การเดินเล่นชิลๆ เน้นกิจกรรมเวิร์กช็อป (Workshop) สุดครีเอทีฟ, คอนเสิร์ต, หรือกิจกรรมผจญภัยที่ต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณ ช่วยสร้างทักษะใหม่ สร้างความทรงจำที่ไม่เหมือนใคร เป็นการเที่ยวแบบ Active ที่มีคุณค่าทางใจสูง

    1. สาย Culture (Engagement 3.4%)

    การเที่ยวเชิงวัฒนธรรมยังคงได้รับความสนใจแม้ไม่ใช่กระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นวัด พระราชวัง พิพิธภัณฑ์ และแกลเลอรี่ต่าง ๆ ที่ดึงดูดทั้งนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ แม้คนรุ่นใหม่จะหันไปสนใจไลฟ์สไตล์มากขึ้น แต่ก็ยังเป็นฐานที่มั่นสำหรับคนที่อยาก ‘เรียนรู้ประวัติศาสตร์’ สัมผัสความงดงามแบบดั้งเดิม และ ‘รากเหง้า’ ของเมือง

    1. สาย Nature (Engagement 1.6%)

    ใครว่ากรุงเทพฯไม่มีที่พักใจ? แม้จะน้อย แต่สวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวยังเป็นที่พึ่งของคนเมืองที่ต้องการ ‘ความสงบ’ และ ‘พักใจ’ จากความวุ่นวาย การเดินเล่นในสวนจึงเป็นทางเลือกง่ายๆ ที่ช่วยเติมพลังชีวิตโดยไม่ต้องหนีออกนอกเมืองไกลๆ

    ส่องวิถีคนกรุง : ยุคที่ 'เมือง' ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือ 'Vibe' สะท้อนตัวตน

    กรุงเทพฯ เมืองที่มี ‘Hidden Gem’ รอให้ไป ‘แกะรอย’ เอง

    ใครว่ากรุงเทพฯ มีแค่แลนด์มาร์คที่คนรู้จัก? จริงๆ เมืองนี้ยังเต็มไปด้วย Hidden Gem มุมลับๆ ที่มีเสน่ห์เฉพาะตัว ที่รอให้คนรุ่นใหม่ไปค้นพบและแชร์ต่อ

    • สายคลาสสิก/ชิค ลองมุดเข้าตรอกซอยเล็กๆ ใน พระนคร หรือ เยาวราช จะเจอสตรีทอาร์ตและอาคารคลาสสิกที่ถ่ายรูปขึ้นกล้องสุดๆ
    • สายฮิป/ชิล ทองหล่อ และ สุขุมวิท ไม่ได้มีแค่ห้างฯ แต่มีคาเฟ่วินเทจ บาร์สุดเก๋ และร้านอาหาร Aesthetic ที่นั่งชิลล์ได้ทั้งวัน
    • สายพักใจ  สำหรับคนที่เหนื่อยล้า ลองเปลี่ยนมุมไปดูวิวเมืองสวยๆ จาก Rooftop Bar หรือเดินเล่นในโอเอซิสกลางกรุงอย่าง สวนเบญจกิติ และ สวนรถไฟ

    เจาะ ‘4D Cycle’ วัฏจักรเที่ยวที่เริ่มต้นจาก “หน้าจอ”

    ทุกทริปเที่ยวของคนยุคนี้ไม่ได้เริ่มต้นที่แผนที่ แต่มันเริ่มจาก “การไถฟีด” แล้วเกิดอาการ “โดนป้ายยา” นี่คือวงจร 4D (Discover, Discuss, Decide, Deliver) ที่ขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในโลกดิจิทัล

    1. Discover ค้นหาแรงบันดาลใจ โซเชียลที่มีบทบาทมากที่สุดคือ  TikTok (58%) จุดกำเนิด เพราะคลิปสั้นๆ สนุกๆ และการใช้เพลงฮิต คือตัวจุดชนวนให้คนเกิดแรงบันดาลใจอย่างรวดเร็วว่า “ที่นี่น่าไปจริง!”
    2. Discuss แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เมื่อคนเริ่มสนใจ ต้องหาข้อมูลจริง! Facebook (30%) คือแหล่งรวมคอมมูนิตี้และรีวิวจากคนไปจริง เพิ่มความมั่นใจก่อนวางแผนทริป
    3. Decide ตัดสินใจด้วยข้อมูลเจาะลึก ก่อนออกเดินทาง หลายคนเลือกเข้า YouTube (2%) เพื่อดูรีวิว Long-form ละเอียดๆ ทั้งวิธีการเดินทาง ค่าใช้จ่าย และบรรยากาศจริง ก่อนตัดสินใจกดจอง
    4. Deliver ส่งต่อประสบการณ์ พื้นที่อวด หลังเที่ยวจบ ก็ถึงเวลาแชร์ภาพถ่าย/Reels สวยๆ Instagram (7%) เพื่อเก็บความทรงจำ และที่สำคัญคือ “สร้างแรงบันดาลใจใหม่” ให้คนอื่นตามรอย วงจร 4D Cycle จึงกลับไปที่ Discover อีกครั้ง

    ส่องวิถีคนกรุง : ยุคที่ 'เมือง' ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่คือ 'Vibe' สะท้อนตัวตน

    จากข้อมูลทั้งหมดนี้ กรุงเทพฯ ไม่ได้กำลังขายแค่สถานที่ แต่กำลังขาย “ประสบการณ์” และ “ความรู้สึก” ที่สามารถเปลี่ยนเป็นคอนเทนต์ได้ การที่คนแห่ไปคาเฟ่ หรือไปห้าง ไม่ใช่แค่การบริโภค แต่เป็นการ “เลือกพื้นที่” ในการแสดงตัวตนบนโลกออนไลน์ การท่องเที่ยวยุคนี้จึงกลายเป็นเครื่องมือในการบอกว่า “ฉันเป็นคนแบบไหน”

    แล้วคุณล่ะ? การเที่ยวกรุงแบบไหนที่สะท้อนความเป็นคุณมากที่สุด?

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/lifestyle/spring-life/860301&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1Md2hTTwTbB0ET2LjI1B9H