Blog

  • SCB EIC ชี้กำลังซื้อที่อยู่อาศัยฟื้นช้า แนะรอจังหวะซื้ออีก 3 ปีอสังหายังแข่งเดือด-ดบ.ขาลง : อินโฟเควสท์

    SCB EIC ชี้กำลังซื้อที่อยู่อาศัยฟื้นช้า แนะรอจังหวะซื้ออีก 3 ปีอสังหายังแข่งเดือด-ดบ.ขาลง : อินโฟเควสท์

    ผลสำรวจ SCB EIC Real estate survey 2025 สะท้อนสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในระยะต่อไปที่ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า จากผลกระทบของปัจจัยกดดันทางเศรษฐกิจเป็นหลัก ซึ่งส่งผลให้ปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคา และทำเลที่มีความสะดวก ยังคงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อสูง รวมถึงทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยมือสอง และตลาดการเช่าที่อยู่อาศัย ยังเป็นทางเลือกที่มีแนวโน้มได้รับความสนใจสูงอย่างต่อเนื่อง โดยสรุปออกเป็น 4 ประเด็นสำคัญดังนี้

    1. กำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัย ยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า

    กำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยปี 2025-2026 ในภาพรวมยังคงอ่อนแอ และมีแนวโน้มฟื้นตัวช้าในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากผลกระทบของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ความเข้มงวดในการให้สินเชื่อของสถาบันการเงิน และราคาที่อยู่อาศัยที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งยังคงส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อกลุ่มผู้มีรายได้ระดับปานกลาง-ล่างค่อนข้างมาก และเริ่มส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-บนมากขึ้น รวมถึงเหตุผลด้านการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยอยู่แล้ว โดยผลสำรวจ พบว่า สัดส่วนผู้ที่ไม่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายในช่วง 5 ปีข้างหน้าอยู่ที่ 47% ของผู้ตอบแบบสอบถามโดยรวม ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องจากผลสำรวจในช่วง 2 ปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 50%

    สำหรับผู้ที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ยังคงมีสัดส่วนอยู่ในระดับต่ำที่ 27% ของผู้ตอบแบบสอบถามโดยรวม เนื่องจากส่วนหนึ่งตัดสินใจชะลอการตัดสินใจซื้อออกไป เพื่อรอให้แรงกดดันทางเศรษฐกิจคลี่คลาย หรือมีความพร้อมทางการเงินมากขึ้น นอกจากนั้น แรงกดดันทางเศรษฐกิจยังส่งผลให้ผู้มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า มีแนวโน้มลดงบประมาณในการซื้อลงอีกด้วย โดยสัดส่วนผู้ที่ระบุว่าจะลดงบประมาณการซื้อที่อยู่อาศัยลงจากที่ตั้งไว้เดิมอยู่ที่ 75% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัย

    กำลังซื้อในตลาดที่อยู่อาศัยที่ยังคงอ่อนแอดังกล่าว ส่งผลให้ SCB EIC คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ในตลาดที่อยู่อาศัยปี 2025 และ 2026 ยังมีแนวโน้มหดตัวต่อเนื่องที่ระดับราว -10% ถึง -15%YOY ในปี 2025 และ -1% ถึง -5%YOY ในปี 2026 ตามลำดับ และอาจยังไม่สามารถกลับมาสู่ระดับ Pre-COVID ได้ในช่วง 5 ปีข้างหน้า

    2. ที่อยู่อาศัยมือสองยังคงได้รับความสนใจสูงจากกลุ่มผู้ซื้อ

    ที่อยู่อาศัยมือสองยังคงเป็นตัวเลือกที่ได้รับความสนใจสูง จากปัจจัยด้านราคาที่ต่ำกว่ามือหนึ่งเป็นสำคัญ โดยผลสำรวจ พบว่า สัดส่วนผู้สนใจซื้อที่อยู่อาศัยมือสองในปี 2025 อยู่ที่ราว 65% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจปีก่อนหน้าที่อยู่ที่ระดับ 63% โดยราคาที่อยู่อาศัยมือสองยังมีแนวโน้มทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ขณะที่ราคาที่อยู่อาศัยมือหนึ่งยังคงเร่งตัวขึ้นในอัตราที่สูงกว่าอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความแตกต่างของระดับราคามือหนึ่งและมือสองยังมีสูง ส่งผลให้ผู้ที่มีความต้องการที่อยู่อาศัยสามารถเข้าถึง และเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยมือสองง่ายกว่ามือหนึ่ง

    โดยเฉพาะในกลุ่มทาวน์เฮาส์ และคอนโด ที่ผลสำรวจ พบว่า มีสัดส่วนผู้สนใจซื้อทาวน์เฮาส์ และคอนโดมือสองสูงกว่าที่อยู่อาศัยมือสองประเภทอื่น โดยคิดเป็นสัดส่วน 83% และ 65% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อทาวน์เฮาส์ และคอนโดในช่วง 5 ปีข้างหน้า ตามลำดับ รวมถึงยังเป็นสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นจากผลสำรวจปีก่อนหน้า เนื่องจากส่วนใหญ่ยังสามารถหาซื้อในระดับราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท ในทำเลที่มีความสะดวกในการเดินทางได้ ซึ่งเป็นราคาที่ผู้ซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่างส่วนใหญ่ยังสามารถเข้าถึงได้มากกว่าราคามือหนึ่งในพื้นที่เดียวกัน อย่างไรก็ตาม SCB EIC คาดว่าการโอนกรรมสิทธิ์ที่อยู่อาศัยมือสองในปี 2025-2026 จะมีแนวโน้มหดตัวตามสถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยในภาพรวม แต่เป็นอัตราการหดตัวที่ต่ำกว่ากลุ่มที่อยู่อาศัยมือหนึ่ง

    3. การเช่าและการเช่าซื้อ คือทางเลือกสำคัญสำหรับกลุ่มที่งบประมาณไม่พอที่จะซื้อ

    ความต้องการเช่ายังคงอยู่ในระดับสูง และการเช่าซื้อมีแนวโน้มได้รับความสนใจมากขึ้น เนื่องจากเป็นทางเลือกสำหรับกลุ่มที่งบประมาณไม่พอที่จะซื้อ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกำลังซื้อกลุ่มรายได้ปานกลาง-ล่างที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจค่อนข้างมาก ทำให้ยังไม่สามารถเปลี่ยนจากการเช่ามาเป็นการซื้อได้ โดยผลสำรวจ พบว่า 44% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่เช่าที่อยู่อาศัยหรือมีความต้องการเช่าอยู่อาศัย ให้เหตุผลในการเช่าว่า งบประมาณไม่พอสำหรับการซื้อ รวมถึงยังมีกลุ่มที่ต้องการที่อยู่อาศัยหลังที่สอง เพื่อความสะดวกในการเดินทาง แต่ยังไม่ต้องการซื้อขาด เนื่องจากไม่ต้องการภาระหนี้ระยะยาวเพิ่มเติม วางแผนจะเช่าอยู่เพียงในระยะกลาง หรือต้องการจ่ายค่าเช่ารายเดือนต่ำกว่าค่างวดผ่อนชำระ เป็นต้น

    ขณะที่การนำเสนอรูปแบบการเช่าซื้อ โดยเฉพาะในกลุ่มคอนโด ที่มีความต้องการเช่าและความต้องการซื้อสูง จากความสามารถในการตอบโจทย์ด้านทำเล มีแนวโน้มดึงดูดกลุ่มผู้ที่มีความต้องการเช่า โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำได้ดี โดยผลสำรวจ พบว่า ราว 2 ใน 3 ของผู้ที่เช่าอาศัยอยู่หรือมีความต้องการเช่าอาศัย สนใจที่จะเปลี่ยนจากการเช่าคอนโด มาซื้อคอนโดในรูปแบบการเช่าซื้อแทนในช่วง 5 ปีข้างหน้า เนื่องจากยังสามารถจ่ายค่าเช่าในอัตราที่ใกล้เคียงกับที่จ่ายอยู่เดิม แต่เพิ่มโอกาสการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในอนาคต อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่เช่าที่อยู่อาศัย หรือมีความต้องการเช่า เนื่องจากได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจ ส่วนใหญ่ยังคาดหวังว่าจะสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้ในระยะข้างหน้า แต่คาดว่าต้องใช้เวลาอีกนาน อย่างต่ำมากกว่า 5 ปี กว่าสถานการณ์ทางการเงินจะเริ่มคลี่คลายมากพอจนสามารถซื้อที่อยู่อาศัยได้

    4. ความคุ้มค่าของราคายังคงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยมากที่สุด

    ปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคายังคงมีผลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุด ขณะที่ปัจจัยด้านทำเลยังคงมีความสำคัญอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง โดยแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่ยังคงส่งผลต่อการฟื้นตัวของกำลังซื้อ ทำให้ 39% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า ยังให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านความคุ้มค่าของราคา หรือราคาที่เข้าถึงได้มากที่สุด ซึ่งครอบคลุมถึงที่อยู่อาศัยที่ทำให้ผู้ซื้อรู้สึกว่ามีมูลค่าสูงกว่าที่จ่าย หรือสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกด้วย

    เช่นเดียวกับปัจจัยด้านทำเลที่ยังคงได้รับความสำคัญอย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านความสะดวกต่อการเดินทาง ที่สามารถช่วยประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และด้านการอยู่ใกล้สิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ ที่ช่วยเพิ่มความสะดวกในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งปัจจัยด้านทำเลมีแนวโน้มส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยมากขึ้นในระยะต่อไป สะท้อนจากสัดส่วนผู้ที่ให้ความสำคัญกับปัจจัยด้านทำเลเป็นอันดับแรกยังคงเพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 28% ของผู้ตอบแบบสอบถามที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยในช่วง 5 ปีข้างหน้า จากการสำรวจในช่วง 2 ปีก่อนหน้า ซึ่งอยู่ที่ 26%

    มอง 3 ปีข้างหน้าเป็นจังหวะเข้าซื้อ

    ในระยะ 3 ปีข้างหน้า ที่สถานการณ์ตลาดที่อยู่อาศัยและเศรษฐกิจในประเทศยังมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า SCB EIC มองว่ายังเป็นจังหวะที่ดีในการตัดสินใจซื้อ สำหรับกลุ่มที่มีความสามารถในการผ่อนชำระเพียงพอ โดยต้องพิจารณาปัจจัยอื่นอย่างรอบคอบด้วย เช่น ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป ขณะที่กลุ่มที่ยังไม่มีแผนจะซื้อ เนื่องจากข้อจำกัดทางการเงิน ควรพิจารณาทางเลือกในการเช่า หรือเช่าซื้อไปก่อน เพื่อรักษาสภาพคล่อง

    1. กลุ่มที่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 3 ปี ที่มีความพร้อมทางการเงินหรือมีความสามารถในการผ่อนชำระ ยังเป็นจังหวะที่ดีในการตัดสินใจซื้อ เนื่องจากผู้ประกอบการยังมีแนวโน้มแข่งขันกันอย่างเข้มข้น ท่ามกลางสถานการณ์กำลังซื้อในตลาดที่มีอยู่จำกัด ประกอบกับทิศทางดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในช่วงขาลง และโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำโดยสถาบันการเงินของรัฐที่มีการออกมาอย่างสม่ำเสมอ โดยอาจพิจารณาที่อยู่อาศัยมือสองในด้านความคุ้มค่าของราคาหรือทำเล ควบคู่กับมือหนึ่งด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องพิจารณาปัจจัยอื่นอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจซื้อ เช่น ความเสี่ยงและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ที่จะส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผ่อนชำระในระยะต่อไป งบประมาณการปรับปรุงซ่อมแซมเพิ่มเติมในกรณีซื้อที่อยู่อาศัยมือสอง รวมถึงระดับของผลตอบแทนจากการลงทุนและโอกาสในการได้รับผลตอบแทนจากการลงทุนดังกล่าวในระยะต่อไป ในกรณีที่ซื้อเพื่อการลงทุน เป็นต้น

    2. กลุ่มที่ยังไม่มีแผนจะซื้อที่อยู่อาศัยภายใน 3 ปี จากข้อจำกัดทางการเงิน ควรพิจารณาทางเลือกในการเช่าที่มักมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำกว่าการซื้อและการเช่าซื้อไปก่อน เพื่อเลี่ยงภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นและรักษาสภาพคล่อง หรือพิจารณาการเช่าซื้อเป็นทางเลือกเพิ่มเติม หากมีความสามารถทางการเงินมากขึ้นและมีความต้องการเป็นเจ้าของที่อยู่อาศัยในอนาคต อย่างไรก็ตาม ผู้เช่าซื้อต้องพิจารณารายละเอียดและเงื่อนไขการเป็นเจ้าของอย่างระมัดระวัง

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/538457&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mA629r8YUSaVNC_aKAirn

  • “ยศสิงห์” ชัดเจน ลั่น คิดนอกกรอบได้ แต่ต้องไม่ “นอกกฎหมาย”

    “ยศสิงห์” ชัดเจน ลั่น คิดนอกกรอบได้ แต่ต้องไม่ “นอกกฎหมาย”

    จ่าเอก ยศสิงห์ กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “การนำนิคมอุตสาหกรรมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยสู่ความยั่งยืน” พร้อมประกาศ “ยุทธศาสตร์อุตสาหกรรมพึ่งพาได้” ภายใต้แนวทาง “ปิดเร็ว – เปิดเร็ว – พึ่งพาได้” มุ่งยกระดับการบริหารภาครัฐให้คล่องตัว โปร่งใส และสนับสนุนผู้ประกอบการอย่างมีประสิทธิภาพ

    “การบริหารภาคอุตสาหกรรมของผมคือต้องคิดนอกกรอบแต่ไม่ใช่นอกกฎหมาย ต้องพร้อมอำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการ ทำงานให้รวดเร็วกับภาคเอกชน และสร้างสมดุลระหว่างกฎหมายกับการเติบโตของธุรกิจ” 
    จ่าเอก ยศสิงห์ กล่าว

    รัฐมนตรีช่วยว่าการฯ ยังกล่าวถึงวิสัยทัศน์การทำงานในกรอบการทำงาน120วัน โดยเน้นการ ‘ทำจริง ลงพื้นที่จริง’ เพื่อผลักดันนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกล่าวย้ำว่า “ประเทศไทยพร้อมในทุกมิติ ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ภูมิประเทศ และสิ่งแวดล้อมที่เหมาะต่อการลงทุน เราจะขับเคลื่อนอุตสาหกรรมไทยด้วยพลังของข้าราชการที่ซื่อสัตย์และทำงานเพื่อประชาชนภายใต้ผู้บังคับบัญชาที่พร้อมจะเป็นโล่ป้องกันให้ทุกฝ่ายภายใต้กรอบกฎหมาย”

    จ่าเอก ยศสิงห์ กล่าวถึง ‘สามขาแห่งความสำเร็จของภาคอุตสาหกรรม’ ซึ่งประกอบไปด้วย ข้าราชการ ผู้ประกอบการ และชุมชนที่ต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนประเทศว่า “ไม่มีข้าราชการคนไหนอยากเป็นคู่กรณีกับผู้ประกอบการ หากผู้ประกอบการทำถูกต้อง ข้าราชการพร้อมเป็นพี่เลี้ยงและที่ปรึกษาให้ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเดินหน้าอย่างมั่นคงไปได้พร้อมกับชุมชน” 

    พร้อมกันนี้ รัฐมนตรีช่วยว่าการฯได้มอบโล่และประกาศเกียรติคุณให้แก่นิคมอุตสาหกรรมเชิงนิเวศและสถานประกอบการดีเด่น 8 ราย พร้อมฝากข้อคิดทิ้งท้ายกับผู้รับรางวัลว่า “รางวัลไม่ควรเป็นแค่ของตั้งโชว์ แต่ควรเป็นแรงบันดาลใจในการต่อยอดให้ผู้ประกอบการรักษาสิ่งแวดล้อมและอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน”

    จ่าเอก ยศสิงห์ กล่าวปิดท้ายว่า นโยบาย “ปิดเร็ว – เปิดเร็ว – พึ่งพาได้จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญ ผ่านการสร้างงาน สร้างโอกาส และแสร้างความเชื่อมั่นให้ภาคอุตสาหกรรมไทยเติบโตอย่างมั่นคงแบบเป็นรูปธรรมและมีผลงานได้ภายใน 120 วันอย่างแน่นอน”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.springnews.co.th/news/politics/860308&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0ht4UBVAf2XfG7vDqdTSEB

  • คนละครึ่งพลัส ใครไม่ได้บ้าง เช็กเงื่อนไขล่าสุด ก่อนวันเปิดลงทะเบียน 20 ต.ค. 2568

    คนละครึ่งพลัส ใครไม่ได้บ้าง เช็กเงื่อนไขล่าสุด ก่อนวันเปิดลงทะเบียน 20 ต.ค. 2568

    อัปเดตโครงการ “คนละครึ่งพลัส” เงื่อนไขล่าสุด ใครไม่ได้บ้าง เช็กชัดๆ ก่อนวันเปิดลงทะเบียนรับสิทธิ 20 ตุลาคม 2568

    “คนละครึ่งพลัส” 2568 เป็นโครงการตามนโยบายของรัฐบาล โดยภาครัฐจะร่วมจ่ายค่าสินค้าและบริการบางประเภทให้แก่ประชาชนที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อลดรายจ่ายให้ประชาชนมีกำลังจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และสร้างรายได้แก่ร้านค้ารายย่อย นำไปสู่การกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

    คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัส

    1. เป็นผู้มีสัญชาติไทย

    2. มีอายุตั้งแต่ 16 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป ณ วันที่ลงทะเบียน

    3. มีบัตรประจำตัวประชาชน

    4. ไม่เป็นผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐตามฐานข้อมูลของกระทรวงการคลัง ณ วันที่ 1 ตุลาคม 2568

    5. ไม่เป็นผู้ที่ถูกระงับสิทธิ์หรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐ ได้แก่ (1) โครงการคนละครึ่ง (2) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2 (3) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 (4) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4 และ (5) โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5

    ใครบ้างอดรับสิทธิคนละครึ่งพลัส

    • ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ : ประชาชนผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะไม่สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้
    • ผู้ที่ถูกระงับสิทธิ์ / ถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐบาล : ประชาชนผู้ที่ถูกสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ระงับสิทธิ์หรือถูกเรียกเงินคืนในโครงการของรัฐบาล ได้แก่ โครงการคนละครึ่ง, โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 2, โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3, โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 4, โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5
    • ผู้ที่ไม่มีสมาร์ทโฟน : กลุ่มคนไม่มีสมาร์ทโฟน ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มของผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ได้รับสิทธิ์เติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคนละ 1,700 บาท รวมกับเงินที่รับอยู่แล้ว 300 บาท ทำให้กลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะได้เงิน 2,000 บาท จะไม่ได้สิทธิ์คนละครึ่งพลัส

    ไทม์ไลน์ลงทะเบียน-ใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” สำหรับประชาชน

    • 20 ตุลาคม 2568

    เปิดลงทะเบียนประชาชน เข้าร่วมโครงการวันแรกผ่านแอปฯ เป๋าตัง ระหว่างเวลา 06.00 – 22.00 น. ของทุกวัน

    • 26 ตุลาคม 2568

    สิ้นสุดลงทะเบียนประชาชน เข้าร่วมโครงการผ่านแอปฯ เป๋าตัง ระหว่างเวลา 06.00 – 22.00 น. ของทุกวัน

    • 29 ตุลาคม 2568

    เริ่มใช้สิทธิวันแรกโครงการคนละครึ่งพลัส เวลา 06.00 – 23.00 น. ของทุกวัน

    • 7 พฤศจิกายน 2568

    ประชาชนเริ่มใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส ฟู้ดเดลิเวอรี่วันแรก เวลา 06.00 – 21.00 น. ของทุกวัน

    • 11 พฤศจิกายน 2568

    กรุณาใช้สิทธิครั้งแรกภายในเวลา 23.00 น. เพื่อไม่ให้ถูกตัดสิทธิตามเงื่อนไขโครงการ

    • 31 ธันวาคม 2568

    สิ้นสุดโครงการเวลา 23.00 น.

    วิธีลงทะเบียนและใช้สิทธิโครงการคนละครึ่งพลัส

    เริ่มลงทะเบียนสำหรับประชาชน ผ่านแอปฯ เป๋าตัง วันที่ 20 – 26 ตุลาคม 2568 เวลา 06:00 – 22:00 น.

    “ผู้ที่ไม่เคยรับสิทธิ” โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 (ปี 2565)

    1. อัปเดตแอปฯ “เป๋าตัง” เป็นเวอร์ชันล่าสุด และเปิดใช้งาน G Wallet

    2. เข้าแอปฯ “เป๋าตัง” และกดที่แบนเนอร์ “โครงการคนละครึ่งพลัส”

    3. ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข และยืนยันลงทะเบียน

    4. แจ้งผลการลงทะเบียนผ่านการแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง และ SMS (ภายใน 3 วัน)

    5. เติมเงินเข้า G Wallet ก่อนเริ่มใช้สิทธิ

    6. เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 06:00 – 23:00 น.

    7. ตรวจประวัติการใช้สิทธิคงเหลือบนแอปฯ เป๋าตัง

    “ผู้ที่เคยรับสิทธิ” โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 (ปี 2565)

    1. อัปเดตแอปฯ เป๋าตัง เป็นเวอร์ชันล่าสุด และเปิดใช้งาน G Wallet

    2. เข้าแอปฯ เป๋าตัง และกดที่แบนเนอร์ “โครงการคนละครึ่งพลัส”

    3. ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข และยืนยันลงทะเบียน

    4. แจ้งผลการลงทะเบียนผ่าน การแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง

    5. เติมเงินเข้า G Wallet ก่อนเริ่มใช้สิทธิ

    6. เริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่ วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 เวลา 06:00 – 23:00 น.

    7. ตรวจประวัติการใช้สิทธิคงเหลือบนแอปฯ เป๋าตัง

    ภายหลังจากลงทะเบียนคนละครึ่งพลัสแล้ว ประชาชนที่เคยใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 เมื่อลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง จะมีแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง ทันที ส่วนประชาชนที่ไม่เคยใช้สิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 5 ลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตัง จะได้รับ SMS และแจ้งเตือนบนแอปฯ เป๋าตัง ภายใน 3 วัน

    ล่าสุดความคืบหน้าของการลงทะเบียนผู้ประกอบการร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส (โครงการฯ) จากข้อมูลสะสม ณ วันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม 2568 เวลา 12.00 น. มีร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ดังนี้

    1. ร้านค้าที่ลงทะเบียนสำเร็จแล้ว 123,960 ราย

    • ร้านค้ารายเดิม 72,185 ราย
    • ร้านค้ารายใหม่ 51,775 ราย

    2. ร้านค้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการสมัคร 98,064 ราย

    • รอให้ร้านค้าเข้ามากดยอมรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการฯ 91,917 ราย
    • รอดำเนินการตรวจสอบ 6,147 ราย

    อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการร้านค้าที่สนใจและมีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขที่โครงการฯ กำหนด สามารถทยอยลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโครงการฯ จะเปิดให้เริ่มสแกนรับเงินจากประชาชนได้จริงในวันที่ 29 ตุลาคม 2568 และร้านค้ายังสามารถลงทะเบียนได้จนกว่ากระทรวงการคลังจะปิดรับสมัครร้านค้าในวันที่ 19 ธันวาคม 2568.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/society/2889698&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3AfPzx1Bc15SWfBAVanUfA

  • สิ้นกูรู ‘กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน’ ครูใหญ่แห่งโลกภาพยนตร์ ผู้บุกเบิกศาสตร์วิจารณ์ไทย – แนวหน้า

    สิ้นกูรู ‘กิตติศักดิ์ สุวรรณโภคิน’ ครูใหญ่แห่งโลกภาพยนตร์ ผู้บุกเบิกศาสตร์วิจารณ์ไทย – แนวหน้า

    … ประเทศเป็นฟิล์ม 16 มม. มาจัดฉายให้นักเรียนดูทุกวันเสาร์ และเมื่อกิตติศักดิ์ อายุ 12 ปี ก็ได้รับมอบหมายจากรุ่นพี่ให้เป็นผู้คัดเลือกภาพยนตร์ ประสานไปเช่าฟิล์มภาพยนตร์ในกรุงเทพทุกสัปดาห์.
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/921896&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zTEJmBl4qJzSQHqWjzIST

  • ศุภจี นำ พาณิชย์ ลง จ.อุบลฯ “Upskill – Reskill SMEs” ที่ได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา ก้าวสู่ตลาดออนไลน์ พลิกไอเดียสู่ยอดขายยุคดิจิทัล – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ศุภจี นำ พาณิชย์ ลง จ.อุบลฯ “Upskill – Reskill SMEs” ที่ได้รับผลกระทบชายแดนไทย-กัมพูชา ก้าวสู่ตลาดออนไลน์ พลิกไอเดียสู่ยอดขายยุคดิจิทัล – พรรคภูมิใจไทย : พูดแล้วทำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://bhumjaithai.com/news/110092&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw311KpLukZr_v6ggQDZGe9S

  • รมว.พาณิชย์ ขับเคลื่อน นโยบาย “Quick Big Win”  ฟื้นเศรษฐกิจผู้ประกอบการชายแดนไทย-กัมพูชา

    รมว.พาณิชย์ ขับเคลื่อน นโยบาย “Quick Big Win” ฟื้นเศรษฐกิจผู้ประกอบการชายแดนไทย-กัมพูชา

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/104522&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3_NpfjfitIAeGiXr9KFoto

  • ลูกค้าใจหาย สุกี้เจ้าดัง พระราม 2 ไปต่อไม่ไหว ประกาศปิดกิจการสิ้นเดือน ต.ค.นี้

    ลูกค้าใจหาย สุกี้เจ้าดัง พระราม 2 ไปต่อไม่ไหว ประกาศปิดกิจการสิ้นเดือน ต.ค.นี้

    สุกี้จินหลง พระราม 2 ประกาศปิดกิจการสิ้นเดือนนี้ เหตุเศรษฐกิจซบ แต่โปรบุฟเฟต์ยังใช้ได้อยู่

    ร้าน สุกี้จินหลง หม่าล่าสายพาน สาขาพระราม 2 ท่าข้ามซอย 8 ประกาศข่าวเศร้าแก่แฟนคลับบนเฟซบุ๊ก ระบุว่าจำเป็นต้อง ปิดกิจการสิ้นเดือนตุลาคมนี้ หลังประสบปัญหาจากสภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงขึ้นในพื้นที่

    ร้านสุกี้เจ้าดังไปต่อไม่ไหว ปิดตัวหลังเปิดมา 2 ปี

    เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568 ทางร้านโพสต์ข้อความขอบคุณลูกค้าทุกคนที่ให้การสนับสนุนมาตลอดกว่า 2 ปี พร้อมระบุว่า “ด้วยสภาวะเศรษฐกิจและการแข่งขันที่เพิ่มสูงขึ้น ทางร้านขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งที่จำเป็นต้องปิดกิจการภายในสิ้นเดือนนี้”

    แม้จะปิดกิจการในไม่ช้า แต่ลูกค้ายังสามารถใช้สิทธิ์โปรโมชั่นบุฟเฟต์สุดคุ้มได้ตามปกติ ไม่ว่าจะเป็น บุฟเฟต์ 259 บาท รวมซุป 2 แบบแบบไม่อั้น ไม่จำกัดเวลา หรือ หม่าล่าทั่งขีดละ 29 บาท (4 ขีด 100 บาท) รวมถึงแต้มสะสมที่สามารถนำมาใช้ได้จนถึงวันสุดท้ายก่อนปิดร้าน

    ลูกค้าเสียดาย ร้านดีของเยอะ แต่คนบางตา

    หลังโพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ ชาวเน็ตและลูกค้าประจำต่างเข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก หลายคนบ่นเสียดายเพราะร้านมีชื่อเสียงเรื่องคุณภาพวัตถุดิบ ความคุ้มค่า และการบริการที่ดีเยี่ยม แต่ช่วงหลังลูกค้าลดลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ร้านไม่สามารถแบกรับต้นทุนได้ต่อไป

    หลายคนยังฝากข้อความให้กำลังใจทีมงาน พร้อมชื่นชมว่า “เป็นร้านที่บริการดี อาหารอร่อยและของเยอะมาก เสียดายที่ต้องปิดตัวลง” ขณะที่บางส่วนหวังว่าในอนาคตจะได้เห็นร้านกลับมาเปิดอีกครั้งในทำเลใหม่

    สุกี้จินหลง พระราม 2 จะปิดให้บริการอย่างเป็นทางการภายในสิ้นเดือนตุลาคมนี้ แต่ลูกค้ายังสามารถใช้โปรโมชั่นและสิทธิ์สะสมได้ตามปกติ ถือเป็นการปิดฉากร้านสุกี้หม่าล่าชื่อดังอีกหนึ่งแห่งที่ฝากรอยยิ้มและความอร่อยให้ลูกค้ามาตลอด 2 ปี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9851662/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1mnlJHzV9C6Or02y8ZDSwc

  • “ธรรมนัส”นำทีมท่องเที่ยวฯบุกปักกิ่งเจาะตลาดจีนเชิงรุกสร้างความเชื่อมั่นเที่ยวไทยปลอดภัย

    “ธรรมนัส”นำทีมท่องเที่ยวฯบุกปักกิ่งเจาะตลาดจีนเชิงรุกสร้างความเชื่อมั่นเที่ยวไทยปลอดภัย

    สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ต.ค. 68)

    ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะประกอบด้วยนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รมว.การกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ เข้าพบและหารือกับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของสาธารณรัฐประชาชนจีน อาทิ UTour, Caissa, Qunar, Tongcheng, China Comfort Tourism (CCT), China Travel Group (CTG), 6renyou, ZX-Tour, Hainan Airlines และ Air China พร้อมเข้าร่วมกิจกรรม “Amazing Thailand, Networking Dinner” เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีนเดินทางเข้าร่วมงาน Amazing Thailand Networking Dinner ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

    ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า การเดินทางมาพบปะพันธมิตรครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวของจีน โดยเฉพาะแนวทางกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาเยือนไทยเพิ่มขึ้น โดยตนได้เน้นย้ำถึง ความสำคัญของมาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวว่า เรื่องนี้เป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลไทย เพราะให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นชีวิตหรือทรัพย์สิน โดยได้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า นักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศไทยจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดตลอดระยะเวลาที่พำนักในไทย

    ร.อ.ธรรมนัส ยังเปิดเผยถึงมาตรการสนับสนุนสายการบินระหว่างประเทศว่า ได้มอบหมายให้กรมท่าอากาศยาน พิจารณามาตรการลดค่าบริการสำหรับสายการบินที่เปิดเส้นทางใหม่มายังประเทศไทย ทั้งค่าขึ้นลงอากาศยาน (Landing Charge) และค่าบริการที่เก็บอากาศยาน (Parking Charge) ณ ท่าอากาศยานของบมจ.ท่าอากาศยานไทย [AOT] ทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ และแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เพื่อลดต้นทุนให้กับสายการบินระหว่างประเทศที่เปิดเส้นทางการบินใหม่และเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมายังประเทศไทย

    “มาตรการดังกล่าวจะเป็น แรงจูงใจสำคัญให้สายการบินต่างประเทศเพิ่มเที่ยวบินมายังประเทศไทย ซึ่งจะช่วยกระจายตัวนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง การพบกันครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับจีนในด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจหลักที่มีบทบาทสำคัญ เราต้องการให้จีนมั่นใจว่า ประเทศไทยพร้อมต้อนรับด้วยมาตรการที่ชัดเจน ทั้งเรื่องความปลอดภัย มาตรฐานการบริการ และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว “ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

    นายอรรถกร ได้กล่าวกับทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีนช่วงหนึ่งว่า ในนามของรัฐบาลไทย เรามาเพื่อขอคำแนะนำจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีนว่า อยากจะให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างไรบ้าง เพราะการทำงานของตนยึดมั่นว่า ถ้าเราจะทำอะไรต้องมารับฟังจากผู้รู้ วันนี้เราต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว กระชับความสัมพันธ์ และผลักดันภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก การพบปะครั้งนี้ จึงไม่เพียงสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ แต่ยังมาแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน

    “การหารือครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระหว่างไทย–จีน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัย มาตรฐานการท่องเที่ยว และการคุ้มครองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทั้งในด้านการเดินทาง การบริการ การดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกท่านเที่ยวไทยได้อย่างสบายใจ ปลอดภัยทุกก้าว”นายอรรถกร กล่าว

    ทั้งนี้ การเดินทางพบปะพันธมิตรจีนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเชิงรุกภายใต้นโยบาย “Big Impact, Act Fast” ซึ่งมุ่งสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเน้นการดำเนินงานแบบบูรณาการกับพันธมิตรสำคัญของจีนในทุกมิติ ทั้งสายการบิน แพลตฟอร์มออนไลน์ และบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ เพื่อเร่งฟื้นฟูและยกระดับตลาดนักท่องเที่ยวจีนสู่ประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้าง “Strategic Connectivity” ระหว่างไทยและจีน ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อยืนยันบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพของนักท่องเที่ยวจีน พร้อมผลักดันให้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว มีพลัง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

    โดย เสาวลักษณ์ อวยพร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/news/2025-IR9H0IQ2X556K27LI38R66IHHXF6B2B8&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2XxBDDQhUr_VPjsULk7B7L

  • “ธรรมนัส” นำทัพไทยบุกงานเกษตรนานาชาติ เทียนจิน โชว์ศักยภาพสินค้าเกษตรพรีเมียม ดันไทยสู่ศูนย์กลางอาหารโลก

    “ธรรมนัส” นำทัพไทยบุกงานเกษตรนานาชาติ เทียนจิน โชว์ศักยภาพสินค้าเกษตรพรีเมียม ดันไทยสู่ศูนย์กลางอาหารโลก

    การเมือง

    “ธรรมนัส” นำทัพไทยบุกงานเกษตรนานาชาติ เทียนจิน โชว์ศักยภาพสินค้าเกษตรพรีเมียม ดันไทยสู่ศูนย์กลางอาหารโลก

    วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 12.36 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    “ธรรมนัส” นำทัพไทยบุกงานเกษตรนานาชาติ เทียนจิน โชว์ศักยภาพสินค้าเกษตรพรีเมียม ดันไทยสู่ศูนย์กลางอาหารโลก ขยายความร่วมมือการค้า ฉลอง 50 ปีสัมพันธ์ทางการทูตไทย–จีน สร้างโอกาสเกษตรกรไทยเชื่อมตลาดโลก 

    เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2568   เวลา 10.30 น. ณ เมืองเทียนจิน สาธารณรัฐประชาชนจีน ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมด้วย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา อาทิ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, น.ส.นฤมล สงวนวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์,น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา, น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และนายปณิธาน มีไชยโย ผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) เข้าร่วมงาน China International Agricultural Trade Fair 2025 (CATF 2025) ครั้งที่ 22 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–19 ตุลาคม 2568 โดยมี นาย Han Jun รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและกิจการชนบทแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และ นาย Zhang Gong นายกเทศมนตรีนครเทียนจิน ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวสุนทรพจน์ภายในงาน ว่า ในนามของรัฐบาลไทยและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ขอขอบคุณรัฐบาลจีนที่ให้เกียรติประเทศไทยเข้าร่วมงานครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นในปีแห่งการเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ทางการทูต ครบรอบ 50 ปี ไทย–จีน ความสัมพันธ์ที่ดีดังกล่าวได้ขยายครอบคลุมถึงความร่วมมือด้านการเกษตร ซึ่งจีนเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของไทยต่อเนื่อง 12 ปีติดต่อกัน โดยในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา การค้าระหว่างไทย–จีนมีมูลค่ากว่า 96,254 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 6.85 ล้านล้านหยวน) ขยายตัวถึง 28.1% เมื่อเทียบกับปีก่อน และจีนยังคงเป็นตลาดหลักของสินค้าเกษตรไทย เช่น ทุเรียน ลำไย มังคุด ยางพารา มันสำปะหลัง และข้าว

    “รัฐบาลไทยมุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้มั่นคงอย่างยั่งยืน โดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และพัฒนาเกษตรมาตรฐานสากล ภายใต้วิสัยทัศน์ ‘ประเทศไทยศูนย์กลางการเกษตรและอาหารของโลก (Agricultural and Food Hub)’ ผ่านนโยบายหลัก ‘3 สร้าง’ ได้แก่สร้างรายได้ ด้วยการเพิ่มผลิตภาพและรายได้เกษตรกรสร้างตลาด พัฒนาช่องทางจำหน่าย ขยายตลาดใน–ต่างประเทศ และสร้างโอกาส เพื่อเปิดโอกาสให้เกษตรกรเข้าถึงทรัพยากร เช่น ที่ดินทำกินและน้ำอย่างมั่นคง“ร.อ.ธรรมนัส กล่าว

    ร.อ.ธรรมนัส กล่าวเพิ่มเติมว่า  กระทรวงเกษตรฯ ยังขับเคลื่อนตามแนวทาง ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ และโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) เพื่อปรับระบบเกษตรและอาหารสู่ความยั่งยืน เชื่อมโยงความร่วมมือไทย–จีน ด้านโครงสร้างพื้นฐาน โลจิสติกส์ เศรษฐกิจสีเขียว และเทคโนโลยีดิจิทัล

    ”การเข้าร่วมงาน CATF ครั้งนี้ จะช่วยขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุน สร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าเกษตรไทย แลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่ เช่น เกษตรอัจฉริยะ (Smart Farming) และนวัตกรรมการแปรรูป เพื่อเพิ่มคุณภาพและประสิทธิภาพของสินค้าไทย พร้อมยืนยันความพร้อมของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะทำงานร่วมกับจีนอย่างใกล้ชิด เพื่อความมั่นคงทางอาหารของภูมิภาค“ร.อ.ธรรมนัส กล่าวทิ้งท้าย

    จากนั้น รองนายกรัฐมนตรีได้เปิดนิทรรศการ Thai Pavilion ซึ่งองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) ได้นำผลไม้ไทยคุณภาพ เช่น ทุเรียน มะม่วงน้ำดอกไม้ มะพร้าว ขนุน ลองกอง ลำไย และส้มโอ รวมถึงสินค้าเกษตรแปรรูป ผลไม้อบแห้ง และข้าวสาร ให้ผู้บริโภคชาวจีนและต่างชาติได้ลิ้มลอง พร้อมจัดกิจกรรม Business Matching เพื่อเปิดเวทีให้ผู้ประกอบการและเกษตรกรไทยได้เจรจาธุรกิจกับผู้ซื้อโดยตรง ทั้งในรูปแบบ B2B และ B2C การเข้าร่วมงานครั้งนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันสินค้าเกษตรไทยสู่ตลาดโลก ตอกย้ำภาพลักษณ์ สินค้าเกษตรไทยคุณภาพระดับโลกและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่คู่ค้าต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ ร.อ.ธรรมนัส ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนท้องถิ่นจีนว่า สินค้าที่ไทยนํามาแสดงที่นี่เป็นส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกรดพรีเมี่ยมของประเทศไทยที่เรานําเข้ามาสู่ประเทศจีน ซึ่งในแต่ละปีจะทําให้ประเทศไทยมีรายได้จํานวนมหาศาล ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสินค้าพวกผลไม้ อาทิ ทุเรียนมังคุด ลําไย สินค้าจากยางพารา และข้าวที่ส่งมาจากประเทศไทยสู่ประเทศจีน ตนอยากจะบอกพี่น้องชาวจีนว่า สําหรับประเทศไทยแล้ว เราคือเมืองพี่เมืองน้องกัน ปีนี้เป็นปีทองของทั้ง 2 ประเทศ สำหรับผม ผมรักคนจีนและประเทศจีน

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/450940&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2OAq0eg4EKOR0U2n1EA9_h

  • เปิดงานประเพณี “โฮมบุญแห่ต้นกระธูป” สืบทอดวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    เปิดงานประเพณี “โฮมบุญแห่ต้นกระธูป” สืบทอดวัฒนธรรมท้องถิ่น ส่งเสริมการท่องเที่ยว

    เปิดงานสืบสานประเพณี “โฮมบุญแห่ต้นกระธูป” สืบทอดวัฒนธรรมท้องถิ่น พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายการเป็น “เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ”

    วันที่ 17 ต.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่วัดโพธิ์ชุม ต.ปวนพุ อ.หนองหิน จ.เลย นายพิทักษ์ เกียรติพงษ์พันธ์ นายอำเภอหนองหิน เป็นประธานเปิดงานสืบสานประเพณีโฮมบุญแห่ต้นกระธูป มีนายประดิษฐ์ อาจแก้ว นายก อบต.ปวนพุ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และพี่น้องประชาชนในพื้นที่เข้าร่วมกิจกรรม

    นายพิทักษ์ กล่าวว่า ประเพณีโฮมบุญแห่ต้นกระธูป เป็นมรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นของตำบลปวนพุ ที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน แม้ว่าการจัดงานจะเคยหยุดไปช่วงหนึ่ง แต่ในปี 2569 องค์การบริหารส่วนตำบลปวนพุได้จัดงานขึ้นอีกครั้ง เพื่อฟื้นฟูและอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีท้องถิ่น รวมทั้งส่งเสริมการท่องเที่ยว บำรุงรักษาศิลปะ จารีตประเพณี และภูมิปัญญาของชุมชนให้คงอยู่ต่อไป

    ทั้งนี้ มีการจัดประดับตกแต่งต้นกระธูปอย่างสวยงาม พร้อมขบวนนางรำที่แสดงถึงเอกลักษณ์ของท้องถิ่น นับเป็นกิจกรรมที่สร้างความสามัคคีให้กับประชาชน และสอดคล้องกับแผนพัฒนาจังหวัด 5 ปี ในการส่งเสริมการตลาดและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความมั่นคง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/local/localbusiness/2889720&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw10fKiPdvoTYbi78NHEbaQp