Blog

  • ‘รมต.อรรถกร’เชื่อมั่นทัพ’อช.ยูธ’ จะเผยแพร่ความเป็นไทยทั่วเอเชีย มีสปิริตน้ำใจนักกีฬา

    ‘รมต.อรรถกร’เชื่อมั่นทัพ’อช.ยูธ’ จะเผยแพร่ความเป็นไทยทั่วเอเชีย มีสปิริตน้ำใจนักกีฬา

    นายอรรถกร ศิริลัทยากร รมว.กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เชื่อมั่นนักกีฬาเยาวชนทีมชาติไทยทั้ง 330 คน ที่จะเข้าร่วมมหกรรมกีฬาเอเชียน ยูธ เกมส์ ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 22-31 ต.ค. 68 ที่ประเทศบาห์เรน ต่างยึดมั่นนำเอกลักษณ์ความเป็นไทยเผยแพร่สู่สายตานักกีฬาและผู้ชมทั่วทวีปเอเชีย และมีสปิริตเพียงพอในเกมการแข่งขันไม่ว่าแข่งขันกับนักกีฬาชาติใดก็ตาม พร้อมแสดงความห่วงใยนักกีฬาที่เดินทางไปแข่งขันต่างประเทศครั้งแรก ขอให้ดูแลสุขภาพให้ดี

    ความเคลื่อนไหวของนักกีฬาเยาวชนทีมชาติไทย ชุดเข้าร่วมมหกรรมกีฬาเอเชียน ยูธ เกมส์ ครั้งที่ 3 โดย ประเทศบาห์เรน เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันระหว่างวันที่ 22-31 ตุลาคม 2568 โดยมีนักกีฬากว่า 4,300 คนจาก 45 ประเทศในทวีปเอเชีย เข้าร่วมการชิงชัยใน 26 ชนิดกีฬาชิงชัย 247 เหรียญทอง

    โดยนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แสดงความเชื่อมั่นในศักยภาพของนักกีฬาเยาวชนตัวแทนทีมชาติไทยทั้ง 330 คนว่าทุกคนจะทำหน้าที่ตัวแทนประเทศไทยในการเผยแพร่เอกลักษณ์ความเป็นไทยได้เป็นอย่างดีในทุกเวทีการแข่งขัน ด้วยรอยยิ้มและความนอบน้อมถ่อมตน หลีกเลี่ยงต่อความขัดแย้งใดๆทางการเมือง มีสปิริตและน้ำใจนักกีฬาต่อเพื่อนนักกีฬาทุกๆชาติ ที่สำคัญให้ความเคารพต่อตนเองและคู่ต่อสู้ในสนามแข่งขัน ซึ่งนั่นหมายถึงนักกีฬาเยาวชนทีมชาติไทยทุกคนจะทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทยทุกคนได้อย่างสมบูรณ์แบบ  นอกจากนี้ยังเป็นเงื่อนไขในการส่งเสริมความพร้อมของประเทศไทย ที่จะยื่นเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดมหกรรมกีฬายูธโอลิมปิกเกมส์ ครั้งที่ 5 ในปี 2030 ต่อไป พร้อมกันนี้ตนทราบว่ามีน้องๆนักกีฬาเยาวชนหลายคนที่น่าจะมีประสบการณ์ในการเดินทางและแข่งขันยังต่างประเทศเป็นครั้งแรก ก็ขอให้ทุกคนดูแลสุขภาพให้ดี ทำหน้าที่นักกีฬาทีมชาติไทยให้ดีที่สุดครับ นายอรรถกรกล่าวทิ้งท้าย

    สำหรับมหกรรมกีฬาเอเชียน ยูธ เกมส์ ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 22-31 ตุลาคม 2568 ที่ประเทศบาห์เรน กกท. ร่วมกับ คณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ส่งนักกีฬาเยาวชนทีมชาติไทย รวม 330 คน เข้าร่วมการแข่งขัน 24 ชนิดกีฬา ได้แก่ ว่ายน้ำ, กรีฑา, แบดมินตัน, แฮนด์บอล, บาสเกตบอล 3×3, อีสปอร์ต, ยูโด, มวยปล้ำ, จักรยาน, กอล์ฟ, วอลเลย์บอล, เทควันโด, เทเบิลเทนนิส, ไตรกีฬา, มวยสากล, ยกน้ำหนัก, กาบัดดี้, เทคบอล, MMA-ศิลปะการต่อสู้แบบผสม, ยูยิตสู, ฟุตซอล, มวยไทย, ปันจักสีลัต และ คูราช ยกเว้น ขี่ม้า และ ขี่อูฐ

    โดย กกท. ตั้งเป้าหมายร่วมกับสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ไว้ที่ 22 เหรียญทอง จาก ว่ายน้ำ 1 เหรียญทอง, กรีฑา 3 เหรียญทอง, แบดมินตัน 1 เหรียญทอง, อีสปอร์ต 1 เหรียญทอง, ยูยิตสู 2 เหรียญทอง, จักรยาน 1 เหรียญทอง, เทควันโด 2 เหรียญทอง, ไตรกีฬา 1 เหรียญทอง, มวยปล้ำ 1 เหรียญทอง, ยกน้ำหนัก 1 เหรียญทอง, เทคบอล 2 เหรียญทอง, มวยสากล 1 เหรียญทอง และ มวยไทย 5 เหรียญทอง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/sport-news/881037/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1emxGoVCJcgqrnYRuTy1mt

  • ผบช.ทท. ปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมหาดชะอำ ช่วงเปิดฤดูท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    ผบช.ทท. ปล่อยแถวระดมกวาดล้างอาชญากรรมหาดชะอำ ช่วงเปิดฤดูท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5217550/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XoOa0NV1Ku5Dx0AXMsG6D

  • ศรีสะเกษคึกคัก กระทรวงพาณิชย์เปิดงาน ธงเขียวราคาประหยัด และมหกรรมธงฟ้าเยียวยาเศรษฐกิจชายแดน

    ศรีสะเกษคึกคัก กระทรวงพาณิชย์เปิดงาน ธงเขียวราคาประหยัด และมหกรรมธงฟ้าเยียวยาเศรษฐกิจชายแดน

    ภูมิภาค

    ศรีสะเกษคึกคัก กระทรวงพาณิชย์เปิดงาน ธงเขียวราคาประหยัด และมหกรรมธงฟ้าเยียวยาเศรษฐกิจชายแดน

    วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.32 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    วันที่ 18 ตุลาคม 2568 เวลา 11.00 น. นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ เป็นประธานเปิดงาน “ธงเขียวราคาประหยัด ปุ๋ยถูก ยาดี ต้องที่ธงเขียว” ณ สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. จังหวัดศรีสะเกษ จำกัด เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ให้เข้าถึงปัจจัยการผลิตในราคายุติธรรม ลดต้นทุน และรักษาเสถียรภาพการผลิตทางการเกษตร

    ต่อมาเวลา 14.00 น. นางศุภจี เป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมธงฟ้าเยียวยาและกระตุ้นเศรษฐกิจชายแดน จังหวัดศรีสะเกษ” โดยนำสินค้าอุปโภคบริโภค 10 หมวด กว่า 1,000 รายการ มาลดราคาสูงสุดถึง 60% พร้อมสินค้าชุมชนและสินค้าชายแดนจาก 6 จังหวัดร่วมจำหน่าย เพื่อช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มช่องทางจำหน่ายให้กับผู้ประกอบการ โดยมี พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม เข้าร่วมในพิธีเปิดงานครั้งนี้

    นางศุภจี กล่าวว่า หนึ่งในนโยบายสำคัญของรัฐบาล คือการดูแลความเป็นอยู่ของเกษตรกรและประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี กระทรวงพาณิชย์จึงเร่งดำเนินโครงการต่างๆ เพื่อลดค่าใช้จ่ายของเกษตรกร โดยโครงการธงเขียวเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน นำปุ๋ยและเคมีเกษตรราคาพิเศษมาจำหน่าย เพื่อบรรเทาภาระต้นทุนการผลิตของเกษตรกรในพื้นที่ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน เราจึงนำโครงการธงเขียวและธงฟ้ามาเชื่อมโยงกัน เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพ โดยจะมีคาราวานธงฟ้าเคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ห่างไกล พร้อมร่วมมือกับไปรษณีย์ไทยในการช่วยค่าขนส่งสินค้า เพื่อเปิดช่องทางจำหน่ายสินค้าของเกษตรกรและผู้ประกอบการท้องถิ่นให้กว้างขึ้น

    นางศุภจี กล่าวต่อไปว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นความร่วมมือของ กรมการค้าภายใน และภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สมาคมการค้าปุ๋ย สมาคมอารักขาพืชไทย และห้างค้าปลีกสมัยใหม่ เพื่อส่งเสริมสินค้าคุณภาพดี ราคายุติธรรม และนวัตกรรมเกษตรทันสมัย อีกทั้งตนยังมอบนโยบายให้กรมการค้าภายในเร่งดูแลพี่น้องประชาชนในพื้นที่ชายแดน โดยดำเนินโครงการธงเขียว–ธงฟ้าใน 7 จังหวัดชายแดน เพื่อช่วยลดต้นทุนและค่าครองชีพให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่เกษตรกร ผู้ประกอบการ ไปจนถึงผู้บริโภค

    นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเดินหน้านโยบาย Quick Big Win ผลักดันสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร โดยมีการจัดแสดงสินค้า GI ของจังหวัดศรีสะเกษภายในงาน ซึ่งมีทั้งหมด 7 รายการ ได้แก่ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ เส้นไหมไทยพื้นบ้านอีสาน ทุเรียนภูเขาไฟศรีสะเกษ ผ้าไหมเก็บบ้านเมืองหลวงหอมแดงศรีสะเกษ กระเทียมศรีสะเกษ ครุน้อยบ้านสะอาง สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจรวมกว่า 4,500 ล้านบาท และเตรียมผลักดันสินค้าใหม่อย่าง “ไก่ย่างไม้มะดัน” เข้าขึ้นทะเบียนเพิ่มเติม

    “โครงการธงเขียวและธงฟ้าจะไม่ใช่กิจกรรมครั้งเดียวแล้วจบ แต่จะเป็นความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างกระทรวงพาณิชย์ ภาคเอกชน และเกษตรกร เพื่อให้พี่น้องชาวศรีสะเกษมีต้นทุนที่ดี ผลผลิตคุณภาพ และช่องทางจำหน่ายที่ยั่งยืน”  นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ กล่าวทิ้งท้าย

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/450971&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3kQYDxTbzaWmRpbWvdAQtv

  • “อภิสิทธิ์” ย้ำภารกิจฟื้นอุดมการณ์ “ซื่อสัตย์สุจริต”  อัดประชานิยมแบกหนี้ชาติ เปรียบ สส.ย้ายพรรคเหมือนกองหน้าค่าตัวแพงแต่ยิงไม่ได้

    “อภิสิทธิ์” ย้ำภารกิจฟื้นอุดมการณ์ “ซื่อสัตย์สุจริต”  อัดประชานิยมแบกหนี้ชาติ เปรียบ สส.ย้ายพรรคเหมือนกองหน้าค่าตัวแพงแต่ยิงไม่ได้


    “อภิสิทธิ์” ประกาศภารกิจใหม่ ฟื้นพรรคเก่าแก่สู่ยุคใหม่ วิจารณ์ “คนละครึ่งพลัส” สร้างหนี้ระยะยาว ย้ำต้องเลิกหลงประชานิยม–ซื้อเสียง พร้อมอ้างคำคม “เทย์เลอร์ สวิฟต์”  ย้ำ ปชป.เหมือนแก้วแตกที่ยิ่งคม

    ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวหลังการประชุมใหญ่วิสามัญเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารชุดใหม่ ว่าขอขอบคุณสมาชิกทั่วประเทศที่ไว้วางใจให้กลับมานำพรรคอีกครั้ง ย้ำประชาธิปัตย์ยังเป็นพรรคเดียวที่เปิดให้สมาชิกเลือกหัวหน้าพรรคโดยตรง สะท้อน “ประชาธิปไตยในพรรคการเมือง” อย่างแท้จริง

    นายอภิสิทธิ์กล่าวขอบคุณนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน อดีตหัวหน้าพรรค ที่ทุ่มเททำงานเพื่อพรรคมาโดยตลอด พร้อมย้ำคำขวัญ “สัจจะเป็นสิ่งไม่ตาย” ว่าเวลาจะพิสูจน์ความจริงเสมอ “ผมอาจไม่มีกำไรจากการกลับมาครั้งนี้ แต่อย่างน้อยต้องทำให้พรรคนี้อยู่คู่ประเทศไทยต่อไป”

    อดีตนายกรัฐมนตรีระบุว่า ประเทศไทยกำลังติดหล่มทั้งเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำ “เราดีใจกันแค่เศรษฐกิจโต 2% ซึ่งไม่พอจะยกระดับชีวิตคนไทยได้เลย” พร้อมวิจารณ์โครงการประชานิยมอย่าง “คนละครึ่งพลัส” ว่าช่วยระยะสั้นแต่ทิ้งภาระหนี้ระยะยาวให้รัฐบาล

    เขายังชี้ว่า การผูกขาดทางเศรษฐกิจและอำนาจการเมืองกำลังแนบแน่นขึ้นจนประเทศขาดความยืดหยุ่น “การเมืองควรเป็นพลังขับเคลื่อน ไม่ใช่ตัวฉุดรั้งประเทศ” พร้อมประกาศนำคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจยุคใหม่ เช่น การดี เลียวไพโรจน์ และวีระพงษ์ ประภา เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลและเกษตรอัจฉริยะ

    นายอภิสิทธิ์ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์จะไม่ตกอยู่ในวังวนการเมืองแบ่งขั้ว “ไม่โหน ไม่กล่าวหาฝ่ายใดล้มสถาบัน เพราะสถาบันคือศูนย์รวมจิตใจของคนไทย ต้องอยู่เหนือการเมือง” พร้อมเตือนอย่าใช้กองทัพเป็นเครื่องมือทางการเมือง

    “เราต้องผลักดันเรื่องความสุจริตกลับมา เพราะถ้าการเลือกตั้งไม่เที่ยงธรรม ซื้อเสียง ซื้อ ส.ส. จะนำไปสู่การคอร์รัปชันที่กัดกร่อนสังคมทั้งระบบ” เขากล่าว

    สำหรับปรากฏการณ์ ส.ส. ย้ายพรรค นายอภิสิทธิ์เปรียบเทียบว่า “เหมือนกองหน้าค่าตัวแพง ย้ายทีมแล้วกลับยิงไม่ได้สักประตู” พร้อมย้ำว่าพรรคประชาธิปัตย์จะสร้างคนรุ่นใหม่ที่ยึดมั่นอุดมการณ์ ไม่ใช่แลกผลประโยชน์

    เจ้าตัวเผยด้วยอารมณ์ขันถึงงานอดิเรกว่า “ผมฟังเพลงเทย์เลอร์ สวิฟต์ เธอเคยพูดว่า ‘แก้วแตกจะคมกว่าเดิม’ ดังนั้นใครจะมาทุบประชาธิปัตย์ ก็เหมือนทุบแก้วแตก ผมจะเอาความคมนั้นไปตัดวงจรอุบาทว์ของการซื้อเสียง”

    นอกจากนี้ นายอภิสิทธิ์ยังเล่าถึงการทดลองใช้ AI ออกแบบสัญลักษณ์ “ความซื่อสัตย์” แต่สุดท้ายยก “พระแม่ธรณี” เป็นตัวแทนความจริงและความอุดมสมบูรณ์ พร้อมชวนประชาชนทั่วประเทศ “มาร่วมสร้างการเมืองที่ซื่อสัตย์และยั่งยืน”

    “ผมอาจขาวแล้ว แต่ยังมีไฟ และพร้อมส่งต่อพรรคนี้ให้คนรุ่นใหม่ เราไม่ได้หวังเพียงอยู่รอด แต่จะทำให้ประเทศไทยก้าวหน้า เพื่อให้คนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น” นายอภิสิทธิ์กล่าวทิ้งท้าย 
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/politics/36622&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WKpgizhpfdm-eYVUaEXmA

  • เคทีซีโชว์กำไรแกร่ง เดินหน้าดิจิทัลทรานส์ฟอร์มยกระดับบริการ คุมเข้มคุณภาพสินทรัพย์

    เคทีซีโชว์กำไรแกร่ง เดินหน้าดิจิทัลทรานส์ฟอร์มยกระดับบริการ คุมเข้มคุณภาพสินทรัพย์

    กลุ่มบริษัทเคทีซีเผยกำไรสุทธิงวด 9 เดือน 5,707 ล้านบาท พอร์ตสินเชื่อรวม 106,913 ล้านบาท สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงิน โดยกำไรสุทธิจากการดำเนินงานหลักเติบโตอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและควบคุมต้นทุน ภายใต้กลยุทธ์การขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูลและเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมเร่งพัฒนาแพลตฟอร์มและระบบบริการ เพื่อยกระดับประสบการณ์ของสมาชิก เพิ่มความคล่องตัวในการให้บริการ ควบคู่การบริหารคุณภาพสินทรัพย์อย่างรอบคอบ เพื่อรักษาความมั่นคงของพอร์ตสินเชื่อในระยะยาว และสร้างความแข็งแกร่งอย่างยั่งยืนในทุกมิติ

    นางพิทยา วรปัญญาสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 มีแนวโน้มชะลอตัวลง และอาจส่งผลต่อเนื่องถึงปี 2569 จากปัจจัยสำคัญของผลกระทบภาคการส่งออกจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ซึ่งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจนี้ส่งผลให้อุตสาหกรรมสินเชื่อหดตัวลง และผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่าย”

    “ภายใต้ความท้าทายและปัจจัยกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในประเทศ เคทีซียังคงสร้างผลการดำเนินงานได้ดี จากการบริหารคุณภาพสินทรัพย์และการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมทั้งเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในทุกผลิตภัณฑ์หลักในช่วง 8 เดือนของปี 2568 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 2567 ลูกหนี้บัตรเครดิตมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 14.5% จาก 14.2% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 13.4% จาก 12.8% และลูกหนี้สินเชื่อบุคคลมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 4.2% จาก 4.0%”

    “กลุ่มบริษัทเคทีซียังรักษาฐานรายได้รวมไว้อย่างมั่นคง จากช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ 6,906 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 0.2%) จากรายได้ดอกเบี้ยตามการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น และการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่าใช้จ่ายรวม 4,343 ล้านบาท (ลดลง 4.0%) จากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง ซึ่งเป็นผลจากการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี และค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลงจากการบริหารเงินกู้ยืมที่สอดคล้องกับการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ ส่งผลให้กลุ่มบริษัทเคทีซีสามารถทำกำไรสุทธิในไตรมาส 3/2568 เท่ากับ 1,951 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 1.7%) และงวด 9 เดือน เท่ากับ 5,707 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 2.8%) และยังคงรักษาระดับเงินสำรองที่แข็งแกร่งและเพียงพอ ซึ่งสะท้อนได้จาก NPL ratio ของกลุ่มบริษัท ไม่เกินกว่าอัตราที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังให้ความสำคัญกับการติดตามสภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง”

    “สำหรับความคืบหน้าในการประกอบธุรกิจนายหน้าประกันภัย (ประกันวินาศภัยและประกันชีวิต) ของเคทีซี ตามที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 ขณะนี้บริษัทได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยและนายหน้าประกันชีวิตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) รวมถึงได้แจ้งต่อธนาคารแห่งประเทศไทยผ่านธนาคารกรุงไทย เกี่ยวกับการเพิ่มเติมการประกอบธุรกิจของบริษัทเรียบร้อยแล้ว และปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมงานในส่วนต่างๆ รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรบริษัทประกันวินาศภัยและบริษัทประกันชีวิต เพื่อให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลายผ่านช่องทางต่างๆ ของเคทีซีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการนำเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้ เพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกให้ตรงจุด ยกระดับการให้คำแนะนำและการจัดการข้อมูลลูกค้าอย่างปลอดภัย โดยจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยและสิทธิประโยชน์แก่สมาชิกบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลของเคทีซีเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ตลอดจนเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัย เคทีซีเริ่มดำเนินการประกอบธุรกิจนายหน้าประกันภัยในฐานะธุรกิจใหม่ โดยมุ่งเน้นการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปและรอบคอบ ควบคู่ไปกับการขยายพอร์ตสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและเป็นธรรม ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์และการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว”

    ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 เคทีซีมีฐานสมาชิกรวม 3,608,017 บัญชี เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้และดอกเบี้ยค้างรับรวม 106,913 ล้านบาท (ขยายตัว 0.7%) อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPL) ลดลงอยู่ที่ 1.85% จำนวนสมาชิกบัตรเครดิต 2,903,481 บัตร (เพิ่มขึ้น 5.3%) เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้บัตรเครดิตและดอกเบี้ยค้างรับรวม 69,451 ล้านบาท (ขยายตัว 0.5%) NPL บัตรเครดิตอยู่ที่ 1.15% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตร 9 เดือนของปี 2568 มูลค่า 219,572 ล้านบาท (ขยายตัว 3.8%) สมาชิกสินเชื่อบุคคลเคทีซี 704,536 บัญชี (เพิ่มขึ้น 2.5%) เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้สินเชื่อบุคคลและดอกเบี้ยค้างรับรวม 35,836 ล้านบาท (ขยายตัว 3.0%) NPL สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 2.40% และมียอดสินเชื่อใหม่ของ “เคทีซี พี่เบิ้ม  รถแลกเงิน” จำนวน 1,650 ล้านบาท ในส่วนของลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อในบริษัท กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง จำกัด (KTBL) มีมูลค่า 1,627 ล้านบาท (ลดลง 28.8%) ซึ่งเคทีซีได้หยุดปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 และปัจจุบันมุ่งเน้นการติดตามหนี้และบริหารจัดการคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่มีอยู่

    ในส่วนของแหล่งเงินทุน กลุ่มบริษัทมีเงินกู้ยืมรวมทั้งสิ้น 55,655 ล้านบาท (รวมหนี้สินตามสัญญาเช่า) แบ่งเป็นเงินกู้ยืมระยะยาว 70% และเงินกู้ยืมระยะสั้น 30% (รวมส่วนของเงินกู้ยืมและหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระภายใน 1 ปี) อัตราส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอยู่ที่ 1.51 เท่า ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 1.78 เท่า  ซึ่งอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับภาระผูกพัน (Debt Covenants) ที่กำหนดไว้ 10 เท่า สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นทางการเงินที่สูงในการขยายธุรกิจ รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต และมีวงเงินสินเชื่อคงเหลือที่ยังไม่เบิกใช้ แบ่งเป็นวงเงินกู้ยืมระยะสั้น 25,990 ล้านบาท ในขณะที่มีภาระหนี้หุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวที่จะครบกำหนดชำระในไตรมาส 4 ปี 2568 ทั้งสิ้น 4,000 ล้านบาท ด้วยสภาพคล่องที่สูงกว่าภาระหนี้ที่ใกล้ครบกำหนด แสดงถึงสถานะสภาพคล่องที่แข็งแกร่งและความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ในระยะสั้นที่อยู่ในระดับต่ำมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1543352&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1NoDGcu2nfrrD7EAnKrqkJ

  • “อรรถกร” บุกปักกิ่ง ลุย! ฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน

    “อรรถกร” บุกปักกิ่ง ลุย! ฟื้นความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน

    “อรรถกร” บุกปักกิ่ง ลุย! ฟื้นคววามเชื่อมั่นนักท่องเที่ยว จีน ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก ยืนยัน “ไทยปลอดภัย เที่ยวง่าย มั่นใจได้”

    นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้าร่วมกิจกรรม “Amazing Thailand, Networking Dinner” เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีนเดินทางเข้าร่วมงาน Amazing Thailand Networking Dinner ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน      

    โดยได้พบปะและหารือกับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีน ได้แก่ UTour, Caissa, Qunar, Tongcheng, China Comfort Tourism (CCT), China Travel Group (CTG), 6renyou, ZX-Tour, Hainan Airlines และ Air China ซึ่งต่างเป็นพันธมิตรหลักในการขับเคลื่อนตลาด outbound ของจีน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพสูง

    โดยนายอรรถกร ได้กล่าวกับทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีน ว่า ในนามของรัฐบาลไทย เรามาเพื่อขอคำแนะนำจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีน ว่า อยากจะให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างไรบ้าง เพราะการทำงานของตนยึดมั่นว่า ถ้าเราจะทำอะไรต้องมารับฟังจากผู้รู้ วันนี้เราต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว กระชับความสัมพันธ์ และผลักดันภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก การพบปะครั้งนี้ จึงไม่เพียงสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ แต่ยังมาแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน

    “การหารือครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระหว่างไทย–จีน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัย มาตรฐานการท่องเที่ยว และการคุ้มครองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทั้งในด้านการเดินทาง การบริการ การดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกท่านเที่ยวไทยได้อย่างสบายใจ ปลอดภัยทุกก้าว”นายอรรถกร กล่าว

    ทั้งนี้ การเดินทางพบปะพันธมิตรจีนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเชิงรุกภายใต้นโยบาย “Big Impact, Act Fast” ซึ่งมุ่งสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเน้นการดำเนินงานแบบบูรณาการกับพันธมิตรสำคัญของจีนในทุกมิติ ทั้งสายการบิน แพลตฟอร์มออนไลน์ และบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ เพื่อเร่งฟื้นฟูและยกระดับตลาดนักท่องเที่ยวจีนสู่ประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้าง “Strategic Connectivity” ระหว่างไทยและจีน ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อยืนยันบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพของนักท่องเที่ยวจีน พร้อมผลักดันให้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว มีพลัง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

    RELATED

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/259480/amp&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0q2n7Axt2OzvyS6WwhqMd9

  • ล้างบางเกาะพะงัน! จับต่างชาติเปิดโรงแรมเถื่อน จ้างแรงงานผิดกฎหมาย

    ล้างบางเกาะพะงัน! จับต่างชาติเปิดโรงแรมเถื่อน จ้างแรงงานผิดกฎหมาย

    ล้างบางเกาะพะงัน! จับต่างชาติเปิดโรงแรมเถื่อน จ้างแรงงานผิดกฎหมาย

    วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 17.57 น.

    ตม.ล้างบางเกาะพะงัน! จับ 8 ผู้ต้องหา ต่างชาติเปิดโรงแรมเถื่อน จ้างแรงงานผิดกฎหมาย ทำลายภาพลักษณ์ท่องเที่ยวไทย

    วันที่ 18 ตุลาคม 2568 ตามนโยบายปราบปรามคนร้ายข้ามชาติและธุรกิจผิดกฎหมายในลักษณะ ‘นอมินี’ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ผบช.สตม.) ได้สั่งการให้ ตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี บูรณาการร่วมกับ ตำรวจภูธรจังหวัดสุราษฎร์ธานี, ตำรวจท่องเที่ยว, ฝ่ายปกครอง และ สภ.เกาะพะงัน เปิดปฏิบัติการตรวจสอบธุรกิจของคนต่างชาติในพื้นที่ เกาะพะงัน

    ผลจากการสืบสวนพบว่ามีชาวต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีการจ้างแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย เจ้าหน้าที่จึงเข้าตรวจสอบเป้าหมายสำคัญ 2 แห่ง สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้รวม 8 ราย ประกอบด้วย ชาวอิสราเอล 2 ราย, ชาวเมียนมา 4 ราย และคนไทย 2 ราย

    โดยจุดที่ 1 โรงแรมอาคานา เกาะพะงัน (ARCANA KOH PHANGAN) เจ้าหน้าที่พบการดำเนินกิจการโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต แจ้งข้อหา ‘ประกอบธุรกิจโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต’ แก่ นายกาย (อิสราเอล) และ นายสุวิชานนท์ (ไทย) ซึ่งเป็นกรรมการเจ้าของบริษัท และจับกุม นายฌอน (อิสราเอล) ผู้จัดการโรงแรม ในข้อหา ‘ทำงานนอกเหนือสิทธิ์ที่จะทำได้’ นอกจากนี้ยังจับกุมแรงงานชาวเมียนมาผิดกฎหมายอีก 2 ราย

    และจุดที่ 2 ทีโรงแรมบรีซซิ่ง โฮม แอนด์ คาเฟ่ (BLESSINGS HOME AND CAFÉ) พบแรงงานชาวเมียนมา 2 ราย ทำงานในตำแหน่งต้องห้ามสำหรับคนต่างด้าว (พนักงานขายกาแฟและเก็บเงินในบาร์) โดยถูกแจ้งข้อหา ‘ทำงานเกินสิทธิ์ที่จะทำได้’ และจับกุม นายภาณุพงษ์ (ไทย) นายจ้างในข้อหา ‘ให้คนต่างด้าวทำงานเกินสิทธิ์ที่จะทำได้’ นอกจากนี้ยังกล่าวโทษ นางยารา (อิสราเอล) กรรมการบริษัทเจ้าของโรงแรมตัวจริง ในข้อหา ‘เปิดโรงแรมโดยไม่ได้รับอนุญาต’

    พล.ต.ท.ภาณุมาศ บุญญลักษม์ ผบช.สตม. กล่าวเน้นย้ำว่า การปฏิบัติการนี้เป็นการปราบปรามกลุ่มที่เข้ามาประกอบธุรกิจผิดกฎหมายในลักษณะนอมินี ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจ และภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของประเทศ เจ้าหน้าที่ยังคงเดินหน้าตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยว โดยประชาชนสามารถแจ้งเบาะแสการกระทำผิดของคนต่างชาติได้ที่สายด่วน 1178 หรือ ตม.จว.สุราษฎร์ธานี โทรศัพท์ 077-423440 ตลอด 24 ชั่วโมง ////-026

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/921942&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw00TqE3-hSw_dHZS5SkaFUH

  • “

    “รองนายกฯ สุชาติ” ย้ำเตือน! นทท.- บริษัทนำเที่ยว​ช่วยกันป้องกันรักษาปะการัง​และสิ่งมีชีวิตในทะเล​ไม่ให้เสียหายจากกิจกรรมท่องเที่ยวโดยเด็ดขาด


    18/10/2568 | 113 |

    18 ตุลาคม​ 2568 นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้เน้นย้ำถึงนโยบายสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางทะเลของประเทศ โดยยืนยันหลักการว่า “การท่องเที่ยวทางทะเลต้องไม่กระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเด็ดขาด” พร้อมขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ประชาชนทั่วไป​ โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวและผู้ประกอบการ นำเที่ยวให้ช่วยกันปกป้องท้องทะเลไทยซึ่งถือเป็นแหล่งสร้างรายได้สำคัญของประเทศ ให้คงอยู่อย่างยั่งยืน” 

    ​รองนายกฯ สุชาติ กล่าวว่า ทรัพยากรทางทะเลของไทยเป็นสมบัติอันล้ำค่า เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก และเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่สำคัญ ดังนั้น การบริหารจัดการการท่องเที่ยวจึงต้องดำเนินไปบนพื้นฐานของการอนุรักษ์อย่างเคร่งครัด

    ​”ผมได้กำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกรมอุทยานแห่งชาติ​ สัตว์ป่า​ และพันธุ์พืช​ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง​ ให้ใช้มาตรการควบคุมและกำกับดูแลพื้นที่ท่องเที่ยวทางทะเลอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในเขตอุทยานแห่งชาติ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการใช้ประโยชน์กับการฟื้นฟูธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว การควบคุมเรือนำเที่ยว หรือการจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ”

    ​รองนายกฯ ยังได้กล่าวถึงความสำคัญของความร่วมมือจากภาคประชาชนว่า “ท้องทะเลคือแหล่งสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้กับคนไทยทุกคน แต่หากเราไม่ช่วยกันดูแลรักษาเมื่อทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลถูกทำลาย รายได้เหล่านั้นก็จะหายไปด้วย ผมจึงขอความร่วมมือจาก นักท่องเที่ยว ทุกท่าน ขอให้ท่องเที่ยวอย่างมีความรับผิดชอบ ไม่ทิ้งขยะ ไม่เก็บหรือทำลายปะการัง และปฏิบัติตามกฎระเบียบของพื้นที่อย่างเคร่งครัด รวมถึงขอให้ ผู้ประกอบการการท่องเที่ยว ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก ร่วมกันเป็นหูเป็นตา และร่วมกันดูแลปกป้องท้องทะเลแหล่งสร้างรายได้ของเราให้คงอยู่อย่างสวยงามตลอดไป”

    ​ทั้งนี้ รัฐบาลมีเป้าหมายที่จะผลักดันให้การท่องเที่ยวทางทะเลของไทยเป็นไปตามมาตรฐานสากล ภายใต้แนวคิด ‘ท่องเที่ยวสุขใจ ปลอดภัย ใส่ใจสิ่งแวดล้อม’ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ที่ยั่งยืนต่อไป


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/432651&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3Gl9lm8q5hzkAPPRf4sFwF

  • “อรรถกร” รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เชื่อมั่นนักกีฬาเยาวชนทีมชาติไทย ทำหน้าที่ได้ดีในกีฬาเอเชียน ยูธ เกมส์ ครั้งที่ 3 ทีบาห์เรน

    “อรรถกร” รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา เชื่อมั่นนักกีฬาเยาวชนทีมชาติไทย ทำหน้าที่ได้ดีในกีฬาเอเชียน ยูธ เกมส์ ครั้งที่ 3 ทีบาห์เรน

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/104551&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2UzwbFVMTQhoKLoB8jMfAy

  • เช็กสถานการณ์ธุรกิจโรงแรม! พบ ครึ่งแรกปี 68 หลายจังหวัดชะลอลง

    เช็กสถานการณ์ธุรกิจโรงแรม! พบ ครึ่งแรกปี 68 หลายจังหวัดชะลอลง

    REIC เปิดเผยสถานการณ์ธุรกิจโรงแรม! ในวันที่ท่องเที่ยวซบเซา พบ! ครึ่งแรกปี 68 หลายจังหวัดชะลอลง

    ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผย “สถานการณ์ธุรกิจโรงแรม ครึ่งแรกปี 2568” พบว่า ภาพรวมด้านอุปสงค์ของธุรกิจโรงแรมชะลอตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยเป็นผลมาจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยลดลงร้อยละ -4.7 แต่อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมทั่วประเทศปรับตัวเพิ่มขึ้นอยู่ที่ร้อยละ 60.8 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ร้อยละ 59.1 สะท้อนความต้องการใช้บริการที่พักยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง 

    ด้านอุปทาน พบว่า มีการชะลอตัวเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) โดยจำนวนโรงแรมที่ยื่นขออนุญาตเปิดใหม่ รวมถึงจำนวนห้องพักใหม่ลดลงร้อยละ -34.6 และร้อยละ -32.2 ตามลำดับ ส่งผลให้จำนวนโรงแรมที่จดทะเบียนประกอบธุรกิจสะสมทั่วประเทศลดลงร้อยละ -3.7 และจำนวนห้องพักสะสมลดลงร้อยละ -1.8 

    อย่างไรก็ตาม แนวโน้มอุปทานในอนาคตมีสัญญาณการขยายตัวเพิ่มขึ้น โดยพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างโรงแรมปรับตัวเพิ่มขึ้นร้อยละ 29.6 โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ – ปริมณฑลที่มีการขออนุญาตก่อสร้างเพิ่มขึ้นมากถึงร้อยละ 230.7 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) เนื่องจากในเขตกรุงเทพฯ – ปริมณฑล เป็นศูนย์กลางธุรกิจและการท่องเที่ยวมีความสามารถในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายละเอียด ดังนี้

    1. สถานการณ์ด้านอุปทาน (Supply) 

    1.1 โรงแรมที่ขออนุญาตประกอบธุรกิจใหม่ทั่วประเทศ

    ครึ่งแรกปี 2568 (มกราคม – มิถุนายน) มีโรงแรมที่ขออนุญาตประกอบธุรกิจใหม่ทั่วประเทศ จำนวน 232 แห่ง และมีจำนวนห้องพัก 8,946 ห้อง  โดยลดลงทั้งจำนวนโรงแรมและจำนวนห้องพักร้อยละ -34.6 และร้อยละ -32.2 ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งมีจำนวนโรงแรม 355 แห่ง และมีห้องพัก 13,190 ห้อง 

    โดยกรุงเทพฯ – ปริมณฑลมีจำนวนห้องพักที่ขออนุญาตมากที่สุด 3,012 ห้อง คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 33.7 ของห้องพักทั้งหมด ส่งผลให้ในภาพรวมจำนวนโรงแรมที่ขออนุญาตประกอบธุรกิจใหม่ ลดลงเกือบทุกภาค ยกเว้นในภาคตะวันตกที่มีจำนวนเท่ากับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ส่วนจำนวนห้องพักที่ขออนุญาตใหม่มีจำนวนลดลงเกือบทุกภาค ยกเว้นกรุงเทพฯ – ปริมณฑลที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 16.4  

    แสดงให้เห็นว่า ในช่วงครึ่งแรก ปี 2568 ผู้ประกอบการยังคงชะลอการเปิดโครงการใหม่ โดยเฉพาะในภาคใต้และภาคกลางซึ่งมีจำนวนโรงแรมและห้องพักที่ขออนุญาตประกอบธุรกิจใหม่ลดลงอย่างชัดเจนมากกว่าร้อยละ -50.0 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)

    จังหวัดที่มีจำนวนห้องพักในโรงแรมที่ขออนุญาตประกอบธุรกิจใหม่ มากที่สุด 10 อันดับแรก ในช่วงครึ่งแรก ปี 2568 มีสัดส่วนรวมกันถึงร้อยละ 75.0 ของจำนวนห้องพักในโรงแรมที่ขออนุญาตประกอบธุรกิจใหม่ทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี ระยอง เชียงใหม่ ภูเก็ต กระบี่ สมุทรปราการ นครราชสีมา ขอนแก่น และประจวบคีรีขันธ์ ตามลำดับ โดยในจำนวนนี้ สมุทรปราการเพิ่มขึ้นมากที่สุดร้อยละ 366.7 

    1.2 โรงแรมที่ขออนุญาตประกอบธุรกิจสะสมทั่วประเทศ 

    โรงแรมที่ขออนุญาตประกอบธุรกิจสะสมทั่วประเทศ (ไม่นับรวม เกสต์เฮ้าส์ รีสอร์ท หรือโรงแรมที่ไม่ขึ้นทะเบียนกับกรมการปกครอง และที่ใบอนุญาตหมดอายุ) ณ ครึ่งแรกปี 2568 มีจำนวน 16,369 แห่ง และมีจำนวนห้องพักที่เปิดให้บริการ 703,751 ห้อง ลดลงทั้งจำนวนโรงแรมและจำนวนห้องพัก ร้อยละ -3.7 และร้อยละ -1.8 ตามลำดับ เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีจำนวน 17,006 แห่ง และมีห้องพักที่เปิดให้บริการ 716,311 ห้อง

    ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากจำนวนห้องพักที่เปิดให้บริการสะสม ครึ่งแรกปี 2568 เมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) แยกตามรายภาค พบว่า กรุงเทพฯ – ปริมณฑล มีจำนวนห้องพักสะสมมากที่สุด 179,872 ห้อง เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.6 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 25.6 รองลงมาได้แก่ภาคใต้ มีจำนวนห้องพัก 167,388 ห้อง ลดลงร้อยละ -3.4 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 23.8 และภาคตะวันออกมีจำนวนห้องพัก 108,560 ห้อง ลดลงร้อยละ -7.9 คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 15.4 ของห้องพักทั้งหมด 

    1.3 การออกใบอนุญาตก่อสร้างโรงแรม

    ในช่วงครึ่งแรกปี 2568 มีการออกใบอนุญาตก่อสร้างโรงแรมจำนวน 908 แห่ง ลดลงร้อยละ -15.1 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีจำนวน 1,069 แห่ง แต่มีพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตก่อสร้างรวม 583,288 ตารางเมตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 29.6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีพื้นที่ก่อสร้าง 450,073 ตารางเมตร 

    การออกใบอนุญาตก่อสร้างโรงแรมแยกเป็นรายภาค ช่วงครึ่งแรกปี 2568 พบว่า ภาคใต้มีพื้นที่อนุญาตก่อสร้างมากที่สุด 249,379 ตารางเมตร คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 42.8 ของพื้นที่อนุญาตก่อสร้างทั้งหมด โดยภาคที่มีการขยายตัวของพื้นที่ก่อสร้างโรงแรมเพิ่มขึ้น ได้แก่ กรุงเทพฯ -ปริมณฑล เพิ่มขึ้นร้อยละ 230.7 

    สำหรับ 10 จังหวัดแรกที่มีพื้นที่อนุญาตก่อสร้างโรงแรมมากที่สุดช่วงครึ่งแรกปี 2568 มีสัดส่วนรวมกันสูงถึงร้อยละ 85.7 โดยภูเก็ต มีพื้นที่อนุญาตก่อสร้างมากที่สุด 195,271 ตารางเมตร คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 33.5 ของพื้นที่อนุญาตก่อสร้างทั้งหมด เพิ่มขึ้นร้อยละ 20.1  รองลงมาได้แก่ กรุงเทพมหานคร ชลบุรี กาญจนบุรี นครราชสีมา พังงา กระบี่ ระยอง เชียงใหม่ และลำพูน 

    1.4 สินเชื่อคงค้างเพื่อพัฒนาธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท

    ณ ครึ่งแรกปี 2568 สินเชื่อคงค้างเพื่อพัฒนาธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ท ทั่วประเทศ มีมูลค่า 418,557 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ซึ่งมีมูลค่า 417,683 ล้านบาท 

    2.ขณะที่สถานการณ์ด้านอุปสงค์ (Demand) พบว่า มีนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยโดยมีวัตถุประสงค์ต่าง ๆ ที่ไม่ใช่การมาทำงานประจำหรือศึกษาอยู่ที่ประเทศไทยจำนวน 16,685,469 คน ลดลงร้อยละ -4.7 ซึ่งมีจำนวนนักท่องเที่ยว 17,501,283 คน 

    การลดลงครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังปี 2564 โดยปัจจัยสำคัญมาจากนักท่องเที่ยวสัญชาติจีน ซึ่งเคยเป็นตลาดหลักที่ใหญ่ที่สุดของไทยลดลงมากถึงร้อยละ -34.1  ส่งผลให้นักท่องเที่ยวจีนกลายมาเป็นอันดับที่ 2 รองจากมาเลเซีย นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวจากมาเลเซียก็ยังคงมีจำนวนลดลงด้วยเช่นกันที่ร้อยละ -5.6 อย่างไรก็ตาม การลดลงพร้อมกันของนักท่องเที่ยวกลุ่มใหญ่ที่สุด 2 อันดับแรกจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ฉุดให้จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมลดลง  

    ขณะที่ยังมีนักท่องเที่ยวบางสัญชาติที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 10 เช่น อินเดียเพิ่มขึ้นร้อยละ 13.8 รัสเซียเพิ่มขึ้นร้อยละ 12.4 และสหราชอาณาจักรเพิ่มขึ้นร้อยละ 17.9 ซึ่งอาจเป็นโอกาสและช่วยให้สถานการณ์ของธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวและโรงแรมให้สามารถเติบโตต่อไปได้ 

    สำหรับสัญชาติของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศมากที่สุด 10 อันดับแรกในช่วงครึ่งแรกปี 2568 ได้แก่ มาเลเซีย จีน อินเดีย รัสเซีย เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ไต้หวัน และลาว มีสัดส่วนรวมกันร้อยละ 61.1

    ส่วนอัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรม ณ ครึ่งแรกปี 2568 อัตราการเข้าพักเฉลี่ยของโรงแรมทั่วประเทศอยู่ที่ร้อยละ 60.8 เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) ที่มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 59.1

    มีเพียงกรุงเทพฯ – ปริมณฑลที่มีอัตราการเข้าพักเฉลี่ยลดลงร้อยละ -0.7 สะท้อนว่า อุปสงค์หรือจำนวนผู้เข้าพักลดลงสวนทางกับจำนวนห้องพักสะสมที่เพิ่มขึ้นในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล ส่งผลให้การแข่งขันในตลาดที่พักของกรุงเทพฯ และปริมณฑลสูงขึ้น และเป็นความท้าทายที่ผู้ประกอบการต้องวางแผนและปรับกลยุทธ์ เพื่อรับมือกับความเสี่ยงจากภาวะอุปทานส่วนเกิน 

    RELATED

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/wealth/economic/259476/amp&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1cswGHmpHNu5ecsAcPw4H1