Blog

  • “อรรถพล” สั่ง กกพ. ลุย Quick Big Win ปั๊มเศรษฐกิจ สิ้นปีต้องเห็นผล

    “อรรถพล” สั่ง กกพ. ลุย Quick Big Win ปั๊มเศรษฐกิจ สิ้นปีต้องเห็นผล

    “อรรถพล” สั่ง กกพ. ลุย “Quick Big Win” ขีดเส้นภารกิจด่วน หวังสร้างเม็ดเงินลงทุน กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เห็นผลภายในสิ้นปีนี้

    จับสัญญาณ “กระทรวงพลังงาน” ยุคใหม่ หลัง “อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” เข้ากระทรวงในฐานะรัฐมนตรีว่าการฯ หมาดๆ

    ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ได้มอบนโยบายเร่งด่วนไปยัง “สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน” (กกพ.) ซึ่งถือเป็นองค์กรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านมิติพลังงาน

    โดยมีโจทย์ใหญ่คือการผลักดันโครงการ “Quick Big Win” ให้เป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน สร้างเม็ดเงินลงทุนใหม่ และกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งในภาคเอกชนผู้ใช้ไฟรายใหญ่ ไปจนถึงเกษตรกรฐานราก

    ถือเป็นการประกาศจุดยืนชัดเจนว่า กระทรวงพลังงานจะเปลี่ยนบทบาทจากเดิมที่เน้น ‘การกำกับดูแล’ มา ‘เดินเกมรุก’ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจไทย

    กกพ. ขานรับภารกิจ “Quick Big Win” ปักธงสิ้นปีต้องเห็นผล

    กกพ. ได้ตอบรับนโยบาย “Quick Big Win” ของรัฐบาลทันที และพร้อมใช้กลไกภาคพลังงานในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน โดยตั้งเป้าหมายว่า ภารกิจเหล่านี้จะต้องมีความคืบหน้าและแล้วเสร็จภายในสิ้นปี 2567 นี้

    สำหรับภารกิจเร่งด่วนที่ กกพ. กำลังเร่งเครื่องดำเนินการ ประกอบด้วย 3 โครงการหลักที่มุ่งเป้ากระตุ้นเศรษฐกิจในหลายมิติ อาทิ

    • โซลาร์ฟาร์มชุมชน (1,500 MW): ไม่ใช่แค่การผลิตไฟฟ้า แต่คือการ “สร้างรายได้ฐานราก” ให้กับชุมชนโดยตรง
    • มาตรการ Direct PPA สำหรับ Data Center: ปลดล็อกการลงทุนขนาดใหญ่ในยุคดิจิทัล โดยใช้ “พลังงานหมุนเวียน” เป็นจุดขายดึงดูดนักลงทุนต่างชาติ
    • โซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร: หัวใจสำคัญในการ “ลดต้นทุน” ให้กับเกษตรกร ซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของชาติ

    สางปมโครงสร้างพื้นฐาน-จี้ค่าไฟต้องเป็นธรรม

    นอกเหนือจากโครงการใหม่ นโยบายของ “อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์” ในฐานะ รมว.พลังงาน ยังมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ยังค้างคาอยู่

    โดยเฉพาะการเร่งพิจารณาแนวทาง “ดูแลค่าไฟฟ้า” ให้มีความเป็นธรรมต่อผู้ใช้ทุกภาคส่วน รวมถึงการแก้ไขปัญหา “โครงสร้างพื้นฐาน LNG ที่ไม่เพียงพอ”

    ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งผลต่อต้นทุนค่าไฟ และการสนับสนุนให้ภาคธุรกิจสามารถ “ผลิตไฟฟ้าใช้เอง (Self-Consumption)” ได้อย่างคล่องตัวมากขึ้น

    สัญญาณบวก! ราคาก๊าซตลาดโลกลด คนไทยลุ้นค่าไฟต้นปีหน้า

    ในขณะเดียวกัน ยังมีสัญญาณบวกจาก “สถานการณ์ราคาก๊าซธรรมชาติ” ในตลาดโลกที่มีแนวโน้มลดลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วย “ลดต้นทุนค่าไฟฟ้า” ในปีหน้า

    และยังเปิดโอกาสให้ กกพ. สามารถทยอย “ชำระคืนภาระต้นทุนคงค้าง (AF)” ที่สะสมมาก่อนหน้านี้ได้ ซึ่งจะช่วยสร้างเสถียรภาพระยะยาวให้กับระบบพลังงานของประเทศ

    อัดฉีดงบ “กองทุนอนุรักษ์ฯ” ขับเคลื่อนนโยบาย

    กลไกสำคัญที่จะทำให้ “Quick Big Win” เดินหน้าได้ คือ “กองทุนอนุรักษ์พลังงาน” โดยมีการจัดสรรงบประมาณที่น่าจับตา ดังนี้

    • เน้นสนับสนุนโครงการใน “พื้นที่ทุรกันดารที่ประชาชนยังไม่มีไฟฟ้าใช้” เพื่อสร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ และสร้างรายได้
    • โครงการส่วนราชการ ปรับแนวทางจัดสรรงบประมาณเป็นแบบ “คนละครึ่ง (Co-pay)” เพื่อบีบให้เกิดการใช้จ่ายงบประมาณที่มีประสิทธิภาพสูงสุด

    ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับทิศทางปีงบประมาณ 2569  “กองทุนอนุรักษ์พลังงาน” ได้เตรียม “กรอบงบประมาณสูงถึง 9,000 ล้านบาท”

    เพื่อรองรับนโยบาย “Quick Big Win” และภารกิจการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition) อย่างเต็มกำลัง

    สำนักงานบริหารกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ตอกย้ำว่าจะเป็นกลไกหลักในการผลักดันนโยบายของรัฐบาลให้เป็นรูปธรรม

    เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และสนับสนุนเป้าหมายใหญ่ Net Zero ในปี 2050 ของกระทรวงพลังงานไปพร้อมกัน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/smart-city/732046&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0R3rpzM7auWZLDMw6X0VCw

  • ‘แพลนต์เบส’ โตแรง โอกาสใหม่ที่ไทยควรหนุน สร้างสมดุลเศรษฐกิจสีเขียว | เดลินิวส์

    ‘แพลนต์เบส’ โตแรง โอกาสใหม่ที่ไทยควรหนุน สร้างสมดุลเศรษฐกิจสีเขียว | เดลินิวส์

    ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงสูงจากวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงและเกิดถี่ขึ้น ทั้งคลื่นความร้อน น้ำท่วม ฝุ่นพิษ PM 2.5 และโรคระบาดในพืช ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศ ผลผลิตทางการเกษตร และความมั่นคงทางอาหารของคนไทย โดยรวมยังสะท้อนถึงความเปราะบางในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ยังต้องเร่งเสริมสร้างความพร้อมในหลายด้าน

    ข้อมูลจาก Madre Brava องค์กรด้านสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงทางอาหารระดับนานาชาติ ระบุว่า แม้อุตสาหกรรมพลังงานจะเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกหลักของโลกในสัดส่วนกว่า 70% ทว่าอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารก็มีบทบาทสำคัญเช่นกัน โดยเฉพาะระบบการผลิตอาหารเชิงอุตสาหกรรม โดยเฉพาะปศุสัตว์ขนาดใหญ่ที่นอกจากจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมาก ยังใช้ทรัพยากรที่ดินและน้ำอย่างสิ้นเปลือง

    ‘กฤษฎา บุญชัย’ ผู้ประสานงานสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา และเครือข่าย Thai Climate Justice for All เปิดเผยว่า ระบบอาหารทั่วโลกเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงหนึ่งในสามของทั้งหมด และส่วนใหญ่เกิดจากการผลิตโปรตีนจากสัตว์ ซึ่งสร้างแรงกดดันต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างมาก การผลิตเนื้อสัตว์เชิงอุตสาหกรรมปล่อยก๊าซเรือนกระจกคิดเป็นอย่างน้อย 15% ของทั้งโลก และยังเป็นสาเหตุหลักของการสูญเสียพื้นที่ป่าและทรัพยากรน้ำจำนวนมาก ผลกระทบเหล่านี้ส่งต่อเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่ระบบนิเวศไปจนถึงเศรษฐกิจของเกษตรกรและสุขภาพของผู้บริโภค

    นอกจากนี้ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 ที่คนไทยต้องเผชิญนั้น ส่วนหนึ่งมาจากฝุ่นจากการเผาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กฤษฎาจึงเสนอแนวทางการลดผลกระทบโดยย้อนกลับไปสู่ ‘วิถีดั้งเดิม’ ผ่านการบริโภคโปรตีนจากพืช (Plant-based protein) ซึ่งใช้ทรัพยากรน้อยกว่า และช่วยลดการปล่อยคาร์บอน เนื่องจากพืชใช้ที่ดินน้อยกว่ามาก เพราะสามารถปลูกและบริโภคได้โดยตรง ไม่ต้องปลูกเพื่อให้สัตว์กินอีกต่อหนึ่ง หากลดการผลิตเนื้อสัตว์ลง จะสามารถประหยัดพื้นที่เพาะปลูกได้เท่ากับจังหวัดนครราชสีมาทั้งจังหวัด

    ขณะที่ ‘พลูเพ็ชร สีเหลืองอ่อน’ ผู้ประสานงานเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก จังหวัดฉะเชิงเทรา ให้ความเห็นว่า โปรตีนจากพืชไม่เพียงตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อม แต่ยังช่วยลดภาระทางเศรษฐกิจของเกษตรกรที่เคยพึ่งพาการผลิตเชิงเดี่ยวและปัจจัยภายนอกสูง การหันมาทำเกษตรกรรมยั่งยืนช่วยให้ลดต้นทุน ฟื้นฟูระบบนิเวศ และสร้างความมั่นคงในชีวิตมากกว่าเดิม ระบบเกษตรยั่งยืนเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านโปรตีน เพราะเกษตรกรสามารถปลูกพืชโปรตีน เช่น ถั่ว หรือธัญพืช เพื่อบริโภคและจำหน่ายได้โดยตรง โดยไม่ต้องพึ่งการผลิตสัตว์ในระบบอุตสาหกรรม ทั้งยังช่วยลดการเผา ลดมลพิษ และเพิ่มความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ การปลูกพืชหลากหลาย ฟื้นฟูระบบนิเวศ และอาศัยธรรมชาติเข้ามาช่วยในการผลิต จะทำให้เกษตรกรรับมือกับภาวะน้ำท่วมหรือฝนแล้งได้ดีขึ้น เพราะระบบเกษตรยั่งยืนมีความยืดหยุ่นมากกว่า

    ในด้านสุขภาพ ‘สมิทธิ โชติศรีลือชา’ นักกำหนดอาหารวิชาชีพจากสมาคมนักกำหนดอาหารแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การบริโภคเนื้อสัตว์มากเกินไป โดยเฉพาะเนื้อแดงและเนื้อแปรรูป เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น มะเร็งและโรคหัวใจ อีกทั้งยังสร้างมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันแนวทาง ‘Planetary Health Diet’ จึงถูกเสนอให้เป็นแนวทางบริโภคเพื่อสุขภาพและโลก โดย Eat Lancet Commission แนะนำให้คนบริโภคโปรตีนจากสัตว์และพืชในสัดส่วน 50:50 หรือปรับเป็นโปรตีนจากพืช 60% เพื่อลดคาร์บอนและสร้างสมดุลทางโภชนาการ ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการบริโภคโปรตีนจากพืชโดยใช้วัตถุดิบท้องถิ่น เช่น ถั่ว เต้าหู้ หรือธัญพืช ซึ่งให้สารอาหารเพียงพอและราคาย่อมเยา อาหารที่ดีต้องไม่เพียงดีต่อสุขภาพ แต่ต้องส่งเสริมความยั่งยืนของโลกด้วย การบริโภคโปรตีนจากพืชในสัดส่วนที่เหมาะสมจะช่วยสร้างสมดุลระหว่างสุขภาพของคนกับสุขภาพของโลก อย่างไรก็ตาม เขายังเตือนว่าเมื่อความนิยมโปรตีนจากพืชเพิ่มขึ้น อาจทำให้ราคาวัตถุดิบบางชนิดสูงขึ้นได้ จึงควรแยกให้ออกระหว่างการขับเคลื่อนนวัตกรรมอาหารเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ กับการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้ประชาชนเข้าถึงสารอาหารได้ในราคาที่เหมาะสม เพราะทั้งสองอย่างต้องเดินไปพร้อมกัน

    ในมิติทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม ‘วิชญะภัทร์ ภิรมย์ศานต์’ ผู้อำนวยการ Madre Brava ประเทศไทย กล่าวว่า ตลาดอาหารจากพืชทั่วโลกเติบโตขึ้นกว่า 30% ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา และคาดว่าจะขยายตัวอีก 43% ใน 5 ปีข้างหน้า นับเป็นโอกาสของผู้ผลิตอาหารไทยในการขยายฐานธุรกิจสู่ผลิตภัณฑ์โปรตีนทางเลือก โดยยังช่วยลดคาร์บอนในห่วงโซ่การผลิตและสนับสนุนเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ ในยุโรป ผู้บริโภคเริ่มตระหนักถึงผลกระทบจากเนื้อสัตว์ ขณะเดียวกันซูเปอร์มาร์เก็ตก็เพิ่มสัดส่วนสินค้าจากพืชเพื่อช่วยลดการปล่อยคาร์บอน ประเทศไทยเองสามารถใช้โอกาสนี้ในการต่อยอดตลาดส่งออกโปรตีนจากพืชไปยังยุโรปได้

    อีกทั้งงานวิจัยร่วมระหว่าง Madre Brava และ Asia Research Engagement ยังชี้ว่า หากประเทศไทยสามารถเปลี่ยนผ่านสู่โปรตีนจากพืชได้ครึ่งหนึ่งของการบริโภคทั้งหมด จะสร้างมูลค่าเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 1.3 ล้านล้านบาทภายในปี 2050 และเกิดการจ้างงานใหม่กว่า 1.15 ล้านตำแหน่ง พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 35.5 ล้านเมตริกตัน และประหยัดพื้นที่เพาะปลูกกว่า 2.1 หมื่นตารางกิโลเมตร เทียบเท่ากับพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา การขับเคลื่อนสู่ความยั่งยืนจึงอาจเริ่มต้นได้ง่ายๆ จาก ‘หนึ่งจานอาหาร’ ที่อยู่ตรงหน้า เพราะการเลือกบริโภคของแต่ละคนไม่เพียงสะท้อนความใส่ใจต่อสุขภาพของตนเอง แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการรักษาสมดุลของสิ่งแวดล้อมและโลกใบนี้ให้ยั่งยืนต่อไปในอนาคต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5215922/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0nWEMaU0HvvR39rda4mtCL

  • ด่วน! เพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ซ.เศรษฐกิจ 22 เขตบางแค กรุงเทพฯ

    ด่วน! เพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ซ.เศรษฐกิจ 22 เขตบางแค กรุงเทพฯ

    18 ตุลาคม 2568 เวลา 11.16 น. รับแจ้งจากสายด่วน 199 ว่ามีเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ภายในซอยเศรษฐกิจ 22 ถนนเศรษฐกิจ แขวงบางแคเหนือ เขตบางแค กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่สถานีดับเพลิงและกู้ภัยบางแค และ หนองแขม เดินทางไประงับเหตุ

    ลักษณะที่เกิดเหตุเป็นบ้านไม้ 2 ชั้น เจ้าหน้าที่ใช้น้ำทำการดับเพลิง ใช้เวลานานกว่า 20 นาที เพลิงจึงสงบ เบื้องต้นบ้านที่เกิดเพลิงไหม้ เสียหายทั้งหลัง และลุกลามไปติดบ้านข้างเคียง บริเวณชั้นบน ที่เกิดเหตุไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต ส่วนสาเหตุเพลิงไหม้ในครั้งนี้ เกิดจากไฟฟ้าลัดวงจรที่ปลั๊กไฟต่อพ่วง 
     

    ที่มา ศูนย์วิทยุพระราม 199 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/59367&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3tttf61rMC3s6KR4nxpd2r

  • เปิดวิสัยทัศน์ ‘วิทัย รัตนากร’ ผู้ว่าแบงก์ชาติ ยืนหยัดบทบาทธนาคารกลางรักษาเสถียรภาพศก. เป็นอิสระจากการเมือง

    เปิดวิสัยทัศน์ ‘วิทัย รัตนากร’ ผู้ว่าแบงก์ชาติ ยืนหยัดบทบาทธนาคารกลางรักษาเสถียรภาพศก. เป็นอิสระจากการเมือง

    ในช่วงเวลาที่ประเทศไทยเผชิญกับความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและแรงกดดันจากหลายด้าน วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้กลายเป็นบุคคลสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการเงินของประเทศ ด้วยประสบการณ์ทั้งในภาครัฐและการเงิน ทำให้ได้รับการคาดหวังว่าจะสามารถรักษาเสถียรภาพของระบบเศรษฐกิจไทย ท่ามกลางวิกฤตความเชื่อมั่น ค่าเงินบาทผันผวน อัตราเงินเฟ้อและภาวะดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับต่ำติดต่อกันเป็นเวลานาน

    บทบาทของ ธปท. ภายใต้การนำของ วิทัย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การดูแลเงินเฟ้อและค่าเงินบาทเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของนักลงทุน และการประคับประคองเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 ความท้าทายสำคัญ คือ การใช้ นโยบายการเงิน อย่างมีประสิทธิภาพ ในขณะที่ขอบเขตการดำเนินนโยบายการคลังยังมีข้อจำกัดสูง บทบาทของ วิทัย จึงเปรียบเสมือน ‘คนคุมพวงมาลัย’ ที่ต้องรักษาสมดุลระหว่างการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจและการควบคุมเสถียรภาพการเงิน

    อย่างไรก็ตาม อาจปฏิเสธไม่ได้ว่าบทบาทของผู้ว่าการธนาคารกลางอาจไม่พ้นจากการถูกจับตาจาก แรงกดดันทางการเมือง โดยเฉพาะเมื่อทิศทางนโยบายการเงินมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเป็นอีกเครื่องมือในการช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในมิติของการปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อหวังผลในทางบริโภค ขณะที่บทบาทของการเป็นธนาคารกลางเองก็ยังจำเป็นต้อง รักษาจุดยืน เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจระยะยาวด้วย

    ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เริ่มกระบวนการคัดเลือกตำแหน่ง ‘ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย’ ในช่วงที่ผ่านมา วิทัย ยืนยันตัวตนอย่างชัดเจนมาโดยตลอดว่า สามารถตัดสินใจได้อย่างอิสระบนหลักการ และยึดถือผลประโยชน์ของประเทศเป็นสำคัญ ปราศจากอำนาจครอบงำจากกลุ่มใด ๆ ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งจำเป็น และขอยืนยันในจุดยืนที่มั่นคง!!

    จนกระทั่งการเข้ามารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ ซึ่ง วิทัย ได้วางแนวทาง และทิศทางนโยบายสำคัญในการทำงานของ ธปท. ที่จะยังคงสานต่อพันธกิจหลักของธนาคารกลาง นั่นคือ ‘การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจการเงินในระยะยาว’ ผ่าน 3 เรื่องหลักที่สำคัญ ได้แก่ 1. เสถียรภาพทางการเงิน โดยเฉพาะดูแลให้เงินเฟ้อในระยะปานกลางอยู่ในระดับต่ำและไม่ผันผวน (low and stable) รวมถึงไม่ให้เกิดภาวะเงินฝืด และให้เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในระยะปานกลาง

    2. เสถียรภาพระบบสถาบันการเงิน โดยสถาบันการเงินเข้มแข็ง มีความมั่นคง สามารถให้บริการลูกหนี้ ประชาชนและธุรกิจได้ต่อเนื่อง และดูแลไม่ให้เกิดจุดเปราะบางในระบบการเงินที่อาจลุกลามกลายเป็นวิกฤติในอนาคต 3. เสถียรภาพระบบการชำระเงิน ดูแลให้ระบบมีประสิทธิภาพ ตอบสนองความต้องการของประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ ทั้งด้านความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และด้วยราคาที่สมเหตุสมผล

    “ธปท. ยังคงยืนยันที่จะยึดมั่นในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจระดับมหภาค ดูแลให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำและมีเสถียรภาพ สถาบันการเงินมีความเข้มแข็ง และระบบการชำระเงินมีประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพ ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่หลักของ ธปท. ดังนั้นผมจึงขอยืนยันอีกครั้งว่า เราพร้อมที่จะทำหน้าที่ตามภารกิจหลัก นั่นคือ การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาคเหมือนเดิม”

    นอกจากนี้ ธปท. จะดำเนินนโยบายด้วย ‘ความเป็นอิสระ’ ภายใต้กรอบกฎหมาย โดยมีหลายเรื่องที่ต้องทำร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนมากขึ้น เพื่อผลักดันนโยบาย ตลอดจนจะเน้นประสานนโยบายการเงินและนโยบายการคลัง (policy coordination) เพื่อช่วยประคับประคองเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อไปได้ รวมทั้งเอื้อให้เกิดการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่จับต้องได้ ซึ่งจะช่วยกระดับศักยภาพของประเทศ

    วิทัย ยืนยันอีกครั้งว่า ธปท. จะยังมีอิสระ ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก โดยอิสระจากการถูกกดดันทางการเมือง และอิสระจากการตัดสินใจ 2 เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ ธปท. ยืนหยัดอย่างแข็งแรงมาโดยตลอด พร้อมทั้งอธิบายเพิ่มว่า คำว่า ‘อิสระ’ นี้ ไม่ใช่ ธปท. ทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่นไม่ได้ ในทางกลับกัน ธปท. ยินดีที่จะทำงานร่วมไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการคลัง รัฐบาล หรือทุกหน่วยงาน เพื่อประสานความร่วมือในการประครองเศรษฐกิจของประเทศให้กลับมาสู่จุดสมดุล สามารถเติบโตได้ในระดับที่มุ่งสู่ศักยภาพ โดยนโยบายการเงิน และนโยบายการคลังที่จะออกมาจะต้องสอดคล้องกันเพื่อรองรับจุดนี้

    สำหรับทิศทางนโยบายสำคัญของ ธปท. (policy priorities) ในระยะต่อไปนั้น วิทัย ฉายภาพให้เห็นว่า จะมีทั้งการสานต่อแนวนโยบายการพัฒนาภาคการเงิน โดยเฉพาะการวางรากฐานให้ภาคการเงินพร้อมรองรับกับกระแสโลกใหม่ ทั้งด้านดิจิทัล และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (financial landscape) เช่น โครงการ Your Data การพัฒนาระบบ digital payment ที่มีประสิทธิภาพ ปลอดภัย ยืดหยุ่น และสนับสนุนให้ภาคเศรษฐกิจจริงเข้าถึงบริการทางการเงินที่ครอบคลุมมากขึ้น รวมถึงการจัดตั้งธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank)

    “โครงการเดิม ๆ ที่มีประโยชน์จะยังเดินหน้าต่อไป เหล่านี้ไม่มีอะไรเสียหาย Virtual Bank ก็จะทำต่อ เพราะเป็นโครงการที่เชื่อว่าจะช่วยให้คนเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น หลายโครงการยังอยู่ในระยะเริ่มต้น หากพิจารณาแล้วว่าดีก็อาจจะนำมาปรับให้เข้ากับสถานการณ์และเดินหน้ากันต่อไป ที่สำคัญคือ ต้องทำให้เสร็จและเกิดขึ้นจริง ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้งสถาบันค้ำประกันเครดิตแห่งชาติ (NaCGA) ก็ต้องทำให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งมีหลักในการคิดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยง ตรงนี้จะต้องเร่งผลักดันออกมาและทำให้ประสบความสำเร็จ” วิทัย ระบุ

    นอกจากนี้ การทำงานของ ธปท. จะใกล้ชิดกับประชาชนและสังคมมากขึ้น ผ่านการรับฟังมุมมองหรือข้อเรียกร้องจากสังคมให้รอบด้าน เพื่อประกอบการตัดสินนโยบายและสื่อสารให้เข้าถึงประชาชนมากยิ่งขึ้น ตลอดจนจะมีแนวนโยบายเพื่อช่วยเหลือประชาชนและภาคธุรกิจที่เหมาะสมกับสถานการณ์ เช่น การแก้หนี้เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง การเพิ่มโอกาสให้เอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อในระบบด้วยต้นทุนที่เหมาะสม ผ่านกลไกการค้ำประกันเครดิตที่มีประสิทธิภาพและยืดหยุ่นขึ้น รวมทั้งกลไกกำหนดอัตราดอกเบี้ยที่สมดุลกับความเสี่ยงของผู้กู้ (Risk-Based Pricing : RBP) ตลอดจนการทบทวนค่าธรรมเนียมของบริการทางการเงินให้เหมาะสม และเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น (fair pricing)

    โดย วิทัย ระบุว่า ในยุคนี้การจะดำเนินมาตรการอะไร จะกำกับดูแลสถาบันการเงินอย่างไร และจะออกนโยบายอะไรนั้น ท้ายที่สุดจะต้องตอบให้ได้ว่า ‘ประเทศ สังคม และประชาชน’ จะได้อะไร ถ้าธนาคารกลางมัวแต่รักษาเสถียรภาพเพียงอย่างเดียว แล้วประเทศและประชาชนไม่ได้อะไร สุดท้ายก็ไม่อาจทำให้บรรลุผลและเป้าหมายอย่างแท้จริงได้

    นั่นหมายถึง การทำงานของ ธปท. จากนี้ ต้องดูแลประชาชนควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพด้วย แปลว่า ธปท. จะออกมาตรการอะไร จะต้องเข้าใจปัญหาที่แท้จริงของสังคม และเศรษฐกิจ นโยบายหรือมาตรการเดิมที่เคยทำมา ก็อาจจะต้องมีการปรับหรือเสริมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นไปอีก ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าจะต้องเข้าใจสภาพแวดล้อมและปัญหานั้น ๆ ต้องอยู่ใกล้ชิดปัญหา สังคม และประชาชน ดังนั้น มาตรการที่จะออกมาเพื่อช่วยเหลือหลังจากนี้ จึงจะต้องพิจารณาให้แน่ใจแล้วว่าจะสามารถเข้ามาช่วยแก้ปัญหา ช่วยประชาชนได้ ภายใต้หลักการที่ธนาคารกลางยึดมั่น นั่นคือ ‘การดูแลสเถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค’

    “เวลาจะออกมาตรการอะไรหลังจากนี้ มองว่า ควรจะเป็นมาตรการที่เฉพาะจุด มีความเจาะจงมากขึ้น เพราะผลลัพธ์ที่มาจากการออกมาตรการเฉพาะจุด เช่นยุคก่อนหน้าอย่างโครงการคุณสู้ เราช่วย สะท้อนชัดเจนว่าสามารถช่วยคนได้เยอะ ดังนั้นหลังจากนี้การพิจารณามาตรการช่วยเหลือแบบเฉพาะจุดจะเข้ามามีบทบาทสำคัญเพื่อเสริมกับนโยบายการเงิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่เป็นเรื่องของภาพกว้าง มาตรการเฉพาะจุดจะเข้าไปช่วยเสริมในส่วนเหล่านี้มากขึ้น เช่น การแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคประชาชน ที่จะเริ่มจากการตั้งบริษัทจัดการสินทรัพย์ (Asset Management Company : AMC) รับซื้อหนี้เสียที่มีมูลค่าต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อรายมาบริหารจัดการ ซึ่งในส่วนนี้เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างรัฐบาล กระทรวงการคลัง สถาบันการเงินและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เบื้องต้นเราวางเป้าหมายจะช่วยลูกหนี้กลุ่มนี้ได้ราว 2 ล้านรายก่อน ส่วนกระบวนการและขั้นตอนทั้งหมดยังอยู่ระหว่างการหารือในรายละเอียด” วิทัย กล่าว

    มาตรการอย่างนี้เรียก ‘มาตรการเฉพาะจุด’ ที่ ธปท.วางแผนว่าจะเป็นส่วนเสริมเข้าไปกับมาตรการในภาพใหญ่ในส่วนต่าง ๆ ทั้งการดึงคนเข้าระบบสินเชื่อ จะวางกลไกอย่างไรเพื่อให้สามารถเข้าถึงแหล่งเงินในระบบได้ง่ายขึ้น มาตรการที่จะเข้าไปช่วยเหลือในการเติมสภาพคล่องให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี มาตรการที่จะช่วยทำให้ต้นทุนการใช้บริการทางการเงินมีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น เหล่านี้คือมาตรการเสริมเฉพาะจุดที่จะทำควบคู่ไปกับนโยบายการเงินในภาพกว้าง และเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า มาตรการที่เป็นฟันเฟืองเล็ก ๆ เหล่านี้ จะมีส่วนอย่างมากในการช่วยเหลือประชาชนได้เพิ่มขึ้น จะเป็นอีกหนึ่งชิ้นส่วนที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างดีขึ้น มาตรการเหล่านี้จะก่อให้เกิดผล จะสร้าง Impact ได้อย่างมาก และ ธปท. วางเป้าหมายว่าอยากจะทำมาตรการที่เฉพาะจุดแบบนี้ให้มากขึ้น เยอะขึ้น และต่อเนื่องมากขึ้น

    โดยการออกมาตรการไม่ว่าจะเป็นแบบเฉพาะจุด หรือนโยบายการเงินในภาพใหญ่ จะเดินหน้าควบคู่ไปกับ ‘การให้ความรู้ทางการเงินแก่ประชาชน’ วิทัย ระบุว่า เรื่องนี้เหมือนเป็นแนวคิด (concept) ที่ทุกฝ่ายพยายามทำมาโดยตลอด แต่ก็ต้องยอมรับว่าอาจจะยังไม่เกินผลที่ชัดเจนมากนักในช่วงที่ผ่านมา แม้ว่าจะมีเจ้าภาพร่วมจากหลายหน่วยงานแต่ก็ยังไม่เห็นถึงผลสำเร็จที่จับต้องได้มากนัก ดังนั้นเรื่องนี้จึงจะยังคงเป็นสิ่งที่ ธปท. ให้ความสำคัญและพร้อมจะร่วมกับหลายหน่วยงานเพื่อเข้าไปดำเนินการอย่างเข้มข้นและจริงจังมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการออมเพื่อการเกษียณ ที่สืบเนื่องมาจากการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทย หรือการสอนให้ยาวชนเริ่มรู้จักการออมตั้งแต่ยังเด็ก ตลอดจนการสอนเรื่องการใช้จ่ายเงินให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามความจำเป็น

    “การสอนเรื่องการใช้จ่ายเงินนั้น อาจจะมองว่าไม่ได้สำคัญมากนัก แต่ข้อเท็จจริงคือมีความจำเป็นอย่างมากยิ่งในยุคปัจจุบัน ที่เต็มไปด้วยความสะดวก สบายจากเทคโนโลยี และการใช้จ่ายผ่านระบบออนไลน์ ทำให้คนเราสามารถซื้อของได้ทุกวัน ดังนั้นการเข้าไปให้ความรู้ที่ว่าไม่จำเป็นว่าของจะต้องมี เป็นโจทย์ว่า ธปท. จะทำอย่างไรนอกจากให้ความรู้เรื่องการออมแล้ว ยังต้องให้ความรู้เรื่องการใช้เงินด้วย และอาจจะต้องมีการพิจารณาเข้าไปควบคุมเรื่องการช้อปปิ้งออนไลน์ ประเภทซื้อก่อนผ่อนทีหลัง (Buy Now Pay Later) โดยทั้งหมดทั้งมวลนั้น คือสิ่งที่จะต้องทำเพื่อวินัยทางการเงินของคนในประเทศดีขึ้นนั่นเอง” ผู้ว่าการ ธปท. กล่าว

    อย่งไรก็ดี วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ยืนยันว่า ธปท. ยังมุ่งหวังว่าการดำเนินงานตามาพันธกิจ ควบคู่กับการออกนโยบายและมาตรการของ ธปท. นั้น จะมีส่วนช่วยให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างสมดุล และเข้าสู่ศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนและประเทศชาติได้รับประโยชน์สูงสุด ภายใต้การทำงานที่ยึดมั่นในการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค และมีความเป็นอิสระในการดำเนินงาน แต่ก็ยังพร้อมที่จะทำงานร่วมกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการช่วยประคับประคองเศรษฐกิจ!!

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/880810/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0a1vDZ_LYM0Z8cfr38MdbM

  • เกาหลีใต้เผยการผลิต-การบริโภคส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่ส่งออกทรุดจากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    เกาหลีใต้เผยการผลิต-การบริโภคส่งสัญญาณฟื้นตัว แต่ส่งออกทรุดจากผลกระทบภาษีสหรัฐฯ : อินโฟเควสท์

    กระทรวงเศรษฐกิจและการคลังเกาหลีใต้ออกรายงาน “กรีนบุ๊ก” (Green Book) ในวันนี้ (17 ส.ค.) โดยระบุว่า การผลิตและการบริโภคส่งสัญญาณฟื้นตัว แม้ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับการส่งออกที่ทรุดตัวลง อันเนื่องมาจากมาตรการภาษีศุลกากรของรัฐบาลสหรัฐฯ

    รายงานกรีนบุ๊กระบุว่า ตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจแสดงให้เห็นว่า การผลิตและการอุปโภคบริโภคโดยรวมปรับตัวดีขึ้น หลังเผชิญภาวะซบเซาในช่วงครึ่งปีแรก อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ ตั้งข้อสังเกตว่า เศรษฐกิจเกาหลีใต้ยังคงเผชิญกับการฟื้นตัวที่ล่าช้าของการลงทุนด้านการก่อสร้าง ตลอดจนการจ้างงานที่อ่อนแอลงในกลุ่มเปราะบาง และความกังวลเกี่ยวกับการส่งออกที่ลดลงซึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ

    ขณะเดียวกัน รายงานระบุว่า นานาประเทศทั่วโลกมีความกังวลเกี่ยวกับความผันผวนที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในตลาดการเงินโลก รวมทั้งภาวะซบเซาด้านการค้าและการเติบโต ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการค้าที่ย่ำแย่ลง โดยทางกระทรวงฯ ให้คำมั่นว่าจะมุ่งเน้นการเพิ่มอุปสงค์ของผู้บริโภคและสนับสนุนบริษัทท้องถิ่นที่ได้รับความเสียหายจากการบังคับใช้ภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ

    สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า รัฐบาลเกาหลีใต้ได้เริ่มแจกเงินช่วยเหลือแก่ประชาชนทุกคนในเดือนก.ค.ปีนี้ เพื่อกระตุ้นการบริโภคภาคเอกชนที่ซบเซา โดยการดำเนินการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนการจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติม

    การผลิตของกลุ่มบริษัทก่อสร้างปรับตัวลง 6.1% ในเดือนส.ค. แต่ผลผลิตในอุตสาหกรรมเหมืองแร่และอุตสาหกรรมการผลิตมีการขยายตัว 2.4% ขณะที่ยอดค้าปลีกและการลงทุนในสิ่งอำนวยความสะดวกลดลง 2.4% และ 1.1% ตามลำดับในเดือนส.ค.

    ส่วนการส่งออกปรับตัวขึ้น 12.6% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายปี แต่การส่งออกเฉลี่ยรายวันลดลง 6.1% ในเดือนดังกล่าว

    สำหรับการจ้างงานเพิ่มขึ้น 312,000 ตำแหน่งในเดือนก.ย. ขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนก.ย. เพิ่มขึ้น 2.1% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งมากกว่าในเดือนส.ค.ที่เพิ่มขึ้นเพียง 1.7%

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/538198&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2f-gtYbM-5bvCe4n7SrqNo

  • 9 ธีมเศรษฐกิจการลงทุนในปี 2026

    9 ธีมเศรษฐกิจการลงทุนในปี 2026

    ปี 2026 จะเป็นปีที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุน ทั้งจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงครามการค้า การเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และวิกฤตการเงินที่เพิ่มสูงขึ้น มาดู 9 ธีมสำคัญที่จะกำหนดทิศทางการลงทุนในปีหน้า

    ธีมที่ 1: เศรษฐกิจโลก – ปีแห่งสองครึ่ง

    ในครึ่งปีแรกของปี 2026 เศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวจากภาษีศุลกากรสหรัฐ แต่ครึ่งหลังจะฟื้นตัวเมื่อมาตรการกระตุ้นเริ่มส่งผลบวก ประกอบกับภาคธุรกิจสามารถบริหารจัดการได้ ขณะที่ดอกเบี้ยสหรัฐจะลดในครึ่งแรก 1-2 ครั้ง แต่ครึ่งหลังต้องคงไว้เพราะเงินเฟ้อเร่งตัว โดยเราคาดดอลลาร์จะอ่อนค่าในช่วงครึ่งแรกของปีจากการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)

    ธีมที่ 2: วิกฤตการคลังโลก – จับตาไตรมาส 2/2026

    ภาพการคลังทั่วโลกกำลังส่งสัญญาณเตือนภัย หลังความล้มเหลวในการสร้างวินัยการคลังผ่านการคุมการใช้จ่ายของรัฐบาลทั่วโลก อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวพุ่งขึ้นทั่วโลก ตั้งแต่หลัง COVID-19 อัตราผลตอบแทนพันธบัตร 30 ปีของประเทศพัฒนาแล้วเพิ่มขึ้น 300-500 bps โดยสหรัฐฯ จะเป็นศูนย์กลางความเสี่ยง จากการขาดดุล 2 ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี จ่ายดอกเบี้ย 1 ล้านล้านดอลลาร์ (20% ของรายได้รัฐบาล) สูงกว่าปกติมาก ทั้งนี้ โดยภาพรวม พันธบัตรระยะยาวทั่วโลกพุ่งขึ้น 300-500 bps นับตั้งแต่หลัง COVID-19

    ไตรมาส 2/2026 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะ (1) เงินเฟ้อสหรัฐจะแตะ 3-3.5% (2) ภาระรายจ่ายเพิ่มขึ้น (3) ประธาน Fed ครบวาระพฤษภาคม หากเกิด “fiscal dominance” ที่รัฐบาลบังคับ Fed ผ่อนคลายท่ามกลางเงินเฟ้อสูง อาจวิกฤตความเชื่อมั่นเงินดอลลาร์

    ธีมที่ 3: สงครามการค้า – Global South รวมตัว

    หลังจากที่ทรัมป์ขึ้นภาษีทั่วโลก (โดยเฉพาะ BRICS เช่น อินเดีย 50%, บราซิล 50% และ จีนที่ขู่จะขึ้นถึงกว่า 130%) ผลักดัน BRICS รวมตัวกันแทน กรณีอินเดียน่าสนใจ เพราะหลังจากถูกสหรัฐฯ ขึ้นภาษีก็กลับหันไปปรับปรุงความสัมพันธ์กับจีน บ่งชี้ยุทธศาสตร์สหรัฐฯ กำลังล้มเหลว อย่างไรก็ตาม เราเชื่อว่า สงครามร้อนยังไม่เกิด เพราะ BRICS ไม่สามัคคีกันจริง อินเดียและจีนยังมีข้อพิพาทชายแดน บราซิลและแอฟริกาใต้ต้องการรักษาสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ขณะที่ UAE และอียิปต์ยังเป็นพันธมิตรทางความมั่นคงของสหรัฐฯ

    ธีมที่ 4: AI – Wide Adoption และพลังงานพุ่งสูง

    ในปี 2025 คนทั่วไปใช้ AI มากขึ้นอย่างรวดเร็ว ข้อความบน ChatGPT เพิ่มจาก 213 ล้าน/วัน (มิ.ย. 2024) เป็น 716 ล้าน/วัน (มิ.ย. 2025) โดยโหมด “automation” (ให้ AI ทำงานแทน) เริ่มมากกว่าโหมด “augmentation” (ใช้เป็นผู้ช่วย) เป็นครั้งแรก CEO ของ Alphabet เผยว่า AI สร้างโค้ดใหม่ 30% ของผลิตภัณฑ์ทั้งหมด

    ในปี 2026 จะเป็นโอกาสการลงทุน Data Center และ Smart Grid โดย ChatGPT ใช้ไฟฟ้า 2.9 watt-hours ต่อคำถาม เทียบกับ Google search เพียง 0.3 watt-hours ซึ่ง Goldman Sachs ประเมินต้องลงทุนระบบสายส่งไฟฟ้า 7.2 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 ยุโรปต้องใช้ 8.0-8.5 แสนล้านยูโร

    ธีมที่ 5: La Niña – ภัยพิบัติรุนแรงขึ้น

    องค์การบริหารมหาสมุทรและบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐ (NOAA) ระบุโอกาส 71% ที่ La Niña จะเกิดขึ้นช่วงต.ค.-ธ.ค. 2025 และคงอยู่ถึงต้นปี 2026 นำมาซึ่งอุทกภัย ภัยแล้ง และพายุไต้ฝุ่นรุนแรงขึ้นทั่วโลก นักวิทยาศาสตร์เตือนว่าโลกกำลังเข้าใกล้ “tipping points” หลายจุด เช่น น้ำแข็งกรีนแลนด์ละลาย (ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 7 เมตร) ป่าอเมซอนพังทลาย และ AMOC ล่มสลาย ความเสี่ยงภัยธรรมชาติจะรุนแรงมากขึ้นในปี 2026

    ธีมที่ 6: เศรษฐกิจไทย – อ่อนแอ แต่นโยบายดี

    เศรษฐกิจไทยจะชะลอตัวรุนแรงในไตรมาส 4/2025 และครึ่งแรกของปี 2026 อาจขยายตัวต่ำกว่า 1% ทำให้ GDP ทั้งปีโต 1.8% (2025) และ 1.4% (2026) นอกจากนั้น เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากบาทแข็งค่าและผันผวน (กระทบส่งออก) ประกอบกับการที่สถาบันจัดอันดับเครดิตอย่าง Fitch และ Moody’s ปรับมุมมองไทยเป็น ‘เชิงลบ’

    อย่างไรก็ตาม กระทรวงการคลังได้ออกมาตรการ 5 ประการเพื่อช่วยบรรเทา ได้แก่ (1) คนละครึ่ง Plus (44,000 ล้านบาท), (2) แก้หนี้ AMC (26,000 ล้านบาท), (3) ค้ำประกัน SME (50,000 ล้านบาท), (4) เพิ่มการออม ผ่านการเร่งออกพันธบัตรออมทรัพย์และสลากออนไลน์เพื่อการออม และ (5) BOI Fast Pass Plus (470,000 ล้านบาท) คาดช่วยดึง GDP ไตรมาส 4 ให้ขยายตัว 0.8-1.0%

    ธีมที่ 7: K-Shape Recovery – คนรวยรวยขึ้น คนจนจนลง

    ในช่วงที่ผ่านมา คนรวยและบริษัทใหญ่ฟื้นตัวรวดเร็ว แต่ SME และรากหญ้าดิ้นรน SME (99.5% ของธุรกิจ จ้างงาน 69.5%) เผชิญวิกฤตเงินทุนรุนแรงสุดนับตั้งแต่ปี 1997 สินเชื่อภาคเอกชนหดตัวครั้งแรก (ธ.ค. 2024) ขณะที่หุ้นกู้วงเงินกว่า 135,000 ล้านบาทจะครบกำหนดในปี 2025 อาจผิดนัดชำระ

    ไทยยังคงเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูงที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก โดยมีค่าสัมประสิทธิ์จินีที่ 43.3% ข้อมูลจาก World Bank แสดงว่า 10% ของคนรวยที่สุดครอบครอง 75% ของความมั่งคั่งทั้งหมดและมีรายได้เกือบ 50% ของรายได้ประชาชาติ ในขณะที่ 50% ของประชากรที่ยากจนที่สุดมีรายได้เพียง 13% ของรายได้ประชาชาติ

    ปี 2026 จะเป็นปีที่ความเหลื่อมล้ำยิ่งรุนแรงขึ้น จากคนรวยและธุรกิจขนาดใหญ่ที่ไปต่อได้ ขณะที่ธุรกิจขนาดเล็ก SMEs และคนตัวเล็ก จะประสบปัญหารุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นทั้งวิกฤต (ที่รัฐบาลต้องเข้าไปดูแลไม่ให้ผลกระทบรุนแรง) และโอกาส (สำหรับธุรกิจที่มุ่งเน้นต่อยอดลูกค้าระดับบน เช่น ลูกค้ากลุ่ม Wealth)

    ธีมที่ 8: โครงสร้างพื้นฐาน – ปีวางรากฐาน

    รัฐบาลอนุทิน ที่มีอายุเพียง 4 เดือน จะเป็น “ผู้วางรากฐาน” ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน โดยเน้นสร้างความชัดเจนทางกฎหมายและผลักดันอนุมัติ เช่น (1) ปิดการเจรจา-อนุมัติ โครงการสำคัญ เช่น รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (เหลือแก้ไข 5%) และทางพิเศษ M7, M9, M5, M6 (2) เตรียมเปิดประมูล 2026 Land Bridge (990,000 ล้านบาท), รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน ระยะที่ 2, และ (3) ผลักดันร่าง พ.ร.บ. เขตเศรษฐกิจภาคใต้

    ธีมที่ 9: อาชญากรรมไซเบอร์ – บัญชีม้าและคอลเซ็นเตอร์

    ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นอาชญากรรมไซเบอร์สร้างความเสียหายกับประชาชนเป็นจำนวนมาก โดยบัญชีม้าสร้างความเสียหาย 100,000 ล้านบาทตั้งแต่ปี 2022 มีบัญชีม้าใช้งาน 500,000+ บัญชี คนไทย 200,000 คนถูกหลอกเปิดบัญชี รัฐยึดบัญชีม้าไปแล้ว 1.5 ล้านบัญชี (พ.ย. 2023-ม.ค. 2025)

    ไทยเป็นส่วนหนึ่งของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก (พม่า กัมพูชา ลาว) มีผู้ถูกค้ามนุษย์ 200,000+ คน สร้างความเสียหาย 43,800 ล้านดอลลาร์ต่อปี (40% ของ GDP รวม 3 ประเทศ) ชาวอเมริกันเสียเงิน 10,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2024

    ในปี 2026 ภาครัฐจะต้องเข้มงวดขึ้นในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้ มาตรการปราบปรามผ่าน พ.ร.ก. ไซเบอร์แก้ไข (เม.ย. 2025) มีบทลงโทษรุนแรงมากขึ้น และมอบความรับผิดสถาบันการเงิน-โทรคมนาคม อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจและประชาชนจะต้องลงทุนในการป้องกันความเสี่ยงภัยไซเบอร์มากขึ้น มิฉะนั้นจะเป็นความเสี่ยงอันดับต้นของทั้งธุรกิจและการดำเนินชีวิต

    ในส่วนของกลยุทธ์การลงทุน เราแนะนำดังนี้

    ธีมแรกคือ Earning Play หรือหุ้นที่ผลงาน เติบโตดี เราแนะนำ ADVANC BCP KTB LHSC OR PTT TRUE ที่ยังมี Upside จากแนวโน้มธุรกิจที่ดี

    ธีมที่สองคือหุ้นได้ประโยชน์จากวัฏจักรดอกเบี้ยขาลง คาดว่า กนง. จะลดดอกเบี้ยอีก 1 ครั้งในธันวาคมนี้ และปีหน้า 2 ครั้งใน 1H69 หุ้นที่ต้นทุนการเงินลดลงแนะนำ CENTEL GPSC TRUE ส่วนหุ้นที่กำลังซื้อผู้บริโภคดีขึ้นแนะนำ AP MTC TIDLOR และ

    ธีมสาม ได้แก่ หุ้นที่ได้อานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ เช่น กลุ่มท่องเที่ยวจากมาตรการเที่ยวเมืองรองแนะนำ CENTEL ERW กลุ่มไฟแนนซ์จากมาตรการพักหนี้และสินเชื่อรายย่อยแนะนำ MTC TIDLOR ส่วนกลุ่มนิคมและโรงไฟฟ้าจากมาตรการหนุน Data Center แนะนำ WHA AMATA GULF BGRIM BCPG หุ้นได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า แนะนำ KCE HANA TU รวมถึงหุ้นที่ได้ประโยชน์จากกำลังซื้อที่ดีขึ้น โดยเฉพาะจากโครงการคนละครึ่งพลัส อันได้แก่ กลุ่มค้าปลีกและอาหารแนะนำ CPAXT BJC (มีฐานลูกค้าโชห่วย ร้านอาหาร) TNP (เป็นร้านธงฟ้า) CPALL CBG OSP ICHI

    ขอให้นักลงทุนโชคดี

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/experts_pool/columnist/2889732&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2RN3GG0wk1KE-unaCSRfsS

  • เร่งเครื่องชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย

    เร่งเครื่องชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย

    Logo Thairath

    สมาชิก

    ค้นหา

    เร่งเครื่องชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย

    เร่งเครื่องชุบชีวิตเศรษฐกิจไทย

    18 ต.ค. 2568 04:36 น.

    -ก+

    LightDark

    ข่าวหนังสือพิมพ์

    คอลัมน์หนังสือพิมพ์ดูทั้งหมด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/newspaper/2889579&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw156Xgb4w_3ITZ2pTusEA6Y

  • ‘สนามแข่งขันที่เท่าเทียม’ เสียงจากญี่ปุ่นในสมรภูมิ EV และเดิมพันอนาคตเศรษฐกิจไทย

    ‘สนามแข่งขันที่เท่าเทียม’ เสียงจากญี่ปุ่นในสมรภูมิ EV และเดิมพันอนาคตเศรษฐกิจไทย

    ภาพรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ป้ายแดงจากค่ายจีนที่วิ่งขวักไขว่บนท้องถนนในกรุงเทพฯ กลายเป็นภาพชินตาที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างรวดเร็วและทรงพลัง ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เทรนด์ของผู้บริโภค แต่เป็นสัญญาณเตือนถึงการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ที่สั่นสะเทือนไปถึงนักลงทุนรายใหญ่ที่สุดและยาวนานที่สุดของเราอย่าง ‘ญี่ปุ่น’

    ย้อนกลับไปในยุคทศวรรษ 1980-1990 ที่ประเทศไทยเปิดประตูต้อนรับการลงทุนจากต่างชาติ ญี่ปุ่นคือหัวหอกสำคัญที่นำพาทุน เทคโนโลยี และองค์ความรู้ เข้ามาปักหลักในไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการพัฒนาพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออก (Eastern Seaboard) ซึ่งเปลี่ยนพื้นที่เกษตรกรรมให้กลายเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ยุคนั้นคือ ‘ยุคทอง’ ที่ญี่ปุ่นได้วางรากฐานอุตสาหกรรมยานยนต์และอิเล็กทรอนิกส์ สร้างระบบนิเวศซัพพลายเชนที่ซับซ้อนและแข็งแกร่ง จนทำให้ไทยได้รับสมญานามว่า ‘ดีทรอยต์แห่งเอเชีย’ สร้างงานนับล้านตำแหน่ง และผลักดันให้เกิดชนชั้นกลางกลุ่มใหญ่ในสังคม

    แต่ในวันนี้ เมื่อโลกหมุนเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 ภูมิทัศน์การแข่งขันเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กระแสความยั่งยืน สงครามการค้า และการปฏิวัติทางเทคโนโลยี ถาโถมเข้ามาเป็นความท้าทายระลอกใหม่ คำถามสำคัญที่ดังก้องอยู่ในใจของนักลงทุนญี่ปุ่นและผู้กำหนดนโยบายไทยคือ “เราจะไปทางไหนกันต่อ?”

    ‘สนามแข่งขันที่เท่าเทียม’ เสียงจาก ญี่ปุ่นในสมรภูมิ EV และเดิมพันอนาคตเศรษฐกิจไทย 1

    ในการสนทนาพิเศษกับ ฯพณฯ โอตากะ มาซาโตะ เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย ในรายการ THE WORLD DIALOGUE เราได้เห็นภาพความกังวล ความคาดหวัง และข้อเสนอที่ชัดเจน จากพันธมิตรทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของไทย ซึ่งอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางการลงทุนในอีกหลายสิบปีข้างหน้า

    รากฐานที่มั่นคงในวันที่โลกไม่เหมือนเดิม

    ข้อมูลจากทั้งองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (JETRO) และคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ล้วนยืนยันสถานะของญี่ปุ่นในฐานะนักลงทุนอันดับหนึ่งของไทยมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยเม็ดเงินลงทุนสะสมหลายล้านล้านบาทและบริษัทญี่ปุ่นกว่า 6,000 แห่งที่ดำเนินกิจการในไทย ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากสิ่งที่ท่านทูตโอตากะเรียกว่า ‘ความไว้วางใจและความเข้าใจ’ ที่หยั่งรากลึก

    “ปัจจัยสำคัญคือความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างญี่ปุ่นกับไทยที่ย้อนกลับไปได้ถึงสมัยอยุธยา ความไว้วางใจและความเข้าใจคือรากฐานสำคัญที่ทำให้ทั้งสองประเทศสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างแท้จริงครับ”

    รากฐานที่แข็งแกร่งนี้คือภูมิคุ้มกันที่ทำให้ความร่วมมือทางเศรษฐกิจรอดพ้นจากวิกฤตมาได้หลายครั้ง แต่ความท้าทายในปัจจุบันแตกต่างออกไปคือ การเปลี่ยนแปลงเชิงเทคโนโลยีที่พลิกโฉมอุตสาหกรรม (Game Changer) อย่างการมาถึงของรถยนต์ไฟฟ้าจีน ซึ่งท่านทูตยอมรับว่าเป็นสถานการณ์ที่ ‘ซับซ้อนอย่างมาก’ แม้จะเป็นเทรนด์แห่งอนาคต แต่ก็เต็มไปด้วยโจทย์ที่ยังไม่มีคำตอบ ทั้งความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน แหล่งที่มาของไฟฟ้าที่ต้องเป็นพลังงานสะอาดจริงๆ และมูลค่าในตลาดรถมือสองที่ยังคลุมเครือ

    ขณะเดียวกันท่านทูตชี้ให้เห็นถึง ‘มรดกทางอุตสาหกรรม’ ที่ไทยไม่ควรมองข้าม นั่นคือการเป็น หนึ่งในศูนย์กลางการส่งออกรถกระบะที่สำคัญที่สุดในโลก ซึ่งเทคโนโลยี EV ในปัจจุบันยังไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานของรถกระบะได้อย่างเต็มที่ทั้งในด้านราคาและประสิทธิภาพ นี่คืออุตสาหกรรมที่หล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยมหาศาลและยังคงมีศักยภาพในการแข่งขันต่อไป

    ‘สนามแข่งขันที่เท่าเทียม’ เสียงจาก ญี่ปุ่นในสมรภูมิ EV และเดิมพันอนาคตเศรษฐกิจไทย 2

    หัวใจของข้อเรียกร้อง: ‘A Level Playing Field’

    เมื่อถูกถามถึงการแข่งขันที่ดุเดือดจากรถ EV จีน ท่านทูตไม่ได้แสดงความกังวลต่อตัวผลิตภัณฑ์ แต่ได้เน้นย้ำถึงหลักการสำคัญที่ญี่ปุ่นเรียกร้องจากรัฐบาลไทยอย่างหนักแน่นนั่นคือ สนามแข่งขันที่เท่าเทียม (A Level Playing Field)

    “สิ่งสำคัญคือการสร้างการแข่งขันที่เท่าเทียม ซึ่งมีความสำคัญอย่างมาก รถสันดาปและไฮบริดที่ผลิตในไทยก็ยังมีตลาดและบทบาทในสังคม ดังนั้นทุกธุรกิจต้องแข่งขันภายใต้กติกาเดียวกัน”

    ‘สนามแข่งขันที่เท่าเทียม’ ในความหมายของท่านทูตไม่ได้หมายถึงแค่เรื่องภาษีนำเข้าที่แตกต่างกันระหว่างรถนำเข้ากับรถที่ผลิตในประเทศเท่านั้น แต่ครอบคลุมถึงมาตรฐานทุกด้าน โดยเฉพาะ ‘มาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงาน’ ทุกบริษัทไม่ว่าจะมาจากชาติใดหรือผลิตรถยนต์ประเภทใด จะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกันและลงทุนเพื่อให้ได้มาตรฐานนั้นอย่างเท่าเทียมกัน

    นี่คือเสียงสะท้อนที่ลึกซึ้งกว่าการปกป้องผลประโยชน์ของค่ายรถญี่ปุ่น แต่คือการปกป้องระบบนิเวศอุตสาหกรรมทั้งหมดที่ ‘สร้างโดยคนไทย’ ดังที่ท่านทูตกล่าวไว้ รถยนต์ทุกคันที่ออกจากสายการผลิตในโรงงานญี่ปุ่นคือผลผลิตจากแรงงานไทย ช่างเทคนิคไทย และชิ้นส่วนจากผู้ประกอบการ SME ไทยอีกหลายร้อยหลายพันราย การปล่อยให้รถยนต์นำเข้าที่ไม่ได้มีส่วนในการสร้างงานหรือพัฒนาซัพพลายเชนในประเทศเข้ามาแข่งขันโดยมีแต้มต่อ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อรากฐานอุตสาหกรรมที่ไทยสร้างสมมานาน

    ความกังวลที่ลึกกว่าแค่เรื่องรถยนต์

    นอกเหนือจากสมรภูมิยานยนต์ ท่านทูตโอตากะยังได้ฉายภาพความกังวลเชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทั้งญี่ปุ่นและไทยกำลังเผชิญร่วมกัน

    1. ทิศทางอนาคตในโลกที่แบ่งขั้ว: ในยุคที่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนทวีความรุนแรงและกระแสปกป้องทางการค้าเพิ่มสูงขึ้น คำถามที่ท่านทูตย้ำคือ “เราจะไปทางไหนกันต่อ?” การเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกจะซับซ้อนกว่าเดิมมาก ไทยจะวางตำแหน่งตัวเองอย่างไร จะผลิตสินค้าอะไรเพื่อเจาะตลาดยุโรปและสหรัฐฯ ที่มีกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนเข้มข้นขึ้น นี่คือความไม่แน่นอนที่นักลงทุนญี่ปุ่นกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด

    2. ระเบิดเวลาที่ชื่อ ‘สังคมผู้สูงอายุ’: โครงสร้างประชากรไทยที่คล้ายคลึงกับญี่ปุ่นคือความท้าทายใหญ่ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งตลาดแรงงานและกำลังซื้อในประเทศ ท่านทูตแบ่งปันบทเรียนราคาแพงของญี่ปุ่นที่เศรษฐกิจชะลอตัวยาวนาน (Lost Decades) ส่วนหนึ่งเพราะปัญหานี้ การมีคนรุ่นใหม่น้อยลงไม่เพียงทำให้ขาดแคลนแรงงาน แต่ยังหมายถึงตลาดในประเทศที่หดตัวลง ซึ่งจะบั่นทอนความแข็งแกร่งของฐานการผลิตที่เคยพึ่งพิงตลาดในประเทศเป็นฐานสำคัญ

    3. การรักษาขีดความสามารถของทรัพยากรมนุษย์: แม้ไทยจะมีบุคลากรที่มีคุณภาพ แต่การรักษามาตรฐานการศึกษาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก รวมทั้งระดับค่าจ้างที่สมดุลและแข่งขันได้ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุนระยะยาว

    ข้อเสนอเพื่อ ‘ยกเครื่อง’ ความร่วมมือสู่ยุคใหม่

    ท่ามกลางความท้าทาย ญี่ปุ่นไม่ได้เพียงแค่นั่งรอ แต่ได้ยื่นข้อเสนอเชิงรุกเพื่อปรับรูปแบบความร่วมมือกับไทยให้ก้าวทันโลก

    • พัฒนาทักษะแรงงานด้วยระบบ ‘โคเซ็น’ (Kosen): ญี่ปุ่นกำลังสนับสนุนการจัดตั้งสถาบันโคเซ็นในไทยอย่างจริงจัง ซึ่งไม่ใช่แค่การเรียนทฤษฎีในห้องเรียน แต่คือการลงมือปฏิบัติจริงในโรงงานจำลอง เพื่อผลิต ‘วิศวกรนักปฏิบัติ’ ที่มีทักษะพร้อมทำงานได้ทันที ตอบโจทย์อุตสาหกรรมยุค 4.0
    • มองหาอุตสาหกรรมแห่งอนาคต: ท่านทูตมองว่าความร่วมมือจะขยายไปสู่ เทคโนโลยีชีวภาพ ที่เชื่อมโยงกับจุดแข็งของไทยด้านความหลากหลายทางชีวภาพ, เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่สอดรับกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG, อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และแม้กระทั่ง ความร่วมมือด้านอวกาศ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าญี่ปุ่นพร้อมที่จะร่วมบุกเบิกเส้นทางใหม่ๆ กับไทย
    • ก้าวสู่ความเป็นสากล (Cosmopolitan): เพื่อรับมือกับภาวะขาดแคลนแรงงาน ท่านทูตเชื่อว่าทั้งสองประเทศต้องเปิดรับองค์ความรู้และบุคลากรจากต่างชาติมากขึ้น เพื่อความอยู่รอดและการเติบโตในระยะยาว

    บทสรุปจากการสนทนาครั้งนี้ชัดเจนว่า ยุคทองของการลงทุนญี่ปุ่นที่เน้นใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออกในรูปแบบเดิมอาจกำลังเดินทางมาถึงจุดเปลี่ยน ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจไทย-ญี่ปุ่นในอนาคตไม่ได้อยู่แค่บนสายพานการผลิตรถยนต์ แต่กำลังอยู่บนทางแพร่งที่ต้องเลือกระหว่างการรักษาผลประโยชน์ระยะสั้นจากการบริโภคสินค้านำเข้าราคาถูก กับการวางรากฐานระยะยาวที่ยั่งยืนผ่านการแข่งขันที่เป็นธรรม การยกระดับทักษะแรงงาน และการร่วมมือกันสร้างอุตสาหกรรมใหม่

    นี่คือเดิมพันครั้งสำคัญที่คำตอบไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่น แต่อยู่ที่การตัดสินใจเชิงนโยบายของประเทศไทย ว่าเราจะกำกับ ‘สนามแข่งขัน’ นี้อย่างไรเพื่อรักษาพันธมิตรเก่าแก่ไปพร้อมกับการต้อนรับผู้เล่นหน้าใหม่ และนำพาเศรษฐกิจของประเทศให้ก้าวข้ามความท้าทายแห่งศตวรรษที่ 21 ไปได้อย่างมั่นคง

    ติดตามบทสัมภาษณ์แบบเต็มๆ ได้ในรายการ THE WORLD DIALOGUE: เอกอัครราชทูตญี่ปุ่น ถอดบทเรียน Lost Decade ชี้ทางรอดเศรษฐกิจไทยในวิกฤตโลก | THE WORLD DIALOGUE #12

    เพื่อให้เข้าใจมุมมองญี่ปุ่นอย่างเจาะลึกเกี่ยวกับการลงทุนในไทย THE STANDARD ECONOMIC FORUM ปีนี้เราร่วมมือกับ Nikkei Asia สื่อชั้นนำในระดับภูมิภาค ในการจัดการเสวนาเพื่อรับฟังวิสัยทัศน์การลงทุนของญี่ปุ่นในไทยและอาเซียน โดยปีนี้จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 5-7 พฤศจิกายน ที่พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 สยามพารากอน

    ซื้อบัตรได้ที่: THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2025 : Thailand’s Next Frontier พรมแดนใหม่เศรษฐกิจไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/japan-a-level-playing-field-ev/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0bRLbI7yZQUSmVcjT4d_1S

  • SCB EIC ชี้เศรษฐกิจป่วย เสี่ยงเงินฝืดหนัก-จ่อลดดอกเบี้ย

    SCB EIC ชี้เศรษฐกิจป่วย เสี่ยงเงินฝืดหนัก-จ่อลดดอกเบี้ย

    SCB EIC ชี้ ‘เงินฝืด’ ใกล้จริง ‘Quick Big Win’ ช่วยพยุง แต่ผลต่อ GDP ยังจำกัด

    ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ประเมินแนวโน้มเศรษฐกิจไทยอ่อนแรงต่อเนื่องในปีนี้และปีหน้า โดยคาดว่า GDP ปี 2568 จะขยายตัวเพียง 1.8% และลดลงเหลือ 1.5% ในปี 2569 พร้อมเตือนว่ามีความเสี่ยง ‘โตไม่ถึง 1%’ ในช่วงครึ่งหลังปีนี้ถึงครึ่งแรกของปีหน้า จากแรงกดดันทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ ที่เริ่มกระทบต่อการส่งออกและอุปสงค์ในประเทศที่ชะลอลง

    ส่งออกแผ่วจาก ‘ภาษีสหรัฐฯ’

    แม้การส่งออกเดือนสิงหาคมจะขยายตัวได้ 5.8% แต่ SCB EIC ระบุว่าเป็นผลจาก ‘ปัจจัยเฉพาะ’ เช่น การเร่งส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังไม่ถูกเก็บภาษีเพิ่ม และทองคำที่ได้แรงหนุนจากราคาตลาดโลก หากตัดปัจจัยเหล่านี้ออก การส่งออกแท้จริงหดตัวราว -2% สะท้อนว่าผลกระทบจากภาษีทรัมป์เริ่มชัดเจนและอาจฉุดการส่งออกไทยให้หดตัวต่อเนื่องถึงปี 2569

    นอกจากนี้ การบริโภคภาคเอกชนยังเผชิญข้อจำกัดจาก หนี้ครัวเรือนสูงถึง 86.8% ต่อ GDP, การปล่อยสินเชื่อหดตัว และความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ยังอยู่ในระดับต่ำ แม้มีแรงหนุนระยะสั้นจากความชัดเจนทางการเมืองและมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลชุดใหม่

    เงินฝืดเสี่ยงสูง เงินเฟ้อใกล้ศูนย์

    SCB EIC ประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยปีนี้จะ ติดลบ -0.1% และปีหน้าอยู่เพียง 0.2% ต่ำกว่ากรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ 1–3% ต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนแนวโน้มภาวะ “เงินฝืด” ที่เพิ่มความเสี่ยงต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ

    3 สัญญาณเตือนสำคัญ

    1. เงินเฟ้อทั่วไปติดลบนาน 6 เดือนติดต่อกัน และอาจยืดถึงไตรมาสแรกปี 2569
    2. สัดส่วนสินค้าที่ราคาลดลงเพิ่มขึ้นเป็น 43% ของตะกร้าเงินเฟ้อ
    3. รายได้ครัวเรือนฟื้นช้า หนี้ยังสูง และอุปสงค์ในประเทศอ่อนแรง

    EIC ชี้ว่าแม้ไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะเงินฝืดเต็มรูปแบบ แต่หากราคาสินค้าปรับลดในวงกว้างต่อเนื่อง จะกระทบต่อการลงทุน การจ้างงาน และกำไรภาคธุรกิจในระยะยาว

    คาด กนง. ลดดอกเบี้ยเหลือ 1% ต้นปีหน้า

    ศูนย์วิจัยฯ คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง เหลือ 1.25% ในเดือนธันวาคมนี้ และ 1% ในต้นปี 2569 เพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง ภาวะการเงินตึงตัวไม่สอดคล้องกับอัตราการเติบโตต่ำกว่าศักยภาพ และความเสี่ยงเงินฝืดที่กดดันเศรษฐกิจในวงกว้าง

    ‘Quick Big Win’ พยุงสั้น ผลกระตุ้นยังจำกัด

    รัฐบาล ‘อนุทิน 1’ ประกาศชุดนโยบาย ‘Quick Big Win’ เน้นกระตุ้นการบริโภคและกระจายรายได้ในระยะสั้น เช่น มาตรการคนละครึ่ง พลัส วงเงิน 6.7 หมื่นล้านบาท ที่คาดว่าจะกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงต้นปีงบประมาณ 2569 อย่างไรก็ตาม SCB EIC ประเมินว่าผลกระตุ้นต่อ GDP จะมีจำกัด เนื่องจากใช้งบประมาณที่จัดสรรจากโครงการเดิม ไม่ได้เพิ่มเม็ดเงินใหม่เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโดยตรง อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่การใช้จ่ายบางส่วนรั่วไหลออกนอกระบบภาษี

    เศรษฐกิจโลกชะลอ-ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์พุ่ง

    เศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอลงในไตรมาส 4/2568 และมีแนวโน้มโตต่ำในปี 2569 จากผลของกำแพงภาษีสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนทางการเมือง ขณะที่สหรัฐฯ ขู่จะขึ้นภาษีสินค้าจีนอีก 100% และเผชิญความเสี่ยง Government Shutdown ที่อาจยืดเยื้อ

    ธนาคารกลางหลักทั่วโลกทยอยลดดอกเบี้ยเพื่อพยุงเศรษฐกิจ โดย SCB EIC คาดว่า
    Fed จะลดดอกเบี้ยอีก 75 จุดพื้นฐานในปีนี้
    ECB จะลดลงอีก 25 จุดเหลือ 1.75%
    PBOC จีน จะผ่อนคลายต่อเนื่องถึงปีหน้า

    สรุปแนวโน้มเศรษฐกิจไทย
    GDP ปี 2568–2569 โตต่ำ 1.8% และ 1.5%
    เงินเฟ้อใกล้ศูนย์ เสี่ยงเงินฝืด
    ส่งออกหดตัว–บริโภคเอกชนอ่อนแรง
    ดอกเบี้ยขาลงต่อเนื่อง
    นโยบาย Quick Big Win ช่วยพยุงระยะสั้น แต่ไม่พลิกเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/scb-eic-thailand-economy-weak&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1xZ28wE90iatuVwMRUipnV

  • เมื่อทุน “ผูกขาด” ครอบงำเศรษฐกิจไทย ผู้บริโภคต้องจ่ายแพง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เมื่อทุน “ผูกขาด” ครอบงำเศรษฐกิจไทย ผู้บริโภคต้องจ่ายแพง – สภาองค์กรของผู้บริโภค

    เมื่อทุน “ผูกขาด” ครอบงำเศรษฐกิจไทย ผู้บริโภคต้องจ่ายแพง

    วิเคราะห์การผูกขาดของภาคธุรกิจ ได้หยั่งรากลึกไปในหลายกลุ่มธุรกิจ ส่งผลกระทบต่อการแข่งขัน ความเหลื่อมล้ำของคนในประเทศ กระทบคนไทยต้องจ่ายแพงจากความไม่เท่าเทียม

    สภาผู้บริโภคได้ติดตามผลกระทบจากการผูกขาดหลายธุรกิจ ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชนในหลายมิติ สะท้อนจากภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ผ่านมาได้เปิดให้มีการแข่งขันอย่างเสรีมาตลอด เพื่อสร้างโอกาสให้เกิดการแข่งขันอย่างเท่าเทียมระหว่างรายใหญ่และรายเล็ก แต่เมื่อสถานการณ์ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังอยู่ในภาวะเกิดการผูกขาดหลายกลุ่มธุรกิจ ตั้งแต่โทรคมนาคม พลังงาน ค้าปลีก และอสังหาริมทรัพย์ ต่างเป็นกลุ่มทุนใหญ่ที่มีความสำคัญและมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องราคาและทิศทางของตลาด รวมถึงมีผลต่อธุรกิจรายเล็กและผู้บริโภคไม่มีอำนาจในการต่อรอง และต้องจ่ายแพงขึ้นจากความไม่เท่าเทียมมากขึ้นในทุกปี!

    บริษัทไทยสัดส่วน 5% ครองรายได้ของเศรษฐกิจถึง 85%

    ทั้งนี้มีหลายหน่วยงานได้สะท้อนเรื่องการผูกขาดทั้ง “ไทยพีบีเอส (PolicyWatch) ได้เปิดเผยข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่ได้ทำรายงาน พิชญพิจารณ์ ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) เรื่องกฎหมายและนโยบายการแข่งขันของประเทศไทย ระบุว่าเศรษฐกิจไทยมีลักษณะ “กระจุกตัวสูง” แต่ “แข่งขันต่ำ” ส่งผลให้หลายตลาดมีผู้เล่นควบคุมอยู่ไม่กี่รายและประมาณบริษัท 5% แรกของประเทศ ครองรายได้มากกว่า 85% ของเศรษฐกิจทั้งหมด สำหรับธุรกิจเหล่านี้อยู่ในภาคเศรษฐกิจ เช่น โทรคมนาคม ค้าปลีก ก๊าซธรรมชาติ ไฟฟ้า และรัฐวิสาหกิจ

    สำหรับการเข้ามาของทุนขนาดใหญ่ทำให้โอกาสทางธุรกิจและการเข้าถึงทรัพยากรของคนส่วนใหญ่ลดลง รวมถึงจากโครงสร้างนี้ทำให้โอกาสทางธุรกิจและการเข้าถึงทรัพยากรของคนส่วนใหญ่ของประเทศปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนมีผลต่อความมั่งคั่งกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่และในกลุ่มทุนใหญ่จำนวนไม่กี่ราย

    ตลาดโทรคมนาคม สะท้อนจากการแข่งขันที่ลดลง กระเทือนผู้บริโภค

    หนึ่งในภาคธุรกิจที่สะท้อนการผูกขาดอย่างชัดเจนกับภาคโทรคมนาคม โดยมีรายงานจาก ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (SCB EIC) จับทิศทางตลาดโทรคมนาคมของไทย…หลังการควบรวมกิจการ ได้วิเคราะห์ว่า ตลาดโทรคมนาคมไทยกำลังเผชิญ “จุดเปลี่ยนเชิงโครงสร้าง” หลังเกิดการควบรวมกิจการครั้งใหญ่สองครั้งคือ โทรศัพท์มือถือที่มีการควบรวมของสองบริษัทใหญ่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือ ต่อมาการควบรวมอินเทอร์เน็ตบ้านของสองบริษัท โดยจากการควบรวมครั้งนี้ ทำให้ดัชนี HHI ของตลาดมือถือเพิ่มจาก 3,412 เป็น 4,701 และตลาดอินเทอร์เน็ตบ้านเพิ่มจาก 2,539 เป็น 3,687 ซึ่งตามหลักสากลถือว่าอยู่ในระดับ “การแข่งขันต่ำ” และ “มีความเสี่ยงต่อการผูกขาด”

    อีกทั้งผลกระทบระยะสั้นผู้บริโภคอาจได้ประโยชน์จากการขยายโครงข่ายและบริการการเชื่อมต่อสัญญาณ (โรมมิง) ร่วมกัน แต่ในระยะยาวเมื่อจำนวนผู้ให้บริการเหลือเพียงสองรายใหญ่ อัตราค่าบริการเฉลี่ยอาจเพิ่มขึ้น 5–10% อีกทั้งทำให้แรงจูงใจในการแข่งขันลดลง เนื่องจากผู้ให้บริการในตลาดโทรคมนาคมไม่จำเป็นต้องลดราคาหรือปรับปรุงบริการเพื่อแย่งลูกค้า โดยเฉพาะพื้นที่ชนบทผู้บริโภคมีทางเลือกน้อยลง อีกทั้งผู้ประกอบการรายย่อยหรือผู้เช่าโครงข่าย (MVNO) อาจถูกบีบออกจากตลาด มาจากเงื่อนไขการเช่าใช้โครงข่ายไม่เป็นธรรม สะท้อนถึงผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบจากการควบรวมอย่างมีนัยยะสำคัญ

    วัฒนธรรม “ผูกขาด” ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย

    อีกหนึ่งความคิดเห็นจาก “สฤณี อาชวานันทกุล” ให้สัมภาษณ์กับ The101.world ต่อปัญหาผูกขาดในไทย ที่ สังคมไทยไม่ค่อยสนใจเรื่องการผูกขาดมากนัก ทั้งที่คนไทยให้ความสำคัญกับการต่อต้านคอร์รัปชัน โดยเมื่อประเมินมุมมองแบบนักเศรษฐศาสตร์ การมีผู้เล่นน้อยรายในตลาดไม่ใช่เรื่องดี การควบรวมที่ลดจำนวนผู้เล่นจาก 3 รายเหลือแค่ 2 รายก็ไม่ใช่เรื่องดี เนื่องจากทุนมีอำนาจมากขึ้น ส่วนผู้บริโภคมีอำนาจต่อรองและทางเลือกน้อยลง

    สำหรับกรณีที่เห็นชัดเจนคือ มติ กสทช. กรณีควบรวมค่ายมือถือ ที่ กสทช. เสียงข้างมากเลือกตีความกฎหมายแบบจำกัดอำนาจตัวเองให้เหลือเพียง ‘รับทราบ’ การควบรวมกิจการ ทั้งที่กฎหมายทุกระดับเขียนชัดเจนว่า กสทช. มีอำนาจในการกำกับการแข่งขันและป้องกันการผูกขาด

    สภาพัฒน์ฯ ชี้ “ความเหลื่อมล้ำ” ยังคงรุนแรง คนจนเพิ่มกว่า 3 ล้านคน

    อีกประเด็นที่น่าสนใจจากการรายงานของ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ปี 2567 ได้ทำการสำรวจระบุว่า ความเหลื่อมล้ำในประเทศไทยยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง โดยมีคนจนจำนวน 3.43 ล้านคน หรือ 4.89% ของประชากรทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา อีกทั้งเส้นความยากจนขยับเป็น 3,078 บาทต่อคนต่อเดือน ส่วนกลุ่มแรงงานภาคเกษตรคิดเป็นเกือบ 45% ของคนจนทั้งหมด และประชากรในชนบทมีอัตราความยากจนสูงกว่าคนเมืองถึง 1.8 เท่า

    นอกจากนี้ ดัชนีความเหลื่อมล้ำด้านรายได้ (Gini Coefficient) อยู่ที่ 0.333 สะท้อนว่าความไม่เสมอภาคของรายจ่ายยังไม่ดีขึ้นเลยในรอบหลายปี รวมถึงมีรายงานชี้ว่า ประเทศไทยแม้อยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับบน แต่ยังมีความเหลื่อมล้ำสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วหลายเท่า รวมถึงเสนอให้รัฐต้อง “ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง” เช่น ระบบภาษีที่ครอบคลุมฐานทรัพย์สิน การทำให้เศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบ และการลงทุนด้านการศึกษาและงานที่มีคุณภาพ เพื่อให้ความเติบโตทางเศรษฐกิจครอบคลุมทุกกลุ่ม

    การผูกขาดกระทบต่อเศรษฐกิจ

    จากกรณีนี้สะท้อนว่าการผูกขาด ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาทางเศรษฐกิจ แต่เป็นสิ่งที่กระทบต่อความเป็นธรรมในสังคม เนื่องจากกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่มมีอำนาจเหนือทั้งตลาดและนโยบาย จึงสามารถกำหนดราคาสินค้า บริการ อีกทั้งมีการรายงานจาก สำนักข่าวไทยรัฐในเรื่องการผูกขาดได้ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยโตต่ำได้ซ้ำเติมสถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในทุกมิติ โดยเฉพาะการผูกขาดในภาคธุรกิจ จากกลไกค่าเช่าเลวที่มีตัวแปรสำคัญคือหน่วยงานรัฐ ที่สวมหมวกเป็นนักธุรกิจ มากกว่ารักษาผลประโยชน์ประเทศ

    ท้ายที่สุดหากประเทศไทยยังปล่อยให้ทุนไม่กี่กลุ่มมีอำนาจเหนือตลาดและหน่วยงานกำกับดูแลไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ผลร้ายจึงกระทบต่อผู้บริโภคจะยังคงเป็น ผู้จ่ายแพงจากความไม่เท่าเทียมต่อไป

    ที่มา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.tcc.or.th/monopoly-capital-increased-higher-costs-for-consumers/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KmFTeK-vgo3AaDwhU2pfO