Blog

  • รัฐเจาะตลาดจีนเชิงรุกเรียกเชื่อมั่นเที่ยวไทยปลอดภัย

    รัฐเจาะตลาดจีนเชิงรุกเรียกเชื่อมั่นเที่ยวไทยปลอดภัย


    ‘ธรรมนัส’นำทีมท่องเที่ยว พบพันธมิตรจีน กระตุ้นตลาดนักท่องเที่ยวจ่อชง AOT ลดค่าบริการสนามบิน หวังเปิดเส้นทางบินใหม่สู่ไทย

    ร.อ.ธรรมนัส  พรหมเผ่า  รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นำคณะประกอบด้วยนายอรรถกร ศิริลัทธยากร  รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงฯ เข้าพบและหารือกับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของสาธารณรัฐประชาชนจีน อาทิ UTour, Caissa, Qunar, Tongcheng, China Comfort Tourism (CCT), China Travel Group (CTG), 6renyou, ZX-Tour, Hainan Airlines และ Air China ที่กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

    ร.อ.ธรรมนัส เปิดเผยว่า การเดินทางมาพบปะพันธมิตรครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญเพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้ประกอบการท่องเที่ยวของจีน โดยเฉพาะแนวทางกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางมาเยือนไทยเพิ่มขึ้น โดยตนได้เน้นย้ำถึง ความสำคัญของมาตรการดูแลความปลอดภัยนักท่องเที่ยวว่า เรื่องนี้เป็นภารกิจสำคัญของรัฐบาลไทย เพราะให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นชีวิตหรือทรัพย์สิน

    ทั้งนี้ได้มีการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กองบัญชาการตำรวจท่องเที่ยว และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่า นักท่องเที่ยวที่มาเยือนประเทศไทยจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดตลอดระยะเวลาที่พำนักในไทย

    สำหรับมาตรการสนับสนุนสายการบินระหว่างประเทศได้มอบหมายให้กรมท่าอากาศยาน พิจารณามาตรการลดค่าบริการสำหรับสายการบินที่เปิดเส้นทางใหม่มายังประเทศไทย ทั้งค่าขึ้นลงอากาศยาน (Landing Charge) และค่าบริการที่เก็บอากาศยาน (Parking Charge) ณ ท่าอากาศยานของบริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) ทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต หาดใหญ่ เชียงใหม่ และแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เพื่อลดต้นทุนให้กับสายการบินระหว่างประเทศที่เปิดเส้นทางการบินใหม่และเพิ่มจำนวนเที่ยวบินมายังประเทศไทย

    “มาตรการดังกล่าวจะเป็น แรงจูงใจสำคัญให้สายการบินต่างประเทศเพิ่มเที่ยวบินมายังประเทศไทย ซึ่งจะช่วยกระจายตัวนักท่องเที่ยวและกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคต่าง ๆ ของไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง การพบกันครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับจีนในด้านการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นภาคเศรษฐกิจหลักที่มีบทบาทสำคัญ เราต้องการให้จีนมั่นใจว่า ประเทศไทยพร้อมต้อนรับด้วยมาตรการที่ชัดเจน ทั้งเรื่องความปลอดภัย มาตรฐานการบริการ และการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว “

    ด้านนายอรรถกร ศิริลัทธยากร  รมว.ท่องเที่ยวฯ  กล่าวว่า ไทยได้เข้าร่วมกิจกรรม “Amazing Thailand, Networking Dinner” เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีนเดินทางเข้าร่วมงาน Amazing Thailand Networking Dinner ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้พบปะและหารือกับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีน ซึ่งต่างเป็นพันธมิตรหลักในการขับเคลื่อนตลาด outbound ของจีน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพสูง

    ทั้งนี้ได้กล่าวกับทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีนช่วงหนึ่งว่า ในนามของรัฐบาลไทย เรามาเพื่อขอคำแนะนำจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีนว่า อยากจะให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างไรบ้าง เพราะการทำงานของตนยึดมั่นว่า ถ้าเราจะทำอะไรต้องมารับฟังจากผู้รู้ วันนี้เราต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว กระชับความสัมพันธ์ และผลักดันภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก การพบปะครั้งนี้ จึงไม่เพียงสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ แต่ยังมาแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน

    “การหารือครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระหว่างไทย–จีน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัย มาตรฐานการท่องเที่ยว และการคุ้มครองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทั้งในด้านการเดินทาง การบริการ การดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกท่านเที่ยวไทยได้อย่างสบายใจ ปลอดภัยทุกก้าว”นายอรรถกร กล่าว

    ทั้งนี้ การเดินทางพบปะพันธมิตรจีนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเชิงรุกภายใต้นโยบาย “Big Impact, Act Fast” ซึ่งมุ่งสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเน้นการดำเนินงานแบบบูรณาการกับพันธมิตรสำคัญของจีนในทุกมิติ ทั้งสายการบิน แพลตฟอร์มออนไลน์ และบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ เพื่อเร่งฟื้นฟูและยกระดับตลาดนักท่องเที่ยวจีนสู่ประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้าง “Strategic Connectivity” ระหว่างไทยและจีน ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อยืนยันบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพของนักท่องเที่ยวจีน พร้อมผลักดันให้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว มีพลัง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thebetter.co.th/news/business/36581&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1pFeVmQZhc5xe9Ox7l8mOm

  • ปัญหาสแกมเมอร์กัมพูชา เสี่ยงทำคนเกาหลีเที่ยวอาเซียนลดลง กระทบการท่องเที่ยวไทย

    ปัญหาสแกมเมอร์กัมพูชา เสี่ยงทำคนเกาหลีเที่ยวอาเซียนลดลง กระทบการท่องเที่ยวไทย

    ปัญหาสแกมเมอร์กัมพูชาลวงคนเกาหลีใต้ทำงาน-รัฐบาลเดินหน้ามาตรการเข้ม เสี่ยงทำคนเกาหลีเที่ยวอาเซียนลดลง ตลาดใหญ่คือ “ไทย-เวียดนาม” 

    จากกรณีประเทศเกาหลีใต้ เดินหน้ามาตรการป้องกันและช่วยเหลือพลเมืองที่ตกเป็นเหยื่อถูกหลอกไปทำงานสแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา โดยได้มีการส่งคณะทำงานพิเศษไปพูดคุยกับทางการกัมพูชา รวมถึง “ฮุน มาเนต” นายกฯ ที่ได้แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งและแสดงความอาลัยต่อการเสียชีวิตของพลเมืองชาวเกาหลีใต้ พร้อมให้คำมั่นว่าจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อจับกุมผู้ต้องสงสัยที่ยังคงหลบหนี และสร้างความมั่นใจในความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีใต้ในกัมพูชา

    เกาหลีเข้มเดินทางกัมพูชา

    กระทรวงต่างประเทศเกาหลีใต้ มีคำสั่งห้ามพลเมืองเดินทางไปในบางพื้นที่ของกัมพูชา ได้แก่ พื้นที่ภูเขาบกกอร์ (Bokor Mountain) ในจังหวัดกำปอต, เมืองบาเวต และเมืองปอยเปต ยกระดับจากก่อนหน้านี้ที่มีประกาศ คำเตือนการเดินทางพิเศษ (special travel advisory) สำหรับการเดินทางไปกรุงพนมเปญ

    นอกจากนี้ ยังมีการตรวจเข้มที่สนามบิน สอบถามข้อมูลชาวเกาหลีใต้ซึ่งกำลังจะเดินทางไปกัมพูชา โดยมีรายงานว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้สั่งห้ามการเดินทางของชาวเกาหลีหลายราย หลังตรวจพบพฤติกรรมน่าสงสัยว่าอาจมีความเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์ เช่น ชายรายหนึ่งในช่วงวัย 30 ปี ที่ถูกห้ามเดินทาง บอกกับตำรวจว่า ตนได้ลาออกจากงานและรุ่นน้องที่รู้จักผ่านเทเลแกรมได้ส่งตั๋วเดินทางไปกัมพูชามาให้ โดยชายคนนี้ไม่ยอมเปิดเผยประวัติการสนทนาในเทเลแกรม และไม่สามารถระบุจุดหมายที่จะเดินทางไปให้แก่เจ้าหน้าที่ได้

    อาจกระทบการท่องเที่ยวไทย

    สำนักข่าวเดอะโคเรียนไทมส์ รายงาน กลุ่มสายการบินราคาประหยัด (Low-cost carriers : LCCs) อาจได้รับผลกระทบจากความไม่เชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ ที่ไม่เพียงกระทบการเดินทางไปประเทศกัมพูชาเท่านั้น แต่อาจรวมถึงเวียดนามและไทยด้วย ซึ่งถือเป็นจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวเกาหลี

    สายการบินต้นทุนต่ำเหล่านี้ มักพึ่งพารายได้จากเส้นทางการบินระยะสั้น-ระยะกลางเป็นหลัก การขายตั๋วไปภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงเป็นหนึ่งในตลาดหลักของกลุ่ม LCCs

    ข้อมูลจากกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน และคมนาคมของเกาหลีใต้ ระบุว่า ในปี 2025 (ม.ค.-ส.ค.) มีนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ เดินทางไปยังภูมิภาคอาเซียนมากกว่า 1.95 ล้านคน เป็นจุดหมายยอดนิยมอันดับ 2 รองจากประเทศญี่ปุ่นที่ 2.16 ล้านคน

    ขณะที่ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาของไทย พบว่าจำนวนนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ติดท็อป 5 นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาประเทศไทยมากที่สุด โดยจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 2025 (ม.ค.-ก.ย.) อยู่ที่ 1.1 ล้านคน อย่างไรก็ดีถือว่าลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า

    แม้ว่าความหวาดกลัวที่เกิดขึ้นต่อการเดินทางไปกัมพูชา อาจไม่ได้ส่งผลกระทบกับรายได้โดยทันที แต่สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ก็เป็นสัญญาณที่ไม่ดีต่อแนวโน้มรายได้ของการบินต้นทุนต่ำ

    ข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ตลาด FnGuide ระบุว่า สายการบิน LCCs ส่วนใหญ่มีแนวโน้มจะมีกำไรลดลงอย่างมากในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้

    สายการบินเจจูแอร์ (Jeju Air) คาดว่าจะมีกำไรจากการดำเนินงานในช่วงเดือน ก.ค.-ก.ย. อยู่ที่ 1.68 หมื่นล้านวอน (ราว 385 ล้านบาท ) ลดลง 57.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่จินแอร์ (Jin Air) ก็มีแนวโน้มว่ากำไรจะลดลง 35.3% ในช่วงเวลาเดียวกัน

    ในขณะที่ข่าวชาวเกาหลีที่ถูกลักพาตัวในกัมพูชากำลังอยู่ในหน้าหนึ่งของสื่อ บรรดาบริษัททัวร์ก็เริ่มระมัดระวังมากขึ้นเช่นกัน ข้อมูลจากบริษัททัวร์ Hana Tour ระบุว่า การท่องเที่ยวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คิดเป็นสัดส่วนถึง 45% ของแพ็กเกจทัวร์ทั้งหมดในไตรมาสสุดท้ายของปีที่ผ่านมา

    ผู้เชี่ยวชาญอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว คาดว่า ข่าวล่าสุดจากกัมพูชา จะส่งผลให้ความต้องการเดินทางไปยังภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลดลง

    “บริษัททัวร์ส่วนใหญ่กำลังติดตามปัญหานี้อย่างใกล้ชิด เพราะว่ากัมพูชาตั้งอยู่ใกล้กับเวียดนามและประเทศไทย” เจ้าหน้าที่จากวงการท่องเที่ยวรายหนึ่งกล่าว

    “สองประเทศนี้ถือเป็นแหล่งรายได้หลักของผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว หากปัญหานี้ยังปรากฏบนหน้าสื่ออย่างต่อเนื่อง ก็จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของบริษัททัวร์ในท้ายที่สุด”

    อ้างอิง :  koreatimes ,thairath, chosun, กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/scoop/world/2889592&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0rTvWKPO-vj31pbT2Bqtgn

  • สหประชาชาติเตือนคนยากจน 900 ล้านคนต้องเผชิญภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    สหประชาชาติเตือนคนยากจน 900 ล้านคนต้องเผชิญภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    องค์การสหประชาชาติเผยผลศึกษาล่าสุดเมื่อวันศุกร์ (17 ต.ค.) ที่ผ่านมา ชี้ว่า คนยากจนร้อยละ 80 ของโลก หรือประมาณ 900 ล้านคน ต้องเผชิญกับภัยคุกคามจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น

    ภาระหนักของคนยากจน

    “ไม่มีใครรอดพ้นจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เพิ่มความถี่และแรงขึ้น เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม คลื่นความร้อน และมลพิษทางอากาศ แต่คนยากจนในหมู่เราเป็นผู้ที่เผชิญกับผลกระทบที่รุนแรงที่สุด”

    — เฮาเลียง ซู รักษาการผู้บริหารโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ กล่าวในแถลงการณ์

    ผลการศึกษาประจำปีที่เผยแพร่โดยโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติร่วมกับสถาบันความยากจนและการพัฒนามนุษย์แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด พบว่า มีประชากร 1.1 พันล้านคน หรือประมาณร้อยละ 18 จากประชากร 6.3 พันล้านคนใน 109 ประเทศที่ศึกษา ตกอยู่ในภาวะ “ความยากจนหลายมิติแบบเฉียบพลัน” โดยพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ เช่น อัตราการตายของทารก การเข้าถึงที่อยู่อาศัย การสุขาภิบาล ไฟฟ้า และการศึกษา

    ตัวอย่างจากชุมชนกัวรานี

    รายงานยกตัวอย่างกรณีของริคาร์โด สมาชิกชุมชนพื้นเมืองกัวรานีที่อาศัยอยู่นอกเมืองซานตาครูซ เด ลา เซียร์รา เมืองใหญ่ที่สุดของโบลิเวีย ริคาร์โดซึ่งมีรายได้เพียงเล็กน้อยจากการเป็นลูกจ้างรายวัน อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กกับคนอีก 18 คน รวมทั้งลูกสามคน พ่อแม่ และญาติคนอื่น

    บ้านหลังนี้มีห้องน้ำเพียงห้องเดียว ครัวที่ใช้ไม้และถ่านหิน และเด็กไม่มีใครได้เข้าโรงเรียน “ชีวิตของพวกเขาสะท้อนความเป็นจริงหลายมิติของความยากจน” รายงานระบุ

    พื้นที่เสี่ยงสูงและการแพร่กระจาย

    สองภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบจากความยากจนอย่างรุนแรง คือ แอฟริกาใต้สะฮารา และเอเชียใต้ ซึ่งยังมีความเสี่ยงสูงต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รายงานเน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงระหว่างความยากจนกับการเผชิญภัยสิ่งแวดล้อม 4 ประเภท ได้แก่ ความร้อนรุนแรง ภัยแล้ง น้ำท่วม และมลพิษทางอากาศ

    ผู้เขียนรายงานชี้ว่า ครัวเรือนที่ยากจนมีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นพิเศษ เนื่องจากหลายคนพึ่งพาอาชีพที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การเกษตรและแรงงานนอกระบบ เมื่อภัยต่างๆ เกิดขึ้นซ้อนทับกันหรือซ้ำแล้วซ้ำเล่า จะทำให้ความด้อยโอกาสที่มีอยู่แล้วรุนแรงยิ่งขึ้น

    ความท้าทายและแนวทางแก้ไข

    ผลตาม การศึกษาพบว่า ประชากร 887 ล้านคน หรือเกือบร้อยละ 79 ของคนยากจน เผชิญกับภัยคุกคามอย่างน้อยหนึ่งประเภท โดย 608 ล้านคนประสบกับความร้อนรุนแรง, 577 ล้านคนได้รับผลกระทบจากมลพิษ, 465 ล้านคนจากน้ำท่วม, และ 207 ล้านคนจากภัยแล้ง

    เฮาเลียง ซู เสริมว่า การประชุมสุดยอด COP30 ของสหประชาชาติที่บราซิลในเดือนพฤศจิกายนนี้ “เป็นโมเมนต์สำหรับผู้นำโลกที่จะมองการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศให้เป็นการดำเนินการต่อต้านความยากจน”

    รายงานสรุปว่า การตอบสนองต่อความเสี่ยงที่ซ้อนทับกันต้องให้ความสำคัญกับทั้งผู้คนและดาวเคราะห์ และเหนือสิ่งอื่นใด ต้องเปลี่ยนจากการรับรู้สู่การดำเนินการอย่างรวดเร็ว

    Severe flooding in Sudan is an example of how the world's poorest people are also exposed to climate risks

    Severe flooding in Sudan is an example of how the world’s poorest people are also exposed to climate risks

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/world/un-warns-900-million-poor-climate-threats&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3KpkhS56xF2ORh4a0lDA4g

  • ผู้ว่าฯประจวบฯ ยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เปิด “ต้นแบบศูนย์การเรียนรู้สปาทราย” ที่หว้ากอ

    ผู้ว่าฯประจวบฯ ยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เปิด “ต้นแบบศูนย์การเรียนรู้สปาทราย” ที่หว้ากอ

    ภูมิภาค

    ผู้ว่าฯประจวบฯ ยกระดับสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เปิด “ต้นแบบศูนย์การเรียนรู้สปาทราย” ที่หว้ากอ

    วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.18 น.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    เมื่อวันที่ 17 ต.ค.68 ที่ห้องนวลจันทร์ พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำหว้ากอ อุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ อ.เมือง จ.ประจวบฯ นายสิทธิชัย สวัสดิ์แสน ผู้ว่าราชการ จ.ประจวบฯ เป็นประธานพิธีเปิด “ต้นแบบศูนย์การเรียนรู้สปาทราย” ยกระดับจังหวัดประจวบฯ สู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ แห่ง Thailand Riviera โดยมี นายวราวุธ พยัคฆพงษ์ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอฯ นายสมชาย กระแจะเจิม ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว จ.ประจวบฯ นายอติชาติ ชัยศรี รองนายกเทศมนตรีนครหัวหิน นายกิติพงษ์ สิริเพชรเกษม นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยวหัวหิน/ชะอำ รองศาสตราจารย์ ดร.พนารัตน์ ศรีแสง ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ศูนย์การศึกษาหัวหิน และคณะศึกษาวิจัย พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ เอกชน เข้าร่วมรับฟัง

    จากผลการศึกษาของคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต นำโดย ดร.พนารัตน์ ศรีแสง ผู้อำนวยการมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ในหัวข้อ “แนวทางการพัฒนาจังหวัดประจวบฯสู่เมืองสร้างสรรค์สปาทราย” ซึ่งได้รับทุนอุดหนุนจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) และมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ประจำปี 2566 พบว่า จ.ประจวบฯ มีศักยภาพโดดเด่นด้านแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ชายฝั่งทะเลยาวกว่า 200 กม. และภูมิปัญญาท้องถิ่น “สปาทราย/หมกทราย”  ประกอบกับทีมวิจัยได้เดินทางไปศึกษาดูงานรูปแบบโมเดลการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพในเมืองเบปปุ (Beppu) และ อิบุซุกิ (Ibusuki) ประเทศญี่ปุ่น เมื่อเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา เพื่อถอดบทเรียนด้านการพัฒนาและการบริหารจัดการที่ประสบความสำเร็จในระดับสากล ก่อนนำแนวทางดังกล่าวมาประยุกต์ใช้ในจังหวัดประจวบฯ โดยมีการลงพื้นที่สำรวจและวิเคราะห์ศักยภาพทรายร่วมกับกรมทรัพยากรธรณี ในพื้นที่นำร่องชายหาดเขาเต่า อ.หัวหิน, ชายหาดหว้ากอ อ.เมืองประจวบฯ, ชายหาดทุ่งประดู่ อ.ทับสะแก และชายหาดบ้านกรูด อ.บางสะพาน พบว่ามีแร่ธาตุต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ มีคุณสมบัติช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายและมีประโยชน์ในการรักษา โดยทรายที่ชายหาดหว้ากอ ภายในอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ มีแร่ธาตุสำคัญ คือ แร่ควอตช์และแร่ฟันม้า ที่สามารถช่วยปรับพลังงานในร่างกาย ช่วยให้ผ่อนคลาย ปรับสมดุลของระบบประสาทได้

    ทั้งนี้เมื่อวันที่ 5 – 6 ก.ค. ที่ผ่านมา ได้มีการจัดอบรม “ผู้ให้บริการสุขภาพสปาทราย รุ่นแรก” เพื่อเตรียมความพร้อมของชุมชนในพื้นที่นำร่อง ปัจจุบันพื้นที่และบุคลากรมีความพร้อมในการเปิดต้นแบบศูนย์การเรียนรู้สปาทราย เพื่อเป็นกลไกการพัฒนาต่อยอดขยายผลสู่ทุกอำเภอของจังหวัดต่อไป โดยเป้าหมายสูงสุดของการดำเนินงาน คือ การจัดทำ “แผนยุทธศาสตร์เชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนา Wellness Destination จังหวัดประจวบฯ” ที่เชื่อมโยงนโยบายระดับชาติ ระดับจังหวัด และระดับชุมชน ผ่านมาตรฐานบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกด้านสุขภาพในระดับสากล เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการยกระดับประจวบฯ ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ Wellness Destination ช่วยขับเคลื่อนพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในพื้นที่อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ผู้ที่สนใจใช้บริการสปาทรายที่ชายหาดหว้ากอ สามารถโทรติดต่อสอบถามได้กับทางอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ หมายเลข 032-661098 หรือ 032-661103 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ โดยผู้ที่เป็นโรคหัวใจ หญิงตั้งครรภ์ ผู้ที่มีโรคความดันโลหิตสูงไม่แนะนำให้ใช้บริการสปาทราย.

    ติดตามข่าวด่วน กระแสข่าวบน Facebook คลิกที่นี่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/region/450900&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0i-aXWT8T8LuSvMCJMUy7-

  • ชาวเกาหลีใต้ผวา! แห่ยกเลิกทริปไป

    ชาวเกาหลีใต้ผวา! แห่ยกเลิกทริปไป

    ชาวเกาหลีใต้ผวา! แห่ยกเลิกทริปไป’กัมพูชา’กลัวแก๊งมิจฉาชีพ

    วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.32 น.

    17 ตุลาคม 2568 ความวิตกกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยว หลังจากเกิดกรณีอาชญากรรมและข่าวลักพาตัวในกัมพูชา ส่งผลให้นักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้จำนวนมากตัดสินใจยกเลิกหรือเปลี่ยนแผนเดินทางไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ไทย และลาว

    ปาร์ค ยองซู พนักงานออฟฟิศวัย 46 ปี ซึ่งมีแผนจะพาครอบครัวไปท่องเที่ยวที่เมืองดานัง ประเทศเวียดนามในช่วงฤดูหนาว เปิดเผยว่า เขาตัดสินใจเปลี่ยนจุดหมายปลายทางหลังทราบข่าวองค์กรอาชญากรรมย้ายฐานปฏิบัติการจากกัมพูชาไปยังเวียดนาม

    “ผมวางแผนจะไปกับลูกๆ วัยประถมและมัธยมต้น แต่ตอนนี้เรื่องความปลอดภัยเป็นเรื่องที่กังวลมาก เรากำลังคิดว่าจะไปเกาะเชจูหรือญี่ปุ่นแทน” ปาร์คกล่าว

    ความไม่สบายใจเช่นเดียวกันเกิดขึ้นกับชายวัย 50 ปี นามสกุลซอน ที่วางแผนจะไปเล่นกอล์ฟกับเพื่อนที่กรุงพนมเปญในเดือนธันวาคม โดยเขายอมเสียค่าธรรมเนียมการยกเลิก เพราะรู้สึกไม่มั่นใจ

    ความวิตกนี้ยังสะท้อนผ่านชุมชนออนไลน์ที่แชร์ข้อมูลท่องเที่ยว ผู้ใช้หลายรายต่างออกมาโพสต์ข้อความแสดงความกังวล เช่น “วางแผนพาลูกไปนครวัด แต่ตอนนี้คงต้องยอมแพ้ไปก่อน”

    เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ได้ประกาศยกระดับคำแนะนำการเดินทางสำหรับ 11 พื้นที่ในกัมพูชา ซึ่งรวมถึงกรุงพนมเปญ สีหนุวิลล์ และภูเขาโบกอร์ จากระดับ 2 “ใช้ความระมัดระวัง” เป็นระดับ 2.5 “แจ้งเตือนการเดินทางพิเศษ” พร้อมแนะนำให้หลีกเลี่ยงการเดินทาง เว้นแต่จำเป็นอย่างเร่งด่วน

    “ตั้งแต่มีข่าวออกมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ยังไม่มีการจองใหม่เลย แม้แต่ลูกค้าเก่าก็โทรมาสอบถามเรื่องความปลอดภัย” ตัวแทนจากบริษัททัวร์ที่เชี่ยวชาญด้านกัมพูชากล่าว

    แม้ยอดจองสำหรับประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะยังไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่บริษัททัวร์หลายแห่งยอมรับว่ากำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเน้นย้ำเรื่องมาตรการความปลอดภัยในการเดินทางเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/inter/921674&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lU1gfoEStZbZc_PRkgquD

  • เปิดตำรากลางป่า อช.ดอยสุเทพ จับมือ มช. ผุดไอเดียโรงเรียนนักเดินป่า ปั้นเทรลเลอร์มืออาชีพ

    เปิดตำรากลางป่า อช.ดอยสุเทพ จับมือ มช. ผุดไอเดียโรงเรียนนักเดินป่า ปั้นเทรลเลอร์มืออาชีพ

    เปิดตำรากลางป่า อช.ดอยสุเทพ จับมือ มช. ผุดไอเดียโรงเรียนนักเดินป่า ปั้นเทรลเลอร์มืออาชีพ

    กระแสการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการผจญภัยในธรรมชาติอย่าง “การเดินเทรล” กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในเชียงใหม่ เพื่อตอบโจทย์นักเดินทางสายธรรมชาติที่ต้องการมากกว่าแค่การเดินชมวิว 

    ล่าสุดอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จึงได้จับมือกับศูนย์ธรรมชาติวิทยาดอยสุเทพเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เตรียมเปิดตัว “โรงเรียนนักเดินป่า” แห่งแรกบนดอยสุเทพ เพื่อยกระดับประสบการณ์การเดินป่าสู่ความเป็นมืออาชีพ พร้อมปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน

    ธงชัย นาราษฎร์ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย เผยว่า “โรงเรียนแห่งนี้จะใช้ผืนป่าเป็นห้องเรียนจริง นักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้ทักษะการเดินป่าที่ถูกต้องและรบกวนธรรมชาติน้อยที่สุด ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมพี่เลี้ยงผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งประกอบด้วยศิษย์เก่าจากโรงเรียนนักเดินป่าอุทยานฯ แห่งอื่น ๆ และผู้เชี่ยวชาญจาก มช. ในอัตราส่วนพี่เลี้ยง 5 คนต่อนักเรียน 20 คน”

    ผู้เข้าร่วมจะได้เรียนรู้เรื่องระบบนิเวศ สัมผัสวิถีชีวิตนักเดินป่าอย่างแท้จริงโดยปราศจากสิ่งอำนวยความสะดวก และในบางเส้นทางจะได้กางเต็นท์ค้างแรมเพื่อซึมซับบรรยากาศของผืนป่าอย่างเต็มอิ่ม

    โรงเรียนนักเดินป่าคาดว่าจะพร้อมเปิดหลักสูตรแรกในเดือนพฤศจิกายนนี้ เพื่อต้อนรับฤดูกาลท่องเที่ยว โดยได้คัดเลือก 3 เส้นทางนำร่องที่มีความสวยงามและหลากหลาย ได้แก่

    • น้ำตกมณฑาธาร – ขุนช่างเคี่ยน: ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร
    • เส้นทางดอยปุย: ระยะทางสั้นๆ ประมาณ 3 กิโลเมตร
    • เส้นทางศึกษาธรรมชาติวัดผาลาด – โค้งขุนกัณฑ์: ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร

    เมื่อจบหลักสูตร ผู้เข้าร่วมจะได้รับใบประกาศนียบัตรรับรอง “ผู้ผ่านหลักสูตรนักเดินป่าขั้นต้น” เพื่อเป็นก้าวแรกในการต่อยอดสู่หลักสูตรขั้นสูงต่อไป นอกจากนี้ โครงการยังมุ่งสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนในพื้นที่ โดยจะดึงคนในท้องถิ่นเข้ามาเป็นมัคคุเทศก์ ซึ่งไม่เพียงแต่จะสร้างประสบการณ์ที่ลึกซึ้งให้นักท่องเที่ยว แต่ยังช่วยสร้างรายได้เสริมให้กับชุมชนอีกด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/travel/2889474&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ynihjSX-6o1FKfuXyXkmm

  • ‘เสธ.นิด’แนะศึกษาการสู้รบระหว่าง‘ปากีสถาน กับ อัฟกานิสถาน’ เทียบชายแดนไทย-กัมพูชา

    ‘เสธ.นิด’แนะศึกษาการสู้รบระหว่าง‘ปากีสถาน กับ อัฟกานิสถาน’ เทียบชายแดนไทย-กัมพูชา

    วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 08.58 น.

    ‘เสธ.นิด’แนะศึกษาการสู้รบระหว่าง‘ปากีสถาน กับ อัฟกานิสถาน’ เทียบชายแดนไทย-กัมพูชา

    17 ตุลาคม 2568 พลอากาศโทวัชระ ฤทธาคนี หรือ “เสธ.นิด” อดีตนายทหารนักบินกองทัพอากาศ โพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก Vachara Riddhagni ระบุว่า…

    ปัญหาการสู้รบที่เกี่ยวข้องกับปัญหาชายแดนเกิดขึ้นในหลายๆประเทศที่ตกลงกันไม่ได้และที่เกิดควบคู่กับปัญหาสงครามจำกัดเขตชายแดนไทย/กัมพูชา คือ การสู้รบระหว่างปากีสถานกับอัฟกานิสถาน

    แต่การสู้รบของปากีสถานกับอัฟกานิสถานนั้นรุนแรงกว่าการสู้รบไทยกับกัมพูชามากนัก และปัญหาชายแดนเกิดขึ้นหลังจากสหรัฐฯถอนทหารออกจากอัฟกานิสถาน

    ทั้งปากีสถานและอัฟกานิสถานต่างมีปัญหากลุ่มกองโจรก่อการร้ายมีฐานปฏิบัติการอยู่บริเวณพรมแดนของทั้ง 2 ประเทศ

    และเหตุเกิดขึ้นเมื่อทหารปากีสถานยิงใส่ฐานที่มันกองกำลังตาลีบันฝ่ายอัฟกานิสถานที่ปากีสถานกล่าวหาว่าสนับสนุนกลุ่มกองโจรก่อการร้ายตาลีบันในปากีสถาน จึงสู้รบกันเป็นระยะตั้งปี 2022 และรบกันรุนแรงขึ้นในปลายปี 2024 เรื่อยมาจน 2025 ซึ่งมีการหยุดยิงกันแต่ก็มีการละเมิดข้อตกลง ก็รบกันอีก

    เมื่อเร็วๆนี้มีการปะทะกันค่อนข้างจะรุนแรง ทอ.ปากีสถานส่งฝูงบินถล่มกองทัพตาลีบันถึงกรุงคาบูล มีการโจมตีทางอากาศจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญๆเช่นช่องทางผ่านไคเบอร์ Kyber Pass อันเป็นช่องทางบกทางเดียวที่ตัดผ่านหลายเทือกเขาเชื่อมประเทศปากีสถานกับอัฟกานิสถาน ที่ซึ่งกลุ่มก่อการร้ายตั้งฐานอยู่ปะปนชาวบ้านในชุมชนหนาแน่นมีคนบริสุทธิ์ตายนับสิบๆ

    การศึกษาการสู้รบระหว่าง 2 ชาตินี้รัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศต้องศึกษาเพื่อใช้ประโยชน์ในเชิงการเมือง/การทูตเปรียบเทียบซึ่งตามนัยการสงครามพรมแดนแล้วรุนแรงกว่าการสู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชามากนัก

    แต่ที่มีธรรมชาติสงครามเหมือนกันคือ ฝ่ายกัมพูชาไม่มีกองทัพอากาศเช่นเดียวกันกับอัฟกานิสถานก็ไม่มีกองทัพอากาศ

    ข้อสังเกตที่ต้องศึกษา คือ สหรัฐฯไม่แทรกแซง  NGO มนุษยชนและสหประชาชาติก็ไม่ได้ให้ความสนใจหรือเพ่งเล็งเป็นพิเศษ แต่มีการขอให้หยุดยิง (ข้อเท็จจริงนี้เป็นข้อตอบโต้พวกโลกสวย พวกตีสองหน้ารักสันติแต่ตำหนิชาติตนเอง)

    กองทัพไทย กองทัพอากาศยึดมั่นในหลักสงครามดำรงธรรม Just War ซึ่งเป็นแม่บทของกฎบัตรสหประชาชาติมาตราที่ 51 ว่าด้วยการรบป้องกันตัว ปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนพลเรือน

    และมีหลักการตามประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์และวัฒนธรรมที่ใกล้ชิดกับกัมพูชาและสำนึกในเรื่องมนุษยธรรม (ความจริงปากีสถานกับอัฟกานิสถานก็มีประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมละความใกล้ชิดกันคล้ายๆกับไทย/กัมพูชาแต่รบกันรุนแรงกว่า)

    แต่ตามตำราพิชัยสงครามแล้วเมื่อรบกันก็ต้องรบกันเต็มที่หวังผลชัยชนะ ถ้าต้องใช้ความรุนแรงก็ต้องใช้ความรุนแรง มันเป็นธรรมชาติของสงครามแต่ทหารไทยจะพิจารณาอย่างรอบคอบ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/921594&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-tynJAZW2SSEUHBPOlC3a

  • ‘ดร.หิมาลัย’ นำทีมบุกมุกดาหาร ฟังปัญหาน้ำ-เศรษฐกิจชายแดน

    ‘ดร.หิมาลัย’ นำทีมบุกมุกดาหาร ฟังปัญหาน้ำ-เศรษฐกิจชายแดน

    ‘ดร.หิมาลัย’ นำทีมบุกมุกดาหาร ฟังปัญหาน้ำ-เศรษฐกิจชายแดน

    วันเสาร์ ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    ‘ดร.หิมาลัย’ นำทีมบุกมุกดาหาร

    ฟังปัญหาน้ำ-เศรษฐกิจชายแดน

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ที่ปรึกษาของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (ร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า) และคณะ ได้เดินทางมาตรวจราชการและรับฟังปัญหาจากผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชน ณ ศูนย์จำหน่ายอาหารและสินค้า เทศบาลเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร โดยมี นายไกร เอี่ยมจุฬา รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร พร้อมด้วยนายกเทศมนตรี และหัวหน้าส่วนราชการต้อนรับอย่างอบอุ่น

    ดร.หิมาลัย กล่าวว่า รู้สึกยินดีที่ได้มาเยี่ยมเยียนและรับฟังปัญหาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของจังหวัดมุกดาหาร เนื่องจากน้ำถือเป็นปัจจัยหลักในการอุปโภค-บริโภค และการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพจะช่วยเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจของจังหวัดชายแดนแห่งนี้ ซึ่งมีสะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 เป็นช่องทางขนส่งที่สำคัญ พร้อมยืนยันว่าตนและคณะพร้อมที่จะรับฟังปัญหาต่างๆ เพื่อนำไปแก้ไขให้กับพี่น้องประชาชนอย่างยั่งยืนต่อไป

    ด้าน นายไกร เอี่ยมจุฬา รองผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร กล่าวว่า มุกดาหารเป็นจังหวัดชายแดนติดต่อกับแขวงสะหวันนะเขต สปป.ลาว มีแม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นพรมแดนกว่า 72 กิโลเมตร มีพื้นที่ 4,407 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 2.41 ล้านไร่ แบ่งเขตการปกครอง ออกเป็น 7 อำเภอ 522 ตำบล 5,226 หมู่บ้าน มีประชากรประมาณ 350,000 คน โดยจังหวัดได้กำหนดเป้าหมายการพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ภายใต้แนวคิด ‘เมืองการค้าทันสมัย เกษตรคุณภาพสูง การท่องเที่ยวชายโขง เชื่อมโยงอาเซียน’

    อย่างไรก็ตาม จังหวัดมุกดาหารยังคงประสบปัญหาสำคัญหลายด้าน ทั้งด้านการบริหารจัดการน้ำ (ภัยแล้งและอุทกภัย) ปัญหาราคาผลผลิตการเกษตรตกต่ำ การขาดการพัฒนาศักยภาพเกษตรกร และปัญหาจำนวนนักท่องเที่ยวลดลงเนื่องจากขาดแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่ ซึ่งทางจังหวัดได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวมาโดยตลอด พร้อมทั้งขอบพระคุณคณะที่ปรึกษาฯ ที่กรุณามาเยี่ยมเยียนและช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในครั้งนี้

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/921816&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MzavmbBo5ShoyJLPYfT_e

  • อบจ.เชียงราย เดินหน้า “มอเตอร์สปอร์ตฮับ” ผสานความเร็ว-ท่องเที่ยว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน

    อบจ.เชียงราย เดินหน้า “มอเตอร์สปอร์ตฮับ” ผสานความเร็ว-ท่องเที่ยว ขับเคลื่อนเศรษฐกิจชายแดน

    เชียงรายกับสมการความเร็ว” อบจ.เชียงรายปักหมุด MOTOR SPORT FESTIVAL 2025 ผลักดันเมืองสู่ “ศูนย์กลางมอเตอร์สปอร์ต” ระดับเอเชีย

    เชียงราย, 17 ตุลาคม 2568 — ยามเช้าในลุ่มน้ำโขงที่ค่อย ๆ เผยสีทองของแสงอาทิตย์เหนือทุ่งชาและสายน้ำ ทุกสายตาของคนในพื้นที่กำลังหันมองไปทางเดียวกัน—เชียงแสน เมืองท่าประวัติศาสตร์กำลังจะแปรสภาพเป็น “สนามแข่งขันกลางแจ้ง” ที่ผสานความเร็ว เทคโนโลยี และการท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน เมื่อ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย (อบจ.เชียงราย) ประกาศเดินหน้าจัด MOTOR SPORT FESTIVAL 2025 วันที่ 13–14 ธันวาคม 2568ลานกิจกรรมสวนสาธารณะหนองบัว เทศบาลตำบลเวียง อำเภอเชียงแสน พร้อมตั้งเป้าสู่เวทีนานาชาติอย่างจริงจัง

    เบื้องหลังข่าวดีครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงการจัดงานแข่งรถอีกหนึ่งรายการ หากคือ “เนื้อหาเชิงยุทธศาสตร์” ที่สอดรับกับนโยบายเมืองกีฬา–เมืองท่องเที่ยว ผ่านกรอบ “Chiang Rai Motorsport Hub” ซึ่งเป็นคณะทำงานที่ อบจ.เชียงราย ร่วมมือกับภาคีระดับจังหวัด สถาบันการศึกษา ภาคเอกชน และสมาคมกีฬา วางแผนผลักดันเชียงรายให้เป็น Sport Tourism Destination ที่เดินเครื่องได้ตลอดทั้งปี

    จาก “เมืองชายแดน” สู่ “Motorsport Destination”

    เชียงรายมีจุดแข็งทางภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม หนึ่งเท้าเหยียบ “สามเหลี่ยมทองคำ” อีกเท้าก้าวสู่ ล้านนาร่วมสมัย จุดเด่นนี้เองทำให้กิจกรรมกีฬาที่มีภาพลักษณ์ “เร้าใจ–ร่วมสมัย–เข้าถึงง่าย” อย่างมอเตอร์สปอร์ต กลายเป็นเครื่องมือเชื่อม “เศรษฐกิจสร้างสรรค์–การท่องเที่ยว–ฮาร์ดแวร์โลจิสติกส์” ได้อย่างลงตัว การจัดงานใน เชียงแสน ที่อยู่ติดแม่น้ำโขงและเป็นประตูเชื่อม ลาว–เมียนมา–จีนตอนใต้ จึงไม่ใช่แค่การเลือก “สถานที่สวย” แต่คือการเลือก “จุดยุทธศาสตร์” ที่รองรับการเดินทาง การขนส่ง และรายได้ชุมชนในรัศมีรอบเมือง

    ภายใต้นโยบายเรือธงข้อที่ 5 ของ อบจ.เชียงราย คือ เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” แผนงานมอเตอร์สปอร์ตทำหน้าที่เป็น “เครื่องเร่ง” ที่เพิ่มเหตุผลให้ผู้มาเยือนเดินทางนอกฤดูกาลหลัก และกระจายการใช้จ่ายไปยัง เชียงแสน–แม่สาย–แม่จัน–เมืองเชียงราย ตลอดแนวเหนือ–ใต้ของจังหวัด สอดรับกับแนวคิด “Chiang Rai Sport City” และแคมเปญระดับชาติ “Amazing Thailand Grand Tourism & Sport Year 2025” ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ที่ต้องการให้กีฬาเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานบริการ

     “MOTOR SPORT FESTIVAL 2025” – เวทีแข่งขันและอีเวนต์สร้างสรรค์

    กำหนดการ–สถานที่–ผู้จัด

    • วันที่จัด: 13–14 ธันวาคม 2568
    • สถานที่: ลานกิจกรรมสวนสาธารณะหนองบัว เทศบาลตำบลเวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย
    • เจ้าภาพ/ผู้ดำเนินงาน: สมาคมกีฬามอเตอร์สปอร์ตจังหวัดเชียงราย ร่วมกับ อบจ.เชียงราย และภาคีภาครัฐ–เอกชนในจังหวัด
    • กรอบงาน: การแข่งขันมอเตอร์สปอร์ตหลากประเภท/กิจกรรมเสริมทักษะความปลอดภัย/โซนแสดงผลงานยานยนต์–นวัตกรรม–สื่อสร้างสรรค์/ตลาดชุมชนและคอนเสิร์ตปลอดภัย

    สาระสำคัญ ของงานไม่ได้อยู่แค่ “เสียงเครื่องยนต์” หากคือ “ระบบนิเวศ” ที่ดึงผู้เกี่ยวข้องเข้ามาขับเคลื่อนพร้อมกัน ตั้งแต่ผู้ผลิต–นำเข้าอะไหล่ ทีมแข่ง ช่างเทคนิค ผู้ประกอบการโรงแรม–ร้านอาหาร ผู้จำหน่ายสินค้าท้องถิ่น ไปจนถึงสถาบันการศึกษาและเยาวชนที่สนใจสายอาชีพด้านยานยนต์

    สัญญาณจากเวทีประชุม “Motorsport Hub” ขยับแล้ว

    เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ที่ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย (ห้องยุทธศาสตร์การพัฒนาภูมิภาค) มีการประชุมคณะทำงาน “Chiang Rai Motorsport Hub” โดยมี นายจิราวุฒิ แก้วเขื่อน รองนายก อบจ.เชียงราย เข้าร่วมกำกับทิศทางและติดตามความพร้อมของทุกฝ่าย การประชุมครั้งนี้ชี้ชัดว่าจังหวัดไม่ได้จัดงานแบบ “ปีต่อปี” อีกต่อไป แต่กำลัง วางรากฐานระยะยาว เพื่อก่อรูป “ฮับมอเตอร์สปอร์ต” ที่เชื่อมกับระบบเศรษฐกิจจังหวัดอย่างเป็นระบบ

    สาระจากผู้บริหาร (ถอดความใจความ) อบจ.เชียงรายยืนยันบทบาท “พี่เลี้ยงและแกนกลาง” ในการผนึกพลังกรม–กอง–องค์กรปกครองท้องถิ่น ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา ให้ขับเคลื่อนกิจกรรมกีฬาและท่องเที่ยวเชิงเศรษฐกิจ สร้างเวทีระดับนานาชาติที่เชียงราย “จัดได้–จอดได้–จ่ายได้” ทั้งในเชิงมาตรฐานการแข่งขัน ความปลอดภัย และรายได้กระจายสู่ชุมชน

    สู่เวทีเอเชีย รายการนานาชาติ–ทีมแข่งกว่า 10 ประเทศ

    งานปีนี้ถือเป็น ปีที่ 3 ของการจัดต่อเนื่อง และยกระดับสู่ เวทีนานาชาติเต็มรูปแบบ มีทีมแข่งและนักกีฬาจาก กว่า 10 ประเทศ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและโอเชียเนียประกาศเข้าร่วม อาทิ สิงคโปร์ ไต้หวัน มาเลเซีย ฮ่องกง ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เวียดนาม เกาหลี สปป.ลาว ออสเตรเลีย รวมถึงทีมไทยผู้เป็นเจ้าบ้าน การเข้าร่วมของนานาชาตินอกจากสะท้อน “ความเชื่อมั่นเชิงมาตรฐาน” ของผู้จัดและพื้นที่แล้ว ยังช่วยสื่อสาร “แบรนด์เชียงราย” สู่สายตาแฟนความเร็วในต่างประเทศผ่านสื่อดิจิทัลของทีมและสำนักข่าวกีฬา

    ผลที่คาดหวังในเชิงพื้นที่ คือการเติมสภาพคล่องให้ โรงแรม–โฮมสเตย์–ร้านอาหาร–คาเฟ่–บริการท่องเที่ยว ตั้งแต่เชียงแสนจนถึงตัวเมือง โดยมีกลุ่มนักท่องเที่ยวเฉพาะทาง (niche) ที่มี “ตะกร้าใช้จ่ายสูง” ทั้งค่าเดินทาง ค่าบริการโลจิสติกส์ ทีมเซอร์วิส และกิจกรรมต่อเนื่อง เช่น ทริปชุมชน–ศิลปะร่วมสมัย–แลนด์มาร์กธรรมชาติของเชียงราย

    มาตรฐาน–ความปลอดภัย–ความยั่งยืน 3 เสาหลักที่ผู้จัดชูเป็นธง

    เพื่อให้ “ความเร็ว” ไปคู่กับ “ความปลอดภัย” และ “ความยั่งยืน” คณะทำงานเตรียมมาตรการสำคัญ 3 ด้าน ดังนี้

    1. มาตรฐานการแข่งขันและสนามชั่วคราว
      • ออกแบบพื้นที่แข่งขันแบบ “ปิดลูป” กำหนดจุดเข้า–ออกชัดเจน
      • วางแนวรั้ว–แนวกั้นดูดซับแรงกระแทก/โซนนิ่งผู้ชม–ทีมงาน–สื่อมวลชน
      • ซักซ้อมแผนฉุกเฉินร่วมกับตำรวจ–กู้ชีพ–โรงพยาบาลเครือข่ายในจังหวัด
      • กำหนดมาตรการตรวจสภาพรถ–อุปกรณ์ตามคู่มือกีฬามอเตอร์สปอร์ตของสมาคมฯ
    2. ความปลอดภัยสาธารณะ–การจราจร
      • จัดทำ Traffic Plan เชื่อมถนนสายหลัก–สายรอง พร้อม Park & Ride สำหรับผู้ชม
      • เพิ่มไฟส่องสว่าง–กล้องวงจรปิด–จุดบริการข้อมูล–จุด Lost & Found
      • มาตรการ “ดื่มไม่ขับ–ไม่ซิ่งนอกสนาม” ด้วยการรณรงค์ร่วมกับผู้ประกอบการ
    3. ความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม
      • บริหารจัดการ ขยะ–เสียง–ควัน ด้วยมาตรการคัดแยก/ลดการใช้พลาสติกแบบครั้งเดียวทิ้ง
      • ส่งเสริมการใช้บริการชุมชนและสินค้าโลคัลในโซนตลาดงาน สร้างรายได้หมุนเวียน
      • ถ่ายทอดองค์ความรู้ “Motorsport for Good” แก่เยาวชน—จากความปลอดภัยสู่ทักษะอาชีพ

    มาตรการทั้งสามเสา ไม่เพียงช่วยหล่อเลี้ยง “ความเชื่อมั่น” ของผู้เข้าร่วมและชุมชน แต่ยังเป็นเครื่องมือยกระดับมาตรฐานการจัดอีเวนต์ของจังหวัด เพื่อรองรับกิจกรรมกีฬาและเทศกาลรูปแบบอื่นในอนาคต

    มอเตอร์สปอร์ตกับ “ระบบนิเวศอาชีพใหม่” ของเยาวชนเชียงราย

    นอกสนามแข่ง ยังมี “สนามอาชีพ” ที่กำลังเปิดกว้าง ตั้งแต่ เมคคาทรอนิกส์–ไฟฟ้ายานยนต์–ดิจิทัลครีเอทีฟ–สื่อถ่ายทอดสด–โลจิสติกส์–ท่องเที่ยว ไปจนถึง Sports Marketing การที่มหาวิทยาลัยและสถาบันอาชีวศึกษาในพื้นที่เข้าร่วมคณะทำงาน ทำให้สามารถออกแบบ คลินิกทักษะ และ โครงการสหกิจศึกษา เชื่อมกับทีมแข่งและผู้ประกอบการจริงในงาน ซึ่งเป็น “บทเรียนภาคสนาม” ที่หาไม่ได้ในห้องเรียน

    ในทางกลับกัน ภาคเอกชนได้แรงหนุนด้านคนรุ่นใหม่ที่มีทักษะตรงจุด ลดเวลาปรับตัว และสร้างเครือข่ายบุคลากรสำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์–อีเวนต์–ท่องเที่ยว ที่ต้องการ “มืออาชีพหน้าใหม่” อย่างต่อเนื่อง

    เศรษฐกิจท้องถิ่นจะได้อะไร เมื่อ “ความเร็ว” แปลงเป็น “รายได้”

    แม้ผู้จัดยังไม่ประกาศตัวเลขเป้าหมายผู้เข้าชม–รายได้โดยตรง แต่ประสบการณ์จัดงานต่อเนื่อง 2 ปีที่ผ่านมาสะท้อน “พฤติกรรมการใช้จ่ายสูงกว่าปกติ” ของแฟนมอเตอร์สปอร์ต—ตั้งแต่ที่พักมาตรฐานกลาง–บน อาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงสินค้าที่ระลึกร่วมคอลเลกชัน ในระดับนโยบาย จึงเชื่อมโยงกิจกรรมนี้เข้ากับเครื่องมือกระตุ้นการใช้จ่ายของจังหวัด เช่น แคมเปญท่องเที่ยวปลายปี เส้นทางท่องเที่ยวชุมชน และเทศกาลศิลปะ–วัฒนธรรม เพื่อให้ผู้มาเยือน “อยู่นานขึ้น–ใช้จ่ายกว้างขึ้น–กลับมาอีกครั้ง”

    นอกจากนี้ เมืองชายแดนอย่าง เชียงแสน ยังมี “แต้มต่อ” เรื่องการใช้จ่ายจากนักท่องเที่ยวข้ามแดน เมื่อเชื่อมต่อการเดินทางจาก บ่อแก้ว–หลวงน้ำทา–ท่าขี้เหล็ก เข้าสู่เชียงรายได้สะดวก—ทั้งทางถนนและทางน้ำ—ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุน ธุรกิจทัวร์–รถเช่า–ล่องเรือแม่น้ำโขง ให้คึกคักยิ่งขึ้นในช่วงจัดงาน

    เมืองทั้งเมืองคือเวที” แผนเชื่อมอีเวนต์–แลนด์มาร์ก–วัฒนธรรมร่วมสมัย

    ความโดดเด่นอีกประการของงานปีนี้ คือแนวคิด “Citywide Festival” ที่ไม่ได้จำกัดอรรถรสไว้แค่สนามแข่งขัน แต่แตกแขนงกิจกรรมไปยังจุดท่องเที่ยวและแลนด์มาร์กทั่วจังหวัด เช่น

    • ย่านศิลปะร่วมสมัย ในเมืองเชียงราย–ตลาดศิลปิน–พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่น
    • แลนด์สเคปธรรมชาติและชุมชน แถบดอยช้าง–ดอยแม่สลอง–แม่ยาว–ผาตั้ง–ภูชี้ฟ้า
    • วัฒนธรรมชาติพันธุ์ และ คาเฟ่–คราฟต์ ที่เป็นตัวตนของเมือง
    • กิจกรรมครอบครัว และ วิถีชุมชนริมโขง ในเชียงแสน

    เมื่อผู้ชมงานมี “เหตุผลที่สอง–สาม” เพื่อท่องเที่ยวต่อหลังจบการแข่งขัน เม็ดเงินจะกระจายกว้างและยั่งยืนมากขึ้น

    ตัวชี้วัดความสำเร็จ 5 KPI ที่จังหวัดตั้งใจวัดผล (เชิงแนวทาง)

    เพื่อให้การจัดงานไม่หยุดอยู่ที่ “ความรู้สึกคึกคัก” แต่แปรเป็นข้อมูลเชิงนโยบายที่ใช้ต่อยอดได้ คณะทำงานเตรียมติดตาม ตัวชี้วัด (KPI) สำคัญ ได้แก่

    1. อัตราการเข้าพักโรงแรม และ รายได้เฉลี่ยต่อห้อง (RevPAR) ในรัศมี 50 กม. รอบเชียงแสน
    2. สัดส่วนรายได้ที่เข้าชุมชน ผ่านโซนตลาดชุมชน–ทัวร์ชุมชน–โฮมสเตย์
    3. การจ้างงานชั่วคราวและอาสาสมัคร รวมถึงชั่วโมงฝึกปฏิบัติของนักศึกษา
    4. ความพึงพอใจด้านความปลอดภัย–การเดินทาง–การสื่อสาร ของผู้เข้าชม
    5. การรับรู้แบรนด์เชียงราย บนสื่อออนไลน์/สื่อกีฬาในต่างประเทศ (เชิงคุณภาพ)

    แม้ KPI บางตัวต้องอาศัยการเก็บข้อมูลร่วมกับภาคเอกชน แต่การมี “กรอบวัดผล” ที่ชัดเจน จะทำให้จังหวัดพูดคุยกับผู้สนับสนุน–นักลงทุน–ผู้จัดแข่งระดับทวีปในอนาคตได้อย่างมีน้ำหนัก

    เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ–ชุมชน “ความเร็วที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

    ผู้ประกอบการท่องเที่ยวในเชียงแสนสะท้อนไปในทิศทางเดียวกันว่า งานมอเตอร์สปอร์ตช่วยเติมลูกค้ากลุ่มใหม่ที่ “วางแผนล่วงหน้า–จองยาว–จ่ายหนัก” ขณะที่ชุมชนท้องถิ่นให้ความสำคัญกับ ความสะอาด–ระเบียบ–ผลประโยชน์ร่วม ซึ่งผู้จัดยืนยันว่า ตลาดชุมชน–บูธโลคัล–โซนกิจกรรมวิถีพื้นถิ่น จะเป็นองค์ประกอบหลักของงาน เพื่อให้ “คนในพื้นที่” คือหุ้นส่วนการเติบโตอย่างแท้จริง

    ความท้าทายที่ต้องจับตา โลจิสติกส์–การจราจร–ความปลอดภัย–สภาพอากาศ

    ทุกอีเวนต์กลางแจ้งมีความเสี่ยง จังหวัดจึงเตรียม แผนสำรอง และ การสื่อสารแบบเรียลไทม์ โดยร่วมมือกับตำรวจภูธร–ฝ่ายปกครอง–องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเครือข่ายอาสาสมัคร เพื่อจัดการ การจราจรหนาแน่น–การจอดรถ–เส้นทางฉุกเฉิน พร้อมทั้งกำหนด มาตรการฝนตก/ลมแรง และ มาตรการดูแลสุขภาพผู้ชม ในช่วงอากาศเย็นของปลายปี

    ความท้าทายอีกด้านคือการประสาน ด่านชายแดน–ศุลกากร–ตรวจคนเข้าเมือง เพื่ออำนวยความสะดวกทีมแข่งต่างชาติให้ราบรื่น ซึ่งคณะทำงานระบุว่าจะตั้ง “One-Stop Coordination” สำหรับผู้ถือครองรถแข่ง–อุปกรณ์เฉพาะทาง–วีซ่าทีมงาน เพื่อให้การเดินทางเข้า–ออกประเทศไทยและจังหวัดเป็นไปอย่างมีมาตรฐาน

     “จุดสตาร์ทร่วม” ของเมืองกีฬา–เมืองท่องเที่ยว

    MOTOR SPORT FESTIVAL 2025 ไม่ใช่แค่ “งานแข่งรถ” หากคือ จุดสตาร์ทร่วม ของหลายมิติ—เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยว กีฬาเยาวชน อาชีพใหม่ และความภาคภูมิใจของพื้นที่—ที่เชียงรายกำลังนำมาประกอบร่างเป็น “Chiang Rai Motorsport Hub” ให้เดินเครื่องต่อเนื่องทุกปี

    หากงานสามารถแสดงสมดุลระหว่าง มาตรฐาน–ความปลอดภัย–การมีส่วนร่วมของชุมชน ได้จริง เชียงรายย่อมมีโอกาสก้าวสู่ “หมุดหมายมอเตอร์สปอร์ตของเอเชีย” ที่ต่างชาติอยากกลับมาแข่งขันและท่องเที่ยวซ้ำ—ขณะเดียวกันชาวเชียงรายเองก็จะเห็นว่า ความเร็ว” สามารถวิ่งคู่กับ คุณภาพชีวิต” ได้อย่างแท้จริง

    ถ้อยคำสรุปเชิงนโยบาย (จับใจความ) อบจ.เชียงรายพร้อมทำหน้าที่ “คนกลาง” ให้ทุกฟันเฟืองหมุนไปด้วยกัน—นักกีฬา ผู้จัด ภาคธุรกิจ ชุมชน และสถาบันการศึกษา—เพื่อให้มอเตอร์สปอร์ตเป็นมากกว่าความมันบนถนน แต่เป็น “เมกะอีเวนต์” ที่ทิ้งมรดกเศรษฐกิจ–สังคมที่ยั่งยืนไว้ให้จังหวัด

    ข้อมูลกิจกรรม (สรุปย้ำ)

    • งาน: MOTOR SPORT FESTIVAL 2025
    • วัน–เวลา: 13–14 ธันวาคม 2568
    • สถานที่: ลานกิจกรรมสวนสาธารณะหนองบัว เทศบาลตำบลเวียง อ.เชียงแสน จ.เชียงราย
    • ผู้จัด–ภาคี: สมาคมกีฬามอเตอร์สปอร์ตจังหวัดเชียงราย, อบจ.เชียงราย, หน่วยงานรัฐ–เอกชนในพื้นที่
    • กรอบนโยบาย: Chiang Rai Sport City / นโยบายเรือธงข้อที่ 5 อบจ.เชียงราย “เที่ยวได้ทุกสไตล์ เที่ยวเชียงรายได้ทั้งปี มีดีทุกอำเภอ” / แคมเปญ Amazing Thailand Grand Tourism & Sport Year 2025 (ททท.)
    • ระดับการแข่งขัน: นานาชาติ—คาดมีทีมแข่งจาก กว่า 10 ประเทศ ในเอเชียแปซิฟิกและโอเชียเนียเข้าร่วม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-motorsport-festival-asia-hub/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0GKggMApxYKwftR3ZJCqtO

  • IMF เผยเศรษฐกิจยูเออีพุ่งสวนกระแสโลก ปีนี้เติบโตเหนือความคาดหมาย

    IMF เผยเศรษฐกิจยูเออีพุ่งสวนกระแสโลก ปีนี้เติบโตเหนือความคาดหมาย

    ความเชื่อมั่นจากสถาบันการเงินระดับโลก

    สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออีกำลังเดินหน้าด้วยความมั่นใจในเวทีเศรษฐกิจโลก หลังจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ออกมายืนยันว่า เศรษฐกิจของประเทศนี้จะทำผลงานได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกในปีนี้อย่างชัดเจน ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงปกคลุมเศรษฐกิจโลก

    ในการสรุปผลการปรึกษาหารือมาตรา 4 (Article IV consultation) ที่เพิ่งจบลงเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา IMF ได้ประกาศคาดการณ์ว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของยูเออี จะขยายตัวอยู่ที่อัตรา 4.8% ในปีนี้ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่น่าประทับใจเมื่อเทียบกับสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย การเติบโตนี้จะเกิดขึ้นจากแรงขับเคลื่อนสองด้านหลัก ได้แก่ การเติบโตที่แข็งแกร่งของภาคส่วนที่ไม่ใช่น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ และการเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่ม OPEC ที่คาดว่าจะเริ่มขึ้นในไม่ช้า

    ที่น่าสนใจคือ IMF ยังคาดการณ์ต่อไปอีกว่า ในปี 2569 เศรษฐกิจของยูเออี จะขยายตัวเร่งความเร็วขึ้นไปอีกที่อัตรา 5% ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความยั่งยืนของการเติบโตและศักยภาพที่ยังคงมีอยู่มากมาย แม้ว่าตัวเลขของ IMF จะต่ำกว่าการคาดการณ์ของธนาคารกลางยูเออีเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ที่ 4.9% แต่ก็ยังถือว่าใกล้เคียงกันมาก และสะท้อนถึงความเห็นร่วมกันว่ายูเออี กำลังมุ่งหน้าสู่ช่วงเวลาที่สดใสทางเศรษฐกิจ

    ยุทธศาสตร์ใหม่: พลิกโฉมหน้าเศรษฐกิจสู่อนาคต

    ความสำเร็จที่คาดหวังนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเองโดยบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการวางแผนและดำเนินนโยบายอย่างมีกลยุทธ์ของรัฐบาลยูเออี เมื่อเดือนที่แล้วได้ประกาศเปิดตัวยุทธศาสตร์สำคัญที่มีชื่อว่า “นโยบายแห่งชาติสำหรับกลุ่มเศรษฐกิจ (National Policy for Economy Clusters)” ซึ่งตั้งเป้าหมายที่จะกระตุ้นให้เศรษฐกิจเติบโตปีละ 8,160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

    ภายใต้ยุทธศาสตร์นี้ยูเออี มุ่งมั่นที่จะเพิ่มการค้าต่างประเทศให้ได้ถึง 4,080 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดระยะเวลาเจ็ดปีข้างหน้า เป้าหมายนี้จะบรรลุผ่านการทำข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (CEPA) กับประเทศต่างๆ ทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดได้ลงนามไปแล้วกับหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นจอร์แดน นิวซีแลนด์ และแองโกลา

    ความคืบหน้าของแผนนี้เป็นไปอย่างรวดเร็ว เมื่อวันพุธที่ผ่านมา CEPA ที่ยูเออีทำไว้กับออสเตรเลียและมาเลเซียได้เริ่มมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเปิดประตูการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศเหล่านี้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น นาย Said Bakhache หัวหน้าคณะผู้แทน IMF ประจำยูเออี ได้ให้ความเห็นว่า “ความพยายามอย่างต่อเนื่องในการขยาย CEPA จะช่วยเสริมความยืดหยุ่นและสนับสนุนการกระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจต่อไป ตลาดการเงินและการไหลของเงินทุนยังคงแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นต่อแรงกระแทกจากทั่วโลกซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นที่แข็งแกร่งของนักลงทุนที่มีต่อยูเออี”

    เงินเฟ้อต่ำ แต่ค่าที่อยู่อาศัยยังเป็นปัญหา

    ในด้านของเสถียรภาพด้านราคา ยูเออียังคงทำได้ดีเยี่ยม โดย IMF คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะอยู่ที่ระดับต่ำเพียง 1.6% ในปีนี้ และจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 2% ในระยะกลาง ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับที่เหมาะสมและไม่สร้างภาระให้กับประชาชนมากนัก

    อย่างไรก็ตาม IMF ได้ตั้งข้อสังเกตถึงปัญหาสำคัญประการหนึ่งที่ยังคงต้องจับตามอง นั่นคือต้นทุนที่อยู่อาศัยที่คาดว่าจะยังคงเป็นแหล่งหลักของแรงกดดันด้านราคาในประเทศซึ่งก่อให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความสามารถในการเช่าที่พักของประชาชน โดยเฉพาะแรงงานและผู้ที่มีรายได้ปานกลาง หากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง อาจส่งผลกระทบต่อการดึงดูดแรงงานทักษะสูงจากต่างประเทศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของภาคส่วนที่ไม่ใช่น้ำมัน รวมถึงอาจลดกำลังซื้อในด้านอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตของภาคการค้าปลีกในประเทศได้

    ภาคการเงินแข็งแกร่ง พร้อมรับมือทุกสถานการณ์

    ข่าวดีสำหรับยูเออีคือภาคการเงินยังคงแข็งแกร่งและธนาคารต่างๆ ยังคงทำกำไรได้อย่างมั่นคง ข้อมูลจากธนาคารกลางยูเออี ระบุในไตรมาสที่สองแสดงให้เห็นถึงความมีชีวิตชีวาของระบบการเงิน โดยเงินฝากธนาคารเพิ่มขึ้นมากกว่า 13% เมื่อเทียบเป็นรายปี ขณะที่การปล่อยสินเชื่อก็ขยายตัว 11% สะท้อนถึงความมั่นใจของทั้งผู้ฝากเงินและผู้กู้ยืม และชื่นชมการยกระดับกรอบการเงินสกุลเดอร์แฮม (Dirham Monetary Framework) ของยูเออี ว่าเป็นความคืบหน้าที่น่ายินดี กำลังช่วยปรับปรุงการบริหารจัดการสภาพคล่องให้ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการสนับสนุนการลงทุนและการขยายตัวทางการค้าในอนาคต

    ก้าวสู่ศูนย์กลาง AI ระดับโลก

    หนึ่งในจุดเด่นของยูเออี ที่กำลังได้รับความสนใจจากทั่วโลกคือความมุ่งมั่นในการกลายเป็นศูนย์กลางระดับโลกสำหรับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์การกระจายความเสี่ยงทางเศรษฐกิจออกจากน้ำมัน ยูเออีกำลังผลักดันให้มีการจัดตั้งธุรกิจสตาร์ทอัพด้าน AI มากมาย พร้อมทั้งดึงดูดการลงทุนและความร่วมมือจากผู้นำในอุตสาหกรรมระดับโลก อาทิ Microsoft, Nvidia และ OpenAI

    นาย Bakhache กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ว่า “การผงาดขึ้นอย่างรวดเร็วของ ยูเออี ในฐานะศูนย์กลาง AI ระดับโลกมอบโอกาสที่สำคัญ” การเคลื่อนไหวนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดการพึ่งพารายได้จากน้ำมันเท่านั้น แต่ยังสร้างภาคเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่มสูง และทำให้เศรษฐกิจมีความยืดหยุ่นต่อความผันผวนของราคาน้ำมันโลกได้ดีขึ้นอีกด้วย

    GCC: จุดสว่างท่ามกลางความท้าทายโลก

    ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของยูเออี ไม่ได้เป็นเพียงกรณีเดียว แต่สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในวงกว้างของคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ทั้งหมด ท่ามกลางความไม่แน่นอนในนโยบายการค้าโลก โดยเฉพาะกลยุทธ์ภาษีศุลกากรที่เปลี่ยนแปลงไปของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งกลายเป็นประเด็นหลักในการสนทนาเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก

    นาง Kristalina Georgieva กรรมการผู้จัดการ IMF ได้กล่าวในการประชุมรัฐมนตรี GCC ที่คูเวตว่า”แม้ว่าสภาพแวดล้อมจะมีความท้าทายมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ GCC ยังคงส่งมอบผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งและมั่นคง และยังคงเป็นจุดที่สดใสในเศรษฐกิจโลก” และให้เครดิตแก่ผู้ว่าการธนาคารกลางและรัฐมนตรีคลังของ GCC ที่ดำเนินการปฏิรูปเพื่อให้เกิดเสถียรภาพในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในนโยบายการค้าโลก  สิ่งนี้ทำให้ GCC มีความยืดหยุ่นมากขึ้น ดังที่เห็นได้จากผลกระทบที่จำกัดจากความตึงเครียดและความขัดแย้งในภูมิภาค  

    IMFคาดการณ์การเติบโตของ GCC โดยรวมจะอยู่ระหว่าง 2.5% ถึง 3% ในปีนี้ ก่อนที่จะขยายตัวใกล้เคียง 4% ในปี 2569 โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจที่ไม่ใช่น้ำมันและก๊าซ การยุติการลดกำลังการผลิตน้ำมันโดยสมัครใจ และการขยายกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติ

    ความเสี่ยงที่ยังคงแฝงอยู่

    แม้ภาพรวมจะดูสดใส แต่ IMF ก็ไม่ได้มองข้ามความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น นาง Georgieva เตือนว่าความต้องการน้ำมันที่อ่อนแอลงอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อราคาน้ำมันและรายได้ของประเทศในภูมิภาค ขณะที่อาจเกิดภาวะอุปทานล้นตลาดขึ้นได้ หากกลุ่ม Opec ยุติการลดกำลังการผลิตน้ำมันโดยสมัครใจ และการขยายกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติ ในขณะที่ความต้องการยังคงอ่อนแอ ประธาน IMF กล่าวอีกว่า ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันลดลงชั่วคราวเหลือเพียง 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล การเติบโตของ GDP ที่ไม่ใช่น้ำมันและก๊าซใน GCC อาจชะลอตัวลงถึง 1.3% ซึ่งแม้ว่ายูเออีจะกระจายความเสี่ยงออกจากน้ำมันไปมากแล้ว แต่ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ GCC ก็ยังคงได้รับผลกระทบทางอ้อมจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลกอยู่

    มองไปข้างหน้า: การเติบโตที่ยั่งยืนและครอบคลุม

    สถานการณ์โดยรวมชี้ให้เห็นว่ายูเออีกำลังอยู่ในช่วงของการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างยั่งยืนโดยมีนโยบายการค้าและการลงทุนเชิงรุกเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่มีต่อยูเออี ยังคงแข็งแกร่ง แม้ในภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงมีความไม่แน่นอน

    การที่ยูเออี มุ่งมั่นสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการก้าวเข้าสู่การเป็นศูนย์กลาง AI ระดับโลก และการขยายเครือข่ายการค้าผ่าน CEPA กับหลายประเทศ จะช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จที่แท้จริงจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐบาลสามารถบริหารจัดการความท้าทายด้านค่าครองชีพ โดยเฉพาะปัญหาค่าเช่าที่อยู่อาศัยที่สูงขึ้น เพื่อให้การเติบโตนี้เป็นการเติบโตที่ครอบคลุมและยั่งยืนในระยะยาว

    IMF มีกำหนดจะเผยแพร่การคาดการณ์เกี่ยวกับเศรษฐกิจโลกในการประชุมประจำปีที่วอชิงตันในปลายเดือนตุลาคมนี้ ซึ่งจะให้ภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้นเกี่ยวกับทิศทางของเศรษฐกิจโลกและตำแหน่งของ ยูเออี ในเวทีนั้น แต่สิ่งหนึ่งที่แน่ชัดคือยูเออี กำลังพิสูจน์ให้เห็นว่าด้วยนโยบายที่เหมาะสม การวางแผนที่รอบคอบ และการดำเนินการที่มีประสิทธิภาพ ประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางสามารถเป็นผู้นำในเวทีเศรษฐกิจโลกได้อย่างแท้จริง

    ความเห็นของ สคต.ดูไบ

    โดยสรุป สถานการณ์นี้เน้นย้ำว่ายูเออีกำลังอยู่ในช่วงของการเติบโตที่แข็งแกร่งอย่างยั่งยืน โดยมีนโยบายการค้าและการลงทุนเชิงรุกเป็นตัวขับเคลื่อน แต่ยังต้องบริหารจัดการความท้าทายด้านค่าครองชีพเพื่อให้การเติบโตนี้ครอบคลุมและยั่งยืนในระยะยาว

    การเติบโตของ GDP ที่แข็งแกร่งของยูเออี (4.8%) จะส่งให้เกิดความต้องการสินค้าและบริการ (รวมทั้งจากไทย) เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค อาหาร และบริการด้านสุขภาพ เนื่องมาจากกำลังซื้อที่สูงขึ้นและความมั่งคั่งของตลาดในภูมิภาค ส่งผลให้การส่งค้าและการลงทุนร่วมระหว่างสองประเทศมีความมั่นคงในระยะยาว 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/osq6r4qjfajx5pcwovi4rhat&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw35ShTSfYIxpLhBw2tDO5qP