Blog

  • “บิ๊กกุ้ง” ลั่น “กัมพูชา” ไร้ความจริงใจ แนะแก้ปัญหาสแกมเมอร์ เพราะไทยคือเหยื่อ

    “บิ๊กกุ้ง” ลั่น “กัมพูชา” ไร้ความจริงใจ แนะแก้ปัญหาสแกมเมอร์ เพราะไทยคือเหยื่อ

    สถานการณ์ยังตึงเครียด “บิ๊กกุ้ง” ลั่น “กัมพูชา” ไม่มีความจริงใจในเรื่องของการแก้ปัญหาชายแดน พร้อมแนะแก้ปัญหาสแกมเมอร์ เพราะไทยคือ 1 ในเหยื่อ

    วันที่ 17 ต.ค. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณหอประชุมโรงเรียนชัยนาทพิทยาคม อ.เมืองชัยนาท จ.ชัยนาท พลโท บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 และที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก เดินทางมาปาฐกถาพิเศษ ตามโครงการพัฒนาศักยภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาอุทัยธานี ชัยนาท ภายใต้หัวข้อ “เด็กไทย ใฝ่ดี ชัยนาทโมเดล” ซึ่งมีบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา ในพื้นที่จังหวัดชัยนาท และประชาชนทั่วไป กว่า 500 คน เข้าร่วมรับฟังการบรรยายในครั้งนี้

    ทั้งนี้เมื่อ พลโท บุญสิน พาดกลาง อดีตแม่ทัพภาคที่ 2 และที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก เดินทางมาถึงยังสถานที่ปาฐกถาพิเศษ ต่างมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมามอบดอกไม้ให้กำลังใจ และตะโกนบอกรักแม่ทัพกุ้ง

    สำหรับการปาฐกถาพิเศษในครั้งนี้ พลโท บุญสิน พาดกลาง ได้กล่าวถึงเรื่องการปลูกฝังให้เยาวชนไทยนั้นรู้รักชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ซึ่งการบรรยายในครั้งนี้ ก็อยากจะให้ผู้ที่เข้ารับฟังการบรรยาย นำไปเผยแพร่ต่อยอดให้ประชาชนทั่วไปได้รู้ถึงแก่นแท้ในสิ่งที่ถูกต้องให้กับลูกหลานคนไทยต่อไป

    ภายหลังจากที่ พลโท บุญสิน พาดกลาง ได้เกษียณอายุราชการออกมาก็คิดอย่างเดียวที่อยากจะเดินทางไปพบปะพี่น้องประชาชน เพื่อที่จะปลูกฝังให้คนไทยนั้นสำนึกในบุญคุณของพระเจ้าแผ่นดิน ที่ทำให้มีประเทศไทยมาจวบจนทุกวันนี้ นอกจากนี้แล้ว ต้องสดุดีทหารหาญที่เสียชีวิต และบาดเจ็บในสมรภูมิการรบชายแดนไทย กัมพูชา และก็ยังเชื่อว่าคนไทยหลาย ๆ คนรักชาติ รักแผ่นดินมีจำนวนมาก

    ทั้งนี้ ภายหลังจากได้ปาฐกถาพิเศษจบ พลโท บุญสิน เผยว่า ประเด็นของเรื่อง RBC ที่ทางกัมพูชาได้มีการเลื่อนถกเรื่องของทุ่นระเบิด ส่วนตัวคิดว่าตอนนี้ยังไม่เหมาะที่จะมานั่งประชุมอะไรกันเพราะว่าสถานการณ์ยังตึงอยู่ ซึ่งประชุมไปตกลงไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร เลื่อนไปดีแล้ว ซึ่งดูท่าทีแล้วแน่นอนว่าทางกัมพูชาไม่มีความจริงใจในเรื่องของการแก้ปัญหาชายแดน

    ส่วนประเด็นที่ทางประเทศเกาหลีได้มีการไปพูดคุยกับ ฮุนมาเน็ต ที่มีท่าทีอ่อนน้อมกับกัมพูชาเป็นอย่างดี แต่กับประเทศไทยกลับไม่มีท่าทีที่จริงจังเลย ตรงนี้อยู่ที่ผู้นำของทางเกาหลีที่เขาเป็นห่วงประชาชนของเขา ซึ่งประเทศไทยเราก็ทำมาโดยต่อเนื่อง ส่วนเรื่องของการแก้ไขปัญหาสแกมเมอร์ ตรงนี้จะละเลยไม่ได้ เพราะคนไทยก็เป็นเหยื่อหนึ่งในนั้น และไทยต้องเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหานี้ ซึ่งหลาย ๆ ประเทศขณะนี้ต้องการที่จะเข้าร่วมแก้ปัญหาสแกมเมอร์ ซึ่งประเทศไทยสมควรที่จะเข้าร่วมด้วยเนื่องจากมูลค่าความเสียหายมันเยอะ คนดีหลาย ๆ คนจะต้องมาเสียทรัพย์สินให้กับกลุ่มพวกนี้ และควรที่จะทำแบบจริงจังร่วมกับประชาคมโลก

    อย่างไรก็ตาม ส่วนเรื่องของ MOU ที่กลับมาเป็นประเด็นข้อโต้เถียงตรงนี้ ขอให้เป็นเรื่องผู้นำประเทศ และ ทางกองทัพ ได้คุยกันถึงข้อดีข้อเสียอันไหนดีมีผลประโยชน์ที่ดีต่อประเทศก็ต้องมานั่งคุยกัน.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2889669&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3gesRWDOoVe1UdA_KJ-fLw

  • ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูกันดา – กระทรวงการต่างประเทศ

    ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูกันดา – กระทรวงการต่างประเทศ

    ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูกันดา

    ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศพบหารือรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูกันดา

    วันที่นำเข้าข้อมูล 17 ต.ค. 2568

    วันที่ปรับปรุงข้อมูล 17 ต.ค. 2568

    | 82 view

    เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 นายวิชาวัฒน์ อิศรภักดี ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ (ด้านการเมือง) พบหารือทวิภาคีกับนาย Henry Oryem Okello รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศยูกันดา ในห้วงการประชุมระดับรัฐมนตรีของกลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด (Non-Aligned Movement: NAM) ครั้งที่ 19 ณ กรุงกัมปาลา สาธารณรัฐยูกันดา

    ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องกันในการส่งเสริมความร่วมมือทวิภาคีระหว่างไทยกับยูกันดา โดยเฉพาะด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว โดยยูกันดาพร้อมต้อนรับนักธุรกิจและผู้ประกอบการที่มีศักยภาพจากไทย ขณะที่ฝ่ายยูกันดาขอบคุณการดำเนินความร่วมมือเพื่อการพัฒนากับฝ่ายไทย ซึ่งรวมถึงการสนับสนุนทุนการศึกษาและการฝึกอบรมระยะสั้น และพร้อมสนับสนุนข้อริเริ่ม Thailand – Africa Initiative (TAI) ของไทยที่มีเป้าหมายในการส่งเสริมความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทยกับแอฟริกา ทั้งยังแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือในการต่อต้านการค้ามนุษย์ด้วย

    ฝ่ายไทยได้กล่าวชื่นชมบทบาทนำของยูกันดาในแอฟริกาและการขับเคลื่อนความร่วมมือภายใต้กลุ่มประเทศไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ในฐานะประธานของกลุ่มฯ


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mfa.go.th/th/content/advisor-to-fm-meets-uganda-mos-th%3Fpage%3D5d5bd3c915e39c306002a904%26menu%3D5d5bd3c915e39c306002a906&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1THwqbA_NzlTeOEk5BZRWg

  • นักศึกษา ม.ราชมงคลรัตนโกสินทร์บพิตรพิมุขจักรวรรดิ  คว้ารางวัลชนะเลิศประกวด มัคคุเทศก์รุ่นใหม่ ท่องเที่ยวนิด้าปี 68

    นักศึกษา ม.ราชมงคลรัตนโกสินทร์บพิตรพิมุขจักรวรรดิ คว้ารางวัลชนะเลิศประกวด มัคคุเทศก์รุ่นใหม่ ท่องเที่ยวนิด้าปี 68

    วันศุกร์ ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 16.58 น.

    Tag :

    นักศึกษา ม.ราชมงคลรัตนโกสินทร์บพิตรพิมุขจักรวรรดิ  คว้ารางวัลชนะเลิศประกวด มัคคุเทศก์รุ่นใหม่ ท่องเที่ยวนิด้าปี 68  

    ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการท่องเที่ยวอย่างลึกซึ้ง การนำเสนอวัฒนธรรมผ่านมุมมองสร้างสรรค์และการใช้ภาษาอังกฤษอย่างมืออาชีพ กลายเป็นทักษะสำคัญของมัคคุเทศก์รุ่นใหม่ ล่าสุด การประกวดมัคคุเทศก์นำเที่ยว (ภาษาอังกฤษ) ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 ภายใต้หัวข้อ “Creative Cultural Tour Guiding” ในงาน GSTM Next 2025 จัดโดยคณะการจัดการการท่องเที่ยว สถาบันบัรฑิตพัฒนบริหารศาสตร์(นิด้า) ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเยาวชนไทยที่พร้อมก้าวสู่เวทีสากล

    หนึ่งในไฮไลต์ของงานคือการประกาศผลผู้ชนะเลิศ ซึ่งได้รับการกล่าวแสดงความยินดีโดยนายจอร์จ แตงพุก นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์บพิตรพิมุข จักรวรรดิ ผู้คว้ารางวัลสูงสุด พร้อมทั้งกล่าวถึงความสำคัญของการใช้เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ในการนำเสนอวัฒนธรรมไทยสู่สายตาชาวโลก

    นายจอร์จ แตงพุก นักศึกษาคณะศิลปศาสตร์ สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์บพิตรพิมุข จักรวรรดิ ชั้นปีที่4 เล่าว่า “ผมได้รับรางวัลชนะเลิศในการประกวดมัคคุเทศก์นำเที่ยว (ภาษาอังกฤษ) ครั้งที่ 3 ประจำปี 2568 ได้รับทุนการศึกษา 5,000 บาท ถ้วยรางวัลจาก นายจาตุรนต์ ภักดีวานิช อธิบดีกรมการท่องเที่ยว พร้อมประกาศนียบัตร เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านการท่องเที่ยวต่อไป ผมนำเสนอด้วยผลงานโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ชุมชนไทยผวน จังหวัดนครนายก ก่อนการแข่งขันในครั้งนี้ผมมีการเตรียมตัวฝึกซ้อมอย่างน้อย 1 เดือน โดยมีการฝึกซ้อมเป็นประจำทุกวันกับอาจารย์ประจำสาขา มีการฝึกฝนการพูดออกเสียง การเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ให้น่าสนใจ พร้อมทั้งเรียนรู้การนำเที่ยวแบบมัคคุเทศก์อย่างมืออาชีพโดยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ร่วมในการฝึกฝน ซึ่งผมและอาจารย์ในสาขามีความตั้งใจจริงในการเข้าร่วมการประกวดครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นปีแรกที่มหาวิทยาลัยของพวกเราได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันครั้งนี้ ความรู้สึกผมดีใจและประทับใจมากครับ ประสบการณ์ครั้งนี้มีค่ากับผมและครอบครัวที่บ้านมาก ๆ ครับ ในปีหน้าผมคงเป็นพี่เลี้ยงช่วยฝึกซ้อมน้อง ๆ นักศึกษา ให้กลับมาคว้าแชมป์การแข่งขันปี พ.ศ. 2569 ต่อไปครับ”

    อาจารย์ ดร.สุพจน์ ไทยสุริยะ รองคณบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์บพิตรพิมุข จักรวรรดิ เปิดเผยว่า “สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล คณะศิลปะศาสตร์ มีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่นักศึกษาของเราได้รับรางวัลชนะเลิศในระดับประเทศในการประกวดมัคคุเทศก์นำเที่ยว (ภาษาอังกฤษ) ครั้งที่ 3 ซึ่งถือเป็นรางวัลแห่งความทุ่มเทและความมุ่งมั่นของทั้งนักศึกษาและคณาจารย์ผู้ฝึกสอน การแข่งขันครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนถึงศักยภาพทางด้านภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่นและความสามารถในการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญของบัณฑิตในศตวรรษที่ 21 การที่นายจอร์จ แตงพุก สามารถนำเสนอโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมไทยพวน จังหวัดนครนายก ได้อย่างน่าสนใจและมีเอกลักษณ์ เป็นผลลัพธ์จากการบูรณาการการเรียนรู้ภายในหลักสูตรภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากลเข้ากับการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อพัฒนาทักษะการพูดและการนำเสนอ ซึ่งเป็นแนวทางการเรียนรู้เชิงนวัตกรรมที่สาขาและคณะได้ส่งเสริมมาอย่างต่อเนื่อง คณะศิลปศาสตร์จะยังคงสนับสนุนและพัฒนาศักยภาพของนักศึกษาให้มีความพร้อมทั้งด้านภาษา ความคิดสร้างสรรค์ และจิตบริการ เพื่อก้าวสู่การเป็นมัคคุเทศก์มืออาชีพและบุคลากรคุณภาพในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศต่อไป”

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/relation/921790&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3FwHhWDEptNnte_Kirza4l

  • เปิดตัวเลขเศรษฐกิจ “มหาวิกฤตดีมานด์” เชียงราย การลงทุนเบรกหนัก เกษตรกรรายได้ลด 13.7%

    เปิดตัวเลขเศรษฐกิจ “มหาวิกฤตดีมานด์” เชียงราย การลงทุนเบรกหนัก เกษตรกรรายได้ลด 13.7%

    เชียงราย “มหาวิกฤตอุปสงค์” สะเทือนทั้งจังหวัด ค้าชายแดนทรุด -66.9% ท่ามกลางภาคบริการ-เกษตรพยุงเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

    เชียงราย, 17 ตุลาคม 2568 — กลางฝนปลายฤดูที่พัดพาไอเย็นมาสู่ลุ่มน้ำกก เมืองชายแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องชา กาแฟ และเส้นทางโลจิสติกส์สู่ลาว–เมียนมายังคงคึกคักด้วยนักท่องเที่ยวช่วงสุดสัปดาห์ แต่ใต้ภาพ “เมืองท่องเที่ยวสีเขียว” นั้น ตัวเลขเศรษฐกิจเดือนสิงหาคมส่งสัญญาณเตือนเข้ม เครื่องชี้ด้านอุปสงค์ (การใช้จ่าย) หดตัวพร้อมกันหลายมิติ โดยเฉพาะ การค้าชายแดนดิ่ง -66.9% พลิกจากเดือนกรกฎาคมที่ยังบวก 2.5%

    รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังจังหวัดเชียงรายล่าสุดสรุปสั้น ๆ แต่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจจังหวัดโดยรวมหดตัว เมื่อเทียบทั้งปีต่อปีและเดือนต่อเดือน” แม้ ด้านอุปทาน (การผลิต) จะยังพอประคองด้วยการขยายตัวของภาคบริการและเกษตร แต่ความอ่อนแรงของการใช้จ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และการลงทุนกำลังกดทับบรรยากาศธุรกิจและครัวเรือนอย่างเห็นได้ชัด

    เมืองพรมแดน “เครื่องยนต์สะดุด”

    ปกติ “ชายแดน” คือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเชียงราย ทั้งขนส่งสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเบา ไปจนถึงพลังงาน แต่เดือนสิงหาคม 2568 ตัวเลข มูลค่าการส่งออก ผ่านด่านศุลกากรเหลือเพียง 4,748.5 ล้านบาท (-71.5%) ขณะที่ มูลค่านำเข้า อยู่ที่ 2,019.4 ล้านบาท (-46.7%) ส่งผลให้แม้จะมี ดุลการค้าเกินดุล 2,729.1 ล้านบาท ก็ไม่ใช่ “เกินดุลจากความแข็งแรง” หากเกิดจาก กิจกรรมการค้าหดตัวทั้งขาเข้า–ขาออก โดยฝั่งส่งออกทรุดแรงกว่าอย่างมาก (ฐานเล็กลงอย่างรวดเร็ว)

    สินค้าเปราะบาง ที่ฉุดส่งออก ได้แก่ ผลไม้สด น้ำมันเชื้อเพลิง รถยนต์ และน้ำมันปาล์มโอลีน ขณะที่ นำเข้า ลดตามในกลุ่ม ผลไม้–ผัก–ดอกไม้สด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และแร่พลวง ภาพรวมนี้สะท้อนปัจจัยภายนอกที่ตึงตัว—ตั้งแต่ความเปลี่ยนแปลงด้านมาตรการด่านแดน ไปจนถึงภาวะชะลอตัวของอุปสงค์ในภูมิภาค—และกระแทกโซ่อุปทานท้องถิ่นที่พึ่งการค้าข้ามแดนเป็นหลัก

    ภาครัฐชะลอ–เอกชนระวังตัว “การลงทุนเหยียบเบรก”

    เครื่องยนต์ที่ควรช่วยพยุงอุปสงค์กลับ สะดุดพร้อมกัน

    • การใช้จ่ายภาครัฐ เดือนสิงหาคม หด -3.9% (จากเดือนกรกฎาคม +18.6%) ต้นเหตุหลักคือ รายจ่ายลงทุน -24.5% กระทบโครงการทางหลวง ชลประทาน มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลในจังหวัด ซึ่งเป็น “ท่อส่งเม็ดเงิน” ลงพื้นที่โดยตรง
    • การลงทุนภาคเอกชน หด -2.7% (ดีขึ้นเล็กน้อยจาก -3.7% ในเดือนก่อน) สัญญาณเตือนชัดเจนคือ พื้นที่อนุญาตก่อสร้างรวม -45.1% และสะสมปีถึงสิงหาคม -39.1% สะท้อนความไม่แน่ใจของผู้ประกอบการต่อดีมานด์ข้างหน้า
    • สินเชื่อเพื่อการลงทุน ยังติดลบ -0.7% ชี้แรงส่งจากสถาบันการเงินยังระวังเชิงความเสี่ยง ด้านครัวเรือนเองก็เลือกเก็บเงิน “มากกว่ากู้”—เงินฝากรวม +5.5% ขณะที่ สินเชื่อรวม -0.7%—บ่งชี้พฤติกรรม “ระมัดระวัง” ทั่วกระดาน

    แต่กลางพายุยังมีแสงไฟ การบริโภคภาคเอกชนยังโต +2.9% แม้ชะลอจากเดือนก่อน สัญญาณบวกมาจาก รถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ +5.2% ปริมาณจำหน่ายสุรา +16.4% และ การใช้ไฟฟ้าครัวเรือน +6.3% แปลภาษาง่าย ๆ คือ ครัวเรือนยัง “ใช้จ่าย” ในบางหมวด โดยเฉพาะสินค้าคงทนและอุปโภคบริโภคพื้นฐาน

    เครื่องยนต์ฝั่งอุปทาน “บริการ–เกษตร” ช่วยประคองฐานผลิต

    แม้อุปสงค์ฝั่งใช้จ่ายจะอ่อนแรง แต่ ด้านอุปทาน (การผลิต) ยัง ขยายตัว YoY ได้เพราะโครงสร้าง เชียงรายพึ่งพาภาคบริการกว่า 64.8% ของ GPP

    • ภาคบริการ +7.3% ขยายตัวต่อเนื่องจากกิจกรรมท่องเที่ยวและงานอีเวนต์ เช่น เทศกาลปทุมมา กิจกรรม TEDx ChiangRai งานมหัศจรรย์ชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา ฯลฯ ช่วยดัน จำนวนนักท่องเที่ยว +8.7% และรายได้หมวด ขายส่ง–ปลีก +14.7% ด้าน VAT หมวดโรงแรม–ภัตตาคาร +6.6% ตอกย้ำว่า “เครื่องยนต์ท่องเที่ยว” ยังเดินอยู่
    • ภาคเกษตร +2.6% อากาศ–น้ำเอื้อ ส่งผลให้ ชา +113.3% (ปริมาณผลผลิต) และ ลำไย +5.0% เพิ่มขึ้น พร้อมปศุสัตว์ ปลานิล–สุกร–โค ขยายตัว
    • ภาคอุตสาหกรรม -1.4% ยังหดต่อเนื่องตาม การใช้ไฟฟ้าอุตสาหกรรม -5.9% สะท้อนคำสั่งซื้อที่ยังไม่ฟื้น

    บทสรุปชั่วคราว เครื่องยนต์ “บริการ–เกษตร” ยังพอช่วยให้ฝั่งผลิตไม่ทรุดตาม แต่แรงฉุดจาก “อุปสงค์นอกบ้าน” โดยเฉพาะค้าชายแดนและการลงทุน กำลังบดบังภาพฟื้นตัว

    ทำไม “เกษตรผลิตมากแต่จนลง”?

    ตัวเลขที่ชวนตั้งคำถามคือ ดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนสิงหาคม -13.7% ทั้งที่ปริมาณผลผลิตหลายชนิดเพิ่มขึ้น สาเหตุหลักคือ ราคาสินค้าเกษตรร่วงแรง -15.9%

    • ยางพารา -12.0% (เฉลี่ย 49,130 บ./ตัน)
    • ชา -49.4% (13,660 บ./ตัน)
    • ลำไย -61.7% (11,500 บ./ตัน)
    • สับปะรด -5.2% (12,800 บ./ตัน)

    เมื่อ “ผลผลิตเพิ่ม–ราคาลด” รายได้สุทธิครัวเรือนเกษตรย่อมหดลง ภาพนี้ชี้ปัญหา อุปทานล้น–ขาดกลไกรองรับราคา และความท้าทายด้านโลจิสติกส์–ตลาดส่งออกที่สะดุดจากการค้าชายแดน ซึ่งต้องการมาตรการเชิงระบบมากกว่าการเยียวยาระยะสั้น

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ สัญญาณ “เงินฝืด”–จ้างงานหด

    • อัตราเงินเฟ้อทั่วไป -0.9% (จาก ก.ค. -0.3%) กดลงจากหมวดอาหารสด ข้าว แป้ง ไข่ ผัก–ผลไม้ และหมวดพาหนะ/ขนส่ง/สื่อสาร
    • การจ้างงาน -3.7% สะท้อนแรงงานบางส่วนได้รับผลกระทบจากการชะลอธุรกิจ–โครงการลงทุน

    ภาวะเงินฝืดช่วยลดค่าครองชีพบางรายการ แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ถือเป็น “สัญญาณไม่ดี” หากยืดเยื้อ เพราะสะท้อนดีมานด์ที่อ่อนแรงและอาจทำให้ภาคธุรกิจชะลอการจ้างงาน–ลงทุนต่อเนื่อง

    การคลังท้องถิ่น รายได้รัฐยังบวก แต่ “เบิกจ่ายลงทุน” ต้องเร่ง

    เดือนสิงหาคม จังหวัดจัดเก็บรายได้ 315.9 ล้านบาท (+6.8%) หนุนโดย สรรพากรพื้นที่ +7.1% (VAT/ภาษีเงินได้) และ สรรพสามิต +10.8% (ภาษีเครื่องดื่ม–สุรา) ขณะที่ ด่านศุลกากร -9.7% ตามการค้าชายแดนชะลอ

    ด้านรายจ่าย เบิกจ่ายรวม 1,100.8 ล้านบาท (-3.9%) เพราะ รายจ่ายลงทุนหด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวกับทางหลวง–ชลประทาน–สาธารณสุข–การศึกษา “เบิกช้า” หลายแห่ง ตัวเลขสะสมปีงบฯ ถึงสิงหาคม รายจ่ายลงทุนเบิกได้ 57.4% ต่ำกว่าเป้าหมายปลายปีที่ 80% ชี้โจทย์ต้องเร่ง ก่อหนี้ผูกพัน–เคลียร์งานจัดซื้อจัดจ้าง ให้ทันไตรมาสสุดท้าย

    มาตรการกระตุ้นที่ “ลงเงินถึงมือคนเชียงราย” เม็ดเงินสุทธิ 3.49 พันล้าน สะเทือน GPP 0.67%

    แม้แรงฉุดหลายด้าน แต่เชียงรายได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ 2 ชุดใหญ่ตลอดปีงบประมาณ ซึ่ง สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย ประเมิน “ผลคูณทางเศรษฐกิจ” ไว้อย่างเป็นระบบ ได้แก่

    1. โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการแห่งรัฐ 2568
    • ผู้รับสิทธิ 329,586 คน
    • เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 758.05 ล้านบาท
    • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ (5 ปี) 1,027.91 ล้านบาท หรือ 0.19% ของ GPP เชียงราย (คิดผลคูณ 1.356)
    • ผลต่อ GDP ประเทศ 0.07%
    1. โครงการ “คนละครึ่ง พลัส”
    • ผู้ได้รับสิทธิ 650,606 คน (ผู้เสียภาษี 169,357 คน ได้ 4,800 บ./คน, ผู้ไม่เสียภาษี 481,249 คน ได้ 4,000 บ./คน)
    • เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 2,737.91 ล้านบาท
    • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ (5 ปี) 2,592.80 ล้านบาท หรือ 0.48% ของ GPP เชียงราย (คิดผลคูณ 0.947)
    • ผลต่อ GDP ประเทศ 0.22%

    สรุปทั้งสองมาตรการ เม็ดเงินสุทธิ 3,495.96 ล้านบาท สร้าง “ผลคูณ” ทางเศรษฐกิจ 3,620.71 ล้านบาท คิดเป็น 0.67% ของ GPP เชียงราย และ 0.29% ของ GDP ประเทศ — แปลว่า “นโยบายคนละครึ่ง–สวัสดิการรัฐ” กำลังทำหน้าที่กันชนดีมานด์ในยามที่เอกชนระวังตัวและพรมแดนสะดุด
    (ข้อมูลอินโฟกราฟิก สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย)

    ความหมายเชิงนโยบาย ในขณะที่ฝั่ง “อุปสงค์ภายนอก” (ค้าชายแดน) หดตัว การคงระดับการใช้จ่ายของครัวเรือนผ่านมาตรการตรงจุด ช่วย “ซื้อเวลา” ให้เครื่องยนต์บริการ–ท่องเที่ยวและค้าปลีกเดินต่อไปได้ และให้ภาครัฐมีจังหวะเร่งปลดล็อกคอขวดการลงทุน

    5 สัญญาณที่ผู้ประกอบการควรจับตา

    1. Border Shock — ค้าชายแดน -66.9%, ส่งออก -71.5%, นำเข้า -46.7% ผู้ส่งออก–ขนส่ง–คลังสินค้า ควรวางแผนเผื่อยืดเยื้อ พร้อมหาตลาดสำรอง/เส้นทางทางเลือก
    2. Public Capex Gap — รายจ่ายลงทุนรัฐ -24.5% ผู้รับเหมางานรัฐ–ที่ปรึกษาโครงการ ต้องติดตามแผนเบิกจ่ายหน่วยงานหลักและเข้าร่วมเร่งรัดกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
    3. Private Prudence — อนุญาตก่อสร้าง -45.1% (YTD -39.1%) และสินเชื่อลงทุน -0.7% ผู้พัฒนาอสังหาฯ–วัสดุก่อสร้างเตรียมบริหารสต็อก–เงินสด
    4. Service Safety Net — บริการ +7.3% นักท่องเที่ยว +8.7% โรงแรม–ร้านอาหาร–งานอีเวนต์ยังมีจังหวะทำรายได้ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปลายปี
    5. Farm Income Squeeze — รายได้เกษตร -13.7% จากราคาสินค้า -15.9% สหกรณ์–ผู้แปรรูปควรเร่งทำสัญญาซื้อขาย–แปรรูปเพิ่มมูลค่า–เชื่อมอีคอมเมิร์ซลดแรงกดราคาหน้าสวน

    3 “คานค้ำ” ที่ต้องรีบวางก่อนเข้าสู่ไฮซีซัน

    1) ฟื้น “ท่อการค้า” ชายแดนให้ไหลลื่นอีกครั้ง
    ตัวเลขสองในสามที่หายไปจากการค้าชายแดน ไม่อาจถูกชดเชยด้วยกิจกรรมภายในได้ทั้งหมด ระดับนโยบายควรเร่ง อำนวยความสะดวกด่าน–เชื่อมมาตรฐานตรวจสินค้า–เวิร์กช็อปเชิงเทคนิคกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึง เปิดช่องทางเฉพาะกิจ สำหรับสินค้าเน่าเสียง่าย และจับคู่ธุรกิจให้ผู้ส่งออกท้องถิ่นเข้าถึงดีลใหม่ ๆ ในลาว–เมียนมา–จีนยูนนาน

    2) เร่งเครื่องลงทุนรัฐ ขจัดคอขวดจัดซื้อจัดจ้าง
    เมื่อ รายจ่ายลงทุนสะดุด ต้องใช้ “บัญชีติดตามรายวัน” กับ หน่วยงานหัวรถจักร เช่น แขวงทางหลวง–ชลประทาน–ทางหลวงชนบท–โรงพยาบาล–มหาวิทยาลัย พร้อม Roadmap เบิกจ่ายรายสัปดาห์ จนถึงไตรมาสสุดท้าย เพื่อให้ ตัวชี้วัดเบิกจ่ายลงทุนแตะ 80% ตามเป้า และส่งต่อแรงคูณให้เอกชน

    3) ประกันรายได้–ระบายผลผลิต–ต่อยอดแปรรูป
    ในเมื่อ “ปริมาณมาก–ราคาตก” ทางออกคือชั้นเชิงตลาด

    • สัญญาขายล่วงหน้า/ประกันราคา สำหรับ ชา–ลำไย ที่ราคาดิ่ง
    • ระบายผลผลิตไปต่างตลาด (ท่องเที่ยวในจังหวัด–ศูนย์กระจายกลาง) ควบคู่ ช่องทางออนไลน์
    • หนุนแปรรูป–มาตรฐาน GI/Organic เพื่อปลดล็อก “กับดักราคาวัตถุดิบ” ให้ทะลุสู่สินค้าพรีเมียม

    เสียงจากตัวเลขการเงินการคลัง “รายได้รัฐยังทน แต่ต้องไม่หลงสัญญาณหลอก”

    แม้เดือนสิงหาคม รายได้จัดเก็บ +6.8% แต่ตัวขับเคลื่อนหลักคือ VAT/ภาษีรายได้ (จากกิจกรรมบริโภค) และ สรรพสามิตเครื่องดื่ม–สุรา ขณะที่ ศุลกากร -9.7% สะท้อนว่าการฟื้นตัว “เอียง” ไปฝั่งภายในประเทศ มากกว่าพรมแดน จึงไม่ควรใช้ตัวเลขรายได้รัฐเป็นเหตุผล “ชะลอ” มาตรการอัดฉีดฝั่งชายแดน—กลับกัน ควรใช้ความแข็งแรงฝั่งภาษีในประเทศเป็นฐาน “Front-load” งบลงทุน เพื่อ จุดประกายอุปสงค์ที่ขาดหาย

    มองไปข้างหน้า “หน้าหนาว–เทศกาล–มาตรการ” จะพอพยุงไหม?

    ไฮซีซันท่องเที่ยวกำลังเริ่ม สอดรับกับชุดมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่ลงลึกถึงครัวเรือนในจังหวัด (สวัสดิการรัฐ–คนละครึ่ง พลัส) ซึ่งประเมินว่าสร้าง เม็ดเงินหมุน 3.49 พันล้านบาท และ ผลคูณ 3.62 พันล้านบาท หรือ 0.67% ของ GPP เชียงราย หาก ฝั่งชายแดน ยังไม่เปิดกว้าง–ฝืดเคืองต่อเนื่อง แรงยกเหล่านี้จะ พยุง” ได้ แต่ ยังไม่พอ “ดัน” ให้เครื่องยนต์เดินราบรื่น จำเป็นต้องมี มาตรการเฉพาะด่าน–เฉพาะสินค้า ควบคู่กันไป (ข้อมูล สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย – อินโฟกราฟิกผลกระทบมาตรการ)

    Check-list สำหรับผู้กำหนดนโยบาย–เอกชน–ชุมชน

    • ด่าน–โลจิสติกส์: จัดทีมเฉพาะกิจแก้สกัด–ยกระดับมาตรฐานเอกสาร–เชื่อมข้อมูลแบบเรียลไทม์กับประเทศเพื่อนบ้าน
    • งบลงทุน: เปิด Dashboard เบิกจ่ายรายหน่วยงาน–รายโครงการ ให้สาธารณะติดตาม เพื่อสร้างแรงจูงใจ KPI
    • SME–ท่องเที่ยว: จับคู่ดีล “ทัวร์–อีเวนต์–เหตุผลการเดินทาง” ตลอดไตรมาส 4 (วิ่งระหว่างเมือง–เมืองรอง)
    • เกษตร: เร่ง “ซื้อขายล่วงหน้า–สินเชื่อฤดูกาล–ประกันราคา” พร้อมคูปองแปรรูป–ออกแบบบรรจุภัณฑ์
    • แรงงาน: อบรมสกิลเร่งด่วนด้านบริการ–ดิจิทัล–โลจิสติกส์ ให้สอดรับดีมานด์จริง ป้องกันการว่างงานแฝง

     “อุปสงค์ภายนอก” คือกุญแจ—แต่ต้องกดคันเร่ง “อุปสงค์ในบ้าน” ต่อเนื่อง

    ภาพใหญ่ของเชียงรายเดือนสิงหาคม 2568 ชัดเจนขึ้น

    • ฝั่งผลิต (บริการ–เกษตร) ยังมี “แรงหายใจ”
    • ฝั่งใช้จ่าย ถูก Border Shock (-66.9%) และ Capex Gap กระแทกจน การลงทุนเอกชน เหยียบเบรก
    • ครัวเรือน ยังจับจ่ายในบางหมวด แต่เริ่มระวัง—สะท้อนจาก เงินฝากโต–สินเชื่อติดลบ
    • เกษตรกร ผลิตมากขึ้นแต่ จนลงจากราคาตก ซึ่งเชื่อมโยงกับตลาดชายแดนที่สะดุด

    ดังนั้น “จุดคลี่คลาย” ของเรื่องนี้ ไม่ใช่การรอคอยโชคช่วย หากคือการ เร่งฟื้นท่อค้าชายแดน ไปพร้อมกับ เร่งเบิกจ่ายลงทุนรัฐ–ค้ำประกันรายได้เกษตร–พยุงดีมานด์ครัวเรือน จนกว่าเครื่องยนต์เอกชนจะมั่นใจพอจะ “อัปเกรดเกียร์” ตามมา

    เมืองปลายทางท่องเที่ยวอย่างเชียงรายมีความสามารถพิเศษ เปลี่ยนเทศกาลเป็นรายได้ เปลี่ยนแลนด์สเคปเป็นเศรษฐกิจ ถ้าด่านกลับมาไหลลื่น งบลงทุนเดินตามแผน และราคาพืชผลไม่ดิ่ง—ตัวเลขในรายงานรอบถัดไป อาจบอกเล่าเรื่องสมดุลที่มั่นคงกว่าวันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-economy-border-trade-demand-crash/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lrfgpSkNGUkv991NKEpMa

  • หุ้นไทยวันนี้ 17 ต.ค.68 เคลื่อนไหวจำกัด เหตุเศรษฐกิจโตต่ำ

    หุ้นไทยวันนี้ 17 ต.ค.68 เคลื่อนไหวจำกัด เหตุเศรษฐกิจโตต่ำ

    หุ้น

    17 ต.ค. 2025 เวลา 8:06 น.

    บล.พาย เผยนักลงทุนชะลอการลงทุนเพื่อรอติดตามผลประกอบการไตรมาส 3/68 ประกอบกับยังไม่มีปัจจัยใหม่ในประเทศ ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายเบาบาง นักลงทุนต่างชาติยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน โดยมีการซื้อสลับขายสุทธิ ซึ่งเป็นผลมาจากความกังวลต่อเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ

    • การเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ค่อนข้างต่ำเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ตลาดหุ้นเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด
    • นักลงทุนชะลอการลงทุนเพื่อรอติดตามผลประกอบการไตรมาส 3/68 ประกอบกับยังไม่มีปัจจัยใหม่ในประเทศ ส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายเบาบาง
    • นักลงทุนต่างชาติยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจน โดยมีการซื้อสลับขายสุทธิ ซึ่งเป็นผลมาจากความกังวลต่อเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ
    • ตลาดหุ้นไทยได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมจากปัจจัยภายนอก ทั้งการปรับตัวลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯ และราคาน้ำมันดิบ

    หุ้นไทยวันนี้ 17 ต.ค.68 บล.พาย เผย ตลาดหุ้น Dow Jones เมื่อคืนปิดลบ 301 จุด (-0.65%) ถูกกดดันจากธนาคารในสหรัฐฯ หลังรายงานการขาดทุนจากสินเชื่อ ด้านราคาน้ำมันดิบ BRT ปิดลบ 1.4% หลังมีรายงานว่าทรัมป์และปูตินจะพบกันในเร็วๆ นี้ทำให้นักลงทุนคาดหวังว่าสงครามจะสงบลง

    เมื่อคืนที่ผ่านมาสหรัฐฯ ไปให้น้ำหนักกับเรื่องของธนาคารระดับภูมิภาคอย่าง Zions Bancorp ธนาคารระบุว่าอาจต้องตัดสินใจตัดหนี้เสียราว 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่อย่างไรก็ตามหากพิจารณาแล้วมูลค่าหนี้ดังกล่าวค่อนข้างเล็กน้อย (ราว 1.6 พันล้านบาท) เทียบกับมูลค่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อยู่ระดับราว 30.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จึงมองไม่ใช่ปัจจัยน่ากังวลอะไรมากนักประเมินว่าตลาดปรับลงเพราะวิ่งขึ้นมาเยอะก่อนหน้านี้มากกว่าประกอบกับนักลงทุนเริ่มรอดูผลประกอบการที่จะทยอยรายงานออกมา อย่างวานนี้บริษัทยักษ์ใหญ่จากฝั่งไต้หวัน (TSMC) ได้รายงานผลประกอบการที่ค่อนข้างดีและส่งสัญญาณว่าจะดีขึ้นต่อเนื่องจากความต้องการของ AI , Data Center 

    ส่วนการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์อื่นๆ อย่าง Bond Yield พบว่าปรับลง พร้อมกับการอ่อนค่าของ Dollar Index สะท้อนถึงความคาดหวังเชิงผ่อนคลายของนักลงทุนแม้จะยังไม่มีการประกาศตัวเลขเศรษฐกิจใดๆก็ตาม การปรับลงของตลาดหุ้นสหรัฐฯยังมองเป็นเพียงระยะสั้นเพราะท้ายที่สุดแล้วหาก Theme Technology ยังเติบโต ราคาหุ้นก็จะฟื้นตัวได้ 

    ด้านปัจจัยในประเทศยังไม่มีอะไรใหม่ๆนักลงทุนรอติดตามผลประกอบการ 3Q25 ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังเคลื่อนไหวจำกัดด้วยมูลค่าการซื้อขายที่เบาบาง (วานนี้อยู่ที่เพียง 3.3 หมื่นล้านบาท) ประกอบกับการเติบโตเศรษฐกิจไทยที่ค่อนข้างต่ำด้วยทำให้นักลงทุนต่างชาติยังเป็นลักษณะซื้อสุทธิและสลับขายสุทธิ (วานนี้ขาย 2 พันล้านบาท) วันนี้ประเมิน SET INDEX อาจเผชิญแรงกดดันทั้งจากราคาน้ำมันที่ปรับลงประกอบกับบรรยากาศภูมิภาคเป็นลบจากการปรับลงของ Nikkei (-1% , DJIA -0.6%) 

    ในเชิงกลยุทธ์การลงทุนยังเน้นเป็นรายตัวมากกว่า เน้นที่หุ้นได้ประโยชน์จากรัฐบาล อาทิ ค้าปลีก (BJC CPALL CPAXT HMPRO) ศูนย์การค้า (CPN) ท่องเที่ยว (AOT CENTEL MINT) รวมไปถึงหุ้นที่ปันผลดีอย่างธนาคารพาณิชย์ (BBL KBANK KTB SCB) และกำไรค่อนข้างมั่นคง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/finance/stock/1203505&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3mTniJ4uSGISccDI-awAvc

  • คุยกับ ‘มินนี่ วศิตาภาวิ์’กับผลงานเพลง ‘รักจัดหนักอกหักจัดเต็ม’ – แนวหน้า

    คุยกับ ‘มินนี่ วศิตาภาวิ์’กับผลงานเพลง ‘รักจัดหนักอกหักจัดเต็ม’ – แนวหน้า

    มินนี่ วศิตาภาวิ์ สาระกุล” (ชื่อเดิมชื่อทอฟ้า)เป็นนักแสดงค่ายมหามงคลฟิล์ม ผลงานละคร เรื่องมหัศจรรย์รักดอกซากุระ แสดงเป็นนางเอกคู่กับต้าวหยอง ทางช่อง 9 mcot …
    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/entertain/921793&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjgwYjRmOWUzMTk0MTQ6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw08S8m8dn0AUoClqOK8ghq5

  • “นฤมล” จ่อ ถกคลังคืนสิทธิลดหย่อนภาษีภาคเอกชนที่ให้ทุนการศึกษา

    “นฤมล” จ่อ ถกคลังคืนสิทธิลดหย่อนภาษีภาคเอกชนที่ให้ทุนการศึกษา

    “รมว.นฤมล” ลั่นอาชีวะไม่ใช่แค่เด็กช่างอีกต่อไป พัฒนาให้ทันยุค VUCA World เปิดทางเอกชน ร่วมผลิตกำลังคนคุณภาพ จ่อ ถกคลังคืนสิทธิลดหย่อนภาษีทุนการศึกษา

    วันที่ 17 ต.ค. 2568 ที่โรงแรมโฆษะ จังหวัดขอนแก่น กระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) จัดประชุมผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมี

    ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการประชุมและมอบนโยบายสำคัญด้านการพัฒนาอาชีวศึกษา ภายใต้แนวคิด “เรียนดี มีคุณธรรม” และ “การพัฒนาอาชีวศึกษาไทยให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงในยุค VUCA World” ร่วมด้วย คณะผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ อาทิ นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา, นายวิทวัต ปัญจมะวัต รองเลขาธิการ กอศ., นายสง่า แต่เชื้อสาย รองเลขาธิการ กอศ., นายณรงค์ชัย เจริญรุจิทรัพย์ รองเลขาธิการ กอศ. เข้าร่วม

    ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า หลายคนเมื่อพูดถึงอาชีวะ มักจะนึกถึงเด็กช่างกล เด็กเทคนิค แต่จริง ๆ แล้ว อาชีวะมีสายวิชาชีพที่หลากหลายมาก ทั้งสายซอฟต์สกิล เช่น วิชาชีพทางสิ่งทอ การตัดเย็บ อาหาร การโรงแรม และอีกมากมาย ซึ่งยังไม่ค่อยได้รับการประชาสัมพันธ์เท่าที่ควร เมื่อสักครู่ก็ได้เห็นน้อง ๆ อาชีวศึกษาที่ร่วมมือกับกรมที่ดิน สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) และกรมธนารักษ์ จัดโครงการผลิตและพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง เพื่อให้ส่วนราชการมีกำลังคนคุณภาพที่พร้อมปฏิบัติงานได้ทันทีเมื่อบรรจุเข้ารับราชการ ซึ่งถือเป็นโอกาสที่ดีมาก โดยกล่าวไปแล้วว่า ควรเปิดโอกาสให้วิทยาลัยเอกชนเข้าร่วมโครงการนี้ด้วย เพราะเขาก็คือลูกหลานของเราเหมือนกัน เพียงแต่เรียนอยู่ในสถาบันเอกชน หากเปิดให้เข้าร่วม ก็จะเป็นโอกาสให้ได้บรรจุเป็นข้าราชการเช่นกัน และหน่วยราชการเองก็จะได้บุคลากรรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ

    ขณะนี้ ส.ป.ก.มีตำแหน่งว่างจำนวนมาก โดยเฉพาะสายงาน “ช่างสำรวจ” ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการเร่งออกโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตรในอดีต เมื่อครั้งตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงถือเป็นโอกาสทองของอาชีวศึกษาในการผลิตคนตรงสาขา เพื่อรองรับความต้องการของประเทศ

    รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อถึงประเด็นสำคัญที่รัฐบาลและสมาชิกรัฐสภาทุกฝ่ายเห็นพ้องกัน คือ ปัญหาเด็กหลุดจากระบบการศึกษา โดยระบบการศึกษาไม่จำเป็นต้องเป็นสายสามัญเท่านั้น ทาง สอศ. และ สกร. สามารถเป็นแกนหลักในการค้นหาและตามเด็ก ๆ กลับเข้ามาสู่ระบบได้ ซึ่งการเรียนสายอาชีวะกับการเรียนรู้ของ สกร. เป็นอีกทางเลือกที่จะเรียนแล้วมีงานทำแน่ ๆ ไม่ใช่เรียนเพื่อให้ได้วุฒิการศึกษาเท่านั้น จึงได้ฝากให้เลขาธิการ กอศ. และอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ดำเนินการในเรื่องติดตามเด็กที่หลุดออกจากระบบกลับมาให้ได้มากที่สุด

    ทั้งนี้ ศ.ดร.นฤมล ได้กล่าวถึงข้อเสนอจากอาชีวะเอกชนเรื่อง สิทธิลดหย่อนภาษีสำหรับภาคเอกชนที่ให้ทุนการศึกษา ซึ่งสิทธิดังกล่าวสิ้นสุดไปตั้งแต่ปี 2567 โดยยืนยันว่า จะหารือกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เพื่อขอให้ฟื้นสิทธินี้กลับมา เพราะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย และภาคเอกชนได้ลดหย่อนภาษี นักศึกษาได้ทุนเรียน ตลาดแรงงานได้คนตรงสาขา วันนี้ขอบคุณผู้บริหารอาชีวศึกษาทุกท่าน โดยเฉพาะผู้ที่สะท้อนปัญหาในพื้นที่ เช่น เรื่องอัตรากำลัง ทรัพยากร และเครื่องมือฝึกที่ยังไม่เพียงพอ ซึ่งตนจะเร่งผลักดันให้ทุกวิทยาลัยมีความพร้อมเต็มที่ในการพัฒนาผู้เรียน

    “อาชีวะในวันนี้ไม่ใช่เด็กตีกันอีกต่อไป แต่คือ อาชีวะสร้างชาติ ที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วในทุกสถานการณ์ ทั้งภารกิจจิตอาสา ฟิกซ์เซ็นเตอร์ หรือการลงพื้นที่ช่วยเหลือสังคมทุกครั้งที่เกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะน้ำท่วม แผ่นดินไหว หรือดินถล่ม อาชีวะอยู่แนวหน้าเสมอ ภาพลักษณ์ดีขึ้นมาก แต่ภารกิจเหล่านี้ก็ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก ซึ่งกระทรวงจะผลักดันให้ทุกสถานศึกษามีความพร้อมและได้รับการสนับสนุนอย่างดีที่สุด” รมว.ศึกษาธิการ กล่าวย้ำ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2889708&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2cLxBXjJSeUB4cOcrQZbmO

  • การจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

    การจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

    ค้นหาทุกอย่างในเว็บครูบ้านนอก :

    ชุมชนครู บุคลากรทางการศึกษา และนักเรียน แหล่งความรู้สำหรับครู นักเรียน ข่าวการศึกษา ห้องสมุดความรู้ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ และความรู้ทั่วไป เผยแพร่ผลงานวิชาการ ที่นี่


    Advertisement

    Advertisement

    การจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568

    ดาวน์โหลดไฟล์เอกสาร

    ที่มา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 

    พลาสติกปูโต๊ะ ผ้าปูโต๊ะกันน้ำ แบบใส

    ฿148 – ฿535

    https://s.shopee.co.th/7V3F6KvQJG?share_channel_code=6


    การจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ. 2568การจัดสรรอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเมื่อสิ้นปีงบประมาณพ.ศ.2568

    Advertisement

    ≡ เรื่องอื่นๆ ที่น่าอ่าน ≡

    :: เรื่องปักหมุด ::

    Advertisement

    ≡ เรื่องน่าสนใจในหมวดหมู่นี้ ≡

    บอร์ด.สกสค.อนุมัติงบฯ3,000ล.ให้สกสค.-องค์การค้า บริหารจัดการ พร้อมมอบองค์การค้าฯทำแผนจัดการหนี้กว่า6,000ล.รายงานบอร์ด.ทุกครั้ง

    บอร์ด.สกสค.อนุมัติงบฯ3,000ล.ให้สกสค.-องค์การค้า บริหารจัดการ พร้อมมอบองค์การค้าฯทำแผนจัดการหนี้กว่า6,000ล.รายงานบอร์ด.ทุกครั้ง

    เปิดอ่าน 337 ☕ 15 ต.ค. 2568

    ก.ค.ศ.ประชุมพิจารณา (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการนำรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกในบัญชีอื่น ตำแหน่งรอง ผอ.และ ผอ.สถานศึกษา สังกัด สพฐ.

    ก.ค.ศ.ประชุมพิจารณา (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการนำรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกในบัญชีหนึ่งไปขึ้นบัญชีเป็นผู้ได้รับการคัดเลือกในบัญชีอื่น ตำแหน่งรอง ผอ.และ ผอ.สถานศึกษา สังกัด สพฐ.

    เปิดอ่าน 559 ☕ 15 ต.ค. 2568

    9 หลักการทำงาน นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ.

    9 หลักการทำงาน นายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการ กพฐ.

    เปิดอ่าน 413 ☕ 15 ต.ค. 2568

    ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 8/2568 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568

    ผลการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 8/2568 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2568

    เปิดอ่าน 18,858 ☕ 14 ต.ค. 2568

    สพฐ.จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แผนงานบุคลากรภาครัฐ งบบุคลากรและงบดำเนินงาน เพื่อเป็นค่าตอบแทนการจ้างพนักงานราชการ (ครั้งที่ 1)

    สพฐ.จัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 แผนงานบุคลากรภาครัฐ งบบุคลากรและงบดำเนินงาน เพื่อเป็นค่าตอบแทนการจ้างพนักงานราชการ (ครั้งที่ 1)

    เปิดอ่าน 763 ☕ 14 ต.ค. 2568

    ≡ เรื่องน่าอ่าน/สาระน่ารู้ ≡

    เกมส์ รวมเกมส์สนุกๆ มากมาย
    สนามเด็กเล่น

    แหล่งรวมเกมส์ เกมส์ให้เล่นมากมาย ศูนย์รวมเกมส์สนุกๆ เกมส์ความรู้ เกมส์ลับสมอง เกมส์ประลองยุทธ แหล่งรวบรวมข้อมูล เกมส์ เกมส์ออนไลน์ เกมส์มันๆ เกมส์ตัดผม ไว้มากมายที่นี่ ให้เด็กๆได้เลือกเล่นมากมาย คลิกเลย


    เว็บไซต์ที่น่าสนใจ

  • ใบประกอบวิชาชีพครู
  • สอบ NETSAT คืออะไร
  • สอบ IELTS
  • สอบ TOEIC
  • สอบ SAT
  • เว็บไซต์พันธมิตร

  • เรียน TGAT Online
  • สอบ ACT คืออะไร
  • chulatutor
  • เพลงเด็กอนุบาล
  •  

    หมวดหมู่เนื้อหา
    เนื้อหา แยกตามหมวดหมู่ สามารถเลืออ่านได้ตามหมวดหมู่ที่นี่


    · Technology
    · บทความเทคโนโลยีการศึกษา
    · e-Learning
    · Graphics & Multimedia
    · OpenSource & Freeware
    · ซอฟต์แวร์แนะนำ
    · การถ่ายภาพ
    · Hot Issue
    · Research Library
    · Questions in ETC
    · แวดวงนักเทคโนฯ


    · ความรู้ทั่วไป
    · คณิตศาสตร์
    · วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
    · ภาษาต่างประเทศ
    · ภาษาไทย
    · สุขศึกษาและพลศึกษา
    · สังคมศึกษา ศาสนาฯ
    · ศิลปศึกษาและดนตรี
    · การงานอาชีพ


    · ข่าวการศึกษา
    · ข่าวตามกระแสสังคม
    · งาน/บริการสังคม
    · คลิปวิดีโอยอดนิยม


    · เกมส์
    · เกมส์ฝึกสมอง


    · ทฤษฎีทางการศึกษา
    · บทความการศึกษา
    · การวิจัยทางการศึกษา


    · คุณครูควรรู้ไว้
    · เตรียมประเมินวิทยฐานะ
    · ผลงานวิชาการเล่มเต็ม
    · เครื่องมือสำหรับครู

    ครูบ้านนอกดอทคอม

    เว็บไซต์เพื่อครู ข่าวการศึกษา ความรู้ การศึกษาไทย

          kroobannok.com

    © 2000-2020 Kroobannok.com  
    All rights reserved.

    Design by : kroobannok.com

    ครูบ้านนอกดอทคอม
    การจัดอันดับของ Truehits Web Directory

    วิธีนำแบนเนอร์ของครูบ้านนอก.คอมไปแปะในเว็บท่าน บันทึกภาพแบนเนอร์นี้และลิงค์มาที่เราครับ (มีแบนเนอร์ 2 แบบ)
     

    ครูบ้านนอกดอทคอม เว็บไซต์ของครูตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ที่หวังเพียง ใช้เป็นช่องทางในการสื่อสาร แลกเปลี่ยน เพิ่มพูนความรู้ และให้ข่าวสาร ที่ทันสมัยต่อเหตุการณ์แก่คุณครู ผู้ปฏิบัติงานในทุกพื้นที่ของประเทศไทย เพื่อความเจริญงอกงามในปัญญา และเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ

    เว็บนี้ถือกำเนิดเมื่อ 5 มกราคม 2548

    Email : kornkham@hotmail.com
    Tel : 096-7158383

    สนใจสนับสนุนเรา โดยลงโฆษณา
    คลิกดูรายละเอียดที่นี่ครับ
     
         

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kroobannok.com/93002&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qAHd6_fFkpJGJAM1Z-7vw

  • เปิดตัวเลขเศรษฐกิจ “มหาวิกฤตดีมานด์” เชียงราย การลงทุนเบรกหนัก เกษตรกรรายได้ลด 13.7%

    เปิดตัวเลขเศรษฐกิจ “มหาวิกฤตดีมานด์” เชียงราย การลงทุนเบรกหนัก เกษตรกรรายได้ลด 13.7%

    เชียงราย “มหาวิกฤตอุปสงค์” สะเทือนทั้งจังหวัด ค้าชายแดนทรุด -66.9% ท่ามกลางภาคบริการ-เกษตรพยุงเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

    เชียงราย, 17 ตุลาคม 2568 — กลางฝนปลายฤดูที่พัดพาไอเย็นมาสู่ลุ่มน้ำกก เมืองชายแดนที่ขึ้นชื่อเรื่องชา กาแฟ และเส้นทางโลจิสติกส์สู่ลาว–เมียนมายังคงคึกคักด้วยนักท่องเที่ยวช่วงสุดสัปดาห์ แต่ใต้ภาพ “เมืองท่องเที่ยวสีเขียว” นั้น ตัวเลขเศรษฐกิจเดือนสิงหาคมส่งสัญญาณเตือนเข้ม เครื่องชี้ด้านอุปสงค์ (การใช้จ่าย) หดตัวพร้อมกันหลายมิติ โดยเฉพาะ การค้าชายแดนดิ่ง -66.9% พลิกจากเดือนกรกฎาคมที่ยังบวก 2.5%

    รายงานภาวะเศรษฐกิจการคลังจังหวัดเชียงรายล่าสุดสรุปสั้น ๆ แต่ชัดเจนว่า เศรษฐกิจจังหวัดโดยรวมหดตัว เมื่อเทียบทั้งปีต่อปีและเดือนต่อเดือน” แม้ ด้านอุปทาน (การผลิต) จะยังพอประคองด้วยการขยายตัวของภาคบริการและเกษตร แต่ความอ่อนแรงของการใช้จ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และการลงทุนกำลังกดทับบรรยากาศธุรกิจและครัวเรือนอย่างเห็นได้ชัด

    เมืองพรมแดน “เครื่องยนต์สะดุด”

    ปกติ “ชายแดน” คือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงเชียงราย ทั้งขนส่งสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมเบา ไปจนถึงพลังงาน แต่เดือนสิงหาคม 2568 ตัวเลข มูลค่าการส่งออก ผ่านด่านศุลกากรเหลือเพียง 4,748.5 ล้านบาท (-71.5%) ขณะที่ มูลค่านำเข้า อยู่ที่ 2,019.4 ล้านบาท (-46.7%) ส่งผลให้แม้จะมี ดุลการค้าเกินดุล 2,729.1 ล้านบาท ก็ไม่ใช่ “เกินดุลจากความแข็งแรง” หากเกิดจาก กิจกรรมการค้าหดตัวทั้งขาเข้า–ขาออก โดยฝั่งส่งออกทรุดแรงกว่าอย่างมาก (ฐานเล็กลงอย่างรวดเร็ว)

    สินค้าเปราะบาง ที่ฉุดส่งออก ได้แก่ ผลไม้สด น้ำมันเชื้อเพลิง รถยนต์ และน้ำมันปาล์มโอลีน ขณะที่ นำเข้า ลดตามในกลุ่ม ผลไม้–ผัก–ดอกไม้สด ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และแร่พลวง ภาพรวมนี้สะท้อนปัจจัยภายนอกที่ตึงตัว—ตั้งแต่ความเปลี่ยนแปลงด้านมาตรการด่านแดน ไปจนถึงภาวะชะลอตัวของอุปสงค์ในภูมิภาค—และกระแทกโซ่อุปทานท้องถิ่นที่พึ่งการค้าข้ามแดนเป็นหลัก

    ภาครัฐชะลอ–เอกชนระวังตัว “การลงทุนเหยียบเบรก”

    เครื่องยนต์ที่ควรช่วยพยุงอุปสงค์กลับ สะดุดพร้อมกัน

    • การใช้จ่ายภาครัฐ เดือนสิงหาคม หด -3.9% (จากเดือนกรกฎาคม +18.6%) ต้นเหตุหลักคือ รายจ่ายลงทุน -24.5% กระทบโครงการทางหลวง ชลประทาน มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลในจังหวัด ซึ่งเป็น “ท่อส่งเม็ดเงิน” ลงพื้นที่โดยตรง
    • การลงทุนภาคเอกชน หด -2.7% (ดีขึ้นเล็กน้อยจาก -3.7% ในเดือนก่อน) สัญญาณเตือนชัดเจนคือ พื้นที่อนุญาตก่อสร้างรวม -45.1% และสะสมปีถึงสิงหาคม -39.1% สะท้อนความไม่แน่ใจของผู้ประกอบการต่อดีมานด์ข้างหน้า
    • สินเชื่อเพื่อการลงทุน ยังติดลบ -0.7% ชี้แรงส่งจากสถาบันการเงินยังระวังเชิงความเสี่ยง ด้านครัวเรือนเองก็เลือกเก็บเงิน “มากกว่ากู้”—เงินฝากรวม +5.5% ขณะที่ สินเชื่อรวม -0.7%—บ่งชี้พฤติกรรม “ระมัดระวัง” ทั่วกระดาน

    แต่กลางพายุยังมีแสงไฟ การบริโภคภาคเอกชนยังโต +2.9% แม้ชะลอจากเดือนก่อน สัญญาณบวกมาจาก รถยนต์นั่งจดทะเบียนใหม่ +5.2% ปริมาณจำหน่ายสุรา +16.4% และ การใช้ไฟฟ้าครัวเรือน +6.3% แปลภาษาง่าย ๆ คือ ครัวเรือนยัง “ใช้จ่าย” ในบางหมวด โดยเฉพาะสินค้าคงทนและอุปโภคบริโภคพื้นฐาน

    เครื่องยนต์ฝั่งอุปทาน “บริการ–เกษตร” ช่วยประคองฐานผลิต

    แม้อุปสงค์ฝั่งใช้จ่ายจะอ่อนแรง แต่ ด้านอุปทาน (การผลิต) ยัง ขยายตัว YoY ได้เพราะโครงสร้าง เชียงรายพึ่งพาภาคบริการกว่า 64.8% ของ GPP

    • ภาคบริการ +7.3% ขยายตัวต่อเนื่องจากกิจกรรมท่องเที่ยวและงานอีเวนต์ เช่น เทศกาลปทุมมา กิจกรรม TEDx ChiangRai งานมหัศจรรย์ชาติพันธุ์ สีสันแห่งล้านนา ฯลฯ ช่วยดัน จำนวนนักท่องเที่ยว +8.7% และรายได้หมวด ขายส่ง–ปลีก +14.7% ด้าน VAT หมวดโรงแรม–ภัตตาคาร +6.6% ตอกย้ำว่า “เครื่องยนต์ท่องเที่ยว” ยังเดินอยู่
    • ภาคเกษตร +2.6% อากาศ–น้ำเอื้อ ส่งผลให้ ชา +113.3% (ปริมาณผลผลิต) และ ลำไย +5.0% เพิ่มขึ้น พร้อมปศุสัตว์ ปลานิล–สุกร–โค ขยายตัว
    • ภาคอุตสาหกรรม -1.4% ยังหดต่อเนื่องตาม การใช้ไฟฟ้าอุตสาหกรรม -5.9% สะท้อนคำสั่งซื้อที่ยังไม่ฟื้น

    บทสรุปชั่วคราว เครื่องยนต์ “บริการ–เกษตร” ยังพอช่วยให้ฝั่งผลิตไม่ทรุดตาม แต่แรงฉุดจาก “อุปสงค์นอกบ้าน” โดยเฉพาะค้าชายแดนและการลงทุน กำลังบดบังภาพฟื้นตัว

    ทำไม “เกษตรผลิตมากแต่จนลง”?

    ตัวเลขที่ชวนตั้งคำถามคือ ดัชนีรายได้เกษตรกรเดือนสิงหาคม -13.7% ทั้งที่ปริมาณผลผลิตหลายชนิดเพิ่มขึ้น สาเหตุหลักคือ ราคาสินค้าเกษตรร่วงแรง -15.9%

    • ยางพารา -12.0% (เฉลี่ย 49,130 บ./ตัน)
    • ชา -49.4% (13,660 บ./ตัน)
    • ลำไย -61.7% (11,500 บ./ตัน)
    • สับปะรด -5.2% (12,800 บ./ตัน)

    เมื่อ “ผลผลิตเพิ่ม–ราคาลด” รายได้สุทธิครัวเรือนเกษตรย่อมหดลง ภาพนี้ชี้ปัญหา อุปทานล้น–ขาดกลไกรองรับราคา และความท้าทายด้านโลจิสติกส์–ตลาดส่งออกที่สะดุดจากการค้าชายแดน ซึ่งต้องการมาตรการเชิงระบบมากกว่าการเยียวยาระยะสั้น

    เสถียรภาพเศรษฐกิจ สัญญาณ “เงินฝืด”–จ้างงานหด

    • อัตราเงินเฟ้อทั่วไป -0.9% (จาก ก.ค. -0.3%) กดลงจากหมวดอาหารสด ข้าว แป้ง ไข่ ผัก–ผลไม้ และหมวดพาหนะ/ขนส่ง/สื่อสาร
    • การจ้างงาน -3.7% สะท้อนแรงงานบางส่วนได้รับผลกระทบจากการชะลอธุรกิจ–โครงการลงทุน

    ภาวะเงินฝืดช่วยลดค่าครองชีพบางรายการ แต่ในทางเศรษฐศาสตร์ถือเป็น “สัญญาณไม่ดี” หากยืดเยื้อ เพราะสะท้อนดีมานด์ที่อ่อนแรงและอาจทำให้ภาคธุรกิจชะลอการจ้างงาน–ลงทุนต่อเนื่อง

    การคลังท้องถิ่น รายได้รัฐยังบวก แต่ “เบิกจ่ายลงทุน” ต้องเร่ง

    เดือนสิงหาคม จังหวัดจัดเก็บรายได้ 315.9 ล้านบาท (+6.8%) หนุนโดย สรรพากรพื้นที่ +7.1% (VAT/ภาษีเงินได้) และ สรรพสามิต +10.8% (ภาษีเครื่องดื่ม–สุรา) ขณะที่ ด่านศุลกากร -9.7% ตามการค้าชายแดนชะลอ

    ด้านรายจ่าย เบิกจ่ายรวม 1,100.8 ล้านบาท (-3.9%) เพราะ รายจ่ายลงทุนหด โดยหน่วยงานที่เกี่ยวกับทางหลวง–ชลประทาน–สาธารณสุข–การศึกษา “เบิกช้า” หลายแห่ง ตัวเลขสะสมปีงบฯ ถึงสิงหาคม รายจ่ายลงทุนเบิกได้ 57.4% ต่ำกว่าเป้าหมายปลายปีที่ 80% ชี้โจทย์ต้องเร่ง ก่อหนี้ผูกพัน–เคลียร์งานจัดซื้อจัดจ้าง ให้ทันไตรมาสสุดท้าย

    มาตรการกระตุ้นที่ “ลงเงินถึงมือคนเชียงราย” เม็ดเงินสุทธิ 3.49 พันล้าน สะเทือน GPP 0.67%

    แม้แรงฉุดหลายด้าน แต่เชียงรายได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภาครัฐ 2 ชุดใหญ่ตลอดปีงบประมาณ ซึ่ง สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย ประเมิน “ผลคูณทางเศรษฐกิจ” ไว้อย่างเป็นระบบ ได้แก่

    1. โครงการเพิ่มวงเงินสวัสดิการแห่งรัฐ 2568
    • ผู้รับสิทธิ 329,586 คน
    • เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 758.05 ล้านบาท
    • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ (5 ปี) 1,027.91 ล้านบาท หรือ 0.19% ของ GPP เชียงราย (คิดผลคูณ 1.356)
    • ผลต่อ GDP ประเทศ 0.07%
    1. โครงการ “คนละครึ่ง พลัส”
    • ผู้ได้รับสิทธิ 650,606 คน (ผู้เสียภาษี 169,357 คน ได้ 4,800 บ./คน, ผู้ไม่เสียภาษี 481,249 คน ได้ 4,000 บ./คน)
    • เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ 2,737.91 ล้านบาท
    • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ (5 ปี) 2,592.80 ล้านบาท หรือ 0.48% ของ GPP เชียงราย (คิดผลคูณ 0.947)
    • ผลต่อ GDP ประเทศ 0.22%

    สรุปทั้งสองมาตรการ เม็ดเงินสุทธิ 3,495.96 ล้านบาท สร้าง “ผลคูณ” ทางเศรษฐกิจ 3,620.71 ล้านบาท คิดเป็น 0.67% ของ GPP เชียงราย และ 0.29% ของ GDP ประเทศ — แปลว่า “นโยบายคนละครึ่ง–สวัสดิการรัฐ” กำลังทำหน้าที่กันชนดีมานด์ในยามที่เอกชนระวังตัวและพรมแดนสะดุด
    (ข้อมูลอินโฟกราฟิก สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย)

    ความหมายเชิงนโยบาย ในขณะที่ฝั่ง “อุปสงค์ภายนอก” (ค้าชายแดน) หดตัว การคงระดับการใช้จ่ายของครัวเรือนผ่านมาตรการตรงจุด ช่วย “ซื้อเวลา” ให้เครื่องยนต์บริการ–ท่องเที่ยวและค้าปลีกเดินต่อไปได้ และให้ภาครัฐมีจังหวะเร่งปลดล็อกคอขวดการลงทุน

    5 สัญญาณที่ผู้ประกอบการควรจับตา

    1. Border Shock — ค้าชายแดน -66.9%, ส่งออก -71.5%, นำเข้า -46.7% ผู้ส่งออก–ขนส่ง–คลังสินค้า ควรวางแผนเผื่อยืดเยื้อ พร้อมหาตลาดสำรอง/เส้นทางทางเลือก
    2. Public Capex Gap — รายจ่ายลงทุนรัฐ -24.5% ผู้รับเหมางานรัฐ–ที่ปรึกษาโครงการ ต้องติดตามแผนเบิกจ่ายหน่วยงานหลักและเข้าร่วมเร่งรัดกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง
    3. Private Prudence — อนุญาตก่อสร้าง -45.1% (YTD -39.1%) และสินเชื่อลงทุน -0.7% ผู้พัฒนาอสังหาฯ–วัสดุก่อสร้างเตรียมบริหารสต็อก–เงินสด
    4. Service Safety Net — บริการ +7.3% นักท่องเที่ยว +8.7% โรงแรม–ร้านอาหาร–งานอีเวนต์ยังมีจังหวะทำรายได้ โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปลายปี
    5. Farm Income Squeeze — รายได้เกษตร -13.7% จากราคาสินค้า -15.9% สหกรณ์–ผู้แปรรูปควรเร่งทำสัญญาซื้อขาย–แปรรูปเพิ่มมูลค่า–เชื่อมอีคอมเมิร์ซลดแรงกดราคาหน้าสวน

    3 “คานค้ำ” ที่ต้องรีบวางก่อนเข้าสู่ไฮซีซัน

    1) ฟื้น “ท่อการค้า” ชายแดนให้ไหลลื่นอีกครั้ง
    ตัวเลขสองในสามที่หายไปจากการค้าชายแดน ไม่อาจถูกชดเชยด้วยกิจกรรมภายในได้ทั้งหมด ระดับนโยบายควรเร่ง อำนวยความสะดวกด่าน–เชื่อมมาตรฐานตรวจสินค้า–เวิร์กช็อปเชิงเทคนิคกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึง เปิดช่องทางเฉพาะกิจ สำหรับสินค้าเน่าเสียง่าย และจับคู่ธุรกิจให้ผู้ส่งออกท้องถิ่นเข้าถึงดีลใหม่ ๆ ในลาว–เมียนมา–จีนยูนนาน

    2) เร่งเครื่องลงทุนรัฐ ขจัดคอขวดจัดซื้อจัดจ้าง
    เมื่อ รายจ่ายลงทุนสะดุด ต้องใช้ “บัญชีติดตามรายวัน” กับ หน่วยงานหัวรถจักร เช่น แขวงทางหลวง–ชลประทาน–ทางหลวงชนบท–โรงพยาบาล–มหาวิทยาลัย พร้อม Roadmap เบิกจ่ายรายสัปดาห์ จนถึงไตรมาสสุดท้าย เพื่อให้ ตัวชี้วัดเบิกจ่ายลงทุนแตะ 80% ตามเป้า และส่งต่อแรงคูณให้เอกชน

    3) ประกันรายได้–ระบายผลผลิต–ต่อยอดแปรรูป
    ในเมื่อ “ปริมาณมาก–ราคาตก” ทางออกคือชั้นเชิงตลาด

    • สัญญาขายล่วงหน้า/ประกันราคา สำหรับ ชา–ลำไย ที่ราคาดิ่ง
    • ระบายผลผลิตไปต่างตลาด (ท่องเที่ยวในจังหวัด–ศูนย์กระจายกลาง) ควบคู่ ช่องทางออนไลน์
    • หนุนแปรรูป–มาตรฐาน GI/Organic เพื่อปลดล็อก “กับดักราคาวัตถุดิบ” ให้ทะลุสู่สินค้าพรีเมียม

    เสียงจากตัวเลขการเงินการคลัง “รายได้รัฐยังทน แต่ต้องไม่หลงสัญญาณหลอก”

    แม้เดือนสิงหาคม รายได้จัดเก็บ +6.8% แต่ตัวขับเคลื่อนหลักคือ VAT/ภาษีรายได้ (จากกิจกรรมบริโภค) และ สรรพสามิตเครื่องดื่ม–สุรา ขณะที่ ศุลกากร -9.7% สะท้อนว่าการฟื้นตัว “เอียง” ไปฝั่งภายในประเทศ มากกว่าพรมแดน จึงไม่ควรใช้ตัวเลขรายได้รัฐเป็นเหตุผล “ชะลอ” มาตรการอัดฉีดฝั่งชายแดน—กลับกัน ควรใช้ความแข็งแรงฝั่งภาษีในประเทศเป็นฐาน “Front-load” งบลงทุน เพื่อ จุดประกายอุปสงค์ที่ขาดหาย

    มองไปข้างหน้า “หน้าหนาว–เทศกาล–มาตรการ” จะพอพยุงไหม?

    ไฮซีซันท่องเที่ยวกำลังเริ่ม สอดรับกับชุดมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อที่ลงลึกถึงครัวเรือนในจังหวัด (สวัสดิการรัฐ–คนละครึ่ง พลัส) ซึ่งประเมินว่าสร้าง เม็ดเงินหมุน 3.49 พันล้านบาท และ ผลคูณ 3.62 พันล้านบาท หรือ 0.67% ของ GPP เชียงราย หาก ฝั่งชายแดน ยังไม่เปิดกว้าง–ฝืดเคืองต่อเนื่อง แรงยกเหล่านี้จะ พยุง” ได้ แต่ ยังไม่พอ “ดัน” ให้เครื่องยนต์เดินราบรื่น จำเป็นต้องมี มาตรการเฉพาะด่าน–เฉพาะสินค้า ควบคู่กันไป (ข้อมูล สำนักงานคลังจังหวัดเชียงราย – อินโฟกราฟิกผลกระทบมาตรการ)

    Check-list สำหรับผู้กำหนดนโยบาย–เอกชน–ชุมชน

    • ด่าน–โลจิสติกส์: จัดทีมเฉพาะกิจแก้สกัด–ยกระดับมาตรฐานเอกสาร–เชื่อมข้อมูลแบบเรียลไทม์กับประเทศเพื่อนบ้าน
    • งบลงทุน: เปิด Dashboard เบิกจ่ายรายหน่วยงาน–รายโครงการ ให้สาธารณะติดตาม เพื่อสร้างแรงจูงใจ KPI
    • SME–ท่องเที่ยว: จับคู่ดีล “ทัวร์–อีเวนต์–เหตุผลการเดินทาง” ตลอดไตรมาส 4 (วิ่งระหว่างเมือง–เมืองรอง)
    • เกษตร: เร่ง “ซื้อขายล่วงหน้า–สินเชื่อฤดูกาล–ประกันราคา” พร้อมคูปองแปรรูป–ออกแบบบรรจุภัณฑ์
    • แรงงาน: อบรมสกิลเร่งด่วนด้านบริการ–ดิจิทัล–โลจิสติกส์ ให้สอดรับดีมานด์จริง ป้องกันการว่างงานแฝง

     “อุปสงค์ภายนอก” คือกุญแจ—แต่ต้องกดคันเร่ง “อุปสงค์ในบ้าน” ต่อเนื่อง

    ภาพใหญ่ของเชียงรายเดือนสิงหาคม 2568 ชัดเจนขึ้น

    • ฝั่งผลิต (บริการ–เกษตร) ยังมี “แรงหายใจ”
    • ฝั่งใช้จ่าย ถูก Border Shock (-66.9%) และ Capex Gap กระแทกจน การลงทุนเอกชน เหยียบเบรก
    • ครัวเรือน ยังจับจ่ายในบางหมวด แต่เริ่มระวัง—สะท้อนจาก เงินฝากโต–สินเชื่อติดลบ
    • เกษตรกร ผลิตมากขึ้นแต่ จนลงจากราคาตก ซึ่งเชื่อมโยงกับตลาดชายแดนที่สะดุด

    ดังนั้น “จุดคลี่คลาย” ของเรื่องนี้ ไม่ใช่การรอคอยโชคช่วย หากคือการ เร่งฟื้นท่อค้าชายแดน ไปพร้อมกับ เร่งเบิกจ่ายลงทุนรัฐ–ค้ำประกันรายได้เกษตร–พยุงดีมานด์ครัวเรือน จนกว่าเครื่องยนต์เอกชนจะมั่นใจพอจะ “อัปเกรดเกียร์” ตามมา

    เมืองปลายทางท่องเที่ยวอย่างเชียงรายมีความสามารถพิเศษ เปลี่ยนเทศกาลเป็นรายได้ เปลี่ยนแลนด์สเคปเป็นเศรษฐกิจ ถ้าด่านกลับมาไหลลื่น งบลงทุนเดินตามแผน และราคาพืชผลไม่ดิ่ง—ตัวเลขในรายงานรอบถัดไป อาจบอกเล่าเรื่องสมดุลที่มั่นคงกว่าวันนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://nakornchiangrainews.com/chiang-rai-economy-border-trade-demand-crash/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2lrfgpSkNGUkv991NKEpMa

  • สะเทือนวงการท่องเที่ยว! อิสราเอลกลืนเกาะพะงันจริงหรือ?

    สะเทือนวงการท่องเที่ยว! อิสราเอลกลืนเกาะพะงันจริงหรือ?

    สะเทือนวงการท่องเที่ยว! อิสราเอลกลืนเกาะพะงันจริงหรือ?


    เกิดอะไรขึ้นบนเกาะพะงัน? ทำไมต้อง “ทวงคืนเกาะ”?

    กลายเป็นประเด็นร้อนที่สั่นสะเทือนวงการท่องเที่ยว เมื่อเกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลกจากงานฟูลมูนปาร์ตี้ และเป็นศูนย์กลางของ Wellness (โยคะ สมาธิ) ในฝั่งตะวันตก กำลังเผชิญกับคลื่นการลงทุนและกลุ่มนักท่องเที่ยวขนาดใหญ่จากประเทศ อิสราเอล จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเรียกร้อง “ทวงคืนเกาะ” จากคนไทยและต่างชาติที่อาศัยอยู่บนเกาะ

    ปัญหาไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องนักท่องเที่ยว แต่ลามไปถึงการ ถือครองที่ดินและพฤติกรรมทางสังคม จนหลายคนมองว่านี่คือการ “กลืนชาติ” ในรูปแบบใหม่!

    แหล่งข้อมูลจากชาวไทยและต่างชาติบนเกาะพะงันได้ชี้ให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงในช่วง 2-3 ปีหลังการระบาดของ COVID-19:

    กว้านซื้อที่ดินมหาศาล:
    ชาวพะงันเปิดเผยว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่ดินบนเกาะพะงันเปลี่ยนมือไปเป็นของนักลงทุนอิสราเอลถึง 60-70% โดยเฉพาะพื้นที่สวยงามทางฝั่งตะวันตก โดยมีราคาที่ดินพุ่งขึ้นถึง 200-300% นักลงทุนเหล่านี้เข้ามาในรูปแบบของ “นอมินี” (ตัวแทน) เพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายการถือครองที่ดินของคนต่างชาติ ทำให้เกิดความกังวลว่าภูเขาและที่ดินของคนไทยกำลังถูกซื้อไปเป็นลูกๆ เพื่อพัฒนาเป็นวิลล่าและบ้านเช่า

    ผุดธุรกิจผิดกฎหมาย:
    เมื่อนายทุนเข้ามายึดพื้นที่ ก็มีการสร้างวิลล่า สร้างบ้าน และมีการตั้งข้อสังเกตว่ามีการก่อสร้างที่ผิดกฎหมาย หรืออาจมีการ “จ่ายใต้โต๊ะ” ให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น เพื่อให้ดำเนินกิจการได้สะดวก

    เปลี่ยนกลุ่มนักท่องเที่ยว:
    ในพื้นที่ศรีธนู ที่เคยสงบเงียบ เหมาะสำหรับ Wellness กลายเป็นพื้นที่พลุกพล่าน เพราะถูกครอบครองไปด้วยชาวอิสราเอล ซึ่งชาวบ้านมองว่าเป็น “นักท่องเที่ยวเกรดรอง” ที่มุ่งมาหาความสนุกสนาน เสพกัญชา สร้างความวุ่นวายในพื้นที่สาธารณะอย่างหาดศรีธนูและ Zen Beach ทำให้กลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพสูงจากยุโรปลดลงกว่า 80%

    สิ่งที่จุดชนวนให้เกิดกระแสทวงคืนเกาะอย่างรุนแรง คือพฤติกรรมที่ถูกร้องเรียนจากคนในพื้นที่:

    ไม่เคารพกฎหมายและสังคม:
    มีการจอดรถตามใจชอบ ส่งเสียงดังในเวลาที่ไม่เหมาะสม รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ตัดต้นไม้ และทำธุรกิจเช่ารถ-เช่าห้องพักกันเองโดย ไม่เสียภาษี

    พฤติกรรมเหยียดเชื้อชาติ:
    มีรายงานจากชาวเยอรมนีบนเกาะพะงันว่า มีพฤติกรรมเหยียดเชื้อชาติ โจมตีชาวอาหรับและมุสลิมเพราะศาสนา และมีความรู้สึกว่า “ตนเองเป็นเจ้านายของประเทศไทย”

    การก่อตั้ง “ชุมชนปิด”:
    บนเกาะมีการก่อตั้ง “ชาบัด” หรือศาสนสถานของชาวยิวขนาดใหญ่ ซึ่งไม่ให้คนไทยได้เข้าไป ซึ่งสร้างความกังวลว่านี่คือการสร้าง “ชุมชนเฉพาะ” ที่แยกตัวออกจากสังคมไทย

    กลุ่มทหารผ่านศึก:
    พบว่ากลุ่มชาวอิสราเอลที่เข้ามาจำนวนมาก คือ ทหารผ่านศึกสงคราม หรือผู้ที่มีบาดแผลทางใจจากการสู้รบ ที่เดินทางมาพักผ่อนและเข้าศูนย์บำบัดจิตใจที่เปิดขึ้นบนเกาะ ทำให้บางพื้นที่ยิ่งมีความซับซ้อนและแตกต่างจากวิถีเดิมๆ


    คำกล่าวของชาวพะงันที่ไปคาเฟ่แล้วพบว่ามีชาวอิสราเอล 50 คน, ชาวพม่า 3 คน และมีคนไทยแค่คนเดียว เป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงของ “อัตลักษณ์” บนเกาะพะงันที่ทำให้เกิดความรู้สึกว่า “เรากำลังเป็นชนกลุ่มน้อยในบ้านตัวเอง”

    ทั้งหมดนี้คือชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดการรวบรวมข้อร้องเรียน และการเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบและแก้ไขปัญหาการถือครองที่ดิน, การทำธุรกิจผิดกฎหมาย, และการจัดการกับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่สร้างความเดือดร้อน เพื่อ “ทวงคืน” ความสงบและวิถีแบบไทยๆ กลับคืนสู่เกาะพะงันอีกครั้ง


    ข่าวดารา ข่าวในกระแส บน Facebook อัพเดตไว เร็วทันใจ คลิกที่นี่!!

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tnews.teenee.com/etc/176980.html&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0d0mJsqaF73675gSeIDZ8c