Blog

  • สมาคมมัคคุเทศก์ฯ ร้อง ก.ท่องเที่ยวฯ เร่งเอาผิด ไกด์จีนเถื่อน คลิปฉาวข่มขู่ นทท.

    สมาคมมัคคุเทศก์ฯ ร้อง ก.ท่องเที่ยวฯ เร่งเอาผิด ไกด์จีนเถื่อน คลิปฉาวข่มขู่ นทท.

    วันนี้ (17 ต.ค. 68) นายวัสน์พล อรรถพรธนเสฐ นายกสมาคมมัคคุเทศก์อาชีพแห่งประเทศไทยและคณะ เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ณ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อเรียกร้องให้ดำเนินการเอาผิดกับผู้กระทำความเสียหายต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย กรณีคลิปฉาวที่เผยแพร่ในโซเชียลมีเดีย ซึ่งแสดงภาพ ไกด์เถื่อน ชายชาวจีนข่มขู่และใช้วาจาไม่เหมาะสมต่อนักท่องเที่ยวชาวจีนบนรถบัส เนื่องจากนักท่องเที่ยวไม่ยอมซื้อสินค้าตามที่กำหนด ไกด์คนดังกล่าวทราบชื่อภายหลังคือ Mr. Zhang Bo อายุ 38 ปี เป็นผู้นำเที่ยวของบริษัท Huiyou บริษัทนำเที่ยวจากจีน ซึ่งได้เดินทางออกจากประเทศไทยไปแล้วตั้งแต่วันที่ 13 ต.ค. 68 จากสนามบินดอนเมืองไปยังเมืองซีอาน ประเทศจีน หลังจบทัวร์

    นายวัสน์พล เปิดเผยว่า เหตุการณ์ดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อภาพลักษณ์และชื่อเสียงของประเทศไทยในตลาดท่องเที่ยวอย่างรุนแรง และตอกย้ำถึงปัญหา มัคคุเทศก์ต่างชาติผิดกฎหมาย ที่ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและส่งผลกระทบโดยตรงต่ออาชีพมัคคุเทศก์ไทยที่เป็นอาชีพสงวนตามกฎหมายไทย สมาคมฯ จึงขอให้ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการเอาผิดกับนาย Zhang Bo ที่เข้ามาทำงานผิดกฎหมาย และให้บริษัทท่องเที่ยวไทยที่เกี่ยวข้องคือ บริษัท เฟงรุ้น ทราเวล แอนด์เทรดดิ้ง จำกัด ออกมารับผิดชอบและให้ความกระจ่างต่อสังคม เพื่อพัฒนาการท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืนและปลอดภัย

    นายบุญเสริม ขันแก้ว รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยว และ นาย ชาคริต ปิตานุพงศ์ ผู้อำนวยการกองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นตัวแทนรับมอบหนังสือร้องเรียน รองอธิบดีกรมการท่องเที่ยวกล่าวว่า กรมการท่องเที่ยวไม่ได้ละเลยปัญหาทัวร์เถื่อน ไกด์เถื่อน ที่ทำลายภาพลักษณ์ของประเทศ โดยได้ดำเนินการเอาผิดมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีนี้ ได้ประสานแจ้งไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สถานทูตจีน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อตรวจสอบและดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง นอมินี ซึ่งต้องอาศัยหลายหน่วยงานร่วมกันแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ

    ในส่วนของการดำเนินการเอาผิดทางกฎหมายนั้น กรมฯ ได้สั่งให้นิติกรและฝ่ายกฎหมายเตรียมดำเนินการตามขั้นตอนอย่างรัดกุม โดยจะพิจารณาดำเนินการจนคดีสิ้นสุด เพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่บริษัททัวร์อื่น ๆ ส่วนกรณีการพิจารณาขึ้น แบล็กลิสต์ ชายในคลิปนั้น กรมการท่องเที่ยวได้ประสานงานไปยังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) แล้ว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาดำเนินการตามกฎหมายของ ตม. ต่อไป

    กรมการท่องเที่ยวเชื่อว่า การดำเนินการเอาผิดในกรณีนี้จนถึงที่สุด จะช่วยให้บริษัททัวร์ต่าง ๆ เกรงกลัวกฎหมายและไม่กล้ากระทำผิด พร้อมยืนยันจะใช้มาตรการเชิงส่งเสริมและกระตุ้นเตือนควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

    ผู้สื่อข่าวนครบาล ทีมข่าวสยามนิวส์ รายงาน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.siamnews.com/news/social/29979&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3fxi9OmEZTdH9y6xQ48bUi

  • ผอ.ศรชล.ภาค 3 ลุยตรวจทะเลอันดามัน เตรียมความพร้อมรับฤดูกาลท่องเที่ยว | TOPNEWS

    ผอ.ศรชล.ภาค 3 ลุยตรวจทะเลอันดามัน เตรียมความพร้อมรับฤดูกาลท่องเที่ยว | TOPNEWS

    วันที่ 17 ตุลาคม 2568 พลเรือโท วีรุดม ม่วงจีน ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3 (ผอ.ศรชล.ภาค 3) และผู้บัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 พร้อมคณะผู้บริหารระดับสูงของศูนย์ฯ ลงพื้นที่ตรวจสอบความพร้อมในทะเลฝั่งอันดามัน จังหวัดภูเก็ต ซึ่งถือเป็นช่วงเริ่มต้นของฤดูกาลท่องเที่ยวทะเลฝั่งตะวันตกอย่างเป็นทางการ โดยมีการสั่งการให้เรือ ต.114 และ เรือ ศรชล.4012 ปฏิบัติภารกิจลาดตระเวนและติดตามสถานการณ์ทางทะเลในพื้นที่สำคัญ อาทิ เกาะไม้ท่อน เกาะเฮ และแหลมพรหมเทพ

    ภารกิจในครั้งนี้ ดำเนินไปตามแนวทาง “ภัยคุกคาม 9 ด้าน” ของ ศรชล.ภาค 3 โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) การตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยของเรือนำเที่ยว ท่าเทียบเรือ ทุ่นผูกจอดเรือ และเส้นทางเดินเรือที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมศูนย์เฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง เพื่อประเมินความพร้อมของเจ้าหน้าที่และระบบการสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน

    ภารกิจในครั้งนี้ ดำเนินไปตามแนวทาง “ภัยคุกคาม 9 ด้าน” ของ ศรชล.ภาค 3 โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU Fishing) การตรวจสอบมาตรการความปลอดภัยของเรือนำเที่ยว ท่าเทียบเรือ ทุ่นผูกจอดเรือ และเส้นทางเดินเรือที่ได้รับความนิยมในหมู่นักท่องเที่ยว พร้อมทั้งตรวจเยี่ยมศูนย์เฝ้าระวังในพื้นที่เสี่ยง เพื่อประเมินความพร้อมของเจ้าหน้าที่และระบบการสื่อสารในภาวะฉุกเฉิน

    จิระชัย เกษมพิมลพร ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1360639&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37gibG5xTlblOiqVJwTujm

  • ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก

    ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก

    ท่องเที่ยวไทยบุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นจุดหมายคุณภาพระดับโลก

    ”รมว.อรรถกร” บุกปักกิ่ง เจาะตลาดท่องเที่ยวจีนเชิงรุก ดันไทยขึ้นแท่นเป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก พร้อมสร้างความเชื่อมั่นนักท่องเที่ยวจีน “ไทยปลอดภัย เที่ยวง่าย มั่นใจได้”

    เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 2568 นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา พร้อมด้วย น.ส.นัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย เข้าร่วมกิจกรรม “Amazing Thailand, Networking Dinner” เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีนเดินทางเข้าร่วมงาน Amazing Thailand Networking Dinner ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยได้พบปะและหารือกับพันธมิตรทางการท่องเที่ยวของจีน ได้แก่ UTour, Caissa, Qunar, Tongcheng, China Comfort Tourism (CCT), China Travel Group (CTG), 6renyou, ZX-Tour, Hainan Airlines และ Air China ซึ่งต่างเป็นพันธมิตรหลักในการขับเคลื่อนตลาด outbound ของจีน โดยเฉพาะกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพที่มีศักยภาพสูง

    โดยนายอรรถกร ได้กล่าวกับทางผู้ประกอบการท่องเที่ยวจีนช่วงหนึ่งว่า ในนามของรัฐบาลไทย เรามาเพื่อขอคำแนะนำจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจีนว่า อยากจะให้รัฐบาลไทยดำเนินการอย่างไรบ้าง เพราะการทำงานของตนยึดมั่นว่า ถ้าเราจะทำอะไรต้องมารับฟังจากผู้รู้ วันนี้เราต้องการส่งเสริมความร่วมมือด้านการท่องเที่ยว กระชับความสัมพันธ์ และผลักดันภาพลักษณ์ประเทศไทยให้เป็นจุดหมายปลายทางท่องเที่ยวคุณภาพระดับโลก การพบปะครั้งนี้ จึงไม่เพียงสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์เชิงธุรกิจ แต่ยังมาแสดงให้เห็นว่า ประเทศไทยพร้อมต้อนรับนักท่องเที่ยวจีน

    “การหารือครั้งนี้ไม่เพียงเพื่อขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวระหว่างไทย–จีน แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยวชาวจีน โดยประเทศไทยได้ดำเนินมาตรการด้านความปลอดภัย มาตรฐานการท่องเที่ยว และการคุ้มครองนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวด ทั้งในด้านการเดินทาง การบริการ การดูแลนักท่องเที่ยวต่างชาติ รวมถึงการบูรณาการทำงานร่วมกันของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ทุกท่านเที่ยวไทยได้อย่างสบายใจ ปลอดภัยทุกก้าว” นายอรรถกร กล่าว

    ทั้งนี้ การเดินทางพบปะพันธมิตรจีนในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของภารกิจเชิงรุกภายใต้นโยบาย “Big Impact, Act Fast” ซึ่งมุ่งสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยเน้นการดำเนินงานแบบบูรณาการกับพันธมิตรสำคัญของจีนในทุกมิติ ทั้งสายการบิน แพลตฟอร์มออนไลน์ และบริษัทนำเที่ยวรายใหญ่ เพื่อเร่งฟื้นฟูและยกระดับตลาดนักท่องเที่ยวจีนสู่ประเทศไทยอย่างมีประสิทธิภาพ

    นอกจากนี้ ยังเป็นอีกก้าวสำคัญของการสร้าง “Strategic Connectivity” ระหว่างไทยและจีน ในโอกาสครบรอบ 50 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต เพื่อยืนยันบทบาทของประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางคุณภาพของนักท่องเที่ยวจีน พร้อมผลักดันให้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนของทั้งสองประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว มีพลัง และสร้างผลกระทบเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยในระยะยาว

    อ่านข่าว “นโยบายรัฐ” เพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2889543&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ic17xLsqAEgqPE1mB4QZv

  • เปิดกล้องตอนเที่ยง ผปค.อึ้งกับภาพที่เห็นในห้องเรียนอนุบาล “ไม่น่าเชื่อเลย!” (มีคลิป)

    เปิดกล้องตอนเที่ยง ผปค.อึ้งกับภาพที่เห็นในห้องเรียนอนุบาล “ไม่น่าเชื่อเลย!” (มีคลิป)

    เปิดกล้องดูลูกตอนกลางวัน ผู้ปกครองอึ้งกับภาพที่เห็นในห้องเรียนอนุบาล “ไม่น่าเชื่อเลย!” ผู้ปกครองท่านหนึ่งกล่าว

    คลิปวิดีโอสั้น ๆ ที่กำลังเป็นที่แพร่หลายบนโซเชียลมีเดียของจีนในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้ผู้ปกครองหลายคนรู้สึกซาบซึ้งใจ

    วิดีโอดังกล่าวไม่ได้มีเนื้อหาหวือหวา แต่มันบันทึกช่วงเวลาธรรมดา ๆ ในเวลานอนกลางวันของชั้นเรียนอนุบาลแห่งหนึ่ง แต่ความธรรมดาเช่นนี้นี่เองที่ทำให้หลายคนต้องกลับมาคิดถึงวิธีการเลี้ยงดูเด็ก ๆ ในช่วงปีแรกของชีวิต

    คลิปนี้ถูกบันทึกจากกล้องวงจรปิดในโรงเรียนอนุบาลแห่งหนึ่งในเมืองไท่เหอ มณฑลอานฮุย ประเทศจีน เมื่อผู้ปกครองท่านหนึ่งเปิดกล้องเพื่อดูบุตรหลานในช่วงกลางวัน เธอก็ต้องประหลาดใจกับภาพที่เห็นในห้องเรียน เด็ก ๆ ทุกคนนอนอยู่ในผ้าห่มอย่างเรียบร้อย แต่คุณครูหลายคนกลับนั่งอยู่ข้าง ๆ โดยไม่ละสายตาจากเด็กแต่ละคน

    มีคุณครูบางคนลูบหลังเบา ๆ บางคนจัดผ้าห่มให้เรียบร้อย และบางคนวางมือบนหน้าผากของเด็กเพื่อตรวจดูอุณหภูมิ ทุกการกระทำเกิดขึ้นอย่างเงียบเชียบ ไม่มีผู้ชมใด ๆ เป็นเพียงช่วงเที่ยงที่แสนธรรมดา แต่กลับบ่งบอกถึงความทุ่มเทของผู้ที่ทำงานในสายงานการศึกษาปฐมวัยได้อย่างชัดเจน

    หลังจากที่คลิปวิดีโอนี้ถูกเผยแพร่ออกไป ก็ได้รับความเห็นหลายพันรายการ ส่วนใหญ่แสดงความชื่นชมต่อการกระทำที่อ่อนโยนและนุ่มนวลของคุณครู พร้อมทั้งกล่าวว่า การเติบโตในสภาพแวดล้อมเช่นนี้จะทำให้เด็ก ๆ มีสุขภาพแข็งแรงและมีความสุขมาก อาทิ

    • นี่คือภาพที่ควรเป็นกระแสที่สุดในวันนี้
    • ไม่ยอมนอนกลางวัน แต่ยังเฝ้าดูแลการนอนของเด็ก ๆ ทีละคน นับถือคุณครูอนุบาลจริง ๆ อาชีพนี้ถ้าไม่มีความรักความเมตตา ก็อยู่ไม่รอด
    • เด็กที่เติบโตขึ้นมาด้วยความอ่อนโยนเช่นนี้ เมื่อโตขึ้นก็จะรู้จักดูแลเอาใจใส่ผู้อื่นอย่างแน่นอน
    • ผู้ปกครองเลือกโรงเรียนให้ลูกถูกแล้ว พอเห็นภาพนี้ พ่อแม่ก็สบายใจได้ว่าลูกได้รับการดูแลอย่างดีในทุกรายละเอียด

    ผู้ปกครองหลายคนกล่าวว่า ภาพนี้ทำให้พวกเขาย้อนกลับมามองตัวเอง “อยู่บ้านเรามักจะหงุดหงิดเวลาลูกนอนดึก แต่คุณครูมีความอดทนมากขนาดนี้ ความรักที่แท้จริงอยู่ที่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จริง ๆ”

    จากชั่วโมงนอนกลางวันสู่บทเรียนเรื่องความใส่ใจ

    ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาปฐมวัยกล่าวว่า ช่วงวัยเด็กตอนต้นเป็นเวลาที่เด็กเรียนรู้การรับรู้โลกผ่านการกระทำของผู้ใหญ่ การลูบหลังเบา ๆ หรือการดึงผ้าห่มให้เรียบร้อย ไม่ได้ช่วยให้เด็กนอนหลับได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่ยังสอนให้เด็กรู้สึกถึงความปลอดภัยและความรัก ซึ่งเป็นรากฐานในการพัฒนา ความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ในอนาคต

    แล้วจะทำอย่างไรเพื่อปลูกฝังความเอาใจใส่ในเด็กเล็ก?

    • แสดงความเคารพต่อผู้ดูแลบุตรหลาน: เด็กจะเรียนรู้การเคารพผู้อื่นผ่านการตอบสนองของพ่อแม่
    • พูดคุยกับคุณครูเป็นประจำ: เมื่อผู้ปกครองเข้าใจกิจวัตรของบุตรหลานที่โรงเรียน การประสานงานในการให้การศึกษาจะราบรื่นยิ่งขึ้น
    • สนับสนุนให้บุตรหลานทำสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยตัวเอง: การพับผ้าห่ม, การกล่าวคำขอบคุณ, หรือการช่วยเพื่อนเก็บของ เป็นการฝึกฝนความเอาใจใส่ในชีวิตประจำวัน

    การกระทำเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่นนี้ หากเกิดขึ้นซ้ำ ๆ อย่างสม่ำเสมอ คือ “ชั่วโมงเรียน EQ” ครั้งแรกและยั่งยืนที่สุดสำหรับเด็กทุกคน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9851470/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0w9OiCoJ6eRqPYiKYnQANa

  • สกร. เดินหน้าจัดทำฐานข้อมูล “เงินอุดหนุนรายหัว” เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา | เดลินิวส์

    สกร. เดินหน้าจัดทำฐานข้อมูล “เงินอุดหนุนรายหัว” เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 17 ต.ค.กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ จัดประชุม “คณะทำงานจัดทำข้อมูลอัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มเป้าหมายคนพิการและผู้ด้อยโอกาส(เร่ร่อน)โดยมี นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ร่วมรับฟังการพิจารณารายละเอียดการจัดสรรงบประมาณและแนวทางพัฒนาฐานข้อมูลอัตราเงินอุดหนุนรายหัวให้มีมาตรฐาน เท่าเทียม โปร่งใส และสะท้อนความจำเป็นจริงของการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการและผู้ด้อยโอกาส(เร่ร่อน)ทั่วประเทศ

    โดยมีผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ เข้าร่วมประชุม ได้แก่ นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ประธานคณะที่ปรึกษาอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นางสาวโสมอุษา เลี้ยงถนอม อดีตรองเลขาธิการ กศน. นางยุพิน บัวคอม รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ นางณัฐกฤตตา พึ่งสุข ที่ปรึกษาด้านติดตามและประเมินผล พร้อมด้วย ผู้แทนสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ผู้แทนสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุม

    การประชุมครั้งนี้มีการพิจารณา (1) รายละเอียดการจัดสรรงบประมาณเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมายคนพิการและ ผู้ด้อยโอกาส(เร่ร่อน)และ (2) การเปรียบเทียบอัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวกับหน่วยงานอื่นที่ดำเนินการจัดการศึกษาในลักษณะเดียวกัน เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมและมีหลักเกณฑ์การสนับสนุนที่เป็นมาตรฐาน

    นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้หารือแนวทางการจัดทำฐานข้อมูลอัตราเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัวให้มีความชัดเจน โปร่งใส และสามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงในการจัดทำงบประมาณประจำปีของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ต่อไป

    กรมส่งเสริมการเรียนรู้มีพันธกิจสำคัญในการจัดการศึกษานอกระบบและการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคนพิการและกลุ่มผู้ด้อยโอกาส(เร่ร่อน)ซึ่งถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ทั้งในด้านการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ สื่อและอุปกรณ์การเรียนรู้เฉพาะทาง การขอรับเทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาให้คนพิการสามารถเรียนรู้ได้ การพัฒนาครูผู้สอนและบุคลากรสนับสนุน ตลอดจนการส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะชีวิตและการพัฒนาทักษะอาชีพเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายดังกล่าวสามารถประกอบอาชีพพึ่งพาตนเองได้ มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นได้ดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีคุณค่า อย่างไรก็ตาม การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการและผู้ด้อยโอกาส(เร่ร่อน)จำเป็นต้องใช้งบประมาณต่อหัวที่สูงกว่าการจัดการศึกษาทั่วไป เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมในหลายด้าน เช่น การจัดหาสื่อ อุปกรณ์เทคโนโลยีสิ่งอำนวยความสะดวก ห้องเรียนเฉพาะทาง การพัฒนาครูผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และการดูแลการเรียนรู้รายบุคคล (Individualized Education Plan – IEP) ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อคุณภาพชีวิตของผู้เรียนกลุ่มนี้
    ดังนั้น กรมส่งเสริมการเรียนรู้จึงเห็นความจำเป็นเร่งด่วนในการขอรับการสนับสนุนงบประมาณเงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายรายหัว เพื่อให้การจัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานสำหรับคนพิการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เท่าเทียม และสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 ที่มุ่งให้ทุกคนในสังคมไทย “เข้าถึงการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา อย่างทั่วถึงและเป็นธรรมโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง”

    นางเกศทิพย์ ศุภวานิช อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานจัดทำข้อมูลงบประมาณอุดหนุนรายหัวและการพัฒนาโครงการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับกลุ่มเป้าหมายพิเศษ ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงแนวทางการจัดทำงบประมาณและการขอรับเงินสนับสนุนสำหรับโครงการด้านการศึกษาและการดูแลกลุ่มต่าง ๆ โดยเฉพาะ “ค่าใช้จ่ายรายหัว” ที่ใช้ในการจัด ส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณวุฒิตามระดับของผู้เรียนคนพิการและผู้ด้อยโอกาส(เร่ร่อน)

    ทั้งนี้ มีข้อเสนอให้พิจารณาจัดสรรงบประมาณเพิ่มเติมสำหรับกลุ่มคนพิการ และผู้ด้อยโอกาส(เร่ร่อน)โดยแยกเป็น ค่าจ้างครูผู้สอนคนพิการ และครูผู้สอนผู้ด้อยโอกาส(เร่ร่อน)ในอัตราเทียบเท่ากับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ค่าพาหนะครูผู้สอน ค่าชุดพละเพื่อให้ผู้เรียนทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างเท่าเทียมทั่วถึงและมีคุณภาพชีวิตที่เหมาะสม

    อธิบดีเกศทิพย์ กล่าวต่อว่า กรมส่งเสริมการเรียนรู้ยังได้นำเสนอ โครงการเร่งด่วน (Quick Win) ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการจัดการศึกษาต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเร่งขับเคลื่อนงานสำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1) การขอรับงบประมาณอุดหนุนรายหัวและค่าจ้างครูผู้สอนคนพิการและครูผู้สอนผู้ด้อยโอกาส(เร่ร่อน) 2) การสอบเทียบวัดระดับความรู้ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายแบบ Fast Track กลุ่มเป้าหมาย 10,000 คน ซึ่งสอดคล้องกับนโยบาย Flexible Education ในมิติของ “Time Flexibility” เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ตามศักยภาพของตนเอง 3) การส่งเสริมประชาธิปไตยและให้ความรู้เรื่องสิทธิในการเลือกตั้ง เพื่อสร้างความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ของพลเมืองที่ดีในสังคมประชาธิปไตย

    กรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทบทวนและจัดทำรายละเอียดงบประมาณสนับสนุนสำหรับผู้เรียนกลุ่มต่าง ๆ พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินงาน และประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การจัดสรรงบประมาณเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5214942/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3XNg7PJ1OsMznJHEvULLPs

  • สภา SME หนุนผู้ประกอบการไทยยกระดับมาตรฐานสู่สากล รับกระแส OECD

    สภา SME หนุนผู้ประกอบการไทยยกระดับมาตรฐานสู่สากล รับกระแส OECD

    สภา SME ไทย จับมือ เครือเจริญโภคภัณฑ์ และ ซีพี แอ็กซ์ตร้า จัดสัมมนา “ผลกระทบจาก OECD: พลิกโฉม SME ไทยสู่ตลาดโลก” ชี้การปรับตัวสู่มาตรฐาน OECD คือ “ใบอนุญาตใหม่ของธุรกิจไทย” สร้างโอกาสเข้าถึงตลาด 38 ประเทศ พร้อมเปิด 5 แนวทางผลัก SME ไทยสู่เวทีโลกอย่างยั่งยืน

    สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (สภา SME ไทย) ร่วมกับ เครือเจริญโภคภัณฑ์ (เครือ ซีพี) และ บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) จัดสัมมนาเชิงวิชาการหัวข้อ ‘ผลกระทบจาก OECD: พลิกโฉม SME ไทยสู่ตลาดโลก’ ผู้ประกอบการ SME นักธุรกิจรุ่นใหม่ และตัวแทนจากภาครัฐ–เอกชนที่เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างคึกคัก

    สภา SME ชี้ไทยต้องเร่งยกระดับรับ OECD ก่อนเสียเปรียบทางการค้า

    ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย สุปรีย์ ทองเพชร เปิดเผยว่า การสัมมนาเพื่อให้ความรู้แก่สมาชิก SME ในการเตรียมความพร้อมรับการเปลี่ยนผ่าน หลังรัฐบาลไทยแสดงเจตจำนงเข้าร่วมเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

    ‘สิ่งที่สภา SME กังวลคือ การเปลี่ยนผ่านต้องอาศัยทั้ง เงินทุน องค์ความรู้ และบุคลากร ซึ่งยังเป็นข้อจำกัดของผู้ประกอบการไทย หากไม่เร่งเตรียมตัว อาจเสียเปรียบทางการค้าในอนาคต’ สุปรีย์ กล่าว

    นอกจากนี้ประธานสภา SME มองว่าสัมมนาครั้งนี้จะชี้ให้เห็นว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ไทยจะมีทิศทางการค้าตามแนวทาง OECD ได้อย่งไรและสามารถยกระดับการค้าสู่มาตรฐานสากลได้อย่างเต็มรูปแบบ

    สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย

    สุปรีย์ ทองเพชร ประธานสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย

    เปิด 3 ประโยชน์สำคัญจากการเข้าร่วม OECD

    การเข้าร่วมเป็นชาติสมาชิก OECD คาดว่าจะสร้างประโยชน์สำคัญแก่ประเทศไทยในหลายมิติ ได้แก่

     1. ด้านเศรษฐกิจ – เพิ่มรายได้กว่า 2.7 ล้านล้านบาทต่อปี จากการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน มุ่งสู่ประเทศรายได้สูงภายในปี 2570

     2. ด้านมาตรฐานและธรรมาภิบาล – ยกระดับระบบภาษี กฎหมาย การค้า การศึกษา และสิ่งแวดล้อมให้เทียบเท่าสากล ลดคอร์รัปชัน และสร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน

     3. ด้านองค์ความรู้และบทบาทโลก – เข้าถึง Best Practices จากประเทศพัฒนาแล้ว สร้างเครือข่ายระหว่างประเทศ และมีส่วนร่วมกำหนดทิศทางนโยบายเศรษฐกิจโลก

    สำหรับ SME ไทย จะได้รับประโยชน์โดยตรง ทั้งการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Value Chains) เข้าถึงตลาด 38 ประเทศสมาชิก ลดอุปสรรคทางการค้า เชื่อมต่อกับบริษัทข้ามชาติ และเพิ่มความน่าเชื่อถือในสายตาคู่ค้าต่างประเทศ

    เร่งปฏิรูป–พัฒนาคน คือกุญแจสำคัญสู่ OECD

    อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วม OECD ยังมีความท้าทายหลายประการ ทั้งการปฏิรูปกฎหมาย ความโปร่งใส การแก้ไขโครงสร้างธุรกิจผูกขาด และการประเมินจาก 25 คณะกรรมการของ OECD ซึ่งต้องใช้เวลาหลายปี

    ประธานสภา SME ย้ำว่า ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม ในการพัฒนาบุคลากร และปรับระบบการบริหารจัดการให้เท่าทันมาตรฐานโลก

    sme-oecd-cp-SPACEBAR-Photo04.jpg

    “ธีระพล” ชี้ OECD คือใบอนุญาตใหม่ของ SME ไทยบนเวทีโลก

    ด้านดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า การปรับตัวของ SME ไทยให้สอดคล้องกับมาตรฐาน OECD เป็นเรื่องสำคัญและท้าทาย เพราะถือเป็น “License to Operate” ในตลาดโลก

    “OECD ครอบคลุมหลายมิติ ทั้งธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความยั่งยืน หาก SME ไทยไม่ปรับตัว ย่อมเสียโอกาสในการแข่งขัน แต่หากบริหารจัดการด้าน ESG ได้ดี จะเปลี่ยนภาระให้เป็นโอกาส เช่น การวัดคาร์บอนฟุตพริ้นต์ เพื่อการส่งออก ซึ่งช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือ และเปิดทางสู่แหล่งทุน เทคโนโลยี และตลาดใหม่ๆ” ดร. ธีระพล กล่าว

    ดร.ธีระพล ยังเน้นว่า การยกระดับ SME ไทยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และสมาคมต่าง ๆ เพื่อสร้างเครือข่าย และเติมเต็มทักษะด้านเทคโนโลยีและความยั่งยืน

    “ในฐานะตัวแทน เครือซีพี ผมยินดีเปิดบ้านที่ True Digital Park ซึ่งเป็นศูนย์รวม Start-up และ SME เพื่อร่วมขับเคลื่อน SME ไทยสู่ตลาดโลกอย่างยั่งยืน” ดร.กล่าวทิ้งท้าย

    ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์

    ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์

    “ซีพี แอ็กซ์ตร้า” ชู 5 แนวทางผลัก SME ไทยสู่ตลาดโลก

    ขณะที่ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) ศิริพร เดชสิงห์ กล่าวว่า ตลอดกว่า 30 ปีที่ผ่านมา เครือ ซีพี โดย แม็คโคร และ โลตัส ได้สนับสนุน SME ไทยกว่า 45,000 รายทั่วประเทศ ทั้งด้านการผลิต บริการ และเกษตรกรรม

    ศิริพร เดชสิงห์  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)

    ศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)

    พร้อมประกาศ 5 แนวทางสนับสนุน SME ไทยสู่ตลาดโลก ดังนี้

     1. ขยายช่องทางตลาดต่างประเทศ ผ่านสาขา แม็คโคร–โลตัส กว่า 2,600 แห่งใน 10 ประเทศ

     2. ให้ข้อมูลความต้องการลูกค้าต่างชาติ และคำแนะนำด้านพัฒนาสินค้า–บรรจุภัณฑ์

     3. สร้างมาตรฐานสินค้า ตามข้อกำหนดกฎหมายในแต่ละประเทศ

     4. ใช้ระบบโลจิสติกส์และดิจิทัลของ CP AXTRA ช่วยลดต้นทุนและขยายตลาด ออนไลน์ B2B–B2C

     5. สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ไทยในต่างแดน ยกระดับความเชื่อมั่นในสินค้าคุณภาพของผู้ประกอบการ ไทย

    นอกจากนี้ ยังเสนอ 4 เคล็ดลับสำคัญสำหรับ SME ยุคใหม่ คือ หาจุดเด่นสินค้า พัฒนา ช่องทางขาย ใช้เทคโนโลยีสร้างประสบการณ์ลูกค้า และสร้างพันธมิตรเพื่อเสริมจุดแข็งร่วมกัน

    sme-oecd-cp-SPACEBAR-Photo06.jpg

    sme-oecd-cp-SPACEBAR-Photo07.jpg

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://spacebar.th/business/sme-oecd-cp&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0KDhQNbI0NJB1VRg2G_gra

  • กรอ.จังหวัดราชบุรีศึกษาสถานีรถไฟหนองปลาดุก ประกอบกิจการขนส่งทางราง

    กรอ.จังหวัดราชบุรีศึกษาสถานีรถไฟหนองปลาดุก ประกอบกิจการขนส่งทางราง

    กรอ.จังหวัดราชบุรีศึกษาสถานีรถไฟหนองปลาดุก ประกอบกิจการขนส่งทางราง


    17/10/2568 | 6 |

    กรอ.จังหวัดราชบุรีศึกษาสถานีรถไฟหนองปลาดุก ประกอบกิจการขนส่งทางราง

    วันที่ 17 ต.ค. 2568 นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี พร้อมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน เพื่อการพัฒนาและแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ จังหวัดราชบุรี หรือ กรอ.จังหวัดราชบุรี มีส่วนราชการ ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชน ลงพื้นที่สำรวจสถานีรถไฟหนองปลาดุก เพื่อศึกษาความเหมาะสมของพื้นที่และขับเคลื่อน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบรางและระบบโลจิสติกส์ของจังหวัดราชบุรี โดยการจัดตั้ง “ราชบุรี Dry Port” หรือท่าเรือบก บริเวณสถานีรถไฟหนองปลาดุก อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี 

    นางสาววริษฐา สงวนเสริมศรี รองผู้ว่าราชการจังหวัดราชบุรี กล่าวถึงการลงพื้นที่ในครั้งนี้ว่า กรอ.จังหวัดราชบุรี ได้มีการพิจารณามีมติเห็นชอบในเรื่องของการผลักดันและสนับสนุนการจัดตั้งสถานีขนส่งสินค้าในพื้นที่จังหวัดราชบุรีคือจุดที่เหมาะสมก็คือสถานีรถไฟหนองปลาดุกแห่งนี้ ซึ่งเป็นชุมทางของการเดินทางโดยระบบรางสู่ภาคใต้ กาญจนบุรี และใกล้เคียงก็เป็นถือเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งสินค้าจำนวนมากของจังหวัดราชบุรีและใกล้เคียง หากการจัดตั้งสถานีขนส่งสินค้าในพื้นที่นี้ประสบความสำเร็จก็ถือว่าเป็นการสนับสนุนการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่และระดับชาติได้ต่อไป ทั้งนี้กรอ.จังหวัดราชบุรี จะจัดทำเป็นข้อมูลเพื่อประกอบการนำเสนอต่อคณะกรรมการกรอ.ส่วนกลางเพื่อสนับสนุนและผลักดันต่อไป

    สำหรับการจัดตั้ง “ราชบุรี Dry Port” หรือท่าเรือบก บริเวณสถานีรถไฟหนองปลาดุกแห่งนี้ หากพื้นที่นี้ได้รับการพัฒนาตามที่เสนอไปก็ก็คาดว่าจะมีการขนส่งสินค้ากระจายไปสู่ภูมิภาคต่างต่างรวมทั้งไปยังท่าเรือแหลมฉบังมีเป็นจำนวนมากปีหนึ่งก็น่าจะร่วมเป็นหลักหมื่นตู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนจากระบบขนส่งที่ใช้ปกติคือทางถนนเมาสู่ระบบรางจะช่วยลดต้นทุนในการขนส่ง และยังส่งเสริมรักษาสิ่งแวดล้อมของโลกเพราะจะลดการใช้พลังงานลงได้จำนวนมาก
    —————————————————————–


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://ratchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/33/iid/432461&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3qDhX7ZfXPK8LQcRgrKod3

  • ผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟันธง Wellness Tourism คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวฟันธง Wellness Tourism คือเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    เคทีซี จัดงานเสวนา ‘Thailand Wellness Tourism: From Longevity Economy to Lifestyle for All’ รวบรวมผู้นำอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เผย Wellness Tourism กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หลังโควิดดันพฤติ กรรมผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น สอดคล้องข้อมูลจาก Global Wellness Institute (GWI) ระบุตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลกปี 2025 จะมีมูลค่า 7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 230 ล้านล้านบาท ตลาด Wellness Tourism ของโลกเติบโตเร็วกว่าอุตสาหกรรมท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า

    17 ต.ค. 2568 – นายภูมิกิตติ์ รักแต่งาม รองประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.)  และที่ปรึกษา BDMS Wellness เปิดเผยว่า วิกฤตโควิด-19 ทำให้ผู้คนทั่วโลกหันมาใส่ใจสุขภาพทั้งด้านอาหาร การออกกำลังกาย และสุขภาพจิต จนแนวคิด Well-being กลายเป็นไลฟ์สไตล์สำคัญและต่อยอดสู่การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Wellness Tourism) ที่สร้างคุณค่าแก่ทั้งร่างกายและเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่ ผู้ที่เดินทางเพื่อสุขภาพโดยตรง (Primary Wellness Tourism) และมียอดใช้จ่ายสูง สัดส่วน 15% และผู้ที่ท่องเที่ยวทั่วไปแต่ใช้จ่ายด้านสุขภาพเสริม (Secondary Wellness Tourism) มีสัดส่วน 85%

    ทั้งนี้ หากประเทศไทยต้องการเป็น Wellness Destination ระดับโลก ต้องเร่งขยายฐานกลุ่ม Primary ผ่านการสร้าง Ecosystem ครบวงจร ตั้งแต่นโยบายรัฐ มาตรฐานบริการ แพ็กเกจท่องเที่ยวสุขภาพแบบบูรณาการ จนถึงการสร้างสุขภาวะให้คนไทยเอง พร้อมทั้งเจาะตลาด Gen Z (13–28 ปี) นักเดินทางรุ่นใหม่ที่พร้อมลงทุนเพื่อประสบการณ์สุขภาพและคุณภาพชีวิต ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต

    นายกรด โรจนเสถียร ที่ปรึกษาประธานบริหารและประธานกรรมการ ชีวาศรม อินเตอร์เนชั่นแนล เฮลท์ รีสอร์ท กล่าวว่า ปัจจุบันลูกค้าชีวาศรม 80% เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติ และ 20% เป็นนักท่องเที่ยวไทย เพิ่มขึ้นจากก่อนโควิดที่มีไม่ถึง 2% กลุ่มหลักคือ Gen X (46–60 ปี) รองลงมาคือ Gen Y (31–45 ปี) ที่นิยมท่องเที่ยวควบคู่สุขภาพแบบองค์รวม มียอดใช้จ่ายเฉลี่ย 60,000–100,000 บาทต่อคนต่อทริป และมีแนวโน้มพักระยะยาวมากขึ้น ตั้งแต่ 7 คืนจนถึง 3 เดือน บางรายอยู่นานถึง 6 เดือน

    นายกรด กล่าวเพิ่มเติมว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจะเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยได้ ต้องใช้เสน่ห์ความเป็นไทย เป็นตัวดึงดูดเพราะผู้คนทั่วโลกตระหนักว่าสุขภาพคือเรื่องสำคัญและใช้การท่องเที่ยวเป็นโอกาสปรับพฤติกรรม ประเทศไทยมีจุดแข็งครบ ทั้งอาหารสุขภาพ สมุนไพร การแพทย์แผนไทย และวัฒนธรรมที่สัมผัสได้จริง ไม่เพียงสร้างประสบการณ์ แต่ยังช่วยกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

    นายปราโมทย์ เดชะบุญศิริพานิช  กรรมการผู้จัดการ บริษัท ปุริ จำกัด ระบุว่า  ประเทศไทยมีเอกลักษณ์ด้านวัฒนธรรมที่ผูกโยงกับ 5 Senses – กลิ่น รส สัมผัส เสียง และบรรยากาศ ซึ่งปัญญ์ปุริได้นำมาสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์และ Wellness Experience ที่แตกต่าง เช่น กลิ่นหอมจากพืชพันธุ์ธรรมชาติและภูมิปัญญาโบราณที่ช่วยบำบัดความเหนื่อยล้าได้จริง และยังเป็นกระจายสู่ท้องถิ่น จุดแข็งเหล่านี้คือ Top of Mind ที่สามารถต่อยอด และสร้างรายได้ในระดับโลก

    ตลาด Wellness กำลังเปิดกว้างต่อประสบการณ์ที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่น ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการไทยที่มีความโดดเด่นและแตกต่าง อย่างไรก็ตาม เส้นทางสู่ตลาดโลกยังเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งเรื่องมาตรฐานสากลด้านคุณภาพ ความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และการสื่อสารแบรนด์ให้ร่วมสมัย การพัฒนาตลาด Wellness จึงไม่เพียงสร้างรายได้ แต่ยังเสริมพลัง Soft Power ไทย และเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    ผศ.ดร.จุฑามาศ วิศาลสิงห์ ประธานเครือข่าย Thailand Gastronomy Network กล่าวว่า อาหารไทยมีความพร้อมอย่างมากในการเป็นหนึ่งในหัวใจของ Wellness Tourism เพราะเรามีภูมิปัญญาเรื่องสมุนไพร เครื่องแกง และการผสมรสที่สะท้อนหลัก อาหารเป็นยา ( Food as Medicine ) อย่างแท้จริง หากเรายกระดับความเข้าใจเรื่องคุณค่าอาหารไทย และสื่อสารให้ผู้บริโภคเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง รสชาติ สุขภาพ และ วัฒนธรรม ก็จะสามารถต่อยอดอาหารไทยให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญของ Wellness Tourism ได้ ทั้งในแง่เศรษฐกิจ ภาพลักษณ์ประเทศ และคุณค่าทางใจของผู้มาเยือน

    ข้อมูล GWI ยังระบุอีกว่าอุตสาหกรรม Wellness Tourism จะเติบโตเป็น1.4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 51 ล้านล้านบาท ภายในปี 2027 ซึ่งเติบโตเร็วกว่าการท่องเที่ยวทั่วไปเกือบ 2 เท่า นักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปประมาณ 1,886 ดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 68,000 บาท สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปถึง 56% ขณะเดียวกันประเทศไทยยังครองอันดับ 1 ด้านการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ระหว่างปี 2022 – 2023 จากบรรดา 25 ตลาดสุขภาพชั้นนำของโลก

    “ด้วยจุดแข็งด้านอาหาร สมุนไพร และภูมิปัญญาท้องถิ่น ประเทศไทยมีศักยภาพสูงมากที่จะก้าวสู่ ‘Wellness Hub แห่งเอเชีย โดยเฉพาะหากเรานำแนวคิดอาหารเป็นยา และ Wellness on a Plate มาต่อยอดเป็นประสบการณ์การท่องเที่ยวที่ทั้งอร่อย ดีต่อสุขภาพ และสะท้อนคุณค่าความเป็นไทยได้อย่างร่วมสมัย”

    มิสเตอร์ริชาร์ด ดอยท์ล ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ กล่าวว่า The Sukhothai Spa ถือเป็นตัวอย่างการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพที่นำเอกลักษณ์เรือนไทยโบราณผสานกับศาสตร์การบำบัดสมัยใหม่อย่างกลมกลืน จนกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างทั้งการพักผ่อนและการเยียวยาแบบองค์รวม เชื่อมโยงประสบการณ์ทางวัฒนธรรมเข้ากับไลฟ์สไตล์ร่วมสมัยได้อย่างโดดเด่น นอกจากนี้การได้รับรางวัล Michelin Keys 2 ดอก สะท้อนมาตรฐานการบริการระดับโลกของโรงแรมสุโขทัย กรุงเทพ ที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ พร้อมยกระดับประเทศไทยสู่การเป็น Wellness Destination ชั้นนำของโลก ได้อย่างยั่งยืน

    นางสาววริษฐา พัฒนรัชต์ ผู้บริหารสูงสุด ฝ่ายการตลาดบัตรเครดิต เคทีซี เปิดเผยว่า สมาชิก  เคทีซีมีพฤติกรรมลงทุนด้านสุขภาพควบคู่กับการท่องเที่ยวมากขึ้นโดยยอดใช้จ่ายในโรงแรมที่ตอบโจทย์ Wellness มียอดต่อครั้งสูงกว่าโรงแรมทั่วไป 1.88 เท่า และยังเห็นสัญญาณการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพของกลุ่มคนอายุ 30–35 ปี เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เคทีซีมองว่าการท่องเที่ยวในอนาคตคือการสร้าง Travel Ecosystem ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและคุณภาพชีวิตในทุกขั้นตอน ผ่านการออกแบบสิทธิประโยชน์เฉพาะสำหรับ Customer Journey เช่น แพลตฟอร์ม KTC Wellness Hub ที่รวบรวมสิทธิประโยชน์มากกว่า 60 พันธมิตร ครอบคลุมรีสอร์ทสุขภาพ โรงพยาบาล สปา และร้านอาหารสุขภาพ มอบสิทธิพิเศษที่ไม่ใช่แค่ส่วนลด แต่เปิดโอกาสให้สมาชิกเข้าถึงบริการสุขภาพที่ได้มาตรฐาน สะดวก และคุ้มค่าอย่างแท้จริง

    “บทบาทของเคทีซีไม่ใช่เพียงผู้ให้บริการบัตรเครดิตแต่คืออีกหนึ่งฟันเฟืองสำคัญที่ช่วยผู้ประกอบการเชื่อมต่อกับฐานลูกค้าคุณภาพกว่า 2.8 ล้านราย และสร้างโอกาสใหม่ในตลาด Wellness Tourism ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง พร้อมผลักดันให้ประเทศไทยก้าวสู่ Wellness Destination ชั้นนำของโลก” นางสาววริษฐา กล่าว

    เพิ่มเพื่อน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/economy-news/880592/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw37hX2uv8NjjYgogr3zcqM7

  • เทศบาลอยุธยา เตรียมงานลอยกระทง สืบสานประเพณีวัฒนธรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เทศบาลอยุธยา เตรียมงานลอยกระทง สืบสานประเพณีวัฒนธรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว | เดลินิวส์

    เทศบาลอยุธยา เตรียมงานลอยกระทง สืบสานประเพณีวัฒนธรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว

    เทศบาลอยุธยา ประชุมเตรียมงานลอยกระทง เพื่อเป็นการอนุรักษ์ประเพณีวัฒนธรรมอันดีงานของชาวไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยวประชาชนมีรายได้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5214704/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YYRyK2RxfdzZ27e_sL8Eu

  • ททท. ดัน ‘ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์’ ดึงเศรษฐีตะวันออกกลาง หนุนรายได้ 1.25 แสนล้านบาทปี 69

    ททท. ดัน ‘ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์’ ดึงเศรษฐีตะวันออกกลาง หนุนรายได้ 1.25 แสนล้านบาทปี 69

    “การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย” (ททท.) ลุยตลาด “ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ” (Health Tourism) ดึงเศรษฐีตะวันออกกลางและเอเชียใต้ เข้ามารับการรักษาพยาบาล พักผ่อน และท่องเที่ยวในไทย คาดการณ์ว่าตลอดปี 2568 จะมีรายได้จากตลาดท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ฯ กว่า 125,000 ล้านบาท

    ณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า ในปี 2569 ทาง ททท.เดินหน้ารุกตลาด “ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพ” เพราะประเทศไทยมีจุดแข็งเรื่อง “สถานพยาบาล” ที่มีมาตรฐานระดับโลก ได้รับการรับรองจาก JCI (Joint Commission International) มากถึง 61 แห่ง ราคาถูกกว่าถึง 30-70% เทียบกับประเทศตะวันตก และมีสถานพยาบาลครอบคลุมทุกภาคทั่วประเทศมากกว่า 500 แห่ง ไม่ว่าจะเป็นคลินิกหรือโรงพยาบาลที่พร้อมรองรับนักท่องเที่ยว โดยในปี 2568 คาดว่าประเทศไทยจะมีรายได้จากตลาด Health Tourism ประมาณ “125,000 ล้านบาท”

    ทั้งนี้ตลาด Health Tourism มีจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 580,654 คน คิดเป็นสัดส่วน 1.74% ของนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมด เจาะกลุ่มเศรษฐีมีรายได้มากกว่า 2 ล้านบาทต่อปี โดยประเทศที่นิยมเดินทางมารักษาในไทย มีจากกลุ่ม “ตะวันออกกลาง” เช่น การ์ตาร์ โอมาน และคูเวต กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน เช่น กัมพูชา และกลุ่มประเทศเอเชียใต้ เช่น บังกลาเทศ โดยนักท่องเที่ยวกลุ่มนี้มีการใช้จ่าย 107,662 บาท/คน/ทริป สูงกว่านักท่องเที่ยวทั่วไปประมาณ 102.67%

    ขณะเดียวกัน ประเทศไทยมีความพร้อมเรื่องของ “คลินิก” ที่มีอยู่ใน “รีสอร์ตชั้นนำ” เช่น ชีวาศรม ส่วน เซเลส เกาะสมุย มีการร่วมกับบีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก ซึ่งคลินิกที่มีโปรแกรมดูแลสุขภาพเชิงป้องกันระดับมาตรฐานโรงพยาบาล เมื่อเทียบราคารักษาพยาบาลในไทยยังได้เปรียบหลายประเทศ อาทิ สิงคโปร์ ซึ่งในไทยถูกกว่า 30-50% ถือว่าเป็นต่อมากในภูมิภาคอาเซียน

    “กลุ่มตลาด Health Tourism ที่เดินทางมารักษาตัวในเมืองไทย ไม่ได้เดินทางเพื่อมารักษาพยาบาลเพียงอย่างเดียว แต่มาเพื่อฟื้นฟูสุขภาพ มีระยะเวลาในการพักยาวกว่านักท่องเที่ยวทั่วไป และในอนาคต ททท.จะมุ่งเจาะนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มผู้สูงวัยที่มาพักอยู่ในไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งจะเป็นตัวสร้างรายได้ เพราะมีมูลค่าสูงกว่านักท่องเที่ยวกลุ่มอื่น เนื่องจากกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีเงิน สามารถรองรับค่าใช้จ่ายระดับสูงได้”

    ททท. ดัน ‘ท่องเที่ยวเชิงการแพทย์’ ดึงเศรษฐีตะวันออกกลาง หนุนรายได้ 1.25 แสนล้านบาทปี 69

    ณัฐ ครุฑสูตร

    ณัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกตลาดที่มีศักยภาพคือ “นักท่องเที่ยวลักชัวรี” (Luxury Tourist) ซึ่งมีรายได้มากกว่า 60,001 ดอลลาร์สหรัฐ/คน/ปี เห็นเทรนด์เติบโตอย่างต่อเนื่องจากการสำรวจพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2567 โดยแรงจูงใจที่ทำให้นักท่องเที่ยวลักชัวรีเลือกประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทาง ปัจจัยหลักที่เลือกคือ “ความหลากหลาย” ของแหล่งท่องเที่ยว 58.95% รองลงมาคืออัธยาศัยไมตรีของคนท้องถิ่น 52.97% และปัจจัยเรื่องอาหารและเครื่องดื่ม 51.69%

    ทั้งนี้ พบว่าสัดส่วนนักท่องเที่ยวลักชัวรี นิยมเดินทางด้วยตนเองกว่า 87.31% เดินทางกับกลุ่มทัวร์ 9.60% ส่วนกลุ่มเดินทางด้วยตนเองและใช้บริการจากทัวร์ภายประเทศ 3.09% โดยมีวัตถุประสงค์ของการมาเยือนประเทศไทย นิยมเดินทางเพื่อพักผ่อนและวันหยุดมากที่สุด 78.68% ทำงานร่วมกับท่องเที่ยว 7.72% รับการรักษาสุขภาพ รักษาโรค 2.02% เข้าร่วมการแข่งขันกีฬา เล่นกีฬา 1.71% และฉลองการแต่งงาน ครบรอบแต่งงาน 1.22%

    โดยนิยมเดินทางคนเดียว 29.25% เดินทางกับเพื่อน 19.74% เดินทางกับคู่สมรส 18.91% เดินทางกับครอบครัวหรือญาติ 18.6% เดินทางกับคู่รัก 8.91% และเดินทางกับเพื่อนร่วมงาน 4.56% ส่วนเมืองท่องเที่ยวยอดนิยมยังคงเป็น “กรุงเทพฯ” รองลงมาคือ ภูเก็ต ชลบุรี กระบี่ สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ ประจวบคีรีขันธ์ พังงา เชียงราย และระยอง มีจำนวนคืนพำนักเฉลี่ย 12.49 คืนต่อทริป ค่าใช้จ่ายรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 6,333 บาท/คน/วัน เพิ่มขึ้น 52.53% เทียบกับปีก่อน คิดเป็นค่าใช้จ่ายต่อทริป 79,098 บาท/คน/ทริป เพิ่มขึ้น 74.14%

    ด้านพฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวลักชัวรี พบว่า “กิจกรรม” ที่ได้รับความนิยม 5 อันดับแรก ได้แก่ กิจกรรมรับประทานอาหารไทย 88.1% รองลงมาคือกิจกรรมชายหาด 60.07% นวดและสปา 55.19% ชมสถานที่ทางประวัติศาสตร์ 52.6% และแสงสียามค่ำคืน 46.41%

    และเมื่อเจาะเฉพาะพฤติกรรม “การชอปปิง”​ ส่วนใหญ่นิยมซื้อเสื้อผ้า 54.08% ของที่ระลึก 43.58% ผลิตภัณฑ์อาหารไทย 37.24% เครื่องสำอาง เครื่องหอม 13.08% และเครื่องประดับ อัญมณี 11.4%

    สำหรับการสำรวจ “ทัศนคติ” ต่อการท่องเที่ยวประเทศไทย พบว่านักท่องเที่ยวลักชัวรีให้คะแนน “ความพึงพอใจ” ในภาพรวมอยู่ที่ 97.75% เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.04% โดยด้านที่ได้รับความพึงพอใจสูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อัธยาศัยไมตรีของคนท้องถิ่น 97.29% รองลงมาคือความน่าสนใจของแหล่งท่องเที่ยว 96.32% และอาหารและเครื่องดื่ม 94.25% ส่วนด้านที่ได้รับคะแนนต่ำสุด 3 อันดับ คือความสะอาดและการบำรุงรักษาสถานที่ท่องเที่ยว ความสะอาดและสุขอนามัยของร้านค้าร้านอาหาร และด้านภาษากับการสื่อสาร

    “อย่างไรก็ตาม เมื่อสอบถามถึงความต้องการกลับมาเยือนประเทศไทยอีกครั้งในอีก 2-3 ปีข้างหน้า นักท่องเที่ยวลักชัวรีระบุว่าจะกลับมา 83.09% ไม่แน่ใจ 8.47% และไม่กลับมา 8.44% ทั้งนี้พร้อมแนะนำบอกต่อเกี่ยวกับการท่องเที่ยวประเทศไทยกว่า 97.46% ส่วนประเด็นเกี่ยวกับความคาดหวังต่อการท่องเที่ยวประเทศไทย พบว่านักท่องเที่ยวได้รับประสบการณ์ตามคาดหวัง 50.96% สูงกว่าความคาดหวัง 48.71% และน้อยกว่าความคาดหวัง 0.33%”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/business/business/1203603&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2IExy_xkO_G7G8l2yCudtp