Blog

  •  ภาวะเศรษฐกิจการเงินประจำสัปดาห์  โดย: วิจัยกรุงศรี

     ภาวะเศรษฐกิจการเงินประจำสัปดาห์  โดย: วิจัยกรุงศรี

    การยกระดับสงครามการค้าของทรัมป์อาจสร้างแรงกดดันเพิ่มเติมต่อเศรษฐกิจโลก ด้านจีนเผชิญแรงกดดันจากทั้งฝั่งอุปสงค์และอุปทาน

    •สหรัฐฯ
    สหรัฐฯ เผชิญความไม่แน่นอนสูงขึ้นทั้งด้านเศรษฐกิจ เงินเฟ้อ และดอกเบี้ย หลังทรัมป์ยกระดับสงครามการค้า เศรษฐกิจสหรัฐฯ ไตรมาส 2 ขยายตัว 3.8% QoQ annualized สูงกว่าคาดการณ์ที่ 3.3% ขณะที่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรกในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 20 กันยายน 2568 ปรับลดลงสู่ 2.18 แสนราย ต่ำสุดตั้งแต่เดือนกรกฎาคม อย่างไรก็ตาม ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายนร่วงลงสู่ 55.1 จากเดือนก่อนที่58.2 ขณะที่เงินเฟ้อที่วัดจากดัชนีราคา PCE เดือนสิงหาคมเร่งขึ้นสู่ 2.7% YoY ซึ่งสูงสุดในรอบ 6 เดือน

    ประธานาธิบดีทรัมป์เตรียมเรียกเก็บภาษีนำเข้าเพิ่มเติม ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม ได้แก่ เฟอร์นิเจอร์ 30-50% รถบรรทุกขนาดใหญ่ 25% และผลิตภัณฑ์เภสัชกรรม 100% ซึ่งเพิ่มแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในระยะถัดไป เมื่อประกอบกับตัวเลขเศรษฐกิจบางตัวที่รายงานออกมาดีกว่าคาดอาจทำให้เฟดต้องดำเนินนโยบายการเงินด้วยความระมัดระวังมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การร่วงลงของความเชื่อมั่นและการชะลอตัวอย่างชัดเจนของตลาดแรงงาน รวมทั้งผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้า คาดว่าจะส่งผลเชิงลบมากขึ้นต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง ดังนั้นเฟดจึงมีแนวโน้มปรับลดดอกเบี้ยอีก 2 ครั้ง (ครั้งละ 0.25%) ในการประชุมที่เหลือของปีนี้

    •ญี่ปุ่น
    การเลือกตั้งผู้นำ LDP คนใหม่ หนุนความเชื่อมั่นแผนกระตุ้นเศรษฐกิจ ในเดือนกันยายน ดัชนี PMI ภาคการผลิตเบื้องต้นลดลงสู่ระดับ 48.4 จาก 49.7 ในเดือนก่อน ซึ่งหดตัวแรงที่สุดในรอบ 6 เดือน ขณะที่ PMI ภาคบริการเบื้องต้นชะลอลงเล็กน้อยจาก 53.1 สู่ 53.0 ส่วนอัตราเงินเฟ้อกรุงโตเกียว (Tokyo CPI) ทรงตัวที่ 2.5% YoY

    ภาพรวมเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีสัญญาณชะลอตัวชัดเจนขึ้น โดยภาคการผลิตหดตัวแรงและการส่งออกติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 ซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ และการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ขณะเดียวกันการบริโภคในประเทศยังถูกกดดันจากเงินเฟ้อที่ทรงตัวในระดับสูง อย่างไรก็ตาม การเลือกตั้งหัวหน้าพรรครัฐบาล (LDP) ที่จะมีขึ้นวันที่ 4 ตุลาคม คาดว่าจะช่วยหนุนความเชื่อมั่นต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลชุดใหม่ เช่น นโยบายปรับลดภาษี รวมถึงการมอบเงินสนับสนุนแก่ครัวเรือนในประเทศ ซึ่งหากนโยบายต่างๆ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะถัดไปอาจเพิ่มโอกาสที่ BOJ จะพิจารณาปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในช่วงปลายปีนี้

    •จีน
    ภาวะอุปทานส่วนเกินและตลาดแรงงานที่เปราะบางยังคงกดดันเศรษฐกิจจีน กำไรภาคอุตสาหกรรมในช่วง 8 เดือนแรกของปีนี้ขยายตัวเพียง 0.9% YoY จาก -1.7% ในช่วง 7 เดือนแรก ส่วนอัตราการว่างงานในกลุ่มคนหนุ่มสาว (อายุ 16-24 ปีไม่รวมนักเรียน) เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 18.9% ในเดือนสิงหาคมจาก 17.8% ในเดือนกรกฎาคม ขณะที่ดัชนี PMI ย่อยด้านการจ้างงานในภาคการผลิตและนอกการผลิตในเดือนสิงหาคมยังคงอยู่ในโซนการหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 30 ที่ 47.9 และ 45.6 ตามลำดับ

    กำไรภาคอุตสาหกรรมล่าสุดยังคงสะท้อนถึงแรงกดดันจากการแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงและภาวะอุปทานส่วนเกิน แม้จีนได้ออกมาตรการเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่คาดว่าต้องอาศัยเวลากว่าจะเห็นผลชัดเจน อีกทั้งประสิทธิผลของมาตรการอาจถูกลดทอนจากนโยบายภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ซึ่งกดดันให้ธุรกิจจีนต้องคงราคาสินค้าในระดับต่ำเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่เครื่องชี้ด้านการจ้างงานสะท้อนถึงความไม่สมดุลระหว่างอุปทานแรงงานที่เพิ่มขึ้นตามฤดูกาล (นักศึกษาจบใหม่) กับอุปสงค์แรงงานที่อ่อนแอจากภาคธุรกิจซึ่งกังวลกับการขยายการลงทุน นอกจากนี้ คำตัดสินของศาลสูงจีนที่ห้ามหลีกเลี่ยงการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมตั้งแต่ 1 กันยายน อาจทำให้ธุรกิจบางส่วนต้องลดการจ้างงานจากต้นทุนที่สูงขึ้น

    การคลังที่อ่อนแอและการเติบโตที่เผชิญปัจจัยลบสร้างแรงกดดันต่ออันดับความน่าเชื่อถือ ขณะที่ภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯฉุดการส่งออกชะลอตัว

    ฟิทซ์ปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือของไทยสู่เชิงลบ ปัจจัยฉุดจากภาคการคลังที่อ่อนแอลงและการเมืองที่เปราะบาง ล่าสุดบริษัทฟิทซ์ เรnติงส์ แม้ประกาศคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ที่ BBB+ แต่ได้ปรับลดแนวโน้มลงจาก “มีเสถียรภาพ” เป็น “เชิงลบ” เนื่องจาก (i) ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นต่อแนวโน้มภาคการคลังที่ได้รับผลพวงจากความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ประกอบกับ (ii) ปัจจัยลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น ผลจากการชะลอตัวของอุปสงค์โลก การฟื้นตัวที่ล่าช้าของภาคท่องเที่ยว และภาระหนี้ครัวเรือน

    การปรับลดแนวโน้มอันดับความเชื่อถือลงสู่เชิงลบของฟิทซ์ เรตติ้งส์ล่าสุด หลังจากที่ Moody’s ได้ปรับลดแนวโน้มไปก่อนหน้าในช่วงปลายเดือนเมษายนนั้น สะท้อนว่าประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างด้านการคลังและศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ในระยะสั้น รัฐบาลได้เตรียมดำเนินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง รวมถึงสนับสนุนการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อช่วยพยุงการฟื้นตัวของอุปสงค์ภายในประเทศและบรรเทาผลกระทบจากการชะลอตัวของภาคส่งออก สำหรับในระยะกลางถึงยาว ความท้าทายสำคัญอยู่ที่การดำเนินนโยบายที่เอื้อต่อการเพิ่มศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ ควบคู่กับการลดการขาดดุลทางการคลังหรือการรักษาวินัยการคลัง เพื่อลดภาระหนี้สาธารณะและบรรเทาความเสี่ยงในการถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือในอนาคต

    มูลค่าส่งออกเดือนสิงหาคมเติบโตชะลอเหลือเลขหลักเดียวในรูปเงินดอลลาร์ และหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ในรูปเงินบาท กระทรวงพาณิชย์รายงานมูลค่าส่งออกในเดือนสิงหาคมอยู่ที่ 27.7 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัวต่ำสุดในรอบ 11 เดือนที่ 5.8%YoY หากหักสินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน และทองคำ การส่งออกเติบโต 5.4% โดยการส่งออกสินค้าสำคัญที่ยังขยายตัว อาทิ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ แผงวงจรไฟฟ้า และผลิตภัณฑ์ยาง ขณะที่การส่งออกสินค้าเกษตรกลับมาหดตัวโดยได้รับแรงกดดันจากการแข่งขันทางด้านราคา อาทิ ข้าว ยางพารา และมันสำปะหลัง ด้านตลาดส่งออกพบว่าตลาดหลักที่ขยายตัว เช่น สหรัฐฯ จีน และอาเซียน ขณะที่หดตัวในตลาดสหภาพยุโรป และญี่ปุ่น สำหรับในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2568 มูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 223.2 พันล้านดอลลาร์ ขยายตัว 13.3%

    การส่งออกของไทยในเดือนสิงหาคมชะลอลงชัดเจน หลังจากเริ่มมีการบังคับใช้อัตราภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯที่ 19% ตั้งแต่วันที่ 7 สิงหาคม โดยการส่งออกไปตลาดสหรัฐฯเติบโตเหลือเพียง 12.8% YoY ชะลอลงจากที่เคยขยายตัวเฉลี่ยเกือบ 30% ในช่วง 7 เดือนแรก สะท้อนว่าปัจจัยบวกจากการเร่งส่งออกล่วงหน้าได้ทยอยสิ้นสุดลง และการส่งออกไปสหรัฐฯ อาจมีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในเดือนสิงหาคมยังทำให้มูลค่าส่งออกในรูปเงินบาทหดตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 ที่ -5.5% YoY สถานการณ์ดังกล่าวกดดันรายได้ผู้ส่งออกในประเทศโดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตที่มีการนำเข้าวัตถุดิบในสัดส่วนที่น้อยหรือใช้วัตถุดิบในประเทศ (local content) เป็นหลัก ทั้งนี้ แรงกดดันทั้งจากการปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสหรัฐฯ และการแข็งค่าของเงินบาท มีแนวโน้มทำให้บทบาทของภาคส่งออกในฐานะเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทยอ่อนแรงลงอย่างมีนัยสำคัญโดยเฉพาะตั้งแต่ไตรมาส 3 ของปีนี้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thaitabloid.com/archives/250052&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3vHeeQxShaCAdQvR3KXYAd

  • “วรภัค” เผย ไอเอ็มเอฟ มองเศรษฐกิจโลก 2025 ยังคง “ขยายตัวอย่างจำกัด”

    “วรภัค” เผย ไอเอ็มเอฟ มองเศรษฐกิจโลก 2025 ยังคง “ขยายตัวอย่างจำกัด”

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/104657&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0LYETkDNGm82OW2e-Mb9vV

  • ข่าวดี! ‘คนละครึ่ง พลัส’เดินทางทั่วไทย จ่ายครึ่งเดียว’ ครอบคลุมขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ

    ข่าวดี! ‘คนละครึ่ง พลัส’เดินทางทั่วไทย จ่ายครึ่งเดียว’ ครอบคลุมขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ

    ข่าวดี! ‘คนละครึ่ง พลัส’เดินทางทั่วไทย จ่ายครึ่งเดียว’ ครอบคลุมขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ

    วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.24 น.

    ข่าวดี! รัฐบาลเดินหน้า‘คนละครึ่ง พลัส’ ดัน‘เดินทางทั่วไทย จ่ายครึ่งเดียว’ ครอบคลุมขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ ลดภาระประชาชน-ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    19 ตุลาคม 2568 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าของรัฐบาลในการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่องและตรงจุด ด้วยการขยายผลโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ให้ครอบคลุมการใช้จ่ายในระบบขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการ ลดภาระค่าครองชีพด้านการเดินทางของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิต จึงได้ปรับปรุงโครงการฯ เพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ

    “โครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ในส่วนของระบบขนส่งสาธารณะนี้ ถือเป็นการตอกย้ำถึง ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เป็นการใช้กลไกของรัฐในการหมุนเวียนเม็ดเงินไปสู่ผู้ประกอบการรายเล็กอย่างแท้จริง” นางสาวลลิดา กล่าว

    ขณะนี้ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ได้เข้าร่วมโครงการอย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ชำระค่าตั๋วรถ บขส. ทุกเส้นทางทั่วประเทศ ณ ช่องจำหน่ายตั๋วทุกสถานี ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 โดยจำกัดวงเงินใช้สิทธิ์สูงสุดที่ 200 บาทต่อวัน เพื่อให้เกิดการกระจายการใช้จ่ายอย่างเหมาะสม

    อย่างไรก็ตาม โครงการนี้เปิดกว้างสำหรับรถสาธารณะทุกประเภท อาทิ รถจักรยานยนต์สาธารณะ, รถตุ๊กตุ๊ก, รถแท็กซี่, รถสองแถว, รถตู้โดยสาร, และรถโดยสารประจำทาง โดย กรมการขนส่งทางบก เปิดรับผู้ประกอบการเข้าร่วมลงทะเบียนได้ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม – 19 ธันวาคม 2568 โดยเน้นการเข้าถึงสิทธิ์สำหรับผู้ประกอบการที่มี ใบอนุญาตถูกต้อง และ นิติบุคคลรายเล็ก (รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี)

    “รัฐบาลเชื่อมั่นว่ามาตรการนี้จะช่วยฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบ และพัฒนาบริการให้เป็นระบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น นี่คือการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” รองโฆษกฯ กล่าว

    -005

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/922023&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw19gf1HR-nyDxs6YTDiGmEu

  • “สรรเพชญ” หนุนรัฐบาลเดินหน้า “คนละครึ่งพลัส” มองโครงการมีประสิทธิภาพ รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจถูกจุด ช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน | TOPNEWS

    “สรรเพชญ” หนุนรัฐบาลเดินหน้า “คนละครึ่งพลัส” มองโครงการมีประสิทธิภาพ รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจถูกจุด ช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน | TOPNEWS

    19 ตุลาคม 2568 นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่พบปะประชาชนในเขตอำเภอเมืองสงขลา ว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมาได้ลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง พบว่า “เศรษฐกิจปากท้อง” ยังคงเป็นประเด็นหลักที่ส่งผลกระทบต่อครัวเรือนมากที่สุด โดยประชาชนส่วนใหญ่สะท้อนตรงกันว่า รายจ่ายเพิ่มขึ้นแต่รายได้เท่าเดิม ทำให้หลายครอบครัวต้องประคับประคองการใช้จ่ายอย่างยากลำบาก

    นายสรรเพชญ กล่าวว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นหนึ่งในมาตรการที่ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนในเชิงบวก เพราะสามารถกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม เงินที่รัฐอัดฉีดลงไปถึงทั้งผู้ค้าและผู้บริโภคโดยตรง พร้อมช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้จริง โดยส่วนตัวมองว่า มาตรการลักษณะนี้มีประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจระยะสั้นดีกว่าการแจกเงินแบบครั้งเดียว เพราะช่วยสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายต่อเนื่อง และส่งผลดีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากอย่างทั่วถึง

    อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่พบในระยะเริ่มต้นของการดำเนินโครงการ คือ ขั้นตอนการลงทะเบียนและยืนยันตัวตนที่ยังไม่สะดวก โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุซึ่งต้องเดินทางไปธนาคารเพื่อยืนยันตัวตน ทำให้เกิดความยุ่งยากและล่าช้าในการเข้ารับสิทธิ์ นายสรรเพชญ จึงเสนอให้รัฐบาลเร่งหาแนวทางปรับปรุงระบบ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้ยาก

    สำหรับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” รอบใหม่นี้ รัฐบาลจะเปิดให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 20 – 26 ตุลาคม 2568 และสามารถเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยมีการ ปรับเพิ่มวงเงินการใช้จ่ายเป็น 200 บาทต่อวัน พร้อม ขยายฐานอายุผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมเป็นตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป รวมถึงเพิ่ม สิทธิพิเศษสำหรับผู้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ให้ได้รับวงเงินเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ เพื่อกระตุ้นการบริโภคและส่งเสริมการเสียภาษีอย่างถูกต้อง

    ในเชิงเศรษฐกิจมหภาค นายสรรเพชญมองว่า การบริโภคภาคครัวเรือนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่ภาคการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ มาตรการอย่าง “คนละครึ่งพลัส” จึงถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยเสริมความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและพยุงกำลังซื้อของครัวเรือนได้อย่างเหมาะสม ทั้งยังเป็นการกระจายรายได้สู่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้มีรายได้หมุนเวียนเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมในระยะต่อเนื่อง

    ทั้งนี้ จากการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา โครงการ “คนละครึ่งพลัส” จะใช้งบประมาณจากเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหลืออยู่ในปีงบประมาณ 2568 ประมาณ 22,400 ล้านบาท และใช้งบประมาณปี 2569 อีกราว 44,000 ล้านบาท เพื่อผลักดันเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากและพยุงกำลังซื้อของประชาชนในช่วงปลายปี

    นายสรรเพชญ กล่าวทิ้งท้ายว่า ประชาชนส่วนใหญ่ในพื้นที่อยากให้รัฐบาลพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการออกไปถึงช่วงหลังปีใหม่ เพื่อให้ครอบคลุมเทศกาลจับจ่ายและท่องเที่ยวในต้นปี 2569 ซึ่งจะช่วยให้มาตรการนี้ส่งผลทางเศรษฐกิจได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมย้ำว่าการช่วยลดภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน คือรากฐานสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1362093&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw161rrC9_vmx_9yDC3vwRLg

  • “ศุภจี-บิ๊กดุลย์” บินศรีสะเกษ ติดตามความมั่นคง-ศก.ชายแดน | ทันข่าวสุดสัปดาห์ | 19 ต.ค. 68

    “ศุภจี-บิ๊กดุลย์” บินศรีสะเกษ ติดตามความมั่นคง-ศก.ชายแดน | ทันข่าวสุดสัปดาห์ | 19 ต.ค. 68

    ทางด้านรัฐบาล วานนี้ ส่ง 2 รัฐมนตรี จาก 2 กระทรวง “ศุภจี-พล.ท.อดุลย์” ลงพื้นที่ จ.ศรีสะเกษ ติดตาม ขับเคลื่อนภารกิจ ทั้งทางด้านความมั่นคง ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจชายแดน

    #ศุภจี #บิ๊กดุลย์ #ศรีสะเกษ #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันข่าวสุดสัปดาห์
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/203410&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2b7OTSzXH9Gx_GgSGCd-cS

  • ทำไมโปแลนด์ถึงอยู่แนวหน้าของวงการเกม | IGDX Conference 2025

    ทำไมโปแลนด์ถึงอยู่แนวหน้าของวงการเกม | IGDX Conference 2025

    หากพูดถึงผลงานเกมจากประเทศโปแลนด์ ชื่อของแฟรนไชส์ The Witcher และ Cyberpunk 2077 จาก CD Projekt RED ก็คงจะผุดขึ้นมาเป็นชื่อแรก ๆ ซึ่งทั้งสองเกมต่างก็ขึ้นชื่อเป็นผลงานเกมแนวหน้าในช่วงสิบกว่าปีที่ผ่านมานี้ แน่นอนว่าเกมจากโปแลนด์มันไม่ได้มีแค่สองเกมดังกล่าว แต่มันยังมีเกมคุณภาพชั้นเยี่ยมอื่น ๆ อีกมายที่หลายคนอาจจะไม่ทันได้สังเกตมาก่อนว่ามันถูกสร้างโดยสตูดิโอจากประเทศนี้ เช่น This War of Mine, Dying Light, The Alters, Cronos: The New Dawn และอีกหลายต่อหลายเกม

    ด้วยความยิ่งใหญ่นี้เอง หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมโปแลนด์ถึงได้ก้าวมาอยู่แนวหน้าของอุตสาหกรรมเกมได้ ซึ่งคุณ Cezary Filipek, Director of Foreign Trade Office แห่งประเทศอินโดนีเซีย จึงได้ขึ้นมาบรรยายถึงปัจจัยต่าง ๆ ทำให้เป็นเช่นนั้น บนเวที IGDX Conference 2025 ในหัวข้อ “Poland Game Industry”

    การศึกษาอันแข็งแรงที่มุ่งเน้นการเรียนแบบ STEM และสกิลภาษาอังกฤษ

    ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าการศึกษาถือเป็นรากฐานสำคัญต่อคุณภาพบุคลากรในประเทศอย่างมาก คุณ Cezary บอกว่ารูปแบบการเรียนการสอนแบบ STEM-focused มันได้ปลูกฝังความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ให้กับนักเรียนหรือนักศึกษาในประเทศอย่างเต็มเปี่ยม ด้วยสาเหตุนี้เอง โปแลนด์จึงเพียบพร้อมไปด้วยบุคลากรสายเทคฯ มากความสามารถ ซึ่งการจะสร้างวิดีโอเกมคุณภาพเยี่ยมขึ้นมาสักเกมได้ ล้วนแล้วต้องการบุคลากรในสายงานดังกล่าว แล้วโปแลนด์ก็มีทรัพยากรด้านบุคคลทางสายงานนี้อยู่มหาศาล

    อนาคตที่ดีต้องเริ่มสร้างตั้งแต่ราก

    สิ่งที่คุณ Cezary เล่ามาในประเด็นนี้มันได้สะท้อนให้เห็นเลยว่า การที่อุตสาหกรรมเกมของโปแลนด์มันแข็งแรงอย่างถึงที่สุดในระดับนี้ได้ มันไม่ใช่เพราะว่าประเทศเขาโฟกัสด้านสนับสนุนเงินทุนและทรัพยากร แต่มันเป็นเพราะประเทศเขาเริ่มต้นทุกสิ่งอย่างตั้งแต่รากแรกสุดอย่างการศึกษาเลย 

    คนในประเทศมองเห็นอาชีพ IT เป็นเส้นทางสู่ความสำเร็จ

    ข้อเท็จจริงน่าสนใจที่คุณ Cezary นำมาแชร์บนเวทีก็คือ วัฒนธรรมสาย IT ถูกมองเป็นเส้นทางสู่รายได้ที่สูงลิ่วและตัวบ่งชี้ความสำเร็จในหน้าที่การงานของคนโปแลนด์ ซึ่งข้อเท็จจริงก็สอดรับกับหัวข้อก่อนหน้าอยู่พอสมควร พอนักเรียนและนักศึกษาได้ผ่านการเรียนในระบบ STEM เป็นระยะเวลานาน การเดินหน้าในสายอาชีพ IT จึงเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของพวกเขาไปในตัวด้วย

    การประสบความสำเร็จบนเวทีโลกของแฟรนไชส์เกม The Witcher

    หมุดหมายสำคัญที่ทำให้อุตสาหกรรมโปแลนด์ได้รับการมองเห็นจากคนทั่วโลกก็คือผลงาน The Witcher ฉบับวิดีโอเกมที่สร้างโดย CD Projekt RED นั่นเอง ย้อนไปเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ต้นฉบับของ The Witcher ที่เป็นวรรณกรรมก็ถือเป็นผลงานแฟนตาซีของโปแลนด์ที่โด่งดังในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่จุดที่ทำให้มันได้กลายมาเป็นวรรณกรรมที่ฮิตกันทั่วโลกก็คือการมาถึงของเกม The Witcher ภาคแรกในปี 2007 นั่นเอง

    พอ The Witcher ทั้งสองเวอร์ชั่นมันได้กลายมาเป็น Pop Culture บวกกับ CD Projekt RED ก็ยกระดับภาคต่อของแฟรนไชส์นี้อย่างก้าวกระโดดขึ้นเรื่อย ๆ จนได้ให้กำเนิด The Witcher 3: Wild Hunt ที่เป็นสุดยอดเกม Open World RPG ขึ้นมา สตูดิโอจากโปแลนด์ก็เป็นที่ยอมรับจากเวทีโลกไปโดยปริยาย

    แรงซัพพอร์ตจากสหภาพยุโรปและรัฐบาลโปแลนด์

    คุณ Cezary บอกว่าทรัพยากรด้านชิ้นงานและด้านบุคลากรจากภาคเอกชน มันจะพุ่งทะยานไปได้ไกลมากถ้าเกิดได้แรงสนับสนุนจากหน่วยงานขนาดใหญ่ ซึ่งในกรณีของโปแลนด์ก็คือได้ทั้งเงินทุนจากสหภาพยุโรปกับรัฐบาลด้วย

    เครือข่ายที่เอื้อให้ผู้พัฒนาเกมอินดี้และสตูดิโอขนาดกลางได้เติบโต

    ด้วยองค์ประกอบทั้งหมดที่เล่ามาก่อนหน้า ผู้พัฒนาเกมขนาดเล็กของโปแลนด์จึงสามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะนอกจากพวกเขาจะรากฐานการศึกษาด้านเทคฯ ที่ดีมากแล้ว พวกเขาก็ยังได้แรงหนุนจากองค์กรภาครัฐด้วย อุตสาหกรรมเกมโปแลนด์จึงไม่ได้เอื้อแค่กับเกม AAA เพียงยังเดียว แต่มันยังโอบอุ้มคนทำงานตัวเล็กตัวน้อยให้เติบโตขึ้นเป็นองค์กรชั้นนำได้ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.gamingdose.com/feature/igdx-2025-poland-game-industry-summary/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3R76PhqW60sHRhuHVR3_zz

  • “รมว.อว.” สั่งสอบด่วนเหตุรุ่นพี่ทำร้ายรุ่นน้องในมหาวิทยาลัยดัง ย่านปทุมวัน จี้ทั่วประเทศเข้มงวดกิจกรรมรับน้อง

    “รมว.อว.” สั่งสอบด่วนเหตุรุ่นพี่ทำร้ายรุ่นน้องในมหาวิทยาลัยดัง ย่านปทุมวัน จี้ทั่วประเทศเข้มงวดกิจกรรมรับน้อง

    logo-imgสงวนลิขสิทธิ์ © ๒๕๕๙ – ๒๕๖๘ บริษัท สยามรัฐ จำกัด เลขที่ ๑๕๘๙ ถนนอรุณอมรินทร์ แขวงบางยี่ขัน เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร ๑๐๗๐๐

    blockditfacebookiglinetiktokxyoutube

    แจ้งปัญหาการใช้งานได้ที่ เพจสยามรัฐออนไลน์ภาพ-โฆษณา-ข่าว-บทความ รวมถึงข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์สยามรัฐ อยู่ภายใต้โดเมน siamrath.co.th เท่านั้นผู้ดูแลเว็บไซต์ นายวิชัย สอนเรือง ดูแลรับผิดชอบข่าว / ภาพ / โฆษณา / ข้อมูลอื่นที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

    association-footer

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://siamrath.co.th/contents/104738&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3ZUIk847gguwhrLbrj2PUz

  • ‘กมธ.เทคโนโลยีฯ สว.’เปิดเวทีระดมกึ๋นถกอนาคตทีวีไทย เร่งหาทางออกพัฒนาให้ยั่งยืน

    ‘กมธ.เทคโนโลยีฯ สว.’เปิดเวทีระดมกึ๋นถกอนาคตทีวีไทย เร่งหาทางออกพัฒนาให้ยั่งยืน

    วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 21.10 น.

    ‘กมธ.เทคโนฯสารสนเทศฯ สว.’ เปิดเวทีระดมกึ๋นถกอนาคตทีวีไทย ชี้ ‘ต้นทุนโครงข่ายสูง–โครงสร้างไม่เท่าเทียม’ เร่งหาทางออกเชิงนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรม ‘ทีวีดิจิทัลไทย’ ยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 19 ต.ค.2568 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม จัดสัมมนาเรื่อง “อนาคตทีวีไทย : ทางเลือกใหม่ ท่ามกลางความท้าทาย” โดยมี นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล สว. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นประธานเปิดการสัมมนา และ นายสุทนต์ กล้าการขาย สว. รองประธานคณะกรรมาธิการฯ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรวิชาชีพสื่อ และผู้ประกอบการในกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    นายนิเวศ กล่าวว่า นับตั้งแต่ประเทศไทยเข้าสู่ยุคโทรทัศน์ระบบดิจิทัล แม้จะเกิดพัฒนาการด้านเทคโนโลยีและเพิ่มทางเลือกให้ผู้ชม แต่ผู้ประกอบการก็ต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะต้นทุนโครงข่าย (MUX) ที่สูง ความซ้ำซ้อนของภารกิจระหว่างผู้ให้บริการ และความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรของผู้ประกอบการรายเล็กและรายใหญ่ รวมถึงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    “การสัมมนาครั้งนี้เป็นการเปิดเวทีให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสนอแนวทางเชิงนโยบาย และร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของกิจการโทรทัศน์ไทย เพื่อให้สามารถปรับตัวได้ภายใต้ยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และส่งเสริมความยั่งยืนของกิจการโทรทัศน์ไทยในระยะยาว” นายนิเวศกล่าว

    ด้าน นายสุทนต์ กล่าวว่า กว่าทศวรรษที่ผ่านมา การเปลี่ยนผ่านจากระบบแอนะล็อกสู่ระบบดิจิทัลได้เปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันและความหลากหลายของช่องรายการอย่างเป็นรูปธรรม แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีอุปสรรคสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะ ต้นทุนการใช้โครงข่าย (MUX) ที่สูง และการกระจายตัวของผู้ให้บริการหลายรายที่ขาดการเชื่อมโยงและความร่วมมือที่เป็นระบบ ส่งผลให้เกิดความซ้ำซ้อนและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับรายย่อย

    โดยนายสุทนต์เสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความเป็นธรรมในระบบทีวีดิจิทัล ว่า ควรให้มีการปรับโครงสร้างการกำกับดูแลหรือรวมโครงข่ายบางส่วน เพื่อลดความซ้ำซ้อนของภารกิจและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า พร้อมทั้งแยกโครงข่ายของช่องบริการสาธารณะออกจากช่องเชิงพาณิชย์ เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างชัดเจนและเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของแต่ละประเภท 

    นายสุทนต์ยังเสนอให้จัดตั้งโครงสร้างร่วมทุนกลาง (Shared Infrastructure) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการช่องรายการที่ไม่มีโครงข่ายของตนเองสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียม แนวทางทั้งหมดนี้มุ่งสร้างระบบทีวีที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

    “ผมเห็นว่าควรมีการทบทวนบทบาทของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการควบคุมราคาโครงข่าย กำหนดมาตรฐานการให้บริการ และออกมาตรการสนับสนุนการปรับตัวของผู้ให้บริการเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพอุตสาหกรรมโทรทัศน์ยุคใหม่ด้วย” นายสุทนต์ กล่าว

    ในงานสัมมนาวันนี้ยังมีการบรรยายเรื่อง “สรุปผลการพิจารณาศึกษาแนวทางส่งเสริมและกำกับดูแลกิจการโทรทัศน์ของประเทศไทย” โดย นางสาวพิมพ์ประไพ จิตหาญ อนุกรรมาธิการฯ ซึ่งนำเสนอผลการศึกษาด้านความเป็นไปได้ในการปรับปรุงรูปแบบการให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล และแนวทางการปรับปรุงการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ยังมีการอภิปรายในหัวข้อ “อนาคตทีวีไทย : ทางเลือกใหม่ ท่ามกลางความท้าทาย” โดยมี นายสุทนต์ กล้าการขาย เป็นผู้ดำเนินรายการ ร่วมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ได้แก่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ นายฉัตรชัย ตะวันธรงค์ ที่ปรึกษาสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) นายอุดมศักดิ์ ชูฤทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักวิศวกรรมโครงข่าย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และนาง ชาลินี ฮิราโน รองนายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย โดยผู้ร่วมอภิปรายได้แลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเข้มข้น ทั้งในด้านการพัฒนาโครงสร้างโครงข่าย การปรับตัวของสถานีโทรทัศน์ต่อการแข่งขันจากแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงแนวทางสร้างระบบนิเวศสื่อใหม่ที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายอยู่รอดได้อย่างเป็นธรรม

    ในตอนท้ายของการสัมมนา นายสุทนต์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ จะรวบรวมข้อมูล องค์ความรู้ และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนที่เข้าร่วม นำไปจัดทำข้อเสนอในการพิจารณาศึกษาเรื่อง “แนวทางการส่งเสริมและกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลของประเทศไทย” เพื่อให้กิจการโทรทัศน์ไทยมีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อประโยชน์สาธารณะ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/922104&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RLcUWft6mCrbHmfXlAeLJ

  • “ภูมิใจไทย” คว้าชัยเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี เขต 4 ทิ้งห่างเพื่อไทย

    “ภูมิใจไทย” คว้าชัยเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี เขต 4 ทิ้งห่างเพื่อไทย

    พรรคภูมิใจไทยคว้าชัยเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เขต 4 กาญจนบุรี “วิสุดา วิเชียรศิลป์” เบอร์ 1 ชนะ “ชินวัฒน์ แม้นเดช” พรรคเพื่อไทย

    หลังปิดหีบบัตรลงคะแนนการเลือกตั้งซ่อม ส.ส. เขต 4 จังหวัดกาญจนบุรี ผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเมื่อเวลา19.30น. นับแล้ว 242 หน่วยเลือกตั้ง จาก 254 หน่วยเลือกตั้งปรากฏว่า

    น.ส.วิสุดา วิเชียรศิลป์ (“ดรีม”)

    พรรคภูมิใจไทย (ภท.) หมายเลข 1 ได้ 49,998 คะแนน

    พล.อ.ดร.ชินวัฒน์ แม้นเดช (“บิ๊กเลน”)

    พรรคเพื่อไทย (พท.) หมายเลข 2 ได้ 34,136คะแนน

    ทั้งนี้ หลังจากตรวจสอบความถูกต้องของผลการนับคะแนน หากไม่มีการร้องเรียน หรือพบการทุจริตเลือกตั้ง ร.ต.อ.พงศ์บัณฑิต ปิ่นสุวรรณ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำจังหวัดกาญจนบุรี จะเสนอให้ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กลาง ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการภายใน 30 วัน ต่อไป.

    คลิ๊ก รายงานผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการ

    นางสาววิสุดา วิเชียรศิลป์ หรือ “ดรีม” ชาวจังหวัดกาญจนบุรีโดยกำเนิด เป็นบุตรสาวของ นายศักดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ส่วนมารดาเป็นชาวอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี

    ดรีมเริ่มต้นการศึกษาในระดับอนุบาลที่ โรงเรียนดรุณากาญจนบุรี จากนั้นสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีจาก คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ด้วยเกียรตินิยมอันดับสอง ก่อนจะศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่ มหาวิทยาลัยแลงคาสเตอร์ (Lancaster University) สหราชอาณาจักร สาขาการเมือง (MA, Politics)

    ด้วยวัยเพียง 31 ปี ได้ตัดสินใจก้าวเข้าสู่ถนนการเมืองระดับชาติ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากครอบครัวและประชาชนในพื้นที่ จุดมุ่งหมายสำคัญคือการ สานต่อภารกิจของบิดา โดยเฉพาะการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในด้าน ปัญหาปากท้องและโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน ไฟฟ้า น้ำประปา และระบบน้ำเพื่อการเกษตร

    ดรีมลงพื้นที่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่สมัยช่วยคุณพ่อหาเสียงเลือกตั้ง ส.ส. ปี 2566 จึงเข้าใจปัญหาและความต้องการของประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างดี พร้อมกล่าวว่า “ไม่จำเป็นต้องกลับไปถามปัญหา เพราะได้อยู่กับประชาชนมาตลอดและรู้ว่าพวกเขาต้องการอะไรจริงๆ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/politics/732091&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0WBPhpqHPkIGZLLQ-cO7wl

  • ธรรมศาสตร์ ให้เรียนฟรี วิชา “พระเครื่องเบื้องต้น” ปูพื้นฐานก่อนเข้าสู่วงการสร้างอาชีพ

    ธรรมศาสตร์ ให้เรียนฟรี วิชา “พระเครื่องเบื้องต้น” ปูพื้นฐานก่อนเข้าสู่วงการสร้างอาชีพ

    มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดสอนหลักสูตรออนไลน์ “เรียนรู้พระเครื่องเบื้องต้น” ฟรี ครอบคลุมประวัติศาสตร์ ศิลปะ การดูพระ เกณฑ์ประเมินด้วยมุมมองวิชาการ และทำความเข้าใจเกณฑ์พระแท้ของแต่ละกลุ่มในสังคมพระเครื่อง เพื่อปูพื้นฐานให้กับประชาชนที่ยังไม่มีประสบการณ์  โดยคาดว่าปี 2569 จะสอนเพิ่มอีก 5 หลักสูตร ดูเชิงลึก “พระเบญจภาคี”

    รศ. สุดแดน วิสุทธิลักษณ์ ที่ปรึกษาสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ และอาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่าปัจจุบันกระแสพระเครื่องกำลังได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มออนไลน์ ทั้ง TikTok และ Reels จนนำไปสู่การสร้างเป็นภาพยนตร์ Netflix และได้รับความนิยมในหลายประเทศนั้น ได้ทำให้มีผู้คนหลากหลายอาชีพและหลากหลายช่วงวัยให้ความสนใจอย่างกว้างขวางขึ้น ซึ่งจำนวนไม่น้อยเป็นผู้ที่ยังไม่มีประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับพระเครื่องมากนัก

    มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงเปิดหลักสูตรเรียนรู้พระเครื่องเบื้องต้น บนแพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ของสถาบันเสริมศึกษาฯ หรือ TU NEXT ให้ประชาชนคนทั่วไปสามารถเข้าถึงความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับพระเครื่องได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย โดยสอนอย่างเป็นระบบ ทั้งในแง่ประวัติศาสตร์ ความหมายเชิงวัฒนธรรม ความเป็นศิลปะ ไปจนถึงการดู และการทำความเข้าใจพระเครื่องซึ่งจะช่วยให้มีพื้นฐานก่อนก้าวเข้าไปสู่วงการพระเครื่องได้อย่างรู้เท่าทัน

    รศ. สุดแดน วิสุทธิลักษณ์
    รศ. สุดแดน วิสุทธิลักษณ์

    รศ. สุดแดน กล่าวต่อไปว่า แม้ที่ผ่านมาประเทศไทยจะมีกลุ่มผู้ให้ความรู้ด้านพระเครื่อง หรือที่เรียกว่าเซียนพระเป็นจำนวนมาก ซึ่งท่านผู้มีประสบการณ์เหล่านั้นก็ได้ผลักดันให้วงการพระเครื่องเป็นที่ยอมรับและขยายตัวไกลถึงต่างประเทศและได้ให้ความรู้ด้านพระเครื่องมาโดยตลอด แต่อีกมุมหนึ่ง ความรู้พระเครื่องก็อาจถูกผูกขาดอยู่กับกลุ่มเซียนพระบางกลุ่มเท่านั้น รวมถึงยังไม่มีสถาบันการศึกษาใดที่ให้ความรู้ได้อย่างเป็นระบบ

    มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์จึงเข้ามาให้บริการวิชาการและบริการสังคม ผ่านการเติมเต็มช่องว่างทางความรู้นี้

    “อย่างกรณีของหลวงปู่ทวดที่เป็นข้อถกเถียงกันในสังคม ถือเป็นตัวอย่างที่ดีมากต่อการเรียนรู้ จากปรากฏการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การตั้งคำถามของคนว่าพระแท้และพระปลอมคืออะไร ดูได้อย่างไรบ้าง นั่นทำให้วงการพระเครื่องเองก็ต้องมีคำตอบให้อย่างชัดเจนและเป็นระบบมากขึ้น เช่น ประวัติการสร้าง วิธีการสร้าง หรือตำนาน รวมถึงมีการแลกเปลี่ยนกันมากขึ้นด้วย ซึ่งจะทำให้ความรู้ไม่ถูกผูกขาดไว้กับใครคนใดคนหนึ่ง ซึ่งแตกต่างกับในอดีตที่ผ่านมา ที่คนจะให้เซียนพระเท่านั้นเป็นผู้ตัดสิน” รศ. สุดแดน กล่าว

    นายอิสรานุวัฒน์ ศรีคุณ อาจารย์ประจำสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และวิทยากรร่วมของหลักสูตรเรียนรู้พระเครื่องเบื้องต้น กล่าวว่าหลักสูตรพระเครื่องเบื้องต้นที่ธรรมศาสตร์เปิดสอนจะช่วยให้ผู้เรียนมีความเข้าใจและทราบถึงวัตถุประสงค์ในการศึกษาของตัวเอง ว่าต้องการศึกษาในเชิงมูลค่าคือการเช่าหาซื้อขายตามกลไกการตลาด หรือเชิงคุณค่าคือการสะสมในฐานะผู้ศรัทธาหรือในแง่ความงดงามทางพุทธศิลป์

    นอกจากนี้ จะช่วยให้เข้าใจถึงเกณฑ์การพิจารณาว่าพระแท้หรือไม่นั้น ในสังคมพระเครื่องมีหลากหลายกลุ่มและแต่ละกลุ่มจะมีเกณฑ์การชี้ขาดความเป็นพระแท้ที่แตกต่างกัน ดังนั้นภายใต้หลักสูตรของธรรมศาสตร์จะอธิบายในหลากหลายเกณฑ์ ไม่ใช่แค่การพิจารณาจากพิมพ์ทรง หรือจุดสังเกต หรือตำหนิในองค์พระเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาองค์ประกอบด้านพุทธศิลป์สกุลช่าง เนื้อหามวลสารที่นำมาสร้างพระ รวมถึงธรรมชาติ และความเก่าหรืออายุของการจัดสร้างพระด้วย กล่าวโดยสรุปคือ ต้องแม่นพิมพ์ ชำนาญเนื้อ และคุ้นเคยธรรมชาติพระ

    นายอิสรานุวัฒน์ ศรีคุณ
    นายอิสรานุวัฒน์ ศรีคุณ

    “หลักสูตรนี้ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ในการชี้นำว่า เกณฑ์การพิจารณาพระแท้ของกลุ่มใดเป็นเกณฑ์ที่ถูกต้อง เพราะธรรมศาสตร์ไม่ใช่กลุ่มหรือสมาคมใดในสังคมพระเครื่องที่จะมาชี้ขาด แต่ต้องการให้ผู้เรียนทราบความจริงว่า พระแท้หรือไม่แท้ ผู้เชี่ยวชาญแต่ละคนอาจมีความเห็นแตกต่างกันได้ สิ่งสำคัญคือต้องสามารถให้เหตุผลตามหลักวิชาการ ทั้งตรรกศาสตร์ ประวัติศาสตร์ ศิลปศาสตร์ และวิทยาศาสตร์รองรับอย่างเป็นเหตุเป็นผล และผู้เรียนต้องพึงระลึกไว้เสมอว่าการพิจารณาพระแท้นั้น อย่าหวังพึ่งพาความเห็นจากผู้อื่น เพราะในโลกนี้ไม่มีบุคคลใดหรือกลุ่มอาชีพใดที่ควรมีอำนาจตัดสินชี้ขาดความแท้ของพระเครื่อง นอกจากตัวผู้เรียนเอง ซึ่งต้องศึกษาโดยมีความรู้อย่างมากพอและสามารถอธิบายความแท้ของพระได้ด้วยตนเอง” นายอิสรานุวัฒน์ กล่าว

    ด้าน ศ. ดร.ธีระ สินเดชารักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเสริมศึกษาและทรัพยากรมนุษย์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การเพิ่มความรู้และทักษะเฉพาะทางให้กับประชาชนผ่าน TU NEXT เป็นหนึ่งในบริการวิชาการให้แก่สังคมของ มธ. ที่ทางผู้บริหาร และอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และทำให้ประชาชนสามารถนำไปต่อยอดสร้างอาชีพเสริม หรือกลายเป็นอาชีพหลักต่อไปได้ เนื่องจากในอนาคตปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในการทำงาน และจะส่งผลให้ตลาดแรงงานมีความไม่แน่นอนมากขึ้น

    ทั้งนี้ หลักสูตรการเรียนรู้ผ่าน TU NEXT ต่างๆ ที่ปัจจุบันมีทั้งหมดกว่า 200 หลักสูตร โดยแบ่งออกเป็น 7 หมวด ได้แก่ Art & Spiritualities, Good life & Wellbeing, Learn with Thammasat Lecturer, Thammasat initiative, Reskill & Upskill for communities and yourself, TU Faculties และ TU Partner นั้น ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์กับความต้องการของสังคม ทั้งในเชิง Soft skill และ Hard skill ควบคู่กันไป

    “ในปีงบประมาณ 2569 เรายังมีแผนจะเปิดคอร์สเพิ่มอีกประมาณ 60 คอร์ส โดยจะมีทั้งคอร์สด้าน AI กฎหมาย การจัดการความขัดแย้ง หรือการดูพระเครื่องก็จะมีเพิ่มเติมอีก 5 คอร์สที่เจาะจงมากขึ้น เช่น การดูพระเบญจภาคี รวมถึงกำลังมีการพูดคุยกันถึงการทำให้สามารถเก็บเป็นหน่วยกิตไว้เทียบโอนสำหรับเรียนต่อที่ธรรมศาสตร์ได้ในอนาคตด้วย เพื่อให้สามารถเรียนจบได้เร็วขึ้น โดยผู้ที่สนใจสามารถดูรายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ TU NEXT” ศ. ดร.ธีระ กล่าว

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/lifestyle/life/2890031&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2YNwTwdXzVqozcVn4lYt8B