Blog

  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ณ วัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง จังหวัดพะเยา

    กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ณ วัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง จังหวัดพะเยา

    กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ณ วัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง จังหวัดพะเยา


    19/10/2568 | 72 |

    กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน ประจำปี 2568 ณ วัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง จังหวัดพะเยา 

          ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานในพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ประจำปี 2568 โดยมีนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา นายนเรศ ธำรงค์ทิพยคุณ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้บริหารกระทรวงศึกษาธิการ ผู้บริหารกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ผู้บริหารกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หน่วยงานส่วนท้องถิ่น และประชาชน เข้าร่วม ณ วัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา โดยมียอดถวายจตุปัจจัยถวายพระราชกุศล ในครั้งนี้รวมทั้งสิ้น 5,009,000 บาท
         สำหรับบรรยากาศวันนี้ ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ได้เริ่มเคลื่อนขบวนอัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน จากบริเวณลานอนุสาวรีย์พ่อขุนง่าเมือง (ริมกว๊านพะเยา) โดยมี นายวุฒิพงศ์ เนียมหอม หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นผู้อัญเชิญผ้าพระกฐินพระราชทาน พร้อมด้วย ข้าราชการและประชาชน เข้าร่วมขบวนจำนวนมาก ไปยังวัดศรีโคมคำ ระยะทางประมาณ 1.4 กิโลเมตร จากนั้นผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อัญเชิญผ้าพระกฐินพระระราชทานไปตั้งไว้บนพานแว่นฟ้าเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ซึ่งประดิษฐานอยู่หน้าพระวิหารหลวง วัดศรีโคมคำ 
         เวลา 10.00 น. ประธานในพิธีประกอบพิธีถวายผ้าพระกฐินพระราชทานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยถวายความเคารพพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับผ้าพระกฐินพระราชทานจากพานแว่นฟ้า วางผ้าพระกฐินพระราชทานที่พานแว่นฟ้า จุดธูปเทียนชาพระรัตนตรัย กล่าวคำถวายผ้าพระกฐิน ยกพานประเคนผ้าพระกฐินพระราชทานและเทียนพระปาติโมกข์ พระสงฆ์ประกอบพิธีอปโลกนกรรม ถวายเครื่องบริวารพระกฐินพระราชทานแด่พระสงฆ์องค์ครอง ผู้ร่วมพิธีถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ อ่านคำปวารณาถวายปัจจัยโดยเสด็จพระราชกุศลบำรุงพระอาราม ถวายใบปวารณาแต่เจ้าอาวาส พระสงฆ์อนุโมทนา และถวายอดิเรก กรวดน้ำ รับพร และกราบลาพระรัตนตรัยและพระสงฆ์
         จากนั้น ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นผู้แทนในการมอบทุนการศึกษา จำนวน 4 ทุนให้สถาบันการศึกษา ได้แก่โรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดศรีโคมคำ โรงเรียนพะเยาพิทยาคม โรงเรียนพินิตประสาธน์ และโรงเรียนเทศบาล 5 (แก้วปัญญาอุปถัมภ์) และเยี่ยมชมการจัดเลี้ยงโรงทานจากหน่วยงานต่าง ๆ พร้อมกล่าวขอบคุณที่มาร่วมงานในโอกาสนี้ด้วย

     


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://region3.prd.go.th/th/content/category/detail/id/1971/iid/432861&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw09AvHiEIZo4xsTDsLufEZs

  • “คนละครึ่งพลัส” กลับมาอีกครั้ง เติมเงิน เติมโอกาส ฟื้นพลังจับจ่ายทั่วไทย

    “คนละครึ่งพลัส” กลับมาอีกครั้ง เติมเงิน เติมโอกาส ฟื้นพลังจับจ่ายทั่วไทย

    รัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน ชาญวีรกูล” เดินเครื่องโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ต่อชีวิตเศรษฐกิจฐานราก สานต่อโครงการยอดนิยมที่เคยจุดประกายกำลังซื้อให้ทั้งประเทศ เปิดลงทะเบียนวันแรก “20 ตุลาคม” นี้ ผ่านแอป “เป๋าตัง” พร้อมเพิ่มสิทธิพิเศษวงเงินใช้จ่ายและโอกาสให้ร้านค้า ประชาชนทั่วไทยเข้าถึงโครงการมากขึ้น

    กว่า 4 ปีที่ “คนละครึ่ง” ในรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลายเป็นสัญลักษณ์ของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่เข้าถึงหัวใจคนไทย เพราะไม่เพียงช่วยลดค่าครองชีพ แต่ยังทำให้ร้านค้ารายเล็กกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เมื่อรัฐบาล “อนุทิน” เข้ามาจึงประกาศเดินหน้าต่อยอดด้วย “คนละครึ่ง พลัส” เพื่อเพิ่มพลังให้ระบบเศรษฐกิจหมุนต่อเนื่องในช่วงปลายปี 2568

    ตามที่ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กล่าวไว้ว่า โครงการนี้เป็นหนึ่งใน 4 มาตรการใหญ่เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและการบริโภค ที่รัฐบาลอนุมัติในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2568 โดยมีเป้าหมายฟื้นกำลังซื้อในประเทศที่ชะลอตัวจากภาวะเศรษฐกิจโลก พร้อมเน้นกระจายรายได้ถึงเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

    “5 เพิ่ม” ยกเครื่อง “คนละครึ่ง พลัส”

    เวอร์ชัน “พลัส” ที่มาในครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำมาตรการเก่ามาทำซ้ำ แต่เป็นการอัปเกรดเต็มรูปแบบ ทั้งในด้านเทคโนโลยีและสิทธิประโยชน์ คือ 

    1.เพิ่มช่วงอายุผู้มีสิทธิ์ ขยายอายุผู้เข้าร่วมโครงการให้เริ่มได้ตั้งแต่ 16 ปีขึ้นไป จากเดิมอายุ 18 ปีขึ้นไป 

    2.เพิ่มวงเงินใช้จ่าย จากเดิมวันละ 150 บาท เป็น 200 บาทต่อวัน 

    3.เพิ่มสิทธิพิเศษผู้ที่อยู่ในระบบภาษีได้รับสิทธิ์ 2,400 บาท ขณะที่ประชาชนทั่วไป รัฐร่วมจ่าย 2,000 บาทต่อคน

    4.เพิ่มโอกาสให้ร้านค้า Micro–SME เปิดกว้างให้ร้านค้าใหม่ ธุรกิจรายย่อย และบริการท้องถิ่นเข้าร่วมได้ง่ายขึ้น 

    5.เพิ่มทักษะร้านค้า โดยภาครัฐจัดโครงการ Upskill/Reskill เพื่อให้ร้านค้าใช้เทคโนโลยีและระบบชำระเงินดิจิทัลอย่างคล่องแคล่ว

    ลงทะเบียนผู้ใช้สิทธิ์วันแรก 20 ต.ค.นี้

    “คนละครึ่ง พลัส” เปิดให้ประชาชนลงทะเบียนระหว่างวันที่ 20–26 ตุลาคม 2568 ผ่านแอป “เป๋าตัง” โดยผู้ที่เคยใช้สิทธิ์สามารถกดยืนยันได้ทันที ส่วนผู้ใช้ใหม่ต้องยืนยันตัวตนผ่านระบบ G–Wallet ก่อนเริ่มใช้งาน

    หลังลงทะเบียนสำเร็จ สามารถใช้สิทธิ์ได้ตั้งแต่ 29 ตุลาคม -31 ธันวาคม 2568 ระหว่างเวลา 06.00-22.00 น. อย่างไรก็ตาม ต้องใช้สิทธิ์ครั้งแรกภายใน 11 พฤศจิกายน 2568 เวลา 23.00 น. เพื่อไม่ให้ถูกตัดสิทธิ์ตามเงื่อนไข

    ประชาชนที่ต้องการเข้าร่วม “คนละครึ่ง พลัส” ต้องมีคุณสมบัติครบตามที่รัฐบาลกำหนด ได้แก่ สัญชาติไทย อายุไม่ต่ำกว่า 16 ปีบริบูรณ์ ณ วันที่ลงทะเบียน มีบัตรประจำตัวประชาชนเลข 13 หลักและข้อมูลอยู่ในทะเบียนราษฎรของไทย มีโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ที่สามารถติดตั้งและใช้งานแอป “เป๋าตัง” เพื่อยืนยันตัวตนผ่านระบบ G-Wallet

    ต้องไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรอบปี 2568 เพราะรัฐมอบสิทธิ์ช่วยเหลือเพิ่มเติมจากที่ได้รับเดือนละ 300 บาทต่อคนต่อเดือนตามปกติ ในช่วงเดือนพฤศจิกายนและธันวาคมปีนี้จะได้เพิ่มอีกเดือนละ 850 บาท รวมเป็น 1,150 บาทต่อคนต่อเดือน รวม 2 เดือนจะได้รับเพิ่มอีก 1,700 บาทต่อคนจากปกติ ต้องย้ำว่าคนกลุ่มนี้ไม่ต้องไปลงทะเบียนรับสิทธิ์ “คนละครึ่ง พลัส” อีก เพราะคุณได้รับสิทธิ์ไปแล้ว

    ผู้ที่ผ่านคุณสมบัติดังกล่าวสามารถลงทะเบียนได้ระหว่างวันที่ 20-26 ตุลาคม 2568 ผ่านแอป “เป๋าตัง” โดยผู้ใช้เก่าที่เคยเข้าร่วม “คนละครึ่ง” เฟสก่อนหน้าเพียงกดยืนยันสิทธิ์ในแอปได้ทันที ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ส่วนผู้ใช้ใหม่ต้องยืนยันตัวตนในระบบ G-Wallet และเติมเงินล่วงหน้า เพื่อพร้อมใช้สิทธิ์ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568

    สิทธิ์นี้เปิดให้กับประชาชนที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ทั่วประเทศ โดยรัฐบาลตั้งเป้ารองรับกว่า 20 ล้านสิทธิ์ และกำชับให้ธนาคารกรุงไทยเตรียมขยายระบบเซิร์ฟเวอร์เพื่อรองรับการลงทะเบียนพร้อมกันในวันแรก ป้องกันเหตุระบบล่มหรือหน่วงช้าในชั่วโมงเร่งด่วน

    เปิดลงทะเบียนร้านค้าวุ่นซะแล้ว

    สำหรับร้านค้าได้เปิดรับลงทะเบียนมาตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม–19 ธันวาคม 2568 ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่งพลัส.com หรือ www.ถุงเงินกรุงไทย.com โดยร้านค้าเดิม ไม่ต้องลงทะเบียนใหม่ ส่วนร้านค้าใหม่ยื่นใบสมัครแนบสำเนาบัตรประชาชนและรูปถ่ายร้าน เมื่อผ่านเกณฑ์ระบบจะปรากฏเมนู “คนละครึ่ง พลัส” บนแอป “ถุงเงิน”

    หลังรัฐบาลเปิดให้ร้านค้ากลุ่มใหม่เข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” บรรยากาศทั่วประเทศเต็มไปด้วยความคึกคัก ร้านอาหาร ร้านชำ ร้านกาแฟ ร้านข้าวเหนียวหมูปิ้ง และผู้ประกอบการรายย่อยต่างเร่งลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมโครงการยอดนิยมที่ช่วยเพิ่มยอดขายและหมุนเงินกลับเข้าสู่ชุมชนในช่วงปลายปีได้อย่างเป็นรูปธรรม

    วันแรกของการเปิดลงทะเบียน มีร้านค้าลงทะเบียนสำเร็จแล้วกว่า 80,000 รายทั่วประเทศ และอีกหลายพันรายอยู่ระหว่างตรวจสอบข้อมูล เสียงสะท้อนจากร้านค้าส่วนใหญ่ให้ความเห็นตรงกันว่า ขั้นตอนสมัครปีนี้ “ง่ายและชัดเจนขึ้น” โดยเฉพาะคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทยและจุดบริการของกระทรวงมหาดไทยที่ช่วยให้ผู้ค้ารายย่อยดำเนินการได้สะดวกมากขึ้น

    ขณะเดียวกันก็มีบางร้านที่ประสบปัญหา เช่น แอป “ถุงเงิน” ไม่แสดงปุ่มยืนยันสิทธิ์ ทำให้ต้องเดินทางไปธนาคารด้วยตนเอง เกิดภาพต่อคิวยาวในบางพื้นที่ และมีข้อเสนอให้รัฐปรับปรุงระบบให้สามารถลงทะเบียนออนไลน์ได้เต็มรูปแบบ เพื่อประหยัดเวลาและลดภาระเอกสารในอนาคต

    หลายเสียงสะท้อนจากภาคผู้ค้าระบุว่า แม้จะเข้าใจถึงความจำเป็นของการตรวจสอบเพื่อป้องกันการทุจริต แต่รัฐบาลควรเร่งพัฒนา “ระบบยืนยันสิทธิ์อัตโนมัติ” ให้รวดเร็วและโปร่งใสมากขึ้น เช่น เมื่อร้านค้ากดยืนยันแล้ว ควรแสดงผลสถานะชัดเจนภายใน 24 ชั่วโมง ไม่ต้องรอการตรวจสอบข้ามวัน รวมถึงควรเปิดช่องทางให้ร้านค้าแก้ไขข้อมูลออนไลน์ได้เองหากส่งเอกสารไม่ครบ เพื่อหลีกเลี่ยงการต้องเดินทางซ้ำไปจุดบริการ นอกจากนี้ ยังมีเสียงเรียกร้องให้ภาครัฐเตรียมเจ้าหน้าที่เพียงพอในช่วงเร่งด่วน โดยเฉพาะสาขาธนาคารกรุงไทยในต่างจังหวัดที่มีผู้สมัครจำนวนมาก

    คนค้าขายหวังโอกาสเพิ่มรายได้

    แม้จะยังมีเสียงบ่นเรื่องความล่าช้าและความไม่สะดวกบ้าง แต่โดยภาพรวมร้านค้าส่วนใหญ่ยอมรับว่าโครงการนี้ช่วยเพิ่มรายได้จริงในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว “ปีนี้ขั้นตอนง่ายขึ้นมาก แม้ต้องยื่นเอกสาร แต่ไม่ยุ่งยากเหมือนเดิม”

    กระทรวงการคลังคาดว่า ภายในสิ้นปีจะมีร้านค้าทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นแรงขับสำคัญให้เศรษฐกิจฐานรากหมุนเวียนต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 และเป็นอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญในโรดแม็ปเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน ที่ต้องการเห็น “คนตัวเล็ก” กลับมายืนได้อย่างมั่นคงอีกครั้ง

    สำหรับคุณสมบัติของร้านค้าที่เข้าร่วม แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ ร้านค้าบุคคลธรรมดา และร้านค้านิติบุคคลหรือวิสาหกิจเฉพาะกิจ เช่น กลุ่มอาชีพหรือวิสาหกิจชุมชน ร้านค้าที่มีสิทธิ์เข้าร่วมต้องเป็นร้านจำหน่ายสินค้าและบริการในชีวิตประจำวัน เช่น อาหาร เครื่องดื่ม ร้านชำ ร้านกาแฟ ร้านนวด ร้านเสริมสวย หรือบริการขนส่งสาธารณะ มีบัญชีธนาคารกรุงไทยเพื่อเชื่อมระบบชำระเงินผ่านแอป “ถุงเงิน”

    และต้องเป็นร้านที่มีสถานประกอบการตรวจสอบได้จริง ขณะเดียวกันร้านค้าต้องไม่จำหน่ายสินค้าต้องห้ามตามกฎหมาย เช่น บุหรี่ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สลากกินแบ่ง หรือการพนัน

    ร้านค้าที่ผ่านการตรวจสอบเรียบร้อย ระบบจะปรากฏเมนู “คนละครึ่ง พลัส” ในแอป “ถุงเงิน” เพื่อเริ่มรับชำระเงินจากประชาชนได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 เป็นต้นไป

    เปิดระบบ “ฟู้ดดีลิเวอรี” ครั้งแรก

    อีกหนึ่งไฮไลต์สำคัญของ “คนละครึ่ง พลัส” คือการเปิดช่องทางใช้สิทธิ์ผ่านแพลตฟอร์มฟู้ดดีลิเวอรี ซึ่งจะเริ่มให้บริการตั้งแต่วันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ถือเป็นครั้งแรกที่ประชาชนสามารถ “สั่งอาหารออนไลน์” แล้วหักสิทธิ์ร่วมจ่ายแบบเรียลไทม์ผ่านระบบ G–Wallet ได้โดยตรง

    ที่ผ่านมา “คนละครึ่ง” จำกัดเฉพาะการซื้อสินค้าหรือบริการที่หน้าร้านเท่านั้น แต่การเปิดระบบดีลิเวอรีในครั้งนี้ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิ์ได้สะดวกยิ่งขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่ทำงานในเมืองใหญ่ ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ไม่สะดวกเดินทาง ขณะเดียวกันยังเป็นโอกาสให้ร้านอาหารรายย่อยและผู้ประกอบการในท้องถิ่นขยายฐานลูกค้าไปยังพื้นที่อื่นได้มากขึ้น

    นอกจากเพิ่มช่องทางดิจิทัลแล้ว รัฐบาลยัง “ขยายกลุ่มผู้เข้าร่วมโครงการ” ให้กว้างกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา โดยเปิดรับทั้งร้านค้านิติบุคคลขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี เข้าร่วมได้เป็นครั้งแรก ซึ่งถือเป็นการเปิดประตูให้ธุรกิจขนาดเล็กที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายได้รับสิทธิ์เทียบเท่าร้านค้ารายย่อยทั่วไป เพื่อส่งเสริมให้ผู้ประกอบการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ

    ขณะเดียวกันโครงการยังครอบคลุมถึงร้านนวด สปา เสริมสวย รวมถึงผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ เช่น รถแท็กซี่มีมิเตอร์ รถตู้โดยสารสาธารณะ และรถจักรยานยนต์รับจ้างสาธารณะ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว การเปิดให้เข้าร่วมในครั้งนี้จึงช่วยต่อยอดรายได้แก่ภาคบริการรายย่อยและแรงงานอิสระให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

    เป็นก้าวใหม่ของ “คนละครึ่ง พลัส” ที่ไม่ได้เพียงต่อยอดมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ยังขยายผลเชิงโครงสร้าง เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจฐานรากของไทยก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างสมบูรณ์ โดยรัฐบาลอัดงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจลงไป 44,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับการสมทบของประชาชนอีก 44,000 ล้านบาท จะมีเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ 88,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับเงินที่สมทบในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 23,000 ล้านบาท จะมีเม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจร่วมแสนล้านบาท คาดว่าจะช่วยดันผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัวได้ในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ 0.6% เพิ่มจากถ้าไม่ทำโครงการนี้จีดีพีจะขยายตัวได้ 0.3%

    ปลุกพลัง 5 เสาหลักเศรษฐกิจ

    เบื้องหลังโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” อยู่ในกรอบ “Quick Big Win และ 5 เสาหลักเศรษฐกิจของรัฐบาลอนุทิน” ซึ่งได้มีการฉายภาพนี้ในที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2568 บนการขับเคลื่อนนโยบายเร่งด่วนในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี เพื่อให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม

    ทั้ง 5 เสาหลัก ได้แก่ 1.กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว ใช้มาตรการร่วมจ่าย “คนละครึ่ง พลัส” 20 ล้านคน และเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.4 ล้านคน และมาตรการลดหย่อนภาษีเพื่อกระตุ้นท่องเที่ยวภายในประเทศ เพื่อฟื้นรายได้ประชาชน 2.ลดภาระหนี้ของประชาชน ปรับโครงสร้างหนี้และเปิดช่องให้ลูกหนี้กลับเข้าสู่ระบบ 3.เพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม 4.เพิ่มการออมของประชาชน สลากออมทรัพย์และพันธบัตรออมทรัพย์เพื่อสร้างหลักประกันทางสังคม 5.การลงทุนเพื่ออนาคต เร่งลงทุนผ่าน BOI Fast Pass พร้อมพัฒนาแรงงานและพลังงานสะอาด

    มาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” เป็นก้าวแรกของความพยายามฟื้นกำลังซื้อจากฐานล่างขึ้นบน ในเวลาอันจำกัดในการทำงานของรัฐบาลในระยะ 4 เดือน ผลลัพธ์จะเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่ ยังต้องติดตามการดำเนินงานจริงของแต่ละมาตรการในระยะต่อไป โดยเฉพาะ “คนละครึ่ง พลัส” ซึ่งถูกจับตามองว่าจะสามารถสร้างแรงกระเพื่อมให้เศรษฐกิจฐานรากได้เพียงใด.

    ทีมเศรษฐกิจ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/economics/thai_economics/2889991&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3DBHDMJ1G9tr_iKKRGGLdF

  • แห่ยืนยันตัวตนแน่น รอรับสิทธิ์”คนละครึ่งพลัส” | ทันข่าวสุดสัปดาห์ | 19 ต.ค. 68

    แห่ยืนยันตัวตนแน่น รอรับสิทธิ์”คนละครึ่งพลัส” | ทันข่าวสุดสัปดาห์ | 19 ต.ค. 68

    มาดูบรรยากาศการลงทะเบียนยืนยันตัวตน เตรียมรับสิทธิ์ คนละครึ่งพลัส ธนาคารกรุงไทย เกือบทุกพื้นที่ มีผู้ไปยืนยันตัวตนกันแน่นตลอดทั้งวัน

    #ลงทะเบียนคนละครึ่ง #คนละครึ่งพลัส #ลงทะเบียน #เรื่องข่าวเรื่องใหญ่ #PPTVHD36 #ทันข่าวสุดสัปดาห์
    ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ https://www.pptvhd36.com
    และช่องทาง Social Media

    ——————————————————————-
    === สมัครเป็นสมาชิกยูทูปเพื่อเข้าถึงสิทธิพิเศษต่างๆ ===

    PPTV HD 36 : https://www.youtube.com/@PPTVHD36/join
    PPTV SPORTS : https://www.youtube.com/@PPTV_SPORTS/join

    =====================================

    Facebook : https://www.facebook.com/PPTVHD36
    Instagram : https://www.instagram.com/pptvhd36/
    X : https://twitter.com/PPTVHD36
    TikTok : https://www.tiktok.com/@pptv.thailand
    LINE VOOM : https://pptv36.tv/174l
    ———-
    สนใจโฆษณา, สร้างสรรค์และผลิตวิดีโอ YouTube
    Tel: 093-6242426
    Email: saleonline@pptvthailand.com

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.pptvhd36.com/video/news/203414&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1gfsLKLALcyncpGhx7oyYY

  • ‘อิ๊งค์’ ขอบคุณทุกคะแนนเสียงเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี มอบให้ ‘เพื่อไทย’ | เดลินิวส์

    ‘อิ๊งค์’ ขอบคุณทุกคะแนนเสียงเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี มอบให้ ‘เพื่อไทย’ | เดลินิวส์

    ‘อิ๊งค์’ ขอบคุณทุกคะแนนเสียงเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี มอบให้ ‘เพื่อไทย’

    ‘อิ๊งค์’ ขอบคุณทุกคะแนนเสียงเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี มอบให้ ‘เพื่อไทย’ บอก แม้ไม่เป็นอย่างที่หวัง พร้อมนำทุกบทเรียนมาเป็นพลังพัฒนาให้ดียิ่งขึ้นเพื่อประชาชน-อนาคตประเทศไทย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5219775/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1VWSzO5XilyAkecpZ9HtXr

  • สถานทูตเกาหลีโต้ ข่าว “7 นักการเมืองไทยเอี่ยวสแกมเมอร์กัมพูชา” ไม่เป็นความจริง

    สถานทูตเกาหลีโต้ ข่าว “7 นักการเมืองไทยเอี่ยวสแกมเมอร์กัมพูชา” ไม่เป็นความจริง

    วันนี้ (19 ต.ค.2568) สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลีประจำประเทศไทย โพสต์แถลงการณ์บนเฟซบุ๊กชี้แจงกรณีบทความจากสำนักข่าวฐานเศรษฐกิจที่ลงวันที่เดียวกัน โดยบทความดังกล่าวอ้างว่านายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้

    The Thansettakij article dated October 19 reported that “The Korean Prime Minister stated that seven Thai politicians are involved in a Cambodian scam case.” The Government of the Republic of Korea clarifies that this report is not factual. The Embassy of the Republic of Korea will take necessary measures against this fake news.

    ขอชี้แจงให้ทราบว่า บทความของสำนักข่าว ฐานเศรษฐกิจ ลงวันที่ 19 ตุลาคม ที่รายงานว่า
    “นายกรัฐมนตรีเกาหลีใต้เปิดเผยถึง นักการเมืองไทย 7 คนที่พัวพันและมีส่วนเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา” นั้น ไม่เป็นความจริง
    สถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเกาหลี
    จะดำเนินการตามความเหมาะสมต่อข่าวปลอมดังกล่าว

    อ่านข่าวอื่น :

    คลื่นประท้วง “ทรัมป์” ชาวอเมริกัน 7 ล้านคนลุกฮือต่อต้านทั่วประเทศ

    “ความลับ” ของ เฉิน จื้อ ที่ปรึกษานายกฯ กัมพูชา และธุรกิจที่อำพรางไว้

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357706&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3pqfBgrhp8E6xUTGDn9d9K

  • พรุ่งนี้เตรียมตัว! “คนละครึ่ง พลัส” เปิดให้ประชาชนเริ่มลงทะเบียน 20 ต.ค. : อินโฟเควสท์

    พรุ่งนี้เตรียมตัว! “คนละครึ่ง พลัส” เปิดให้ประชาชนเริ่มลงทะเบียน 20 ต.ค. : อินโฟเควสท์

    น.ส.อัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” จะเปิดให้เริ่มลงทะเบียนผ่านแอปฯ “เป๋าตัง” ตั้งแต่วันที่ 20-26 ต.ค. 68 ระหว่างเวลา 06.00 – 22.00 น. ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับสิทธิร่วมโครงการฯ จะเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 29 ต.ค. – 31 ธ.ค. 68

    ปัจจุบันกระแสโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ของรัฐบาลพบว่ามีประชาชน และผู้ประกอบการให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก โดยความคืบหน้านับตั้งแต่เริ่มลงทะเบียนในส่วนผู้ประกอบการร้านค้าฯ เมื่อวันที่ 15 ต.ค. 68 – 17 ต.ค. 68 ณ เวลา 12.00 น. พบว่า

    มีร้านค้าที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ สำเร็จแล้ว 123,960 ราย แบ่งเป็น 1) ร้านค้ารายเดิม 72,185 ราย และ 2) ร้านค้ารายใหม่ 51,775 ราย ส่วนร้านค้าที่อยู่ระหว่างขั้นตอนการสมัคร 98,064 ราย แบ่งเป็น 1) รอให้ร้านค้าเข้ามากดยอมรับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขโครงการฯ 91,917 ราย และ 2) รอดำเนินการตรวจสอบ 6,147 ราย

    “ขอฝากประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ประกอบการร้านค้าที่สนใจ และมีคุณสมบัติเป็นไปตามเงื่อนไขที่โครงการฯ กำหนด สามารถทยอยลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ ได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโครงการฯ จะเปิดให้เริ่มสแกนรับเงินจากประชาชนได้จริงในวันที่ 29 ต.ค. 68 ซึ่งร้านค้าสามารถลงทะเบียนได้ จนกว่ากระทรวงการคลังจะปิดรับสมัครร้านค้าในวันที่ 19 ธ.ค. 68” รองโฆษกรัฐบาล ระบุ

    น.ส.อัยรินทร์ กล่าวว่า ปัจจุบัน กระแสความนิยมของประชาชนและผู้ประกอบการร้านค้า ที่มีต่อโครงการฯ ได้รับความสนใจทั่วประเทศ จึงเป็นเหตุให้เหล่ามิจฉาชีพพยายามฉวยโอกาสหลอกลวงประชาชนในหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการ “ส่งลิงก์ปลอม” มาหลอกเอาข้อมูลส่วนตัว และดูดทรัพย์ของประชาชน

    “ปัญหาดังกล่าว รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ หน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ ได้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยของประชาชน” รองโฆษกรัฐบาล ระบุ

    อย่างไรก็ดี ในเบื้องต้นขอให้ประชาชนปฏิบัติตามคำแนะนำของตำรวจไซเบอร์ ดังนี้

    1. อย่ากดลิงก์จาก SMS/ข้อความแปลกปลอม เนื่องจากโครงการรัฐ จะไม่ส่งลิงก์ลงทะเบียนผ่านข้อความ

    2. อย่าหลงเชื่อเพจ/บัญชีโซเชียลที่ไม่เป็นทางการ และขอให้ประชาชนตรวจสอบว่ามีเครื่องหมายยืนยัน (✔ Verified) และผู้ติดตามจริงหรือไม่ โดยการลงทะเบียนที่ถูกต้องนั้น ทำได้เฉพาะแอปฯ “เป๋าตัง” และ “ถุงเงิน”

    3. อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว อาทิ เลขบัตรประชาชน, วันเกิด, PIN, OTP, ข้อมูลบัญชีธนาคาร

    4. อย่าเชื่อสายโทรศัพท์ที่อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ โดยหน่วยงานรัฐและธนาคาร ไม่มีนโยบายโทรขอ OTP หรือให้โอนเงิน

    5. ตรวจสอบข้อมูลทุกครั้ง หากมีความสงสัย ให้โทรสอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง และอย่าแชร์ข้อมูลจากข่าวลือ/เพจที่ไม่น่าเชื่อถือ

    “หากประชาชนได้รับลิงก์ปลอม ขอให้พิจารณาตั้งสติ และ “ไม่กดลิงก์” แต่หากประชาชนเผลอกดลิงก์ปลอม และได้รับความเสียหายจากการหลอกลวงออนไลน์ ขอให้ดำเนินการแจ้งความออนไลน์ได้ที่ https://www.thaipoliceonline.go.th/login หรือโทร. สายด่วนที่ 1441 เพื่อระงับบัญชีคนร้ายภายใน 72 ชั่วโมง และรีบเข้าพบพนักงานสอบสวนที่สถานีตำรวจใกล้บ้าน” โฆษกรัฐบาล ระบุ

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/538496&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1_BDiANQcI2u-1gp7L1F9p

  • เลี้ยงลูกแบบคนป่า! ปล่อยเด็กแก้ผ้ากินอาหารบนพื้น อึ้งพ่อแม่เรียนจบสูง อ้างเป็นวิถีธรรมชาติ

    เลี้ยงลูกแบบคนป่า! ปล่อยเด็กแก้ผ้ากินอาหารบนพื้น อึ้งพ่อแม่เรียนจบสูง อ้างเป็นวิถีธรรมชาติ

    เลี้ยงลูกแบบ “เด็กป่า” แก้ผ้าหาอาหารเอง อึ้งพ่อแม่การศึกษาสูง อ้างเป็นวิถีชีวิต คนอื่นไม่มีสิทธิ์ยุ่ง

    เกิดกระแสวิพากษ์ในโลกออนไลน์จีน หลังมีคลิปวิดีโอจากเมืองย่าอัน มณฑลเสฉวน เผยภาพเด็กชายเปลือยกายหมอบอยู่บนขั้นบันได กินอาหารด้วยท่าทางคล้ายสัตว์ จนชาวเน็ตพากันเรียกว่า “เด็กป่า” พร้อมตั้งคำถามถึงสภาพความเป็นอยู่และการเลี้ยงดูของครอบครัวรายนี้

    ตรวจสอบไม่พบการลักพาหรือทำร้าย แต่ชีวิตครอบครัวสุดแปลก

    หลังคลิปดังกล่าวถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็ว เจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เร่งตรวจสอบทันที พบว่าเด็กชายอยู่กับพ่อแม่ตลอดเวลา ไม่มีหลักฐานว่าถูกลักพาหรือทำร้ายร่างกาย โดยครอบครัวกำลังเดินทางจากภาคใต้ไปภาคเหนือของจีนตามแนวทางหลวง ทั้งนี้ ผู้ปกครองระบุว่า เด็กเติบโตในพื้นที่ภูเขามาตั้งแต่เล็ก และการไม่สวมเสื้อผ้าเป็น “วิถีชีวิตของครอบครัว”

     

    ทางการยูนนานเข้าตรวจสอบ พ่อยัน “นี่คือวิถีชีวิตของเรา”

    เมื่อคลิปถูกเผยแพร่อย่างกว้างขวาง รัฐบาลท้องถิ่นมณฑลยูนนาน ซึ่งเป็นภูมิลำเนาของบิดา ได้เร่งเข้ามาดำเนินการตรวจสอบ พยายามติดต่อผู้ปกครองแต่ไม่สามารถติดต่อได้ จนกระทั่งในคืนวันที่ 16 ตุลาคม เจ้าหน้าที่สามารถพูดคุยกับบิดาของเด็ก และแจ้งว่าคลิปอาจกระทบต่อจิตใจของลูกชาย แต่พ่อกลับตอบเพียงว่า “นี่คือวิถีชีวิตของเรา คนอื่นไม่มีสิทธิ์มายุ่ง” ก่อนจะวางสายทันที

    พ่อจบมหาวิทยาลัย แม่มีวุฒิปริญญาโท แต่เลี้ยงลูกแบบ “ธรรมชาติสุดขั้ว”

    ข้อมูลเพิ่มเติมระบุว่า พ่อของเด็กเป็นชาวยูนนาน อายุราว 30 ปี จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย ส่วนแม่เป็นชาวปักกิ่ง อายุประมาณ 40 ปี และจบปริญญาโท ทั้งคู่พาลูกชายกลับมาอยู่บ้านเกิดกับปู่ย่าเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งตั้งแต่นั้นชาวบ้านก็เริ่มสังเกตเห็นพฤติกรรมแปลก ครอบครัวไม่ให้ลูกสวมเสื้อผ้า โดยให้เหตุผลว่าเด็กมีผื่นแพ้และต้องการใช้ชีวิตแบบ “เติบโตตามธรรมชาติ”

    รัฐตั้งคณะทำงานร่วมตรวจสอบ คุ้มครองสิทธิเด็ก

    รายงานระบุว่า หน่วยงานด้านสังคมสงเคราะห์ ตำรวจ และองค์กรสตรีท้องถิ่นเคยพยายามเข้าไปพูดคุยหลายครั้งแต่ถูกปฏิเสธ ครอบครัวไม่รับอาหารจากคนนอกและปฏิเสธแนวคิดการเลี้ยงดูทั่วไป ขณะนี้รัฐบาลมณฑลยูนนานได้ตั้งคณะทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ในเสฉวนเพื่อสอบสวนข้อเท็จจริง เบื้องต้นตัดประเด็นการลักพาออกไปแล้ว โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดำเนินการตรวจสอบสุขภาพและสิทธิของเด็กตามกฎหมาย เพื่อให้มั่นใจว่าได้รับการคุ้มครองอย่างเหมาะสม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news.sanook.com/9851910/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw36Zmz72c6BeXE9C_MwcZDO

  • เปิดผลสำรวจ! คนไทย ยังอดทนอยู่หรือเปล่า? ปมขัดแย้ง “ไทย-กัมพูชา”

    เปิดผลสำรวจ! คนไทย ยังอดทนอยู่หรือเปล่า? ปมขัดแย้ง “ไทย-กัมพูชา”

    กองทัพ 

    -ร้อยละ 53.67 ระบุว่า พอใจมาก 
    -ร้อยละ 34.20 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ 
    -ร้อยละ 9.54 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ 
    -ร้อยละ 2.44 ระบุว่า ไม่พอใจเลย 
    -ร้อยละ 0.15 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    กระทรวงการต่างประเทศ

    -ร้อยละ 34.66 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ 
    -ร้อยละ 31.83 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ 
    -ร้อยละ 16.95 ระบุว่า ไม่พอใจเลย 
    -ร้อยละ 14.43 ระบุว่า พอใจมาก –
    ร้อยละ 2.13 ระบุว่า ไม่ตอบ/
    ไม่สนใจ

    รัฐบาลไทย 

    -ร้อยละ 38.32 ระบุว่า ไม่ค่อยพอใจ 
    -ร้อยละ 26.03 ระบุว่า ไม่พอใจเลย 
    -ร้อยละ 25.80 ระบุว่า ค่อนข้างพอใจ 
    -ร้อยละ 9.62 ระบุว่า พอใจมาก 
    -ร้อยละ 0.23 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

                
    เมื่อถามถึงความอดทนของประชาชนต่อสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ โดยภาพรวมของประชาชนทั้งประเทศ 

    -ร้อยละ 40.53 ระบุว่า ยังมีความอดทนอยู่พอประมาณ 
    -ร้อยละ 24.43 ระบุว่า หมดความอดทนแล้ว 
    -ร้อยละ 19.69 ระบุว่า เริ่มไม่ค่อยมีความอดทนแล้ว 
    -ร้อยละ 14.74 ระบุว่ายังมีความอดทนสูงอยู่ 
    -ร้อยละ 0.61 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 

    สำหรับภาพรวมของประชาชนในจังหวัดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา (210 หน่วยตัวอย่าง) 

    -ร้อยละ 38.57 ระบุว่า ยังมีความอดทนอยู่พอประมาณ 
    -ร้อยละ 24.29 ระบุว่า หมดความอดทนแล้ว 
    -ร้อยละ 22.38 ระบุว่า เริ่มไม่ค่อยมีความอดทนแล้ว 
    -ร้อยละ 14.28 ระบุว่า ยังมีความอดทนสูงอยู่ 
    -ร้อยละ 0.48 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

    เมื่อถามถึงเรื่องที่ประชาชนมีความกังวลจากสถานการณ์ความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ในขณะนี้ โดยภาพรวมของประชาชนทั้งประเทศ 

    -ร้อยละ 44.05 ระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งจะยืดเยื้อยาวนานไม่จบ
    -ร้อยละ 41.76 ระบุว่า สภาพความเป็นอยู่ของประชาชนตามแนวชายแดน 
    -ร้อยละ 31.15 ระบุว่า สถาพความเป็นอยู่เจ้าหน้าที่รัฐ อาสาสมัคร ทหาร ตำรวจ ตามแนวชายแดน 
    -ร้อยละ 21.15 ระบุว่า การรบกันอีกระหว่างไทย-กัมพูชา 
    -ร้อยละ 18.32 ระบุว่า ไม่กังวลอะไรเลย 
    -ร้อยละ 18.24 ระบุว่า ไทยจะเสียดินแดน 
    -ร้อยละ 14.50 ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจชายแดน จากการปิดด่านระยะยาว 
    -ร้อยละ 12.06 ระบุว่า ประเทศมหาอำนาจจะแทรกแซง 
    -ร้อยละ 8.55 ระบุว่า การพลาดท่าให้กัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศ 
    -ร้อยละ 7.79 ระบุว่า รัฐบาลจะไม่เปิดไฟเขียวอย่างเต็มที่ให้กองทัพแก้ไขปัญหา 
    -ร้อยละ 6.79 ระบุว่า รัฐบาลจะตัดสินใจเปิดด่าน ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ 
    -ร้อยละ 5.80 ระบุว่า ความเคลื่อนไหวของนักสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ บางคนจะสร้างความได้เปรียบให้กัมพูชา 
    -ร้อยละ 0.91 ระบุว่า มวลชนกลุ่มต่าง ๆ จะขวางการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ 

    สำหรับภาพรวมของประชาชนในจังหวัดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา (210 หน่วยตัวอย่าง) 

    -ร้อยละ 46.19 ระบุว่า สถานการณ์ความขัดแย้งจะยืดเยื้อยาวนานไม่จบ รองลงมา 
    -ร้อยละ 44.76 ระบุว่า สภาพความเป็นอยู่ของประชาชนตามแนวชายแดน 
    -ร้อยละ 33.33 ระบุว่า สภาพความเป็นอยู่เจ้าหน้าที่รัฐ อาสาสมัคร ทหาร ตำรวจ ตามแนวชายแดน 
    -ร้อยละ 25.71 ระบุว่า การรบกันอีกระหว่างไทย-กัมพูชา 
    -ร้อยละ 16.67 ระบุว่า ไทยจะเสียดินแดน 
    -ร้อยละ 14.76 ระบุว่า ไม่กังวลอะไรเลย 
    -ร้อยละ 13.33 ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจชายแดน จากการปิดด่านระยะยาว 
    -ร้อยละ 9.52 ระบุว่า การพลาดท่าให้กัมพูชาในเวทีระหว่างประเทศ 
    -ร้อยละ 8.10 ระบุว่า ประเทศมหาอำนาจจะแทรกแซง 
    -ร้อยละ 4.29 ระบุว่า รัฐบาลจะไม่เปิดไฟเขียวอย่างเต็มที่ให้กองทัพแก้ไขปัญหา และรัฐบาลจะตัดสินใจเปิดด่าน ทั้ง ๆ ที่สถานการณ์ยังไม่เข้าสู่ภาวะปกติ ในสัดส่วนที่เท่ากัน 
    -ร้อยละ 3.33 ระบุว่า ความเคลื่อนไหวของนักสิทธิมนุษยชน นักวิชาการ บางคนจะสร้างความได้เปรียบให้กัมพูชา 
    -ร้อยละ 1.43 ระบุว่า มวลชนกลุ่มต่าง ๆ จะขวางการแก้ไขปัญหาของภาครัฐ

    ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนต่อแนวทางในการแก้ไขปัญหาสถานการณ์ความขัดแย้ง ไทย-กัมพูชา โดยภาพรวมของประชาชนทั้งประเทศ 

    -ร้อยละ 35.19 ระบุว่า กดดันทางเศรษฐกิจ เช่น การปิดด่านต่อไปอย่างจริงจัง งดการนำเข้าส่งออกในทุกกรณี 
    -ร้อยละ 33.97 ระบุว่า ทำอย่างไรก็ได้ แต่ต้องไม่เสียดินแดนและไม่เสียเปรียบให้กัมพูชา 
    -ร้อยละ 24.81 ระบุว่า เปิดเจรจาทางการทูตสองฝ่ายอย่างจริงจัง 
    -ร้อยละ 22.06 ระบุว่า รัฐบาลต้องเปิดไฟเขียวอย่างเต็มที่ให้กองทัพแก้ไขปัญหา 
    -ร้อยละ 21.68 ระบุว่า รัฐบาลต้องเยียวยา ดูแล ประชาชน ภาคธุรกิจ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ 
    -ร้อยละ 20.99 ระบุว่า รบจนกว่าจะได้ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จหรือได้เปรียบกัมพูชา 
    -ร้อยละ 11.22 ระบุว่า ป้องกันอย่าให้ประเทศมหาอำนาจเข้าแทรกแซง 
    -ร้อยละ 9.92 ระบุว่า กดดัน ฟ้องร้องและประณามกัมพูชาผ่านกลไกระหว่างประเทศ และทำอย่างไรก็ได้ แต่ขออย่าให้มีการสู้รบกัน ในสัดส่วนที่เท่ากัน 
    -ร้อยละ 6.41 ระบุว่า ให้มีประเทศที่สามเป็นตัวกลางในการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 
    -ร้อยละ 2.37 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 
    -ร้อยละ 2.21 ระบุว่า แทรกแซงการเมืองภายในประเทศกัมพูชาเพื่อล้มอำนาจ ฮุน เซน และรัฐบาล ฮุน มาเนต 
    -ร้อยละ 1.37 ระบุว่า ใช้กลไกศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ตามข้อเรียกร้องของกัมพูชา 
    -ร้อยละ 1.07 ระบุว่า เปิดด่านทั้งหมดเพื่อให้เศรษฐกิจชายแดนเข้าสู่ภาวะปกติ

    สำหรับภาพรวมของประชาชนในจังหวัดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา (210 หน่วยตัวอย่าง) 

    -ร้อยละ 39.05 ระบุว่า ทำอย่างไรก็ได้ แต่ต้องไม่เสียดินแดนและไม่เสียเปรียบให้กัมพูชา 
    -รัฐบาลต้องเยียวยา ดูแล ประชาชน ภาคธุรกิจ ในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ 
    -ร้อยละ 20.48 ระบุว่า เปิดเจรจาทางการทูตสองฝ่ายอย่างจริงจัง 
    -ร้อยละ 19.52 ระบุว่า รัฐบาลต้องเปิดไฟเขียวอย่างเต็มที่ให้กองทัพแก้ไขปัญหา 
    -ร้อยละ 18.10 ระบุว่า รบจนกว่าจะได้ชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จหรือได้เปรียบกัมพูชา 
    -ร้อยละ 10.00 ระบุว่า ทำอย่างไรก็ได้ แต่ขออย่าให้มีการสู้รบกัน 
    -ร้อยละ 7.14 ระบุว่า ป้องกันอย่าให้ประเทศมหาอำนาจเข้าแทรกแซง 
    -ร้อยละ 6.67 ระบุว่า กดดัน ฟ้องร้องและประณามกัมพูชาผ่านกลไกระหว่างประเทศ 
    -ร้อยละ 4.76 ระบุว่า ให้มีประเทศที่สามเป็นตัวกลาง ในการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท 
    -ร้อยละ 3.81 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ 
    -ร้อยละ 2.86 ระบุว่า แทรกแซงการเมืองภายในประเทศกัมพูชาเพื่อล้มอำนาจ ฮุน เซน และรัฐบาล ฮุน มาเนต 
    -ร้อยละ 0.95 ระบุว่า เปิดด่านทั้งหมดเพื่อให้เศรษฐกิจชายแดนเข้าสู่ภาวะปกติ 
    -ร้อยละ 0.48 ระบุว่า ใช้กลไกศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ตามข้อเรียกร้องของกัมพูชา

    เมื่อพิจารณาลักษณะทั่วไปของตัวอย่าง 

    -ร้อยละ 8.55 มีภูมิลำเนาอยู่กรุงเทพฯ 
    -ร้อยละ 18.70 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคกลาง 
    -ร้อยละ 17.79 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคเหนือ 
    -ร้อยละ 33.28 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 
    -ร้อยละ 13.82 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคใต้ 
    -ร้อยละ 7.86 มีภูมิลำเนาอยู่ภาคตะวันออก 

    โดยตัวอย่าง ร้อยละ 47.94 เป็นเพศชาย และร้อยละ 52.06 เป็นเพศหญิง

     
    ตัวอย่าง ร้อยละ 12.13 อายุ 18-25 ปี ร้อยละ 17.79 อายุ 26-35 ปี ร้อยละ 17.94 อายุ 36-45 ปี ร้อยละ 26.34 อายุ 46-59 ปี และร้อยละ 25.80 อายุ 60 ปีขึ้นไป โดยตัวอย่าง ร้อยละ 96.64 นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 2.37 นับถือศาสนาอิสลาม และร้อยละ 0.99 นับถือศาสนาคริสต์ และศาสนาอื่น ๆ

    ตัวอย่าง ร้อยละ 36.33 สถานภาพโสด ร้อยละ 61.76 สมรส และร้อยละ 1.91 หม้าย หย่าร้าง แยกกันอยู่ โดยตัวอย่าง ร้อยละ 0.23 ไม่ได้รับการศึกษา ร้อยละ 16.64 จบการศึกษาประถมศึกษา ร้อยละ 36.10 จบการศึกษามัธยมศึกษาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 9.24 จบการศึกษาอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ร้อยละ 32.29 จบการศึกษาปริญญาตรีหรือเทียบเท่า และร้อยละ 5.50 จบการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี

    ตัวอย่าง ร้อยละ 9.69 ประกอบอาชีพข้าราชการ/ลูกจ้าง/พนักงานรัฐวิสาหกิจ ร้อยละ 15.50 ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน ร้อยละ 24.97 ประกอบอาชีพเจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระ ร้อยละ 10.23 ประกอบอาชีพเกษตรกร/ประมง ร้อยละ 14.35 ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงาน ร้อยละ 18.70 เป็นพ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงาน และร้อยละ 6.56 เป็นนักเรียน/นักศึกษา

    ตัวอย่าง ร้อยละ 19.62 ไม่มีรายได้ ร้อยละ 3.44 รายได้เฉลี่ยต่อเดือนไม่เกิน 5,000 บาท ร้อยละ 14.96 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 5,001-10,000 บาท ร้อยละ 32.06 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 12.90 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 4.81 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ร้อยละ 2.60 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท ร้อยละ 0.99 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 50,001-60,000 บาท ร้อยละ 0.15 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 60,001-70,000 บาท ร้อยละ 0.07 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 70,001-80,000 บาท ร้อยละ 0.61 รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 80,001 บาทขึ้นไป และร้อยละ 7.79 ไม่ระบุรายได้

    เปิดผลสำรวจ! คนไทย ยังอดทนอยู่หรือเปล่า? ปมขัดแย้ง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/news/current-issue/378968256&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2C6dt18lmnWu-F0uhLVVZE

  • “กมธ.เทคโนโลยีสารสนเทศฯ วุฒิสภา” เปิดเวทีระดมสมอง หาทางออกทีวีดิจิทัลไทย ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำโครงข่าย

    “กมธ.เทคโนโลยีสารสนเทศฯ วุฒิสภา” เปิดเวทีระดมสมอง หาทางออกทีวีดิจิทัลไทย ท่ามกลางความเหลื่อมล้ำโครงข่าย

    วันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 18.09 น.

    “กมธ.เทคโนโลยีสารสนเทศฯ วุฒิสภา” เปิดเวทีระดมสมองถกอนาคตทีวีไทย  ชี้ต้นทุนโครงข่ายสูง–โครงสร้างไม่เท่าเทียม เร่งหาทางออกเชิงนโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลไทยให้ยั่งยืน

    เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2568   คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา ร่วมกับคณะอนุกรรมาธิการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม จัดสัมมนาเรื่อง “อนาคตทีวีไทย : ทางเลือกใหม่ ท่ามกลางความท้าทาย” ณ อาคารรัฐสภา โดยมี นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล ประธานคณะกรรมาธิการฯ เป็นประธานเปิดการสัมมนา และ นายสุทนต์ กล้าการขาย รองประธานคณะกรรมาธิการฯ ในฐานะประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ กล่าวรายงาน พร้อมด้วยคณะกรรมาธิการฯ หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรวิชาชีพสื่อ และผู้ประกอบการในกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลเข้าร่วมอย่างคับคั่ง

    นายนิเวศ กล่าวว่า นับตั้งแต่ประเทศไทยเข้าสู่ยุคโทรทัศน์ระบบดิจิทัล แม้จะเกิดพัฒนาการด้านเทคโนโลยีและเพิ่มทางเลือกให้ผู้ชม แต่ผู้ประกอบการก็ต้องเผชิญกับความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะต้นทุนโครงข่าย (MUX) ที่สูง ความซ้ำซ้อนของภารกิจระหว่างผู้ให้บริการ และความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากรของผู้ประกอบการรายเล็กและรายใหญ่ รวมถึงเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

    “การสัมมนาครั้งนี้เป็นการเปิดเวทีให้ทุกภาคส่วนได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เสนอแนวทางเชิงนโยบาย และร่วมกำหนดทิศทางอนาคตของกิจการโทรทัศน์ไทย เพื่อให้สามารถปรับตัวได้ภายใต้ยุคดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และส่งเสริมความยั่งยืนของกิจการโทรทัศน์ไทยในระยะยาว” นายนิเวศกล่าว

    ด้าน นายสุทนต์ กล้าการขาย รองประธานคณะกรรมาธิการฯ และประธานคณะอนุกรรมาธิการฯ กล่าวว่า กว่าทศวรรษที่ผ่านมา การเปลี่ยนผ่านจากระบบแอนะล็อกสู่ระบบดิจิทัลได้เปิดโอกาสให้เกิดการแข่งขันและความหลากหลายของช่องรายการอย่างเป็นรูปธรรม แต่ในทางปฏิบัติยังคงมีอุปสรรคสำคัญหลายด้าน โดยเฉพาะ ต้นทุนการใช้โครงข่าย (MUX) ที่สูง และการกระจายตัวของผู้ให้บริการหลายรายที่ขาดการเชื่อมโยงและความร่วมมือที่เป็นระบบ ส่งผลให้เกิดความซ้ำซ้อนและความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงทรัพยากรระหว่างผู้ประกอบการรายใหญ่กับรายย่อย

    โดยนายสุทนต์เสนอแนวทางเชิงนโยบายเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างความเป็นธรรมในระบบทีวีดิจิทัล ว่า ควรให้มีการปรับโครงสร้างการกำกับดูแลหรือรวมโครงข่ายบางส่วน เพื่อลดความซ้ำซ้อนของภารกิจและใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า พร้อมทั้งแยกโครงข่ายของช่องบริการสาธารณะออกจากช่องเชิงพาณิชย์ เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นไปอย่างชัดเจนและเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของแต่ละประเภท 

    นายสุทนต์ยังเสนอให้จัดตั้งโครงสร้างร่วมทุนกลาง (Shared Infrastructure) เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการช่องรายการที่ไม่มีโครงข่ายของตนเองสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียม แนวทางทั้งหมดนี้มุ่งสร้างระบบทีวีที่มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย

    “ผมเห็นว่าควรมีการทบทวนบทบาทของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ในการควบคุมราคาโครงข่าย กำหนดมาตรฐานการให้บริการ และออกมาตรการสนับสนุนการปรับตัวของผู้ให้บริการเดิม เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพอุตสาหกรรมโทรทัศน์ยุคใหม่ด้วย” นายสุทนต์กล่าว

    ในงานสัมมนาวันนี้ยังมีการบรรยายเรื่อง “สรุปผลการพิจารณาศึกษาแนวทางส่งเสริมและกำกับดูแลกิจการโทรทัศน์ของประเทศไทย” โดย นางสาวพิมพ์ประไพ จิตหาญ อนุกรรมาธิการฯ ซึ่งนำเสนอผลการศึกษาด้านความเป็นไปได้ในการปรับปรุงรูปแบบการให้บริการโครงข่ายโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล และแนวทางการปรับปรุงการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ยังมีการอภิปรายในหัวข้อ “อนาคตทีวีไทย : ทางเลือกใหม่ ท่ามกลางความท้าทาย” โดยมี นายสุทนต์ กล้าการขาย เป็นผู้ดำเนินรายการ ร่วมด้วยผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ได้แก่ ศาสตราจารย์กิตติคุณ พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรทัศน์ นายฉัตรชัย ตะวันธรงค์ ที่ปรึกษาสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล (ประเทศไทย) นายอุดมศักดิ์ ชูฤทธิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักวิศวกรรมโครงข่าย บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) และนาง ชาลินี ฮิราโน รองนายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย โดยผู้ร่วมอภิปรายได้แลกเปลี่ยนมุมมองอย่างเข้มข้น ทั้งในด้านการพัฒนาโครงสร้างโครงข่าย การปรับตัวของสถานีโทรทัศน์ต่อการแข่งขันจากแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงแนวทางสร้างระบบนิเวศสื่อใหม่ที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายอยู่รอดได้อย่างเป็นธรรม

    ในตอนท้ายของการสัมมนา นายสุทนต์ กล่าวว่า คณะกรรมาธิการฯ จะรวบรวมข้อมูล องค์ความรู้ และข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนที่เข้าร่วม นำไปจัดทำข้อเสนอในการพิจารณาศึกษาเรื่อง “แนวทางการส่งเสริมและกำกับดูแลการประกอบกิจการโทรทัศน์ดิจิทัลของประเทศไทย” เพื่อให้กิจการโทรทัศน์ไทยมีความเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อประโยชน์สาธารณะ
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.banmuang.co.th/news/politic/451030&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0pUQv4NCDgkuWJeBaHka2a

  • นับแล้ว 95% ‘วิสุดา’ ชนะขาดลอย ศึกเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 | เดลินิวส์

    นับแล้ว 95% ‘วิสุดา’ ชนะขาดลอย ศึกเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 | เดลินิวส์

    เมื่อวันที่ 19 ต.ค. 68 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังปิดหีบการเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 แทนตำแหน่งที่ว่าง หลังจากนายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ เจ้าของพื้นที่เดิม ลาออกจาก สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 9 ก.ย. 68 ที่ผ่านมา ก่อนไปดำรงตำแหน่ง รมช.มหาดไทย

    ทั้งนี้ ในการเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี เขต 4 มีผู้สมัคร 2 คน ประกอบด้วย หมายเลข 1 น.ส.วิสุดา วิเชียรศิลป์ ลูกสาวนายศักดิ์ดา ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย หมายเลข 2 พล.อ.ชินวัฒน์ แม้นเดช อดีตที่ปรึกษานายภูมิธรรม ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทย

    ปรากฏว่า การนับคะแนนผ่านไป 243 หน่วย ปรากฏว่า น.ส.วิสุดา ผู้สมัครหมายเลข 1 จากพรรคภูมิใจไทย ลูกสาวนายศักดิ์ดา อดีต สส. เขต 4 กาญจนบุรี ได้ 49,998 คะแนน นำ พล.อ.ชินวัฒน์ ผู้สมัครหมายเลข 2 จากพรรคเพื่อไทย อดีตที่ปรึกษานายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกฯ และรมว.มหาดไทย ผู้สมัครจากพรรคเพื่อไทยที่ได้ 34,136 คะแนน

    สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 4 ประกอบด้วย อ.บ่อพลอย (ยกเว้นตำบลหนองกุ่ม), อ.ห้วยกระเจา, อ.เลาขวัญ, อ.หนองปรือ มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน 133,600 คน โดยสำนักงาน กกต.จังหวัดกาญจนบุรี ได้เตรียมหน่วยเลือกตั้งจำนวน 254 หน่วย.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5219719/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1g7039qhR7lejHXSUGE9qS