Blog

  • เช็กดวงด่วน “ดาวพุธจ่อย้าย” ชะตา 12 ราศีพลิกผัน มีทั้งร้าย มีทั้งดี

    เช็กดวงด่วน “ดาวพุธจ่อย้าย” ชะตา 12 ราศีพลิกผัน มีทั้งร้าย มีทั้งดี

    เช็กดวงด่วน

    เช็กดวงด่วน “ดาวพุธจ่อย้าย” ชะตา 12 ราศีพลิกผัน มีทั้งร้าย มีทั้งดี

    วงการโหราศาสตร์สะเทือน! เมื่อ “ดาวพุธ” (ดาวแห่งการสื่อสาร การเจรจา และโชคลาภ) เตรียมโคจรย้ายราศีในช่วงนี้ (คาดว่าวันที่ 23 ต.ค. เป็นต้นไป) ส่งผลให้พลังงานชีวิตของคนทั้ง 12 ราศีเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่! มีทั้งราศีที่ชีวิตจะดีขึ้นแบบก้าวกระโดด เงินเข้ามารัว ๆ และราศีที่ต้องตั้งการ์ดสูง ระวังศัตรูที่มาในคราบมิตร!

    เช็กดวงด่วน

    ราศีเงินเข้ามารัว ๆ! ชีวิตจะดีขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว!

    เช็กดวงด่วน

    ราศีกันย์: (เด่นเรื่องโชคลาภและการเจรจา) ดวงได้ โชคใหญ่ในรอบปี! ปากพาให้รวย งานพุ่งแรง ดวงค้าขายรุ่ง หากเคยมีเรื่องติดขัดจะเริ่มคลี่คลาย มีโอกาสได้เงินก้อนใหญ่หรือผลตอบแทนพิเศษที่คุ้มค่ากับการรอคอย

    ราศีพิจิก: (พลิกชะตาฟ้าเปิด) ชีวิตที่ผ่านมาเหมือนขึ้นรถไฟเหาะ เตรียมพ้นเคราะห์แล้ว! ดวงได้ งานใหญ่ ข่าวดีด้านงาน, การเงิน, หรือโอกาสใหม่ ๆ จะเข้ามาแบบไม่คาดคิด ส่งผลให้ชีวิตกลับมารุ่งโรจน์อย่างชัดเจน

    ราศีพฤษภ: (เจรจาเป็นเงินเป็นทอง) การติดต่อเจรจาเรื่องสำคัญ เอกสาร หรือการทำงานต่าง ๆ จะเดินหน้าไปอย่างรวดเร็วและราบรื่น ผลลัพธ์ที่รอคอยจะมาถึงตามเป้าหมาย มีเกณฑ์ได้ผลตอบแทนพิเศษ มีโชคลาภแบบคาดไม่ถึง

    เคล็ดลับเสริมดวงราศีปัง: ให้หมั่นทำบุญเกี่ยวกับ แสงสว่าง เช่น ถวายหลอดไฟ เติมน้ำมันตะเกียง หรือบริจาคเพื่อการศึกษา (เน้นด้านสื่อสาร) เพื่อเสริมพลังดาวพุธด้านการเจรจาและสติปัญญาให้มีแต่ความสำเร็จ

    ราศีที่ต้องระวัง! มีเกณฑ์ถูกแทงข้างหลัง-ระวังคำพูด!

    เช็กดวงด่วน

    ราศีสิงห์: (ระวังการไว้ใจคน) ต้องระมัดระวังตัวเป็นพิเศษ! มีเกณฑ์จะเจอการ โดนหักหลัง หรือผิดหวังจากการไว้ใจคนอื่นที่เข้ามาในชีวิต รวมถึงการผิดหวังในหุ้นส่วนหรือเพื่อนที่เคยสนิทกัน

    ราศีตุลย์: (ดวงแข็งแต่ต้องตั้งสติ) แม้ดวงจะแข็ง แต่ต้องระวังการถูกนินทาลับหลังหรือการสื่อสารที่ผิดพลาดที่นำมาซึ่งศัตรู ดวงความขัดแย้งกับหุ้นส่วน/คนใกล้ชิดค่อนข้างแรง! การพูดคุยเจรจาในช่วงนี้ต้องชัดเจน รัดกุม และรอบคอบที่สุด

    ราศีธนู: (ความสัมพันธ์เปราะบาง) ความรักและความสัมพันธ์ไม่ค่อยราบรื่น คนใกล้ตัวอาจทำให้รู้สึกน้อยใจ หรือเกิดปัญหาความขัดแย้งที่ขยายตัวจากเรื่องเล็กน้อย ควรระวังคำพูดที่จะสร้างศัตรูทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ

    ที่ไหว้แก้เคล็ดด่วน: แนะนำให้ ไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เกี่ยวกับ “พระแม่กวนอิม” หรือ “พระแก้วมรกต” เพื่อขอพรให้จิตใจสงบ มีสติในการแก้ไขปัญหา และปกป้องคุ้มครองจากศัตรูและคนที่คิดร้าย รวมถึงการ ทำบุญด้วยการปล่อยสัตว์น้ำหรือบริจาคเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เพื่อลดความแรงของดวงดาว.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.komchadluek.net/horoscope/fortune/608771&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2weJ3P8VqTrFh9G_7j9xfX

  • ประวัติ “วิสุดา วิเชียรศิลป์” คว้าชัยเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี รักษาแชมป์ให้ “ศักดิ์ดา”

    ประวัติ “วิสุดา วิเชียรศิลป์” คว้าชัยเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี รักษาแชมป์ให้ “ศักดิ์ดา”

    ประวัติ “วิสุดา วิเชียรศิลป์” คว้าชัยเลือกตั้งซ่อมกาญจนบุรี รักษาแชมป์ให้ “ศักดิ์ดา”

    เปิดประวัติ “ดรีม – วิสุดา วิเชียรศิลป์” พรรคภูมิใจไทย ลูกสาว “ศักดิ์ดา” คว้าชัยเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขต 4 รักษาแชมป์ให้พ่อ คะแนนทิ้ง “พล.อ.ชินวัฒน์ แม้นเดช” คู่แข่งจากเพื่อไทยขาดลอย

    วันที่ 19 ตุลาคม 2568 ภายหลังการนับคะแนนเลือกตั้งซ่อมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดกาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 ทราบผลอย่างไม่เป็นทางการแล้ว โดยพบว่า น.ส.วิสุดา วิเชียรศิลป์ ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทย สามารถคว้าชัยชนะในครั้งนี้และรักษาแชมป์แทนบิดาคือ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งลาออกจาก สส.กาญจนบุรี เขต 4 พรรคเพื่อไทย จนทำให้เก้าอี้ว่างลงและมีการจัดเลือกตั้งซ่อมขึ้น โดยมีคะแนนทิ้งห่างจาก พล.อ.ชินวัฒน์ แม้นเดช คู่แข่งจากพรรคเพื่อไทยมากกว่า 10,000 คะแนน

    ประวัติ “วิสุดา วิเชียรศิลป์”

    สำหรับประวัติของ น.ส.วิสุดา วิเชียรศิลป์ ชื่อเล่น ดรีม เกิดเมื่อวันที่ 13 พฤศจิกายน 2537 โดยในปี 2568 จะมีอายุครบ 31 ปี เป็นบุตรสาวของ นายศักดิ์ดา ทางด้านการศึกษา จบปริญญาตรี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา เกียรตินิยมอันดับ 2 จบปริญญาโท สาขาการเมือง จากมหาวิทยาลัยแลงคาสเตอร์ สหราชอาณาจักร

    ประสบการณ์การทำงาน น.ส.วิสุดา เป็นนักวิเคราะห์นโยบายและแผน สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ตั้งแต่ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2564 – เดือนกันยายน 2568 โดยเป็นนักวิเคราะห์นโยบายและแผน ปฏิบัติหน้าที่สำนักนโยบายและแผน, ปฏิบัติหน้าที่สำนักพัฒนาและส่งเสริมการบริหารราชการจังหวัด, ปฏิบัติหน้าที่ให้แก่ผู้ช่วยปลัดกระทรวงมหาดไทย, ปฏิบัติหน้าที่ให้แก่รองผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี, ปฏิบัติหน้าที่ให้แก่รองปลัดกระทรวงมหาดไทย, ปฏิบัติหน้าที่ให้แก่อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อีกทั้งในช่วงการทำงานยังเคยลงประกวดขวัญใจงานกาชาดประจำปี 2564 ด้วย

    เส้นทางการเมือง

    ภายหลัง นายศักดิ์ดา เกษียณอายุราชการจากอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เพื่อเข้าสู่สนามเลือกตั้งใหญ่ น.ส.วิสุดา ได้ร่วมลงพื้นที่กับบิดาในการช่วยหาเสียงด้วย กระทั่งเมื่อวันที่ 9 กันยายน 2568 นายศักดิ์ดา ยื่นลาออกจาก สส.พรรคเพื่อไทย ขณะนั้นมีกระแสข่าวว่าจะไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีภายใต้รัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 และกระแสข่าวก็เป็นจริงเมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อเก้าอี้ สส.กาญจนบุรี เขต 4 ว่างลง การแข่งขันในครั้งนี้จึงเกิดขึ้น โดย น.ส.วิสุดา ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในพื้นที่เลือกให้เป็น สส. ต่อจากบิดา

    ทั้งนี้ นายอนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้เดินทางมาให้กำลังใจและแสดงความยินดีกับ น.ส.วิสุดา และ นายศักดิ์ดาด้วย สำหรับขั้นตอนหลังจากวันนี้ (19 ตุลาคม 2568) เมื่อทราบผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการแล้ว ทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดกาญจนบุรี จะประกาศผลคะแนนอีกครั้ง แต่การรับรองผลอย่างเป็นทางการต้องรอ กกต. เป็นผู้ประกาศอีกครั้งหนึ่งจึงจะถือว่า น.ส.วิสุดา ได้เป็น สส. 

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/news/politic/2890016&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0-imN_cDcLefB7JoyxE45M

  • ดูดวงรายวันประจำวันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม 2568 สำหรับท่านที่เกิดวันเสาร์

    ดูดวงรายวันประจำวันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม 2568 สำหรับท่านที่เกิดวันเสาร์

    ดูดวงรายวันประจำวันอาทิตย์ ที่ 19 ตุลาคม 2568 สำหรับท่านที่เกิดวันเสาร์

    • การงาน : สร้างธุรกิจใหม่ได้ผลกำไรมาก
    • การเงิน : จะได้เงินอย่างต่อเนื่อง
    • ความรัก : สุขสมหวังในชีวิตรัก

    เคล็ดลับเสริมดวงประจำวันนี้

    • ทำบุญบริจาคอุปกรณ์การศึกษาในถิ่นทุรกันดาร
    • อัญมณีมงคล : ไข่มุกดำ
    • สีมงคล : สีดำ
    • เลขนำโชค : 0, 2, 3, 4, 5, 6

     ฤกษ์ดีประจำสัปดาห์มีผลตั้งแต่วันที่  15 – 21 ตุลาคม 2568 (ช่วงเวลาที่เหมาะสม) 

    • 08:09 – 11:19 : ฤกษ์ดีในการทำบุญขึ้นบ้านใหม่ 
    • 09:01 – 12:59 : ฤกษ์ดีในการซื้อรถยนต์คันใหม่ 
    • 09:05 – 11:59 : ฤกษ์ดีในการติดต่อเจรจางานต่าง ๆ           
    • 08:01 – 11:29 : ฤกษ์ดีในการเปิดร้านเริ่มธุรกิจใหม่         
    • 06:00  – 12:00 : ฤกษ์ดีในการเดินทางทำบุญ 

    ดูดวงเพิ่มเติม

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/horoscope/315623/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0RNmXT_ksUYNkqSXKTMZYC

  • “อนุสรณ์” ชี้ศก.ไทยเสี่ยงเงินฝืด แนะปรับโครงสร้างใหญ่ หนีรั้งท้ายอาเซียน : อินโฟเควสท์

    “อนุสรณ์” ชี้ศก.ไทยเสี่ยงเงินฝืด แนะปรับโครงสร้างใหญ่ หนีรั้งท้ายอาเซียน : อินโฟเควสท์

    นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุน และการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คาดการณ์ว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยในปีนี้ จะอยู่ในระดับใกล้เคียง 0% หรือติดลบเล็กน้อยเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ซึ่งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบมาต่อเนื่อง 6 เดือนแล้ว และคาดว่าอาจติดลบไปจนถึงต้นปีหน้า ขณะที่ภาคส่งออก มีสัญญาณชะลออย่างชัดเจนตั้งแต่เดือนส.ค. นอกจากนี้ ภาคการบริโภคขยายตัวต่ำจากหนี้ครัวเรือนสูง ความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่ำ รายได้ฟื้นตัวช้า

    ทั้งนี้ มองว่ามาตรการ Quick Big Win กระตุ้นเศรษฐกิจมีขีดจำกัดในการกระตุ้นการบริโภค อาจเพียงช่วยบรรเทาปัญหาการชะลอตัว และความยากลำบากทางเศรษฐกิจเท่านั้น มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นการใช้งบประมาณเดิม ไม่ได้เพิ่มเม็ดเงินงบประมาณใหม่เพิ่มเติม การเพิ่มเม็ดเงินใช้จ่ายจากงบประมาณใหม่ และการผ่อนคลายทางการเงินเพิ่มเติม มีความจำเป็นในการป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไหลลงลึกไปกว่านี้ ป้องกันการปิดกิจการของธุรกิจขนาดย่อม ขนาดเล็กและขนาดกลาง

    “เศรษฐกิจไทย จำเป็นต้องมีการผ่าตัดใหญ่ และปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ปัญหาบางอย่างต้องดำเนินการโดยไม่ชักช้า และไม่สามารถรอรัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้งได้ สังคมไทยโดยเฉพาะประชาชนในระดับฐานราก เจอกับกับดักซ้ำซ้อน กับดักหนี้สิน กับดักความเหลื่อมล้ำ กับดักปัญหาสถาบันครอบครัว กับดักรายได้ต่ำขาดเงินออม และไม่มีความมั่นคงในงาน” นายอนุสรณ์ ระบุ

    นายอนุสรณ์ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยติดกับดักรายได้ระดับปานกลางตั้งแต่ปี 2531 และขยับสูงขึ้นมาอยู่ในกลุ่มบนของกลุ่มประเทศระดับรายได้ปานกลางตั้งแต่ปี 2553 มีส่วนแบ่งในตลาดโลกสูงขึ้น และสร้างรายได้เงินตราต่างประเทศในระดับสูง แต่ต่อมาเศรษฐกิจไทยได้ถดถอยลง และมีอัตราการขยายตัวในระดับต่ำมาตลอดหลังการรัฐประหาร ปี 2557 และหลังวิกฤติเศรษฐกิจจากการแพร่ระบาดของ Covid-19 ในปี 2563 เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ โดยเฉพาะเศรษฐกิจฐานราก

    นอกจากนี้ ประเทศไทยก็ยังมีจุดอ่อนในเชิงโครงสร้างหลายด้านทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ได้แก่ โครงสร้างสังคมผู้สูงวัย แต่คุณภาพคนโดยเฉลี่ยยังต่ำ และการออมไม่เพียงพอ ขาดแคลนแรงงานทั้งในกลุ่มทักษะฝีมือสูง และฝีมือระดับล่าง ทั้งระบบเศรษฐกิจมีผลิตภาพการผลิตรวมต่ำ ต้องอาศัยการเพิ่มปริมาณแรงงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมีสัดส่วนภาคการค้าระหว่างประเทศต่อขนาดเศรษฐกิจสูงกว่าเศรษฐกิจภายในประเทศมาก จึงมีการผันผวนตามปัจจัยภายนอกเป็นสำคัญ ฐานการผลิตเกษตรและบริการต่ำโดยที่องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมเพื่อการเพิ่มมูลค่ายังมีน้อย การลงทุนเพื่อการวิจัยไม่เพียงพอ การพัฒนาด้านนวัตกรรมมีน้อย

    สำหรับการดำเนินและการบริหารจัดการภาครัฐ ก็ยังขาดการบูรณาการจึงสิ้นเปลืองงบประมาณ ยังมีปัญหาการคอร์รัปชันเป็นวงกว้าง ขาดความโปร่งใส และมีประสิทธิภาพต่ำ โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ไม่สมบูรณ์และล่าช้า การบังคับใช้กฎหมายยังขาดประสิทธิผลและกฎระเบียบล้าสมัย ปัญหาด้านการไม่เคารพสิทธิผู้อื่น และไม่ยึดผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ อีกทั้งปัญหาความเหลื่อมล้ำและความแตกแยกในสังคมไทย ยังเป็นปัญหาที่ท้าทายมาก

    นาอนุสรณ์ กล่าวว่า ล่าสุด กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า ขนาดเศรษฐกิจของประเทศไทยจะร่วงหล่นไปอยู่อันดับ 5 ของอาเซียนโดยถูก ฟิลิปปินส์ และ เวียดนาม แซงหน้า ในอีก 5 ปีข้างหน้า (ค.ศ. 2030) โดยขนาดเศรษฐกิจจะอยู่ที่ 654 พันล้านดอลลาร์ ใน ค.ศ. 2030 จาก 558 พันล้านดอลลาร์ในปีนี้

    “อันดับที่ร่วงหล่นลง จะเป็นผลจาก GDP ของไทยโตต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอาเซียนอย่างต่อเนื่องในอนาคต และจะมีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยไม่เกิน 2% หากไม่ต้องการให้ขนาดเศรษฐกิจ “ประเทศไทย” ร่วงหล่นมาอยู่ในอันดับ 5 ของอาเซียน เราจำเป็นต้องทำให้อัตราการขยายตัวโดยเฉลี่ยของไทยอยู่ในระดับ 4-5% เป็นอย่างน้อย” นายอนุสรณ์ ระบุ

    โดยเห็นว่า การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจต้องมุ่งไปที่การสร้างฐานรายได้ใหม่ของประเทศ ทำให้เกิดอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ อุตสาหกรรม New S-Curve ยกระดับธุรกิจอุตสาหกรรมเดิมให้แข่งขันได้ดีขึ้น พร้อมกับพัฒนาแปรรูปสินค้าให้มีมูลค่าสูงขึ้น มุ่งเน้นการลงทุนในการสร้างนวัตกรรมและทุนมนุษย์ เพิ่มสัดส่วนการลงทุนเทียบกับจีดีพีให้ขึ้นไปอยู่ในระดับที่สูงกว่า 30%-40% การเปิดกว้างในการดึงดูดการลงทุนของต่างชาติ ต้องมาพร้อมกับเป้าหมายอันชัดเจน ที่ทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ และสามารถบูรณาการกับอุตสาหกรรมภายในเพื่อเสริมความแข็งแกร่งได้ดียิ่งขึ้น

    นอกจากนี้ ต้องมีการวางยุทธศาสตร์และแผนระยะยาว เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสู่ประเทศพัฒนาแล้ว ไม่ใช่เป้าหมายตามวาระการดำรงอยู่ของรัฐบาล พัฒนาตลาดทุนเป็นกลไกในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ เป็นกลไกสำคัญในการปรับเปลี่ยนระบบการเงินของประเทศจากระบบ Bank-based Financial System มาเป็นระบบ Market-based Financial System มากขึ้น เพื่อให้เกิดความสมดุล ความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบการเงินของประเทศมากขึ้น ทำตลาดทุนให้เป็นเรื่องเข้าถึงได้ง่าย โดยกิจการเอสเอ็มอี และประชาชน มีการยกระดับมาตรฐานเพื่อธุรกิจอุตสาหกรรม และร่วมสร้างโอกาสเพื่อก้าวข้ามขีดจำกัด

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/538550&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20k1k9qqx0qm5oUHO8o9vs

  • สรรเพชญ สนับสนุนคนละครึ่งพลัส ชี้ช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานราก

    สรรเพชญ สนับสนุนคนละครึ่งพลัส ชี้ช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานราก

    สรรเพชญ สนับสนุนคนละครึ่งพลัส ชี้ช่วยพยุงเศรษฐกิจฐานราก

    ส.ส.สงขลาเผย ประชาชนยังเดือดร้อนจากค่าครองชีพสูง ชี้ “คนละครึ่งพลัส” ช่วยหมุนเงินในระบบเศรษฐกิจและบรรเทาภาระ แนะรัฐปรับระบบลงทะเบียนให้ผู้สูงอายุเข้าถึงง่ายขึ้น

    วันที่ 19 ตุลาคม 2568 นายสรรเพชญ บุญญามณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสงขลา เปิดเผยภายหลังลงพื้นที่พบปะประชาชนในเขตอำเภอเมืองสงขลา ว่า จากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างต่อเนื่อง พบว่า “ปัญหาเศรษฐกิจปากท้อง” ยังคงเป็นประเด็นหลักที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของครัวเรือนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะภาวะรายจ่ายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่รายได้ยังคงเท่าเดิม ทำให้หลายครอบครัวต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากขึ้น

    นายสรรเพชญกล่าวว่า โครงการ “คนละครึ่งพลัส” เป็นหนึ่งในมาตรการที่ได้รับเสียงตอบรับจากประชาชนในเชิงบวก เนื่องจากช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจได้จริง เงินที่รัฐอัดฉีดลงไปถึงทั้งผู้ค้าและผู้บริโภคโดยตรง และสามารถบรรเทาภาระค่าครองชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยเห็นว่า มาตรการลักษณะนี้มีประสิทธิภาพเชิงเศรษฐกิจระยะสั้นมากกว่าการแจกเงินแบบครั้งเดียว เพราะช่วยกระตุ้นให้เกิดการใช้จ่ายอย่างต่อเนื่อง และส่งผลดีต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก

    อย่างไรก็ตามปัญหาที่พบในช่วงเริ่มต้นของการดำเนินโครงการ คือขั้นตอนการลงทะเบียนและยืนยันตัวตนที่ยังไม่สะดวก โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องเดินทางไปธนาคารเพื่อยืนยันตัวตน ทำให้เกิดความยุ่งยากและล่าช้าในการเข้าร่วมโครงการ นายสรรเพชญจึงเสนอให้รัฐบาลเร่งปรับปรุงระบบให้รองรับกลุ่มประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่เข้าถึงเทคโนโลยีได้ยาก เพื่อให้มาตรการนี้ครอบคลุมอย่างแท้จริง

    สำหรับโครงการ “คนละครึ่งพลัส” รอบใหม่นี้ รัฐบาลจะเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนระหว่างวันที่ 20–26 ตุลาคม 2568 และเริ่มใช้จ่ายได้ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึง 31 ธันวาคม 2568 ผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” โดยมีการปรับเพิ่มวงเงินการใช้จ่ายเป็น 200 บาทต่อวัน ขยายสิทธิ์ให้ผู้มีอายุ 16 ปีขึ้นไป และเพิ่มสิทธิพิเศษสำหรับผู้ยื่นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อกระตุ้นการบริโภคและส่งเสริมการเสียภาษีอย่างถูกต้อง

    ในเชิงเศรษฐกิจมหภาค นายสรรเพชญระบุว่า การบริโภคภาคครัวเรือนยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย ขณะที่ภาคการส่งออกและการลงทุนภาคเอกชนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ มาตรการอย่าง “คนละครึ่งพลัส” จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยรักษากำลังซื้อ กระตุ้นความเชื่อมั่น และกระจายรายได้ไปสู่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ให้มีสภาพคล่องมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม

    ทั้งนี้จากการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา โครงการ “คนละครึ่งพลัส” จะใช้งบประมาณจากเงินกระตุ้นเศรษฐกิจที่เหลืออยู่ในปีงบประมาณ 2568 ประมาณ 22,400 ล้านบาท และใช้งบปี 2569 อีกราว 44,000 ล้านบาท เพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานรากและช่วยพยุงค่าครองชีพของประชาชนช่วงปลายปี

    นายสรรเพชญกล่าวทิ้งท้ายว่า ประชาชนในพื้นที่ส่วนใหญ่ต้องการให้รัฐบาลพิจารณาขยายระยะเวลาโครงการต่อเนื่องถึงช่วงหลังปีใหม่ เพื่อให้ครอบคลุมเทศกาลจับจ่ายและท่องเที่ยวต้นปี 2569 ซึ่งจะช่วยต่อยอดผลทางเศรษฐกิจได้ยาวนานขึ้น พร้อมย้ำว่า การดูแลค่าครองชีพและกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน คือรากฐานสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/732087&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0iDtDoYHsoysSTam2i6Lx7

  • ดีอีเตือนภัย เพจปลอม “ฮั่วเซ่งเฮง” ลวงลงทุนทองคำ SET50

    ดีอีเตือนภัย เพจปลอม “ฮั่วเซ่งเฮง” ลวงลงทุนทองคำ SET50

    กระทรวงดิจิทัลฯ เผย “ข่าวปลอมอันดับ 1” ประจำสัปดาห์ พบมิจฉาชีพสร้างเพจ “HGF Gold Currency Swap” แอบอ้างแบรนด์ดังและ ตลท. หวั่นประชาชนสูญเงิน-ข้อมูลส่วนตัว

    กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) ออกโรงเตือนภัยประชาชนอย่างเร่งด่วน หลังตรวจพบ “ข่าวปลอม” ที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมออนไลน์

    ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของประชาชนสูงสุดในรอบสัปดาห์ โดยเฉพาะกรณี “โจรออนไลน์” เปิดเพจเฟซบุ๊กปลอม (Fake Page) เพื่อหลอกลวงการลงทุนเกี่ยวกับ “ทองคำ”

    นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ โฆษกกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยถึงผลการมอนิเตอร์และรับแจ้งข่าวปลอมของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมประเทศไทย (AFNC) ในระหว่างวันที่ 10 – 16 ตุลาคม 2568

    พบข้อความที่เข้ามาทั้งหมดถึง 1,022,614 ข้อความ และมีข้อความที่ต้องดำเนินการตรวจสอบ (Verify) ทั้งสิ้น 1,028 ข้อความ

    การดำเนินการดังกล่าว เป็นไปตามนโยบายของ นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม

    ที่ต้องการยกระดับการสร้างความตระหนักรู้เท่าทันภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ข่าวปลอม และข้อมูลบิดเบือนให้กับประชาชน

    เปิด 10 อันดับข่าวปลอมอาชญากรรมออนไลน์ (10-16 ต.ค. 68)

    จากข้อมูลของศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมฯ พบว่า ข่าวปลอมเกี่ยวกับอาชญากรรมออนไลน์ที่ได้รับความสนใจจากประชาชนมากที่สุด 10 อันดับ มีดังนี้

    • อันดับที่ 1 : เรื่อง ฮั่วเซ่งเฮง เปิดหุ้นสามัญทองคำใน SET50 ผ่านเพจ HGF Gold Currency Swap
    • อันดับที่ 2 : เรื่อง ทำใบขับขี่ออนไลน์ ถูกกฎหมาย ไม่ต้องสอบเอง ได้ที่เพจรับทำใบขับขี่ออนไลน์ ทั่วไทย
    • อันดับที่ 3 : เรื่อง เฟซบุ๊ก โสภิดา ตัวแทนรับทำใบขับขี่ออนไลน์ ถูกกฎหมาย ไม่ต้องสอบเอง
    • อันดับที่ 4 : เรื่อง ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลงทะเบียนขอรับเงินคืน ผ่านบัญชี TikTok braeking_new1
    • อันดับที่ 5 : เรื่อง ผู้ชักชวนลงทุนที่รับรองโดย ก.ล.ต. แนะนำการลงทุนผ่านไลน์
    • อันดับที่ 6 : เรื่อง รับสมัครคนไปทำงานสวนองุ่นที่ออสเตรเลีย ถูกกฎหมาย สมัครผ่านเฟซบุ๊ก Australian agency 89
    • อันดับที่ 7 : เรื่อง เปิดขายกองทุนทองคำใน SET50 ผ่านเพจ Daily Recap Gold Futures
    • อันดับที่ 8 : เรื่อง ปปง. เปิดให้ผู้เสียหายลงทะเบียนขอรับเงินคืน ผ่านบัญชี TikTok police_cyber1710
    • อันดับที่ 9 : เรื่อง OR ชวนลงทุนหุ้น ร่วมเป็นเจ้าของธุรกิจ Cafe Amazon ผ่านเพจ Investing For The Future AMZ
    • อันดับที่ 10 : เรื่อง เพจบ้านสร้างงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดรับสมัครงานแพ็กของที่บ้าน

    นางสาวสุชาดา กล่าวเพิ่มเติมว่า “เมื่อพิจารณาจาก 10 อันดับข้างต้น พบว่าข่าวปลอมส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการชักชวนลงทุนหุ้นโดยแอบอ้างหน่วยงานและองค์กรที่น่าเชื่อถือ

    และการให้บริการของหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะการคืนเงินจากมิจฉาชีพ ซึ่งอาจสร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและข้อมูลส่วนบุคคลได้”

    เจาะลึกข่าวปลอมอันดับ 1 เพจ “HGF Gold Currency Swap” แอบอ้าง SET

    สำหรับข่าวปลอมอันดับ 1 เรื่อง “ฮั่วเซ่งเฮง เปิดหุ้นสามัญทองคำใน SET50 ผ่านเพจ HGF Gold Currency Swap” นั้น

    กระทรวงดีอี ได้ประสานงานร่วมกับ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง

    ผลการตรวจสอบพบว่า “เป็นข้อมูลเท็จ”

    เพจเฟซบุ๊ก “HGF Gold Currency Swap” ดังกล่าว จัดทำขึ้นโดยมิจฉาชีพ และมีการแอบอ้างใช้ชื่อ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และชักชวนให้ประชาชนมาร่วมลงทุนซื้อหุ้น ซึ่งเป็นพฤติกรรมหลอกลวง

    กระทรวงดีอี และ SET จึงขอเตือนประชาชนให้ระมัดระวัง และอย่าหลงเชื่อการชักชวนในลักษณะดังกล่าว หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ SET Contact Center โทร. 0 2009 9999

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.posttoday.com/general-news/732072&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw01qRq0BpVK4uoC2kH20wur

  • เปิดทางออก 2 ทาง กรณีโทรศัพท์ไม่รองรับการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ต้องทำยังไง

    เปิดทางออก 2 ทาง กรณีโทรศัพท์ไม่รองรับการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ต้องทำยังไง

               เปิดทางออก 2 ทาง กรณีโทรศัพท์ไม่รองรับการลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส ต้องทำยังไง และคนไม่มีบัตรคนจนกับโทรศัพท์ จะได้เข้าร่วมโครงการไหม

    ลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส

               วันที่ 19 ตุลาคม 2568 ที่ธนาคารกรุงไทย หลายสาขาที่เป็นจุดเปิดรับบริการสำหรับคนที่เป๋าตังมีปัญหา ก่อนลงทะเบียนคนละครึ่งพลัส มีลูกค้ามาใช้บริการแน่นขนัด เนื่องจากบางคนลงแอปฯ เป๋าตังไม่ได้จริง ๆ

               ทั้งนี้ จากการตรวจสอบ พบว่า หลายคนไปให้เจ้าหน้าที่ดู แต่ก็ยังลงแอปฯ เป๋าตังไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งพลัสได้ เนื่องจากโทรศัพท์ไม่รองรับ

               เรื่องนี้ เฟซบุ๊ก อนุวัต จัดให้ ของผู้ประกาศข่าวชื่อดัง มีการโพสต์เสนอทางออกเอาไว้ 2 ทาง ดังนี้

               1. ซื้อโทรศัพท์ใหม่รองรับแอปฯ เป๋าตัง

               2. รอโครงการต่อไปจากรัฐบาล

               ด้าน เฟซบุ๊ก โต้ง สิริพงศ์ FC มีการตอบคำถามที่ว่า คนที่ไม่มีทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่มีสมาร์ทโฟน จะได้สิทธิคนละครึ่ง พลัสหรือไม่ ?

               คำตอบ : ไม่ได้รับสิทธิ เนื่องจาก 90% ของคนที่ไม่มีสมาร์ทโฟน จะได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอยู่แล้ว

    บทความที่เกี่ยวข้องกับคนละครึ่ง 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://money.kapook.com/view295849.html&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0MnOkE6GXs-_SCBRYayD3r

  • ‘วรภัค’ เผย IMF คาดเศรษฐกิจโลกโต 3.2% เจอแรงกดดันภาษีสหรัฐ

    ‘วรภัค’ เผย IMF คาดเศรษฐกิจโลกโต 3.2% เจอแรงกดดันภาษีสหรัฐ

    นายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รายงานผลการประชุมประจำปี Worldbank IMF 2025 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลก – ตุลาคม 2025 (IMF World Economic Outlook) ดังนี้

    1. ภาพรวมการเติบโตของเศรษฐกิจโลก

    IMF คงคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกไว้ที่ 3.2% ในปี 2025 และ 3.1% ในปี 2026 สะท้อนการฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปท่ามกลางความท้าทายเชิงโครงสร้างและความไม่แน่นอนทางภูมิเศรษฐกิจ แม้ว่ามาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ที่ประกาศใช้ในเดือนเมษายน 2025 จะสร้างแรงกดดันต่อการค้าโลก แต่ข้อตกลงทางการค้าและข้อยกเว้นจำนวนมากช่วยบรรเทาผลกระทบ ทำให้ผลกระทบโดยรวมต่อการเติบโตยังคง “จำกัด” แต่บั่นทอนโอกาสการเร่งตัวของเศรษฐกิจในระยะกลาง

    2. ความเสี่ยงขาลง (Downside Risks)

    IMF เน้นย้ำว่าความเสี่ยงที่อาจฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกให้เติบโตต่ำกว่าคาดมีหลายประการ ได้แก่:

    ‘วรภัค’ เผย IMF คาดเศรษฐกิจโลกโต 3.2% เจอแรงกดดันภาษีสหรัฐ

    • ความตึงเครียดทางการค้า: การยกระดับความขัดแย้งทางการค้าอาจลดผลผลิตโลกได้ถึง 0.3%
    • ฟองสบู่เทคโนโลยี: การลงทุนร้อนแรงในภาคเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI อาจก่อให้เกิดภาวะฟองสบู่คล้ายวิกฤตดอทคอม ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดการปรับขึ้นดอกเบี้ยและแรงกระเพื่อมในตลาดการเงินโลก
    • รูปแบบการเติบโตของจีน: ความเปราะบางในภาคอสังหาริมทรัพย์และการพึ่งพาการส่งออกมากเกินไปเป็นจุดเสี่ยงสำคัญของจีน ซึ่งมีผลกระทบเชื่อมโยงต่อเศรษฐกิจโลก
    • ข้อจำกัดทางการคลัง: หลายประเทศยังไม่สามารถสร้าง “พื้นที่ทางการคลัง” เพิ่มได้ทัน ทำให้เปราะบางต่อดอกเบี้ยที่สูงและระดับหนี้สาธารณะที่เร่งขึ้น
    • แรงกดดันต่อธนาคารกลาง: การเรียกร้องให้ผ่อนคลายนโยบายการเงินอาจบั่นทอนความน่าเชื่อถือและก่อความเสี่ยงต่อภาวะเงินเฟ้อในระยะต่อไป

    3. โอกาสเชิงบวก (Upside Potential)

    แม้จะมีแรงกดดัน แต่ IMF มองว่ามีโอกาสหลายด้านที่สามารถช่วยพยุงและเร่งการเติบโต:

    • การลดความไม่แน่นอนเชิงนโยบาย: การบรรลุข้อตกลงทางการค้าและลดภาษีสามารถเสริมความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ
    • ศักยภาพของ AI: เทคโนโลยี AI มีศักยภาพเพิ่มผลิตภาพทั่วโลก หากบริหารความเสี่ยงได้ดี
    • นโยบายภายในประเทศที่มีประสิทธิภาพ: การปฏิรูปเชิงโครงสร้างและลดความไม่สมดุลทางเศรษฐกิจจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในระบบ
    • การลงทุนเพื่ออนาคต: การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและนโยบายสนับสนุนนวัตกรรมภาคเอกชนจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโตระยะยาว

    4. ประเด็นคำถามสำคัญจากสื่อมวลชน

    • สหรัฐฯ – จีน: มาตรการภาษีของสหรัฐฯ มีผลจำกัดในระยะสั้น แต่สร้างความไม่แน่นอนเชิงนโยบายที่กระทบการลงทุนโดยตรง
    • การแยกส่วนทางภูมิเศรษฐศาสตร์ (Geo-economic Fragmentation): IMF แสดงความกังวลต่อการแบ่งแยกภูมิทางเศรษฐกิจโลก ซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างและทิศทางการค้า
    • เงินดอลลาร์อ่อนค่า: เป็นปัจจัยบวกต่อประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะประเทศที่มีหนี้เป็นสกุลเงินดอลลาร์
    • ไนจีเรีย: แนวโน้มเติบโตดีขึ้นจากความไม่แน่นอนที่ลดลงและราคาพลังงานที่สูงขึ้น
    • ฟองสบู่เทคโนโลยี: IMF ไม่ยืนยันว่าจะเกิดขึ้น แต่เตือนว่าตลาดเทคโนโลยีมีความร้อนแรงและอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญต่อระบบการเงิน
    • สหราชอาณาจักร: การเติบโตเหนือค่าเฉลี่ย G7 แต่เงินเฟ้อยังสูง
    • ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์: ยังคงเป็นความเสี่ยงหลัก โดยเฉพาะผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก
    • ตะวันออกกลาง: ข้อตกลงสันติภาพล่าสุดเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการฟื้นตัวเชิงโครงสร้างในภูมิภาค
    • นโยบายของจีน: IMF เรียกร้องให้จีนปรับสมดุลรูปแบบการเติบโตสู่การบริโภคภายในประเทศเพื่อลดความเปราะบาง
    •  แอฟริกาใต้สะฮารา: การเติบโตถูกปรับเพิ่มขึ้น สะท้อนการฟื้นตัวของเสถียรภาพมหภาคและความคืบหน้าในการปฏิรูป

    5. ข้อสังเกตเชิงนโยบาย

     1. โลกกำลังอยู่ในภาวะ “ฟื้นตัวเปราะบาง” – การเติบโตระดับ 3.2% ไม่เพียงพอที่จะลดช่องว่างรายได้และชดเชยผลกระทบจากการแยกส่วนภูมิเศรษฐกิจโลก

     2. Trade & Tech จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ – หากความตึงเครียดทางการค้าลดลงและการลงทุนใน AI สามารถนำไปสู่ผลิตภาพจริง ไม่ใช่ฟองสบู่ ผลกระทบเชิงบวกจะมีนัยสำคัญ

     3. การบริหารความเสี่ยงเชิงมหภาคมีความสำคัญยิ่ง – ความเปราะบางด้านการคลังและแรงกดดันต่อธนาคารกลางอาจทำให้หลายประเทศเผชิญข้อจำกัดด้านนโยบายมากขึ้น

    “สรุป: IMF มองว่าเศรษฐกิจโลกปี 2025 จะยังคง “ขยายตัวอย่างจำกัด” ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนด้านเทคโนโลยีและนโยบาย แต่ก็ยังมีโอกาสเชิงบวก หากประเทศต่าง ๆ สามารถลดความไม่แน่นอน สร้างพื้นที่นโยบาย และขับเคลื่อนนโยบายการลงทุนเพื่ออนาคตได้อย่างเป็นระบบ”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641816&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2dlcO6vmIBxkT7d206wF5_

  • ข่าวดี รัฐบาลเดินหน้าคนละครึ่งพลัส ดัน“เดินทางทั่วไทย จ่ายครึ่งเดียว” ครอบคลุมขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ ลดภาระประชาชน-ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    ข่าวดี รัฐบาลเดินหน้าคนละครึ่งพลัส ดัน“เดินทางทั่วไทย จ่ายครึ่งเดียว” ครอบคลุมขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ ลดภาระประชาชน-ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก

    ข่าวดี รัฐบาลเดินหน้าคนละครึ่งพลัส ดัน“เดินทางทั่วไทย จ่ายครึ่งเดียว” ครอบคลุมขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ ลดภาระประชาชน-ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก


    19/10/2568 | 109 |

    วันนี้ (19 ต.ค. 68) นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้าของรัฐบาลในการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างต่อเนื่องและตรงจุด ด้วยการขยายผลโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ให้ครอบคลุมการใช้จ่ายในระบบขนส่งสาธารณะทั่วประเทศ

    รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า รัฐบาลเล็งเห็นถึงความจำเป็นในการ ลดภาระค่าครองชีพด้านการเดินทางของพี่น้องประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการดำรงชีวิต จึงได้ปรับปรุงโครงการฯ เพื่อตอบโจทย์นี้โดยเฉพาะ

    “โครงการ ‘คนละครึ่ง พลัส’ ในส่วนของระบบขนส่งสาธารณะนี้ ถือเป็นการตอกย้ำถึง ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม เป็นการใช้กลไกของรัฐในการหมุนเวียนเม็ดเงินไปสู่ผู้ประกอบการรายเล็กอย่างแท้จริง” นางสาวลลิดากล่าว

    ขณะนี้ บริษัท ขนส่ง จำกัด (บขส.) ได้เข้าร่วมโครงการอย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิ์ชำระค่าตั๋วรถ บขส. ทุกเส้นทางทั่วประเทศ ณ ช่องจำหน่ายตั๋วทุกสถานี ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม – 31 ธันวาคม 2568 โดยจำกัดวงเงินใช้สิทธิ์สูงสุดที่ 200 บาทต่อวัน เพื่อให้เกิดการกระจายการใช้จ่ายอย่างเหมาะสม

    อย่างไรก็ตาม โครงการนี้เปิดกว้างสำหรับรถสาธารณะทุกประเภท อาทิ รถจักรยานยนต์สาธารณะ, รถตุ๊กตุ๊ก, รถแท็กซี่, รถสองแถว, รถตู้โดยสาร, และรถโดยสารประจำทาง โดย กรมการขนส่งทางบก เปิดรับผู้ประกอบการเข้าร่วมลงทะเบียนได้ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม – 19 ธันวาคม 2568 โดยเน้นการเข้าถึงสิทธิ์สำหรับผู้ประกอบการที่มี ใบอนุญาตถูกต้อง และ นิติบุคคลรายเล็ก (รายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาท/ปี)

    “รัฐบาลเชื่อมั่นว่ามาตรการนี้จะช่วยฉีดเม็ดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจฐานรากได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าสู่ระบบ และพัฒนาบริการให้เป็นระบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น นี่คือการลงทุนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย และสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน” รองโฆษกฯ กล่าวย้ำ

    ที่มา : https://www.thaigov.go.th/th/news/101316


    image รูปภาพ

    image


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/432778&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2EBraE4oZyZbIbQeQFHMpa

  • เคทีซีโชว์กำไรแกร่ง 9 เดือน ทะลุ 5.7 พันล้าน พอร์ตสินเชื่อแสนล้าน

    เคทีซีโชว์กำไรแกร่ง 9 เดือน ทะลุ 5.7 พันล้าน พอร์ตสินเชื่อแสนล้าน

    นางพิทยา วรปัญญาสกุล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร “เคทีซี” หรือ บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 มีแนวโน้มชะลอตัวลง และอาจส่งผลต่อเนื่องถึงปี 2569 จากปัจจัยสำคัญของผลกระทบภาคการส่งออกจากมาตรการภาษีสหรัฐฯ ซึ่งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจนี้ส่งผลให้อุตสาหกรรมสินเชื่อหดตัวลง และผู้บริโภคยังระมัดระวังการใช้จ่าย
     
    ภายใต้ความท้าทายและปัจจัยกดดันจากสภาวะเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจในประเทศ  เคทีซียังคงสร้างผลการดำเนินงานได้ดี จากการบริหารคุณภาพสินทรัพย์และการพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัล รวมทั้งเพิ่มส่วนแบ่งตลาดในทุกผลิตภัณฑ์หลักในช่วง 8 เดือนของปี 2568 เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปี 2567 ลูกหนี้บัตรเครดิตมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 14.5% จาก 14.2% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 13.4% จาก 12.8% และลูกหนี้สินเชื่อบุคคลมีส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นเป็น 4.2% จาก 4.0%
     

    พิทยา วรปัญญาสกุล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารเคทีซี

    กลุ่มบริษัทเคทีซียังรักษาฐานรายได้รวมไว้อย่างมั่นคง จากช่วงเดียวกันของปี 2567 โดยไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ 6,906 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 0.2%) จากรายได้ดอกเบี้ยตามการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น และการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่าใช้จ่ายรวม 4,343 ล้านบาท (ลดลง 4.0%) จากผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง ซึ่งเป็นผลจากการบริหารคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี และค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ลดลงจากการบริหารเงินกู้ยืมที่สอดคล้องกับการขยายตัวของพอร์ตสินเชื่อ ส่งผลให้กลุ่มบริษัทเคทีซีสามารถทำกำไรสุทธิในไตรมาส 3/2568 เท่ากับ 1,951 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 1.7%) และงวด 9 เดือน เท่ากับ 5,707 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 2.8%) และยังคงรักษาระดับเงินสำรองที่แข็งแกร่งและเพียงพอ ซึ่งสะท้อนได้จาก NPL ratio ของกลุ่มบริษัท ไม่เกินกว่าอัตราที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ อย่างไรก็ตาม บริษัทยังให้ความสำคัญกับการติดตามสภาวะเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และดำเนินธุรกิจด้วยความรอบคอบและระมัดระวัง
     

    เคทีซีโชว์กำไรแกร่ง 9 เดือน ทะลุ 5.7 พันล้าน พอร์ตสินเชื่อแสนล้าน

    สำหรับความคืบหน้าในการประกอบธุรกิจนายหน้าประกันภัย (ประกันวินาศภัยและประกันชีวิต) ของเคทีซี ตามที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นครั้งที่ 1/2568 ขณะนี้บริษัทได้รับใบอนุญาตให้ประกอบธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัยและนายหน้าประกันชีวิตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) รวมถึงได้แจ้งต่อธนาคารแห่งประเทศไทยผ่านธนาคารกรุงไทย เกี่ยวกับการเพิ่มเติมการประกอบธุรกิจของบริษัทเรียบร้อยแล้ว และปัจจุบันอยู่ระหว่างการเตรียมงานในส่วนต่างๆ รวมถึงการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรบริษัทประกันวินาศภัยและบริษัทประกันชีวิต เพื่อให้สามารถนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่หลากหลายผ่านช่องทางต่างๆ ของเคทีซีได้อย่างมีประสิทธิภาพ เน้นการนำเอาเทคโนโลยีมาปรับใช้ เพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกให้ตรงจุด ยกระดับการให้คำแนะนำและการจัดการข้อมูลลูกค้าอย่างปลอดภัย

    โดยจะนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัยและสิทธิประโยชน์แก่สมาชิกบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลของเคทีซีเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ตลอดจนเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจากการนำเสนอผลิตภัณฑ์ประกันภัย เคทีซีเริ่มดำเนินการประกอบธุรกิจนายหน้าประกันภัยในฐานะธุรกิจใหม่ โดยมุ่งเน้นการเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปและรอบคอบ ควบคู่ไปกับการขยายพอร์ตสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง ภายใต้หลักการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและเป็นธรรม ให้ความสำคัญกับการควบคุมคุณภาพสินทรัพย์และการบริหารความเสี่ยงอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
     
    ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2567 เคทีซีมีฐานสมาชิกรวม 3,608,017 บัญชี เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้และดอกเบี้ยค้างรับรวม 106,913 ล้านบาท (ขยายตัว 0.7%) อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวม (NPL) ลดลงอยู่ที่ 1.85% จำนวนสมาชิกบัตรเครดิต 2,903,481 บัตร (เพิ่มขึ้น 5.3%) เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้บัตรเครดิตและดอกเบี้ยค้างรับรวม 69,451 ล้านบาท (ขยายตัว 0.5%) NPL บัตรเครดิตอยู่ที่ 1.15% ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตร 9 เดือนของปี 2568 มูลค่า 219,572 ล้านบาท (ขยายตัว 3.8%)

    สมาชิกสินเชื่อบุคคลเคทีซี 704,536 บัญชี (เพิ่มขึ้น 2.5%) เงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้สินเชื่อบุคคลและดอกเบี้ยค้างรับรวม 35,836 ล้านบาท (ขยายตัว 3.0%) NPL สินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 2.40% และมียอดสินเชื่อใหม่ของ “เคทีซี พี่เบิ้ม รถแลกเงิน” จำนวน 1,650 ล้านบาท ในส่วนของลูกหนี้ตามสัญญาเช่าซื้อในบริษัท กรุงไทยธุรกิจลีสซิ่ง จำกัด (KTBL) มีมูลค่า 1,627 ล้านบาท (ลดลง 28.8%) ซึ่งเคทีซีได้หยุดปล่อยสินเชื่อประเภทนี้ตั้งแต่เดือนสิงหาคม 2566 และปัจจุบันมุ่งเน้นการติดตามหนี้และบริหารจัดการคุณภาพพอร์ตสินเชื่อที่มีอยู่
     
    ในส่วนของแหล่งเงินทุน กลุ่มบริษัทมีเงินกู้ยืมรวมทั้งสิ้น 55,655 ล้านบาท (รวมหนี้สินตามสัญญาเช่า) แบ่งเป็นเงินกู้ยืมระยะยาว 70% และเงินกู้ยืมระยะสั้น 30% (รวมส่วนของเงินกู้ยืมและหุ้นกู้ที่ครบกำหนดชำระภายใน 1 ปี) อัตราส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นลดลงอยู่ที่ 1.51 เท่า ลดลงจากงวดเดียวกันของปีก่อนหน้าที่ 1.78 เท่า ซึ่งอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับภาระผูกพัน (Debt Covenants) ที่กำหนดไว้ 10 เท่า สะท้อนให้เห็นถึงความยืดหยุ่นทางการเงินที่สูงในการขยายธุรกิจ รองรับความผันผวนทางเศรษฐกิจในอนาคต และมีวงเงินสินเชื่อคงเหลือที่ยังไม่เบิกใช้ แบ่งเป็นวงเงินกู้ยืมระยะสั้น 25,990 ล้านบาท ในขณะที่มีภาระหนี้หุ้นกู้และเงินกู้ยืมระยะยาวที่จะครบกำหนดชำระในไตรมาส 4 ปี 2568 ทั้งสิ้น 4,000 ล้านบาท ด้วยสภาพคล่องที่สูงกว่าภาระหนี้ที่ใกล้ครบกำหนด แสดงถึงสถานะสภาพคล่องที่แข็งแกร่งและความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ในระยะสั้นที่อยู่ในระดับต่ำมาก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378968278&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0zN10wYTMIPTu4CONzGLbh