Blog

  • นทท.ไทย-เทศ เชื่อมั่นเกาะกูด จองห้องพัก80%เป็นสัญญานดี

    นทท.ไทย-เทศ เชื่อมั่นเกาะกูด จองห้องพัก80%เป็นสัญญานดี

    วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

    Tag :

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวพิชยา ธชัยอดิทรัพย์ เจ้าของโรงแรมเกาะกูดพาราไดซ์ และนายกสมาคมโรงแรมและรีสอร์ทจังหวัดตราด เปิดเผยว่า สถานการณ์สู้รบระหว่างไทยกับกัมพูชาทำให้ความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศลดลง และเกรงว่าจะเกิดอันตรายในการเดินทางมามายังพื้นที่ชายแดน ซึ่งโรงแรมและรีสอร์ทในอำเภอคลองใหญ่ได้รับผลกระทบมาก รวมทั้งแหล่งท่องเที่ยวในหมู่เกาะช้าง รวมทั้งเกาะหมากและเกาะกูด เฉพาะนักท่องเที่ยวในเครือสหราชอาณาจักรเตือนชาวอังกฤษไม่ควรเดินทางมาที่อำเภอเกาะช้าง จากปัญหานี้ ทำให้ทางสมาคมฯได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องการแก้ปัญกาในเรื่องนี้ ซึ่งทางททท.ตราดและการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และภาคเอกชนทั้งสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยและหอการค้าตราดรวมทั้งสภาหอการค้าไทยรวมทั้งสื่อมวลชนในพื้นที่ได้ร่วมกันสร้างภาพลักษณ์ในด้านการท่องเที่ยวจนทำให้ภาพความเชื่อมั่นกลับคืนมา แม้ไม่ทั้งหมด แต่นักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มเข้าใจและหันมาจองห้องพักในช่วงปลายปี 2568-ต้นปี 2569 ที่มียอดเพิ่มขึ้นแล้วระดับ 80-90% ซี่งห้องพักในอำเภอเกาะกูด ที่มีทั้งในเกาะกูดและเกาะหมากกลับมาได้ยอดสั่งจองเพิ่มขึ้นแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี

    “แต่สิ่งที่น่าห่วงก็คือ แหล่งท่องเที่ยวในอำเภอคลองใหญ่ที่วันนี้ไม่มีนักท่องเที่ยวทั้งในไทยและต่างชาติไม่เดินทางมาเหมือนเดิม เพราะต่างชาติที่เคยเดินทางจากจ.เกาะกง กัมพูชาเข้ามาจ.ตราดไม่ได้ จากปัญหานี้ ทางรัฐบาบควรจะเข้ามาเยี่ยวยาและหาทางช่วยเหลือ เพราะผู้ประกอบการกระทบมาก“นายกสมาคมโรงแรมและรีสอร์ทจังหวัดตราดกล่าว 

    ข่าวที่เกี่ยวข้อง

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/local/922079&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0YDDoLjL25UNFVt5NJT7Cd

  • (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) เชฟซินเจียงถ่ายทอดอัตลักษณ์ซินเจียงผ่านรสชาติอาหารต้นตำรับ | TOPNEWS

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) เชฟซินเจียงถ่ายทอดอัตลักษณ์ซินเจียงผ่านรสชาติอาหารต้นตำรับ | TOPNEWS

    • เผยแพร่ : 19/10/2025 20:46

    เชฟชื่อดังที่ตลาดนานาชาติซินเจียง แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในเมืองอุรุมชี เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ใช้เวลากว่า 30 ปี เพื่อฝึกฝนและพัฒนาฝีมือ จนกลายเป็นหัวหน้าเชฟที่รังสรรค์อาหารซินเจียงต้นตำรับให้ผู้มาเยือนจากทั่วทุกมุมโลกได้สัมผัส

    เหมา ชูเผิง (Mao Shupeng) เชฟประจำร้าน อวันตี บาร์บีคิว ยังคงทำครัวไม่หยุดแม้ยามค่ำคืน เสียงฉ่าของเตาย่างและกลิ่นหอมอบอวลชวนให้นึกถึงรสชาติอาหารซินเจียงต้นตำรับ เขาบอกว่า เชฟทีมนี้รวมผู้ปรุงอาหารจากทั่วประเทศ โดยเฉพาะจากกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในซินเจียง แต่ละคนสามารถทำเมนูเอกลักษณ์ของบ้านเกิดตนเองได้อย่างโดดเด่น
    .
    เขากล่าวด้วยว่า อาหารซินเจียงมีความหลากหลาย ทั้งในแต่ละพื้นที่และแต่ละกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น เมนูเนื้อตุ๋นเนื้อแกะย่าง และของว่างต่างๆ ทุกจานล้วนสะท้อนอัตลักษณ์ของซินเจียง ซึ่งที่นี่นำเสนออาหารของแต่ละภูมิภาคและกลุ่มชาติพันธุ์อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมกลิ่นอายวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์
    .
    เพื่อเผยแพร่ “จิตวิญญาณของซินเจียง” สู่สายตาชาวโลก Mao Shupeng มีปรัชญาการทำอาหารผสาน “ความเปิดกว้าง” และ “ความคิดสร้างสรรค์” เพื่อให้ทั้งคนท้องถิ่นและนักท่องเที่ยวได้สัมผัสเสน่ห์แห่งอาหารซินเจียงอย่างเต็มที่ โดยนักท่องเที่ยวจากทั่วโลกที่มาเยือนซินเจียง ส่วนใหญ่จะแวะที่ตลาดนานาชาติซินเจียงเป็นแห่งแรก
    .
    รูปแบบการเสิร์ฟอาหารในซินเจียงสะท้อน “ความโอบอ้อมอารีและน้ำใจไมตรี” ของผู้คนในท้องถิ่น เหมากล่าวว่า ซินเจียงมีธรรมเนียมการเสิร์ฟอาหารในปริมาณมาก แม้แต่จานหรือถ้วยก็มีขนาดใหญ่ คำกล่าวที่ว่า ‘ดื่มจากแก้วใหญ่ ทานจากจานใหญ่’ สะท้อนถึงความอบอุ่นและการต้อนรับอย่างจริงใจที่มอบให้แก่แขกและมิตรสหายที่มาเยือน
    .
    คลิปจาก China Media Group

    website

    SOCAIL 16-9 copy

    “สถานทูตเกาหลีใต้” สวนปาก “ไอซ์ รักชนก” ปั่นซ้ำข่าว 7 นักการเมืองไทย โยงสแกมเมอร์ ย้ำนี่คือ Fake news

    “กรมอุตุฯ” เตือน 32 จังหวัด รับมือฝนถล่มหนัก ภาคใต้เจอฝน 70%

    ชาวภูเก็ตร่วมใจทอดกฐินสามัคคี วัดม่าหนิก ยอดกว่า 3 ล้าน

    ผู้ว่าฯ เมืองคอน นำภาคีบวงสรวงพระนารายณ์ทรงสุบรรณ

    คอหวยส่องเลขหางประทัด – ยอดเงินทอดกฐิน “ พ่อแก่พันล้าน “

    (50 ปีสัมพันธ์ไทย-จีน) จีนเสร็จสิ้นภารกิจสำรวจมหาสมุทรอาร์กติกครั้งที่ 15

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1362208&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2kkWhCzIYKKwzqaxyLhvsR

  • พบทุ่นระเบิดเพิ่ม 6 ทุ่นทั้งในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน

    พบทุ่นระเบิดเพิ่ม 6 ทุ่นทั้งในพื้นที่บ้านหนองหญ้าแก้ว และบ้านหนองจาน

    เมื่อวันที่ 19 ต.ค.68 กองทัพภาคที่ 1 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 1 ได้รับรายงานจาก กกล.บูรพา ได้ปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกับ ศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ (ศทช.) ได้รายงานการตรวจพบทุ่นระเบิด บ้านหนองหญ้าแก้ว ซึ่งเป็นภารกิจการตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่จะเตรียมส่งมอบให้ประชาชน

    โดยชุดตรวจค้น ตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล จำนวน 2 ทุ่น เป็นทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดระเบิดอยู่กับที่ PMN จำนวน 1 ทุ่น และชนิดสะเก็ดระเบิด POMZ-2 จำนวน 1 ทุ่น สภาพพร้อมทำงาน สรุปการปฏิบัติภารกิจ ตั้งแต่ 10 ตค. – ปัจจุบัน  ตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล รวม 11 ทุ่น (PMN จำนวน 7 ทุ่น, MN79 จำนวน 1 ทุ่น และ POMZ-2 จำนวน 3 ทุ่น )

    นอกจากนี้ ได้รับรายงานการตรวจพบทุ่นระเบิดในพื้นที่ บ้านหนองจาน ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการสำรวจพื้นทีไม่ปลอดภัยต้องสงสัยวันแรก บริเวณหลักเขต ที่ 47-48

    โดยชุดตรวจค้นตรวจพบทุ่นระเบิดสังหารบุคคล จำนวน 4 ทุ่น ได้แก่ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลชนิดระเบิดอยู่กับที่ PMD 6M จำนวน 1 ทุ่น (สภาพชนวนชำรุด), ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ชนิดสะเก็ดระเบิด PMNจำนวน 3 ทุ่น สภาพพร้อมทำงาน

    ทั้งนี้ ชุดเก็บกู้ระเบิด ได้ทำการเก็บกู้ทุ่นระเบิด 3 ทุ่น และยังอยู่ระหว่างการวางแผนเก็บกู้ระเบิด  1 ทุ่น เนื่องจากตำแหน่งที่พบทุ่น อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากต่อการเก็บกู้ จำเป็นต้องใช้ชุดเก็บกู้ที่มีความชำนาญและต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง

    โดย กกล.บูรพา ได้กำหนดเขตพื้นที่เสี่ยงอันตรายป้องกันมิให้ประชาชนเข้าในพื้นที่ เพื่อสร้างพื้นที่ความปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่ สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติและมีพื้นที่ทำกินในอธิปไตยของไทยอย่างยั่งยืน

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://fm91bkk.com/newsarticle/59411&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3c0Aixp9Y-_L6dGfDzIx3j

  • รวบพยาบาล 18 มงกุฎ ตุ๋นเพื่อนลงทุนสูญ 6 ล้าน อ้างหาเงินใช้หนี้บัตร | เดลินิวส์

    รวบพยาบาล 18 มงกุฎ ตุ๋นเพื่อนลงทุนสูญ 6 ล้าน อ้างหาเงินใช้หนี้บัตร | เดลินิวส์

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dailynews.co.th/news/5218142/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1DNZqOStitlFd1WicV5RtM

  • คอลัมน์การเมือง – บุคคลแนวหน้า : 20 ตุลาคม 2568

    คอลัมน์การเมือง – บุคคลแนวหน้า : 20 ตุลาคม 2568

    แนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา…nn เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว บัณฑิตส่วนใหญ่คงจะได้ทำงานที่ต้องใช้วิชาการเป็นหลักตลอดไป ตัวท่านกับวิชาการจึงแยกจากกันไม่ได้ หมายความว่าแต่ละคนจะต้องติดตามศึกษาวิทยาการที่พัฒนาก้าวหน้าอยู่เสมออย่างใกล้ชิด ทางที่ดีที่สุด ในการศึกษาเพิ่มเติม ก็คือตั้งกฎหรือวินัยให้แก่ตนเองว่าจะต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอเป็นกิจวัตรจนเคยชินเป็นนิสัย เพื่อให้รู้สึกว่าการศึกษานั้นมิได้เป็นภาระ หากแต่เป็นสิ่งที่น่าสนใจ กระทำได้สะดวกสบาย ด้วยความสนุกเพลิดเพลินและพึงพอใจ การศึกษาที่ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องครบถ้วน จะส่งเสริมให้ภูมิรู้และความสามารถสูงขึ้น ให้ความคิดอ่านกว้างขวาง ลึกซึ้ง ซึ่งจะใช้เป็นเครื่องตัดสินแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้ไม่จนปัญญา ทั้งสามารถเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่นได้ชัดเจน ทำให้ร่วมงานประสานประโยชน์กับทุกคนทุกฝ่ายได้อย่างราบรื่น…(ความตอนหนึ่งจากพระบรมราโชวาท พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดช
    มหาราช บรมนาถบพิตร ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 26 กรกฎาคม 2533)

    …nn ทำไมรัฐบาลไทยทุกชุดที่ผ่านมา นับตั้งแต่คนไทยมีปัญหาถูกแก๊ง scammers รุกราน แล้วยังถูกแก๊งอาชญากรกลุ่มจีนเทา เมียนมาเทา กัมพูชาเทา ฝรั่งเทา และไทยเทารุมเล่นงานอย่างต่อเนื่อง แต่กลับไม่เห็นรัฐบาลไทยจะเอาจริงเอาจังกับการแก้ปัญหาให้คนไทยที่ถูกกระทำละเมิดเป็นประจำ แต่เมื่อคนไทยเห็นรัฐบาลจีนส่งหวัง จงอื้ มือปราบ scammers เข้ามาจัดการกับอาชญากรในเมียนมา แล้วยิ่งเมื่อได้เห็นรัฐบาลเกาหลีใต้ส่งทีมงานปรามอาชญากรเข้าไปปราบปราม scammers ในกัมพูชา พร้อมทั้งนำคนเกาหลีใต้กลับประเทศโดยฉับพลัน ก็ทำให้เกิดการเปรียบเทียบแล้วถามว่าทำไมรัฐบาลไทยจึงไม่เคร่งครัดกับการปราม scammers ในกัมพูชา และในเมียนมา 

    …nn มีผู้ตอบคำถามข้างต้นว่า เป็นเพราะรัฐบาลไทยน่าจะกลัวว่าการเข้าไปปราบปรามแก๊งอาชญากรในเมียนมา และกัมพูชา แล้วจะส่งผลลบให้กับตนเอง โดยเฉพาะผลลบด้านรายได้ที่ตนเองเคยได้รับมาก่อน หรือไม่ก็อาจจะกลัวว่าการเข้าไปปราบแก๊งวายร้าย แล้วจะทำให้คนใกล้ชิดกับรัฐบาลถูกกระชากหน้ากากให้สังคมเห็นว่า อ้าวเฮ้ย! จริงๆ แล้วคนใกล้ชิดกับรัฐบาลไทยก็เป็นอาชญากรด้วยนี่หว่า

    …nn ย้ำอีกทีว่ากระทรวงการคลัง สหรัฐฯ ระบุชัดว่าคนอเมริกันต้องสูญเสียเงินปีละอย่างน้อยประมาณ 320,000 ล้านบาท เพราะถูกแก๊ง scammers ที่หากินในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขณะเดียวกัน สส. พรรครีพับลิกันมลรัฐอินเดียนา คือ ชรีฟ เจฟเฟอร์สัน เสนอร่างกฎหมายต่อรัฐสภา เพื่อให้จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะกิจที่ทำหน้าที่กวาดล้างอาชญากรข้ามชาติที่เป็นภัยและก่อเหตุฉ้อโกงชาวอเมริกัน โดยระบุว่าในปี 2567 มีพลเมืองอเมริกันถูกหลอกลวงมากขึ้นกว่าปี 2566 จำนวน 33 เปอร์เซ็นต์ และระบุว่าหากคิดจำนวนผู้เสียหายจากการถูกแก๊ง scammers หลอกลวงจากทั่วโลก พบว่ามีความเสียหายอย่างน้อยประมาณ 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่อปี หรือประมาณ 1.92 ล้านล้านบาทต่อปีและเจฟเฟอร์สัน ยังระบุว่าพบความเชื่อมโยงของแก๊งอาชญากรรมกับรัฐบาลจีน องค์กรอาชญากรรมจีน นักการเมืองท้องถิ่นที่มีพฤติกรรมคอร์รัปชั่น ดังนั้นจึงทำให้แก๊งอาชญากรรมเติบโตและแพร่ขยายได้รวดเร็วมาก

    …nn ผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นอาชญากรตัวสำคัญคือ เฉิน จื้อ ชาวจีนที่มีสัญชาติกัมพูชา อายุ 37 ปีผู้เป็นเจ้าของ Prince Group และเขายังมีความสนิทสนมกับฮุนเซน ผู้นำเผด็จการตลอดกาลของกัมพูชา โดยเฉิน จื้อ ได้รับบรรดาศักดิ์ชั้นสูงของกัมพูชาในระดับเนี้ยก ออกญา และก็มีรายงานระบุด้วยว่านอกจากเฉิน จื้อ สนิทกับฮุนเซนแล้ว เขายังสนิทสนมกับผู้มีอำนาจระดับสูงของกัมพูชาอีกมากมาย อาทิ เฮง สัมรินอดีตประธานรัฐสภา ซอ เค็ง อดีตรัฐมนตรีมหาดไทย และซอ โสกา รองนายกรัฐมนตรี เป็นต้น และยังเป็นที่ปรึกษาของฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรี ด้วย

    …nn แต่เมื่อมองเข้ามาในไทย มีข้อมูลจากสหรัฐฯ ว่า Prince Group อ้างว่านำเงินมาลงทุนในไทยในกิจการอสังหาริมทรัพย์ อาทิ กลุ่มแสนสิริ เอสซี แอสเสท และริชชีเพลส และระบุว่ามีสำนักงานในกรุงเทพฯ ด้วย แล้วยังพบอีกว่าใช้ชื่อบริษัท Prince International โดยมีสำนักงานอยู่ที่อาคารซิโน-ไทย ถนนสุขุมวิท ซอย 21

    …nn เมื่อมีการอ้างข้อมูลโดยปรากฏในข่าวต่างๆ ทั้งไทยและเทศ ก็ทำให้บริษัททั้งหลายที่ถูกอ้างถึงต่างออกมาปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับเฉิน จื้อ และไม่เกี่ยวข้องกับ Prince Group ส่วนซิโน-ไทย บอกว่าทำธุรกิจโดยยึดมั่นตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

    …nn แต่ก็ยังมีคำถามว่าแล้ว  Prince Group กับ Prince Internation เป็นบริษัทที่มีความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ เรื่องนี้ทาง Prince Internatioal ในไทยออกมาปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้องกับ Prince Group

    …nn ชื่อ เบนจามินหรือ เบน สมิธ ถูกโรม พรรคประชาชน หรือรังสิมันต์ โรม กล่าวถึงในการแถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน เมื่อช่วงปลายเดือนกันยายน และโรมยังอ้างไปถึงข้อมูลที่ทอม ไรท์ นักข่าวจากวอลล์สตรีท โดยพูดจาชัดเจนว่าเรือยอชต์ที่ทักษิณ ชินวัตร นั่งไปพบอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย เมื่อครั้งทักษิณอยู่ระหว่างการพักโทษจำคุก โดยไปพบกันกลางทะเลแห่งหนึ่งที่ไม่ระบุชัดเจนเป็นเรือยอชต์ที่เบนจามินจัดหาให้ และระบุด้วยว่าเครื่องบินส่วนตัวลำที่ทักษิณบินไปดูไบเมื่อเร็วๆ นี้ ก็มาจากการจัดหาให้โดยเบนจามิน และบอกว่าเบนจามินเป็น scammer และเป็นที่ปรึกษาของฮุนเซน เรื่องเหล่านี้โรมบอกว่าอยากให้อนุทินชี้แจงต่อสังคมว่ามีความเป็นมาอย่างไร

    …nn อนุทิน ชาญวีรกูล เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้ยังไม่ครบ 1 เดือนพอมาเจอเรื่องทางการเกาหลีใต้ส่งเครื่องบินเช่าเหมาลำเข้าไปรับชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชากลับไปเกาหลีใต้ แล้วยังต้องมาเจอเรื่องรัฐบาลโซลเอาจริงเอาจังกับการช่วยเหลือชาวเกาหลีใต้ที่ถูกล่อลวงเข้าไปในกัมพูชา จึงทำให้อนุทินถูกเปรียบเทียบว่าแล้วทำไมรัฐบาลไทยไม่ช่วยเหลือคนไทยที่ถูกล่อลวงเข้าไปเป็นหยื่อมนุษย์ในกัมพูชาบ้าง เมื่อการเมืองพลิกมาเป็นแบบนี้ ก็ทำให้พรรคเพื่อไทยน่าจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจอนุทิน และรัฐบาลอนุทินอย่างแน่นอน ซึ่งคาดว่าจะยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงปลายเดือนตุลาคม หรือไม่ก็ต้นเดือนพฤศจิกายน แต่อนุทินจะไม่มีวันปล่อยให้พรรคเพื่อไทยยื่นเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างแน่นอน เพราะหากปล่อยให้เรื่องนี้เกิดขึ้น ก็หมายความว่าอนุทินจะกลายเป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนแรกที่เสียตำแหน่งกลางกสภา เพราะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ดังนั้น ต้องจับตาดูให้ดีว่าอนุทินจะประกาศยุบสภาวันไหน โดยคอการเมืองวิเคราะห์ว่าน่าจะไม่เกินปลายเดือนพฤศจิกายน

    …nn ถ้าหากอนุทินประกาศยุบสภาก่อนจะอยู่ในตำแหน่งได้ครบ 4 เดือน ตามที่ทำ MOAกับพรรคประชาชน ก็จะทำให้พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยยินดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้เกิดการเลือกตั้งเร็วกว่าเดิม แต่คำถามคือหากเลือกตั้งเร็วขึ้น พรรคการเมืองใดจะได้คะแนน สส. มากกว่ากัน เพราะเห็นว่าแต่ละพรรคล้วนคุยโวไว้มากมาย เช่น พรรคประชาชนบอกว่าจะได้ 250 เสียง พรรคเพื่อไทย 200 เสียง แค่สองพรรคนี้ก็ต้องจัดเก้าอี้ สส. ไว้450 ตัวแล้ว แล้วพรรคอื่นๆ จะยอมได้ สส. แค่เพียง 2-3 คนหรือ อย่าลืมว่าพรรคภูมิใจไทยก็หวังไว้อย่างน้อย 120 คนพรรคกล้าธรรมก็ฝันไว้ว่าจะได้ 50-60 เสียง แล้วพรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคอื่นๆ เล่า จะฝันไว้กี่เสียง หากทุกอย่างเป็นไปตามความเพ้อฝันของนักการเมืองแล้วละก็ รับรองว่าต้องสร้างสภาใหม่ เพื่อให้มีที่นั่ง สส.800-900 คน ซึ่งดีไม่ต้องถมแม่น้ำเจ้าพระยาที่ติดกับรัฐสภาเพื่อสร้างที่นั่งให้ สส. ตามความฝัน

    …nn ปิดท้ายด้วยคำคมจากอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ล่าสุด ที่บอกว่าแก้วที่แตกมันคม แล้วจะเอาคมไปตัดวงจรอุบาทว์ในการเมืองไทย ก็ขอเป็นกำลังใจให้อภิสิทธิ์นำพาพรรคประชาธิปัตย์กลับมาให้จงได้ ส่วนประชาธิปัตย์จะกลับมาได้จริงหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นสำคัญ หากเขายังศรัทธาประชาธิปัตย์ และยังเชื่อมั่นในอภิสิทธิ์ ก็น่าจะทำให้ประชาธิปัตย์ฟื้นคืนชีพได้…nn  

    ธรรมกร

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.naewna.com/politic/columnist/64324&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw07dyhwINPm-u85t7cyLd8X

  • คมนาคมยันไม่ขึ้นค่าแท็กซี่ ย้ำเป็นแนวคิดใช้เทคโนโลยีใหม่

    คมนาคมยันไม่ขึ้นค่าแท็กซี่ ย้ำเป็นแนวคิดใช้เทคโนโลยีใหม่

    คมนาคมยันไม่ขึ้นค่าแท็กซี่ ย้ำเป็นแนวคิดใช้เทคโนโลยีใหม่

    นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ อธิบดีกรมการขนส่งทางบก ขอชี้แจงว่า จากกระแสข่าวในสื่อสังคมออนไลน์ กรณีการปรับอัตราค่าโดยสารรถแท็กซี่ในช่วงเร่งด่วนหรือช่วงรถติด นั้น กรมการขนส่งทางบกขอยืนยัน กรณีดังกล่าวไม่ใช่การปรับขึ้นอัตราค่าโดยสารแท็กซี่ เป็นแค่การเปลี่ยนเครื่องมือที่ใช้จากมาตรมิเตอร์ค่าโดยสาร มาใช้ระบบ GPS มาคิดในเรื่องค่ารถติดภายใต้สูตรคิดคงเดิม เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการ เพื่อลดปัญหาในเรื่องของการปฏิเสธรับผู้โดยสาร โดยขณะนี้เป็นแค่การศึกษาถึงการดำเนินการเท่านั้น ยังไม่ได้นำมาใช้และยังไม่ได้มีการปรับขึ้นใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นการรายงานความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาการปฎิเสธผู้โดยสาร เพื่อให้มีความเป็นธรรมทั้งแท็กซี่ และผู้โดยสาร 
     

    โดยยืนยันว่ายังไม่มีการปรับขึ้นราคาใดๆ ทั้งสิ้น เป็นแนวคิดในการพิจารณานำเทคโนโลยีมาใช้ช่วยในการคิดมาตรมิเตอร์ สำหรับรถแท็กซี่ใหม่ในอนาคตเท่านั้น ซึ่งสูตรการคิดอัตราค่าโดยสารแท็กซี่ยังเป็นแบบเดิม เพียงแต่ใช้ระบบเทคโนโลยีมาใช้ในการคำนวณอัตราค่ารถติด ภายใต้สถานการณ์การจราจรจริงๆ ไม่ใช่การใช้มาตรแบบกลไกที่ใช้อยู่เดิมเพื่อคำนวณกรณีรถติด ซึ่งเคยมีปัญหาการโกงค่ามิเตอร์ในอดีต 

    อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ยังเป็นเพียงแนวคิดต้องศึกษาผลกระทบทั้งหมดอย่างรอบด้านทุกมิติ และหากจะบังคับใช้ ก็จะใช้สำหรับรถใหม่ที่จดทะเบียนในอนาคต หรือภาคสมัครใจ และต้องไม่กระทบหรือเป็นภาระกับผู้ขับแท็กซี่ปัจจุบัน
     

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.nationtv.tv/economy-business/economy/378968277&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0kBlcEtiHhdkaJUUvzHZ5I

  • สัญญาณเตือนจาก ‘IMF’  ถึงเวลาไทยต้องเร่ง ‘ปฏิรูปเศรษฐกิจ’

    สัญญาณเตือนจาก ‘IMF’ ถึงเวลาไทยต้องเร่ง ‘ปฏิรูปเศรษฐกิจ’

    IMF เตือนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ “เศรษฐกิจโตช้า” โดยคาดการณ์ว่า GDP ปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.6% ซึ่งจะทำให้อันดับเศรษฐกิจไทยร่วงจากที่ 2 ไปอยู่ที่ 5 ของอาเซียน สาเหตุหลักมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน เช่น การลงทุนภาคเอกชนลดลง หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง และความไม่ต่อเนื่องของนโยบายรัฐจากการเมืองที่ขาดเสถียรภาพ IMF เรียกร้องให้ไทยเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

    • IMF เตือนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ “เศรษฐกิจโตช้า” โดยคาดการณ์ว่า GDP ปี 2569 จะขยายตัวเพียง 1.6% ซึ่งจะทำให้อันดับเศรษฐกิจไทยร่วงจากที่ 2 ไปอยู่ที่ 5 ของอาเซียน
    • สาเหตุหลักมาจากปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน เช่น การลงทุนภาคเอกชนลดลง หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะอยู่ในระดับสูง และความไม่ต่อเนื่องของนโยบายรัฐจากการเมืองที่ขาดเสถียรภาพ
    • IMF เรียกร้องให้ไทยเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง โดยเน้นการรักษาวินัยทางการคลัง การยกระดับผลิตภาพแรงงาน และการสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี

    กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ได้เผยแพร่รายงานการประชุมประจำปี โดยเตือนว่าภาวะเศรษฐกิจโลกเผชิญในวันนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน มีความผันผวนที่มากขึ้นส่วนความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในปี 2569 และในอีกหลายปีข้างหน้ายังมีอยู่หลายข้อไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวธุรกิจที่เจอกับความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ

     นอกจากนั้นโลกยังเจอความเสี่ยงจากฟองสบู่จากการเร่งรัดการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่ง IMF ชี้ว่ามูลค่าหุ้น และสินทรัพย์ที่เป็นอยู่ในขณะนี้ “สูงเกินจริง” IMFเรียกร้องให้ผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกฟื้นความเชื่อมั่นผ่านการรักษาวินัยทางการคลัง และปกป้องความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

    ในส่วนของประเทศไทย IMF ระบุในรายงานว่ายังคงประมาณการการเติบโตของ GDP ไทยในปี 2568 ไว้ที่ 2% ส่วนในปี 2569 มองว่าเศรษฐกิจไทยจะโตได้แค่ 1.6% เท่านั้น

    การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับในอดีตทำให้ประเทศไทยเข้าสู่การเป็นประเทศที่“เศรษฐกิจโตช้า”และหากไม่มีการเปลี่ยนแปลงที่จริงจัง เศรษฐกิจไทยจะยังเผชิญกับภาวะแบบนี้ต่อเนื่องไปอีกหลายปี

    จากการคาดการณ์ของ IMF แนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2573 (ค.ศ. 2030)จะขยายตัวเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 2.4% ต่อปี ส่วนอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 1.8%เศรษฐกิจไทยโตต่ำมาต่อเนื่อง และในอีก 5 ปีข้างหน้าก็ยังขยายตัวได้น้อย ในที่สุดขนาดเศรษฐกิจไทยจะตกลงมาอยู่ที่อันดับ 5 ของอาเซียน จากปัจจุบันอยู่อับดับ 2 ของภูมิภาค ขนาดของ GDP ของไทยจะอยู่ที่ 654,084 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 21 ล้านล้านบาท ตามหลังอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และเวียดนาม ที่ขนาด GDP จะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆจากการขยายตัวของเศรษฐกิจได้ในระดับที่สูงกว่าไทย

    การเติบโตของเศรษฐกิจไทยที่ลดลงเรื่อยๆ สะท้อนศักยภาพทางเศรษฐกิจของไทยที่ถดถอยตลอดหลายปีที่ผ่านมา เหมือ “คนป่วย”ที่เผชิญโรคสะสม มาจากหลายปัจจัยที่สั่งสม ไม่ว่าจะเป็นการลดลงของการลงทุนภาคเอกชน การทุจริตคอร์รัปชัน การมีหนี้สูงทั้งฝั่งครัวเรือน และรัฐบาล ความเสี่ยงทางการคลังที่เพิ่มขึ้นหลังโควิด-19 เมื่อระดับหนี้สาธารณใกล้แตะเพดานที่เคยขยายไว้ที่ 70% เมื่อรวมกันกับปัญหาความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย จากการเมืองที่ขาดเสถียรภาพ ล้วนแต่เป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจของประเทศไทยให้ขยายตัวได้มากกว่าที่เป็นอยู่

    รายงานของ IMF ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่คำเตือนธรรมดา แต่คือ“สัญญาณอันตราย”ว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเดินเข้าใกล้จุดที่อาจกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันอย่างต่อเนื่อง หล่นจาก “ผู้นำเศรษฐกิจอาเซียน”ไปเป็น“ผู้ตาม”ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

    ในขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซียเดินหน้าปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ดึงดูดเงินลงทุน และพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่อย่างรวดเร็ว

     ไทยกลับติดอยู่ใน“กับดักเดิม”หนี้สูง การลงทุนเอกชนต่ำ และนโยบายรัฐที่เปลี่ยนแปลงตามแรงการเมืองมากกว่ากลยุทธ์ระยะยาว

    IMF จึงส่งสารชัดเจนว่าถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเร่งปฏิรูปเศรษฐกิจเชิงโครงสร้างอย่างจริงจังทั้งในด้านนโยบายการคลังที่มีวินัย,การยกระดับผลิตภาพแรงงาน,และการสร้างเศรษฐกิจใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี

    หากไม่เริ่มวันนี้…ไทยอาจกลายเป็น “ประเทศเศรษฐกิจโตช้า” อย่างถาวรและในอีกสิบปีข้างหน้า เราอาจต้องมองดูประเทศเพื่อนบ้านแซงหน้าไปทีละก้าวในขณะที่เรา “ย่ำอยู่กับที่” ด้วยโครงสร้างเก่าและนโยบายที่ไม่ทันโลก

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/business/economic/1203766&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2rq3Ah37G4F3pw1fopI0Ch

  • การประท้วงของ Gen Z ในโมร็อกโก

    การประท้วงของ Gen Z ในโมร็อกโก

    ในช่วงเดือนกันยายนและตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา ประเทศโมร็อกโกได้เผชิญกับการประท้วงครั้งใหญ่ที่นำโดยกลุ่มเยาวชน Gen Z ซึ่งใช้ชื่อว่า “Gen Z 212″ (212 คือรหัสโทรศัพท์ของประเทศ) การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นในหลายเมืองทั่วประเทศ โดยมีชนวนสำคัญมาจากความไม่พอใจของประชาชนต่อการที่รัฐบาลทุ่มงบประมาณมหาศาลไปกับการสร้างสนามฟุตบอลและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเตรียมเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2030 แทนที่จะนำมาพัฒนาระบบสาธารณสุขและการศึกษาที่ยังคงด้อยคุณภาพ นอกจากนี้ ปัญหาการว่างงานในกลุ่มเยาวชนที่สูงถึง 36% ค่าครองชีพที่พุ่งสูง และการคอร์รัปชัน ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้เกิดการประท้วงอย่างกว้างขวาง โดยการประท้วงซึ่งเริ่มต้นจากการนัดหมายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์อย่าง Discord และ TikTok ได้บานปลายในบางพื้นที่ นำไปสู่การปะทะกับเจ้าหน้าที่ความมั่นคง มีการทำลายทรัพย์สินสาธารณะและส่วนบุคคล และมีรายงานผู้เสียชีวิตและผู้ถูกจับกุมจำนวนมาก

    ความเห็น/ข้อเสนอแนะ

    1. ผลกระทบทางตรงต่อการค้าและการลงทุน (มีความเสี่ยง แต่ยังจำกัด)

    มูลค่าการค้าระหว่างไทยและโมร็อกโกในปี 2567 มีมูลค่า 220.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยไทยส่งออกมูลค่า 137.38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ นำเข้า 82.90 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เกินดุลการค้า 54.47 ล้านดอลลาร์สหรัฐ     

    สินค้าส่งออกหลักของไทยไปยังโมร็อกโก ได้แก่ รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ผลิตภัณฑ์ยาง เครื่องจักรกลและส่วนประกอบของเครื่องจักรกล ข้าว ของเบ็ดเตล็ดทำด้วยโลหะสามัญ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ตู้เย็น ตู้แช่แข็งและส่วนประกอบ เคมีภัณฑ์ เป็นต้น

    สินค้านำเข้าหลักของไทยจากโมร็อกโก ได้แก่ เสื้อผ้าสำเร็จรูป ปุ๋ย และยากำจัดศัตรูพืชและสัตว์ แผงวงจรไฟฟ้า ไดโอด  ทรานซิสเตอร์และอุปกรณ์กึ่งตัวนำ วัตถุดิบและผลิตภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูปอื่นๆ

    ทั้งนี้ สถานการณ์ความไม่สงบภายในประเทศอาจส่งผลกระทบต่อโลจิสติกส์ การนำเข้าและส่งออกสินค้าในระยะสั้นได้ หากการประท้วงขยายวงกว้างและยืดเยื้อ อาจทำให้ความต้องการสินค้าฟุ่มเฟือย เช่น รถยนต์ ลดลง ซึ่งจะกระทบต่อการส่งออกของไทยได้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปริมาณการค้าที่ยังมีจำกัด ผลกระทบโดยรวมต่อเศรษฐกิจไทยจึงคาดว่าจะมีไม่มากนัก ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ความไม่มั่นคงทางการเมืองและสังคมเป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติในโมร็อกโก หากสถานการณ์ยังคงไม่แน่นอน อาจทำให้นักลงทุนต่างชาติ รวมทั้งนักลงทุนไทย ที่สนใจจะไปลงทุนในโมร็อกโกชะลอการตัดสินใจเพื่อประเมินความเสี่ยงใหม่

    2. โอกาสในอนาคต

    โมร็อกโกถูกมองว่าเป็นประตูสู่ตลาดแอฟริกาเหนือและยุโรปสำหรับนักลงทุนไทย การประท้วงครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมที่หยั่งรากลึกภายในประเทศ ความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเมือง การประท้วงที่นำโดยคนรุ่นใหม่ สะท้อนถึงความเปราะบางทางสังคมและอาจเป็นสัญญาณของความไม่มั่นคงทางการเมืองในระยะยาว สิ่งนี้อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของโมร็อกโกในฐานะประเทศคู่ค้าและฐานการลงทุนที่มั่นคง โอกาสทางการค้าที่อาจชะลอตัว แผนการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าที่ทั้งสองฝ่ายเคยหารือกันอาจต้องหยุดชะงักลงชั่วคราว เนื่องจากรัฐบาลโมร็อกโกต้องมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาภายในประเทศเป็นอันดับแรก

    โดยสรุป ในระยะสั้นถึงระยะกลาง ผลกระทบโดยตรงต่อเศรษฐกิจไทยจากการประท้วงในโมร็อกโกยังคงมีจำกัด เนื่องจากมูลค่าการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศยังไม่สูงมากนัก อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความไม่สงบที่ยืดเยื้ออาจสร้างความเสี่ยงและความไม่แน่นอนต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจในระยะยาว และอาจกระทบต่อโอกาสในการขยายตลาดของไทยในโมร็อกโกได้ต่อไป

    ——————————————————-

    ที่มา https://apnews.com/article/morocco-gen-z-protests-king-explainer-b6bc8c7bbee375e0896d75f5c5a085fb

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/jssv925mltohgmf4zybemksh&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1G6Wen9_Iop8Ptb3APZGTI

  • 7 ปัจจัยตัดสิน ดอลลาร์แข็งค่าหรืออ่อนค่าในอนาคต 

    7 ปัจจัยตัดสิน ดอลลาร์แข็งค่าหรืออ่อนค่าในอนาคต 

    นโยบายการเงินจะกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อ อย่างน้อยไปจนถึงครึ่งแรกของปี 2026 แต่เมื่อไหร่ที่สหรัฐหลุดพ้นจากความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจ หรือฉกฉวยโอกาสเติบโตจากเทคโนโลยีได้มากกว่าทั่วโลก เมื่อนั้น ดอลลาร์ก็มีโอกาสจะกลับไปแข็งค่าอีกครั้ง

    • เศรษฐกิจโลก: โดยปกติเศรษฐกิจโลกที่เติบโตดีจะทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า แต่ครั้งนี้อาจไม่เป็นเช่นนั้นจากนโยบายการค้าของสหรัฐ
    • เศรษฐกิจสหรัฐ: แม้เศรษฐกิจจะแข็งแกร่งซึ่งเป็นปัจจัยหนุนดอลลาร์ แต่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากปัญหา Government Shutdown ที่อาจลดทอนปัจจัยบวกนี้
    • นโยบายการเงิน: การลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในระยะยาวถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง
    • ความต้องการสินทรัพย์สหรัฐของนักลงทุนต่างชาติ: แนวโน้มความต้องการลงทุนในหุ้นและพันธบัตรสหรัฐที่ลดลง เนื่องจากมูลค่าที่แพงและบอนด์ยีลด์ที่คาดว่าจะต่ำลง จะเป็นแรงกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่า
    • การเมืองสหรัฐ: ความไม่แน่นอนทางการเมืองไม่ได้ส่งผลต่อทิศทางดอลลาร์อย่างชัดเจนเหมือนในอดีต เนื่องจากผลกระทบของนโยบายมีความซับซ้อนและขัดแย้งกันเอง
    • Momentum ของดอลลาร์: การที่ดอลลาร์อ่อนค่ามาเป็นเวลานาน ประกอบกับความไม่แน่นอนในยุโรปและญี่ปุ่น ทำให้เกิดการฟื้นตัวทางเทคนิคในระยะสั้น
    • โครงสร้างของดอลลาร์: ปัจจัยเชิงโครงสร้าง เช่น De-Dollarization และหนี้สาธารณะที่สูง มีแนวโน้มทำให้ดอลลาร์อ่อนค่า แต่เป็นกระบวนการที่ใช้เวลานานและส่งผลน้อยในระยะสั้น

    ทิศทางของเงินดอลลาร์อ่อนสลับแข็งและผันผวนไปมาในช่วงที่นี้ทำให้ทั้งนักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้กำหนดนโยบาย ต่างตั้งคำถามไปพร้อมกันว่า ต่อจากนี้ดอลลาร์ควรมีทิศทางอย่างไรกันแน่ 

    ผมมองว่า “เรื่องราว” ของดอลลาร์มีมากกว่าปรกติ ทั้งเหมือนและต่างกับช่วงเวลาทั่วไปในหลายมิติ ผมจึงรวบรวมเรื่องราวที่ตลาดกำลังให้ความสนใจ นำมจัดกลุ่ม วิเคราะห์ให้นักลงทุนทุกท่านได้เข้าใจผลกระทบต่อทิศทางของดอลลาร์ เพื่อตัดสินใจไปพร้อมกันว่า อะไรกันแน่คือเหตุผลที่ดอลลาร์ควรแข็งหรืออ่อนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

    1. เศรษฐกิจโลก: ปรกติโลกเติบโตดี ดอลลาร์จะแย่ แต่ครั้งนี้ไม่แน่

    ความสัมพันธ์ระหว่างเศรษฐกิจและอัตราแลกเปลี่ยนในอดีต มักชี้ว่ามูลค่าของดอลลาร์มีความสัมพันธ์เชิงลบกับทิศทางการเติบโตของเศรษฐกิจนอกสหรัฐ

    เช่นในปี 2002-2003 และ 2019 เศรษฐกิจโลกฟื้นตัว หนุนให้ตลาดหุ้นนอกสหรัฐสร้างผลตอบแทนดี นักลงทุนจึงโยกเงินออกจากดอลลาร์ไปหาตลาดอื่น ส่งผลให้ดอลลาร์มีทิศทางอ่อนค่า ในทางกลับกัน ช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีปัญหา หุ้นมักเข้าสู่ตลาดหมี หนุนให้นักลงทนกลับมาถือดอลลาร์

    ในครั้งนี้ ผมมองว่าเศรษฐกิจโลกจะไม่ฟื้นตัวขึ้นจนกดดันดอลลาร์ เนื่องจากมีนโยบายการค้าสหรัฐที่ทำให้ความสัมพันธ์นี้ไม่โดดเด่น

    2. เศรษฐกิจสหรัฐ: แข็งแกร่งแต่กำลังมีความเสี่ยงจาก Shutdown

    ความสัมพันธ์นี้เป็นส่วนกลับของเศรษฐกิจโลก เมื่อเศรษฐกิจสหรัฐดีกว่าโลก สินทรัพย์ในสหรัฐมักทำผลตอบแทนดีกว่า หนุนให้ดอลลาร์แข็งค่า

    ข้อมูลกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐในปี 2025 ถือว่าดีกว่าที่คาด อย่างไรก็ดี หลังจากมีปัญหา Government Shutdown ภาพความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจก็เริ่มแย่ลง หมายความว่า แม้เศรษฐกิจสหรัฐอาจไม่ใช่แรงกดดันตอนนี้ แต่ก็ไม่ใช่แรงหนุน ถ้าการเมืองยังไม่ปรกติ

    3. นโยบายการเงิน: การลดดอกเบี้ยยังเป็นปัจจัยกดดอลลาร์ในระยะยาว

    ความคาดหวังของนโยบายการเงิน มักส่งผลต่อทิศทางดอลลาร์ระยะสั้น ขณะที่ความแตกต่างระหว่างดอกเบี้ยสหรัฐกับทั่วโลกส่งผลต่อมูลค่าพื้นฐานระยะยาว

    หมายความว่า ในระยะสั้นนโยบายการเงินอาจเป็นแรงหนุนให้ดอลลาร์แข็งค่า เนื่องจากตลาดคาดไปก่อนแล้วว่า Fed จะปรับดอกเบี้ยลงอย่างน้อย 50 bps ในไตรมาสที่สี่

    อย่างไรก็ดี ถ้ามองในระยะยาว Fed ต้องลดดอกเบี้ยไปสู่จุดสมดุลใหม่ราว 3.00-3.50% ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายทั่วโลกต่ำกว่าสหรัฐ นโยบายการเงินจึงยังคงเป็นประเด็นกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงได้อยู่ในอนาคต

    4. ความต้องการสินทรัพย์สหรัฐของนักลงทุนต่างชาติ: ฉุดดอลลาร์อ่อน

    ความต้องการสินทรัพย์สหรัฐของนักลงทุนต่างชาติ จะอ้างอิงสองปัจจัยหลักคือ คาดการณ์ผลตอบแทนของหุ้นตลาดหุ้น และระดับบอนด์ยีลด์ 

    นักลงทุนต่างชาติจะลงทุนในสหรัฐมากที่สุดเมื่อหุ้นเป็นขาขึ้น พร้อมกับยีลด์สูง ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นเช่นในช่วงปี 2024 หนุนค่าเงินดอลลาร์ได้

    อย่างไรก็ดี ในปัจจุบันตลาดหุ้นสหรัฐอยู่ในช่วงที่ Valuation แพง ส่วนบอนด์ยีลด์ก็มีแนวโน้มลดลงตามดอกเบี้ยนโยบาย ภาพความต้องการสินทรัพย์สหรัฐต่อจากนี้จึงเป็นแรงกดดันมากกว่าแรงหนุนสำหรับดอลลาร์

    5. การเมืองสหรัฐ: ความไม่แน่นอนทำให้ความสัมพันธ์ขาดช่วง

    ในอดีต ดอลลาร์มักแข็งค่าเมื่อนโยบายเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอน แต่ในช่วงปี 2025 ทิศทางดอลลาร์กลับไม่ตอบสนองต่อความผันผวนของนโยบายการค้า หรือความไม่แน่นอนทางการเมืองเหมือนในอดีต

    อาจเป็นเพราะผลกระทบของนโยบายการเมืองมีความซับซ้อน ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านนโยบายกับตลาดการเงินไม่ชัดเจน เช่นนโยบายการค้าอาจหนุนดอลลาร์แข็ง แต่มุมมองของ Trump กลับสนับสนุนดอลลาร์อ่อน ทำให้ตลาดเลือกที่จะจับตาประเด็นอื่นเป็นหลักมากกว่า

    6. Momentum ของดอลลาร์: ขาลงที่นานเกินไปหนุนดอลลาร์ฟื้นตัว

    แนวโน้มการแข็งและอ่อนค่าของดอลลาร์จะมีทั้งรูปแบบ Momentum ระยะกลาง (3-6เดือน) และ Reversal ในระยะสั้น (1เดือน)

    ต้นไตรมาสที่สี่ ดอลลาร์เข้าสู่โหมด Reversal สาเหตุเกิดจากดอลลาร์ที่อ่อนค่ามานาน พบกับความไม่แน่นอนของการเมืองยุโรปและญี่ปุ่น ประเทศเจ้าของสองสกุลเงินใหญ่อย่างยูโร (EUR) และเยน (JPY)

    อย่างไรก็ดี การกลับตัวจากเหตุผลทางเทคนิค มักเป็นประเด็นที่ตลาดสนใจเพียงในระยะสั้น ส่วนระยะยาวต้องติดตามว่านโยบายเศรษฐกิจหรือการเงินนอกสหรัฐจะเปลี่ยนแปลงไปมากแค่ไหน

    7. โครงสร้างของดอลลาร์: ส่วนใหญ่มีผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าจริง แต่ทั้งหมด มักใช้เวลานาน

    สิ่งที่เราได้ยินบ่อยครั้งในช่วงนี้ คือประเด็นโครงสร้างและสถานะที่เปลี่ยนไปของดอลลาร์ เช่น De-Dollarization การลดขาดดุลด้วยกำแพงภาษี หนี้สหรัฐที่สูงเกินไป จนถึงความเป็นอิสระของ Fed ที่อาจทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าในระยะยาว

    แต่เหตุผลทางโครงสร้างเหล่านี้ ทั้งหมดเป็นการเปลี่ยนแปลงระยะยาวที่ส่งผลเพียงเล็กน้อยในระยะสั้น ขณะเดียวกัน ก็มักมีความเร่งที่เปลี่ยนแปลงไปตามสถานการณ์ตลาด ต้องรอความต่อเนื่องในอนาคตอีกมาก

    โดยสรุป 7 ปัจจัยข้างต้นกำลังบอกเราว่า การแข็งค่าของดอลลาร์ช่วงนี้อาจยังไม่ใช่ “จุดเปลี่ยนทิศ” แต่ในขณะเดียวกัน ดอลลาร์ก็อาจไม่อ่อนค่าตลอดไปเช่นกัน

    ในมุมมองของผม นโยบายการเงินจะกดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อ อย่างน้อยไปจนถึงครึ่งแรกของปี 2026 แต่เมื่อไหร่ที่สหรัฐหลุดพ้นจากความไม่แน่นอนของนโยบายเศรษฐกิจ หรือฉกฉวยโอกาสเติบโตจากเทคโนโลยีได้มากกว่าทั่วโลก เมื่อนั้น ดอลลาร์ก็มีโอกาสจะกลับไปแข็งค่าอีกครั้งครับ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.bangkokbiznews.com/blogs/finance/investment/1203783&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1C0SIxfFi2yVrRRLlUG6SH

  • รัฐบาลวางแผนปั๊มเงิน 4 ล้านล้าน ประคองเศรษฐกิจไทย ปี 68-69

    รัฐบาลวางแผนปั๊มเงิน 4 ล้านล้าน ประคองเศรษฐกิจไทย ปี 68-69

    แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัปดาห์นี้ เห็นชอบมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นแนวทางดำเนินการให้สอดคล้องกับเป้าหมายในภาพรวมของประเทศ ภายหลังจากมาตรการดังกล่าว ได้นำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธาน เห็นชอบแล้ว โดยมีวงเงินรวมกว่า 4.1 ล้านล้านบาท 

    ทั้งนี้กระทรวงการคลัง รายงานว่า การจัดทำมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เป็นผลมาจากสถานการณ์เศรษฐกิจไทย ในปี 2568 กำลังชะลอตัว โดยผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ในไตรมาสที่ 2 ขยายตัวอยู่ที่ 2.8% ชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้าที่ขยายตัวอยู่ที่ 3.2% 

    โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลกระทบของนโยบายภาษีสหรัฐอเมริกาความผันผวนเศรษฐกิจโลก รวมทั้งปัญหาภายในประเทศ เช่น หนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้อและสภาพคล่องลงลง และคาดการณ์ไตรมาสที่ 3-4 อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจจะลดลงมาอยู่ที่ 1.7% และ 0.3% ตามลำดับ

    ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องมีบทบาทสำคัญในการช่วยลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอก กระตุ้นการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อให้มีเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ และช่วยสนับสนุนเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี 2568 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 2569 โดยมีงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จำนวน 3,780,600 ล้านบาท ประกอบด้วย 

    1.รายจ่ายประจำ จำนวน 2,918,863.71 ล้านบาท 2.รายจ่ายลงทุน จำนวน 861,736.29 ล้านบาท และเมื่อรวมเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 อีกจำนวน 320,996.41 ล้านบาท จะทำให้มีงบประมาณที่หน่วยงานของรัฐจะต้องดำเนินงาน จำนวนทั้งสิ้น 4,101,596.41 ล้านบาท

    สำหรับมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 มีรายละเอียดดังนี้

    1. เงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ให้หน่วยงานของรัฐเร่งรัดการเบิกจ่ายเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่ก่อหนี้ผูกพันแล้ว ให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 ของปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 สำหรับเงินกันไว้เบิกเหลื่อมปีของปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ที่อยู่ระหว่างกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 1 และเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

    2. เงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 กระทรวงการคลังเห็นควรกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายและการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 เช่น กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายภาพรวมไม่น้อยกว่า 93% การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำไม่น้อยกว่า 98% การเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนไม่น้อยกว่า 75% และการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายภาพรวม รายจ่ายประจำ และรายจ่ายลงทุน 100%

    ทั้งนี้มีแนวทางให้หน่วยรับงบประมาณดำเนินการ เช่น ต้องดำเนินการหรือเบิกจ่ายโดยสำนักงานในส่วนภูมิภาค ให้หน่วยรับงบประมาณเร่งดำเนินการส่งเงินจัดสรรต่อไปยังสำนักงานในส่วนภูมิภาค ภายใน 5 วันนับแต่วันที่ได้รับอนุมัติเงินจัดสรร 

    ขณะที่รายจ่ายลงทุนรายการปีเดียวที่เป็นการซื้อครุภัณฑ์ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันและการเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 1 สำหรับรายการที่เป็นการจ้าง ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 และก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จทุกรายการภายในไตรมาสที่ 2 ส่วนรายจ่ายลงทุนรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2 

    อย่างไรก็ตามคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ได้ยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ส่วนการเบิกจ่ายเงินให้หน่วยรับงบประมาณปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการเบิกเงินจากคลัง การรับเงิน การจ่ายเงิน การเก็บรักษาเงิน และการนำเงินส่งคลัง พ.ศ. 2562 ให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลา 5 วันทำการ

    พร้อมกันนี้ยังกำหนดให้หัวหน้าหน่วยรับงบประมาณรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานของงบประมาณรายจ่ายลงทุน ระบุปัญหาอุปสรรค และแนวทางแก้ไขต่อกรมบัญชีกลางภายในวันที่ 5 ของเดือนถัดไป เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป และให้นำผลการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณและการเบิกจ่ายงบประมาณไปใช้ประกอบการพิจารณาในการประเมินผลการปฏิบัติราชการของหัวหน้าหน่วยรับงบประมาณด้วย และให้สำนักงบประมาณพิจารณาจัดสรรงบประมาณประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ให้สอดคล้องกับศักยภาพของหน่วยงาน

    ส่วนมาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจ กำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจไม่น้อยกว่า 95% ของกรอบงบลงทุน และขอให้คณะกรรมการรัฐวิสาหกิจพิจารณากำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจในระดับไม่น้อยกว่า 95% เป็นตัวชี้วัดของผู้บริหารสูงสุดของรัฐวิสาหกิจ พร้อมกันนี้ยังขอความร่วมมือให้รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงเจ้าสังกัดกำกับดูแลให้รัฐวิสาหกิจดำเนินการ ดังต่อไปนี้

    1. รายจ่ายลงทุนรายการปีเดียวที่เป็นการซื้อครุภัณฑ์ ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันและการเบิกจ่ายให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 1 สำหรับรายการที่เป็นการจ้าง ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 และก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จทุกรายการภายในไตรมาสที่ 2

    2. รายจ่ายลงทุนรายการผูกพันข้ามปีงบประมาณรายการใหม่ ให้เร่งรัดการก่อหนี้ผูกพันให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 2

    3. งบลงทุนที่เสนอขอใหม่ในปีบัญชี 2569 ให้เตรียมความพร้อมเพื่อให้สามารถลงนามสัญญาได้ทันทีเมื่อได้รับการจัดสรรงบประมาณ

    อย่างไรก็ตามให้รัฐวิสาหกิจพิจารณาเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนให้เร็วขึ้น โดยปรับเพิ่มแผนการเบิกจ่ายในช่วงไตรมาสที่ 1 – 2 ของปีบัญชี 2569 (Front – Loaded) เพื่อหลีกเลี่ยงการกระจุกตัว ของการเบิกจ่ายงบลงทุนในช่วงไตรมาสสุดท้าย รวมถึงเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนโดยเฉพาะงบลงทุน ที่ได้ผูกพันสัญญาไว้แล้ว และเร่งการเบิกจ่ายในส่วนของรายการนำเข้า (Import Content) เพื่อสนับสนุน ความสมดุลของกลไกการนำเข้า – ส่งออก ที่ส่งผลต่อค่าเงินบาทของไทยในขณะนี้

    ทั้งนี้ หากรัฐวิสาหกิจ มีความประสงค์จะปรับปรุงงบลงทุนในระหว่างปีขอให้พิจารณาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในไตรมาสที่ 1ของปีบัญชี 2569 ด้วย

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641843&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0VssmMX6ARp3-tpF7cgN03