Blog

  • งานเสวนาเชิงวิชาการเรื่อง

    งานเสวนาเชิงวิชาการเรื่อง

    งานเสวนาเชิงวิชาการเรื่อง “กฎหมายภาพยนตร์ : ความท้าทายและการปรับตัว” 


    22/10/2568 | 56 |

    🎞️ งานเสวนาเชิงวิชาการเรื่อง “กฎหมายภาพยนตร์ : ความท้าทายและการปรับตัว” 
    วันอังคารที่ 21 ตุลาคม 2568 เวลา 13.00 น. นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นางนลินี มหาขันธ์ ผู้ช่วยปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนเข้าร่วมงานเสวนาเชิงวิชาการเรื่อง “กฎหมายภาพยนตร์ : ความท้าทายและการปรับตัว” ณ อาคารรัฐสภา

    งานเสวนาเชิงวิชาการเรื่อง “กฎหมายภาพยนตร์ : ความท้าทายและการปรับตัว” จัดโดย คณะกรรมาธิการการศาสนา คุณธรรม จริยธรรม ศิลปะและวัฒนธรรม เพื่อศึกษาสภาพการณ์ของการขับเคลื่อนงานอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทย ตลอดจนปัญหา ความท้าทายของประเทศไทยในการพัฒนาอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในปัจจุบัน และนำมาวิเคราะห์ถึงทิศทางและแนวโน้มในการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์ไทยรวมทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของประเทศไทยในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมภาพยนตร์ในอนาคตต่อไป โดยการเสวนาครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมเสวนา ประกอบด้วย ผู้แทนหน่วยงานภาครัฐ ผู้แทนสมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ ตัวแทนนักแสดง และผู้กำกับ ศิลปิน และสถาบันการศึกษาด้านนิเทศศาสตร์และสื่อภาพยนตร์


    image รูปภาพ


    Line


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.prd.go.th/th/content/category/detail/id/39/iid/433574&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw16GXz7WDX3VAXf4ojz0KBp

  • D

    D

    Dek-D

    ตรวจสอบว่าคุณเป็นมนุษย์ด้วยการทำคำสั่งนี้ให้เสร็จสิ้น

    เว็บไซต์ Dek-D ต้องตรวจสอบความปลอดภัยการเชื่อมต่อของคุณก่อนดำเนินการต่อ

    IP ของคุณคือ: 199.79.62.10

    ประสิทธิภาพและความปลอดภัยโดย Cloudflare

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.dek-d.com/studyabroad/67507/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0_UFLRzy24GAED2sArnx-i

  • ครม.งัด 5 มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปี

    ครม.งัด 5 มาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวปลายปี

    v.prd:0.0.141

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://tna.mcot.net/tna/th/news/list/128795&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2L7vugo6QUF3MRUPKs420r

  • เริ่มแล้วประเพณีงานเจ เยาวราช 2568 ชูสัมพันธ์ 50 ปี ไทย-จีน หนุนเศรษฐกิจเฟื่องฟู | TOPNEWS

    เริ่มแล้วประเพณีงานเจ เยาวราช 2568 ชูสัมพันธ์ 50 ปี ไทย-จีน หนุนเศรษฐกิจเฟื่องฟู | TOPNEWS

    ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จึงเชิญชวนประชาชนและนักท่องเที่ยว ร่วมรักษาและต่อยอดคุณค่าทางวัฒนธรรม ในงานประเพณีถือศีลกินเจเยาวราชที่จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่

    ร่วมสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่อัญเชิญมาจากทั่วเยาวราชเพื่อความเป็นสิริมงคล ทำบุญ เสริมบารมี สัมผัสบรรยากาศวัฒนธรรมจีนร่วมสมัยควบคู่พิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์

    และเลือกซื้ออาหารเจหลากหลายเมนูที่อร่อย สะอาด ได้มาตรฐาน โดยเชื่อมั่นว่าตลอดช่วง 10 วัน 10 คืน ของงาน (ตั้งแต่วันที่ 20 – 29 ตุลาคม) จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้เฟื่องฟูคึกคักทั้งในย่านเยาวราชและในระดับประเทศ

    กิจกรรมไฮไลต์ในการเปิดงานคือ การร่วมกันปรุงสัมพันธ์ผัดหมี่ 50 ปี ไทย – จีน ซึ่งเป็นการผัดหมี่เจกระทะใหญ่โดยคณะผู้บริหารและผู้สนับสนุนงาน

    ร่วมกับเชฟมืออาชีพจากโรงแรมแกรนด์ ไชน่า แบงคอก เยาวราช โดยใช้วัตถุดิบมงคลหลากหลายชนิด ก่อนจะแจกจ่ายให้ผู้ร่วมงานได้ชิมฟรี จำนวน 1,550 จาน

    นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดขบวนแห่รถบุปผชาติองค์สมมติพระโพธิสัตว์กวนอิมอย่างอลังการ พร้อมขบวนสิงโต ขบวนจากผู้สนับสนุน

    ตลอดจนร้านค้าอาหารเจเลิศรสเต็มพื้นที่สองฝั่งถนนเยาวราช และโซนจำหน่ายสินค้าราคาพิเศษจากผู้สนับสนุนการจัดงาน รวมถึงมุมถ่ายรูปและมุมชมแสงไฟจากเยาวราชที่ดีที่สุดในงาน

    การจัดงานประเพณีถือศีลกินเจครั้งสำคัญแห่งปี ประเพณีงานเจ เยาวราช 2568 นี้ เป็นความร่วมมือระหว่างกรุงเทพมหานครและสภาวัฒนธรรมเขตสัมพันธวงศ์

    โดยมีรายงานว่า หลังพิธีเปิด มีประชาชนและนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติเข้าร่วมพิธีและจับจ่ายอาหารเจตลอดเส้นทางถนนเยาวราชอย่างเนืองแน่น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1364454&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1ebKivzRTMSSaBlE0ars5S

  • ธนาคารกรุงเทพรายงานกำไรสุทธิสำหรับ 9 เดือนปี 2568 จำนวน 38,247 ล้านบาท

    ธนาคารกรุงเทพรายงานกำไรสุทธิสำหรับ 9 เดือนปี 2568 จำนวน 38,247 ล้านบาท

    ในไตรมาส 3 ปี 2568 เศรษฐกิจไทยชะลอตัวตามภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อล่วงหน้าของประเทศคู่ค้าที่เริ่มชะลอลง ขณะเดียวกันภาคบริการซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังคงเผชิญแรงกดดัน
    จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 สะท้อนภาวะอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังคงอ่อนแรง ขณะที่มาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจของภาครัฐมีข้อจำกัดจากด้านงบประมาณและระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ขีดความสามารถในการพยุงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจลดลงโดยรวมเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก มาตรการภาษีของสหรัฐฯ และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายใน ล้วนเป็นปัจจัยที่กระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไปยังคงเปราะบาง

    ท่ามกลางความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในการดำเนินธุรกิจ และการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วทั้งจากนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก การเชื่อมโยงทางการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลก การปรับเปลี่ยนนโยบายและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น และความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและนวัตกรรมสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของโลกที่ทำให้องค์กรทุกขนาดต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและความสำเร็จในบริบทนี้ ธนาคารกรุงเทพมุ่งมั่นให้คำปรึกษาและดูแลลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสม พร้อมยืนเคียงข้างลูกค้าในฐานะ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” ทั้งด้านเงินทุนและองค์ความรู้ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงสนับ สนุนธุรกิจให้ได้ประโยชน์จากโอกาสในการขยายกิจการไปต่างประเทศผ่านการดำเนินกลยุทธ์ Regionalization ตลอดจนส่งเสริมนโยบายของภาครัฐในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย เช่น สนับสนุนโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อบรรเทาภาระหนี้ของลูกหนี้ให้สามารถฟื้นตัวได้ในระยะยาว ในขณะเดียวกันธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง พร้อมยึดมั่นแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) และมุ่งมั่นให้บริการทางการเงินที่รับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการเติบโตอย่างยั่งยืน

    ธนาคารกรุงเทพรายงานกำไรสุทธิสำหรับ 9 เดือนปี 2568 จำนวน 38,247 ล้านบาท

    ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยรายงานกำไรสุทธิสำหรับ 9 เดือนปี 2568 จำนวน 38,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.9 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ ด้วยการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ที่หลากหลาย ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจหลายด้านโดยธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 94,364 ล้านบาท และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 2.81 ซึ่งเป็นไปตามทิศทางอัตราดอกเบี้ย สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และกำไรจากเงินลงทุน ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลงเล็กน้อยจากบริการธุรกรรมผ่านธนาคารและบริการกองทุนรวม ทั้งนี้ธนาคารยังคงพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงาน ควบคู่กับการให้ความสำคัญกับการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานลดลงเป็นร้อยละ 44.7 นอกจากนี้ จากการที่ธนาคารตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง ธนาคารจึงตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับไตรมาส 3 ปี 2568 ลดลงจากไตรมาสก่อน ทำให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับ 9 เดือนปี 2568 มีจำนวน 29,549 ล้านบาท ธนาคารกรุงเทพยังคงแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,606,661 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 3.2 จากสิ้นปีก่อน โดยสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ยังคงมีการเติบโต สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ร้อยละ 3.3 ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ร้อยละ 294.2 เป็นผลจากการที่ธนาคารยึดหลักการตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังและรอบคอบอย่างต่อเนื่อง

    ธนาคารมีเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนกันยายน 2568 จำนวน 3,174,287 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับสิ้นปีก่อน และมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ร้อยละ 82.1 ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุน
    ชั้นที่ 1 และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยอยู่ที่
    ร้อยละ 22.6 ร้อยละ 18.0 และร้อยละ 18.0 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่
    ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://positioningmag.com/1543805&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw20nayI6LqHJiMbLmD5k0nl

  • ส่องประวัติ ‘นรินทร์ เผ่าวณิช’ ผู้ว่า กฟผ. ป้ายแดง คนที่ 17

    ส่องประวัติ ‘นรินทร์ เผ่าวณิช’ ผู้ว่า กฟผ. ป้ายแดง คนที่ 17

    ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง นรินทร์ เผ่าวณิช ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17

    วันนี้ (21 ต.ค.) ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบแต่งตั้ง นรินทร์ เผ่าวณิช รองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ดำรงตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ. แทนเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการ กฟผ. ซึ่งครบวาระการดำรงตำแหน่งเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญาจ้างเป็นต้นไป

    นรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการ กฟผ. คนที่ 17 เกิดเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2517 ปัจจุบันอายุ 51 ปี

    ประวัติการศึกษา

    • จบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
    • ปริญญาโทและปริญญาเอก จากคณะวิศวกรรมศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโยธา Georgia Institute of Technology สหรัฐอเมริกา
    • ผ่านการอบรมในหลักสูตรสำคัญ อาทิ หลักสูตร Director Certification Program (DCP) สมาคมส่งเสริม สถาบันกรรมการบริษัทไทย หลักสูตร EES Europe Batteries and Energy Storage Systems Exhibition & Conference สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

    ประวัติการทำงาน

    • ปี 2564 – 2565 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าการวิศวกรรมและก่อสร้างโรงไฟฟ้า
    • ปี 2565 – 2567 ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผู้ว่าการบริหารเชื้อเพลิง
    • ปี 2567 – 2568 ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการเชื้อเพลิง
    • 31 กรกฎาคม 2568 – 15 ตุลาคม 2568 ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการเชื้อเพลิง รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ.
    • 16 ตุลาคม 2568 – ปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งรองผู้ว่าการประจำสำนักผู้ว่าการ รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการ กฟผ.

    ภาพ: Jaromír Chalabala / Getty image

    TAGS:  


    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://thestandard.co/narin-pao-wanit-egat-governor-17/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw30-n4Ba88K4NM5twIKYPop

  • ภูเก็ต ประชุมคัดเลือกแหล่งท่องเที่ยวติดป้ายต้อนรับจังหวัด | TOPNEWS

    ภูเก็ต ประชุมคัดเลือกแหล่งท่องเที่ยวติดป้ายต้อนรับจังหวัด | TOPNEWS

    วันที่ 21 ต.ค. 2568 ที่สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต ต.วิชิต อ.เมือง จ.ภูเก็ต ได้จัดประชุมหารือการคัดเลือกรายชื่อแหล่งท่องเที่ยวพร้อมภาพประกอบ สำหรับติดตั้งบนแผ่นป้าย “ยินดีต้อนรับเข้าสู่จังหวัดภูเก็ต” โดยมีนางรัชดาภรณ์ โออิน ท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดภูเก็ต เป็นประธานการประชุม ร่วมด้วยคุณธเนศ ตันติพิริยะกิจ นายกสมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต นายรังสิมันตุ์ กิ่งแก้ว ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัดภูเก็ต พร้อมด้วยผู้แทนจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานภูเก็ต สำนักงานประชาสัมพันธ์จังหวัดภูเก็ต และแขวงทางหลวงจังหวัดภูเก็ต เข้าร่วมประชุม

    การประชุมจัดขึ้น ภายใต้โครงการ “จัดทำป้ายเข้าสู่แหล่งท่องเที่ยวในพื้นที่เขตพัฒนาการท่องเที่ยว 65 แห่ง” ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 เพื่อปรับปรุงและยกระดับป้ายเข้าสู่จังหวัดให้มีความสวยงาม ทันสมัย และได้มาตรฐานของกรมทางหลวง ทั้งในส่วนของป้ายที่ชำรุดทรุดโทรม รวมถึงการติดตั้งป้ายใหม่ในพื้นที่ที่ยังไม่มีมาก่อน ป้ายต้อนรับดังกล่าวจะติดตั้งในบริเวณ หน้าสะพานสารสิน ซึ่งเป็นจุดเชื่อมต่อสำคัญระหว่างจังหวัดพังงาและภูเก็ต เพื่อสร้างภาพลักษณ์การต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้าสู่จังหวัดภูเก็ตให้มีความโดดเด่น สะท้อนเอกลักษณ์เมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่างงดงาม
    สำหรับจังหวัดภูเก็ต ได้มีการพิจารณาคัดเลือกรายชื่อแหล่งท่องเที่ยวและภาพประกอบที่จะใช้บนแผ่นป้าย “ยินดีต้อนรับเข้าสู่จังหวัดภูเก็ต” จำนวน 4 หัวข้อ โดยสะท้อนให้เห็นถึงความงดงามและความหลากหลายทางการท่องเที่ยวของจังหวัด ทั้งในมิติของ แหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม อันทรงคุณค่าที่วัดฉลอง อัตลักษณ์เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม แห่ง เมืองเก่าภูเก็ต (Phuket Old Town) แหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติยอดนิยม ที่แหลมกระทิง และ กิจกรรมท่องเที่ยวทางทะเล สุดตื่นตากับการ ฟรีไดฟ์ที่เกาะราชา ซึ่งล้วนสะท้อนภาพลักษณ์ของภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับโลก ในขณะเดียวกันที่ประชุมยังได้เสนอแนวทางเพิ่มเติมให้จัดทำป้ายต้อนรับหลายภาษา ได้แก่ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษารัสเซีย เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวจากนานาประเทศ และส่งเสริมภาพลักษณ์จังหวัดภูเก็ตในฐานะเมืองท่องเที่ยวระดับนานาชาติอย่างแท้จริง
    จิระชัย เกษมพิมลพร  ผู้สื่อข่าว TOPNEWS ทั่วไทย จ.ภูเก็ต

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.topnews.co.th/news/1364453&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0HdiQSDpah7n2iT86aviH7

  • บัตรคนจนใหม่ ขยับไปต้นปี69 เคาะบูมท่องเที่ยว

    บัตรคนจนใหม่ ขยับไปต้นปี69 เคาะบูมท่องเที่ยว

    นายกฯ เผยเดี๋ยวมีเฟส 2 คนละครึ่งพลัส หลัง ปชช.แห่ลงสิทธิ์เต็มเร็ว “ปลัดคลัง”  แจงดรามาใครยื่นภาษีเงินได้ช้ากว่า 30 มิ.ย. ได้เงินแค่ 2,000 บาท ชี้มีคนยื่นช้า 1.3 แสนคน รับลงทะเบียนคนจนรอบใหม่ไม่ทัน พ.ย.นี้ ขยับไปต้นปี 69 ครม.เคาะมาตรการท่องเที่ยว เน้นเมืองรอง กิน-เที่ยว ลดหย่อนภาษีบุคคลได้สูงสุด 1.5  เท่า เริ่ม 29 ต.ค.-15 ธ.ค.

    ที่ทำเนียบรัฐบาล วันที่ 21 ตุลาคม    นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงโครงการคนละครึ่งพลัส  ที่เปิดให้ลงทะเบียนผู้ใช้สิทธิ์เมื่อวันที่ 20 ต.ค.และสิทธิ์เต็มเรียบร้อยแล้วว่า คนละครึ่งเรียบร้อยหมดแล้ว สิทธิ์ครบหมดแล้ว เดี๋ยวมีเฟส 2 นอกจากนี้วันนี้เราได้มีการอนุมัติงบประมาณช่วยเหลือน้ำท่วมด้วย

    นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง  เปิดเผยถึงกรณีมีผู้ใช้โซเชียลมีเดียระบุว่าได้รับสิทธิคนละครึ่งพลัสแค่ 2,000 บาท ทั้งที่ยื่นเสียภาษีถูกต้องว่า ในเงื่อนไขโครงการคนละครึ่งพลัส ได้ระบุไว้ชัดเจนสำหรับผู้ที่อยู่ในระบบภาษีที่จะได้รับเงินจากโครงการ 2,400 บาท ต้องเป็นผู้ที่ยื่นแบบชำระภาษี ภ.ง.ด.90, ภ.ง.ด.91 และ ภ.ง.ด.95 และต้องยื่นภายในวันที่ 30 มิ.ย.2568 เท่านั้น จึงมีความเป็นไปได้ว่าผู้ที่มายื่นชำระภาษีหลังจากวันที่กำหนด จะไม่ได้รับเงิน 2,400 บาท แต่จะได้รับเงินเท่ากับคนที่ไม่ได้อยู่ในระบบภาษี คือ 2,000 บาท จากข้อมูลของกรมสรรพากร พบว่ามีผู้ยื่นแบบชำระภาษีในปีนี้ล่าช้าประมาณ 1.3  แสนราย

    “เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าผิดเงื่อนไขหรือขาดคุณสมบัติ ก็จะไม่ได้รับสิทธิ์ และเราจะนำสิทธิ์ที่เหลือไปเปิดให้ลงทะเบียนใหม่ในวันถัดไป จนกว่าจะเต็ม 20 ล้านคน โครงการนี้จะมีประชาชนเข้าร่วมเต็ม 20 ล้านคนหรือไม่ จะต้องรอข้อมูลจนถึงวันที่ 26 ต.ค.นี้ ว่ามีผู้ผ่านคุณสมบัติครบหรือไม่ และรวมถึงการเข้าใช้จ่ายครั้งแรกภายในวันที่กำหนด คือวันที่ 11 พ.ย.นี้ โดยหากผู้มีสิทธิ์ไม่ใช้จ่ายภายในเวลา 23.00 น. ของวันที่ 11 พ.ย.นี้ ก็จะโดนตัดสิทธิ์”

    ปลัดกระทรวงการคลังยอมรับว่า การเปิดลงทะเบียนบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่นั้น อาจจะไม่ทันในช่วงเดือน พ.ย.2568 เนื่องจากรัฐบาลยังมีภารกิจในการเร่งออกมาตรการด่วนตามนโยบาย Quick-Big-Win ในหลายเรื่องให้แล้วเสร็จก่อน เพื่อช่วยให้เศรษฐกิจสามารถฟื้นตัวได้ดีขึ้นในช่วงนี้ เบื้องต้นคาดว่าสามารถเปิดให้มีการลงทะเบียนรอบใหม่ได้ช่วงเดือน ม.ค.-ก.พ.2569 โดยจะมีการทบทวนเงื่อนไขของผู้ที่จะเข้าร่วมโครงการใหม่ทั้งหมด ซึ่งเกณฑ์ใหม่ที่จะใช้นั้นจะมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันมากยิ่งขึ้น

    นายลวรณเปิดเผยด้วยว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งมีด้วยกัน 5 มาตรการย่อย เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทยหันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง รวมทั้งการจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกภาษี

    1.มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ให้นำค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย หรือค่าที่พักในสถานที่พักที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม-15 ธันวาคม 2568 ในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ สามารถนำมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายไม่เกิน 20,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง แบ่งเป็นค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ไม่เกิน 10,000 บาท ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหาร ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น ได้อีกไม่เกิน 10,000 บาท โดยค่าใช้จ่ายที่เมืองหลัก ลดหย่อนได้ 1 เท่า และเมืองรองลดหย่อนได้ 1.5 เท่าของจำนวนที่จ่ายจริง จึงเท่ากับว่าลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท

    2.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่น ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม-15 ธันวาคม 2568 สามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริงในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง และ 1.5 เท่าในเมืองหลัก

    3.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ 2569 (Front Load) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่า 60% ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา เริ่มใช้จ่ายตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568-31 มกราคม 2569 คิดเป็นวงเงิน 13,000 ล้านบาท

    4.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พักให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้น 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง แยกเป็น 2 ส่วนคือ 1.หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ 2.ทยอยหักรายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568-31 มีนาคม 2569

    5.ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ จาก 10% เป็น 5% ออกไปอีก 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ อาทิ ไนต์คลับ ดิสโก้เธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลานจ์ เป็นต้น

    นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า มาตรการด้านภาษีทั้งหมด จะช่วยกระตุ้น GDP ไตรมาส 4/2568 ได้ 0.04% คาดว่าจะสูญเสียรายได้ประมาณ 5,000 ล้านบาท และเมื่อรวมกับมาตรการเพิ่มเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการคนละครึ่งพลัส คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มได้ 0.3-0.4%

    นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เผยว่า ที่ประชุม ครม.มีมติให้ความเห็นชอบมาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 เพื่อให้หน่วยงานของรัฐถือปฏิบัติและใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงาน ครอบคลุมทั้งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณให้สอดคล้องกับเป้าหมายในภาพรวมของประเทศ ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ.

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipost.net/one-newspaper/882591/&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2_hRYpr351IWOG_CY6MTVv

  • ก.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งหาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ ลดผลกระทบจากมาตรการห้ามนั่งดื่มแอลกอฮอล์หลังเที่ยงคืน

    ก.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งหาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ ลดผลกระทบจากมาตรการห้ามนั่งดื่มแอลกอฮอล์หลังเที่ยงคืน

    ก.ท่องเที่ยวและกีฬา เร่งหาแนวทางช่วยเหลือผู้ประกอบการ ลดผลกระทบจากมาตรการห้ามนั่งดื่มแอลกอฮอล์หลังเที่ยงคืน

    วันที่ 20 ตุลาคม 2568 นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานการประชุมหารือสำคัญ ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 2 เพื่อเดินหน้าแก้ไขปัญหาและส่งเสริม  การท่องเที่ยวของประเทศอย่างเร่งด่วน โดยมีนางสาววนิดา พันธ์สอาด รองปลัดกระทรวงฯ เข้าร่วมประชุม พร้อมด้วยผู้แทนจากกระทรวงมหาดไทย กระทรวงสาธารณสุข กรมสรรพสามิต และกรมทรัพย์สินทางปัญญา

    วาระเร่งด่วน คือ การช่วยเหลือผู้ประกอบการที่คล้ายสถานบริการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากมาตรการ “ห้ามนั่งดื่มกินเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังเวลา 24.00 น.” เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และเป็นส่วนสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยว

    ที่ประชุมได้ร่วมกันพิจารณาถึงแนวทางที่เป็นไปได้ในการ ผ่อนปรนข้อจำกัดด้านเวลา โดยต้องคำนึงถึงความสมดุลระหว่างการส่งเสริมเศรษฐกิจและการดูแลสุขอนามัย ความสงบเรียบร้อยของสังคม

    นอกจากนี้ ยังได้มีการหารือถึง มาตรการช่วยเหลือด้านภาษี เพื่อลดภาระและเยียวยาผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้ธุรกิจสามารถฟื้นตัวได้อย่างเข้มแข็ง
    นางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ กล่าวว่า “การประชุมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะร่วมมือกันหาทางออกที่ดีที่สุด เพื่อให้ภาคการท่องเที่ยวกลับมาเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติอย่างเต็มที่ เราจะเร่งสรุปผลและนำเสนอแนวทางที่เป็นรูปธรรมต่อไป”

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.fm91bkk.com/newsarticle/59575&ct=ga&cd=CAIyHGRmMjMzNDMzN2E0NjM2ZDg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1jkQh3Y87bEwhBeJ150PU2