Blog

  • ธปท.-ส.อ.ท.เสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 21 ต.ค.68

    ธปท.-ส.อ.ท.เสริมเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย : รอบวันทันเหตุการณ์ 17.00 น./ วันที่ 21 ต.ค.68

    เผยแพร่:

    Website : https://news1live.com/
    YOUTUBE : https://www.youtube.com/c/news1vdo
    Facebook : https://www.facebook.com/MGRNEWS1
    X (TWITTER) : https://x.com/newsonechannel
    instragram : https://www.instagram.com/news1channel
    TikTok : https://www.tiktok.com/@newsonetiktok

    …แสดงเพิ่มเติมแสดงน้อยลง


    กำลังโหลดความคิดเห็น

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1live.com/watch/h-21UlgyBkA&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1nTX5n_H-g4bYbF3QYzCgy

  • ค้าปลีกชี้ “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นใช้จ่ายจริง! ยอดลงทะเบียนถล่ม  โชห่วยยิ้มรับเงินสะพัดปลายปี

    ค้าปลีกชี้ “คนละครึ่งพลัส” กระตุ้นใช้จ่ายจริง! ยอดลงทะเบียนถล่ม โชห่วยยิ้มรับเงินสะพัดปลายปี

    v.prd:0.0.141

    ขนาดตัวอักษร

    ความตัดกันของสี

    c

    c

    c

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://news1005.mcot.net/news1005/th/news/list/128662&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw12ziWZ5nV8mLG_CftYNlM5

  • ส่องวงการ “เศรษฐกิจแมว(猫经济)” อุตสาหกรรมการค้าที่เป็นมากกว่าธุรกิจสัตว์เลี้ยง

    ส่องวงการ “เศรษฐกิจแมว(猫经济)” อุตสาหกรรมการค้าที่เป็นมากกว่าธุรกิจสัตว์เลี้ยง

     แมว ถือเป็นหนึ่งในสัตว์เลี้ยงที่ได้รับความนิยมสูงสุดในกลุ่มผู้รักสัตว์ จากผลสำรวจอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงในประเทศจีนของปี 2568 พบว่านับตั้งแต่ปี 2563-2567 จำนวนการซื้อขายแมวได้รับความนิยมมากกว่าสุนัข โดยอัตราความนิยมการซื้อขายแมวมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง จากเดิมในปี พ.ศ.2563 มีปริมาณ 48,620,000 ตัว/ปี มูลค่าตลาดคิดเป็น 88,400 ล้านหยวน (403,104 ล้านบาท) สามารถไต่ระดับไปถึง 71,530,000 ตัว/ปี ในปีพ.ศ.2567 รวมมูลค่าตลาดการซื้อขายแมวกว่า 144,500 ล้านหยวน (6,589,200 ล้านบาท) คิดเป็นอัตราการเติบโตกว่า 60% ภายในระยะเพียง 6 ปี ซึ่งแนวโน้มของตลาดการซื้อขายแมวดังกล่าวมีการเติบโตอย่างรอบด้าน จนเกิดเป็นศัพท์บัญญัติใหม่ว่า วงการ เศรษฐกิจแมว(猫经济)” 

    5e3a4e17-dd75-4a9e-962f-2d8027321752.png

    แผนภูมิผลสำรวจกลุ่มผู้เลี้ยงแมว สามารถแบ่งอัตราส่วนเป็นผู้บริโภคเพศหญิงได้ 60.5% ผู้บริโภคเพศชาย 39.5% โดยเฉพาะกลุ่มผู้บริโภคที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 16-35 ปี ซึ่งผู้บริโภคกลุ่มนี้มีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้ธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องกับแมวมีแนวโน้มพัฒนาไปสู่อุตสาหกรรมใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการซื้อขายชนิดพันธุ์แมว ธุรกิจอาหารสัตว์ การบริการสัตว์เลี้ยง  ล้วนอาจสร้างมูลค่ามหาศาลเกินกว่าหลักล้านล้านบาท 

    f78edcb1-4d14-461c-a1a4-563b9d2677d2.png
    2cf518cb-5766-48b9-8bb3-9af3758b3f47.png

    ปัจจุบัน สูตรผลิตภัณฑ์อาหารแมวได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้เลี้ยงแมว โดยอาหารแมวสูตรเนื้อสดและสูตรไม่ผสมธัญพืชได้รับความนิยมอย่างสูงสุด และเป็นเจ้าตลาดหลักในวงการผลิตภัณฑ์อาหารแมว ขณะเดียวกัน อาหารแมวสูตรเนื้อปลาก็ได้มีอัตราการเติบโตมากขึ้นเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับสูตรอาหารประเภทอื่น ส่วนอาหารแมวที่สรรพคุณเฉพาะนั้น ผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพและบำรุงระบบย่อยอาหารสำหรับแมวมียอดขายสูงที่สุด  แต่ส่วนสินค้าที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดคือ ผลิตภัณฑ์ชะลอวัยและบำรุงข้อซึ่งได้รับความสนใจจากผู้บริโภคเป็นอย่างมาก แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาและการขยายขอบเขตผลิตภัณฑ์สุขภาพสัตว์เลี้ยง ที่มุ่งเน้นการผสมผสานระหว่าง โภชนาการที่แม่นยำและสรรพคุณที่หลากหลาย เพื่อตอบสนองความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยของผู้บริโภค ตั้งแต่กินให้อิ่ม ไปจนถึง กินให้อร่อยและกินเพื่อสุขภาพ

    8a7000b9-2d90-4fcc-8180-0360670e358d.png

    ที่มา https://i2.hdslb.com/bfs/archive/cf3dd43457ae5478d391c939622a64d1d46cab2f.jpg

    เซียนหล่าง (鲜朗)” หรือ Rosy Fresh คือหนึ่งในตัวอย่างแบรนด์อาหารสำหรับแมวที่สามารถประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานเพื่อยกระดับคุณภาพผลิตภัณฑ์ได้อย่างประสบความสำเร็จ โดยยึดถือ ความสดใหม่ เป็นจุดเด่นหลักของแบรนด์ อาศัยการใช้เทคโนโลยีการคัดเลือกวัตถุดิบคุณภาพพิเศษ และการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ให้ได้มากที่สุด  เซียนหล่างเริ่มเข้าสู่อุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงในปี พ.ศ.2557 ด้วยผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ป่น แต่หลังจากปีพ.ศ.2560 เซียนหล่างเริ่มหันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์สดแทน โดยได้ปรับปรุงกรรมวิธีการอบเนื้อสด เป็นใช้วัตถุดิบจากเนื้อสัตว์ 93% ปราศจากนํ้ามันและสารแต่งสี รวมถึงใช้ระบบขนส่งแบบห่วงโซ่ความเย็น (Cold Chain) โดยยึดหลักที่ว่า วัตถุดิบที่ดีเสริมสร้างสุขภาพ และอาศัยคุณภาพความสดใหม่ของผลิตภัณฑ์ คุณประโยชน์ตามหลักโภชนาการ และการรับประกันคุณภาพ เป็นจุดขายสำคัญที่สร้างผลตอบรับอย่างดี จากข้อมูลดัชนี 10 อันดับธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารแมวประจำปี พ.ศ.2568 โดย huo1818.com (炼丹炉指数) พบว่า แบรนด์เซี่ยนหล่าง มีดัชนีอยู่ที่ 1574.9 ซึ่งถือเป็นอันดับที่สูงที่สุดในบรรดาผลิตภัณฑ์อาหารแมวจากประเทศจีน และเป็นรองเพียง Royal Canin แบรนด์สินค้าผลิตภัณฑ์อาหารแมวชื่อดังจากประเทศฝรั่งเศสเท่านั้น

    ข้อมูดัชนี 10 อันดับธุรกิจผลิตภัณฑ์อาหารแมวประจำปีพ.ศ.2568 โดย huo1818.com 

    image.png

    ที่มา https://n.sinaimg.cn/

    นอกจากนี้ จากผลสำรวจพบว่า ผลิตภัณฑ์สินค้าสำหรับแมวชนิดอื่นๆ ยังคงขยายตัวอย่างมีเสถียรภาพ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารแมวซึ่งมียอดขายที่น่าจับตามอง ทั้งยังจัดอยู่ในสินค้าที่มีความจำเป็นที่สุดสำหรับกลุ่มผู้บริโภคผู้รักแมว ในขณะเดียวกัน อัตราการบริโภคผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพแมวและขนมสำหรับแมวก็มีปริมาณเพิ่มขึ้นอย่างมากตามลำดับ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์สินค้าประเภทใหม่ที่เกิดขึ้นอย่างอุปกรณ์เดินเล่นสำหรับแมว การบริการชีวิตสัตว์เลี้ยง อุปกรณ์อัจริยะสำหรับสัตว์เลี้ยงล้วนมีอัตราการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ กล่าวคือ อาหารแมวซึ่งเป็นสินค้าพื้นฐานยังคงได้รับความนิยมและมีอัตราการขยายตัวที่มั่นคง ขณะเดียวกัน สินค้าประเภทใหม่ ได้ถูกคิดค้นขึ้นและกำลังเติบโตในวงการเศรษฐกิจแมวต่อไปในอนาคต การขยายขอบเขตสินค้าภายในเศรษฐกิจแมวเกิดจากความต้องการพัฒนาผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยงที่มีคุณภาพสูง ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อยกระดับความหลากหลายและคุณภาพของสินค้าประเภทต่าง ๆ ต่อไปในอนาคต

    ความเห็นสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน:  “เศรษฐกิจแมว” หรือ อุตสาหกรรมสินค้าและการบริการสำหรับแมวในประเทศจีนยังคงเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ และคาดว่าจะมีการขยายขอบเขตของสินค้าและบริการให้มีความครอบคลุมอย่างครบวงจรในอนาคตต่อไป โดยกลุ่มผู้เลี้ยงแมวในปัจจุบันมีความกำลังซื้อ และในขณะเดียวกันก็มีความต้องการที่หลากหลาย ละเอียดอ่อน และให้ความใส่ใจพิถีพิถันกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์สำหรับแมวที่มีความปลอดภัยสูง ทำให้ “เศรษฐกิจแมว” มีอัตราการเติบโตมากเป็นพิเศษกว่าธุรกิจสัตว์เลี้ยงชนิดอื่นอย่าง สุนัข หรือ ปลาสวยงาม

    ผู้ประกอบการไทยด้านผลิตภัณฑ์สำหรับสัตว์เลี้ยงสามารถอาศัยจุดแข็งของประเทศไทยที่มีวัตถุดิบและระบบการการผลิตที่มีมาตรฐาน รวมถึงการใช้ผลการวิจัยด้านโภชนาการสำหรับแมว และใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ร่วมด้วย เพื่อเป็นรากฐานสำคัญในการเจาะตลาดอาหารแมวในประเทศจีน โดยอาจใช้กรณีศึกษาของแบรนด์อาหารแมวชื่อดังอย่างเซียนหล่าง ในการปรับปรุงพัฒนาวงการผลิตภัณฑ์อาหารแมวในประเทศไทยเพื่อเจาะตลาดจีนต่อไป  

    สำหรับเมืองเซี่ยเหมิน ถือเป็นหนึ่งในเมืองที่มีชื่อเสียงด้านตลาดสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะธุรกิจสินค้าและการบริการสำหรับแมว ปัจจุบันภายในตลาดซื้อขายสัตว์เลี้ยงมีร้านค้ามากกว่า 100 แห่ง โดยจำนวนกิจการซื้อขายเฉพาะแมวมีราว 30 แห่ง มีการซื้อขายชนิดพันธุ์แมวตั้งแต่ราคาหลักร้อยไปจนถึงหลักหมื่นหยวน (ประมาณ 46,000บาทต่อตัว มีโรงพยาบาลและคลินิคสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ได้รับการจดทะเบียนกว่า 42 แห่ง ทั้งยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่อาศัยแมวเป็นจุดขาย เช่น ถนนแมวติ่งเอ้าไจ่ (顶澳仔猫街พิพิธภัณฑ์แมวเหมียว (猫咪博物馆ตลอดจนธุรกิจคาเฟ่แมวกว่า 37 แห่ง 

    นอกจากนี้ ภายในเมืองเซี่ยเหมินยังมีการจัดนิทรรศการสัตวเลี้ยงประจำปี โดยเฉพาะการจัดแสดงสินค้าที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจแมว อย่างนิทรรศการอุตสาหกรรมเศรษฐกิจแมว CEIE (猫经济产业创新博览会) หรือ นิทรรศการแมว (猫博会) ที่จัดในช่วงเดือนมีนาคมของทุกปี ซึ่งรวบรวมผู้ประกอบการด้านสัตว์เลี้ยงและผลิตภัณฑ์สำหรับแมวกว่า 2,000 รายการ มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 20,000 คน ทั้งยังมีการจัดการประกวดชนิดพันธุ์แมว การแสดงปีนป่าย และการเปิดคูหาจำหน่ายผลิตภัณฑ์สำหรับแมว ผู้ประกอบการไทยที่มีความสนใจส่งออกอาหารแมวและผลิตภัณฑ์สำหรับแมวในตลาดจีนโดยเฉพาะในมณฑลฝูเจี้ยนและเจียงซี สามารถใช้นิทรรศการดังกล่าวเป็นช่องทางในการสำรวจตลาด และศึกษาแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมวงการเศรษฐกิจแมวในประเทศจีนได้

    https://n.sinaimg.cn/

    https://mp.weixin.qq.com/s/Ymj89BJBkTJDPLg7x-Tc3g

    http://www.fj.gov.cn/

    https://mr.mbd.baidu.com/

                                                        เรียบเรียงโดยสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน

    14 ตุลาคม 2568

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.ditp.go.th/post/apod0zeqw1ncdb7c6oewllr2&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3-p4Z8EjysuruWAQtCLI-H

  • BBL กำไร 9 เดือน โตเฉียด 10% เดินกลยุทธ์คุมเข้มคุณภาพสินเชื่อต่อเนื่อง รับความผันผวนเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    BBL กำไร 9 เดือน โตเฉียด 10% เดินกลยุทธ์คุมเข้มคุณภาพสินเชื่อต่อเนื่อง รับความผันผวนเศรษฐกิจ : อินโฟเควสท์

    ธนาคารกรุงเทพ [BBL] รายงานกำไรสุทธิสำหรับ 9 เดือนปี 68 จำนวน 38,247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ ด้วยการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ ที่หลากหลาย ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจหลายด้าน โดยธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิจำนวน 94,364 ล้านบาท และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 2.81% ซึ่งเป็นไปตามทิศทางอัตราดอกเบี้ย

    สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น จากกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน และกำไรจากเงินลงทุน ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลงเล็กน้อยจากบริการธุรกรรมผ่านธนาคารและบริการกองทุนรวม

    ธนาคารยังคงพัฒนาและปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานควบคู่กับการให้ความสำคัญกับการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างเหมาะสม ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานลดลงเป็น 44.7% และจากการที่ธนาคารตั้งสำรอง ด้วยความระมัดระวังอย่างต่อเนื่อง ธนาคารจึงตั้งผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับไตรมาส 3/68 ลดลง จากไตรมาสก่อน ทำให้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นสำหรับ 9 เดือนปี 68 มีจำนวน 29,549 ล้านบาท

    ธนาคารกรุงเทพยังคงแนวทางการดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวังและรอบคอบ พร้อมทั้งรักษาเสถียรภาพ ฐานะการเงิน สภาพคล่อง และเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

    ณ สิ้นเดือนก.ย. 68 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,606,661 ล้านบาท ลดลง 3.2% จากสิ้นปีก่อน โดยสินเชื่อลูกค้าธุรกิจรายใหญ่ยังคงมีการเติบโต สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิต ต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ 3.3% ซึ่งอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และอัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 294.2% เป็นผลจากการที่ธนาคารยึดหลัก การตั้งสำรองด้วยความระมัดระวังและรอบคอบอย่างต่อเนื่อง

    ธนาคารมีเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนก.ย. 68 จำนวน 3,174,287 ล้านบาท อยู่ในระดับใกล้เคียงกับสิ้นปีก่อน และมีอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ 82.1% ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุน ชั้นที่ 1 และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยอยู่ที่ 22.6%, 18.0% และ 18.0% ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำหนด

    ในไตรมาส 3/68 เศรษฐกิจไทยชะลอตัวตามภาคการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากคำสั่งซื้อล่วงหน้า ของประเทศคู่ค้าที่เริ่มชะลอลง ขณะเดียวกันภาคบริการซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังคงเผชิญแรงกดดัน จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่ต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจีนที่ลดลง ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 5 สะท้อนภาวะอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังคงอ่อนแรง ขณะที่มาตรการกระตุ้นทางเศรษฐกิจของภาครัฐมีข้อจำกัดจาก ด้านงบประมาณและระดับหนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้ขีดความสามารถในการพยุงและขับเคลื่อนเศรษฐกิจลดลง โดยรวมเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากทั้งปัจจัยภายนอกและภายในประเทศ ทั้งความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก มาตรการภาษีของสหรัฐฯ และข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายใน ล้วนเป็นปัจจัยที่กระทบความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไปยังคงเปราะบาง

    ท่ามกลางความท้าทายที่เพิ่มขึ้นในการดำเนินธุรกิจ และการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วทั้งจากนโยบายการค้าของประเทศเศรษฐกิจหลัก การเชื่อมโยงทางการค้าและห่วงโซ่อุปทานโลก การปรับเปลี่ยนนโยบายและกฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงขึ้น และความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและนวัตกรรม สะท้อนให้ เห็นถึงพลวัตของโลกที่ทำให้องค์กรทุกขนาดต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและความสำเร็จในบริบทนี้

    ธนาคารกรุงเทพมุ่งมั่นให้คำปรึกษาและดูแลลูกค้าแต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสม พร้อมยืนเคียงข้างลูกค้าในฐานะ “เพื่อนคู่คิด มิตรคู่บ้าน” ทั้งด้านเงินทุนและองค์ความรู้ที่เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงสนับสนุนธุรกิจให้ได้ประโยชน์จากโอกาสในการขยายกิจการไปต่างประเทศผ่านการดำเนินกลยุทธ์ Regionalization ตลอดจนส่งเสริมนโยบายของภาครัฐ ในการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนของเศรษฐกิจไทย เช่น สนับสนุนโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” เพื่อบรรเทาภาระหนี้ของลูกหนี้ ให้สามารถฟื้นตัวได้ในระยะยาว ในขณะเดียวกันธนาคารยังคงดำเนินธุรกิจด้วยความระมัดระวัง พร้อมยึดมั่นแนวทางการ ให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) และมุ่งมั่นให้บริการทางการเงินที่รับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และการเติบโตอย่างยั่งยืน

    โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (21 ต.ค. 68)

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.infoquest.co.th/2025/539258&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1IHQABuFvCnlwrvqpNCYla

  • “สงครามการค้า” ยืดเยื้อ ซ้ำเติมเศรษฐกิจโลก กระทบ“ท่องเที่ยวไทย”

    “สงครามการค้า” ยืดเยื้อ ซ้ำเติมเศรษฐกิจโลก กระทบ“ท่องเที่ยวไทย”

    วันนี้ (21 ต.ค.2568) ศูนย์วิจัยกรุงศรีฯ วิเคราะห์ภาวะเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยหลังจากที่ความความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐ-จีนกลับมาคุกกรุ่น หลังจากเมื่อวันที่ 10 ต.ค.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัล ทรัมป์ ออกมาระบุว่าจะขึ้นภาษีนำเข้ากับจีนเพิ่มในอัตรา 100% ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. และจะควบคุมการส่งออกซอฟท์แวร์ หลังจีนขยายมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายาก แบตเตอรี่ลิเธียมไอออน รวมถึงเครื่องจักรและเทคโนโลยีที่ใช้ผลิตสินค้าดังกล่าว ซึ่งจะเริ่มบังคับใช้ในช่วงเดือนพ.ย.-ธ.ค. ซึ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลก

    นอกจากนี้ สหรัฐฯ และจีนยังเก็บค่าธรรมเนียมท่าเรือระหว่างกันเพิ่มเติมตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค.ที่ผ่านมา แม้ว่าปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ทรัมป์กลับมีท่าทีอ่อนลงโดยระบุว่าการเก็บภาษีจากจีน 100% อาจไม่สามารถดำรงอยู่ได้ ขณะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ส่งสัญญาณว่า อาจมีการขยายข้อตกลงลดภาษีนำเข้าระหว่างกันต่อ หากจีนชะลอมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายาก

    ทั้งนี้ศูนย์วิจัยกรุงศรีฯ มองว่า การประกาศขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ กับจีนเป็นการ “ขู่” เพื่อให้ได้ข้อตกลงทางการค้าที่เป็นประโยชน์ต่อสหรัฐฯ เหมือนกับที่สหรัฐฯ บรรลุข้อตกลงการลดภาษีนำเข้ากับสหภาพยุโรปเพื่อแลกกับการขยายการลงทุนในสหรัฐฯ และการนำเข้าพลังงานมูลค่า 6 แสนล้านดอลลาร์ และ 7.5 แสนล้านดอลลาร์ภายในปี 2571 ตามลำดับ ซึ่งจีนเองก็ตระหนักถึงความต้องการของสหรัฐฯ เช่นเดียวกัน โดยในเดือนก.ย. จีนได้เสนอขยายการลงทุนในสหรัฐฯ โดยตั้งเงื่อนไขให้สหรัฐฯ ผ่อนคลายการตรวจสอบการลงทุนและงดเว้นภาษีนำเข้าวัตถุดิบที่บริษัทจีนนำเข้าไปผลิตในสหรัฐฯ

    อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่ากังวล คือ ในช่วงที่ทั้งสองฝ่ายยังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้านั้น การควบคุมการส่งออกแร่หายาก ซึ่งจีนถือครองส่วนแบ่งตลาดโลกถึง 70% และแบตเตอรีลิเธียมไอออน รวมถึงการขึ้นค่าธรรมเนียมท่าเรือ จะเพิ่มภาระด้านต้นทุนให้กับผู้ผลิต และอาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการผลิตในห่วงโซ่อุปทานโลก สุดท้ายแล้ว ยิ่งมาตรการกีดกันทางการค้าขยายวงกว้างและยืดเยื้อมากขึ้น ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการค้าโลกก็ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเช่นกัน

    โดยคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปี 2569 มีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่อง และการค้าโลกอาจย่ำแย่ลง ท่ามกลางความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF คาดว่าการเติบโตของเศรษฐกิจโลกจะชะลอลงจาก 3.3% ในปี 2567 เหลือ 3.2% ในปี 2568 และ 3.1% ในปี 2569 โดยการเติบโตในปี 2568 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการเร่งตัวของกิจกรรมในภาคการค้าและการส่งออกล่วงหน้า (front-loading effect) เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการปรับเพิ่มภาษีศุลกากร

    การเติบโตของเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มชะลอลงในปี 2569 เนื่องจากผลบวกจากการเร่งส่งออกหรือ front-loading กำลังทยอยลดลง ขณะที่ความเสี่ยงด้านขาลงมีมากขึ้น ได้แก่ ผลกระทบจากการปรับขึ้นภาษีศุลกากรและมาตรการกีดกันทางการค้าในรูปแบบต่างๆ ความกังวลเงินเฟ้อซึ่งจะจำกัดการผ่อนคลายนโยบายการเงิน และ ความเสี่ยงทางการเมืองในหลายประเทศและความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์

    ด้านองค์การการค้าโลกหรือ WTO คาดว่าปริมาณการค้าสินค้าของโลกจะโตเพียง 0.5% ในปี 2569 ลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 1.8% และย่ำแย่ลงจาก 2.4% ในปี 2568 ความเสี่ยงดังกล่าวมีแนวโน้มกระทบต่อกิจกรรมในภาคการผลิตและการค้า รวมถึงเศรษฐกิจโลกโดยรวมทางการเตรียมกระตุ้นท่องเที่ยวในประเทศ

    ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปีอาจต่ำกว่าคาด ในเดือนกันยายน มีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทย 2.24 ล้านคน หดตัว -11.3%สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว 9.94 หมื่นล้านบาท ลดลง -5.8% สำหรับในช่วง 9 เดือนแรกของปี นักท่องเที่ยวต่างชาติรวม 24.1 ล้านคน ลดลง -7.6% สร้างรายได้ 1.11 ล้านล้านบาท ลดลง -5.9%

    ศูนย์วิจัยกรุงศรีฯ วเคราะห์อีกว่า ท่ามกลางความซบเซาของภาคท่องเที่ยวและการใช้จ่ายในประเทศ ล่าสุดรัฐบาลเตรียมออกมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศช่วงปลายปี โดยเบื้องต้นมีแนวทาง ให้สิทธิลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท สำหรับค่าใช้จ่ายท่องเที่ยวในประเทศช่วงวันที่ 29 ต.ค. ถึง 15 ธ.ค. โดยการท่องเที่ยวในเมืองหลักลดหย่อนได้ 1 เท่า และในเมืองรอง 1.5 เท่า เร่งรัดการจัดสัมมนาของภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้มีการเบิกจ่ายงบประมาณเร็วขึ้น และสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมและที่พักสำหรับเมืองรองโดยให้สิทธิหักลดหย่อนภาษีสำหรับค่าใช้จ่ายได้ 2 เท่า

    แม้ว่ามาตรการดังกล่าวอาจช่วยพยุงอุปสงค์ภายในประเทศและลดผลกระทบจากการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวต่างชาติได้บางส่วน แต่วิจัยกรุงศรีประเมินว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งปี 2568 อาจต่ำกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ที่ 34 ล้านคน เนื่องจากการซบเซาของตลาดนักท่องเที่ยวจีน บวกกับการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดภูมิภาคเดียวกัน

    อ่านข่าว:

     ต่อยอดสิทธิบัตร “ยาหมดอายุ” ยุทธศาสตร์ “สาธารณสุข” มั่นคง

    เส้นทางทองคำ “การค้า-การเมืองสหรัฐฯ” ดันราคา ทะยานไม่หยุด

    “ลิซ่า” นั่งตำแหน่ง “Amazing Thailand Ambassador” โปรโมตเที่ยวไทยปี 69

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thaipbs.or.th/news/content/357783&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1uKmbemLyP7iyq2hBTlGdF

  • เอกชนชี้บาทแข็งทำรายได้ประเทศร่วง-เสียเปรียบตลาดโลกกระเทือนเศรษฐกิจ

    เอกชนชี้บาทแข็งทำรายได้ประเทศร่วง-เสียเปรียบตลาดโลกกระเทือนเศรษฐกิจ

    เอกชนชี้บาทแข็งทำรายได้ประเทศร่วง-เสียเปรียบตลาดโลกกระเทือนเศรษฐกิจ

    นายเกรียงไกร เธียรนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยภายหลังการหารือร่วมกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และคณะผู้บริหาร ว่า ปัญหาสำคัญคือค่าเงินบาทที่แข็งค่ากว่า 7% เมื่อเทียบกับภูมิภาค ขณะที่เงินเวียดนามอ่อนค่ากว่า 3% ทำให้ช่องว่างการแข่งขันห่างกันเกือบ 10% สินค้าส่งออกไทยซึ่งมีกำไรไม่มากจึงเสียเปรียบประเทศคู่แข่งอย่างเห็นได้ชัด โดยรายได้จากการส่งออกคิดเป็นกว่า 60% ของ GDP

    ขณะที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินว่า GDP ประเทศไทย ปี 69 จะโตเพียง 1.6% จากผลกระทบด้านการส่งออกและการท่องเที่ยว ซึ่งเริ่มชะลอตัวจากภาวะค่าครองชีพสูง นักท่องเที่ยวระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ในขณะที่เพื่อนบ้านอย่างเวียดนามกลับเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวได้อีก 2-3 ล้านคน

    “เงินบาทที่แข็งค่าเกินไป ทำให้รายได้ประเทศลดลง การแข่งขันในตลาดโลกเสียเปรียบ และยังส่งผลต่อการจ้างงานและเศรษฐกิจในวงกว้าง” 

    นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า ส.อ.ท. เสนอแนวทางให้ ธปท. และสถาบันการเงินพิจารณาซอฟต์โลนดอกเบี้ยต่ำ เพื่อช่วยเหลือ SMEs โดยเฉพาะผู้ประกอบการที่มีวินัยทางการเงินดี เช่น ไม่เคยค้างชำระค่าน้ำค่าไฟ หรือมีเครดิตชุมชนที่ดี ควรได้รับแต้มต่อในการกู้ยืม

    รวมถึงเสนอให้จัดตั้งกองทุนเอสเอ็มอีนวัตกรรมการเงินโดยเปิดโอกาสให้เอกชนร่วมลงทุน เพื่อให้ผู้ประกอบการที่ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อปกติสามารถเข้ามาขอทุนสนับสนุนได้ เพราะด้วยภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ผู้ขายต้องขายแบบเครดิตแต่ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินสด ทำให้ผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง การออกแบบระบบสินเชื่อแบบใหม่จึงเป็นเรื่องจำเป็น

    โดยผู้ว่าการ ธปท. ได้รับข้อเสนอของภาคเอกชน และจะนำข้อมูลไปพิจารณาหาแนวทางร่วมมือแก้ปัญหาค่าเงินบาท ซึ่งได้รับผลกระทบจากหลายปัจจัย ทั้งจากราคาทองคำที่ปรับขึ้น และการทำธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการฟอกเงินระหว่างประเทศ

    อย่างไรก็ดี ส.อ.ท. เคยเสนอให้หน่วยงานรัฐเข้มงวดการตรวจสอบการส่งออกทองคำ หลังพบว่าปี 2566 มีการส่งออกไปกัมพูชากว่า 12,000 ล้านบาท และปี 2567 พุ่งหลักแสนล้านบาท ดังนั้น ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเร่งจัดระเบียบเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งขณะนี้มีการดำเนินการเทรนด์ทองคำเป็นสกุลเงินดอลลาร์แล้ว ซึ่งตรงนี้จะช่วยลดการแข็งค่าของเงินบาทได้

    “ช่วงเดือนก่อนที่เอกชนพบความผิดปกติของการส่งออกทองคำไปจำนวนมาก และเมื่อชี้จุดทำให้มีการเข้ามาตรวจสอบอย่างเข้มงวด ส่งผลให้ค่าเงินบาทลดลงมาได้บ้าง ดังนั้น หากมีการควบคุมและกำกับดูแลอย่างเข้มงวดก็จะช่วยในเรื่องนี้ได้”

    นอกจากนี้ ส.อ.ท. ยังเสนอให้ภาครัฐเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่เป็นสินค้าเมดอินไทยแลนด์จาก 30% เป็น 50% เพื่อกระตุ้นอุตสาหกรรมในประเทศ และสร้างรายได้ให้ SMEs โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณเพิ่มเติม พร้อมสนับสนุนโครงการคนละครึ่งพลัสที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจระดับรากหญ้า มีร้านค้าร่วมโครงการกว่า 300,000 ร้านทั่วประเทศ

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thansettakij.com/economy/641968&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw3TnGiXopx83qNDsIRNvQCU

  • GBS “โกลเบล็ก” ระบุราคาทองคำยังน่าจับตา! นักลงทุนแห่ถือครองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    GBS “โกลเบล็ก” ระบุราคาทองคำยังน่าจับตา! นักลงทุนแห่ถือครองรับความเสี่ยงเศรษฐกิจโลก – มิติหุ้น | ชี้ชัดทุกการลงทุน

    มิติหุ้น – กรุงเทพฯ – บล.โกลเบล็ก (GBS) ประเมินราคาทองคำสัปดาห์นี้ราคาทองคำเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด แม้ว่าเฟด อาจจะลดดอกเบี้ยและความไม่แน่นอนทางการเมืองโลก ขณะที่สถานการณ์ตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลาย นักลงทุนยังเก็งกำไรอย่างระมัดระวังในกรอบ 4,150–4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์

    นายณัฐวุฒิ วงศ์เยาวรักษ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล.โกลเบล็ก ประเมินว่าราคาทองคำยังคงเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด แม้ว่าจะมีความคาดหวังที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจปรับลดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่กระตุ้นให้นักลงทุนเข้าถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

    นอกจากนี้ ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การค้าระหว่างจีนและสหรัฐ ชึ่งนายเจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐ กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อาจจะเดินหน้าเรียกเก็บภาษี 100% ต่อสินค้านำเข้าจากจีนในวันที่ 1 พ.ย. หรือเร็วกว่านั้น โดยขึ้นอยู่กับท่าทีของจีนในการดำเนินการเกี่ยวกับแร่หายาก ขณะที่จีนเริ่มเรียกเก็บค่าธรรมเนียมท่าเรือพิเศษกับเรือของสหรัฐตั้งแต่วันที่ 14 ต.ค. ยกเว้นเรือที่สร้าง ในจีน โดยเรือที่เข้าข่ายต้องจ่ายค่าธรรมเนียมคือเรือที่เป็นของสหรัฐฯ ดำเนินการโดยสหรัฐฯ สร้างโดยสหรัฐฯ หรือมีธงสหรัฐ นอกจากนี้จีนขู่ใช้มาตรการตอบโต้ หากสหรัฐอเมริกาเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 100% สำหรับสินค้านำเข้าจากจีน ซึ่งคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 พ.ย. ทำให้สถานการณ์การค้าระหว่างจีนและสหรัฐตึงเครียดยิ่งขึ้น หนุนนักลงทุนเข้าถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย

    รวมถึงความเสี่ยงจากการชัตดาวน์ของหน่วยงานรัฐบาลกลางสหรัฐ ยังคงเป็นแรงผลักดันให้ทองคำได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั่วโลก โดยสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การปิดทำการของหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์ ซึ่งยืดเยื้อเข้าสู่วันที่ 16 เริ่มส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศแล้ว

    อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางเริ่มคลี่คลายลง หลังกลุ่มฮามาสปล่อยตัวประกันทั้งหมด 13 คนในฉนวนกาซา ขณะที่ศาลรัฐบาลกลางสหรัฐมีคำสั่งชั่วคราวห้ามรัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดีทรัมป์ปลดเจ้าหน้าที่รัฐในช่วงที่มีการชัตดาวน์ ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มขายทำกำไรทองคำ ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อราคาทองคำในระยะสั้น

    สำหรับแนวโน้มราคาทองคำในสัปดาห์นี้ คาดว่าจะเคลื่อนไหวในกรอบ 4,150 – 4,350 ดอลลาร์ต่อออนซ์ โดยแนะนำให้นักลงทุนซื้อเก็งกำไรอย่างระมัดระวัง พร้อมติดตามปัจจัยใหม่ที่อาจส่งผลกระทบต่อแนวรับสำคัญของราคาทองคำ

    ติดตามช่องทางมิติหุ้นเพื่อรับข่าวสารตลาดทุนได้ตามลิงค์ด้านล่าง

    Web : https://www.mitihoon.com/
    Facebook : https://www.facebook.com/mitihoon
    Youtube : https://www.youtube.com/@mitihoonofficial7770
    Tiktok : www.tiktok.com/@mitihoon

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.mitihoon.com/2025/10/21/587667/&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw17_cn7vqMWI_IFzyTzfqnZ

  • เส้นทางชีวิตอันน่าทึ่งของ “นางงามเวียดนามคนแรก” ปัจจุบันอายุ 54 ยังสวยเป๊ะ!

    เส้นทางชีวิตอันน่าทึ่งของ “นางงามเวียดนามคนแรก” ปัจจุบันอายุ 54 ยังสวยเป๊ะ!

    เปิดชีวิต บุ่ย บิ๊ก เฟือง นางงามเวียดนามคนแรก หลังครองมงกุฎเกือบ 4 ทศวรรษ

    บุ่ย บิ๊ก เฟือง คือ นางงามเวียดนามคนแรก ที่ได้รับตำแหน่งจากการประกวดนางงามที่จัดโดยหนังสือพิมพ์ Tiền Phong เมื่อปี ค.ศ. 1988 ตลอดระยะเวลาเกือบ 40 ปีที่ผ่านมา ชีวิตส่วนตัวของเธอได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ความงามที่แท้จริงมาพร้อมกับสติปัญญาและความสามารถ

    ประวัติและเส้นทางการศึกษาอันโดดเด่น

    บุ่ย บิ๊ก เฟือง เกิดในปี ค.ศ.1971 ในครอบครัวปัญญาชนที่กรุงฮานอย บิดาของเธอคือศิลปินผู้ล่วงลับ บุ่ย ดึ๊ก มิญ ส่วนมารดาคือ เหงียน ถิ เทวี้ยต ฮวา ซึ่งเป็นหญิงสาวผู้มีอัธยาศัยดีและมีความงามโดดเด่น ขณะได้รับตำแหน่งนางงามนั้น เธอเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 คณะภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยฮานอย

    แม้ว่าเธอจะไม่ได้มีส่วนสูงที่ได้เปรียบ ซึ่งมีส่วนสูงเพียง 158 ซม. แต่เธอก็โดดเด่นด้วยความงามที่อ่อนหวาน มีเสน่ห์ มีพื้นฐานการศึกษาดี และการสื่อสารที่ชาญฉลาด รางวัลที่ บุ่ย บิ๊ก เฟือง ได้รับในการประกวดครั้งแรกคือจักรยานยี่ห้อ Mifa ซึ่งในสมัยนั้นมีมูลค่าเทียบเท่าทองคำ 4 ตำลึง ถึงแม้จะโด่งดังจากการเป็นนางงาม เธอก็ยังคงมุ่งมั่นกับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

    เส้นทางอาชีพสู่ผู้บริหารระดับสูงและนักลงทุน

    ในปี ค.ศ.1994 บุ่ย บิ๊ก เฟือง ได้รับทุนไปศึกษาต่อที่ประเทศเกาหลีใต้ และสามารถคว้าปริญญาโทจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติโซลมาได้ หลังจากจบการศึกษา เธอกลับมาทำงานในประเทศในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ต่างประเทศที่สถาบันวิจัยรัฐและกฎหมาย นอกจากนี้ เธอยังมีความสามารถด้านภาษาต่างประเทศ โดยสามารถพูดภาษาอังกฤษและเกาหลีได้อย่างคล่องแคล่ว รวมถึงสามารถพูดภาษาจีนและฝรั่งเศสได้ด้วย

    ปัจจุบัน บุ่ย บิ๊ก เฟือง ดำรงตำแหน่งผู้ประสานงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้กับกองทุนบัณฑิตศึกษาเกาหลี (Korean Graduate Education Fund) เธอมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการวิจัยทางวิทยาศาสตร์และการเสริมสร้างความร่วมมือด้านการศึกษาระหว่างเวียดนามและนานาชาติ นอกจากงานประจำแล้ว เธอยังลงทุนและพัฒนาด้านอสังหาริมทรัพย์ทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกด้วย

    ชีวิตครอบครัวที่สมบูรณ์และเรียบง่าย

    นอกเหนือจากความสำเร็จในหน้าที่การงานแล้ว บุ่ย บิ๊ก เฟือง ยังมีชีวิตสมรสที่มีความสุขกับสามี ดร.หวู เถี่ยว ซาง ทั้งคู่แต่งงานกันในปี ค.ศ.2000 และมีบุตรชายคนแรกคือ ยา เหียน ในปีถัดมา ก่อนจะต้อนรับบุตรสาวคนที่สอง เฟือง อัญ ในปี ค.ศ.2004

    แม้จะเป็นผู้บริหารในที่ทำงานและเป็นนางงามที่เป็นที่รู้จักในสังคม แต่เมื่อกลับถึงบ้าน เธอก็เป็นแม่บ้านและภรรยาที่ทำหน้าที่ดูแลครอบครัวอย่างสมบูรณ์แบบ เธอให้ความสำคัญกับการพัฒนาของลูกอย่างสมดุล ทั้งด้านวิชาการและด้านความถนัดพิเศษ นับตั้งแต่แต่งงานมา บุ่ย บิ๊ก เฟือง แทบไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมในวงการบันเทิง แต่ใช้เวลาทั้งหมดดูแลรังรักของเธอ

    นางงามผู้ทรงอิทธิพลกับความงามที่ยั่งยืน

    หลังจากครองมงกุฎมา 37 ปี บุ่ย บิ๊ก เฟือง ยังคงรักษาความงามที่ดูดีและมีเสน่ห์อยู่เสมอ โดยมักจะได้รับคำชมว่าดูอ่อนเยาว์กว่าวัย 54 ปีมาก เธอเปิดเผยว่ามักจะแต่งหน้าอ่อนมากหรือไม่แต่งเลย ทำให้คนส่วนใหญ่อาจจำเธอไม่ได้ เมื่อไม่กี่ปีมานี้ เธอเริ่มปรากฏตัวต่อสาธารณะมากขึ้นในฐานะผู้ติดตามและกรรมการตัดสินในการประกวดนางงามเวียดนาม

    บุ่ย บิ๊ก เฟือง มีความหลงใหลในการตกแต่งบ้านพักหรูหราด้วยแนวคิดและการออกแบบของเธอเอง ซึ่งรวมถึงคฤหาสน์หรูมูลค่ากว่า 70 ล้านดองในกรุงฮานอย แม้จะครอบครองทรัพย์สินมากมาย แต่เธอกลับกล่าวว่า ชีวิตของเธอนั้นเรียบง่าย ไม่ได้หรูหราเหมือนที่หลายคนคิดเกี่ยวกับตำแหน่ง นางงามเวียดนามคนแรก ของประเทศ เธอจึงยังคงเป็นสัญลักษณ์แห่งความงามที่ยั่งยืนทั้งจากรูปลักษณ์ นิสัย และการสร้างคุณูปการต่อสังคม 

    1. Vietnamnet

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.sanook.com/news/9852238/&ct=ga&cd=CAIyHDI4ODcxZTExZDQzMWVlYzA6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw0qETcUW8YrAIhlnGkBV22z

  • สมาคมผู้ค้าปลีกไทย มั่นใจ “คนละครึ่ง พลัส” ดันกำลังซื้อพุ่ง คาด GDP ขยายตัว 0.22%

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทย มั่นใจ “คนละครึ่ง พลัส” ดันกำลังซื้อพุ่ง คาด GDP ขยายตัว 0.22%

    หลังเปิดให้ลงทะเบียนวันแรกเมื่อ 20 ตุลาคมที่ผ่านมา สำหรับมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ก็คึกคักถล่มทลาย! ประชาชนกดรับสิทธิ์ เต็มโควตา 20 ล้านสิทธิ์ ผ่านแอปฯ เป๋าตังอย่างรวดเร็ว สะท้อนความต้องการลดภาระค่าใช้จ่ายและกำลังซื้อที่พร้อมจะกลับมาหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ ด้วยเป้าหมายของรัฐบาลเพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ 

    สำหรับผู้ที่ลงทะเบียนไม่ทันในรอบนี้ รัฐบาลประกาศให้รอ เฟส 2 ในเดือนมกราคม 2569 โดยผู้ที่พลาดหวังรอบแรกจะได้รับสิทธิลงทะเบียนก่อน

    จากมาตรการดังกล่าว สมาคมผู้ค้าปลีกไทย เห็นว่ารัฐบาลชุดใหม่สามารถเดินหน้านโยบายเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะมาตรการระยะสั้นแบบ “Quick Big Win” ที่มุ่งกระตุ้นกำลังซื้อและเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ ถือเป็นสัญญาณบวกที่สะท้อนถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง

    ณัฐ วงศ์พานิช ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า นับตั้งแต่รัฐบาลประกาศมาตรการเศรษฐกิจชุดแรก สมาคมฯ เริ่มเห็นสัญญาณบวกของบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอย โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ซึ่งเป็นช่วงเทศกาลจับจ่ายปลายปี เชื่อว่าจะเป็นจังหวะสำคัญที่ภาคค้าปลีกสามารถสร้างยอดขายเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ 

    สำหรับมาตรการ “คนละครึ่ง พลัส” ถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อได้อย่างตรงจุด และช่วยให้ GDP ไทยขยายตัวได้ราว 0.21–0.22% เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีโครงการดังกล่าว ตามการประเมินของกระทรวงการคลัง ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวมีส่วนสำคัญในการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงปลายปี 

    ขณะเดียวกันช่วยกระตุ้นยอดขายของภาคค้าปลีก โดยเฉพาะร้านค้ารายย่อยและธุรกิจเอสเอ็มอีในระดับชุมชน ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจฐานราก ทำให้เกิดการหมุนเวียนของเงินในระบบ และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายเล็กได้ฟื้นตัว

    ดัชนีความเชื่อมั่นค้าปลีก พุ่งทำ New High ในรอบ 12 เดือน

    จากผลสำรวจ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการค้าปลีก (Retail Sentiment Index: RSI) ซึ่งสมาคมผู้ค้าปลีกไทย จัดทำร่วมกับ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นค้าปลีกในช่วง 3 เดือนข้างหน้า (ตุลาคม–ธันวาคม 2568) มีแนวโน้มปรับตัวสูงสุดของปี ทำสถิติ New High ในรอบ 12 เดือน จาก 52.4 จุด มาอยู่ที่ 63.8 จุด 

    สะท้อนถึงผู้ประกอบการค้าปลีกมีความมั่นใจและความหวังที่ดีกับรัฐบาลชุดใหม่ รวมถึงปัจจัยหนุนสำคัญทั้งการเข้าสู่เทศกาลส่งท้ายปี 

    โดยผู้ประกอบการค้าปลีก คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะเพิ่มยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 10% โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและร้านค้าในต่างจังหวัด เมื่อเทียบกับไม่มีมาตรการดังกล่าว 

    อย่างไรก็ตาม สมาคมฯ เสนอว่า ในเฟสถัดไปของโครงการ “คนละครึ่ง” ภาครัฐควรพิจารณาเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการร้านค้าทุกขนาดสามารถเข้าร่วมได้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการเลือกซื้อสินค้าอย่างทั่วถึงและเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

    ทั้งนี้ ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า โครงการ “คนละครึ่ง พลัส” จะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในภาคค้าปลีกได้กว่า 60,000–70,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นสำคัญต่อบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี 

    อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ตั้งกรอบวงเงินของโครงการนี้ ไว้ที่ 44,000 ล้านบาท และครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายไม่เกิน 20 ล้านคน 

    สมาคมค้าปลีกฯ ชงรัฐเดินหน้า “Easy e-Receipt”

    นอกจากนี้ สมาคมฯ ขอเสนอให้ภาครัฐพิจารณาเดินหน้าโครงการ “Easy e-Receipt” หรือ “ช้อปดีมีคืน” อีกครั้งในช่วงเดือนพฤศจิกายน–ธันวาคม 2568 เพื่อกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยของผู้บริโภคในช่วงไฮซีซัน โดยเสนอให้ปรับเงื่อนไขการเข้าร่วมให้สะดวกขึ้น และ ครอบคลุมสินค้าทุกประเภทภายในวงเงินไม่เกิน 100,000 บาท คาดว่าจะช่วยสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 100,000 ล้านบาท

    ณัฐ กล่าวเพิ่มเติมว่า สิ่งที่เรายังต้องจับตาคือ หลังสิ้นสุดมาตรการกระตุ้นระยะสั้น กำลังซื้อของประชาชนจะสามารถต่อเนื่องได้หรือไม่ เพราะแม้มาตรการภาครัฐช่วยสร้างแรงหนุนให้เศรษฐกิจในช่วงสั้น แต่ปัจจัยพื้นฐานอย่างรายได้และหนี้ครัวเรือนยังเป็นความท้าทายที่ต้องจัดการอย่างจริงจัง เพื่อให้กำลังซื้อฟื้นตัวอย่างยั่งยืน

    ทั้งนี้ สมาคมฯ มองว่าแม้มาตรการระยะสั้นจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ในทันที แต่รัฐบาลควรดำเนินควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว เพื่อสร้างรากฐานให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันได้ในอนาคต และรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจให้เดินหน้าต่อเนื่อง โดย เสนอแนวทางสำคัญ 3 ประการ ได้แก่

    การลดภาษีสินค้านำเข้า (Import Tax) กลุ่มไลฟ์สไตล์และแฟชั่น อาทิ เสื้อผ้า น้ำหอม และเครื่องสำอาง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม ซึ่งมีอัตราภาษีสินค้าหรูต่ำกว่าไทยหลายเท่าตัว โดยปัจจุบันไทยมีอัตราภาษีสินค้านำเข้ากลุ่มนี้สูงถึง 20–30%  

    รวมทั้งพิจารณา การนำร่องจัดทำ “แซนด์บ็อกซ์เขตปลอดภาษี  (Free Tax Zone)” ในจังหวัดท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เป็นต้น ทั้งนี้ การลดภาษีจะช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางมาชอปปิงในประเทศไทยมากขึ้น เพิ่มแรงส่งให้กับภาคค้าปลีก โรงแรม ร้านอาหาร และธุรกิจบริการอื่น ๆ พร้อมยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้เป็น “Shopping Paradise  แห่งอาเซียน” หรือ สวรรค์แห่งการชอปปิง อย่างแท้จริง

    การป้องกันสินค้านำเข้าราคาถูกที่ด้อยมาตรฐาน เพื่อลดผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ไม่สามารถแข่งขันด้านราคาได้ พร้อมส่งเสริมให้ทั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวเลือกบริโภคสินค้าที่ผลิตโดยคนไทย โดย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย พร้อมให้การสนับสนุน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ในการร่วมผลักดันให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีได้รับการรับรองสัญลักษณ์ “Made in Thailand” เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือของสินค้าและขยายโอกาสทางการค้าทั้งในและต่างประเทศ

    ยกระดับทักษะแรงงาน (Upskill / Reskill) เพื่อให้แรงงานไทยในภาคค้าปลีกมีศักยภาพและสามารถปรับตัวกับเศรษฐกิจยุคใหม่ โดย ใช้มาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพเป็นเกณฑ์กำหนดค่าจ้างแทนระบบค่าแรงขั้นต่ำ

    สมาคมผู้ค้าปลีกไทย มองว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถเดินหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน หากภาครัฐดำเนินนโยบายที่แข็งแกร่งในทุกมิติ ทั้งการกระตุ้นกำลังซื้อ การเสริมความสามารถการแข่งขัน และการพัฒนาคุณภาพแรงงาน โดยเชื่อมั่นว่าหากรัฐบาลขับเคลื่อนมาตรการต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน จะสามารถนำพาเศรษฐกิจไทยให้ฟื้นตัวได้อย่างแข็งแรง และก้าวข้ามความท้าทายทางเศรษฐกิจในระยะยาวได้อย่างแท้จริง

    ดึง หนุ่ม กรรชัย ผลักดันการใช้คนละครึ่ง ผ่าน LINE MAN

    ทางฝั่งผู้ประกอบการอย่าง ยอด ชินสุภัคกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร LINE MAN ได้กล่าวว่า โครงการคนละครึ่ง พลัส เป็นกุญแจสำคัญในการกระตุ้นการใช้จ่ายในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว และช่วยเพิ่มความคุ้มค่าในการสั่งอาหารเดลิเวอรี่ได้จริง ผู้ใช้สามารถสั่งผ่าน LINE MAN และชำระด้วยสิทธิคนละครึ่งพลัสได้สะดวก ขณะเดียวกันยังช่วยกระจายรายได้ให้ร้านอาหารและไรเดอร์ทั่วประเทศ 

    โดยที่ผ่านมา มีร้านอาหารเข้าร่วมโครงการคนละครึ่งกับแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรี่เกือบ 100,000 ร้าน โดยกว่า 60–70% เลือกใช้ LINE MAN นอกจากนี้ยังมียอดผู้ใช้งานคนละครึ่ง ผ่าน LINE MAN จากเฟสที่ผ่านมาทั้งหมดกว่า 7 ล้านสิทธิ์ ซึ่งสะท้อนถึงความเป็น เบอร์ 1 คนละครึ่ง โดยพร้อมเดินหน้าสนับสนุนร้านอาหารและผู้บริโภคเต็มรูปแบบ และใช้พลังของ หนุ่ม กรรชัย ผลักดันการใช้คนละครึ่ง ผ่าน LINE MAN ให้เข้าถึงทุกร้าน ทุกบ้าน และทุกชุมชนทั่วประเทศ

    แกร็บหั่น GP เหลือ 7% หนุนร้านค้าร่วม “คนละครึ่งพลัส”

    ขณะที่ แกร็บ ได้ขานรับนโยบาย “Quick Big Win” ของทางภาครัฐฯ เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ด้วยบริการฟู้ดเดลิเวอรี หวังกระตุ้นการจับจ่ายและแบ่งเบาค่าครองชีพผู้บริโภคในช่วงปลายปี พร้อมกระจายรายได้และหนุนผู้ประกอบการร้านอาหาร 

    งัดแคมเปญ “GrabFood X คนละครึ่งพลัส ดันยอดโตสูงสุด 9 เด้ง” จัดเต็มสิทธิประโยชน์ถึง 9 ต่อตลอดโครงการ ชูไฮไลต์หั่นค่าคอมมิชชันเหลือ 7% สำหรับร้านที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ในวันแรก (3 พฤศจิกายน 2568) เสริมทัพด้วยโปรแกรมดันยอดขาย-ส่วนลดพิเศษจากแกร็บมูลค่าสูงสุด 10,000 บาท พ่วงให้สินเชื่อสำหรับร้านที่เข้าร่วมโครงการฯ ด้วยวงเงินสูงสุดถึง 1 ล้านบาท พร้อมทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาทลุยโปรโมตแคมเปญทั่วประเทศ 

    จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า “การกลับมาของโครงการคนละครึ่งพลัสในปีนี้ แกร็บเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้กับคนไทยผู้ได้รับสิทธิ์กว่า 20 ล้านคนทั่วประเทศ ให้เข้าถึงสิทธิประโยชน์ได้อย่างง่ายดายผ่านแอปพลิเคชันแกร็บ พร้อมกันนี้ เรายังเดินหน้าสนับสนุนผู้ประกอบการร้านอาหารที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากโครงการฯ นี้ กว่า 800,000 รายทั่วประเทศ 

    ผ่านแคมเปญพิเศษที่จัดเต็มสิทธิประโยชน์และโปรแกรมส่งเสริมการขายตลอดโครงการมากถึง 9 เด้ง ควบคู่กับการพัฒนาระบบให้ร้านค้าใช้งานได้ง่าย ทั้งการสมัคร การรับออเดอร์ ไปจนถึงรายงานการขาย ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการสร้างยอดขายให้เติบโตแบบไม่มีสะดุด ทั้งหมดนี้เพื่อกระตุ้นการบริโภคและเพิ่มยอดขายให้กับร้านอาหารโดยตรง ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าจะเป็น ผู้ประกอบการร้านอาหารทั้งรายเล็กและรายย่อย ไรเดอร์ รวมไปถึงทุกภาคส่วนในห่วงโซ่ธุรกิจร้านอาหาร เพื่อร่วมขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศตามนโยบาย Quick Big Win ของทางภาครัฐ

    ภายใต้แคมเปญ “GrabFood X คนละครึ่งพลัส ดันยอดโตสูงสุด 9 เด้ง” แกร็บเตรียมมอบสิทธิประโยชน์แบบจัดเต็มถึง 9 ต่อให้กับผู้ประกอบการร้านอาหารที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” กับแกร็บฟู้ด ซึ่งประกอบด้วย

    เริ่มประกาศแพลตฟอร์มแรก แกร็บหั่นค่าคอมมิชชัน (GP) เหลือเพียง 7%สำหรับร้านที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ในวันแรกที่เปิดรับสมัคร วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 และสำหรับร้านที่สมัครเข้าร่วมโครงการฯ ตั้งแต่วันที่ 4 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นไป จะถูกคิดค่าคอมมิชชันในอัตรา 9%

    อัดโปรแกรมดันยอดขายเพื่อสนับสนุนร้านเล็ก ได้แก่ แคมเปญ “แกร็บช่วยลด” โดยแกร็บร่วมสมทบแจกโค้ดส่วนลดจัดเต็มให้ร้านค้าสูงสุด 10,000 บาท และแคมเปญ “ร้านเล็กค่าส่งถูก” ซึ่งช่วยดึงดูดลูกค้าด้วยโปรโมชันส่งฟรีทุกออเดอร์ผ่านการจัดส่งแบบประหยัด (SAVER) ระยะทางสูงสุด 5 กม. สำหรับร้านค้าที่สมัครแคมเปญสำเร็จระหว่างวันที่ 3 – 5 พฤศจิกายน 2568 เข้าร่วมแคมเปญ ฟรี! สูงสุด 30 วัน

    ให้สินเชื่อเพื่อเสริมสภาพคล่องทางการเงิน โดยร้านอาหารที่เข้าร่วมโครงการฯ มีสิทธิ์ได้รับ “สินเชื่อเงินสดทันใจ”จากแกร็บ โดยมีวงเงินกู้สูงสุดถึง 1,000,000 บาท พร้อมรับดอกเบี้ยคืนสูงสุด 300 บาท

     นอกจากนี้ แกร็บยังมอบสิทธิประโยชน์เสริมอื่นๆ แบบจัดเต็ม อันได้แก่

    • แจกส่วนลดพิเศษให้ลูกค้าสูงสุดถึง 2,400 บาทต่อคน สำหรับใช้สั่งอาหารผ่านโครงการฯ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการสั่งซ้ำและเพิ่มยอดขายให้ร้านอาหาร
    • ยกเว้นค่าคอมมิชชัน (GP) เหลือ 0% บริการกินที่ร้าน (Grab Dine Out) เป็นระยะเวลา 30 วัน สำหรับทุกร้านค้าใหม่
    • แจกฟรีสื่อ ณ จุดขายและอุปกรณ์ตกแต่งร้าน สำหรับ 10,000 ร้านแรกที่ลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการฯ สำเร็จ
    • ให้เครดิตสำหรับการโฆษณาผ่าน GrabAds มูลค่า 400 บาท สำหรับทุกร้านที่ลงทะเบียนรับสิทธิพิเศษบนแอป GrabMerchant เพื่อใช้โปรโมตร้านหรือสร้างแคมเปญโฆษณาเพื่อเพิ่มการมองเห็น  
    • มอบส่วนลดสำหรับค่าบริการระบบจัดการร้านอาหารจาก SilomPOS ครึ่งราคา ระยะเวลานาน 1 ปี มูลค่าสูงสุดถึง 14,950 บาท

    จัดเต็มสื่อโฆษณาและกิจกรรมการตลาด โดยแกร็บทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาทเพื่อร่วมโปรโมตแคมเปญผ่านสื่อโฆษณาครบวงจร พร้อมดึงทัพดาราดังร่วมสร้างสีสันและการรับรู้ในวงกว้าง นำโดย  เบลล่า-ราณี, เจมีไนน์-นรวิชญ์, โฟร์ท-ณัฐวรรธน์, สกาย-วงศ์รวี, นานิ-หิรัญกฤษฎิ์, หลิงหลิง-ศิริลักษณ์ และ ออม-กรณ์นภัส 

    ผู้ประกอบการร้านอาหารที่สนใจเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่งพลัส” กับแกร็บฟู้ด เพื่อรับสิทธิประโยชน์จากแคมเปญ “GrabFood X คนละครึ่งพลัส ดันยอดโตสูงสุด 9 เด้ง” สามารถลงทะเบียนได้ตั้งแต่วันที่ 3 พฤศจิกายน 2568 – 31 ธันวาคม 2568 เพียงทำการลงทะเบียนเพื่อรับสิทธิบนแอปฯ ถุงเงิน และเลือกเข้าร่วมคนละครึ่งพลัสกับแกร็บฟู้ด ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

    • เข้าแบนเนอร์ โครงการคนละครึ่งพลัส บนแอป GrabMerchant
    • คลิกดูรายละเอียด และกด ‘ยอมรับข้อตกลงและเงื่อนไข’
    • ตรวจสอบ ‘เลขประจำตัวผู้เสียภาษี’ ให้ตรงกับในแอปถุงเงิน
    • เข้าแอปถุงเงิน กด ‘สมัครฟรี’ ที่แบนเนอร์
    • เลือกเข้าร่วมคนละครึ่งพลัสกับแพลตฟอร์ม Grab
    • คัดลอก ‘รหัสร้านค้า’ จากแอป GrabMerchant เพื่อกรอกข้อมูลบนแอปถุงเงิน
    • ยืนยันตัวตนด้วยรหัส OTP
    • ได้รับข้อความยืนยันการลงทะเบียนสำเร็จ

    ติดตามข่าวสารด้านการตลาด กับ Thairath Money ได้ที่

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.thairath.co.th/money/business_marketing/marketing_trends/2890496&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw1lE_b-5QXtCiVgY65zQTra

  • ส.อ.ท.-ธปท. ผนึกกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ชูยุทธศาสตร์ “4GO”

    ส.อ.ท.-ธปท. ผนึกกำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ชูยุทธศาสตร์ “4GO”

    ภาพ ธนาคารแห่งประเทศไทย

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (21 ต.ค.68) นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ร่วมประชุมกับนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อหารือแนวทางความร่วมมือในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ค่าเงินบาท และแนวทางการดูแลความผันผวนของค่าเงินเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาคเอกชน

    นายเกรียงไกร กล่าวว่า การพบกันครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีในการสร้างความร่วมมือใกล้ชิดระหว่างภาคอุตสาหกรรมกับหน่วยงานนโยบายการเงิน ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เผชิญความเสี่ยงรอบด้าน เพื่อให้การตัดสินใจแก้ไขปัญหามีความแม่นยำและทันท่วงที

    ที่ประชุมหยิบยก 3 ประเด็นหลักเพื่อหารือร่วมกัน ได้แก่

    1. มาตรการรับมือภาษีสหรัฐฯ และสงครามการค้า เสนอให้รัฐออกมาตรการทางการเงินช่วยผู้ส่งออกไทย

    2. การแก้ปัญหาสภาพคล่องและหนี้ SMEs เรียกร้องให้เพิ่มสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (soft loan) ผ่อนผันหลักประกัน และสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว

    3. การดูแลค่าเงินบาทแข็งค่า เสนอให้ ธปท. ดูแลเสถียรภาพให้อยู่ในระดับใกล้เคียงประเทศคู่แข่ง พร้อมส่งเสริมการใช้ FX hedging ในกลุ่มผู้ส่งออก SMEs

    พร้อมกันนี้ ส.อ.ท. ยังได้นำเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาอุตสาหกรรม “4GO” ประกอบด้วย

    • GO Digital & AI ผลักดันการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
    • GO Innovation สร้างมูลค่าเพิ่มผ่านนวัตกรรมและงานวิจัย
    • GO Global ยกระดับอุตสาหกรรมไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานโลก ลดการพึ่งตลาดเดิม
    • GO Green ส่งเสริมอุตสาหกรรมสีเขียวตามแนวทาง ESG และลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ (carbon footprint) หรือปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมาจากกิจกรรมหรือกระบวนการผลิต

    ด้านนายวิทัย กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการหารือนอกสถานที่ครั้งแรก สะท้อนความตั้งใจของ ธปท. ที่จะเชื่อมโยงนโยบายระหว่างภาครัฐและเอกชนให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น เพื่อประคับประคองเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีเสถียรภาพ พร้อมเปิดใจรับฟังข้อเสนอจากทุกฝ่าย และพร้อมดำเนินการทันทีหากเป็นไปได้ ทั้งยังย้ำว่าจะมีการหารือร่วมกันเป็นระยะ เพื่อให้การขับเคลื่อนเศรษฐกิจเกิดผลในทางปฏิบัติ

    ทั้งนี้ ที่ประชุมเห็นพ้องถึงความสำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการผลักดันนโยบายที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

    Back to top button

    ———————————-
    News Source : https://www.google.com/url?rct=j&sa=t&url=https://www.kaohoon.com/news/local/790299&ct=ga&cd=CAIyHGY3N2RkMGYwMjUwYTJhNjg6Y29tOnRoOlRIOlI&usg=AOvVaw2-sC1PqFRjzlxkzo-P7Xrw